ดุสิต เครืองาม ชี้แจงถึงความสำคัญของการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชาในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การศึกษา สื่อสารมวลชน และกีฬา โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การสร้างความยั่งยืน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านนวัตกรรมและนโยบายสาธารณะที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น พร้อมเสนอแนวทางการรวบรวมข้อมูล ผลักดันกฎหมาย และจัดพิมพ์หนังสือเพื่อบันทึกและเผยแพร่แนวคิดดังกล่าวอย่างเป็นระบบ
สไลด์ (Slide) หน้าที่ ๑ ในประเทศไทย บัดนี้เราได้มีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ แล้ว ถ้าเราเปิดดู รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้กำหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าเราจะต้องมีการน้อมนำปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินการในการบริหารประเทศอย่างชัดเจน โดยที่หมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ มาตรา ๗๕ ก็ได้กำหนดไว้ว่า รัฐพึงจัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชน มีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง เป็นธรรม และยั่งยืน สามารถพึ่งพาตนเองได้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี่คือแนวนโยบาย แห่งรัฐ ยังมีอีกหมวดหนึ่งคือหมวด ๑๖ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปประเทศ มาตรา ๒๕๗ กำหนดไว้ว่า การปฏิรูปประเทศต้องมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง เพราะฉะนั้นกล่าวสั้น ๆ ได้ว่าไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามในการดำเนินการจัดทำ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็ดี หรือว่าจะปฏิรูปประเทศในระยะยาวก็ดี เราก็จะน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็น ๑ ในหัวข้อศาสตร์พระราชาที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่ในวันนี้ ขออนุญาตนำสไลด์ (Slide) ถัดไป สไลด์ (Slide) นี้เป็นสไลด์ (Slide) ที่อธิบายให้เห็นภารกิจของคณะกรรมการ ขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาในภาพรวมว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ตรงนี้ก็คือการรวบรวม นำข้อมูล ข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภายใน สปท. และภายนอก นำมาศึกษา วิเคราะห์ กลั่นกรอง แล้วก็เสนอแนะไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนต่าง ๆ ในการรวบรวมนั้นก็เป็นหน้าที่ที่คณะของกระผม ทำหน้าที่รวบรวมอยู่ มีแนวทางในการดำเนินการทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกัน ข้อ ๑ ก็คือ เป็นการรวบรวมข้อมูลที่ได้จากคณะอนุกรรมการชุดที่ ๑ ว่าด้วยการศึกษาปรัชญาทฤษฎี แห่งศาสตร์พระราชา ซึ่งท่านนิกรก็ได้นำเสนอไปแล้ว ข้อ ๒ รวบรวมข้อมูล ข้อเสนอแนะต่าง ๆ จากคณะที่ได้เดินทางไปศึกษาดูงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง ๔ ภูมิภาค ซึ่งท่านประธานอนุกรรมการ ท่านนครได้นำเสนอไปแล้ว และศึกษาข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ เรื่องกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งท่านอุทิศได้นำเสนอไปแล้ว และเรายังได้มี การเชิญผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ๑๓ หน่วยงาน มาให้ข้อมูลว่า แต่ละหน่วยงานนั้นเขาได้มีการดำเนินการอะไรไปแล้วบ้างในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา ต่อจากนั้นเราก็ได้มีหนังสือเรียนเชิญให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกคณะ ที่อยู่ในสภา สปท. เรา ๑๑ ด้าน ช่วยกันให้ข้อแนะนำ ข้อเสนอแนะส่งมาที่คณะกรรมการของเรา รวมทั้งข้อ ๖ รับฟังข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิก สปท. ทุก ๆ ท่าน ซึ่งเราได้ชี้แจงไปแล้ว เมื่อเดือนพฤษภาคม และวันนี้เราก็จะขอรับฟังข้อเสนอแนะต่าง ๆ อีกครั้งหนึ่ง การนำเอา ข้อมูลต่าง ๆ มาประมวลกันนั้นเป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการชุดที่ ๔ ซึ่งผมเป็นประธานอยู่ ได้ดำเนินการมาเสร็จสิ้นแล้ว และสิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือว่าการดำเนินการทั้งหมดนั้น ต้องขอกราบขอบพระคุณฝากผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรี ไปยังนายกรัฐมนตรี ไปยังรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรือหน่วยงานทุกหน่วยงานที่ได้พร้อมใจกันดำเนินการ สืบสานศาสตร์พระราชามาอย่างดียิ่งแล้ว ในส่วนบทบาทของ สปท. เรานั้นก็ถือว่าเป็นอีก ๑ กลไก ที่เรากำลังจะสร้างแรงผลักดันอีกด้านหนึ่งเพื่อให้การดำเนินการสืบสานศาสตร์พระราชานั้น ได้มีความยั่งยืนสืบต่อไปเท่านั้นเอง ขออนุญาตใช้สไลด์ (Slide) ถัดไป ในการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ข้อมูลนั้นเนื่องจากเวลาจำกัด ประเทศไทยเรามี ๒๐ กระทรวง ประมาณ ๑๖๐ กรม คงเป็นไปไม่ได้ที่จะเชิญมาหมด เราก็ใช้วิธีคัดเลือกบางหน่วยงาน ซึ่งผมก็ได้นำรายชื่อ เสนออยู่บนสไลด์ (Slide) นี้แล้ว รายละเอียดของการนำข้อมูลต่าง ๆ จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เราเชิญมานั้นปรากฏอยู่ในเอกสารรายงานฉบับนี้ อยู่ในหน้า ๒๒๘ ในส่วนข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ เราก็ได้รวบรวมอยู่ใน รายงานนี้แล้ว อยู่ในหน้า ๓๐๘ ท่านก็สามารถที่จะดูจากรายงานนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ขอกราบเรียนว่าในวันนี้ความตั้งใจของคณะกรรมการของเราก็ยังสามารถที่จะปรับปรุงแก้ไข รายงานต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเล่มนี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอแนะในการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านต่าง ๆ ที่ท่านจะได้นำเสนอต่อไป อย่าลืมว่าหัวข้อการทำงานของคณะกรรมการ ในครั้งนี้คือการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาเพื่อการปฏิรูปประเทศ เรากำลังจะช่วยกันคิด ช่วยกันทำว่าเราจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ นั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน ๑๑ ด้านที่เรารับหน้าที่ภารกิจดูแลอยู่นั้นมีอะไรบ้าง ก็จะได้นำมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน หน้าถัดไป ตัวอย่างข้อมูลที่เราได้รับมาจากผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพิเศษ เพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือสำนักงาน กปร. ก็ทราบมาว่า โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้นมีระยะเวลายาวนานหลายสิบปี ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ จนถึง พ.ศ. ๒๕๕๙ มีทั้งสิ้น ๔,๖๘๕ โครงการ สามารถที่จะแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ ๘ ประเภท ซึ่งผู้แทนของคณะกรรมการได้รายงานไปแล้วผมจึงไม่ขออนุญาตเอ่ยซ้ำ ขออนุญาตสไลด์ (Slide) ถัดไป สไลด์ (Slide) ถัดไปนี้ถือว่าเป็นไฮไลต์ (Highlight) สำคัญ อันหนึ่งของการดำเนินภารกิจในครั้งนี้ก็ว่าได้ เพราะว่าเราได้รวบรวมข้อมูลจากความพยายาม ของท่านกรรมาธิการมาครบถ้วนทั้ง ๑๑ คณะ โดยการน้อมนำศาสตร์พระราชามาแล้วก็ มากลั่นกรองดูกันว่าเราจะนำไปสู่การปฏิรูปในด้านต่าง ๆ ได้อย่างไรบ้าง ผมขออนุญาตเปิด รายงานฉบับนี้ซึ่งมีเอกสารตั้งแต่หน้า ๓๐๘ เป็นต้นไป ซึ่งได้ตีพิมพ์ข้อเสนอ จากคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะอ่านไปทั้งหมด ๑๑ ด้านผมคิดว่า อ่านทั้งวันก็ไม่จบ ผมจึงขออนุญาตไฮไลต์ (Highlight) ขีดเส้นใต้เป็นประเด็นสำคัญ ๆ เท่าที่ พอจะจับใจความได้
เริ่มต้นจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ต้องกราบเรียนว่าทุกคณะได้มีความเข้าใจเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่ผมจะได้สรุปไปนี้ อาจจะไม่ครบถ้วน เดี๋ยวขอรับฟังเพิ่มเติมจากแต่ละคณะกรรมาธิการได้ ในส่วนของ ด้านการเมืองนั้นได้ย้ำว่าการจะเป็นแนวทางในการปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การปฏิรูประบบพรรคการเมือง และการปฏิรูปการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม โดยคณะกรรมาธิการของท่านได้น้อมนำพระราชดำรัสมาว่า “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครอง บ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” ซึ่งพระราชดำรัส ของพระองค์นี้หลาย ๆ ท่านรวมทั้งพี่น้องประชาชนชาวไทยทั่วประเทศก็ได้ตระหนัก และเข้าใจดีอยู่แล้ว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองยังได้เน้นว่า จะน้อมนำศาสตร์พระราชามาเพื่อการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ส่งเสริมในการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองโดยระบอบประชาธิปไตย เมื่อวานนี้สด ๆ ร้อน ๆ สภา สปท. ของเราก็เพิ่งให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องการเสริมสร้าง วัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว เหล่านี้เป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดเจนว่า คณะกรรมาธิการของเรานั้นได้น้อมนำศาสตร์พระราชาเข้าไปอยู่ในการปฏิรูปในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การสร้างความปรองดอง ในการสร้างให้ประเทศชาติมีความสงบสามัคคี รู้รักสามัคคี ปรองดองกัน เป็นต้น และที่ สำคัญก็คือจะพยายามสร้างจิตสำนึก จะเรียกว่าจิตใต้สำนึกก็ได้ ให้เยาวชนไทย ให้ประชาชน ชาวไทยได้น้อมนำศาสตร์พระราชาไปประพฤติปฏิบัติ
ลำดับที่ ๒ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านก็ได้ไฮไลต์ (Highlight) ไว้ว่าจะน้อมนำหลักการ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ในการคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม แบบนี้เป็นต้น และจะเน้นเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการ บริหารงานเป็นกลุ่มจังหวัด โดยอาศัยกลไกแผนของจังหวัด แผนอำเภอ แผนท้องถิ่น แผนชุมชน ก็คือการรู้รักสามัคคีนั่นเองใช่ไหมครับ มีการเสนอให้มีการใช้บริการแบบวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) พูดถึงเรื่องวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) นั้น ต้องขอชมเชยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ว่าท่านได้กล่าวถึงเรื่องศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัย ที่มีชีวิต ลิฟวิงยูนิเวอร์ซิตี (Living University) หรือลิฟวิงมิวเซียม (Living Museum) เป็นศูนย์การศึกษาพัฒนาที่ให้บริการแบบบูรณาการแบบจุดเดียวคือวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service)
ถัดไปในเรื่องของการปฏิรูปด้านกฎหมายและยุติธรรม พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ท่านก็ถือว่าได้พระราชทานองค์ความรู้ แนวปฏิบัติในด้านการกฎหมายและยุติธรรมมาเป็นจำนวนมากมาย
ในเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่น ท่านกรรมาธิการก็ได้เน้นเรื่องปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง และท่านแจ้งว่าได้ยกร่างพระราชบัญญัติกฎหมายต่าง ๆ หรือว่าในระหว่าง การดำเนินการอยู่เยอะแยะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นประมวลกฎหมายองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ร่างกฎหมายระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ร่างกฎหมาย บริหารราชการเมืองพัทยา ร่างกฎหมายระเบียบการบริหารงานส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ โดยยึดประโยชน์ส่วนรวม แล้วมีศัพท์ก็คือระเบิดจากข้างในมาเป็นจุดเด่นในการเสนอ
ในการปฏิรูปด้านการศึกษาก็เช่นเดียวกันที่จะสาน ๓ พลัง คือให้มี คณะกรรมการประสานงานภาคีขับเคลื่อนเครือข่ายสืบสานศาสตร์พระราชา ทั้งระดับชุมชน ระดับจังหวัด และระดับชาติ สานพลัง ๗ สามัคคี ๗ สามัคคีนั้นมีอะไรบ้าง มีภาคประชาชน ภาคศาสนา ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ภาคสื่อมวลชน ภาควิชาการ และภาครัฐ
ในด้านเศรษฐกิจ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ผมจำได้ชัดเจนเลยว่าครั้งล่าสุดท่านมีการเสนอการปฏิรูป เรื่อง เศรษฐกิจกระแสใหม่ มีการปฏิรูป เรื่อง ระบบข้าวอย่างครบวงจร ท่านก็ได้ระบุชัดเจนแล้วว่าท่านได้น้อมนำ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นพื้นฐานของการพัฒนาประเทศในทุกด้าน ไม่ว่าจะเสนอ เรื่องเศรษฐกิจกระแสใหม่หรือว่าในเรื่องของการปฏิรูปข้าวทั้งระบบ ผมจำได้ดีท่านก็กำหนด ชัดเจน
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ท่านได้น้อมนำ ศาสตร์พระราชาและพระราชกรณียกิจหลายเรื่องของพระองค์ท่าน ที่ถือว่าเป็นพระราชบิดา เรื่องพลังงานของประเทศไทยก็อาจจะไม่ผิด ทุกวันนี้ที่เราเติมน้ำมันในรถยนต์ ไม่ว่าเราจะใช้ น้ำมันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) หรือว่าเราจะใช้น้ำมันเบนซินที่ผสมกับน้ำมันพืชที่เรียกว่า ไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็เป็นพระราชดำริของพระองค์ท่าน ท่านมีห้องปฏิบัติการทดลอง อยู่ในโครงการส่วนพระองค์ที่กรุงเทพมหานครนี้ ทำให้เราสามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิงน้ำมัน จากต่างประเทศได้มหาศาล และจากการที่ใช้แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ก็ดี หรือไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็คือเป็นการใช้พืชคือวัตถุดิบที่หาได้ในประเทศไทย นี่ก็คือเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่มีภูมิคุ้มกัน และยังส่งเสริมให้เกษตรกร ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งการประหยัด การประหยัดนั้นเราก็นำมาประยุกต์ใช้กับ การอนุรักษ์พลังงาน
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านเขียนมาเยอะมาก แต่จับเป็นประเด็นใจความได้ว่าประเทศไทยเราจะต้องจัดการเรื่องป่าไม้ ตามแนวศาสตร์พระราชา จัดการเรื่องน้ำ จัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญก็คือจัดการ เรื่องการมีภูมิคุ้มกันที่จะมีต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และการสร้าง แนวทางไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งด้านสาธารณสุข ซึ่งพระองค์ท่าน ได้พระราชทานหน่วยการแพทย์เคลื่อนที่มาเป็นเวลาหลายสิบปีในการพัฒนาความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชน
ด้านสื่อมวลชน ไป ๆ มา ๆ แล้วผมอ่านข้อเสนอจากกรรมาธิการทุกคณะ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนท่านเขียนมาได้ดีมาก เขียนมาจนกระทั่งผมนึกว่าข้อเสนอของสื่อมวลชนเกือบจะเป็นหัวใจหลักที่ประเทศไทยเรา จะต้องน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติพระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชดำริ พระราชดำรัส เรื่องบทบาทของสื่อมวลชนมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๐ และ พ.ศ. ๒๕๑๔ เป็นต้น คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศด้านสื่อมวลชนได้เขียนไว้ พระองค์ท่านตรัสว่า “สื่อมวลชนจะต้อง ลงพิมพ์ในหนังสือโดยความรวดเร็ว กว้างขวางอย่างไม่มีขอบเขต จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความตั้งใจ ด้วยความพิจารณาที่รอบคอบ ด้วยความสุจริต ยุติธรรม และด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบเป็นพิเศษอยู่เนืองนิตย์” ขีดเส้นใต้นะครับ ด้วยความสำนึกในความรับผิดชอบเป็นพิเศษอยู่เนืองนิตย์ นี่ละครับ ถ้าไม่มีความรับผิดชอบ อยู่เนืองนิตย์แล้วก็ทำให้มีปัญหา สมัยปี ๒๕๑๐ ปี ๒๕๑๔ นั้นเราไม่รู้จักโซเชียลออนไลน์ (Social online) ศัพท์สมัยนั้นก็ยังไม่มี ระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) โลกก็ยังไม่รู้จัก แล้วทางสื่อมวลชนท่านก็ได้น้อมนำพระปรีชาสามารถด้านการสื่อสารวิทยุมาด้วย การรับวิทยุก็ดี การส่งวิทยุก็ดี ถ้าไม่มีสายอากาศหรือสายอากาศไม่ดี จะใช้เครื่องส่งกำลังสูงเพียงใด เครื่องรับจะดีเพียงใดก็ไม่สามารถช่วยให้การสื่อสารทางวิทยุมีประสิทธิภาพสูงได้ นี่ก็ถือว่า เป็นพระอัจฉริยะด้านเทคโนโลยีอีกด้านหนึ่ง ด้านสื่อมวลชนท่านยังย้ำนะครับ สรุปแล้ว ท่านบอกว่าจะต้องส่งเสริมและยกมาตรฐานจริยธรรมของสื่อมวลชนให้ปฏิบัติตาม สปท. หลักการจรรยาอันสูงในอาชีพสื่อมวลชน ท่านเสนอว่าจะต้องส่งเสริมและพัฒนาบทบาท ด้านสื่อสารมวลชนเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งรุนแรง ทางการเมือง การสร้างความแตกแยกของคนในชาติ ฟังดูแล้วประเทศชาติเราจะสามัคคีกัน จะขัดแย้งกันหรือจะมีอะไรก็แล้วแต่ ผมว่าสื่อมวลชนถือว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ก็ฝากไว้ด้วย ทางด้านสังคมก็มีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในทุกมิติ เศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนเป็นฐานรากของชีวิต
แล้วท่านก็ได้พูดถึงเรื่องการพึ่งพาตนเอง และการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรมและจริยธรรม ผมขอจับประเด็นเฉพาะ เรื่องกีฬาแล้วกัน ท่านได้เคยเสนอปฏิรูปไปแล้วเรื่องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ กีฬามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เป็นพระราชดำรัสนะครับ “กีฬามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับชีวิตของแต่ละคน และชีวิตของบ้านเมือง กีฬาก็สร้าง ความสามัคคีในครอบครัวได้ สร้างคุณธรรม สร้างวัฒนธรรมอันดีในครอบครัวเราได้” เมื่อเร็ว ๆ นี้หลายท่านก็คงจะทราบว่าประเทศไทยเรามีความภูมิใจที่ได้นักกอล์ฟหญิงมืออาชีพ เป็นมือวางอันดับ ๑ ของโลก คือคุณเอรียา จุฑานุกาล ไม่จบแต่เพียงเท่านั้นครับ เมื่อวานก็มี สปท. ท่านหนึ่ง ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ท่านชูชาติ อินสว่าง ก็ได้กล่าวถึงความมุ่งมั่น ของคุณพ่อของน้องเอรียา คอยเฝ้าคอยดูแล อดข้าวอดน้ำ อดอาหาร เพื่อให้น้องได้สามารถ เข้าสู่การแข่งขันได้ เสียสละแม้แต่กระทั่งขายบ้าน ขายที่ดิน เพื่อส่งเสริมให้ลูกอันเป็นที่รัก ตรงนี้ถือว่าเป็นวัฒนธรรมอันหนึ่งที่สำคัญของประเทศไทย ผมขออนุญาตสรุปภารกิจของเรา ในครั้งนี้ว่าเราได้จัดรวบรวมเป็นข้อเสนอแนะกลับมาสู่สไลด์ (Slide) ไปยังคณะรัฐมนตรี ข้อเสนอนั้นมีด้วยกันทั้งหมด ๑๒ ข้อ ข้อ ๑ เสนอให้คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เรื่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นอนุกรรมการชุดที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ที่เราได้กล่าวรายงานมาแล้ว ขออนุญาตไปเร็ว ๆ นะครับ ข้อ ๒ เสนอให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ช่วยไปดำเนินการบรรจุเรื่องปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้มีความสำคัญยิ่ง อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในการขับเคลื่อนประเทศ ข้อ ๓ เสนอให้คณะกรรมการ กปร. ขยายวงภารกิจออกไปให้กว้างในการที่จะน้อมนำ สืบสานศาสตร์พระราชาในทุก ๆ มิติ และที่สำคัญ ให้ กปร. ช่วยจัดทำแผนแม่บทของ การสืบสานศาสตร์พระราชา แผนแม่บทนั้นก็คือเป็นแผนที่จะรวบรวมทั้งเนื้อหาสาระ งบประมาณ แผนกำลังคน ระยะเวลาดำเนินการต่าง ๆ เมื่อมีแผนแม่บทหน่วยงานต่าง ๆ ก็จะได้น้อมนำไปสู่เป็นแผนปฏิบัติได้ แล้วก็จะมีการเสนอไปยังสำนักงบประมาณ เสนอไปยัง กระทรวงต่าง ๆ ทุกกระทรวง ขอสไลด์ (Slide) ถัดไปเลยครับ ข้อ ๖ ข้อ ๗ ข้อ ๘ ข้อ ๙ ขออนุญาตหยุดที่ข้อ ๙ ก่อน เสนอให้กรมประชาสัมพันธ์ประสานงานเชิญชวนสื่อมวลชนทุกแขนง ร่วมกันเผยแพร่ ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนระดับชาติหรือว่าระดับท้องถิ่น ข้อ ๑๐ ส่งเสริมให้ ภาคเอกชน บริษัททั้งขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็กและขนาดกลาง หรือเอสเอ็มอี (SMEs) รวมทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ บริษัทที่ขึ้นทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นต้น ร่วมใจกันน้อมนำศาสตร์พระราชา เศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักในการจัดทำแผนธุรกิจ และสร้างรูปแบบตัวอย่างที่ดีของการทำธุรกิจ ข้อ ๑๑ เสนอให้สำนักงาน กปร. อันนี้ เป็นส่วนที่คณะอนุกรรมการชุดที่ ๓ ได้รายงานไปแล้ว ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ประสานงานภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาที่บอกว่าอยากจะให้ภาคเอกชน เข้ามามีบทบาทสูงขึ้น เราก็อยากจะเห็นคณะกรรมการภาคีเครือข่ายเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และข้อ ๑๒ ส่งเสริม สนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมา อาจจะเรียกว่ากองทุน เพื่อการขับเคลื่อนสืบสานศาสตร์พระราชาอย่างยั่งยืน หรือถ้ากองทุนนั้นต้องใช้เวลา ต้องมีอะไรต่าง ๆ ก็อาจจะจัดตั้งเป็นมูลนิธิสืบสานศาสตร์พระราชา รวมทั้งให้ส่งเสริม วิสาหกิจเพื่อสังคม หรือโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) เพื่อดำเนินการตาม ศาสตร์พระราชาต่อไป นั่นก็คือเป็นเนื้อหาสาระของการขับเคลื่อน ขออนุญาตใช้เวลา อีก ๑-๒ นาทีครับท่านประธานเกี่ยวกับเรื่องการจัดพิมพ์หนังสือ ขอภาพสไลด์ (Slide) หน้าปกหนังสือ นี่ครับ สรุปแล้วในการดำเนินการสืบสานศาสตร์พระราชานั้น คณะกรรมการเราก็จะเสนอให้ จัดพิมพ์หนังสือขึ้นมา ๒ เล่ม เล่มที่ ๑ มีชื่อหนังสือว่าศาสตร์พระราชา ภาพหรือหน้าปก ที่ท่านเห็นอยู่นี้เป็นร่างเบื้องต้นเท่านั้น จะต้องมีการปรับปรุงอาร์ตเวิร์ก (Artwork) อะไรต่าง ๆ อีกมากมาย หนังสือศาสตร์พระราชานี้จะเป็นเหมือนกับร้อยเรียงผลงานของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศของเราว่าด้วยเรื่องศาสตร์พระราชา จะมีความหนาประมาณ ๒๕๐ หน้า ๔ สี ตลอดทั้งเล่ม จะจัดพิมพ์ประมาณ ๓,๐๐๐ เล่ม และจะมีรายชื่อของสมาชิก สปท. ครบทุกท่าน ๒๐๐ ท่าน ด้านหน้าก็จะมีสารจาก ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี สารจาก ท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สารจากประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็จะได้นำหนังสือนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและแจกไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เล่มที่ ๒ ก็จะเป็นเล่มที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งอีกเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือที่จะรวบรวมพระราชดำรัส ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทาน พระราชดำรัสแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๑-๒๕๕๖ รวมทั้งหมด ๔๕ ปี ขอกราบเรียนว่า เท่าที่เราตรวจสอบเช็ก (Check) มาในประเทศไทยยังไม่ได้มีหน่วยงานใดที่ได้ตีพิมพ์ หนังสือรวบรวมพระราชดำรัสที่ได้ตรัสไว้ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ครบ ๔๕ ปี ยังไม่มีนะครับ ส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ๑๐ ปีแรก ๑๐ ปีหลัง ๑๐ ปีตรงกลาง หรือว่าเฉพาะ ถ้าหน่วยงานเรื่องป่าไม้เขาก็จะคัดพระราชดำรัสเรื่องป่าไม้ออกไป ถ้าเรื่องน้ำก็มีแต่เรื่องน้ำ แต่ของเรานั้นจะน้อมเกล้าอัญเชิญให้ครบหมด ๔๕ ปี แล้วเราถือว่าถ้าประชาชนคนไทย ได้อ่านพระราชดำรัสในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจะมีความหนาประมาณ ๘๐๐ หน้ากระดาษ ก็จะ เท่ากับเป็นการเข้าถึงแล้วก็เข้าใจพระราชดำรัส พระราชดำริของท่าน จะเข้าใจศาสตร์ พระราชาอย่างแท้จริง เพราะท่านได้ตรัสกับพี่น้องประชาชนด้วยสิ่งที่พระองค์ท่านทรงมี ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่จะพระราชทานให้กับเราอยู่แล้ว ในการจัดพิมพ์หนังสือนี้เราจะ จัดพิมพ์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายนทั้ง ๒ เล่ม โดยจะมีขั้นตอน เช่น จะมีการจัดทำ ต้นฉบับ ซึ่งทำโดยคณะกรรมการสืบสานศาสตร์พระราชาของ สปท. แล้วก็จะมีการจัดตั้ง คณะจัดทำหนังสือขึ้นมาดูแลจนกระทั่งหนังสือเล่มนี้แล้วเสร็จ ไม่ว่า สปท. จะหมดอายุ ไปแล้วหรือไม่ก็ตาม จะต้องมีการขอพระบรมราชานุญาตอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ พระราชดำรัสต่าง ๆ ตรวจสอบความถูกต้อง และส่งเข้าโรงพิมพ์ เข้าใจว่าจะเข้าโรงพิมพ์ ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หนังสือนี้ก็คงจะสามารถนำเผยแพร่ทั้ง ๒ เล่มได้ เล่มละ ๓,๐๐๐ เล่มในเดือนกันยายน จึงขอกราบเรียนมาตามนี้ ขอบพระคุณครับ