อุทิศ แจงแนวทางสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐

อุทิศ ขาวเธียร รายงานผลการศึกษาแนวทางการสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืนจากการระดมความคิดเห็นและลงพื้นที่ในหลายจังหวัด พร้อมหารือปัญหาการขาดความต่อเนื่องและเจตนารมณ์ร่วมระหว่างภาคส่วน จึงเสนอแนวทางขับเคลื่อนด้วยหลักการรู้รักสามัคคีและเครือข่ายร่วมพลังเพื่อความยั่งยืน

นายอุทิศ ขาวเธียร ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมการ

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม ดอกเตอร์อุทิศ ขาวเธียร ผู้ทรงคุณวุฒิด้านยุทธศาสตร์ สำนักงาน ป.ป.ช. ในปัจจุบัน คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ที่มีท่านวิวัฒน์ ศัลยกำธร เป็นประธาน ที่รู้จักกันดีว่าอาจารย์ยักษ์ เราก็ได้รับโจทย์ ที่สำคัญมากทีเดียว โจทย์ก็คือว่าศาสตร์พระราชาที่มีคุณประโยชน์อย่างมหาศาลนี้จะดำรงอยู่ และเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและมนุษยชาติอย่างยั่งยืนได้อย่างไร กลไกอะไรที่จะช่วย สร้างความยั่งยืนอันนี้ เพราะว่าแน่นอนที่สุดไม่มีใครอยากจะให้สิ่งที่มีประโยชน์ต่อมนุษยชาติ สูญหายไป อยากจะให้อยู่คงประโยชน์ตราบนานเท่านาน เมื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ได้รับโจทย์อันนี้ก็ได้มีแนวทางการดำเนินงาน นอกจากว่าเราจะมีการระดมสมองกัน ในคณะอนุกรรมการทั้งทางด้านทฤษฎีแล้วก็ประสบการณ์การปฏิบัติ คือเราโชคดีที่มีกรรมการ หลายท่านเลยที่มีประสบการณ์ได้ใช้ศาสตร์พระราชา แล้วก็ได้ใกล้ชิดกับพระองค์ ได้รับโปรดเกล้าฯ แนะนำให้เข้าใจแก่นแท้ขององค์ความรู้ นอกจากการระดมสมองดังกล่าวแล้ว เราก็ยังได้ออกพื้นที่เพื่อสร้างความเข้าใจ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

จะมีสไลด์ (Slide) ฉายให้เห็นว่าคณะอนุกรรมการได้ออกพื้นที่ ๒ พื้นที่ด้วยกัน ทั้งที่อุบลราชธานีและชลบุรี ที่เราออกพื้นที่เพื่อจะดูของจริง แล้วก็ดูว่ากลไกการมีส่วนร่วมที่ปรากฏอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น มีลักษณะอย่างไร มีอะไรที่ยังขาดในแง่ของการที่จะผลักดันความยั่งยืนของศาสตร์พระราชา ให้คงอยู่ บทบาท นอกจาก ๒ พื้นที่แล้วเราก็มีการประชุมเชิงปฏิบัติการ ๒ ครั้งด้วยกัน การประชุมเชิงปฏิบัติการนี้ก็เพื่อให้เข้าใจ ให้รู้ว่าภาคีใดควรจะประยุกต์ใช้อย่างไร ตั้งแต่ภาคี ที่สำคัญคือประชาชน จนกระทั่งภาคีที่เป็นสื่อ เพราะฉะนั้นเราก็มีการดำเนินการเหล่านี้เพื่อจะ กรององค์ความรู้ที่มีอยู่ว่าจะออกมาเป็นการสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืนมีกลไก อย่างไร ดังนั้นกระผมจึงขออนุญาตรายงานสาระสำคัญที่ได้จากการศึกษาตามแนวทางที่ผม กราบเรียนแล้ว

สาระสำคัญประการแรก สไลด์ (Slide) แรกที่เกี่ยวข้องกับสาระสำคัญ เป็นเรื่องของสถานการณ์ปัญหา เป็นชาร์ต (Chart) สถานการณ์ปัญหา จากการระดมสมอง ของเราพบว่า มีสถานการณ์ปัญหาการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาอยู่ เนื่องจากองค์กรหลัก ๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ก็มีบทบาทที่สำคัญด้วยกันทั้งนั้น แต่ปัญหาอยู่ที่ความไม่ครบ การเข้าไม่ถึงแก่น การยังไม่มีกลไกเชื่อม องค์กรภาครัฐเองซึ่งมีความตั้งอกตั้งใจอย่างมาก มีอำนาจ มีการสั่งการ มีการอนุมัติงบประมาณเพื่อการดำเนินการ แต่ที่เราสังเกตเห็นก็คือต่างคนต่างทำ ที่เราสังเกตเห็นก็คือเป็นเรื่องการทำตามคำสั่ง มีความแข็งตัวอยู่ระดับหนึ่งขององค์กรภาครัฐ ไม่อ่อนตัวพอที่จะปรับให้สอดรับกับภูมิสังคมที่เผชิญอยู่ ในแง่ภาคประชาชน ภาคประชาชน แน่นอนครับ มีความตั้งใจ มีศรัทธา แต่เมื่อดูให้ชัดแล้วก็จะพบว่าภาคประชาชนยังเข้าไม่ถึง แหล่งทุน แหล่งทุนมันชิฟต์ (Shift) ไปภาครัฐเสียก่อน แล้วที่เหลือหรือว่าลงมาถึงภาคประชาชน ก็อาจจะเป็นรูปของแผนงานโครงการ ซึ่งก็เป็นลักษณะระเบียบของราชการเรา ที่สำคัญคือ ภาคประชาชนยังไม่เข้าถึงความรู้ ส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องของการบอกเล่าต่อกันมาจากภาครัฐ แล้วก็ขาดการหนุนเสริมคือโครงการไม่ต่อเนื่อง การหนุนเสริมความต่อเนื่องไม่เกิด ภาควิชาการเองก็มองทางวิชาการมากไป ไม่ได้ต่อยอด ไม่ได้มีการต่อยอดศาสตร์พระราชา มาสู่การปฏิบัติเท่าที่ควร เน้นการสอนทฤษฎีแล้วก็เน้นการวิจัย แต่วิจัยแล้วขึ้นหิ้ง วิจัยแล้วไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ นี่เป็นประเด็นที่เราพบ ที่เราออกไปสนาม ที่เราหารือกัน ภาคสื่อมวลชนนี่เอง อันนี้จากสื่อมวลชนเลยก็ตำหนิว่ายังไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอ ต่อการที่จะทำหน้าที่กระจายองค์ความรู้ของศาสตร์พระราชา ภาคสื่อมวลชนยังไม่ได้รับ การสนับสนุนเท่าที่ควร อันนี้สื่อมวลชนเองเป็นคนพูด เราก็หันมาดูหลักการขับเคลื่อน ถ้าปัญหาอยู่หลักการขับเคลื่อนควรจะต้องเป็นอย่างไร ซึ่งหลักการขับเคลื่อนมีอยู่ พระองค์ชี้แนะอยู่ในศาสตร์พระราชาเลย เราจึงสามารถนำศาสตร์พระราชามาบอกว่า หลักการขับเคลื่อนอย่างยั่งยืนนั้นต้องเป็นอย่างไร ประการแรกเลย ขอเปลี่ยนสไลด์ (Slide) ไปสไลด์ (Slide) หลักการขับเคลื่อนที่มีรูปใจสีแดง ๆ หลักการขับเคลื่อนอันแรกที่เราอาศัย ศาสตร์พระราชาคือขับเคลื่อนอย่างรู้รักสามัคคี การขับเคลื่อนต้องใช้พลัง แล้วพลังที่สำคัญ คือพลังทางจิตใจ ต้องขับเคลื่อนกันอย่างรู้รักสามัคคี คือต้องเป็นเครือข่ายที่มีความรู้รักสามัคคี ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่มีการขับเคลื่อนก็เกือบจะไม่เกิด เมื่อขับเคลื่อนไปก็จะมีหลักการขยายผล ซึ่งแน่นอนจะต้องเป็นการขยายผลจากเครือข่ายที่รู้รักสามัคคี การขยายผลนี้พระองค์ก็ได้ ทรงพระราชทานศูนย์การเรียนรู้ที่สำคัญ ๆ ๖ แห่ง ได้พระราชทานโครงการตัวอย่าง ทั้งหมดประมาณ ๔,๐๐๐ โครงการ ไม่ใช่เป็นเรื่องของ ๑ หรือ ๒ หรือ ๓ โครงการ ไม่ใช่เป็นเรื่องของ ๑๐ โครงการ แต่ตลอดชีวิตของพระองค์พระราชทาน ๔,๐๐๐ โครงการไว้ และหวังจะให้เกิดการขยายผลไปสู่ความสุขสมบูรณ์ของประชากร ตามพระราชดำริ ก็คือการน้อมนำสู่การปฏิบัติจริง ศาสตร์พระราชาเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติแล้วถึงมาคุยกัน ซึ่งในการปฏิบัติพระองค์บอกว่าไม่ต้องรอ ทำแบบคนจนภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด แต่ทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอนจากง่ายไปหายาก ทำเป็นขั้นตอนอย่างต่อเนื่องและนวัตกรรม ก็จะเกิด นี่ก็เป็นหลักการขับเคลื่อนที่พระองค์ให้ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกลไก และการใช้องค์ความรู้อย่างเหมาะสมกับภูมิสังคมที่จะให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้ สไลด์ (Slide) ถัดไป เมื่อเราพิจารณาว่าการขับเคลื่อนเหล่านี้เครือข่ายและโครงการ อยู่ที่ใดบ้าง เราก็พบว่ามีกระจายอยู่ทั่วทุกภาค อย่างที่ประธานอนุกรรมการอีก ๒ ท่าน ได้กรุณาชี้แจงแล้วคือในทุกภูมิภาคของประเทศไทย มีศูนย์การเรียนรู้ มีโครงการ ที่เป็นตัวอย่างอยู่กว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ผมจะไม่ขอลงลึกเพราะว่าท่านประธานอนุกรรมการ ๒ ท่านได้กรุณาชี้แจงแล้ว นอกจากองค์ความรู้ที่มีกระจายอยู่แล้วเราก็พิจารณาว่าเครือข่าย ที่จะขับเคลื่อนกระจายเต็มตัวหรือเปล่า ปรากฏว่าก็กระจายตัวทั่วประเทศ เมื่อศึกษา พิจารณาให้ดี มีเครือข่ายทั้งทางด้านวิชาการ เครือข่ายทั้งทางด้านประชาชนที่เป็นเป้าหมาย ของการพัฒนาภาคประชาสังคม พลังพลเมือง ภาคศาสนา สื่อมวลชน ภาครัฐ มีแอ็กเตอร์ (Actor) ผู้เล่นบทบาทอยู่ครบหมด เพราะฉะนั้นปัญหาของเราไม่ใช่ไปสร้างผู้เล่น แต่ทำอย่างไรที่จะประสานให้เกิดพลังการมีส่วนร่วมเหล่านั้นได้ สไลด์ (Slide) ถัดไป ดังนั้น คณะอนุกรรมการจึงได้ศึกษาทำความเข้าใจว่าถ้าอย่างนั้นแนวคิดหลักการขับเคลื่อน ควรจะเป็นอย่างไรในการที่จะทำให้ศาสตร์พระราชายังคงขับเคลื่อนไปได้อย่างยั่งยืน แนวคิดหลักของการขับเคลื่อนเราดูออกเป็น ๒ แนวคิดหลัก แนวคิดหลักอันแรกเป็นแกนเลย เป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุด คือการใช้ศาสตร์พระราชาจะต้องเป็นการปฏิบัติการขับเคลื่อน อย่างไม่ยึดติดตายตัว พระองค์แสดงตัวอย่างให้เห็นตลอดเวลาว่าเป็นเรื่องของความคิดใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสอดรับกับภูมิสังคม และที่สำคัญพระองค์บอกว่าอย่ายึดติดตำรา ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แนวคิด หลักการเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต้องอาศัยแนวคิดหลักการที่เรียกว่า เป็นอินฟอร์มัลแอปโพรช (Informal Approach) คืออาศัยความคล่องตัว ไม่ได้อาศัยกฎเกณฑ์ หลักการตายตัว ซึ่งอินฟอร์มัลแอปโพรช (Informal Approach) ภาคีที่จะทำได้ดีที่สุด และทำอยู่ก็คือภาคีภาคประชาชน เพราะฉะนั้นภาคีภาคประชาชนจะต้องเป็นแกน แล้วภาคีอื่นเข้ามาสนับสนุน อาศัยแกนที่มีความคล่องตัว ภาคีอื่น ๆ ที่เข้ามาสนับสนุน ก็สามารถจะเข้ามาสนับสนุนในลักษณะของแนวคิด หลักการสนับสนุนตัวอย่างเช่นภาคีภาครัฐ ซึ่งเป็นฟอร์มัลเซกเตอร์ (Formal Sector) ซึ่งภาครัฐก็จะให้การสนับสนุนทางด้านงบประมาณ ให้การสนับสนุนทางด้านองค์ความรู้ซึ่งเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องอินฟอร์มัล (Informal) กับฟอร์มัลแอปโพรช (Formal Approach) ควบคู่กันไปในแนวความคิด การขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา คือเราแยกออกมาได้ว่ามีอยู่ ๒ แอปโพรช (Approach) หลัก ๆ แล้วทั้ง ๒ แอปโพรช (Approach) นี้ที่เป็นแกนคืออินฟอร์มัล (Informal) ที่เป็นตัวสนับสนุนคือฟอร์มัล (Formal) และต้องไปด้วยกัน มีความสำคัญด้วยกัน ทั้ง ๒ ลักษณะ เป็นบริบทหลัก บริบทรอง ของสไลด์ (Slide) ถัดไปครับ การมีส่วนร่วมต้องมีฐานพลัง เพราะฉะนั้นจากแนวคิดหลักการขับเคลื่อนฐานพลังก็คือ ภาคีทั้งหมดที่มีส่วนขับเคลื่อนที่ได้กราบเรียนไว้แล้ว ภาคีทั้งหมดที่มีประชาชนเป็นแกนนำ ภาคีอีก ๖ ภาคี อีกสักครู่ผมจะอธิบายรายละเอียดว่าทั้ง ๗ ภาคีรวมทั้งประชาชนจะมีอะไร ในขณะเดียวกันการขยายผลอย่างต่อเนื่องจะเกิดขึ้นได้ก็คือภาคีประชาชนจะต้องได้รับ การอบรม ความจริงประชาชนต้องได้รับการอบรมร่วมกันทุกภาคี ที่เราย้ำประชาชน เพราะว่าขณะนี้ประชาชนเป็นภาคีที่รับรู้น้อยที่สุดอย่างที่ผมได้กราบเรียนไว้ ถ้าหาก ภาคีประชาชนได้การรับรู้น้อยที่สุดแล้วรับรู้โดยการกระซิบกระซาบกันมา พูดต่อ ๆ กันมา อาจจะคลาดเคลื่อนได้ เพราะฉะนั้นการอบรมทุกภาคีจำเป็น แล้วก็ต้องบอกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคีภาคประชาชน การขยายผลอีกด้านหนึ่งนอกจากการอบรมแล้ว ก็คือการรวมตัวของเครือข่าย เราพบว่าขณะนี้เครือข่ายแอ็กทิฟ (Active) ครับ แต่กระจัดกระจาย อย่างที่ผมกราบเรียนมันกระจายอยู่ทั่วประเทศก็จริง แต่ไม่ได้ มาจับมือกัน ไม่ได้ใช้ความถนัด เพราะว่ามีเครือข่ายที่เป็นประชาชน เครือข่ายที่เป็น เกษตรกร เครือข่ายธุรกิจ เครือข่ายวิชาการ อย่างที่ผมได้กราบเรียนแล้ว เครือข่ายเหล่านี้ ถ้าได้จับมือกันมันเป็นพลังทั้งในแง่ของการขยายผล และในแง่ของการสร้างความยั่งยืน แน่นอน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่เราได้วิเคราะห์และเห็นว่าเรายังขาด จากประเด็นที่เรา วิเคราะห์ คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ก็มีข้อเสนอว่าเพื่อการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์ พระราชาอย่างยั่งยืนต้องการกลไก ๒ ตัวด้วยกัน ๑. กลไกหลัก ๒. กลไกเสริม กลไกหลัก ขอบอกสรุปไว้ก่อนว่ากลไกหลัก ๓ ระดับ ต้องมีทั้งชาติ จังหวัด พื้นที่ชุมชน เพราะว่า แต่เดิมมีกลไกหลักระดับชาติ จังหวัดก็อาศัยจังหวัด หน่วยราชการผู้ว่าราชการจังหวัด ก็มีภารกิจมากมาย ไม่ปฏิเสธหรอกครับ รับ แต่นี่คือปัญหา มันโอเวอร์เวล์ม (Overwhelm) ด้วยภารกิจทางราชการอยู่แล้ว การจะมาร่วมกันประกอบภารกิจ สร้างบูรณาการ ที่มีความคล่องตัวนี้ยากมาก เพราะฉะนั้นก็ขาดจังหวัดแล้วก็ระดับพื้นที่ที่เราจะต้องอบรม ให้เกิดการนำศาสตร์พระราชาไปประยุกต์ใช้อย่างมีทิศทาง อย่างมีความเข้าอกเข้าใจ อย่างแท้จริง กลไกทั้ง ๓ ระดับนั้นก็จะมีภารกิจหลัก ๆ อยู่ ๕ แนวทางด้วยกันที่จะต้องทำ ภารกิจในการประสานงาน ภารกิจในการวางแผน ในการติดตามประเมินผล ตลอดจนกระทั่ง ภารกิจในการเป็นสื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องอาศัยกลไก ๕ ประเภทด้วยกัน ซึ่งผมจะขออนุญาต กราบเรียนขยายความภายหลัง แล้วก็แน่นอนครับ สุดท้ายกลไกหลักหนีไม่พ้นภาคีหลัก ทั้ง ๗ ภาคีที่จะต้องประสานกันเป็นพลังการขับเคลื่อนศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน ที่มีภาคีประชาชนเป็นแกน นอกจากนั้นกลไกหลักเหล่านี้เราก็คิดว่าไม่พอ จะเรียกว่า มาตรการก็ได้ จะเรียกว่ากลไกก็ได้ สิ่งที่จะต้องเป็นกลไกเสริม มาตรการเสริมก็คือ ประการแรก ต้องมีปัจจัยกองทุนการขับเคลื่อน ซึ่งกองทุนการขับเคลื่อนไม่จำเป็นจะต้องเป็นเงินงบประมาณ เป็นเงินบริจาคก็ได้ ซึ่งจริง ๆ ปรากฏอยู่แล้ว ภายใต้โครงการศาสตร์พระราชาในหลาย ๆ พื้นที่ ภาคีเอกชนระดมทุนกัน เข้ามา ประชาชนเองก็ลงทุนเข้ามา ทั้งในแง่ของตัวเงินถึงแม้จะไม่มาก แต่ที่สำคัญคือ ระดมทุนทางด้านปัจจัยพื้นที่ แรงงานเข้ามาช่วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นปัจจัย เป็นกองทุน ในเรื่องของปัจจัยการขับเคลื่อนทั้งนั้น อันนี้เป็นสิ่งเสริมสำคัญที่เราต้องมี นอกจากนั้น เราก็คิดว่าในอนาคตต้องมีวิสาหกิจเพื่อสังคม เป็นวิสาหกิจที่จะนำศาสตร์พระราชาไปใช้ ในการบริหารและสร้างผลกำไร แล้วเอาผลกำไรนั้นย้อนกลับมาสนับสนุนการขับเคลื่อน ศาสตร์พระราชาอีกระลอกหนึ่ง อีกเซอร์เคิล (Circle) หนึ่ง ผมจะกลับมาที่พลัง ๓ ระดับ ที่สำคัญมาก ก็คือ ระดับชาติ ระดับจังหวัด ระดับท้องถิ่นชุมชน ๓ ระดับนี้เราจะตั้งเป็น คณะกรรมการประสานงานภาคีเครือข่ายเพื่อการขับเคลื่อนก็ได้ หรือจะตั้งให้เป็น ทาสก์ฟอร์ซ (Task Force) หลวม ๆ หน่วยปฏิบัติการหลวม ๆ ในระดับชุมชนหรืออะไรก็ได้ แต่ต้องมี ต้องเกิดกลไกการประสานงานในทุก ๆ ระดับ แล้วก็ต่อเนื่องกันไปสู่ทุก ๆ พื้นที่ ทุก ๆ ชุมชน เพื่อเป็นพลังช่วยกันนำไปสู่เจตนารมณ์ของศาสตร์พระราชาให้สำเร็จให้ได้ ระดับชาติก็รัฐบาล องค์กรกลาง กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ กลไกระดับนี้คณะกรรมการ ที่เกิดขึ้นจากองค์ประกอบนี้ ทั้งของรัฐบาล ของกระทรวง ทบวง กรม ขององค์กรกลาง ทั้งหลาย กรรมการที่เกิดขึ้นในระดับชาตินี้ก็จะทำหน้าที่นโยบาย แน่นอน ให้นโยบาย ชี้ทิศทาง ทำหน้าที่สนับสนุนทางด้านงบประมาณถ้าจำเป็น ผมขอย้ำนะครับ งบประมาณ ถ้าจำเป็น ไม่ใช่เอางบประมาณเป็นตัวตั้ง หลาย ๆ ครั้งเราจะเข้าใจว่าศาสตร์พระราชา ไม่สามารถแปลงสู่ปฏิบัติได้ หรือไม่สามารถประยุกต์ได้ถ้าหากไม่มีงบประมาณเพียงพอ แต่จริง ๆ ท่านย้ำว่าให้ทำแบบคนจน เริ่มต้นเป็นขั้นเป็นตอนไป มีเท่าไรเอาเท่านั้นภายใต้ ข้อจำกัดทางทรัพยากรที่มีอยู่ เพราะฉะนั้นองค์กรระดับชาติมีหน้าที่ที่จะต้องประสานงาน องค์กรระดับจังหวัด ซึ่งถ้าพูดอย่างหลวม ๆ บางจังหวัดก็อาจจะอาศัยกลไกระดับจังหวัด ที่มีอยู่แล้ว บางจังหวัดก็อาจจะมีองค์กรระดับจังหวัดตั้งขึ้นมาเพิ่มเติมสนับสนุน จังหวัดก็คง จะทำหน้าที่ทางด้านการบูรณาการ ในจังหวัดก็จะทำหน้าที่กับภาคีทางด้านวิชาการด้วย ในแง่การวิจัยเพื่อให้การปฏิบัติการสอดรับกับภูมิสังคมด้วย ในระดับจังหวัด ซึ่งมีหน่วยราชการ จังหวัดต่าง ๆ อยู่พรั่งพร้อมพอสมควรก็จะช่วยกันลงไป หลังจากทำความเข้าใจอย่างชัดแจ้งแล้ว ก็ลงไปสนับสนุนการขับเคลื่อนในระดับชุมชนและท้องถิ่น ในระดับท้องถิ่นจำเป็นจะต้องมี การวางแผนงานโครงการ อันนี้เป็นข้อเสนอในระดับท้องถิ่นต้องมีการวางแผนงานโครงการ ที่ชัดเจน และที่สำคัญคือในระดับท้องถิ่นจะต้องมีการติดตามประเมินผล แล้วก็ฟีดแบ็ก (Feedback) ขึ้นมาสู่ระดับชาติให้มีการจูน (Tune) ประยุกต์ แก้ไขปัญหา จะเป็นปัญหาทางด้านงบประมาณ ปัญหาทางด้านการประสานงานอย่างไรก็แล้วแต่ให้มีผล ในการขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือบทบาทของ ๓ ระดับ ส่วนการมีส่วนร่วม ๕ แนวทาง ๕ กลไก กระผมขอไปเร็ว ๆ เอาตามสไลด์ (Slide) เลยว่าจะมีแนวทางกลไก การประสานงานภาคีเครือข่าย อย่างที่ผมกราบเรียนว่าเยอะแต่ยังไม่ได้จับมือกัน กลไก การทำแผนงานยุทธศาสตร์เชิงบูรณาการ ก็คือพูดง่าย ๆ ว่าเอางบประมาณมาบูรณาการ จะมีทั้งความช่วยเหลือจากภาครัฐ ความช่วยเหลือจากภาคเอกชน ทำไมไม่บูรณาการ ซึ่งจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงกว่า กลไกการติดตามประเมินผล กลไกการจัดความรู้ของ ภาคีวิชาการ กลไกสื่อสารการประชาสัมพันธ์ นั่นเป็น ๕ กลไก ๕ แนวทางที่จะช่วยกัน ประสานขับเคลื่อน ๕ แนวทาง ยังมีพลัง ๗ ภาคี สไลด์ (Slide) ต่อไป พลังความรู้ พลังคุณธรรมที่จะมีอยู่ของ ๗ ภาคี ขออนุญาตย้ำว่าตั้งแต่ภาคีประชาสังคม พลเมือง ศาสนา ประชาชน เอกชน รัฐ วิชาการ สื่อมวลชน ทั้ง ๗ ภาคีที่จะต้องสานพลังให้ศรัทธาต่อ ศาสตร์พระราชาของรัชกาลที่ ๙ ยังคงอยู่ ประสานให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง มีแรง ขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ก็อนุญาต นอกจากทั้งหมดแล้ว ก็จะมีเรื่องของกองทุนแล้วก็เรื่องของวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างที่ผมกราบเรียน ทั้งหมดนี้ก็จะเป็น ข้อเสนอที่ขออนุญาตกราบเรียนเสนอสภาเพื่อโปรดพิจารณาแล้วก็จะรับความคิดเห็นของท่าน ไปปรับปรุงแก้ไขเพื่อนำเสนอตามขั้นตอนต่อไป กราบขอบพระคุณครับ