นิกร เปิดกรอบศาสตร์พระราชา เสนอจัดระบบเรียนรู้-บูรณาการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๐

นิกร จำนง รายงานผลการศึกษาของคณะอนุกรรมการเกี่ยวกับปรัชญาและทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา โดยใช้เอกสารทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส เพื่อกำหนดนิยามที่ชัดเจนและจัดระบบความรู้ผ่านต้นไม้แห่งการเรียนรู้ พร้อมเสนอแนวทางการเรียนรู้ศาสตร์พระราชาจากพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยเน้นการประยุกต์ใช้ในด้านการจัดการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงนวัตกรรมต่าง ๆ เช่น ฝนหลวง หญ้าแฝก โครงการแกล้งดิน และเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก พร้อมเสนอให้บรรจุหลักเศรษฐกิจพอเพียงในยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาประเทศ โดยผลักดันให้ภาคธุรกิจที่ได้รับส่งเสริมจากรัฐนำหลักการนี้ไปใช้ พร้อมเสนอมาตรการจูงใจเช่น การลดภาษีผ่านดัชนีประเมินผล เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

นายนิกร จำนง กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ทั้งหลาย ผม นิกร จำนง ในฐานะประธานอนุกรรมการศึกษาปรัชญาและทฤษฎีแห่งศาสตร์ พระราชา ก็อยากจะนำเรียนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของคณะอนุกรรมการชุดที่ ๑ ซึ่งอำนาจหน้าที่ก็คือได้รับคำสั่งให้ไปศึกษาเรื่องปรัชญาและทฤษฎีแห่งศาสตร์พระราชา วิธีการศึกษาของคณะอนุกรรมการชุดที่ ๑ เราได้มีการดำเนินการหลัก ๆ ก็คือรวบรวมจาก เอกสารต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารานุกรมพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในรอบ ๖๐ ปี ซึ่งหนังสือเล่มนี้ได้มี การจัดทำขึ้นตอนครบ ๖๐ ปีครองราชย์ เป็นหนังสือที่มีรายละเอียดอยู่ค่อนข้างมาก จัดทำโดยกรรมการครบทุกภาคส่วนที่สำคัญในเชิงหลักการ เรายึดถือหนังสือที่ใหม่สุดก็คือ ซัฟฟิเชียนซี ทิงกิง ไทยแลนดส์ กิฟต์ ทู แอน อันซัสเทเนเบิล เวิลด์ (Sufficiency Thinking : Thailand’s Gift to an Unsustainable World) เป็นหนังสือที่ทำโดยมูลนิธิมั่นพัฒนา ซึ่งเป็นหนังสือใหม่เป็นภาษาอังกฤษ อันนั้นจะเป็นใหม่มาก นอกจากนั้นก็เชิญข้าราชการ ที่เคยทำงานอยู่กับพระองค์มาเป็นอนุกรรมการหลายท่าน ภาคเอกชนเป็นอนุกรรมการ เชิญผู้บริหารสำนักงาน ก.พ.ร. มาเป็นอนุกรรมการ แล้วก็ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชนมาชี้แจง ที่สำคัญก็คือเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องการเรียนรู้ ศัพท์ใหม่ที่เรากำหนดขึ้นมาก็คือศาสตร์พระราชาว่าเป็นอย่างไร อันนี้ต้องหานิยามให้ชัดเจน ก็ได้ไปร่วมปาฐกถาพิเศษเรื่องศาสตร์พระราชา ศาสตร์แห่งแผ่นดิน ซึ่งจัดโดยสถาบัน พระปกเกล้า โดยท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ เครืองาม ตอนนั้นก็ได้ข้อมูลมาตามสมควร แล้วที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือว่าเราได้เข้าไปศึกษาพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส ในวันที่ ๔ ธันวาคม ประมาณ ๔๒ ปีที่ท่านได้พระราชทาน เพราะในนั้นพระองค์จะรวบรวม แล้วก็มีพระราชดำรัสต่อประชาชน มีรายละเอียดเรื่องศาสตร์พระราชาเยอะมากอยู่ในนั้น โดยละเอียดในหลาย ๆ ปี ก็ศึกษาจากตรงนั้นด้วย เนื้อหาโดยสรุปทั้งหมดก็ได้จากคำนิยาม ที่ท่านประธานได้กล่าวแล้ว ก็อยากจะเรียนว่าเรื่องคำนิยามใช้กันหลายแบบ หลายอย่าง ดังนั้นเราก็เลยต้องมากำหนด

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในคำนิยามดังกล่าว ที่มาก็คือได้จากส่วนของ หม่อมราชวงศ์ดิศนัดดา ดิศกุล ได้กล่าวคำนิยามไว้ว่าเป็นองค์ความรู้ที่สำคัญ คำว่า องค์ความรู้คำแรก แล้วก็ได้จากการรวบรวมของอาจารย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ซึ่งได้ให้ไว้ เป็นโครงการตามพระราชดำริ นั่นความหมายของท่าน แล้วที่สำคัญมาก ๆ ก็คือ ท่านนายกรัฐมนตรีนี่ละ ตอนช่วงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ได้มีการเปลี่ยนรายการพบประชาชนมาเป็น รายการศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการกล่าวถึง เรื่องศาสตร์พระราชาไว้ละเอียดมาก ในรายงานจะมีอยู่ว่ากล่าวถึงอะไรบ้าง ครอบคลุมอะไรบ้าง มีหลักการอย่างไรบ้าง กล่าวไว้ละเอียด ถือว่าเป็นคอมมิตเมนต์ (Commitment) เป็นหลักการจากผู้นำประเทศในคราวนั้นซึ่งดำรงอยู่ นอกจากนั้นศาสตราจารย์กิตติคุณวิษณุ เครืองาม ที่ผมได้กล่าวแล้วในรายละเอียด เราก็ศึกษาจากความเป็นมาของการครองราชย์ แล้วก็ศึกษาจากการทรงงานที่ว่าการทรงงานของพระองค์ท่านก็คือการสอนหรือการชี้แนะ โดยพระบรมราโชวาท การเข้ามาแก้ปัญหาของพระองค์ท่าน การให้ความยั่งยืนที่ได้ พระราชทานไว้ จากการประมวลดังกล่าวผมจะขอย้ำอีกครั้งว่าศาสตร์พระราชาก็ได้นิยามว่า บรรดาองค์ความรู้และภูมิปัญญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานผ่านวิธีการต่าง ๆ ด้วยความมุ่งหมายที่จะพัฒนา ป้องกัน หรือแก้ไขปัญหา เพื่อประโยชน์สุขแก่เหล่าพสกนิกร และส่งผลถึงมนุษยชาติทั้งปวง ให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคง สันติสุข และยั่งยืน ตรงนี้จากที่เราเอาเข้าสภาเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ถ้าท่านจำได้ เดิมเราใช้คำว่า สร้างวิถีชีวิตสังคมที่มีความปกติสุขให้ และผมขออนุญาต ที่ประชุมกลับไปพิจารณากัน เราจะใช้คำว่า ประโยชน์สุข ซึ่งเป็นปฐมบรมราชโองการมาแทน แล้วขณะนี้กรรมการเราใช้คำนั้นแทนแล้ว ก็สรุปว่าเป็นอย่างนี้ แนวทางการเรียนรู้ ประเด็นที่ ๒ ของศาสตร์พระราชา เราพยายามจะมีการพินิจพิเคราะห์ ก็เลยมีการสอบถามว่า ศาสตร์พระราชาคืออะไรกันแน่ ก็ได้ความว่าจากการศึกษารายละเอียดจากสารานุกรม เราจะเป็น วัน เวลา ที่มีการรวบรวมว่า ๖๐ ปีตั้งแต่ท่านเริ่มรับเป็นกษัตริย์ แล้วตลอดเวลา มีกิจกรรมมากมาย ทีนี้เราก็พยายามจะทำเป็นกาลานุกรม ได้เอากาลานุกรม ของท่าน ป.อ. ปยุตฺโต ซึ่งพิมพ์ยาวในเรื่องเกี่ยวกับศาสนา ท่านคงเคยเห็นเล่มนั้น แต่ว่าจะเป็นกระดาษพับแล้วยืดออกมายาวซึ่งเห็นว่าไม่เหมาะ หลังจากนั้นก็คิดกัน มีการพูดคุยในคณะกรรมการชุดใหญ่ ก็มีกรรมการบอกว่าศาสตร์พระราชาก็เหมือนที่ประชาชน มองมายังพระองค์ ผมก็นึกถึงการมองต้นไม้ที่พระองค์สร้างให้ ก็นึกถึงเพลงต้นไม้ของพ่อเลย พยายามเขียนขึ้นมาเป็นรูปต้นไม้เพื่อเป็นกาลานุกรม โดยการเรียงด้านขวา ภาพที่ท่านเห็น ด้านขวาก็เป็นเหมือนโรงงาน เหมือนห้องทดลองของพระองค์ท่านที่อยู่ในสวนจิตรลดา ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่เลี้ยงปลานิล ปลูกข้าว ทำโรงสี เราจะแยกเป็นปี ๆ ไปถึง ๗๐ ปีที่ครองราชย์ ตั้งแต่ราก แล้วรากมาจากอะไร ก็เขียนขึ้นมาเป็นเบื้องต้นก่อนแล้วก็อธิบาย แล้วแต่ละกิ่ง จะมีคำอธิบายอยู่ในรายงานว่ากิ่งหมายถึงอะไร รากหมายถึงอะไร ใบหมายถึงอะไร อย่างไร แล้วก็มีการเรียงตัวอย่างไร เดิมผมเขียนขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วก็ได้มาจากแรงบันดาลใจตรงนี้ ท่านรองประธาน คนที่สอง ของเราถามว่าเขียนได้อย่างไร ผมตอบท่านไปว่าเกิดจากความจงรักภักดี ทีนี้ด้วยความเกรงใจก็เอาไปให้ทางศิลปากร เขาช่วยดู ให้เขาช่วยเขียน ปรากฏว่าเขาเขียนไม่ได้ เหตุผลเพราะว่ากิ่งที่ขึ้นไป ถ้าท่านเรียง จะงอกตามปีที่ทรงงาน เริ่มตั้งแต่น้ำปี ๒๕๐๔ แล้วกิ่งทางขวาจะเป็นปี ๒๕๐๗ เป็นเรื่องดิน จะเรียงตามนี้ไปหมด เขาก็คืนมาแล้วบอกว่าเขาเขียนให้ไม่ได้เพราะว่าเป็นกาลานุกรม ไม่ใช่ต้นไม้ธรรมดา กรรมการก็ยืนยัน ผมเองก็รู้สึกเกรงใจอยู่เหมือนกันแต่ว่าไม่รู้จะทำเป็น กาลานุกรมแบบวิธีไหน ก็พยายามหาทุกทางแล้ว นั่นเลยเป็นคำอธิบาย ซึ่งส่วนนี้ มีหลาย ๆ ท่านมาขอไปอธิบายเด็กบ้าง อธิบายในการประชุมบ้าง ซึ่งก็บอกว่าง่ายต่อการเข้าใจ เกี่ยวกับการทรงงาน เห็นภาพรวมทั้งหมด ด้านขวาเป็นเรื่องราวในการเข้าใจ เพื่อเข้าใจ ด้านซ้ายเป็นการเข้าถึง เพราะว่าเป็นเรื่องการพบปะประชาชน และกิ่งแต่ละกิ่งเป็นงาน ตั้งแต่เริ่ม แล้ว ๓ กิ่งข้างบนจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งสูงขึ้นไปสุดแล้วกำลังจะ งอกงามต่อไปในอนาคต คือเลยปีที่ ๗๐ ของพระองค์ท่านไป นั่นเป็นส่วนนั้น แนวทาง การเรียนรู้ของพระองค์เป็นประเด็นต่อมาที่เราได้มีการนำเสนอ หลักการโดยมิติความเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มีอยู่ในรายงาน มีการใช้มิติภูมิสังคม ซึ่งตรงนี้ ๖ แห่งของศูนย์เรียนรู้ของพระองค์ มีอยู่ทางอีสานที่ภูพาน ทางใต้ที่นราธิวาส แล้วก็มีอยู่ครบ ตรงนี้จะเป็นจุดที่สำคัญวางอยู่ทั่วไป ดังนั้นในจุดต่าง ๆ ตรงนั้นจะสัมพันธ์กับภูมิสังคม ที่สำคัญก็คือแต่ละแห่งจะไม่เหมือนกัน เราดูว่าเหมือนกันที่จริงแล้วไม่ แล้วเราเอาหลักการเรียนรู้โดยศาสตร์พระราชา โดยหลักการทรงงาน ๒๓ ข้อ ซึ่งมีคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงาน กปร. ได้ทำไว้ ๒๓ ข้อ ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้โดยทั่วไปตรงนี้เอามารวม แล้วสุดท้ายก็คือการสร้างคนโดยการเรียนรู้ ของพระองค์ แล้วก็หลักมิติ ๓ ป. ๓ ป. อาจจะมีการแย้งว่าจริง ๆ แล้วลำดับเป็น เรื่องทางศาสนา เริ่มด้วยการปฏิเวธ เราเอาตรงนี้มาจากท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ท่านพูดถึงการปฏิบัติ ปริยัติ และปฏิเวธ ๓ ป. เหตุผลเพราะว่าพระองค์ท่านจะปฏิบัติให้เราดู เช่น การใช้ยาสีฟันจนกระทั่งหมด หรือการคืนซองที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุช่วงนั้น เป็นเลขาธิการ ครม. ส่งไป ท่านก็คืนกลับมาให้ใช้อีก คือท่านอาจารย์วิษณุบอกว่าเป็นการปฏิบัติ ให้พวกเราเห็นกัน นี่คือการสั่งสอนของพระองค์ หัวใจของศาสตร์พระราชาที่ได้มีการสรุปไว้ในนี้ ก็คือเป็นเรื่องของศาสตร์แห่งการพัฒนา นี่ก็ได้มาจากท่านอาจารย์วิษณุ เครืองาม ที่ได้ไปบรรยายไว้ ซึ่งเราเห็นว่ามีความเหมาะสม คือ ศาสตร์แห่งการพัฒนา ศาสตร์แห่งการครองตน แล้วก็ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกัน ๓ ศาสตร์ ซึ่งอันแรกก็คือ ศาสตร์แห่งการพัฒนา ก็เป็นการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับ ตรงนี้กรรมการใส่เติมเข้าไป ก็คือด้านระหว่างประเทศ ด้านงานสาธารณสุข ซึ่งท่านเริ่มตั้งแต่เริ่มครองราชย์แรก ๆ การอาชีพเกี่ยวกับเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรม ซึ่งพระองค์ท่านจะทรงเน้นเรื่องนี้มากเหลือเกิน เรื่องการพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เรื่องพระราชทานที่สำคัญคือเศรษฐกิจพอเพียง เป็นภูมิคุ้มกัน ศาสตร์แห่งการประพฤติและการครองตนก็คือเป็นต้นแบบเรื่องการศึกษาที่ทรงสอนกับพสกนิกร พระราชดำรัสตรงนี้จะอยู่ในวันที่ ๔ อยู่มากหลาย ๆ ปี ถ้าเราจะไปอ่านตรงนั้น เราถึงเสนอ จัดพิมพ์ตรงนี้ให้เป็นหลักการประชาชนจะได้เรียนรู้ต่อไป เรื่องการศึกษา พื้นฐาน การประพฤติ การสัมมาชีพ ซึ่งทรงเน้นอยู่มาก แล้วก็ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกัน ตรงนี้เป็น ศาสตร์แห่งการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองและสงบสุข เราจะมีพระราชดำรัส มีการได้กล่าวไว้ ในโอกาสต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มาก เรื่องความรู้รักสามัคคีที่เราก็ทราบกันอยู่ นอกจากนั้น ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องความขัดแย้ง เราจะเห็นว่า ๑๔ ตุลา ๑๖ ตุลา ๖ ตุลา ช่วงพฤษภาทมิฬ อะไรพวกนี้ ท่านจะมีพระราชดำรัสเพื่อมาแก้ไขปัญหา ลดความขัดแย้งในสังคมมาโดยตลอด แล้วก็มีรายละเอียดตรงนี้อยู่ในรานงานแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นศาสตร์พระราชาที่ว่าด้วย การพัฒนาแบบยั่งยืน ที่สำคัญก็คือว่าด้วยเรื่องน้ำ ทางคณะกรรมการได้ปรับปรุงรายละเอียด คราวเดิมที่หลายท่านได้ทักไปโดยท่านเลิศรัตน์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ก็ได้ทักว่ามีอยู่น้อย คราวเดิมที่ส่งมาตรงนั้นไม่เรียบร้อย เรามีอยู่ ๖ หน้าครับท่านประธาน แต่เราเติมเข้าไป ตอนนี้ครบตั้งแต่ฝายเลย คือท่านเริ่มด้วยฝายตั้งแต่ปี ๒๔๙๘ ก่อนผมเกิด ๑ เดือน พฤศจิกายน ๒๔๙๘ ไปที่แถวทางอีสาน แล้วก็มีพระราชดำริเกี่ยวกับว่าต้องมีน้ำทำฝายก่อน ควรจะมีฝาย ก็ไล่ตลอดมา เรื่องตรงนี้ท่านดูตั้งแต่หน้า ๕๑-๖๘ เป็น ๑๗ หน้า ว่าด้วย เรื่องน้ำล้วน ๆ ไล่มาตั้งแต่น้ำที่ฝายอันแรก แล้วก็มาเขื่อน มาอ้างเก็บน้ำ มาเขาเต่า รองลงมาก็คือปี ๒๕๐๔ แล้วก็ตามลงมาจนกระทั่งถึงขั้นจัดการกับน้ำเสีย คือว่าด้วยเรื่องน้ำ ทั้งกิ่ง ทั้งยาว ด้านซ้ายทั้งหมดเป็นเรื่องน้ำ ตรงนี้เพิ่มมาแล้วเป็น ๑๗ หน้า มีอ่างเก็บน้ำ เขาเต่า โครงการฝนหลวง เราอยู่ ๒ แห่ง เป็นนวัตกรรมด้วย เป็นเรื่องน้ำด้วย เขื่อนแควน้อย บำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขุนด่านปราการชล แล้วต่อจากนั้นก็เป็นการจัดการน้ำ ลักษณะพิเศษซึ่งไม่เคยมีใครทำได้ก็คืออย่างอ่างพวง เป็นศาสตร์พระราชาที่สำคัญ โครงการมูโนะและบางนรา แก้ปัญหาดินเปรี้ยว และต่อมาก็กลายมาเป็นต้นแบบของการทำ ประตูระบายอุทกวิภาชประสิทธิ ก็คือที่ปากพนัง แล้วก็แก้มลิงที่มาแก้ปัญหาน้ำท่วม คลองลัดโพธิ์ แล้วก็การแก้ปัญหาน้ำเสีย

ส่วนที่ ๒ ก็คือศาสตร์พระราชาว่าด้วยสหกรณ์ ผมเองผิดพลาดในการทำ ตอนนั้น ก็คือเข้าใจว่าท่านจากเรื่องน้ำแล้วไปเรื่องดิน ที่จริงแล้วไม่ใช่ ที่ท่านไปเรื่องดิน ที่หุบกะพง ไปจัดการเรื่องให้ประชาชนมีที่ดินทำกินมาก่อน ก็คือเอาหลักการสหกรณ์ไปใช้ ที่นั่น จนบัดนี้เป็นแห่งแรก ปี ๒๕๐๗ ไปทำที่หุบกะพง ดินที่หุบกะพงไม่ดี ก็เลยมีการพัฒนา เรื่องดิน ทีนี้ยาวไปเลย ท่านทำเรื่องดิน ท่านมีศาสตร์พระราชาว่าด้วยเรื่องดิน เรื่องแกล้งดิน เริ่มตั้งแต่ที่พรุก่อน แล้วตอนหลังไปที่นราธิวาส การห่มดิน การปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดิน การปลูกถั่วบำรุงดิน การพัฒนาที่ดิน ก็คือการจัดการที่ดินให้กับประชาชน และการพัฒนา ทรัพยากรดินในภาคเหนือ มีลักษณะลาดชันและขาดสารอาหาร ภาคกลางเป็นดินเสื่อมโทรม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีดินทรายและแร่ธาตุน้อย ภาคตะวันออกดินขาดความสมบูรณ์ และภาคใต้ดินเปรี้ยว ท่านจะเห็นว่าเป็นภูมิสังคม คือแต่ละแห่งไม่เหมือนกันเลย แต่พระองค์ท่านก็หมายความว่าแก้ปัญหาในทุกแบบในทุกมิติแห่งดิน ซึ่งถือว่าเป็นศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่มากคือเรื่องดิน ต่อจากนั้นก็เป็นศาสตร์พระราชาว่าด้วยเรื่องการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านทรงให้ใช้วิธีการโดยการเข้าใจ เข้าถึง พัฒนา คือการสร้างความเข้าใจในสรรพสิ่ง การปลูกป่าในใจคน นี่เป็นหลักการของพระองค์ท่าน เราจะเห็นว่ามีป่าในสวนจิตรลดาเสียด้วยซ้ำ เป็นป่าทดลองให้ดู การจัดการปลูกป่า โดยการปลูกป่าทดแทน คือปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ตรงนี้ก็เป็นหลักการ เป็นศาสตร์ พระราชาที่สำคัญ การปลูกป่าถาวร การให้คนอยู่ร่วมกับป่าธรรมชาติ ช่วยธรรมชาติ และปลูกป่าทดแทน การพัฒนาคุณภาพชีวิตราษฎรที่อยู่ในป่า แล้วนอกจากนั้นก็เป็น การจัดการมลพิษโดยการใช้อธรรมปราบอธรรม ก็คือใช้ผักตบชวาจัดการกับน้ำเสีย เสร็จแล้วพอดูดซับไปก็เอาไปเปลี่ยน ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญ นอกจากนั้นก็เครื่องกรอง ธรรมชาติก็คือกังหันชัยพัฒนาที่เราทราบกันอยู่ การเติมอากาศชีวบำบัด การผสมผสาน กังหันชัยพัฒนา แล้วก็การใช้ประโยชน์จากขยะ การพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยให้ทุกฝ่าย ให้ความสำคัญกับระบบนิเวศวิทยา

ศาสตร์พระราชาเรื่องนวัตกรรม ประกอบด้วย ที่เรามารวบรวมไว้มีฝนหลวง หญ้าแฝกก็เป็นนวัตกรรมที่มีชีวิตที่พระองค์ได้หาพันธุ์ต่าง ๆ แล้วมาช่วยป้องกันดินพังทลาย โครงการแกล้งดินถือว่าเป็นนวัตกรรม น้ำมันปาล์มดีเซลเริ่มที่ทางใต้จังหวัดนราธิวาส พิกุลทอง แล้วก็นำมาใช้ ในสวนจิตรลดาเองมีโรงงานทำน้ำมันปาล์มดีเซล ทำน้ำมันปาล์ม เพื่อหล่อลื่นเครื่องยนต์ ๒ จังหวะ ระบบโครงสร้างเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพลังงานจลน์ และชุดสำเร็จเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเรียกว่าอุทกพลวัต กังหันน้ำชัยพัฒนา อันนี้ก็เป็นนวัตกรรม เครื่องกลเติมอากาศแบบอัดอากาศและดูดน้ำก็ใช่ อุปกรณ์ควบคุมการผลักดันของเหลว ระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วยรางพืชร่วมกับเครื่องกลเติมอากาศ ภาชนะรองรับของเสีย ที่ขับออกจากร่างกาย เหล่านี้เป็นนวัตกรรมแห่งศาสตร์พระราชาทั้งสิ้น อยู่ในรายงาน หมดแล้ว

ต่อมาก็เป็นศาสตร์พระราชาว่าด้วยเกษตรทฤษฎีใหม่ เรื่องนี้มีรายละเอียด อยู่เยอะในรายงาน แต่ผมจะสรุปสั้น ๆ ว่าที่เราทำกันอยู่จะสับสน เรื่องนี้เป็นเกษตรทฤษฎีใหม่ว่าด้วยเรื่องพื้นที่ ของเกษตรกร มี ๓ ขั้นที่พระองค์ท่านทรงอธิบายไว้ละเอียดมาก ในรายงานเราเอามาให้แล้ว ขั้นที่ ๑ คือการแบ่งพื้นที่เป็น ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๑๐ ขั้นที่ ๑ หมายถึงว่าเป็นสเตต ๒(State 2) ระยะที่ ๒ คือการดำเนินการรวมเป็นสหกรณ์ ก็คืออันแรกตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ ที่ว่าท่านก็เอามาใช้ เพราะว่าเกษตรกรยากจน ถ้าไม่รวมกันอยู่ไม่ได้ ลำดับ ๓ พัฒนาขึ้นไปอีกก็คือการดำเนิน การร่วมมือกับแหล่งทุน สร้างบริการที่จำเป็นเช่น โรงสี ส่วนการใช้นำหลักอ่างพวงมาใช้ คือไม่ต้องมาเติมด้วย เพราะว่าท่านได้ทรงพระราชดำรัสไว้ว่าไม่ใช่ทำได้ทุกแห่ง ต้องมีน้ำด้วย แล้วก็ขอให้กรมชลประทาน หน่วยราชการไปช่วยเขา แล้วก็เติมน้ำให้เขาจะได้อยู่ได้ทั้งปี ต่อไปศาสตร์พระราชาสุดท้ายที่กิ่งบนสุดก็คือว่าด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งส่วนนี้ ในตอนนั้นที่เข้ามาครั้งแรกเรายังทำไม่สมบูรณ์ แต่คราวนี้สมบูรณ์แล้ว ก็เนื่องจากว่าตรงนี้ มีความเข้าใจกันไม่ค่อยถูกเยอะ พระองค์ท่านเองหลังจากให้ไว้เมื่อปี ๒๕๔๐ ตอนที่มีเหตุ เศรษฐกิจแคลช (Clash) ทรงอธิบายตามหลังมาอีก ๔ ปีเพื่อจะได้เข้าใจเรื่องนี้ หมายถึง อธิบายซ้ำแล้วซ้ำอีก เราก็เลยต้องลงเข้าไปลึกเพื่อศึกษาตรงนี้ เพื่อนำมาเสนอ ก็มีการทำการศึกษาโดยนำบทนำในรายงานนี้ พระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้เราเอามาไว้ ในรายงานทั้งหมด ท่านสามารถจะดูได้เพื่อจะได้เข้าใจเอง คือต้องเอาจากต้นทาง ก็คือพระองค์ท่าน ต่อจากนั้นที่เป็นทางการที่สุดก็คือจากการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ สศช. ได้นำมารวมไว้ มีคำอธิบายไว้ ตรงนี้เป็นทางการที่สุด มีในรายงาน คำอธิบายโดยดอกเตอร์สุเมธ ตันติเวชกุล เมื่อเมษายนปีนี้เองที่สำนักงบประมาณได้อธิบายไว้ ในนั้นก็มีว่าคืออะไร แล้วเราได้เชิญดอกเตอร์วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร ราชบัณฑิตทาง เศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์ให้เราฟังมาคุยกับเรา ที่ท่านดอกเตอร์วิชิตวงศ์เขียนให้เรามาลงไว้ ในรายงานแล้ว ก็ว่าด้วยเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงที่ว่าเป็นหลักยอมรับใกล้เคียงกับพุทธศาสนา ไม่ได้ขัดแย้งเศรษฐกิจกระแสหลักเลย แต่เป็นมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้มุ่งหวังสนอง ความต้องการด้านเดียวแล้วก็มาประกอบ เป้าหมายไปที่เกษตรกรเป็นส่วนมาก อาจารย์วิชิตวงศ์ เน้นไปที่เกษตรกร กลุ่มแรกใช้เศรษฐกิจพอเพียงช่วยได้เพราะเขามีที่ดิน แต่กลุ่มที่ ๒ ไม่มีที่ดินเลย เป็นเช่าที่ ต้องใช้เศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปช่วยอย่างเดียว กลุ่มแรกยังพอประคองไหว แต่กลุ่มที่ ๒ ต้องใช้ตรงนี้ อาจารย์วิชิตวงศ์เน้นตรงนี้ ดอกเตอร์อภิชัย พันธเสน มาเป็น กรรมการด้วย ท่านศึกษาเรื่องนี้ให้กับ กปร. อยู่นาน สภาวิจัยนะครับ เป็นหลักว่าเศรษฐกิจ พอเพียงสามารถจะใช้กับการลงทุนขนาดใหญ่ก็ได้ด้วย มีรายละเอียดตรงนี้ แล้วก็มีสัมพันธ์ กันว่าไปโยงกับสหประชาชาติอย่างไร ในนั้นจะมีโมเดล (Model) เป็นลักษณะของเชิงระบบ ว่าอินพุต (Input) คืออะไร เอาต์พุต (Output) คืออะไร ออกมาแล้วฟีดแบ็ก (Feedback) กลับไปอย่างไรโดยครบถ้วน ของอาจารย์อภิชัย พันธเสน นอกจากนั้นเราก็ศึกษากัน เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเรื่องธุรกิจ ก็ได้เชิญรองศาสตราจารย์สุขสันต์ กันตะบุตร มา ท่านเคยศึกษาวิจัยให้กับทาง กปร. เกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงว่าเอามาใช้ได้อย่างไร ก็มีรายละเอียดมาก แล้วเราก็ลงไว้ในรายงานหมดแล้ว ท่านลองศึกษาดูว่าสามารถที่จะใช้กับ ธุรกิจได้จริง ๆ มีการไปศึกษาบริษัทประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ บริษัท แต่ว่าบริษัทเหล่านั้น ได้บริหาร บริษัทที่บริหารด้วยปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงรอด ที่ผ่านขั้นตอนของเศรษฐกิจ แบบทรุดตัวลงได้ดี ชัดเจน ตรงนี้เรายืนยันได้ สุดท้ายท่านประธานครับ ผลสัมฤทธิ์ ในการดำเนินงานตามศาสตร์พระราชา คราวที่แล้วเราเสนอเป็นระดับชุมชนซึ่งไม่ชัด ตอนนี้เปลี่ยนเป็นระดับพื้นที่ ระดับพื้นที่หลัก ๆ ก็คือการแก้ปัญหาน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาที่ชัดเจน เมืองชุมพรก็เคลียร์ (Clear) ไปตามศาสตร์พระราชาว่าด้วยเรื่องน้ำ การฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม ราชบุรี ตรงนี้มีคนมาถวายที่ดินให้ แล้วที่ดินใช้ไม่ได้ ทางราชการบอกอย่ารับไว้เลย ท่านก็บอกว่าเราต้องไปรีเคลม (Reclaim) หมายถึงไปพัฒนา ดินตรงนี้ ก็ไปทำที่เขาชะงุ้ม จนกระทั่งจากที่โล้นเป็นที่ลูกรังตักไปขายหมดแล้ว ท่านก็ฟื้นฟู จนกระทั่งกลับมาใช้ได้อีกในปัจจุบัน เรื่องการฟื้นฟูอาชีพเกษตรกรลุ่มน้ำปากพนัง ฟื้นฟูดินเสื่อมโทรมเขาหินซ้อน ฉะเชิงเทรา นี่พื้นที่ระดับชาติ จริง ๆ มีเยอะกว่านี้ นี่เป็นแค่ ตัวอย่าง ระดับชาติก็คือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งสามารถจะแก้ปัญหา เรื่องให้เกษตรกรมีน้ำไปใช้ทางเกษตรด้วย แก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ด้วย และที่สำคัญ แก้ปัญหาน้ำท่วมที่ กทม. ก็คือชะลอน้ำไว้ตรงนั้น นี่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ การแก้ปัญหา ดินเปรี้ยวหรือแกล้งดินเป็นระดับชาติใช้ทั่วประเทศ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ด้วยสหกรณ์แล้วก็โครงการหลวงบนที่สูง ตรงนี้เป็นระดับชาติแก้ปัญหาในหลายมิติ นอกจากนั้น การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระดับนานาชาติ ท่านประธานครับ เราไม่รู้จะสรุปอย่างไร เราก็เอารางวัลที่พระองค์ได้รับเวลาถวายคือรางวัลความสำเร็จ ด้านการพัฒนามนุษย์ ไลฟ์ไทม์อะวอร์ด (Lifetime Award) แล้วก็รางวัลหญ้าแฝกชุบสำริด รางวัลผู้นำโลกด้านทรัพย์สินทางปัญญา แล้วก็รางวัลพระมหากษัตริย์นักอนุรักษ์ดินและน้ำ ดีเด่นของโลก และรางวัลโกลด์ มีดัล วิท เมนชัน (Gold medal with mention) ตรงนี้ ก็เป็นเรื่องนวัตกรรมของท่าน รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม ที่สำคัญก็คือมีการ กำหนดให้วันประสูติของพระองค์ท่านคือวันที่ ๕ ธันวาคม เป็นวันดินโลก รายละเอียดเรื่องนี้ ในรายงานเราลงไว้ละเอียดมากว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการนำเสนออย่างไร ในวันนั้น มีใครเสด็จไป พระองค์ทรงประชวรอยู่ แต่ว่ามีจากพระราชสำนักได้ไปที่ยูเอ็น (UN) เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญ สุดท้ายหลังจากพระองค์สวรรคตแล้วสมัชชาสหประชาชาติแสดงความอาลัย และสดุดีแก่พระองค์ท่าน เราบันทึกไว้ในนี้แล้วซึ่งเป็นคำกล่าวที่ชัด ๆ ว่าเขารู้สึกอย่างไร นี่คือความสัมฤทธิผล สุดท้ายเป็นข้อเสนอแนะสั้น ๆ มีรายละเอียดของคณะที่ ๑ ก็คือ เรื่องการจัดการน้ำ กรณีของพระองค์ท่านจะมีน้ำมากกับน้ำน้อยเป็นหลัก กรณีน้ำมาก ก็เสนอว่าให้นำแนวพระราชดำริไปใช้ โดยเฉพาะปัญหาที่นครศรีธรรมราชขณะนี้น้ำท่วม เมืองนครศรีธรรมราช ทีนี้มีโครงการพระราชดำริอยู่แล้ว ถ้าทำตรงนี้เสร็จนครศรีธรรมราช จะรอดจากน้ำท่วมเหมือนหาดใหญ่และจันทบุรี จันทบุรีเองน้ำท่วมเมือง ปรากฏว่ามีการทำ โครงการตามพระราชดำริ ยังไม่ทันเสร็จเลยปัญหาน้ำท่วมก็หายไปหมดแล้ว ทีนี้เราอยากให้ เอาหลักการตัวนี้มาใช้กับที่เหลืออื่น ๆ บางสะพานที่เพิ่งท่วมรัฐบาลสั่งการไปให้ดำเนินการ ตรงนี้ก็มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอยู่อยากให้เอาตรงนี้มาทำ อันที่ ๒ คือเรื่องภัยแล้ง สถานการณ์ขณะนี้ก็คือว่าเราทำเขื่อนแบบเดิมไม่ค่อยได้แล้วเพราะว่ามีปัญหาการคัดค้าน เรื่องเขื่อน ดังนั้นศาสตร์พระราชาของพระองค์ท่านที่ว่าด้วยเรื่องแหล่งน้ำขนาดเล็ก พวกอ่างพวง การกระจายตัว ต้องเอาตรงนี้มาใช้ในระหว่างนี้ เดิมผมคิดว่าขนาดใหญ่ไปไม่ได้ แต่กรมชลประทานบอกว่าให้เอาขนาดใหญ่ไว้เผื่อว่าเรามีโอกาสคุยกับประชาชนจะได้เชื่อถือ เพราะว่านี่เป็นทางออกเรื่องน้ำ เราเอาไปไว้ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านสหกรณ์ ท่านประธานครับ ข้อเสนอแนะมีแค่ ๗ ข้อ ส่งเสริมให้สหกรณ์แข็งแรง ขอให้บรรจุ ยุทธศาสตร์ชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ วรรคสาม ในเอกสาร หน้า ๑๖๗ ข้อ ๒ บรรทัดที่ ๔ ให้บรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญมีอยู่แล้วแต่อยากให้ยืนว่าตรงนี้ จะได้ช่วยเกษตรกรที่เขายากจนมาก ๆ เพราะประเทศไทยถ้าไม่มีสหกรณ์อยู่ไม่ได้ ที่เรามีอยู่ ขณะนี้อาจจะไม่ดีต้องปรับปรุงให้ดี เรื่องดิน ข้อเสนอแนะด้านการจัดการดิน ก็คือให้กำหนด นโยบายและแผนยุทธศาสตร์การทำหลักสูตรฝึกอบรม ที่สำคัญก็คือพระองค์ท่านจะมีแผนที่ ซึ่งท่านอภิชาตจะได้อธิบายทีหลัง ตอนนี้กรมพัฒนาที่ดินมีแผนที่ชุดดินอยู่แล้วว่าชุดดิน ที่ไหนเป็นอย่างไร แต่เราต้องการแผนที่ว่าดินที่เสื่อมโทรมอยู่ที่ไหนบ้าง คือแผนที่ดินเสื่อมโทรม ที่เราเสนอ จะได้ช่วยกันแก้ให้หมดไปจากประเทศไทยเสียที ตลอดพระชนมายุพระองค์ จัดการกับเรื่องนี้มาตลอด และชื่อภูมิพลก็หมายความว่าดินอยู่แล้ว เรื่องป่าไม้ให้กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำศาสตร์พระราชาไปปฏิบัติ เพราะพระองค์ท่าน ทำเรื่องป่าไม้มาตั้งแต่ต้นตั้งแต่อยู่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มา สร้างเครือข่ายประชารัฐ ดูแล ฟื้นฟูป่าและสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๕๗ ที่มีอยู่แล้ว ให้เป็นรูปธรรม ข้อเสนอที่ ๕ ด้านนวัตกรรม กำหนดให้ใช้หญ้าแฝกอนุรักษ์ดินและน้ำ ตรงนี้ใช้ได้จริงแล้วก็มีการพัฒนามายาวนาน ส่งเสริมใช้พันธุ์หญ้าแฝกให้เหมาะสม แล้วก็ความรู้เกี่ยวกับเรื่องดินและน้ำไปใช้ เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ให้มีการกำหนดนโยบาย และแผนยุทธศาสตร์เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ไม่อย่างนั้นเข้าใจสับสนกันมากเกษตรทฤษฎีใหม่ คือทฤษฎีที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง คนจะเข้าใจไขว้ไปไขว้มา ตรงนี้ต้องเคลียร์ (Clear) ให้ชัดนะครับ นำมาตรการส่งเสริมเกษตรกรด้านปัจจัยการผลิต การตลาด เกษตรที่มีที่ดินน้อยจะได้ช่วยเขา แล้วทำเป้าหมายของเกษตรทฤษฎีใหม่ เรื่องนี้พระองค์ท่าน ก็บอกว่าไม่ใช่ทำได้ทุกแห่ง และมี ๓ ระดับ ชี้ให้ชัดว่าเป็นอย่างไร ไม่ใช่เราไปทำเฉย ๆ เพราะว่าถ้าเกิดล้มเหลวขึ้นมามันไม่เหมาะ ไม่มีน้ำ เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าศาสตร์พระราชาตรงนี้ ไม่เป็นผล ที่จริงแล้วเรามาใช้ผิดที่เอง

สุดท้าย ก็คือข้อเสนอแนะด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ขอเสนอแนะว่า ๑. ควรบรรจุปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไว้ในยุทธศาสตร์ชาติ ปรับปรุงแผนพัฒนา ฉบับที่ ๑๒ เพราะในนั้นมีเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไว้น้อยมาก ไม่มีแผนปฏิบัติเลย คือตอนนี้ เพิ่งออกไป ดังนั้นก็ขอให้ใช้ พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติเข้าไปแก้ไขตรงนั้น คือทำแผนใหม่ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๕ วรรคแรก ๒. ภาคธุรกิจที่จะขอรับการส่งเสริมจากรัฐ คือเหมือนเอสเอ็มแอล (SML) นั่นเอง คือขอเงินรัฐ รัฐควรจะกำหนดให้ไปใช้ปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งมันช่วย ๑. ให้งานสำเร็จ ๒. เป็นการป้องกันการสูญเสียของรัฐ เหมือนกับเป็นเซฟตีวาล์ว (Safety Valve) ก็คือความพอประมาณ ความมีเหตุผล แล้วสุดท้ายก็คือการมีภูมิคุ้มกัน ให้มาใช้ตรงนี้ แล้วข้อที่ยังเป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ที่ไม่ค่อยเชื่อกัน ก็คือว่าเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมารองรับธุรกิจทั่วไป ซึ่งตรงนี้มีการเข้าใจไขว้เขวกันอยู่มากว่า เศรษฐกิจพอเพียงหมายถึงการกลับไปปลูกพืชหรือ ไม่ใช่ ที่จริงเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะนี้ มีการทดสอบไป ๔๐๐ กว่าแห่ง สิ่งที่เราต้องการก็คือว่าให้รัฐบาลกำหนดเป็นอินเดกซ์ (Index) ถ้าใครทำก็ควรจะลดภาษีให้เขา ควรจะมีอินเซนทิฟ (Incentive) มีแรงจูงใจให้กับบริษัทเหล่านั้น ก็จะทำให้เศรษฐกิจของเราไปได้ดีในบริษัทตั้งแต่ข้างล่างจนถึงข้างบน ก็เป็นข้อเสนอสุดท้าย กราบขอบพระคุณครับ