สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๐ · ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้พูดถึงประเด็นเรื่องประชามติ ขอบคุณพี่น้อง ประชาชนชาวไทยที่มีการแสดงประชามติเมื่อวานนี้ กระผมเองอยากจะกราบเรียนต่อ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกผ่านไปยังพี่น้องประชาชน ขออนุญาตต่อจากท่านประธาน เติม เสริม ไปในส่วนที่เกี่ยวข้องสักเล็กน้อยครับท่านประธาน ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องถือว่าเมื่อวานนี้คําถามพ่วงซึ่งเริ่มจากท่านประธาน ณ ที่ประชุมแห่งนี้ได้ผ่าน ความเห็นชอบของพี่น้องประชาชนชาวไทย ถือว่า สปท. ของเรามีส่วนอย่างสําคัญส่วนหนึ่ง ที่นําคําถามนี้ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยลงประชามติ และพี่น้องประชาชนคนไทยเสียง ส่วนใหญ่สนับสนุนความเห็นของ สปท. ณ ที่ประชุมแห่งนี้ ดังที่ท่านประธานเองได้กล่าว ขอบคุณไปแล้ว ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่า เมื่อวานนี้ต้องถือว่าเป็นฤกษ์ดี ของพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ เริ่มต้นก่อนเปิดหีบท่านประธานก็ทราบแล้วว่า เราได้รับเหรียญทองเป็นเหรียญแรก นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ท่านประธานคงทราบแล้วเมื่อวานนี้ตามหลักโหราศาสตร์ ท่านบอกว่าดาวพฤหัสบดีย้ายจากราศีกรกฎเคลื่อนจากราศีสิงห์ไปสู่ราศีกันย์ เขาบอกว่า ดาวพฤหัสบดีนั้นเป็นดาวแห่งคุณธรรม จริยธรรม เขาบอกว่าบ้านเมืองกําลังจะเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า นํามาซึ่งความสงบร่มเย็น ๓ เรื่อง เรื่องต่อมานั้นประมาณสัก ๓ ทุ่ม เราก็ ทราบผลประชามติว่าเสียงส่วนใหญ่ของพี่น้องประชาชนชาวไทยนั้นเห็นชอบต่อรัฐธรรมนูญ และคําถามพ่วง สิ่งนี้ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานว่าท่านประธานก็ดี เพื่อนสมาชิก หลายท่านก็ดี รวมทั้งตัวผม มีโอกาสลงประชามติครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๒ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธาน ก็ทราบแล้วว่าใช้สรรพกําลังทุกสิ่งทุกอย่างชนะกันแค่เฉียดฉิว ปีนี้ทั้งผู้นํา รวมทั้งทุกภาคส่วน บอกว่าเป็นความเป็นอิสระของพี่น้องประชาชน ขอให้ประชาชนไปลงมติกันแบบอิสระ จิตร่ม ๆ ดังที่ดาวพฤหัสบดีย้าย ผมกราบเรียนต่อท่านประธานด้วยความเคารพในฐานะที่มี ส่วนติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แปลว่าอํานาจรัฐไม่ได้มีส่วนสั่งอย่างหนึ่งอย่างใด ครู ก ครู ข ไม่ได้ไปชี้นําอะไรเลย แต่คนลงมติด้วยเจตจํานงความประสงค์ของประชาชนเองชัด ๆ เห็นชอบรัฐธรรมนูญและคําถามพ่วง มันสะท้อนถึงว่า ประชาชนต้องการความสงบร่มเย็น ความมั่นคง เพราะสิ่งที่ทํามานั้นสะท้อนถึงว่ารัฐบาลชุดนี้ทําเรื่องความสงบ ความเรียบร้อยได้ นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ครับท่านประธาน เสียงของประชาชนนั้นสะท้อนชัดเจนว่า ต้องการให้มีการปฏิรูปต่อเนื่องจนเสร็จสําเร็จภายใน ๕ ปีครับท่านประธาน และรวมทั้ง ดําเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ที่จะร่างกันต่อไปนั้น นี่คือเสียงร่ม ๆ เสียงเย็น ๆ เสียงอิสระ ของพี่น้องประชาชนชัด ๆ ครับท่านประธาน นี่ละครับที่ท่านประธานพูดว่าเราจึงต้องเป็น กําลังใจซึ่งกันและกัน เพราะอะไรครับ เสียงนี้มันสะท้อนว่าเรื่องประชาธิปไตยนั้นมีได้ แต่เรื่องโกง เรื่องทุจริต เรื่องคอร์รัปชัน นักการเมืองโกง นักการเมืองเห็นแก่ตัว เห็นแก่ ประโยชน์ตน พักไว้ก่อน เอาการสร้างบ้านแปงเมืองกันต่อไป แม้จะไม่เป็นประชาธิปไตย เต็มใบนัก นี่ละครับท่านประธานครับ สิริรวมแล้วนับแต่ต่อนี้ไปท่านประธานครับ พวกเรา เหลือเวลา ๔-๖ เดือน รัฐบาลเหลือเวลาประมาณปีครึ่ง เราเหลือครึ่งปี แต่ถ้านั่งนึกแบบ สบาย ๆ ออกพรรษาปาเข้าไป ๓ เดือนแล้วครับท่านประธาน นึกสบาย ๆ ท่านประธานครับ ลอยกระทงแล้วก็ปีใหม่จบแล้วครับพวกเรา เวลาที่มันออกพรรษาแพล็บเดียวครับ ท่านประธาน ถ้าไม่นับเดือนสิงหาคมนี่เหลือเวลา ๕ เดือนกว่า จบแล้วพวกเราต้องจากกัน แล้วครับท่านประธาน ชัดเจนครับ หรืออาจจะมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญ กําหนดไว้ให้เป็นอํานาจของท่านนายกรัฐมนตรีจะปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการเสียก่อน ๑๒๐ วัน ก็ได้ เพราะฉะนั้นกราบเรียนต่อท่านประธานด้วยความเคารพว่าเวลาเราเหลือ ๓ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือนเท่านั้นเอง ผมอยากจะกราบเรียนว่าพลังของพี่น้องประชาชนทั้งหมดส่วนใหญ่อยากให้ปฏิรูปประเทศ เราเป็น ๑ ในแม่น้ํา ๓ สายท่านประธานครับ ผมว่าอันนี้ก็เป็นพลังของรัฐบาลอย่างสําคัญ ถ้ารัฐบาลทํางานแบบเรื่อย ๆ เปื่อย ๆ เสร็จแล้วเลิกแล้วปีกว่าส่งเลือกตั้งผมเชื่อเหลือเกินว่า พลังของการขับเคลื่อนในการที่จะปฏิรูปประเทศตามมติของประชาชน ๕ ปีนั้นจะอ่อนแรง ไปทันที ผมเชื่อว่าเวลาปีครึ่งมันเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะแปลงพลังจากแสงอาทิตย์เป็น พลังไฟฟูาในการขับเคลื่อนประเทศนี้ต่อไป เพราะเป็นความต้องการของประชาชน เราเป็น ๑ ในแม่น้ํา ๕ สายครับท่านประธาน ถ้าเราประชุมวันจันทร์ วันอังคาร เดือนหนึ่งประมาณ ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ผมว่าเวลาที่เหลือ ๓ เดือน ๕ เดือน ๖ เดือนนี้ท่านประธานจะกรุณาวางแผน มากกว่าปล่อยให้เป็นการทํางานตามปกติเช่นที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ได้หรือไม่ นั่นเป็นข้อสังเกต ประการที่ ๑ เราจะมีการปรึกษาหารือกันว่ามันมีประเด็นอะไรที่ใหญ่ ๆ และคั่งค้าง และมันเป็น เรื่องที่ควรจะต้องปฏิรูปให้คนเห็นหน้าเห็นหลังเป็นที่ยอมรับอย่างประจักษ์จากพี่น้อง ประชาชนอย่างชัดเจน ยุทธศาสตร์ชาตินี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องศาลคอร์รัปชันก็ผ่านไปแล้ว แต่มันมีอะไรอีกสัก ๓ เรื่อง ๕ เรื่องกระหน่ําตูมเข้ามาเสริมของการปฏิรูปให้กับพี่น้อง ประชาชนในระยะที่เหลือ ๓ เดือน ๖ เดือนนี้ ผมว่ามากกว่าที่เราจะมาดูเรื่องที่เราทํากัน แบบปกติ ๆ อย่างนี้จะได้หรือไม่ สกัดแต่ละด้าน ๆ ออกมาใหญ่ ๆ และผลักดันให้มัน สัมฤทธิผลในระยะเวลา ๓-๖ เดือนนี้ ชื่อเสียงของท่านประธานทินพันธุ์ นาคะตะ ก็จะ ปรากฏและจารึกไว้ ณ สภานี้ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณนะครับ ผมขอดําเนินการประชุมต่อนะครับ เมื่อสักครู่ก็เรื่องที่ ๒ ที่เรียนให้ทราบ ก็คือรับทราบสรุปผลการประชุม เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกท่านวันชัยว่า เราควรจะมีการจัดลําดับความสําคัญของงานที่เราพึงกระทําในเวลาระหว่าง ๔ เดือน ถึง ๖ เดือนที่เหลืออยู่ ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ผมแล้วก็เพื่อนสมาชิกหลายคนได้เคยเสนอไว้ตั้งแต่ ที่เรามาเป็น สปท. กัน เรายังไม่มีเวลาวันนี้แต่ผมคิดว่าเราน่าจะมีการประชุมเฉพาะภายใน สัปดาห์นี้ ถ้าเผื่อเป็นไปได้ที่เราจะได้ปรึกษาหารือกันว่าเวลาที่เหลือเรื่องอะไรที่สําคัญที่สุด และควรจะเร่งดําเนินการ แล้วก็ขอความกรุณาท่านประธานเดี๋ยวขอรับไปแล้วบอกว่าจะให้ คณะกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปหารือกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้ เรื่องใหญ่ขอให้เราทั้ง ๒๐๐ ชีวิตมีส่วนร่วมในเรื่องนี้และเราจะได้เร่งทํางานกัน แต่ละ คณะกรรมาธิการจะได้จัดลําดับความสําคัญของตนเองได้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วมันก็มีหลาย ๆ เรื่องในรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติไปเมื่อวานนี้ที่เป็นข้อเสนอจาก พวกเราจาก สปท. ก็น่าที่จะดูทั้งเนื้อหาของรัฐธรรมนูญแล้วก็งานคั่งค้างที่เหลืออยู่ตาม แผนแม่บทของแต่ละคณะกรรมาธิการครับ ผมขอกราบเรียนปรึกษาท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ก็เป็นข้อเสนอที่มีคุณค่ามากนะครับ ก็คิดอยู่ในใจจะรับไว้พิจารณาดําเนินการ ผมขอดําเนินการประชุมต่อนะครับ

เรื่องที่ ๒ แจ้งเพื่อทราบคือรับทราบสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการ ประสานงาน ๒ ฝุาย คณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝุาย และคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อันนี้ก็เป็นไปตามงานประจําที่เรากระทําอยู่นะครับ เมื่อมีผลการประชุมของทั้ง ๓ กรรมการแล้วก็มาเรียนที่ประชุมทราบ ซึ่งรายละเอียด ก็ปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจําที่นั่งของท่านสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ

เรื่องถัดมา ก็คือรับทราบสรุปประเด็นการพิจารณาศึกษารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม

ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๕/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๙ และครั้งที่ ๒๖/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ได้มีสมาชิกอภิปรายและหารือกันให้ดําเนินการพิจารณาศึกษาใน ๒ ประเด็นคือ

๑. การเกิดอัคคีภัยที่เป็นปัญหาเร่งด่วน กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้หอพัก นักเรียนหญิง อําเภอเวียงปุาเปูา จังหวัดเชียงราย

๒. แนวทางการปฏิรูปเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยด้าน การท่องเที่ยว โดยที่ประชุมสภาได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม ดําเนินการศึกษาเรื่องดังกล่าว บัดนี้คณะกรรมาธิการชุดนั้นได้ดําเนินการ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๓๒ วันพฤหัสบดีที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๙ ก็ได้รับทราบรายงาน ดังกล่าวแล้ว เห็นชอบให้นําเรื่องดังกล่าวแจ้งให้ที่ประชุมสภาทราบ รายละเอียดปรากฏ ตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้วางไว้ประจําที่นั่งของท่านสมาชิกแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ นะครับ

เรื่องสุดท้าย คือขอเรียนเชิญท่านสมาชิกเข้าร่วมงานสโมสรสันนิบาต เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธี มหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ

ด้วยนายกรัฐมนตรีในนามรัฐบาลจะจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในวันอังคารที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๙ เวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา ณ ทําเนียบรัฐบาล เชื่อว่าท่านสมาชิกก็ได้รับแจกบัตรเชิญและกําหนดการ เรียบร้อยแล้วในการเซ็นชื่อมาประชุมนะครับ การแต่งกายข้าราชการเครื่องแบบเต็มยศ ทหาร ตํารวจ งดกระบี่และถุงมือ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด พลเรือน สุภาพบุรุษชุดขอเฝูาเต็มยศกางเกงดํา หรือชุดไวท์ไท (White Tie) ประดับ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดหรือชุดแบล็กไท (Black Tie) สุภาพสตรีชุดไทยอมรินทร์หรือ ชุดไทยบรมพิมาน ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุด ขอออกโทน (Tone) สีฟูา นะครับ สําหรับสุภาพสตรี จึงเรียนสมาชิกเพื่อทราบ สําหรับรถรับส่งทางสํานักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจะจัดรถบริการให้ท่านสมาชิก ณ บริเวณอาคารรัฐสภา ๑ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ นาฬิกาเป็นต้นไป สําหรับวันพรุ่งนี้นะครับ จึงเรียนเพื่อทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๒๐/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๖ เมษายน ๒๕๕๙ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพุธที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และ หอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ ขอบคุณครับ เรียนเชิญท่านนิกร จํานง ครับ

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง นะครับ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ จากที่ท่านประธานได้แจ้งต่อที่ประชุม ผมเพียงแต่ อยากจะกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมนะครับ ที่ได้ไปศึกษาประเด็นที่ผมอภิปรายไว้ทั้ง ๒ ประเด็น คือประเด็นเรื่องอัคคีภัย ที่เป็นเหตุให้ ภริยาอดีตสมาชิกวุฒิสภาเสียชีวิต ชั้น ๑๑ นะครับ และกรณีที่เกิดที่เวียงปุาเปูาก็เป็นข้อมูลที่ได้มีข้อสรุปชัดเจน แล้วก็แนวทางแก้ไขที่นําเสนอ ไปก็สามารถจะรับฟังได้ ก็กราบขอบพระคุณมาในโอกาสนี้ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

วาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน เศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่นะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้มี หนังสือขออนุญาตให้ท่านธวัชชัย ยงกิตติกุล รองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปเศรษฐกิจด้านการเงิน การคลัง ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล และตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้ อนุญาต ขอเชิญท่านธวัชชัย ยงกิตติกุล เข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม สําหรับรายชื่อผู้เสนอ และชี้แจงของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจมีดังนี้นะครับ ๑. ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ๒. ท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ โฆษกกรรมาธิการ อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ กรรมการกฤษฎีกา สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ อดีตอธิบดี กรมสรรพสามิต ๓. ดอกเตอร์ธวัชชัย ยงกิตติกุล รองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจด้านการเงิน การคลัง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ปรึกษาสมาคมธนาคารไทย เรียนเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๕๓ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ขออนุญาตนําเสนอ เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ซึ่งในวันนี้ได้รับ ความกรุณาจากท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกรรมาธิการ เป็นประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเงิน การคลัง และเป็นโฆษกกรรมาธิการ ได้กรุณาเป็นผู้นําในเรื่องนี้ แล้วก็จะได้นําเสนอเป็นหลักต่อไป อีกทั้งยังมีท่านอาจารย์ ดอกเตอร์ธวัชชัย ยงกิตติกุล ซึ่งเป็นบุคคลสําคัญในการทํารายงานชิ้นนี้ให้ประสบความสําเร็จ ขึ้นมา ในขณะเดียวกันท่าน ผอ. สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง ท่านกฤษฎา จีนะวิจารณะ ได้ทําเรื่องนี้ในฐานะผู้บริหารของกระทรวงการคลังควบคู่กันไป มีท่านชูชาติ อินสว่าง ซึ่งเป็น นักสหกรณ์ที่มีข้อมูลทางด้านสหกรณ์มากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย มีท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี ฝุายเศรษฐกิจ ได้ร่วมในการนําเสนอ เรื่อง การปฏิรูป ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ในวันนี้ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพ การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เริ่มในยุโรปได้นํามาซึ่งความมั่งคั่ง ซึ่งความเจริญเติบโตทางด้าน เศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันได้นํามาซึ่งความยากไร้ของคนชนบท เพราะว่าสังคมที่เปลี่ยน จากสังคมเกษตรกรรมมาเป็นสังคมอุตสาหกรรมนั้นทําให้คนโยกย้ายเข้ามาทํางานในเมือง ความหมายของเกษตรกรรมน้อยลงไป ผู้ที่อยู่ในภาคเกษตรกรรมอยู่อย่างลําบากยากแค้น ถ้าจะทําเกษตรกรรมให้ดีก็ต้องมีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีทางด้านอุตสาหกรรมเข้าไปช่วย แล้วในบรรดาชาวชนบทที่อพยพเข้ามาอยู่ในเมืองนั้นก็กลายเป็นผู้ยากจนในเมือง กลายเป็น ผู้ใช้แรงงานที่ปากกัดตีนถีบต้องดิ้นรนอยู่ไปวัน ๆ ท่ามกลางการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรม ท่ามกลางปัญหาของผู้ยากจนเหล่านั้นเอง ก็ได้เกิดแนวคิดว่าผู้ทํางานเหล่านั้นรวมถึงผู้ที่อยู่ใน ชนบทคงจะต้องมีวิธีการในการพึ่งตนเองระหว่างกัน คงจะต้องมีวิธีการในการที่จะทําให้ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนเหล่านั้นดีขึ้น มีนักคิดอยู่ท่านหนึ่งชื่อว่า โรเบิร์ต โอเวน ได้นํา แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์มาใช้ และพยายามที่จะทําให้เกิดสหกรณ์ขึ้นมา ในประเทศอังกฤษ แต่ด้วยสภาพสังคมและเศรษฐกิจในขณะนั้นไม่สามารถทําได้พยายาม ที่จะไปทําที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยังก่อกําเนิดขึ้นมาไม่ได้ จนในที่สุดแนวความคิดของ โรเบิร์ต โอเวน ก็ได้เกิดเป็นจริงขึ้นมาในประเทศอังกฤษในเมืองรอชเดล ก็กลายเป็นสหกรณ์ รอชเดล ซึ่งเป็นสหกรณ์แห่งแรกของโลก แนวความคิดของสหกรณ์รอชเดลนั้นได้นําความคิด หลักของโรเบิร์ต โอเวน มาใช้กลายเป็นหลักการรอชเดล เช่น การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจ และเปิดกว้าง การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ของสมาชิก การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ การศึกษา การฝึกอบรมและสารสนเทศ การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ การเอื้ออาทรต่อชุมชน หลักการเหล่านี้เป็นหลักการที่ได้นําไปสู่ การแตกแขนงของความคิดและการตั้งสหกรณ์ทั่วภาคพื้นยุโรปควบคู่กันไปในขณะนั้น ประเทศเยอรมันได้สร้างสหกรณ์ทั้งในเมืองและชนบทแพร่หลายไปทั่วประเทศ จนกระทั่งถึง จุดหนึ่งได้กลายเป็นสหกรณ์ระหว่างประเทศ ได้มีการประชุมและก่อตั้งสหกรณ์ระหว่าง ประเทศขึ้นในปี ๒๔๓๘ ที่กรุงลอนดอน มีสํานักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเจนีวา ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ ประเทศไทยได้เริ่มนําแนวความคิดสหกรณ์เข้ามาตั้งแต่ปลายสมัย รัชกาลที่ ๕ และได้มีการตั้งสหกรณ์ขึ้นมาครั้งแรกที่จังหวัดพิษณุโลกในปี ๒๔๕๘ นับจากนั้นมาสหกรณ์ก็ได้ขยายตัวปักหลักรากฐานในประเทศไทย โดยทั่วไปแล้ว การดําเนินงานของสหกรณ์เป็นไปได้ด้วยดี แต่มีสหกรณ์ประเภทหนึ่งซึ่งเป็นสหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับทางด้านการเงิน ในที่นี้ก็คือสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน แม้ว่าผลประกอบการโดยรวมจะอยู่ในสภาพที่ดี แต่ว่าสัญญาณของความเสี่ยงเริ่มปรากฏ ขึ้นมา และถ้าความเสี่ยงนี้ที่เป็นจริงแล้วระดับหนึ่งขยายตัวกว้างออกไปอีกก็จะทําให้สหกรณ์ ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนกลายเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่อาจจะนําไปสู่วิกฤตที่สําคัญได้ ด้วยเหตุนี้เองคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจึงได้เห็นความสําคัญของการปฏิรูปเรื่องนี้ โดยมีแนวคิดว่าจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางด้านการเงิน โดยปกติแล้วถ้าหากว่ามีกิจการใดก็ตาม ที่เกี่ยวข้องกับคนจํานวนมาก ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจํานวนมาก หรือแม้กระทั่งประชาชน ส่วนใดส่วนหนึ่ง อย่างเช่นสหกรณ์ที่มีจํานวนมากด้วยเช่นเดียวกัน ในการบริหารจัดการนั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแบ่งออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกก็คือส่วนที่เรียกว่า ส่วนนโยบาย ส่วนที่ ๒ คือส่วนที่เรียกว่าการกํากับดูแล ส่วนที่ ๓ ก็คือส่วนที่เรียกว่า การปฏิบัติการ ในขณะนี้เรื่องของสหกรณ์ออมทรัพย์กับสหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้น มีส่วนของ นโยบายอยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนของผู้ปฏิบัติก็คือสมาชิกสหกรณ์ ทั้งหลายและสหกรณ์ทั้งหลาย ในส่วนของผู้กํากับดูแลนั้นยังฝังตัวอยู่ในส่วนของนโยบาย ก็คือยังฝังตัวอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปกติการกํากับดูแลนั้นจะต้องเป็น หน่วยงานอิสระออกมาจากส่วนงานของนโยบาย ในวันนี้เองคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงขอนําเสนอในเรื่อง ของการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน นําโดยท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ผมขออนุญาตท่านประธานอนุญาตท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ และคณะได้นําเสนอต่อไป ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญท่านสมชัยค่ะ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพรักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๕๗ ครับ ขออนุญาตนําเสนอ เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียน ในเรื่องของความเป็นมาผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งในกลุ่ม ข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเงิน การคลัง ที่ทําเพื่อ ลดความเหลื่อมล้ําโดยใช้มาตรการทางการเงินการคลัง กลุ่มข้อเสนอที่เป็นเรื่อง ลดความเหลื่อมล้ําเราเสนอไว้ ๕ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเป็นเรื่องการปฏิรูประบบเกษตร พันธสัญญาให้เป็นธรรม เรื่องที่ ๒ เป็นการเรื่องการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการจัดตั้งธนาคารที่ดิน เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องการปฏิรูประบบการประกันภัย การเกษตร และเรื่องที่ ๕ เป็นการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ผมขออนุญาตรายงานสถานภาพของเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ตามที่ได้เคยรายงานไปแล้วนะครับ ตอนนี้มีความคืบหน้าที่น่ายินดี เรื่องแรกคือเรื่อง การปฏิรูประบบเกษตรพันธสัญญา ให้เป็นธรรม เรื่องนี้ได้เสนอตั้งแต่สมัยเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็เมื่อตอนสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเข้ามารับงานใหม่ ๆ ตอนปลายปีใกล้จะขึ้นปีใหม่ของปีนี้ ท่านประธานสภาได้ให้คัดเลือกเรื่องที่มีความสําคัญเร่งด่วนจํานวนหนึ่งเพื่อเสนอต่อรัฐบาล เพื่อเป็นการพิจารณา คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้เสนอเรื่องการปฏิรูป ระบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นธรรม เข้าไปด้วย ก็ได้รับความเห็นชอบจากท่านนายกรัฐมนตรี และท่านก็ได้เสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและเห็นชอบ แล้วก็เสนอให้สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาดําเนินการในที่สุดนะครับ ขณะนี้มีรายงานว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณา เรื่องนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว เป็นการผ่านมาตราทั้งหมดของกฎหมายนี้แล้วในรอบแรก แล้วก็จะดู รอบที่ ๒ อีกครั้งเดียว ก็จะออกมาเป็นกฎหมาย อันนี้ก็จะเป็นกฎหมายฉบับที่ ๒ ที่จะ ออกมาจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา หลังจากที่ฉบับแรกซึ่งมีความสําคัญ มากคือเรื่องศาลชํานัญพิเศษ ซึ่งมีผลบังคับและมีบทบาทอยู่ในขณะนี้นะครับ สําหรับเรื่องที่ ๒ เรื่องการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน สภาก็ได้เห็นชอบแล้วก็นําเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีแล้วนะครับ เรื่องที่ ๓ เรื่องการจัดตั้งธนาคารที่ดิน สภาก็ได้เห็นชอบและเสนอ คณะรัฐมนตรีแล้ว บัดนี้มีรายงานว่าเราได้รับคําตอบจากทางรัฐบาลว่าส่วนราชการ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้ว แล้วก็เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทั้งหมด และเรื่องการจัดตั้งธนาคารที่ดินก็เป็นเรื่องที่ ๓ ที่จะได้รับ การดําเนินการเป็นกฎหมายต่อไปนะครับ ส่วนเรื่องการประกันภัยภาคเกษตรเราก็เสนอ ต่อสภา และสภาอนุมัติแล้ว แล้วก็เสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้วนะครับ ส่วนเรื่องการปฏิรูป ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เสนอวันนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายในชุดนี้ คือชุดการปฏิรูปเพื่อลด ความเหลื่อมล้ําโดยใช้มาตรการทางการเงินการคลังนะครับ สําหรับเหตุผลและความจําเป็น ของการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนก็เกิดจากภาวการณ์ทาง เศรษฐกิจในปัจจุบันนะครับ คือภาคครัวเรือนของเรากําลังมีปัญหา ขณะนี้หนี้ภาคครัวเรือน มีขนาดใหญ่โตถึง ๘๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งถือว่าเป็นหนี้ที่มีขนาดใหญ่โตและเป็น ปัญหาต่อเศรษฐกิจไทย เพราะหนี้จํานวนนี้ทําให้การใช้จ่ายในการบริโภคของภาคครัวเรือน ชะลอตัวลงอย่างมาก แล้วก็เป็นผลทําให้การบริโภคโดยรวมที่เรียกว่าแอ็กกรีเกตดีมานด์ (Aggregate Demand) นี่นะครับ คือการบริโภคภายในประเทศและต่างประเทศ แต่ว่าอันนี้ คือการบริโภคภายในประเทศซึ่งมีการบริโภคภาคเอกชนและภาครัฐเป็นหลัก ภาคเอกชน ก็จะดําเนินการโดยภาคครัวเรือนเป็นหลัก อันนี้ภาคครัวเรือนก็จะมีปัญหาเหมือนมีชนัก ติดหลัง คือมีหนี้อยู่เยอะก็ไม่สามารถก่อเกิดบทบาทในการเพิ่มการบริโภคได้ เพราะฉะนั้น ก็เลยทําให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลง อันนี้ต้องถือเป็นปัญหาระยะยาวหรือระยะ ปานกลางซึ่งเรากําลังแก้ ไม่สามารถแก้ไขในระยะสั้นคือภายใน ๑ ปีได้นะครับ ขณะเดียวกัน ภาวการณ์อีกด้านหนึ่งคือทางด้านการเงิน เรามีระบบธนาคารที่เข้มแข็งแล้วก็มั่นคง แต่ระบบธนาคารของเราสามารถให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนชาวไทยได้ประมาณ ๗๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ ส่วนอีก ๒๘.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นการให้บริการของธนาคารเฉพาะกิจคือธนาคารของรัฐทั้งหลาย เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคาร ธ.ก.ส. ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เหล่านี้เป็นต้น นะครับ ทั้งหมดรวมกันแล้วก็ให้บริการได้ ๗๔.๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเห็นว่ามีช่องว่างของ การให้บริการทางการเงินในระบบอย่างนี้ รัฐบาลจึงได้ดําเนินการ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือ เรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ ให้สหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาช่วยดําเนินการในเรื่องบริการทาง การเงิน อีกอย่างหนึ่งก็คือได้จัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนตําบล และส่งเสริมให้ประชาชน จัดทํากองทุนการออมต่าง ๆ ในพื้นที่ชนบทเป็นจํานวนมาก พวกนี้ก็ให้บริการได้อีกรวม ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนประชากรทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ารวมแล้วระบบการเงิน ในระบบซึ่งประกอบด้วยระบบธนาคารพาณิชย์ ระบบธนาคารของรัฐ แล้วก็ระบบสหกรณ์ ออมทรัพย์ และระบบกองทุนต่าง ๆ รวมแล้วจะให้บริการต่อประชาชนคนไทยได้ ๘๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ยังมีอีก ๑๘.๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินในระบบได้ จึงต้องไปใช้ระบบการเงินนอกระบบ ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าดอกเบี้ยแพงมากนะครับ คราวนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนความจริงเป็นสหกรณ์ใช้หลักการสหกรณ์ จดทะเบียนในฐานะเป็นสหกรณ์ แล้วก็ได้ดําเนินการอยู่ภายใต้หลักการของสหกรณ์ คือหลัก รวมคน หลัก ๑ คน ๑ เสียง ไม่ใช่หลัก ๑ หุ้น ๑ เสียงเหมือนอย่างบริษัท บริษัทจะถือว่า ใครมีเงินมาก ใครมีหุ้นมากก็มีเสียงดังและมีอํานาจตัดสินใจ แต่ว่าสหกรณ์จะใช้ว่า ๑ คน ๑ เสียง จะมีหุ้นเท่าไรก็ ๑ เสียงเหมือนกัน ระบบนี้เป็นระบบ ที่ดีและได้ดําเนินการแพร่หลาย มีขอบเขตการดําเนินการอยู่ในหลายภาคเศรษฐกิจ ทั้งสหกรณ์การค้า สหกรณ์การผลิต สหกรณ์เกษตรกรรมอะไรต่าง ๆ มีมากมายนะครับ ทั้งหมดมี ๗ ประเภท ในบรรดา ๗ ประเภทนั้นก็มีสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิต ยูเนียน ซึ่งทําหน้าที่รับเงินฝากจากสมาชิกและปล่อยให้กู้กับสมาชิก ทีนี้การดําเนินการของ สหกรณ์นอกจากว่าจะปล่อยกู้กับสมาชิกแล้วก็ยังมีการปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ด้วยกันเอง แล้วก็มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกสมทบ การปล่อยกู้และการรับเงินฝากของสหกรณ์เป็น การดําเนินการเป็นธุรกรรมทางการเงิน เพราะฉะนั้นก็จะมีความเสี่ยงทางด้านการเงิน แต่ว่า สหกรณ์นี่ก็เนื่องจากเป็นสหกรณ์เราก็เลยให้อยู่ในการกํากับดูแลของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ซึ่งมีกรมหลัก ๒ กรม คือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้ง ๒ กรมนี้ก็ทําหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น คือหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการสหกรณ์ขึ้นและหน้าที่ ตรวจบัญชีสหกรณ์ให้เป็นไปตามหลักสหกรณ์ แต่ว่าเขาไม่ได้ตรวจในเชิงความเสี่ยงทาง การบริหารการเงิน เรื่องความเสี่ยงในการบริหารการเงินเป็นเรื่องของอีกวิชาชีพหนึ่งซึ่งต้องมี การกํากับดูแลต่างหาก ตรงนี้จึงเป็นช่องโหว่ ประการที่ ๔ คือสหกรณ์เหล่านี้ขณะนี้ขยายตัว ไปมาก ทั้งหมดมีจํานวนถึง ๒,๐๓๖ แห่ง มีสมาชิกรวมกันถึง ๓.๙๒ ล้านคน มีสินทรัพย์สูงถึง ๒.๑ ล้านล้านบาท เท่ากับธนาคารขนาดใหญ่ ๆ แห่งหนึ่งเลยทีเดียว แต่ว่าการกํากับดูแล ไม่ได้มีการกํากับดูแลที่เหมาะสม จะเห็นว่าเรื่องการกํากับดูแลที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่จําเป็น ขณะเดียวกันถ้าพิจารณาในแง่ของผู้บริหารสหกรณ์เหล่านี้ ผู้บริหารสหกรณ์เหล่านี้ก็คือ กรรมการสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ก็จะประกอบด้วยบุคคลที่มีความตั้งใจดีต่อสังคม มีความรู้ความคิดทางสหกรณ์ แล้วก็ต้องการบริการสมาชิก แต่ว่าเขาไม่มีความรู้ทางด้าน การบริหารเงิน การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เพราะฉะนั้นก็มีความจําเป็นที่จะต้อง พัฒนาบุคคลเหล่านี้ซึ่งส่วนมากนะครับ ผมใช้คําว่า ส่วนมาก เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีความตั้งใจดี แต่ว่าเนื่องจากเขาไม่มีความรู้ทางด้านการบริหารการเงิน จึงควรจะมี การพัฒนาให้เขามีความรู้ในด้านการบริหารการเงินขึ้นมา ขณะเดียวกันในระยะใกล้ ๆ นี้ มันเกิดกรณีของความเสียหายเกิดขึ้นในการบริหารจัดการอันเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามหลัก ธรรมาภิบาล คือมีสหกรณ์เครดิตยูเนียนแห่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องนี้ ทําให้ผู้ฝากเงินกับสหกรณ์ ได้รับความเดือดร้อน แล้วก็เป็นเรื่องที่เป็นข่าวอยู่ทั่วไปนะครับ เรื่องนี้กําลังจะต้องจัดการให้ เหมาะสม และรากเหง้าของปัญหาจริง ๆ ก็คือว่าการที่ระบบเราไม่ครบถ้วน จึงไม่มี การกํากับดูแลของธุรกรรมทางด้านการให้บริการทางการเงินภายใต้ระบบสหกรณ์ เพราะฉะนั้น เราจึงเสนอให้มีการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน โดยให้จัดตั้ง องค์กรการกํากับดูแลและส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนขึ้น โดยเสนอ ให้มีฐานะเป็นองค์กรอิสระสังกัดกระทรวงการคลัง และมีหน้าที่หลัก ๆ ดังนี้

ประการแรกก็คือกํากับดูแลการดําเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเชิง การบริหารการเงินและความเสี่ยงทางการเงิน

ประการที่ ๒ คือส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ให้สามารถให้บริการที่ดียิ่ง ๆ ขึ้น

ประการที่ ๓ คือพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถของผู้บริหารสหกรณ์ ออมทรัพย์ และ

ประการที่ ๔ คือพัฒนาตัวสหกรณ์ออมทรัพย์เองให้สามารถให้บริการทาง การเงินที่สลับซับซ้อนมากขึ้นและขยายใหญ่โตขึ้น ก็อาจจะพัฒนาเป็นธนาคารได้เหมือน อย่างที่เกิดขึ้นในนานาประเทศ

ทั้งหมดนี้คณะกรรมาธิการได้ทําการศึกษาและปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง หลายฝุาย รวมทั้งผู้ที่ปฏิบัติการเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์เอง สหกรณ์เครดิตยูเนียนเอง ก็เคย ได้มาประชุมกันนะครับ แล้วก็ได้ติดต่อกับส่วนราชการหลายแห่ง ซึ่งรายละเอียดผมจะขอ อนุญาตท่านประธานให้ท่านอาจารย์ธวัชชัย ยงกิตติกุล ซึ่งเป็นผู้ดําเนินการในเรื่องนี้ มีการศึกษาอย่างเป็นจริงได้นําเสนอต่อไป ขออนุญาตท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านธวัชชัย ยงกิตติกุล เรียนเชิญค่ะ

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ กระผมขอรายงานสรุปผลการศึกษา เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ดังต่อไปนี้นะครับ

หลักการและเหตุผล สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ ส่งเสริมให้สมาชิกเก็บเงินออม และนําเงินออมนั้นมาให้สมาชิก ด้วยกันกู้ไปใช้จ่ายตามความจําเป็น ทั้งนี้ก็เป็นไปตามหลักการของสหกรณ์ในการให้สมาชิก ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้มีกิจการประเภท เดียวกันคือรับฝากเงินและให้กู้แก่สมาชิกเป็นหลัก ต่างกันที่คุณสมบัติของสมาชิก คือสหกรณ์ออมทรัพย์มีสมาชิกเป็นบุคคลที่มีอาชีพเดียวกันหรือทํางานในสถานประกอบการ เดียวกัน ในขณะที่สหกรณ์เครดิตยูเนียนมีสมาชิกเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน

บทบาทสําคัญของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้คือ เป็นการเติมเต็มช่องว่างของ บริการทางการเงินที่ประชาชนระดับฐานรากไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้ ทั้งนี้เพราะธนาคารพาณิชย์เป็นกิจการที่มุ่งกําไร แต่การให้บริการแก่ประชาชนระดับฐานราก จัดเป็นธุรกิจรายย่อยสําหรับธนาคาร ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยสูงไม่คุ้มทุนในเชิงพาณิชย์ แต่สําหรับสหกรณ์นั้นเป็นกิจการที่ไม่แสวงหากําไรเป็นหลัก รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนด้วย การยกเว้นภาษี สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนสามารถออมเงินได้ ๒ วิธี ประการแรกคือนําเงินมาฝาก และประการที่ ๒ ก็คือซื้อหุ้นตามจํานวนที่กําหนดไว้ ทุกเดือน ในการให้กู้นั้นสมาชิกจะต้องยินยอมให้สหกรณ์หักเงินเดือน ชําระหนี้ทุกเดือน และจะต้องมีสมาชิกคนอื่นค้ําประกันด้วย โดยทั่วไปสหกรณ์จึงถือว่าการให้กู้แก่สมาชิก มีความเสี่ยงต่ํา ยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกของสหกรณ์ก็คือผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ย่อมจะต้องรักษาผลประโยชน์ของตนเองอยู่แล้ว หน่วยงานกํากับได้แก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงไม่เข้มงวดเหมือนเช่นธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนมิได้เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร (Credit Bureau) สหกรณ์จึงไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับภาระหนี้ภายนอกและประวัติการชําระหนี้ของสมาชิก ที่มาขอกู้เงิน ดังนั้นข้อมูลในการวิเคราะห์ความสามารถในการชําระคืนจึงพูดได้ว่าไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้สหกรณ์บางแห่งก็มีเงินออมเหลือมากจึงหาทางลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้โดยการให้ สหกรณ์อื่นกู้ ปัจจุบันสหกรณ์มีการกู้ยืมระหว่างกันเป็นจํานวนเงินสูงนะครับ เงินที่ให้กู้ยืมกัน ระหว่างสหกรณ์ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สหกรณ์บางแห่งก็ได้ขยายขอบเขตกิจการไป ในเชิงพาณิชย์มากขึ้นโดยขาดความชํานาญเท่าที่ควร ดังนั้นในระบบสหกรณ์อันที่จริงแล้ว จึงยังมีความเสี่ยงอยู่นะครับ หากสหกรณ์แห่งใดแห่งหนึ่งประสบปัญหาทางการเงินก็อาจจะ ส่งผลกระทบในวงกว้าง และอาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในความมั่นคงของระบบได้ แต่อย่างไรก็ตามในภาพรวมแล้วสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนมีผลประกอบการ น่าพอใจและมีความเข้มแข็งเมื่อเปรียบเทียบกับสหกรณ์อื่น ๆ นะครับ

ผมขอสรุปสถานภาพของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้นะครับ ในปี ๒๕๕๘ มีสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ที่จดทะเบียนรวมทั้งสิ้น ๒,๐๓๖ แห่ง แต่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์รวบรวมข้อมูลได้เพียง ๑,๘๖๖ แห่ง ซึ่งจําแนกเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ ๑,๓๔๙ แห่ง และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ๕๑๗ แห่ง สหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้มีสมาชิกรวมกัน ๓.๙๒ ล้านคน เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ออมทรัพย์ ๓,๐๖๐,๐๐๐ คน และของสหกรณ์เครดิตยูเนียน ๘๖๐,๐๐๐ คน มีสินทรัพย์ รวมกันทั้งสิ้น ๒.๑ ล้านล้านบาท เป็นของสหกรณ์ออมทรัพย์ ๒.๐๖ ล้านล้านบาท และสหกรณ์เครดิตยูเนียนประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทส่วนใหญ่ แล้วเป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก กล่าวคือร้อยละ ๕๕ ของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้มีสินทรัพย์ ต่ํากว่า ๑๐๐ ล้านบาท แต่ถ้ารวมสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ต่ํากว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทแล้วจะมี จํานวนถึงร้อยละ ๘๓ สมาชิกของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทมีหนี้เฉลี่ยคนละ ๕๕๕,๐๐๐ บาท สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์มีหนี้เฉลี่ยสูงกว่าสหกรณ์เครดิตยูเนียน กล่าวคือเฉลี่ยคนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนสหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้นมีหนี้เฉลี่ยเพียงคนละ ๕๒,๐๐๐ บาท ผลประกอบการในภาพรวมของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้นับว่าน่าพอใจมากนะครับ คือใน ปี ๒๕๕๘ มีผลกําไรรวมประมาณ ๖๔,๐๐๐ ล้านบาท ในจํานวนสหกรณ์ทั้งสิ้น ๑,๘๖๖ แห่งนี้ มีสหกรณ์ที่ประสบภาวะขาดทุนเพียง ๖๓ แห่ง ซึ่งเป็นของสหกรณ์ออมทรัพย์ ๒๓ แห่ง และของสหกรณ์เครดิตยูเนียน ๔๐ แห่ง สหกรณ์ที่ประสบปัญหาขาดทุนส่วนใหญ่เป็น สหกรณ์ขนาดเล็ก คือมีสินทรัพย์ต่ํากว่า ๑๐๐ ล้านบาท สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ระหว่าง ๑๐๐ ล้านบาทถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ขาดทุนเพียง ๕ แห่ง ส่วนสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์มากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทมีขาดทุนเพียง ๑ แห่งเท่านั้นเองนะครับ เมื่อเปรียบเทียบผลประกอบการ ของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้แล้วก็จะพบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่มีผลประกอบการ ที่ดีกว่าสหกรณ์เครดิตยูเนียน สหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทระดมเงินออมจากแหล่งภายใน ร้อยละ ๗๖ และอาศัยเงินจากภายนอกร้อยละ ๒๔ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้ทั้งระยะสั้นและ ระยะยาว เงินที่ระดมได้จากแหล่งภายนอกนี้เป็นเงินที่กู้ยืมกันเองระหว่างสหกรณ์ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเงินที่ระดมจากภายนอกระบบสหกรณ์ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือธนาคาร พาณิชย์เป็นเงินประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนเงินทุนของสหกรณ์นั้นส่วนใหญ่ใช้ใน การให้กู้แก่สมาชิกคิดเป็นประมาณร้อยละ ๘๓ ของเงินทุนทั้งหมด และนําไปลงทุน ในตราสารต่าง ๆ ร้อยละ ๑๒ ที่เหลือก็เป็นเงินสดและเป็นอาคาร ที่ดิน ตลอดจนอุปกรณ์ ต่าง ๆ ดังนั้นโดยสรุปนะครับสถานภาพของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้ต้องจัดว่า มีผลประกอบการที่ดีมีความมั่นคง แต่สหกรณ์ขนาดเล็กนั้นยังจะมีปัญหาค่อนข้างมาก จําเป็นจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกันสหกรณ์เหล่านี้ก็มีการกู้ยืมระหว่างกันสูง รวมทั้งอาจจะมีปัญหาสภาพคล่องในระยะสั้น หากสหกรณ์แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะถ้าเป็น ขนาดใหญ่ประสบปัญหาก็จะส่งผลกระทบในวงกว้างได้ ผมคงจําเป็นจะต้องกล่าวถึงกรณี ของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น เพราะเหตุว่าผลการตรวจสอบนั้นได้พบข้อบกพร่อง ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นตัวอย่างของการที่จะต้องปฏิรูปนะครับ สหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่นเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่มีสมาชิกประมาณ ๕๓,๐๐๐ คน มีเงินทุนทั้งสิ้นประมาณ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท สามารถให้ผลตอบแทนสูงทั้งในรูปดอกเบี้ยและเงินปันผล จึงจูงใจให้มี สมาชิกสมทบและสหกรณ์อื่น ๆ นําเงินมาฝากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่นเริ่มมีการทําธุรกรรมที่ฝุาฝืนพระราชบัญญัติสหกรณ์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ คือนําเงินไปให้ บุคคลภายนอกกู้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พบในปี ๒๕๔๗ แล้วก็ได้สั่งการให้มีการแก้ไข แต่สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นก็ยังคงปล่อยกู้ให้แก่บุคคลภายนอกต่อไป จนถึงปี ๒๕๕๒ ก็ปรากฏว่ามีการปล่อยกู้ไปถึง ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๓ ก็ปรากฏว่าสมาชิกบางส่วนไปถอนเงินแล้วไม่มีเงินให้ถอน จึงร้องเรียนต่อ ผู้ตรวจสอบนะครับ ผู้ตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์จึงเข้าไปตรวจสอบแล้วก็รายงานต่อ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ต่อมาก็ได้มีการเสนอให้นายทะเบียนสหกรณ์แต่งตั้งคณะผู้ตรวจการ สหกรณ์เพื่อตรวจสอบการดําเนินกิจการภายในโดยละเอียด อย่างไรก็ตามปรากฏว่า คณะผู้ตรวจการที่ถูกแต่งตั้งนี้ก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เพราะผู้บริหารสหกรณ์อ้างว่าเป็นคําสั่ง ที่ไม่ชอบ หลังจากที่มีการเจรจากันแล้วก็ยินยอมให้เฉพาะกรรมการที่เป็นข้าราชการของ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เท่านั้นที่เข้าไปตรวจได้นะครับ จากการตรวจสอบก็ทําให้พบ รายละเอียดที่สําคัญหลายประการ ซึ่งกระผมขอสรุปให้ทราบดังต่อไปนี้นะครับ ในจํานวนเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ให้กู้แก่บุคคลภายนอกนั้นเป็นสมาชิกสมทบและ นิติบุคคลซึ่งเป็นการฝุาฝืนพระราชบัญญัติสหกรณ์ สัญญาเงินกู้หลายฉบับมีความไม่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องของการลงนามของผู้กู้ ผู้ให้กู้และผู้ค้ําประกัน สัญญาเงินกู้บางฉบับกําหนด งวดชําระคืนนานถึง ๗๒๐ งวด นอกจากนี้ประธานกรรมการก็ยืมเงินทดรองเป็น จํานวนเงินสูงโดยมิได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ของการกู้ แล้วก็ปรากฏว่าไม่มีผู้ค้ําประกัน นอกจากนี้ประธานกรรมการก็ได้ลงนามสั่งจ่ายเช็คประมาณ ๘๐๐ ฉบับ โดยไม่มีอํานาจ และแต่ละฉบับก็เป็นเงินจํานวนสูง มีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่ถูกต้องเป็นจํานวนเงินสูง แล้วก็มีการนําเงินไปลงทุนทางธุรกิจซึ่งมีความเสี่ยงสูงเป็นการฝุาฝืนพระราชบัญญัติสหกรณ์ เช่นเดียวกัน หลังจากนายทะเบียนได้รับรายงานการตรวจสอบแล้วจึงได้มีคําสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการเข้าควบคุมกิจการ และมีคําสั่งให้เสนอแผนฟื้นฟูกิจการ ปัจจุบันสหกรณ์ เครดิตยูเนียนคลองจั่นจึงอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบและฟื้นฟูกิจการ จากที่กระผมได้ กราบเรียนมาทั้งหมดนี้สรุปว่ามีปัญหาดังต่อไปนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๑ คือปัญหาเกี่ยวกับสมาชิก สมาชิกส่วนใหญ่ก็ต้องกล่าวนะครับ ว่าขาดความรู้พื้นฐานทางด้านการเงิน โดยเฉพาะความมีวินัยในการใช้จ่าย ไม่มีการวางแผน ด้านการเงินสําหรับช่วงชีวิตในวัยต่าง ๆ ขาดความรู้ความชํานาญเกี่ยวกับการลงทุน ที่เหมาะสม ไม่คํานึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่สามารถ จะรับได้ นอกจากนี้ยังขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการของสหกรณ์ ซึ่งมุ่งเน้น การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์ของการเป็นสมาชิกมิใช่มุ่งหวัง ผลตอบแทนสูงจากเงินฝากและเงินลงทุนในหุ้นเป็นหลัก แต่รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ และความสะดวกในด้านอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถจะหาได้จากสถาบันการเงินอื่น ๆ นะครับ นอกจากนี้ยังไม่ตระหนักว่าในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นก็คือเจ้าของสหกรณ์ผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงต้องมี หน้าที่ที่จะต้องสอดส่องการบริหารให้เป็นไปอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล

ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นปัญหาเกี่ยวกับผู้บริหารของสหกรณ์นะครับ ผู้บริหารสหกรณ์จะต้องมีหลักธรรมาภิบาลเป็นข้อสําคัญ มีความโปร่งใสในการดําเนินงาน พร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ จะต้องมีความเข้าใจในหลักการของสหกรณ์ พยายามจัดหา บริการต่าง ๆ ด้านสวัสดิการสําหรับสมาชิกตามกําลังความสามารถทางการเงิน มิใช่แสวงหา ผลตอบแทนสูง ๆ แก่สมาชิกในรูปดอกเบี้ยหรือเงินปันผล นอกจากนี้จะต้องมีความรู้พื้นฐาน ทางด้านการบัญชีที่มีมาตรฐาน มีความรู้ด้านการเงิน การธนาคารและการบริหาร ตลอดจน ความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สําหรับผู้บริหารสหกรณ์ขนาดใหญ่ซึ่งมีการทํา ธุรกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นก็ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนและการบริหาร ความเสี่ยงอย่างเหมาะสม มีความเคร่งครัดในมาตรฐานทางบัญชีและมีธรรมาภิบาล ละเว้น การกระทําซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน

ประเด็นที่ ๓ คือปัญหาเกี่ยวกับการกํากับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์และ สหกรณ์เครดิตยูเนียนเป็นองค์กรซึ่งมีสถานะที่เป็นทั้งสหกรณ์และเป็นสถาบันการเงินด้วย ในเวลาเดียวกัน การกํากับดูแลจึงต้องให้ความสําคัญทั้งในด้านความเป็นสหกรณ์ และในด้าน ความเป็นสถาบันการเงิน แต่ในความเป็นสถาบันการเงินนั้นก็แตกต่างจากสถาบันการเงินอื่น ๆ โดยเฉพาะ ธนาคารพาณิชย์ เพราะสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนให้บริการเฉพาะกับ สมาชิก และบริการของสมาชิกก็เป็นการกู้ยืมเป็นส่วนใหญ่ ความเสี่ยงในด้านสินเชื่อจึงไม่มี ความซับซ้อนเหมือนธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นประเด็นในการกํากับดูแลจึงต้องต่างจาก ธนาคารพาณิชย์ โดยเน้นการปูองกันความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เช่น ความผิดพลาดในการทํา รายการ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการทุจริต เป็นต้น การกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนียนในปัจจุบันยังไม่ได้ให้ความสําคัญแก่การกํากับดูแลในส่วนที่เป็นสถาบัน การเงินเท่าที่ควร การปฏิรูปที่ใคร่ขอกราบเรียนเสนอมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้นะครับ

ข้อ ๑ คือยกระดับการกํากับดูแลให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียนให้บริการแก่สมาชิกตามหลักของสหกรณ์อย่างแท้จริง มีประสิทธิภาพและมี ความมั่นคง เติมเต็มช่องว่างของบริการทางการเงินตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสหกรณ์

ข้อ ๒ ส่งเสริมให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจในหลักการของสหกรณ์อย่าง แท้จริง มีจิตสํานึกในความรับผิดชอบต่อตนเอง และมีความเอื้ออาทรต่อสมาชิกอื่น ๆ มีวินัย ในการใช้จ่ายและมีการวางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อความมั่นคงของชีวิต

ข้อ ๓ คือการยกระดับการบริหารของสหกรณ์ให้มีมาตรฐานและมี ประสิทธิภาพ ศึกษาและจัดหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของ สมาชิกที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบตลาดได้

ข้อ ๔ คือสร้างความเชื่อมั่นของสมาชิกให้สหกรณ์ออมทรัพย์และ สหกรณ์เครดิตยูเนียนเป็นแหล่งระดมเงินฝาก เพื่อให้เงินกู้และสวัสดิการต่าง ๆ เติมเต็ม ช่องว่างในระบบตลาดเคียงคู่กับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่น ๆ ครับ

ประเด็นสุดท้ายที่ใคร่ขอกราบเรียนนะครับคือประเด็นการปฏิรูป ซึ่งจะขอ สรุปเป็น ๓ ด้านด้วยกันนะครับ

ด้านที่ ๑ คือการปฏิรูปในด้านการส่งเสริม ได้แก่ การรณรงค์ด้วยมาตรการ ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและประโยชน์ ที่แท้จริงของสหกรณ์ จะต้องรณรงค์ให้สมาชิกมีความรู้พื้นฐานทางการเงิน ได้แก่ การออม การลงทุนที่เหมาะสม ความสําคัญของการวางแผนทางการเงินและภัยทางการเงิน ปรับปรุง กฎระเบียบต่าง ๆ ของสหกรณ์ให้เอื้อต่อการดําเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุง หลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติและสิทธิของสมาชิกสมทบให้เหมาะสม รวมทั้งการแก้ไขและ ปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับการขอมติของสมาชิกให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น

ด้านที่ ๒ ที่จะต้องปฏิรูปก็คือทางด้านการพัฒนานะครับ สนับสนุนให้ สหกรณ์มีการพัฒนาระบบไอที (IT) ร่วมกันเพื่อใช้ในการบริหารและให้บริการต่าง ๆ แก่สมาชิกเพื่อรองรับการเข้าสู่เครือข่ายอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ของประเทศ พัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทางการเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการลดต้นทุนของ การทําธุรกรรม เพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มประเภทของบริการด้านสวัสดิการสําหรับสมาชิก เช่น การออมเพื่อการศึกษา การรักษาพยาบาลและการนําหลักทรัพย์มาค้ําประกันเงินกู้เพื่อ ยังชีพในวัยชรา อย่างที่เรียกกันว่ารีเวิร์สมอร์ตเกจ (Reverse Mortgage) เป็นต้น กําหนด คุณสมบัติและมาตรฐานความรู้ที่เกี่ยวข้องสําหรับผู้บริหาร และพัฒนาระบบข้อมูลให้มี ความถูกต้องและทันสมัย ปรับปรุงระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลให้สะดวกต่อ การสืบค้น เพื่อการตรวจสอบและสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ

ด้านที่ ๓ ก็คือการปฏิรูปทางด้านการกํากับดูแล การกํากับดูแลในด้าน สหกรณ์นะครับ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน มีบทบาทสําคัญและประสบ ความสําเร็จสูงในการส่งเสริมการออมของสมาชิกและการให้สินเชื่อแก่สมาชิกด้วยเงื่อนไข ที่สะดวกกว่าธนาคารพาณิชย์ แต่นอกเหนือจากบริการด้านการส่งเสริมการออมและ การให้กู้แล้ว สหกรณ์ขนาดใหญ่ส่วนมากก็ให้บริการด้านสวัสดิการแก่สมาชิกด้วย เช่น การช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล การให้ทุนการศึกษาแก่บุตร และการช่วยค่าใช้จ่ายในงานศพ เป็นต้น สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็ม ช่องว่างของบริการด้านสวัสดิการ เช่น กองทุนเพื่อการศึกษาระยะยาว กองทุนเบี้ยยังชีพ ซึ่งมีเงินฝากและทุนเรือนหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ค้ําประกัน เป็นต้น

เรื่องที่ ๒ คือการกํากับดูแลในด้านความเป็นสถาบันการเงิน การกํากับดูแล ในด้านสถาบันการเงินจะต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิต ยูเนียนเป็นสถาบันการเงินพิเศษซึ่งแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์สําคัญ ในการกํากับดูแลสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ คือการปูองกันความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าสหกรณ์ ทั้งในด้านประเภทของความเสี่ยง และระดับความรุนแรง ของความเสียหาย ดังนั้นการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน

ประการแรก คือหลักเกณฑ์และความเข้มงวดจะต้องต่างจากธนาคารพาณิชย์ การกํากับดูแลที่เหมาะสมจะต้องไม่สร้างอุปสรรคต่อการดําเนินงานและความเจริญเติบโต ของสหกรณ์

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเนื่องจากสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภท ต่างมีสมาชิกที่มีขนาด สินทรัพย์ต่างกันอย่างมากมาย การกํากับดูแลจะต้องแยกกลุ่มที่มีขนาดเล็กออกจากกลุ่มที่มี ขนาดใหญ่ เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และความเข้มงวดแตกต่างกันตามขนาดของสินทรัพย์และ ความซับซ้อนของธุรกรรมต่าง ๆ สําหรับสหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่มากและมีเงินเหลือออม สามารถนําไปลงทุนในตราสารที่มีผลตอบแทนหรือมีความเสี่ยงสูงขึ้น อาจจะเกินขอบเขต การลงทุนที่กฎหมายกําหนดไว้ ก็อาจจะได้รับอนุญาตให้ทําได้เป็นราย ๆ ไป ทั้งนี้จะต้อง ดําเนินการโดยผู้บริหารทางการเงิน การลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานที่กําหนด

ประเด็นสุดท้ายนะครับ ก็คือว่าการปฏิรูปในด้านหน่วยงานกํากับ เมื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในการกํากับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียนแล้วจึงมีความจําเป็นต้องแยกบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานกํากับเป็น ๒ ส่วน ดังนี้นะครับ คือ

๑. กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ทํา การดูแลกิจการสหกรณ์ทุกประเภทอยู่แล้วในปัจจุบัน และเป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์สูง จึงควรทําหน้าที่ในการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนในส่วนที่เป็น กิจการสหกรณ์ต่อไป แต่จะต้องเน้นบทบาทในการส่งเสริมและการพัฒนามากขึ้น ส่วนใน ด้านการกํากับดูแลในฐานะเป็นสถาบันการเงินนั้น จําเป็นจะต้องจัดตั้งองค์กรขึ้นใหม่ เป็นองค์กรอิสระเพื่อกํากับดูแลในด้านธุรกรรมทางการเงินโดยเฉพาะ ขึ้นตรงต่อ กระทรวงการคลัง มีคณะกรรมการเป็นผู้กําหนดนโยบายและกํากับการดําเนินงาน ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารแห่ง ประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ ในจํานวนที่เหมาะสม เหตุที่จะต้องเป็นองค์กรอิสระ ก็เพื่อให้มีความคล่องตัวในการดําเนินงาน และจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความชํานาญในด้าน วิชาชีพเป็นผู้บริหาร สามารถเลี้ยงตัวได้จากเงินนําส่งของสหกรณ์

กําหนดเวลาในการปฏิรูปนะครับ ในการศึกษาและจัดทําแผนปฏิรูปครั้งนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้ประสานงานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ กระทรวงการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสํานักงานเศรษฐกิจ การคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเห็นสอดคล้องกันเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปดังที่ ได้กราบเรียนเสนอ หน่วยงานทั้ง ๒ อยู่ในขั้นตอนในการจัดทําร่างพระราชบัญญัติดังที่ได้ กราบเรียนไว้นะครับ เพื่อนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ประมาณการเวลาที่จะจัดตั้ง สํานักงานอิสระนี้ขึ้นมาได้นั้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ ๑๒ เดือนนะครับ

ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ การจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อกํากับดูแลส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้ จะเป็นการเติมเต็มช่องว่างของประชาชนระดับฐานราก ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ให้ได้รับบริการทางการเงินและสวัสดิการต่าง ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นเปูาหมายสําคัญของประเทศ และเป็นภารกิจสําคัญของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมจึงขอกราบเรียน เพียงเท่านี้นะครับ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ทางกรรมาธิการขอเพิ่มรายชื่อผู้ชี้แจงอีก ๒ ท่านนะคะ คือท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และท่านกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อํานวยการเศรษฐกิจ การคลัง เพื่อความกระชับขอให้พูดท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที เชิญท่านกอบศักดิ์ ภูตระกูล ค่ะ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ขอเพิ่มเติมประเด็นอีกสักเล็กน้อยจากที่ท่านประธานสมชัย แล้วก็ท่านอาจารย์ธวัชชัย ได้กล่าวมาแล้วเกี่ยวกับความจําเป็นในการที่เราจะมีองค์กรกํากับสหกรณ์ออมทรัพย์ แล้วก็ สหกรณ์เครดิตยูเนียนครับ ประเด็นสําคัญที่มีความจําเป็นในการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวนั้น มีสาเหตุมาจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โดยเฉพะอย่างยิ่งในช่วงที่ผ่านมานั้นสหกรณ์ ออมทรัพย์แล้วก็สหกรณ์เครดิตยูเนียนจํานวนไม่น้อยมีขนาดและมีความซับซ้อนที่มากขึ้น

ประเด็นที่ ๒ เกิดจากความเสี่ยงของการทําธุรกรรมที่เพิ่มขึ้นจากการที่ สหกรณ์บางส่วนนั้นสามารถนําเงินสภาพคล่องไปลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงมากขึ้น เช่น ลงทุนในหุ้น เป็นต้น ในขณะที่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วผู้กํากับดูแลในปัจจุบันนั้น ไม่สามารถปรับตัวได้ทันและทําให้เกิดปัญหาเช่นในกรณีของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด หรือสหกรณ์แห่งอื่น ๆ ที่ขณะนี้กําลังมีปัญหาเรื่องของความเสียหายจากการที่ไป ลงทุนในหุ้นในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากระบบสหกรณ์นั้นมีความสําคัญมากครับ แล้วก็เป็นที่พึ่ง ให้กับประชากรจํานวนมากถึงประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน และในอนาคตถ้าเกิดเราสามารถ ยกระดับขึ้นมาได้ก็จะสามารถดูแลพี่น้องประชาชนได้อีกจํานวนมาก จึงมีความจําเป็น ที่จะต้องมีการจัดตั้งองค์กรกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนขึ้นมาใหม่ เพื่อให้องค์กรดังกล่าวนั้นสามารถพัฒนาก้าวไปพร้อมกัน สามารถทําหน้าที่ในการช่วย ยกระดับ และสามารถทําหน้าที่ในการสร้างความมั่นคงให้กับระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ แล้วก็สหกรณ์เครดิตยูเนียนของประเทศ หัวใจของความสําเร็จในการจัดตั้งองค์กรดังกล่าวนั้น จะมาจากประเด็นต่าง ๆ ๓ ด้านที่สําคัญครับ

ด้านแรกก็คือการที่จะมีบุคลากรที่มีคุณภาพที่เป็นพนักงานขององค์กรแห่งนี้ ที่สามารถพัฒนาตนเองให้เท่าทันกับเทคโนโลยีทางการเงินที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ตลอดจน ความซับซ้อนแล้วก็ขนาดของธุรกรรมของสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่จะสามารถทําหน้าที่ เป็นผู้กํากับ ผู้พัฒนาและก็ผู้ดูแลให้เกิดความมั่นคงความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนในระบบ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน เช่นเดียวกับกรณีของธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ทําหน้าที่กํากับธนาคารพาณิชย์ และก็ตัวของ ก.ล.ต. ที่กํากับ บล. บลจ. แล้วก็ คณะกรรมการ คปภ. หรือคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ที่ดูแลบริษัทประกันภัยทั้ง ๒ ประเภทนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่จะมีความสําคัญเช่นเดียวกับการมีบุคลากรที่มีคุณภาพก็คือ เรื่องของความเป็นอิสระทางการบริหารงานแล้วก็ทางการเงินในระดับหนึ่ง โดยที่องค์กร แห่งนี้ต้องมีแหล่งรายได้เป็นของตนเองแล้วก็ต้องไม่อยู่ภายใต้กรอบเงินเดือนของราชการ ที่กล่าวเช่นนี้เพราะอะไรครับ ก็เพราะว่าองค์กรแห่งนี้นั้นมีความจําเป็นที่จะต้องสามารถ ดึงดูดพนักงานที่มีคุณภาพให้เข้ามาทํางานที่องค์กรแห่งนี้ให้ได้ ซึ่งอย่างที่ผมบอกไปแล้วครับ พนักงานเหล่านั้นจะเป็นผู้ที่คอยกํากับดูแลธุรกรรมทางการเงินแล้วก็สถาบันการเงินที่มี ความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ต้องมีงบประมาณที่เพียงพอในการที่จะพัฒนาบุคลากรดังกล่าวให้มี ความรู้ด้านการเงินใหม่ ๆ ตลอดจนรู้เท่าทันความเสี่ยงของการลงทุนในด้านต่าง ๆ แล้วก็ มีความรู้ในการกํากับดูแลสถาบันการเงินที่มีความซับซ้อน รวมไปถึงมีความสามารถ ในการที่จะรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถไว้กับองค์กรในระยะยาว ในประเด็นนี้จึงมี ความจําเป็นที่องค์กรดังกล่าวจะต้องมีแหล่งรายได้เป็นของตนเอง โดยองค์กรแห่งนี้อาจจะ คิดจากธุรกรรมเงินฝากหรือธุรกรรมเงินกู้ในอัตราที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งจะทําให้องค์กรนี้ มีความเป็นอิสระในการบริหารงาน อิสระทางการเงินในระดับหนึ่งเช่นเดียวกับที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยสามารถมีรายได้จากการทําธุรกรรมต่าง ๆ สามารถดูแลตนเอง ดูแลพนักงานได้ หรือในกรณีของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ดูแลตลาดหุ้นไทย ในช่วงแรกเก็บเงินจาก ธุรกรรมการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ และในปัจจุบันเมื่อมีการตั้ง ก.ล.ต. ก็แบ่งเงินดังกล่าว บางส่วนให้กับทาง ก.ล.ต. และทําให้ ก.ล.ต. นั้นมีความเข้มแข็งแล้วก็สามารถดูแลรักษา พนักงานของตนเองไว้ได้ เช่นเดียวกับตัวของ คปภ. ที่เราเพิ่งตั้งขึ้นมา ซึ่งในเรื่องนี้นั้น เป็นเรื่องที่มีความจําเป็นเพราะว่าเราเห็น ๔ องค์กรดังกล่าวครับเป็นองค์กรตัวอย่าง ของประเทศไทยที่มีความเข้มแข็งในการดําเนินงานและในการกํากับสถาบันการเงินภายใต้ การกํากับดูแลของตนเอง แล้วถ้าเกิดเราจะตั้งองค์กรแห่งนี้ขึ้นมาก็ต้องดําเนินการในลักษณะ เดียวกัน

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของอํานาจในการกํากับดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถในการที่จะกําหนดเกณฑ์เกี่ยวกับคุณสมบัติของ ผู้บริหารสหกรณ์ โดยเฉพาะสหกรณ์ขนาดใหญ่ครับ ที่ในระบบแบงก์พาณิชย์เรียกว่า ฟิต แอนด์ พรอปเปอร์ (Fit and Proper) ก็คือว่าใครจะมาดูแลเงินได้ถึงจํานวนเป็น ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทก็ต้องมีความรู้ความสามารถที่เพียงพอถึงระดับหนึ่ง เกณฑ์เกี่ยวกับความรู้ของผู้บริหารแล้วก็หน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาความรู้ของผู้บริหาร เหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง เกณฑ์เกี่ยวกับการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้บริหารของสหกรณ์ อย่างกรณี ของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด ที่มีปัญหาเยอะก็คือสหกรณ์นั้นได้อนุมัติเงินกู้ ให้กับประธานของตนเอง แล้วทําให้เกิดความเสียหายจึงต้องมีความจําเป็นในการกําหนด เกณฑ์ ซึ่งในส่วนนี้นะครับธนาคารพาณิชย์เรียกว่าคอนเนกเตดเลนดิง (Connected lending) เพื่อไม่ให้เกิดเหตุอย่างที่เราเกิดขึ้นมาแล้ว และขณะเดียวกันต้องมีเกณฑ์เกี่ยวกับ เรื่องของมาตรฐานการบัญชี การดําเนินการเงินกองทุนแล้วก็สภาพคล่องที่เหมาะสม อันนี้คล้าย ๆ กับตัวของธนาคารพาณิชย์ในสมัยก่อน ซึ่งเกณฑ์ที่เราบอกนะครับ ไม่มีความจําเป็นต้องเข้มเหมือนกับธนาคารพาณิชย์ แต่ต้องมีความเหมาะสมถึงระดับหนึ่ง ต่อความซับซ้อนแล้วก็ขนาดของธุรกรรมที่มีอยู่เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในองค์กรต่าง ๆ เหล่านั้น แล้วสุดท้ายก็คือเรื่องของการพัฒนาระบบข้อมูลแล้วก็เกณฑ์การดูแลความเสี่ยง ในด้านต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จะเอื้อต่อการวิเคราะห์ฐานะของสหกรณ์ออมทรัพย์และ เครดิตยูเนียน และเอื้อต่อการกํากับดูแลอย่างใกล้ชิดตามความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สําหรับสหกรณ์ขนาดใหญ่ ซึ่งระบบและเกณฑ์เหล่านี้นั้นมีความจําเป็นต่อการจัดตั้งองค์กร กํากับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียน ซึ่งในอนาคตจะต่างจากการที่ธนาคาร แห่งประเทศไทย ก.ล.ต. คปภ. กํากับควบคุมองค์กรภายใต้กํากับของตนเอง เพราะแบงก์ชาตินั้น กํากับแบงก์ประมาณ ๓๐ แห่ง ๔๐ แห่งเท่านั้นทั้งไทยและต่างประเทศ ในกรณีของ ก.ล.ต. ก็กํากับจํานวนประมาณ ๓๐ แห่ง ๔๐ แห่งเท่านั้น แล้ว คปภ. ก็ประมาณ ๗๐ แห่ง ๘๐ แห่ง แต่ในกรณีขององค์กรแห่งนี้จะมีองค์กรใต้กํากับถึงประมาณ ๑,๙๐๐ แห่ง ทั่วประเทศไทยครับ ระบบข้อมูล ระบบการกํากับดูแล ระบบการวิเคราะห์จึงมีความสําคัญ อย่างยิ่ง เกณฑ์ทั้งสามก็จะเป็นสิ่งที่จะปรากฏอยู่ในตัวพระราชบัญญัติที่ทางกระทรวง การคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยกําลังร่างขึ้นในขณะนี้ และกระผมคิดนะครับว่าองค์กร ที่เราพูดถึงจะมีความสําคัญต่ออนาคตของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียน ของประเทศไทย ที่จะทําหน้าที่ในการยกระดับมาตรฐานการดําเนินงานและความมั่นคง ของระบบสหกรณ์ของประเทศไทยนั้นขึ้นไปอีกระดับ แล้วทําให้สหกรณ์ออมทรัพย์และ สหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้นเป็นที่พึ่งแก่ประชาชนอย่างแท้จริง ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เชิญท่านกฤษฎา จีนะวิจารณะ ค่ะ

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผมก็จะเสริมเพียงสั้น ๆ นะครับ ตามที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้กราบเรียนไปแล้วนะครับ ในเรื่องนี้ที่เรานําเสนอก็จะเป็นเรื่องที่สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบของสหกรณ์ ถ้าจะเปรียบเทียบกับระบบของธนาคารพาณิชย์ก็จะเป็นเหมือนสมัยก่อนปี ๒๕๔๐ นะครับ ที่เรามีปัญหาของการกํากับดูแลธนาคารพาณิชย์นะครับ ณ วันนั้นเราก็ยกเลิกกฎหมาย บางกฎหมายไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเงินทุน กฎหมายธนาคารพาณิชย์ เป็นระบบการกํากับ แบบใหม่ก็คือกฎหมายธุรกิจสถาบันการเงิน ซึ่งทําให้เรามีความเข้มแข็งจนถึงปัจจุบันนี้ อันนี้ก็ลักษณะเช่นเดียวกันครับ ก็จะมีการกํากับดูแลในลักษณะที่ไม่มีดุลยพินิจ จะเป็นลักษณะมีการกําหนดให้ชัดเจนว่าถ้าเกิดไปตรวจสอบแล้วเจอเหตุการณ์อะไรนี่ จะบังคับให้ผู้ที่ไปตรวจสอบนั้นต้องดําเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งทันที ซึ่งปัจจุบันนี้ก็จะมีอยู่ ในกฎหมายธุรกิจสถาบันการเงินนะครับ อันนี้ก็จะเป็นระบบการกํากับดูแลที่ชัดเจนนะครับ สําหรับเรื่องของการกําหนดในเรื่องคุณสมบัติของผู้บริหาร อันนี้ก็จะมีเรื่องที่กําหนดไว้ ชัดเจนว่าผู้บริหารจะต้องมีคุณสมบัติเช่นไรบ้างนะครับ สําหรับในเรื่องของร่างกฎหมายนั้น กระทรวงการคลังเองกับธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาส่งผู้แทนมาร่วมอยู่ด้วย ตอนนี้เราก็ได้มีการยกร่าง กฎหมายเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็อยู่ในระหว่างการที่จะเอาหลักการในกฎหมายนี้ไปทํา รับฟังความคิดเห็นจากทางกลุ่มสหกรณ์นะครับ ทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิต ยูเนียนครับ ขออนุญาตกราบเรียนเป็นข้อมูลครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปนะคะ เชิญสมาชิกอภิปราย ขณะนี้มีสมาชิกเสนอ ชื่ออภิปราย ๕ ท่านนะคะ ท่านแรกคือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ท่านนิกร จํานง พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา และท่านกษิต ภิรมย์ นะคะ เชิญท่านแรกค่ะ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมอ่านรายงานของคณะกรรมาธิการนะครับ ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๒๕ หน้า อ่านแล้วก็มีความรู้สึกว่าประทับใจ แล้วก็เห็นว่ากําลังจะล้อมคอก หลังจากที่วัวหายไปหลายฝูงนะครับ คณะกรรมาธิการนี้ก็ทํางานด้วยความกระฉับกระเฉง แต่ผมอยากกราบเรียนว่าผมมีข้อเสนอที่อาจจะแตกต่างไป สหกรณ์ประเทศไทยนี้นะครับ เริ่มต้นเมื่อปี ๒๔๕๗ ขอสไลด์ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวนะครับ และปีต่อมา ๒๔๕๘ ได้มีการมาเปลี่ยนแปลงกรมสถิติพยากรณ์นี่นะครับ เป็นกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์และพ่วงสหกรณ์เข้าไปเป็น ๓ ส่วน นี่ที่มานะครับ และสหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย ถ้าใครเคยไปจังหวัดพิษณุโลกก็จะเห็นสหกรณ์ วัดจันทร์ ไม่จํากัดสินใช้ จังหวัดพิษณุโลกนี้เป็นสหกรณ์แห่งแรกของประเทศไทย ตั้งเมื่อ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๕๙ เดี๋ยวนี้ก็ยังดําเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยชาวบ้าน ๑๐๐ ปี พอดีปีนี้ที่ท่านกําลังจะปฏิรูปสหกรณ์เครดิตยูเนียนและสหกรณ์ออมทรัพย์ ผมฉายให้เห็น ข้างในหน่อยครับ สหกรณ์วัดจันทร์ปัจจุบันมีนายประภาส งามสงวน ประธาน นายมนัส บัวทอง เท่าที่ผมสอบถามไปนี่เขาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเขาเรียกอะไร อุตสาหะแล้วก็ได้ผล ดีมาก ตั้งมา ๑๐๐ ปีไม่มีปัญหาเรื่องคดโกงเลยแม้แต่น้อยเดียวนะครับ ทุกอย่างดีหมด ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘ มีกฎกระทรวง ออกโดยพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ อาศัยมาตรา ๕ และมาตรา ๓๓ สหกรณ์มี ๗ ประเภท ๑. สหกรณ์การเกษตร ๒. สหกรณ์ ประมง ๓. สหกรณ์นิคม ๔. สหกรณ์ร้านค้า ๕. สหกรณ์บริการ ๖. สหกรณ์ออมทรัพย์ ๗. สหกรณ์เครดิตยูเนียน สหกรณ์ ๖ กับ ๗ นี่เพิ่งเกิดมาไม่กี่ปีนี้เองที่ท่านกําลังพูดและจะ ปฏิรูปนะครับ แล้วก็มีปัญหาเยอะมากอย่างที่เป็นข่าวมาแล้วนะครับ ผมจะยกตัวอย่าง สหกรณ์ดี ๆ นะครับ สัก ๑ ๒ ๓ สหกรณ์ สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนี่ครับ เป็นสหกรณ์ตั้งเมื่อ ๑๓ มกราคม ๒๕๐๔ มีโครงสร้างอย่างที่เห็นครับ มีสมาชิก มีที่ประชุมใหญ่ มีผู้ตรวจสอบบัญชี มีผู้ตรวจสอบกิจการ สําคัญที่สุดคือผู้ตรวจสอบกิจการหรือผู้ตรวจสอบ บัญชีต้องเป็นอิสระ ต้องมีความมุ่งมั่น ซื่อสัตย์สุจริต ถ้าเมื่อใดผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ตรวจสอบ กิจการนะครับ มีนิสัยไม่ชอบมาพากลสหกรณ์นั้นก็จะเป็นปัญหา สหกรณ์นี้เริ่มต้นมีสมาชิกแค่ ๓๔๐ คน มีทุนเรือนหุ้นแค่ ๑๑๗,๓๙๐ บาท ปัจจุบันท่านทราบไหมครับว่ามีสมาชิก ๑๕,๐๐๐ คน มีทุนจดทะเบียน มีทุนสหกรณ์ ๑๖,๐๐๐ กว่าล้านบาท ตามที่ผมนําเสนอ นะครับ อันนี้อยู่ในกรุงเทพมหานคร ใหญ่แต่ยังโดนสหกรณ์เครดิตยูเนียนที่ท่านว่านี่นะครับ เล่นเสียแทบตายครับ เอาเงินไปฝาก ต่อไปสหกรณ์เครดิตยูเนียนหนองสองห้อง จํากัด โน่น อยู่ตําบลหนองไผ่ล้อม อําเภอหนองสองห้อง จังหวัดขอนแก่น ตั้งเมื่อ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ ก็ยังดําเนินการได้ดี โครงสร้างเขาท่านดูครับ ที่ประชุมใหญ่คือผู้เป็น สมาชิกสหกรณ์ คณะกรรมการดําเนินการก็คือผู้จัดการร้อยแปดจิปาถะน้อยนิดเดียว แต่เขามีคณะผู้ตรวจสอบกิจการนี้ที่ผมวงแดง ๆ นี้เข้มแข็ง ตรวจสอบปฺุบ ท้วงติงปั๊บ ตรวจสอบปฺุบ ท้วงติงปั๊บ เมื่อใดที่ฝุายบริหาร คณะกรรมการดําเนินการกับผู้ตรวจสอบบัญชี เป็นพวกเดียวกันนะครับ รับรองได้โอกาสโกงสูง ท่านก็คงทราบแล้วนะครับ ทีนี้ถามว่าผมเสนออย่างนี้มาทําไม ผมเสนอมาให้ท่านเห็นว่าโดยจริง ๆ แล้ว ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ สหกรณ์ดี เพียงมีสหกรณ์ที่โด่งดังแล้วโกง ต้องใช้คําว่า โกง นะครับ อย่างที่เป็นข่าวมานี้แล้วท่านก็กําลังดําเนินการที่จะล้อมคอกเมื่อวัวหายไปแล้วฝูงหนึ่ง ด้วยการจะย้ายการกํากับการตรวจสอบสหกรณ์จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปไว้ กระทรวงการคลัง หรือจะตั้งหน่วยงานใหม่อะไรก็ตาม คือสังคมไทยหรือสังคมราชการก็มี ความพิสดารอยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าที่ไหนมีปัญหาต้องย้ายสังกัด ที่ไหนมีปัญหาตั้งหน่วยงานใหม่ ตั้งองค์กรมหาชนใหม่ ร้อยแปดจิปาถะ ทํางานซ้ําซ้อนกันเรื่อยไปไม่มีวันจบครับ แล้วไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุว่า ๑. กฎหมายต้องเข้มข้น ๒. คนตรวจ แม้กฎหมายเข้มข้นอย่างไร ก็ตาม ถ้าผู้ตรวจไม่สุจริตก็เห็นมีปัญหาทุกที่ แม้แต่ธนาคารพาณิชย์ที่ท่านธวัชชัยท่านก็เป็น ผู้ใหญ่มานาน เพราะผมรู้จักท่านมาสัก ๔๐ ปีแล้ว ข้อเสนอผมก็คือว่าผมไม่เห็นด้วยกับ ข้อเสนอของท่านในประเด็นที่ว่าจะต้องไปตั้งหน่วยงานใหม่เพื่อกํากับ ผมเห็นว่าทําไมเรายัง ไม่พัฒนาหน่วยงานเก่าให้มันกระฉับกระเฉงและดีขึ้น ข้อเสนอของผมก็คือว่า

๑. เราควรจะต้องมีการทําให้กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีความเชี่ยวชาญ ทุกสาขาครบเครื่อง ไม่ใช่ถ้าอยู่กรมส่งเสริมการเกษตรไม่ได้ เป็นอธิบดีกรมส่งเสริม การเกษตรไม่ได้ เป็นอธิบดีกรมชลประทานไม่ได้ก็ย้ายไปเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพราะมันไม่ค่อยจะขวางหูขวางตามากนัก หรือย้ายไปเป็นอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มันก็เป็นปัญหานะครับ ถ้าเรามีผู้รู้ ผู้เล่นในกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ครบเครื่องผมเชื่อว่า ปัญหาของสหกรณ์เครดิตยูเนียนที่ท่านบอกนี่รู้มาตั้งนานแล้ว แต่ทําอย่างไร ตรวจแล้วก็ทํา เฉย ๆ ตรวจแล้วก็ทําเฉย ๆ มันแย่ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตรวจจนถึงอธิบดีเลย เลื้อยไปจนถึง ปลัดกระทรวงเลยครับสําหรับเรื่องนี้นะครับ

๒. ต้องพัฒนาศักยภาพของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ให้มีคุณภาพสูงและต้องมี ค่าตอบแทนที่ดี แล้วก็เป็นการปูองกันการทุจริต ผมยกตัวอย่างเลยว่ากรมนี้มันต้องได้คนที่ จบบัญชีเยอะ ๆ และสามารถตรวจสอบบัญชีได้ คือเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีได้ สอบเป็น ผู้ตรวจสอบบัญชีได้มาเป็นเจ้าหน้าที่เหมือนกับสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าเขาก็ต้อง จบกฎหมายแล้วก็สามารถขึ้นได้โดยเฉพาะตัว แล้วก็มีค่าตอบแทนร้อยแปดจิปาถะให้เขา ดํารงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องคิดจะคดโกง การคดโกงของสหกรณ์โดยทางตรงอย่างสหกรณ์ ที่กําลังมีปัญหาเขาเรียกอะไร เครดิตยูเนียนนะครับผมว่าบาปกรรมมหาศาล คนที่เขาจะ เกษียณแล้วเขาก็หวังว่าเขาจะได้เงินกินไปตลอดชีวิตกลับแย่เลยนะครับ

๓. อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ต้องเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอย่าง ยิ่งโดยเฉพาะบัญชีที่ผมกล่าวไปแล้ว ไม่ใช่ใครก็ได้มาเป็นอธิบดีเมื่อขึ้นถึงซี ๑๐ แล้วก็ย้าย จากผู้ตรวจราชการกระทรวงแล้วก็มาเป็นอธิบดีก็เป็นปัญหา การที่ท่านย้ายเอาสหกรณ์ เครดิตยูเนียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ออกไปมันทําให้วงจรของสหกรณ์มันไม่ครบสมบูรณ์ สหกรณ์มันมีตั้งแต่สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์ประมง มันอาศัยซึ่งกันและกัน แล้วบางคนก็เป็น สมาชิกสหกรณ์ ๒ แห่ง ๓ แห่งพร้อมกัน เป็นสมาชิกสหกรณ์ร้านค้า แล้วก็เป็นสมาชิก สหกรณ์ประมง ขอให้ท่านลองกลับไปทบทวนดูอีกทีว่าข้อเสนอของท่านเห็นปัญหาชัดเจนว่า มันจะต้องล้อมคอก ล้อมอย่างไรไม่ให้มีปัญหาคอกใหม่แล้วมันมีปัญหาอีก ขณะนี้ กระทรวงการคลังแค่หาเงิน ตรวจสอบการใช้เงินโดยกรมบัญชีกลางร้อยแปดจิปาถะ ก็มากมายมหาศาลอยู่แล้ว ต้องใช้คําว่า หัวฟู นะครับ แทบจะไม่ได้กินได้นอน ท่านยังจะย้าย ๒ หน่วยงานนี้ไปไว้ที่กระทรวงการคลังอีกเพื่อสร้างปัญหาอีกหรืออย่างไร ผมไม่แน่ใจนะครับ ว่าท่านจะมีปัญญาในการไปตรวจสอบคนขี้โกงได้สักขนาดไหนนะครับ ก็ฝากท่านไปพิจารณาทบทวนอีกทีนะครับ กราบขอบพระคุณมากครับ หมดเวลาผมพอดี ก็ขอให้ท่านพิจารณาให้ถ่องแท้อีกทีก็แล้วกันก่อนที่จะตั้งหน่วยงานใหม่ แล้วก็เพิ่มคนใหม่ ประเทศไทยนี้อีกหน่อยเจ้าหน้าที่ของรัฐภาคต่าง ๆ มันจะล้นประเทศ แล้วก็เป็นปัญหา ของรัฐที่จะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายในด้านนี้ กราบขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุรินทร์รักษาเวลาได้เปรี๊ยะเลยนะคะ ขอบคุณมาก ต่อไป ท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เรียนเชิญค่ะ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เรียนผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการ ต่อประเด็นนี้เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียน ความเห็นในภาพรวมผมเห็นด้วยกับการจะแก้ปัญหาที่เหมือนจะเป็นปัญหา ไม่ใหญ่นัก แต่จริง ๆ แล้วใหญ่มากนะครับ แต่อย่างไรก็ตามอยากจะเรียนว่าเราต้องกลับไปที่รากว่า ในตอนต้นสหกรณ์ที่มีมาไม่เช่นนั้นเราอาจจะหลงทางได้ว่ามีมาเพื่ออย่างไร ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้ตั้งสหกรณ์ขึ้นมา หลักการที่สําคัญก็คือว่าเป็นที่ทราบอย่างชัดเจนในขณะนั้นว่าเกษตรกร ของไทยหรือคนจนของประเทศเรายังลําบากอยู่มาก และไม่มีทางที่เขาจะอยู่ได้โดยการขาด การสนับสนุนทางด้านการเงิน ดังนั้นวิธีการที่จะรวมกันเหมือนกับเป็นการรวม ซึ่งผมชอบว่า เครื่องหมายสหกรณ์บางครั้งก็ทําเป็นเหมือนมัดหวาย คือเป็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มารวมกันทําให้ แข็งแรง หลักการตรงนั้นมีต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นแล้วเน้นไปทางสหกรณ์การเกษตร เป็นหลัก ประเด็นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากก็คือว่าในประเภท ๕ ประเภท ๖ ที่เรามีขึ้นมาก็เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วก็เครดิตยูเนียน ตรงนี้จะเห็นว่าเป็นสหกรณ์ ที่มาในภายหลัง ซึ่งประเภทที่ ๗ เราก็พยายามจะให้มีขึ้นมาแล้วเสนอไปหลายครั้งแต่ว่า ถูกตีตกหมดทุกครั้งก็คือว่า กรณีที่ใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้พี่น้องมุสลิมเองเขาเก็บ ดอกเบี้ยไม่ได้ ดังนั้นก็มีความพยายามที่จะขอเป็นสหกรณ์อีกประเภทหนึ่ง ผมพยายามเสนอ ไปหลายครั้งอยู่เหมือนกัน แต่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เป็นผลนะครับ มีการนําเข้าพิจารณามายาวนานมากแล้ว คือเป็นสหกรณ์ เป็นการจัดการเรื่องรายได้ โดยดอกเบี้ย แต่ในพี่น้องมุสลิมเองเขาคิดดอกเบี้ยไม่ได้ แต่ความจําเป็นที่มีสหกรณ์นี่มี แล้วเราจะทําอย่างไรกับตรงนี้ ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องระบบสหกรณ์ ซึ่งมีความพยายามกันมากแล้ว ในส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าควรจะดําเนินการให้ชัดเจนไป การลงคะแนนเรื่องรัฐธรรมนูญก็เห็นชัดว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เราคงจะต้องแก้ไขให้มี ความเป็นเนื้อเดียวกันเสียให้ได้นะครับ สถานการณ์ที่เป็นอยู่มันเป็นลักษณะที่จะต้อง แก้ไขด้วย ลงในรายละเอียดนะครับว่าความเห็นต่อเรื่องนี้ผมเห็นด้วยว่าต้องมีการแก้ไข เพราะว่าสหกรณ์ลําดับที่ ๕ ลําดับที่ ๖ ที่ว่ามีขึ้นมาตอนหลังเหมือนกับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีมา ในภายหลัง แต่เติบโตเร็วมากเป็นสหกรณ์การเงินกับเครดิตยูเนียน ผมเองช่วงที่เป็นรัฐมนตรี อยู่ถูกเชิญไปงานประชุมสันนิบาตทั่วประเทศที่จังหวัดนครสวรรค์ ผมตกใจท่านประธานครับ คือหมายความว่าพี่น้องชาวสหกรณ์เครดิตยูเนียนมากันทุกสารทิศ เป็นโครงสร้าง ขนาดใหญ่มากและมีคนเป็นจํานวนมากจนผมตกใจว่าลักษณะแบบนี้เป็นสหกรณ์การเงิน ล้วน ๆ เป็นสิบปีแล้ว ผมก็เป็นกังวลเรื่องนี้อยู่จนกระทั่งบัดนี้ก็มีเหมือนกับว่ามีสถานการณ์ ที่ว่ามีปัญหาขึ้นอย่างรุนแรง ในกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด นะครับ ก็เห็นปัญหาตั้งแต่ตรงนั้นแล้วเหมือนกันว่าระบบควบคุมเป็นอย่างไร ต่อเอกสารนะครับ ที่เสนอในครั้งนี้ผมยืนยันว่าผมเห็นด้วย แต่ว่าเอกสารคงจะต้องปรับปรุงบ้างนะครับ คือตอนนี้เวลาของสภาเราก็มีน้อยก็คงต้องทํางานให้รวบรัดแล้วก็ให้ชัดเจน เอกสารเป็นประเด็น เล็ก ๆ ในหน้า ๓ ของภาคตะวันออก ๑๔๔ แห่ง ท่านเขียนเป็น ๐.๘ ผมเข้าใจว่าผิดตัวเลข ตรงนี้ไม่น่าจะถูกเลย ผมคํานวณดูแล้วต้องเป็น ๗.๗๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ๐.๘ ไม่น่าจะถูก

ประเด็นต่อมาผมไปเร็ว ๆ นะครับ อันนี้เป็นการคอร์เรกชัน (Correction) ช่วยกันทําให้มันเรียบร้อยนะครับ ตารางที่ ๓ นะครับ ตรงนี้เขียนควรจะให้ชัดสักนิดหนึ่งว่า ที่เขียนว่า ทุนเรือนหุ้น เรียงลงมาเป็นอะไรน่าจะใส่หน่วยไปด้วยว่าจะเป็นล้านบาท เป็นบาท หรือเป็นอะไรเพราะเป็น ทุนเรือนหุ้น เฉย ๆ คนอื่นเขาอ่านคงไม่เข้าใจ

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตาราง ตารางที่ ๔ กับตารางที่ ๕ นะครับ ตารางที่ ๔ เราก็เรียงขนาดว่าสหกรณ์ออมทรัพย์เปูาหมาย สหกรณ์เครดิตยูเนียนจําแนกตามขนาดสินทรัพย์เราเริ่มตั้งแต่ ๐-๑๐๐ ล้านบาท แต่พอเราพูดถึงขาดทุนกําไรเราเริ่มที่ ๐-๑๐ ล้านบาท คือแนวมันคนละแนวกัน ผมเห็นว่าควรจะเอามารวมกันเสียว่าในทั้งหมดตรงนี้มันมีปัญหาเท่าไร อย่างไร คืออาจจะจัด ตารางใหม่ แต่นี่เหมือนเราเอาสิ่งที่ไม่เท่ากัน ๑-๑๐ ล้านบาทมาวาง ในขณะที่ตัวกรอบที่ว่า มีจํานวนเท่าไร แล้ว ๑-๑๐๐ ล้านบาท ขนาดไซส์ (Size) ของตาราง พอมาเทียบแบบนี้ มันทําให้เปรียบเทียบไม่ได้ มองไม่เห็น เป็นเรื่องเล็กน้อยที่อยากจะให้แก้นะครับ

ประเด็นต่อมาก็คือว่ารายละเอียดขาดความสมบูรณ์เท่านั้นเอง อยากจะให้ เวลาเราเสนอจะได้มีความเชื่อถือ

เรื่องประเด็นที่เสนอกับสภาพปัญหานะครับ สภาพปัญหาที่เสนอขึ้นมา มีเอกสารที่บอกว่าพระราชบัญญัติสหกรณ์ ปี ๒๕๔๒ ได้กําหนดบทบาทสมาชิกและหน่วย กํากับไว้อย่างกว้างขวาง หากมีคําบัญญัติอย่างเคร่งครัดก็เพียงพอที่จะให้ความมั่นใจว่า การดําเนินการเป็นไปโดยราบรื่น เขียนไว้อย่างนี้นะครับ เอกสารหน้า ๙ ของท่านนะครับ สามารถสร้างประโยชน์แก่สมาชิกตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสหกรณ์ ประเด็นตรงนี้ นี่นะครับ หรือว่าถ้าจะมีการดําเนินการอย่างเคร่งครัดก็ไม่ต้องทําอะไรหรือเปล่า หรือว่า เคร่งครัดแล้วยังต้องทํา เพราะที่ท่านเสนอทํานี่ทําเป็นการแยก พอทําเป็นการแยกออกไป แสดงว่าปฏิบัติตามนี้ก็มีปัญหาใช่หรือไม่ มันกลายเป็นเหมือนไป ๒ ทาง เราเสนอว่า ถ้าเคร่งครัดก็ไม่เป็นไร แต่ขณะนี้เรากําลังเสนอให้ไปอีกอย่างหนึ่งเลย ไม่ใช่กลับไปใช้ โดยเคร่งครัด เพราะฉะนั้นเรากําลังแยกหน่วยออกไป ตรงนี้อาจจะต้องชัดกว่านี้นะครับ ควรจะพิจารณาว่าเกินความจําเป็นหรือเปล่าที่เสนอ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องกลับไปที่ท่านสุรินทร์ ที่ท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ขออภัยที่เอ่ยนามว่า ถ้าอย่างนั้นก็ทําให้เคร่งครัดเสียสิ ก็ไม่ต้องไปตั้งหน่วยงานใหม่หรืออย่างไร ตรงนี้เป็นการชี้ ๒ ทางในเปูาหมาย

ข้อเสนอนะครับ ที่ท่านมีข้อเสนอนะครับ ผมย้อนกลับไปนิดเรื่องสหกรณ์ ยังมีประเด็นปัญหาที่ผมไปเจอแล้วก็ผมได้มีโอกาสไปเปิดงานสหกรณ์อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ พิจารณาดูรายละเอียดเขาเชิญไปบรรยายแล้วก็ดูไปในเนื้อใน ปัญหาที่มีก็คือว่าอย่างนี้ครับ มันเป็นปัญหาเหมือนว่าน้ํามันไหลลงมาแล้วก็เราไม่มีเขื่อนกั้นแล้วมาดักที่ปลายน้ําอย่างเดียว จริง ๆ แล้วในสหกรณ์เองมีหน่วยตรวจสอบคือผู้ตรวจสอบกิจการตามมาตรา ๕๓ อยู่แล้ว ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ ปี ๒๕๔๒ แต่เราเข้าไปดูข้างในแล้วเห็นปัญหาชัดว่า หน่วยตรงนี้เองตั้งขึ้นมาโดยอะไร คือปกติแล้วหน่วยตรงนี้จะตั้งขึ้นมาโดยที่ประชุมใหญ่ตั้ง ผู้บริหารนี่ตั้ง แต่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ในนั้นเอาจากประธานหรือกรรมการเก่า ๆ ที่ออกไป ท่านคงจะทราบดีว่าแล้วกลับมาตั้งใหม่ มาตั้งคนของตัวเองที่เคยอยู่นี่แหละออกไป มากํากับดูแล คือมาเป็นผู้ตรวจสอบของตัวเอง เงินค่าจ้างเอาจากไหน เงินค่าจ้างก็เอาจาก สหกรณ์นั่นแหละ สหกรณ์อันนั้นไปให้ ประเด็นคําถามก็คือว่าแล้วคุณอยู่ข้างในหน่วย แล้วคุณจะตรวจสอบหน่วยตัวเองได้อย่างไร กลายเป็นอิน เฮาส์ คอร์เรกชัน (In house correction) ซึ่งไม่มีทางจะทํางานได้เลยในส่วนตรงนี้ ผมเคยเสนอไว้เดิมครั้งหนึ่ง แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการแก้ไขนะครับว่า ทําไมกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถึงไม่แต่งตั้งคนเข้าไปล่ะ หมายถึงว่าแต่งตั้งผู้ตรวจการ คือสหกรณ์ขนาดเล็ก ๆ มีผู้ตรวจการ แล้วผู้ตรวจการเกิดจาก ประธานที่หมายถึงว่าหมดอายุไป คือคนกันเองทั้งนั้นแล้วเอามาตั้งตรวจกันเอง ถ้าเราตั้งจาก ข้างนอกเข้าไปโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ตั้งเข้าไป แล้วเงินเดือนไม่ใช่เอาจากสหกรณ์ตรงนั้น เอาจากข้างนอกโดยรัฐเป็นคนจ่าย การตรวจสอบก็จะเกิดขึ้นภายใน การที่จะมีปัญหา ต่อเนื่องจนกระทั่งมันใหญ่แล้วก็แก้ไม่ได้ ผ่าตัดแล้วยังตายอีกแบบที่เป็นอยู่นี่นะครับ ก็ไม่เกิดขึ้น คือหมายความว่ามีปัญหาในแต่ละปีก็ทราบปัญหากันเสียก่อนแล้ว ดังนั้นปัญหาอื่น เช่น สหกรณ์ทั่วไป การซื้อปุ๋ยที่เป็นปุ๋ยปลอมบ้างอะไรบ้างมันจะถูกตรวจสอบหมดจาก หน่วยงานตรวจสอบตรงนี้ เท่ากับว่าเรามีเขื่อนเล็ก ๆ ดักสายน้ําเล็ก ๆ เอาไว้ ขณะนี้ ปล่อยไหลมานะครับ แล้วมารวมกันเป็นแม่น้ําขนาดใหญ่ แล้วเขื่อนขนาดใหญ่ที่เราตั้งดัก ไม่อยู่ มันก็เลยทลายเขื่อนพังแล้วประชาชนก็เสียหายมาก ตรงนี้เป็นรายละเอียด การแก้ปัญหาที่ภายในที่น่าจะเคร่งครัดแล้วก็มีการจัดการตรงนี้ ประเด็นที่เป็นอยู่ผู้ตรวจ ตรงนี้ซึ่งสําคัญมาก เป็นอินเนอร์คอร์เรกชัน (Inner correction) ไม่ทํางาน ทํางานไม่ได้ ทีนี้การตรวจสอบ จากภายนอกล่ะ การตรวจสอบจากภายนอกก็คือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เดิมตั้งแต่ตั้ง สหกรณ์ใหม่ ๆ ถ้าเราทวนกลับไปจะเห็นที่มาที่ไปของตรงนี้ เดิมอยู่กระทรวงการคลัง เข้าไป ตรวจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คือสหกรณ์ หน่วยงานตรวจอยู่ข้างนอกเหมือนกับ สตง. ตรวจไปตรวจมา หลายปีผ่านมาก็คิดว่าเอาไปอยู่ชายคาเดียว ผมเคยพูดเรื่องนี้ ไว้ครั้งหนึ่งแล้ว เอาไปอยู่ชายคาเดียวคือเอาไปอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เป็น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คนที่คุมกฎตรงนี้คือปลัดกระทรวง ขออนุญาตท่านประธานมีเวลา อีกเล็กน้อยนะครับ ปลัดกระทรวงเป็นคนคุม แล้วอยู่มา ๆ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่นี่ แล้วไปแก้กฎหมาย แก้ไปแก้มานี่เรียนท่านประธานว่า กลายเป็นว่าผู้ตรวจคือกรมตรวจบัญชี สหกรณ์มาอยู่ใต้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบบแบบนี้เป็นไปได้อย่างไรในการตรวจสอบ คือเดิมอยู่กันคนละแห่งดีอยู่แล้ว อยู่กระทรวงการคลังมาตรวจจะได้เป็นข้างนอกมาตรวจ ทั้งหมดนะครับหมายถึงว่าการตรวจบัญชี แล้วกลับมาอยู่ในชายคาเดียวคือกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แล้วมาอยู่ใต้การกํากับหรือคนที่สูงกว่าคือเป็นอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่คุณจะตรวจนั่นแหละ แล้วจะตรวจกันอย่างไรได้ในเชิงโครงสร้างแห่งอํานาจในการตรวจสอบ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่เป็นมาก เพราะฉะนั้นคงจะต้องกลับมาเป็นท่านปลัดเหมือนเดิม ทราบว่า สมัยนั้นผมก็อยากเสนอให้มีการแก้ แต่ว่า พ.ร.บ. นี้เพิ่งแก้ไปเมื่อ ๓ ปีที่แล้วก็เลยเกรงใจ สภามาก จริง ๆ แล้วเห็นเหมือนกับว่าไม่ค่อยได้ไปประชุมก็เลยเอาอธิบดีไปเสียเลยมาเป็น นายทะเบียน หมายถึงว่านายทะเบียนในการดูแลตรงนี้มาคุมตรงนี้ด้วย ตรงนี้จึงเป็นปัญหา

ประเด็นที่มีการเสนอนะครับท่านประธาน ที่เสนอแยกนี่นะครับ ข้อเสนอ ก็คือว่าขนาดใหญ่ขึ้นมา ๑๐ ล้านบาทขึ้นไป พูดถึงว่าให้มีการดูแลเป็นอีกระบบหนึ่ง แล้วต่ําลงมาดูแลอีกระบบหนึ่ง ผมมีข้อสังเกตนิดเดียวว่าแล้วถ้ากําลังอยู่ที่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาทครึ่ง กําลังจะขึ้น ๑๐ ล้านบาทแล้ว ไปขึ้น ๑๑ ล้านบาท ๑๒ ล้านบาท รอยต่อตรงนี้จะเป็นอย่างไร ความเห็นผมส่วนตัวนี่เห็นว่า ถ้าจะคุมตรงนี้ผมเห็นด้วยว่า หน่วยที่จะแยกไปคุมเฉพาะเรื่องสหกรณ์การเงิน เกี่ยวกับออมทรัพย์และเครดิตยูเนียนนี่ เหมือนกับเป็นกึ่งธนาคารแล้วท่านประธาน ผมเคยเสนอไว้ว่าถ้าเราไม่มีการเปลี่ยน ระบบกฎหมาย ใช้กรมส่งเสริมสหกรณ์มาควบคุมดูแลเหมือนเดิมนี่มีปัญหาแน่ เพราะว่า สหกรณ์ออมทรัพย์นี่คล้าย ๆ แบงก์ การตรวจสอบ การดูแลมันต้องใช้คล้าย ๆ แบงก์ คล้าย ๆ ธนาคาร ดังนั้นการแยกออกไปในส่วนนี้ผมเห็นด้วย แต่ส่วนที่จะแยกไปว่าเป็น การกํากับดูแล ๑๐ ล้านบาทลงมา ๑๐ ล้านบาทขึ้นไปนี่ ผมไม่เห็นด้วย มันจะทําให้ลักลั่นมาก เพราะว่ามันจะโตต่อไป อยากจะให้คุมแนวเดียวเสียเลยดีกว่านะครับ ดังนั้นผมสรุปว่า ในความเห็นของท่านนี่ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าการแยกเป็น ๒ ส่วน ๒ แบบนี้ผมไม่เห็นด้วย การไปอยู่ข้างนอกเพื่อควบคุมและมีระบบการควบคุมที่เคร่งครัดมากกว่าสหกรณ์ทั่วไป สหกรณ์ทั่วไปเราก็ต้องดูแลท่านประธาน ไม่อย่างนั้นที่ผมยกขึ้นมาว่าหัวใจคือการดูแลคนจน หัวใจคือการดูแลเกษตรกร ไม่อย่างนั้นเราจะทิ้งตรงนี้ไปไม่ได้ ผมมีความเห็นอีกนิดหนึ่ง นะครับท่านประธานที่เคารพว่า ผมจะถามความเห็น ที่มี สปช. เสนอไปท่านได้เคลียร์ (Clear) หรือยัง สปช. เดิมที่เคยเสนอไปที่รัฐบาลเสนอไปว่า ให้แยกกํากับสหกรณ์ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนียนออกจากสหกรณ์อื่น ๆ โดยให้อยู่ภายใต้สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง เหมือนท่านจะยืนตามนี้ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า และให้มีผู้เชี่ยวชาญดูแลกําหนดคุณสมบัติ และกรรมการมีอํานาจควบรวมและยุบเลิก พัฒนาขีดความสามารถของผู้บริหารที่ว่า หน่วยงานนี้นะครับ ส่งเสริมความรู้สมาชิกก็เหมือนกัน แต่ประเด็นก็คือรัฐบาลตอบมาแล้ว ท่านประธาน เมื่อประมาณวันที่ ๒๕ หนังสือ นร ๐๕๐๕/๔๒๖๕๒ ตอบมาว่าอย่างนี้บอกว่า หน่วยราชการที่จะตั้งใหม่นี่นะครับมีอํานาจเช่นเดียวกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และ กรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ การตั้งหน่วยงานใหม่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด สิ้นเปลืองงบประมาณ เพิ่มภาระสหกรณ์ นี่ที่รัฐบาลตอบมาเมื่อปลายปีที่แล้วนะครับ ถ้ากรมส่งเสริมสหกรณ์จะปรับปรุงระบบการกํากับดูแลนี่สามารถดูแลปัญหาสหกรณ์ ได้แจ้งว่าอย่างนี้ คําถามผมคือท่านเคลียร์ (Clear) กับทางรัฐบาลหรือยัง เพราะเขาแจ้งว่า เขาไม่เห็นด้วยกับที่เราเสนอนะครับ ประเด็นที่ ๓ จะมีการดําเนินการนํามาเสนอต่อไป ประเด็นที่ ๔ ตอบมาว่าจะเร่งรัดปรับปรุง พ.ร.บ. สหกรณ์ ปี ๒๕๔๒ นะครับ อันนี้เรากําลังยกร่างพระราชบัญญัติใหม่ ไม่ใช่ปี ๒๕๔๒ นะครับ ประเด็นต่อมา ก็คือเห็นด้วย การพัฒนากํากับดูแลและกรรมการทบทวนอํานาจหน้าที่ ๓ ระยะ แล้วก็เมื่อเปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสียแล้ว การตั้งหน่วยงานใหม่เห็นว่าดีแต่มีข้อเสียในเรื่องงบประมาณและเป็นภาระ ผมถามว่าเรื่องนี้เคลียร์ (Clear) กับรัฐบาลได้อย่างไร แล้วก็สุดท้ายนะครับว่าที่จะมีปัญหาอีก ที่ผมอยากจะสอบถามก็คือว่า รัฐมนตรีที่รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ถ้าตั้งขึ้นใหม่จะเป็น รัฐมนตรีท่านไหนเป็นผู้รักษาการนะครับ แล้วก็ปัญหาในการจัดตั้งกองทุนจะเป็นอีกอย่าง ที่ท่านประธานทราบว่ามีปัญหามาก การตั้งกองทุนเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากมาก ๆ จะผ่าน หรือไม่ แต่ถ้าไม่ผ่านเวลาเราไปกํากับดูแลแล้วเราคิดเงินจากเขาใช่ไหมครับ ค่าในส่วน ต่าง ๆ มา พอเขามีปัญหากองทุนนี้จะไปรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทางหน่วยงานที่ตั้ง ขึ้นใหม่ถ้าตั้งกองทุนไม่ได้แล้วจะเป็นอย่างไรนะครับ ก็รวมว่าผมเห็นด้วย แต่ว่ามีรายละเอียด ข้อสังเกตตามที่เสนอ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบคุณค่ะ ขณะนี้มีบุคคลขอเข้าฟังการประชุมของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ๑ ท่านนะคะ คือผู้แทนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ คือคุณคัมภีร์ นับแสง เข้าร่วมรับฟัง การประชุมของเราอยู่นะคะ ท่านต่อไปค่ะเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ เรียนเชิญค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ลําดับ ๑๙๗ ผมยังตื่นเต้นกับการออกเสียง ประชามติร่างรัฐธรรมนูญยังตื่นเต้นไม่หายเลยครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณ ขอออกนอกเรื่อง นิดหนึ่งครับเพราะต้องการลดความตื่นเต้นครับ ขอบพระคุณชาวจังหวัดชุมพรครับ เมื่อวานนี้ จังหวัดชุมพรได้ ๒ เหรียญทอง เหรียญทองที่ ๑ ได้จากการยกน้ําหนัก โสภิตา ธนสาร อําเภอสวี ได้เหรียญทองยกน้ําหนักกีฬาโอลิมปิก เหรียญทองที่ ๒ ครับ เป็นจังหวัด ที่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคําถามพ่วง ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ครับ ก่อนหน้านี้ เมื่อวันศุกร์ที่แล้วครับผมได้มีโอกาสไปชี้แจงคําถามพ่วงร่วมคณะไปกับท่านไพฑูรย์ หลิมวัฒนา สมาชิก สปท. ของเรา เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านก็แปลว่าการปฏิรูปประเทศตามแผน ยุทธศาสตร์มีความชัดเจน เป็นไปตามโรดแมป (Road map) ดังนั้นสภาของเราคงต้องทํา หน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้อย่างเป็นระบบ มีความชัดเจนมากขึ้น วันนี้เป็น แผนการปฏิรูปในเรื่องของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน เรื่องนี้เป็น เรื่องที่เป็นปัญหาคาราคาซังมานานครับ การทุจริต การแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบ ด้วยกฎหมาย การคดโกง การนําเงินของสหกรณ์ไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ เลยเถิดไป จนกระทั่งสหกรณ์กําลังจะกลายเป็นแชร์ลูกโซ่บ้าง บางสหกรณ์ก็นําเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ ไปบริจาคเพื่อเปิดประตูสวรรค์ ทั้ง ๆ ที่เจ้าของประตูมีหมายไปถึงแล้วยังไม่ยอมเปิดประตู เป็นการรังแกสมาชิก เป็นการคดโกงจนกระทั่งทําให้สมาชิกต้องเดือดร้อน เรารู้กันตั้งหลายปี ก็ยังมีการคดโกงต่อไปอีก ก็แปลว่าการเข้าถึงในการระงับยับยั้งเรายังไม่มีประสิทธิภาพ ที่ผมลุกมาอภิปรายเพราะว่าผมจะอภิปรายเพื่อเติมแต่งให้สมบูรณ์ขึ้น และอภิปรายโดยอาศัย ประสบการณ์ ผมเองเป็นประธานของสหกรณ์ออมทรัพย์ตํารวจแห่งชาติ จํากัด อยู่ ๒-๓ ครั้ง ได้พบได้เห็นปัญหา ดูจากแผนการปฏิรูปยังไม่มีเลยต้องขออนุญาตที่จะเติมแต่งตรงนี้ ให้สมบูรณ์ครับ

ในเรื่องที่ ๑ จําเป็นและสําคัญครับในเรื่องของการที่จะทราบถึงสถานภาพ ทางการเงินของสมาชิก เพราะถ้าสมาชิกของสหกรณ์เน่าหมดทั้งสหกรณ์ แน่นอนครับ สหกรณ์อยู่ไม่ได้ต้องเน่าตามไปด้วย ดังนั้นสถานภาพทางการเงินจึงเป็นเรื่องจําเป็นสําคัญ ผมให้ดูตัวอย่างครับว่าเมื่อประมาณกลางปีที่แล้วเป็นข่าวในหน้าสื่อ เจ้าหน้าที่ตํารวจซึ่งเป็น สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ตํารวจแห่งชาติ จํากัด ทางภาคอีสานภูธรภาค ๔ ร้อยกว่าคน ถูกธนาคารฟูองล้มละลาย ถามว่าทําไมครับ ตํารวจเหล่านั้นเป็นสมาชิกสหกรณ์กู้สหกรณ์ ออมทรัพย์ไปแล้วส่วนหนึ่ง แล้วก็ไปกู้ธนาคารพาณิชย์เพราะเกินศักยภาพครับ เงินเดือนเขา ใช้หนี้ไม่พอ แบงก์ฟูองล้มละลาย ถ้าเขาล้มละลายก็แปลว่าทั้งแบงก์ทั้งสหกรณ์ก็จะเดือดร้อน ตามไปด้วย ผมกําลังจะเรียนว่า ทําไมล่ะครับเราไม่กําหนดให้สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนียนเข้าเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร (Credit Bureau) เราจะได้รู้สถานภาพ ทางการเงินของสมาชิก ในเมื่อเขากู้แบงก์กู้ธนาคารมา ๒-๓ ที่ แล้วเราจะได้ไม่ให้เขากู้ ในสหกรณ์เพื่อเป็นการเกินภาระของเขาต่อไปอีก ดั่งคําโบราณที่ว่า รู้เขารู้เรารบกี่ครั้งก็ชนะ เพราะฉะนั้นการเข้าเป็นสมาชิกเครดิตบูโร (Credit Bureau) ผมเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับ สหกรณ์ที่จะทําให้สหกรณ์มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

เรื่องที่ ๒ ครับ การสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการของสหกรณ์ใน ๒ มิติ ในมิติที่ ๑ ก็คือในฐานะของสหกรณ์เองครับ สหกรณ์จะต้องมีความเข้าใจว่าดําเนินธุรกิจ ดําเนินกิจการสหกรณ์เพื่อเติมเต็มให้กับบรรดาสมาชิก ให้สมาชิกได้มีโอกาสได้ดูแลกัน ได้เฉลี่ยความสุข ไม่ได้เพื่อแสวงหากําไร ฉะนั้นปัจจุบันเราจะเห็นว่าสหกรณ์เริ่มจะผิดแผก เริ่มจะผิดหลักการเยอะมาก บางรายไปลงทุนแปลก ๆ ไปซื้อสลากบ้าง ไปลงทุนซื้อ สลากกินแบ่งรัฐบาลบ้าง ไปลงทุนในลักษณะของแชร์ลูกโซ่เอาเงินไปหมุนบ้าง ผิดวัตถุประสงค์หลักการของการดําเนินกิจการสหกรณ์อย่างชัดเจน ฉะนั้นผู้กํากับจะต้อง เข้าไปกํากับอย่างจริงจัง ในส่วนที่ ๒ สมาชิกสหกรณ์ครับ สมาชิกสหกรณ์ก็คงจะต้องเข้าใจ ในเรื่องของหลักการการเป็นสมาชิกสหกรณ์ ต้องรู้จักออม ออมโดยฝากเงินฝาก หรือออม โดยการซื้อหุ้น ไม่ได้หมายความว่าเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์เพื่อตั้งหน้าตั้งตากู้ กู้ไปใช้อย่าง ขาดสํานึก ต้องนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาทําความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ ไม่ใช่กู้ไป เพื่อไปซื้อรถคันที่ ๒ ไปซื้อไอโฟน ๗ (iPhone 7) ไปซื้อไอโฟน ๖ (iPhone 6) พกกันเต็มไปหมด เกินความจําเป็น ก็ให้กู้เพราะสหกรณ์เห็นว่าได้ดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นจะต้องสร้างความรู้สึก ทั้งสหกรณ์เองและสมาชิกสหกรณ์ให้มีวินัยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ครับ ในแผนการปฏิรูปไม่มีในเรื่องของการประกันความเสี่ยง จะโดยรูปแบบใดก็แล้วแต่ครับ ผมให้ดูตัวอย่างของผมนะครับ สหกรณ์ออมทรัพย์ของ ตํารวจภูธรภาค ๑ ซึ่งผมเป็นประธานอยู่ถ้าหากว่าปล่อยให้สมาชิกสหกรณ์ค้ําประกันหนี้คู่กัน ไปมาก็เหมือนกับคนหนึ่งยืนพิงอีกคนหนึ่งเป็นฝา ต่อมาสลับกันพิง ถ้าเวลาล้มมันล้มทั้งแผง เลยครับ ผมให้ประกันความเสี่ยงด้วยการให้บริษัทประกันเข้ามารับประกันหนี้ เข้ามา รับประกันหนี้ของสมาชิกผู้กู้ มันได้ประโยชน์อะไรบ้างครับ

ประโยชน์ที่ ๑ บริษัทที่เข้ามารับประกันหนี้เขาจะตรวจสอบ เขาจะ ตรวจสอบถึงสถานภาพความสามารถของสมาชิกว่าจะสามารถใช้หนี้ได้หรือไม่ เงินที่กู้ไป เอาไปทําอะไร มีความเสี่ยงขนาดไหนนะครับ

เรื่องต่อไปเรื่องสหกรณ์ครับ ผู้บริหารสหกรณ์ ต้องยอมรับครับว่าเวลาเรา ตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตทุกครั้งครับ จะเล่นกันเป็นทีม ทุจริตกันเป็นวง ถ้าราชการก็คือ ทุจริตในวงราชการ สหกรณ์ก็เป็นวง ผมหมายความว่าอย่างนี้ครับว่าในการที่จะให้มีผู้บริหาร สหกรณ์นั้นจะต้องเอกซ์เรย์ให้ชัดครับว่าไม่ใช่ทีมเดียว พวกเดียว เครือญาติ โดยขาด การถ่วงดุล จําเป็นอย่างยิ่งครับ จําเป็นจะต้องมีการถ่วงดุลในผู้บริหารสหกรณ์ ถ้าไม่มี ฝุายถ่วงดุล ฝุายค้าน ฝุายคานเป็นอันตรายครับ สหกรณ์ที่อยู่ในความรับผิดชอบของผม สหกรณ์หนึ่งครับ ผู้จัดการสหกรณ์เอาหลานมาทําบัญชี เอาน้องมาอยู่ฝุายการเงิน การทุจริต ก็ง่ายที่สุดเลยครับ เอาสัญญา เอาคําร้องกู้เก่า ๆ ที่เคยอนุญาตไปแล้วหรือไม่อนุญาตไปแล้ว มาขออนุญาตใหม่ และมีการทุจริตกันต่อเนื่องหลายปี ๑๐๐ กว่าล้านบาทครับ ดังนั้นจะต้อง ลงไปตรวจสอบครับ ไม่ใช่ดูเฉพาะคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ ความซื่อสัตย์ ต้องดูทั้งความเชื่อมโยงของทีมงานที่มาบริหารสหกรณ์ด้วยนะครับ ก็คงจะ ๔ ข้อ ๔ ประเด็นที่ผมฝากในเรื่องเครดิตบูโร (Credit Bureau) ในเรื่องการสร้างความเข้าใจ ในหลักการของสหกรณ์ ในเรื่องของการประกันความเสี่ยง การตรวจสอบคุณสมบัติของ ผู้บริหารสหกรณ์ กระผมเชื่อว่าถ้าได้นําไปเพิ่มเติมในแผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการ ก็น่าที่จะทําให้แผนการปฏิรูปสมบูรณ์ขึ้น ท่านได้ทําการปะผุพ่นสีรถคันนี้เรียบร้อยกําลังจะ ขับเคลื่อน ผมขออนุญาตที่จะขัดสีรถคันนี้ให้สะอาดหมดจดสวยงาม ก็คือเติมนะครับ ท่านได้กรุณานํา ๔ ประเด็นที่ผมเพิ่มเติมเข้าไปไปพิจารณาร่วมก็จะทําให้รถคันนี้ขับเคลื่อน ไปอย่างสง่างาม ทําให้สหกรณ์ดําเนินธุรกิจ ดําเนินกิจการเป็นไปตามหลักการของสหกรณ์ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสมาชิก ซึ่งหวังที่จะได้ประโยชน์จากสหกรณ์ แต่เท่าที่เป็นมา มักจะเสียประโยชน์และถูกเอาเปรียบ กราบขอบพระคุณครับ

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติค่ะ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่นําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอ ของท่านและผมมีข้อเสนอเพิ่มเติมอันเป็นประโยชน์ต่อการกํากับดูแลและเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งให้กับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนใน ๓ ประเด็นดังนี้ครับ

ประเด็นที่แรก ผมจะขอนําเสนอว่าประโยชน์และความจําเป็นที่จะต้องมี สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน

ประเด็นที่ ๒ ผมจะนําเสนอเรื่องสาเหตุของปัญหาที่ทําให้สหกรณ์ขาด ความเชื่อถือและล่มสลาย

ประเด็นที่ ๓ ผมจะขอนําเสนอเรื่องมาตรการส่งเสริมและกํากับดูแลให้ สหกรณ์มีความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนเพื่อเป็นสถาบันหลักในการขับเคลื่อน การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับฐานรากของประเทศครับ

ในประเด็นแรกนะครับ ประโยชน์และความจําเป็น ผมขอเรียนว่าสหกรณ์ และสหกรณ์เครดิตยูเนียนเปรียบเสมือนเส้นเลือดแดงใหญ่หล่อเลี้ยงชีวิตของเกษตรกร แต่เดิมเกษตรกรต้องกู้ยืมเงินจากพ่อค้าหรือนายทุนในท้องถิ่น โดยเสียดอกเบี้ยร้อยละ ๒ บาทต่อเดือนหรือ ๒๔ บาทต่อปี หรือมากกว่านั้น นอกจากนี้แล้วยังมีการกู้ยืมเงิน นอกระบบ แล้วก็ทําให้เกิดการบังคับชําระหนี้ที่ใช้ความทารุณโหดร้าย ซึ่งมีเรื่องคดีมา แจ้งความเจ้าหน้าที่ตํารวจอยู่มากมาย จนกระทั่งรัฐบาลจะต้องออกมาดําเนินการในเรื่อง แก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอยู่ นอกจากนี้แล้วเกษตรกรบางรายก็ต้องใช้วิธีตกข้าวหรือ ซื้อสินค้าจากพ่อค้าหรือว่านายทุนในลักษณะของสินเชื่อ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า ตกเขียว นั่นเอง ซึ่งเกษตรกรต้องตกเป็นฝุายเสียเปรียบอยู่เสมอ จนในที่สุดก็มีความยากจนไม่สามารถ ปลดเปลื้องภาระหนี้สินให้เป็นอิสระได้ ประกอบกับสภาพเกษตรกรทั่วไปของประเทศไทย ต้องอาศัยสภาพดินฟูาอากาศธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ ผลผลิตที่ได้จึงไม่ค่อยแน่นอน บางปี ก็ได้ บางปีก็เสียหาย และดอกเบี้ยก็ทบต้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถชําระหนี้สิน คืนได้ และท้ายสุดก็ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ไปจํานําไว้ ไปจํานองไว้ให้กับเจ้าของเงิน หรือเจ้าของปัจจัยการผลิตที่กู้ยืมเขามาในที่สุด ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิต ยูเนียนสามารถที่จะมาช่วยเหลือเกษตรกรตรงนี้ได้ จึงมีความจําเป็นต้องมี แต่การมีนั้น ต้องมีความเข้มแข็ง ต้องมีความมั่นคง แล้วก็ไม่เป็นเครื่องมือที่มาซ้ําเติมเกษตรกรเสียเอง นั่นเองครับ

ประเด็นที่ ๒ ครับ สาเหตุที่ทําให้เกิดปัญหาสหกรณ์ขาดความน่าเชื่อถือและ ล่มสลายนะครับ ผมขอยกตัวอย่างในสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด ซึ่งพบว่าระหว่าง วันที่ ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๕ เป็นเวลามากกว่า ๓ ปีนะครับ ผู้บริหารกับพวกได้ร่วมกันลงลายมือชื่อในเช็คของสหกรณ์ที่เปิดบัญชีไว้กับธนาคารต่าง ๆ รวม ๘๗๘ ฉบับ เป็นเงินประมาณ ๑๑,๐๐๐ ล้านบาทเศษ โดยไม่ปรากฏว่า มีการเบิกจ่ายที่เกี่ยวข้องหรือเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แต่อย่างใด นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๒ ถึง ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๕ ผู้บริหารยังได้มีการเบิกจ่ายเงินสด หน้าเคาน์เตอร์หรือจากตู้เก็บรักษาเงินตู้เซฟของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด รวมเป็นเงินประมาณ ๑,๙๐๐ ล้านบาท โดยไม่ปรากฏว่ามีการเบิกจ่ายเงินที่เกี่ยวข้องหรือ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แต่อย่างใด รวมเป็นจํานวนเงินที่สหกรณ์ได้รับ ความเสียหาย ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท นอกเหนือจากนี้ยังพบอีกว่าระหว่าง พ.ศ. ๒๕๔๙ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นระยะเวลาถึง ๖ ปี ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด ยังได้ให้ สมาชิกสมทบซึ่งเป็นนิติบุคคลและคณะบุคคลที่ไม่ได้ถือหุ้นสหกรณ์ จํานวน ๒๗ ราย กู้ยืมเงินจํานวนประมาณ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท โดยไม่มีการตรวจสอบกลั่นกรองข้อมูล และวิเคราะห์สินเชื่อให้เป็นไปตามคําขอกู้เงินของสมาชิกสมทบ และไม่ได้มีการจัดทํา รายงานการพิจารณาสินเชื่อ การจัดทําเอกสารและพิจารณาหลักประกัน การประเมินมูลค่า หลักประกันเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ หรือแจ้งให้ผู้กู้จัดหาหลักประกันให้เพียงพอ หรือคุ้มมูลหนี้ รวมถึงไม่ได้ดําเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับระเบียบสหกรณ์เกี่ยวกับ การให้บริการสมาชิกสมทบ ระเบียบว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยรับ และการตรวจสอบ สัญญาเงินกู้และหลักประกันทุกรายตามหลักการนะครับ จึงเกิดปัญหาขึ้น จากสถานการณ์ ดังกล่าวนะครับผมวิเคราะห์ว่าสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นจากสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด และที่อื่นที่เกิดคล้ายคลึงกันอีกหลายแห่งครับ แต่ยังไม่ปรากฏความจริงออกมา คือเรื่องเกิดขึ้นแล้วแต่ยังไม่แพร่หลายสู่สาธารณชนนะครับ มีลักษณะสาเหตุของการเกิด มีดังนี้ครับ

๑. ขาดการตรวจสอบกํากับหรือควบคุมของหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ตรงนี้ครับ ๖ ปีที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่กํากับดูแลไปทําอะไร อยู่ที่ไหน อันนี้น่าจะต้องร่วมรับผิดในฐานะละเว้นการปฏิบัติตามหน้าที่หรือเปล่า ทําให้เกิด ความเสียหายอย่างร้ายแรง อันนี้ก็ต้องฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปไล่เบี้ยต่อนะครับ

๒. การตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่าการบริหารสหกรณ์มีปัญหา พบการทุจริต แต่ไม่รีบทําการแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ ตรวจพบเจอแล้วนิ่งเฉย ตรวจพบเจอแล้ว ไม่ดําเนินการ ผมก็ถือว่าผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ เป็นเจ้าหน้าที่ ไม่กระทําการ เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากจะให้ ผู้ที่เกี่ยวข้องได้รับผิดชอบด้วยนะครับ เพราะว่าประชาชนเกิดความเสียหายเป็นจํานวนมาก

๓. มีการรับรองโดยหน่วยงานราชการว่า สอ. คลองจั่น เป็นสหกรณ์ดีเด่น ของประเทศ นี่ละครับตรงนี้สําคัญครับ ทําให้มีคนแห่เข้ามาฝากเงินเป็นจํานวนมาก เมื่อตรวจสอบว่าเขาผิดแล้วทําไมยังไปออกใบรับรองว่าเป็นสหกรณ์ดีเด่นระดับประเทศ แสดงว่าส่วนราชการของไทยที่มีหน้าที่กํากับดูแลกลับไปรับรองบริษัทหรือว่าองค์กรที่กระทํา การกู้ยืมเงินที่เป็นลักษณะฉ้อโกงประชาชนว่าเป็นสถาบันการเงินที่ดี อันนี้ถือว่า เข้าองค์ประกอบแชร์ลูกโซ่ครับ และผู้ที่ไปรับรองก็ไม่ทราบว่ารับรองไปได้อย่างไรตรงนี้ก็ถือ ว่าต้องมีความรับผิดชอบด้วยครับ จากเหตุที่เกิดขึ้นนี้นะครับ จะบอกว่าสหกรณ์เขาผิด อย่างเดียว ผู้บริหารผิดอย่างเดียวไม่ได้หรอกครับ หน่วยงานกํากับดูแลผิดด้วยครับ และต้อง รับผิดชอบด้วยครับ

๔. การทุจริตของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่การเงินและบัญชีไม่ทําตามระเบียบ และขั้นตอนข้อบังคับสหกรณ์หรือระเบียบสหกรณ์โดยเคร่งครัด จึงเกิดปัญหาขึ้น สังเกต ไหมครับที่พูดว่า กู้ยืมเงิน เบิกเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ให้กู้ ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท เบิกเงิน ส่วนตัว ๑,๙๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ละครับเป็นความเสียหายถือว่าไม่กระทําตามระเบียบ นะครับ

๕. การให้อํานาจประธานสหกรณ์ในการบริหารเงินที่สมาชิกนํามาลงทุน มากเกินไป ให้มากกว่านายธนาคารเสียอีกนะครับ

๖. ผู้บริหารสหกรณ์มีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาแสวงหา ผลประโยชน์ ขาดจิตสํานึกในอุดมการณ์และประสบการณ์ ยิ่งกว่านั้นอีกครับ ก็คนเดิมละครับ เป็นไปเป็นมา แล้วก็ทีมเดิมละครับ สลับกันไปสลับกันมา ยิ่งก่อให้เกิดความเสียหายครับ

๗. สหกรณ์ให้เงินดอกเบี้ยตอบแทนกับผู้ฝากเงินสูงกว่าธนาคารหรือสถาบัน การเงินอื่น ๆ เป็นการจูงใจ ทําให้มีผู้นําเงินมาฝากเป็นจํานวนมาก และเมื่อมีการทุจริต เกิดขึ้นก็ทําให้เกิดความเสียหายจํานวนมาก อันที่จริงแล้วนี่นะครับ เมื่อกระทําการทุจริต แล้วยังให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยที่ธนาคารหรือสถาบันการเงินให้นั้น เป็นความผิดฐาน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่มีลักษณะฉ้อโกงประชาชนนะครับ เข้าองค์ประกอบตรงนั้นครับ เพราะฉะนั้นนี่ละครับสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด เข้าองค์ประกอบนี้ด้วย ทั้งผู้บริหาร ผู้ที่เกี่ยวข้องนะครับ

๘. มีการเสนอให้ประโยชน์เป็นค่าตอบแทนกับผู้บริหารหรือตัวแทนสหกรณ์อื่น เมื่อนําเงินมาฝากกับสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด ครับ อันนี้เป็นการสอบสวนเชิงลึก ได้ผลมาอย่างนี้ครับว่าคนที่นําเงินไปฝากเยอะ ๆ สหกรณ์ที่นําเงินไปฝากเยอะ ๆ จริง ๆ แล้ว ผู้บริหารบางรายครับมีส่วนรับผลประโยชน์จากการเอาเงินไปฝากที่นี่ด้วย เพราะฉะนั้นถือว่า เป็นกระบวนการที่ทํากันเป็นทีมนะครับ

๙. มีการใช้สหกรณ์เป็นแหล่งฟอกเงินที่ได้กระทําโดยผิดกฎหมาย ให้มีแหล่งที่มาของเงิน ก็คือคนที่ได้เงินจากการกระทําผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะสีเทาหรือสีดํา นะครับ ธุรกิจสีเทาหรือธุรกิจสีดําก็นําเงินมาฝากสหกรณ์ครับ เสร็จแล้วพอเงินเข้าสหกรณ์ ปฺุบกลายเป็นเงินที่ใสแล้วครับ และต่อไปนี้ก็ได้ดอกเบี้ยจากสหกรณ์ แล้วก็ตอนได้เงินคืน จากสหกรณ์ก็เป็นเงินที่ถูกฟอกเรียบร้อย อันนี้ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งครับ เพราะฉะนั้น สหกรณ์นั้นก็จะต้องมีการกํากับดูแลที่ดีนะครับ

๑๐. การอนุมัติสินเชื่อให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลไม่ทําตามขั้นตอน ของข้อบังคับหรือระเบียบสหกรณ์ครับจึงเกิดความเสียหายขึ้น อันนั้นคือสาเหตุที่ทําให้เกิด ความล่มสลายครับ ต้องฝากท่านคณะกรรมาธิการทุกท่านครับจะต้องเอาตรงนี้เข้าไปแล้วปิด ช่องว่างตรงนี้ให้หมด มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาขึ้นอีกครับ

ต่อไปครับประเด็นที่ ๓ ผมขออนุญาตเลยเวลาสักเล็กน้อยนะครับแต่เพื่อเป็น ประโยชน์นะครับ ประเด็นที่ ๓ มาตรการส่งเสริมและกํากับดูแลให้สหกรณ์ มีความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนแล้วก็ช่วยเหลือเศรษฐกิจแบบรากฐานได้จะต้อง ดําเนินการดังนี้ครับ

ประการที่ ๑ วางมาตรการไม่ให้ผู้บริหารกระทําการทุจริตเสียเอง ในทุกรูปแบบทั้งตั้งแต่การสรรหาเข้ามา การตรวจสอบแล้วก็การกํากับดูแลครับ

ประการที่ ๒ ต้องหามาตรการให้ผู้บริหารสหกรณ์นั้นยึดมั่นตามอุดมการณ์ ที่ก่อตั้งสหกรณ์ร่วมกันมา ยึดมั่นในการก่อตั้งที่ว่าเพื่อจะช่วยเหลือสมาชิกนะครับ

ประการที่ ๓ ต้องวางมาตรการให้ผู้บริหารมีแนวความคิดที่จะช่วยสมาชิก ในการแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมให้มีความกินดีอยู่ดีและมีสันติสุขครับ

ประการที่ ๔ การบริหารสหกรณ์ต้องยึดมั่นกฎหมาย ระเบียบและข้อบังคับ สหกรณ์โดยเคร่งครัด และนอกเหนือจากนี้อาจจะต้องมีบทบัญญัติว่าหากผู้บริหารสหกรณ์ กระทําผิดเสียเองนั้นก็จะต้องรับบทหนักในเรื่องของการลงโทษด้วยเช่นเดียวกันครับ เพราะถือว่ากระทําการในหน้าที่ที่ทุกคนเอาเงินมารวมและให้ผู้บริหารนั้นบริหารแสดงว่า เขามีความไว้วางใจเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นคนที่ได้รับความไว้วางใจเป็นพิเศษแล้วก็ทําผิดนั้น ควรที่จะได้รับโทษหนักกว่าคนธรรมดาที่กระทําการทุจริตครับ

ประการที่ ๕ การบริหารขอให้มีการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลด้วย ความโปร่งใส เป็นธรรมและยึดถือประโยชน์ของสหกรณ์เป็นหลัก ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ของผู้บริหาร

ประการที่ ๖ นี่ประการสําคัญครับ เมื่อสักครู่เห็นท่านนําเสนอว่าอยากให้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ทําการตรวจต่ออันนี้ ผมขอเรียนนะครับว่าผมได้รับแจ้งความ เยอะมากครับในช่วงที่ทําคดีกู้ยืมเงินที่มีลักษณะฉ้อโกงประชาชนในคดียูฟัน (UFUN) ประชาชนแห่มาแจ้งความผมจํานวนมากครับ แห่มาแจ้งความว่าสหกรณ์การเกษตรต่าง ๆ สหกรณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สหกรณ์ออมทรัพย์และไม่ใช่สหกรณ์เครดิตยูเนียน มีการทุจริต เป็นจํานวนมากครับ และผมไปตรวจสอบแล้วเป็นจริงแล้วดําเนินคดีอยู่ตอนนี้เป็นจํานวน มากครับ แล้วก็บ่งบอกชัดเจนครับว่าขณะนี้ผู้ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบสหกรณ์ ทั้ง ๗ ประเภท สหกรณ์มีอยู่ ๗ ประเภทนะครับ มีสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การประมง สหกรณ์ร้านค้า สหกรณ์นิคม สหกรณ์บริการและสหกรณ์เครดิตยูเนียน ที่พูดเมื่อสักครู่นี้แค่ระดับ ๒ กับระดับ ๗ แต่มีอีก ๕ ส่วนครับที่มีการทุจริตกันอย่างมาก และทุจริตกันแบบซึ่ง ๆ หน้าเลยครับ เพราะฉะนั้นขอฝากท่านนะครับนอกเหนือจาก ท่านทําตรงนี้ ๒ สหกรณ์นี้แล้วขอให้ท่านทําอีก ๕ สหกรณ์ที่เหลือด้วย วางระบบมาตรการ ปูองกันด้วย เพราะฉะนั้นหน่วยงานที่ท่านบอกว่าจะมากํากับดูแลแค่กํากับดูแลสหกรณ์ ๕ สหกรณ์นั้นยังดูแลไม่ทั่วถึงและเกิดทุจริตมโหฬารครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ สหกรณ์การเกษตรเวียงสา จํากัด จังหวัดน่าน ตรวจสอบพบที่ประชาชนมาแจ้งความผม นี่นะครับ ๗๒ ล้านบาทครับ ขณะนี้อยู่ระหว่างดําเนินคดีอยู่ครับ นอกเหนือจากนี้แล้วยังมี อีกหลายแห่ง เพราะฉะนั้นอยากจะบอกว่าหน่วยงานนี้ไม่สามารถมีกําลังและมีศักยภาพ เพียงพอที่จะกํากับดูแลได้ ขอให้กํากับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยและให้ดูแลคล้าย ๆ ธนาคาร แต่กฎไม่ต้องเข้มเหมือนธนาคาร ใช้คนกลุ่มเดียวกันที่มีความเชี่ยวชาญดูได้ครับ แต่ว่าอาจจะยืดหยุ่นได้เพราะเป็นสหกรณ์ แต่ต้องใช้หลักการเดียวกัน มิฉะนั้นแล้วสิ่งที่เป็น ประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมากจะขาดความน่าเชื่อถือแล้วก็เป็นช่องทางในการทุจริต และเมื่อทุจริตมากมันก็ล่มสลาย เครื่องมือสําคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดี แต่มีการปฏิบัติที่ไม่ดีมันก็ล่มสลายไป มันก็จะเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจครับ ผมจึงขอนําเสนอเพื่อพิจารณาครับ ขอขอบคุณครับ

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มเติมอีก ๓ ท่านนะคะ คือท่านชูชัย ศุภวงศ์ ท่านวิทยา แก้วภราดัย รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เภสัชกร กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ลําดับต่อไปขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ในรายงานของคณะกรรมาธิการที่แจกกับท่านสมาชิกในหน้าที่ ๑๔ บรรทัดสุดท้ายของข้อ ๓.๑ มีคําว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญสูง จึงควรทําหน้าที่นี้อย่างเข้มแข็งต่อไป ถ้าเผื่อมีการระบุอย่างนี้ผมก็เลยค่อนข้างจะสับสนทั้งหมดแล้วเราจะมาปฏิรูปกันทําไม ถ้าเผื่อเข้มแข็งอยู่แล้วก็ให้ทํางานต่อไป ประเด็นปัญหาที่ได้ระบุมาในเอกสารหรือที่ได้ชี้แจง ทางวาจาในช่วงชั่วโมงที่ผ่านมาก็ไม่น่าจะต้องเกิดขึ้น แต่ว่าการที่มาอภิปรายกันวันนี้ มีข้อเสนอเพื่อจะให้มีการจัดตั้งสํานักงานกํากับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ก็หมายความว่ามันมีปัญหาจริง แต่ว่ามันจะเป็นเรื่องของการที่จะต้องตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่ หรือครับ หรือว่าทุกครั้งในการปฏิรูปของเรานั้นไม่ว่าจะกรรมาธิการใดก็มักจะเป็นเรื่องของ การตั้งองค์กรใหม่ แล้วองค์กรเหล่านี้มันก็จะเวียนวนอยู่ในระบบราชการคือกระทรวง ทบวง กรม แล้วก็ในเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับ ท่านสมาชิกที่กล่าวก่อนผมเมื่อสักครู่นี้ว่ามันน่าจะมีการพิจารณาที่จะมอบการตรวจสอบและ การกํากับดูแลเรื่องสหกรณ์ทั้งหมดทั้ง ๗ ประเภท หรือ ๒ ประเภทที่เรากําลังจะคุยกันอยู่ ตรงนี้ไปให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหรือไม่ เพราะว่าทางท่านกรรมาธิการก็ได้แจ้งด้วยว่า สหกรณ์บางอันอาจจะใหญ่โตถึงจะแปลงสภาพเป็นธนาคารพาณิชย์ทีหลังได้ ก็ไหน ๆ มันเป็นเรื่องการเงิน ไหน ๆ ก็มีโอกาสมีลู่ทางที่จะเป็นธนาคารพาณิชย์ได้แล้ว ก็น่าจะมอบไป ให้อยู่ในอาณัติของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมีคณะกรรมการกํากับอยู่จะดีกว่าการที่จะ โอนหรือว่าจะตั้งหน่วยงานขึ้นใหม่ในสังกัดของกระทรวงการคลัง ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าจะหา ความชํานาญการมาจากที่ไหนที่จะเป็นคณะกรรมการกํากับอันนี้ แล้วมันจะผิดมากไปจากไหน ที่จะแยกออกมา ย้ายจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเหนือ ๒ กรมไปแล้วก็ยังมี ปลัดกระทรวง แล้วก็มีรัฐมนตรี แล้วก็ยังมีคณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือ เกษตรกรที่สามารถจะดูเรื่องนโยบายได้ แล้วก็การที่จะบอกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติไม่ต้องกํากับนโยบาย แต่ว่ากระทรวงการคลังก็เป็นหน่วยราชการ เหมือนกันนะครับ มันไม่ค่อยจะสมเหตุสมผลเท่าที่ควร แต่ว่ากลับมาที่ประเด็นที่ว่างานนี้ นะครับ ในการที่จะกํากับดูแลเพราะเป็นสถาบันการเงินจะเรียกสหกรณ์หรือจะเรียกอะไร ก็ตามนี่ควรจะขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยดูอีกสักระดับหนึ่งก่อนหรือไม่ นั่นเป็น ข้อเสนออันที่ ๑

ส่วนอันที่ ๒ ผมก็อยากจะรู้ว่าประเด็นปัญหาข้อบกพร่องจุดอ่อน จุดแข็งของ การทํางานของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้นมันมีอะไรนะครับ เราต้อง เอาประเด็นปัญหามาเสียก่อนว่าเขามีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร มันมีการปล่อยปละละเลยทําไม ถึงปล่อยให้มีการโกงกินกันในบรรดาสหกรณ์ต่าง ๆ ได้ ท่านอธิบดีไปทําอะไรทั้ง ๒ ท่าน แล้วโดยเฉพาะกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นี่มันต้องมีหน้าที่จะต้องตรวจบัญชีของสหกรณ์ ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง เงินเกือบ ๒ ล้านล้านบาทนี่ปล่อยปละละเลยได้อย่างไร ให้มันเกิด การทุจริตอย่างใหญ่หลวง กรณีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด ที่ทราบกันเป็นที่ฮือฮา กันไปทั่วประเทศ ผมก็อยากจะขอทราบจากคณะกรรมาธิการก่อนนะครับ ผ่านท่านประธาน ว่าข้อบกพร่องของ ๒ กรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มันคืออะไรแน่นะครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง ก็คือแล้วบรรดาสหกรณ์ทั้ง ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง เขามี ประเด็นปัญหาอะไร แล้วในการดําเนินการที่จะมาเสนอต่อที่ประชุม สปท. ที่นี่ ผมอยากจะ ได้เห็นข้อคิดเห็นของทั้ง ๒ กรม ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วผมอยากจะเห็น ข้อคิดเห็นของบรรดาสหกรณ์ ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง ว่าได้มีการสํารวจสอบถามหรือไม่ว่า มันประเด็นปัญหาอะไร แล้วจะแก้ไขประเด็นปัญหากันอย่างไร ผมอยากจะฟังจาก ๓ หน่วยงานนี้นะครับ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ แล้วก็บรรดาสหกรณ์ ทั้ง ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง มันต้องเอาข้อมูลมาวางบนโต๊ะเสียก่อนถึงจะรู้ว่าแล้วเราจะแก้ปัญหา กันต่อไปอย่างไร คู่ขนานกันไปดังที่ผมกล่าวไว้แต่ต้นว่าน่าจะขอให้ทางธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยเข้าไปดู สักนิดหนึ่งได้ไหม ช่วยตรวจสอบดู อาจจะว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาเข้าไปดูทั้งหมดเลย สหกรณ์ทั้ง ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง การที่จะมาบอกว่ามันมีประเด็นปัญหาแล้วก็จะหาทาง ที่จะแก้ไขปัญหาโดยการคงไว้ซึ่ง ๒ กรมของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยที่ไม่รู้ว่า เขาจะต้องปรับปรุงตัวอย่างไรเพราะไม่มีข้อเสนอ โดยไปตั้งคณะกรรมการกํากับขึ้นมา ผมไม่แน่ใจว่าเราจะแก้ประเด็นปัญหาได้ ผมไม่เชื่อในฝีมือของคณะกรรมการกํากับอันนี้นะครับ มันยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องย้ายงานของการกํากับจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปที่ กระทรวงการคลัง แล้วก็ไปมีคณะกรรมการกํากับมาม้วนกันข้างในของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์เสียก่อนว่ามันมีประเด็นปัญหาอะไรแล้วเอามาวางบนโต๊ะ แล้วก็ฟังสิครับ จาก ๒ กรมบวกสหกรณ์ทั้งหมด รวมทั้งสมาชิกของสหกรณ์ด้วย เขาควรจะได้มีสุ้มมีเสียง อันนี้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้มันจะต้องชัดเจนกว่านี้ ครอบคลุมกว่านี้ เราจะได้มาพิจารณาว่า เราจะได้ร่วมกันปฏิรูปสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนต่าง ๆ เหล่านี้อย่างไร นะครับ ผมขอพูดสั้น ๆ แค่นี้นะครับ แต่ว่าดังที่ผมได้กล่าวมาหลาย ๆ ครั้ง การเสนอเรื่องเข้า มาที่นี่ มักจะขาดสถิติ มักจะขาดการสํารวจไม่มีประโยชน์อันใดนะครับ บอกว่าผ่านที่นี่แล้ว แล้วก็จะไปศึกษาต่อไปอะไรพวกนี้ มันควรจะศึกษามาให้เสร็จแล้วค่อยมาเสนอว่า จะดําเนินการกันอย่างไร อันนี้น่าจะเป็นวิธีทํางานที่จะเหมาะสมแล้วก็รัดกุมกว่า ขอขอบคุณ มากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านกษิตมากค่ะ ต่อไปเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ นะคะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตเลขาธิการแพทยสภา เรียนเชิญค่ะ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและ เพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่านครับ ผมคิดว่าวันนี้เป็นอีกวันหนึ่งที่เราได้รับฟังข้อเสนอที่ดี นะครับ แล้วเห็นอนาคตในการที่จะปฏิรูปประเทศในเรื่องที่สําคัญนะครับ ผมต้องขอขอบคุณ ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ที่เสนอให้เห็นถึงกลไกกระบวนการปฏิรูปที่เคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้ง ๕ ประเด็นด้วยกัน ๕ ประเด็นก็คือเรื่องเกษตรพันธสัญญา เรื่องธนาคารที่ดิน เรื่องสถาบันการเงินของชุมชน เรื่องประกันความเสี่ยงภัยของเกษตรกร และเรื่องที่กําลัง เสนอนี้ครับคือปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ผมคิดว่าถ้าไปได้ ทั้ง ๕ เป็นแพกเกจ (Package) ขออนุญาตพูดอย่างนี้นะครับ ก็อาจจะเกิดผลในการที่จะ นําไปสู่สิ่งที่เรียกว่าลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมมากขึ้น ต้องขอบคุณท่าน อาจารย์ดอกเตอร์ธวัชชัยที่ชี้ประเด็น ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่เป็นคานงัดนะครับ แล้วก็เป็น ประเด็นของการปฏิรูปหลายต่อหลายครั้ง บางครั้งเราฟังดูเรื่องที่นําเสนอยากเหมือนกันที่จะ บอกว่าเป็นการปฏิรูป แต่อันนี้เสนอชัดเจนว่าเป็นการปรับเชิงโครงสร้างเชิงระบบให้มีกลไก อันหนึ่งออกมาเป็นอิสระ ผมถือว่าอันนี้เป็นจุดคานงัดนะครับ เพราะว่ากลไกนโยบายซึ่งอยู่ ในกระทรวงหนึ่งกับกลไกในการติดตามตรวจสอบประเมินไปอยู่ที่เดียวกัน อย่างนี้ ทางธุรกิจเขาก็มองออกนะครับว่ามันไปลําบาก แล้วก็ลําบากจริง ๆ ครับ แล้วก็เกิดปัญหา อย่างที่เราทราบกันดีในเรื่องของสหกรณ์เครดิตยูเนียน เรื่องสหกรณ์เครดิตยูเนียนเป็นวิกฤต แต่ว่าในอีกทางหนึ่งมีผู้รู้ทางภาษาจีนที่เขาเขียนตัวอักษรด้านหนึ่งเป็นวิกฤต อีกด้านหนึ่ง เป็นโอกาสอยู่ในตัวอักษรตัวเดียวกันนะครับ อันนั้นเป็นความลึกซึ้งของคนแต่เก่าก่อน

อีกประเด็นหนึ่งที่ท่านอาจารย์ดอกเตอร์กอบศักดิ์ได้เสนอที่ผมคิดว่า เป็นจุดสําคัญเหมือนกัน เป็นจุดคานงัดเหมือนกัน คือการกําหนดเกณฑ์ผู้บริหารที่มาดูแล สหกรณ์ขนาดใหญ่ เพราะว่าผมเองมีประสบการณ์ เมื่อครั้งหนึ่งที่เกิดวิกฤตของธนาคารออมสินนะครับ ช่วงเวลาสั้น ๆ คนไปถอนเงินกว่า แสนล้านบาท ผมเองก็เป็นหนึ่งในจํานวนนั้นนะครับ เพราะด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีเรื่องก็ไปดู คุณสมบัติของผู้บริหารในครั้งนั้น ปรากฏว่าคุณสมบัติแทบไม่เข้าที่จะมาดูธนาคารขนาดใหญ่ ของประเทศเลยนะครับ อันนั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก แต่ว่าข้อเสนอของเอกสารชุดนี้ จะสามารถทําให้เกิดความมั่นใจว่าวิกฤตเช่นนั้นจะไม่เกิดอีก ผมต้องขอบคุณท่านประธานสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ที่ได้ชี้ให้เห็นพัฒนาการการก่อกําเนิดและการดํารงอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า ระบบสหกรณ์ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีประโยชน์และมีความสําคัญนะครับ เพราะเข้าใจว่า สมัยนั้นมีกระแสหรือมีลัทธิที่เราเรียกว่าคอมมิวนิสต์ ซึ่งไปเสนอให้มีการปฏิวัติสังคม ปฏิวัติ แรงงาน แล้วก็เป็นเรื่องที่ไปอีกสุดขั้วหนึ่ง แล้วก็มีประเทศบางประเทศ เช่น จีน ผืนแผ่นดินใหญ่ก็เอาไปปรับใช้แล้วทําได้ประสบความสําเร็จ แต่ว่าประเทศในยุโรปจํานวน ไม่น้อยก็ต้องเสนอเรื่องของสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อเป็นจุดให้เดินไปได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิด ความรุนแรง แม้กระนั้นก็ตามจีนผืนแผ่นดินใหญ่ขณะนี้ก็ปรับตัวนะครับ พอถึงจุดหนึ่ง ก็ปรับตัวที่ไม่นําไปสู่ความรุนแรงด้วยความคิดของคาร์ล มากซ์ แต่ว่าที่พูดนี้ผมกําลังจะบอก ว่าบริบทมันเปลี่ยนไปยุคสมัยนั้นใครคิดอะไรที่มีประโยชน์ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์นะครับ แต่ว่าในยุคสมัยนี้เรากลับเผชิญกับสิ่งที่คาร์ล มากซ์ หรือนักคิดทั้งหลายเป็นห่วงเป็นกังวล ก็คือความรุนแรงของทุนที่ไม่สัมมา ถ้าพูดกันอย่างไม่เกรงใจก็บอกว่าเป็นทุนสามานย์ ที่นําไปสู่ความรุนแรงทั่วโลกในขณะนี้นะครับ แล้วก็เกิดสิ่งที่เรียกว่ากลุ่มก่อการ เขาก็เติมว่า ก่อการร้าย ถ้าสมมุติว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ในกลุ่มของทุนที่ไม่สัมมาเขาก็จะเรียกคนเหล่านี้ว่า กลุ่มก่อการร้าย เพราะว่ากระแสของทุนสามานย์มันก็ไปสุดอีกทางหนึ่ง ผมกําลังจะบอกว่า โลกทั้งโลกนี่กําลังวิกฤตและเข้าสู่ความรุนแรง และประเทศที่อ้างตนเป็นแม่แบบของ ประชาธิปไตยนั่นละครับเป็นจุดเป็นตัวการ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสหรัฐอเมริกา หรือว่าจะเป็น ประเทศอังกฤษซึ่งเป็นแม่แบบประชาธิปไตย แต่เป็นประชาธิปไตยทางการเมืองที่ละเลย เพิกเฉยต่อประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพราะว่าไปดูให้เห็นนะครับ ไม่ว่าประเทศอังกฤษก็ตาม หรือภายในประเทศสหรัฐอเมริกาก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ตัวชี้วัดที่เรียกว่า สัมประสิทธิ์จีนี (Gini) หรือว่าเอา ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างบนกับ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ข้างล่างของคนจนกับคนรวยมาหารกัน ก็ชัดเจนนะครับว่าในยุโรป ในประเทศอังกฤษช่องว่างสูงมาก สูงมากเป็นอันดับ ๒ รองจาก ประเทศโปรตุเกส ตัวเลขนี้เมื่อ ๒ ปีที่แล้วนะครับที่ผมอ่านในนิตยสารไทม์ (TIME) แต่ว่า ตัวเลขสัมประสิทธิ์จีนี (Gini) ในมลรัฐต่าง ๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็เป็นเช่นเดียวกันที่มี ช่องว่างห่างเรื่อย ๆ และช่องว่างที่ห่างกันนี้ก็เกิดจากนี่ละครับ การที่ไม่มีประชาธิปไตยทาง เศรษฐกิจ ประเด็นที่ผมกําลังจะพูดก็คือแม้แต่ในประเทศสหรัฐอเมริกาขณะนี้กําลังอยู่ใน สภาวะการแข่งขันชิงตําแหน่งประธานาธิบดี ผมอาจจําเป็นต้องพูดนะครับ ของเราลง ประชามติเมื่อวานมีบางชาติเข้ามาขอสังเกตการณ์ เพราะฉะนั้นผมขอสังเกตการณ์ใน กระบวนการสรรหาแคนดิเดต (Candidate) ประธานาธิบดีของบางประเทศบ้างนะครับ ขณะที่คนอเมริกันที่เขาเรียกตัวเองว่า วี อาร์ ไนน์ตี ไนน์ เปอร์เซ็นต์ (We are ninety nine percent) นี่สนับสนุนแคนดิเดต (Candidate) คนหนึ่งชื่อแซนเดอร์ส แล้วในที่สุด กระบวนการที่เรียกว่าอ็อกคิวพาย วอลล์ สตรีต (Occupy Wall Street) ทุนที่ไม่สู้จะสัมมา เท่าไรนี่ครับ เขี่ยแซนเดอร์สพ้นทางไปด้วยวิธีการที่ไม่เหมาะสม ผมขอกลับมาประเทศเรา นะครับว่าในประเทศเราเองก็หนีไม่พ้นนะครับที่ช่องว่างข้างบนกับข้างล่างสูงประมาณ ๑๒ เท่า ถึง ๑๕ เท่า แล้วก็ยืนยันกันทุกฝุายว่ามากที่สุดในอาเซียน (ASEAN) นะครับ ผมไม่อยากจะเทียบ ระดับโลกเพราะว่าเดี๋ยวจะมีการแย้งกัน แต่ว่าความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรมนํามาสู่ การปฏิรูป และที่ท่านอาจารย์สมชัยได้เสนอ ๕ ประเด็นนะครับ แล้วก็ที่ชัดเจนคือ ๒ ประเด็นเกี่ยวกับเรื่องการเงิน คือสถาบันการเงินชุมชนกับเรื่องการปฏิรูประบบสหกรณ์ ผมอยากจะฟังความเชื่อมโยงของข้อเสนอ ๒ ข้อนี้อีกทีครับว่าเชื่อมกันอย่างไรนะครับ ที่เคยนําเสนอแล้วครั้งหนึ่ง แต่ว่าเพื่อความชัดเจนกับเพื่อนสมาชิกให้เห็นว่ามันจะมีผลต่อ สังคมฐานรากอย่างไร ท่านประธานครับ ระบบสหกรณ์ที่ได้ฟังประธานสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เสนอพัฒนาการของมันมา ไม่ว่าจะอ้างชื่อโอเว่น หรือว่าชื่อรอชเดลก็ตามนะครับ ผมไม่ทราบว่าฐานคิดจริง ๆ แล้วนอกเหนือจากไม่อยากเห็นการปฏิวัติที่รุนแรงของกระแส ที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น แล้วก็เป็นทางออกที่เหมาะสมในบริบทนั้น แต่สําหรับผมแล้ว ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๕ ประการสําหรับคุณค่าของระบบสหกรณ์ที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ ได้นําเสนอ

ประการที่ ๑ ผมคิดว่าระบบสหกรณ์เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงนะครับ ท่าน สปท. ชูชาติ อินสว่าง ท่านนั่งอยู่ใกล้ผมท่านเคยเล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟัง แต่ว่าวันนี้ ก็ได้ยินซ้ําอีกว่า ๑ เสียง ๑ โหวต แล้วก็กําชับว่าไม่ใช่ ๑ หุ้น ๑ โหวต อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ ว่าปัญหาบ้านเราที่เป็นธนกิจการเมือง หรือที่ฝรั่งเรียกว่ามันนีโพลิติกส์ (Money Politics) พรรคการเมืองคนเดียวเป็นเจ้าของพรรค บอร์ด (Board) อื่นไม่มีความหมายแล้วจะบอกว่า เป็นพรรคประชาธิปไตยได้อย่างไร แต่ระบบสหกรณ์ ๑ เสียง ๑ โหวตอันนี้สําคัญมาก ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาอีกไม่นานนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เป็นประชาธิปไตยฐานล่าง จะเรียกว่าฐานล่าง หรือฐานราก หรือว่าประชาธิปไตยท้องถิ่นก็ตามนะครับ สําหรับอันนี้เสนอถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ถ้านับ รวมถึงสถาบันชุมชน การเงินชุมชนที่อาจารย์ดอกเตอร์กอบศักดิ์เสนอ ผมเข้าใจว่ากระทบถึง ๑๘-๒๐ ล้านคน อันนี้ผมคิดว่าประชาธิปไตยบ้านเราจะมั่นคงแข็งแรงได้ก็ต้องประชาธิปไตย ฐานล่างนี่ละครับถึงจะไปได้

ประเด็นที่ ๓ คือกลไกนี้จะสร้างสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ อย่างที่ผมได้กล่าวไปแล้วนะครับ เพราะว่าเป็นฐานการเงินของชุมชน ถ้าตัวเลขที่นําเสนอ ก็มีประมาณ ๑๘-๒๐ เปอร์เซ็นต์ที่เกษตรกรชาวไร่ชาวนาไม่มีโอกาสเข้าถึงสถาบันการเงิน เหมือนเราท่านทั้งหลายในที่นี้นะครับ ตรงนี้สําคัญมากทําให้ชุมชนของไทย ซึ่งมี ความเอื้ออาทรต่อกันอยู่แล้วมีกลไกที่เป็นหลักประกันให้ชุมชนเขาเอื้ออาทรได้มากยิ่งขึ้น ช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือกันเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ประการที่ ๔ ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ธวัชชัยท่านพูดถึงเรื่องสวัสดิการชุมชน นะครับ เรื่องสวัสดิการไม่เพียงแต่ว่าเป็นสหกรณ์เฉย ๆ แต่ว่ามีการคิดถึงเรื่องสวัสดิการ ผมอยากจะเรียนว่าสังคมไทยขณะนี้ต้องรีบคิดนะครับ โดยเฉพาะเรื่องการก้าวสู่สังคม ผู้สูงอายุแล้ว แล้วก็มีตัวเลขว่าภายในอีก ๕ ปีข้างหน้า ปี ๒๕๖๔ คนไทยเดินมา ๕ คนนี่ครับ ผู้สูงอายุ ๑ คน นั่นหมายความว่าอีก ๔ คนต้องแบกรับภาระท่าน แล้วมีการประมาณว่า อีก ๑๕ ปีข้างหน้า ประมาณปี ๒๕๗๓ ถึงปี ๒๕๗๔ คนไทย ๒.๕ คน ต้องแบกรับผู้สูงอายุ ๑ คนต้องเป็นคนที่มีคุณภาพจริง ๆ นะครับ เราถึงพูดเรื่องปฏิรูปการศึกษา รัฐของเราจะต้อง เป็นรัฐสวัสดิการ อาจจะยากนะครับเพราะว่าเราไม่ได้ร่ํารวย แต่ว่าชุมชนสวัสดิการ ผสมผสานกับรัฐสวัสดิการอาจจะทําให้เราอยู่รอดได้ สังคมผู้สูงอายุในยุโรปเขาใช้เวลา ๑๐๐ กว่าปี ที่มีกลไกมีมาตรการออกมารองรับ แต่ประเทศไทยเราใช้เวลาประมาณ ๒๐-๓๐ ปี ที่จะต้องเร่งสร้างกลไกมาตรการรองรับตรงนี้ได้นะครับ อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๔

ประเด็นสุดท้ายคือประเด็นที่ ๕ ผมคิดว่าเมื่อเกิดทั้ง ๔ ข้อแรกชุมชน จะเข้มแข็งครับ แล้วเมื่อชุมชนเข้มแข็งคือคําตอบของประเทศนี้ครับ ผมเพิ่งอ่านเวิลด์ แฮปปี้เนส รีพอร์ต (World Happiness Report) รายงานความสุขของโลก นี่สถาบันวิจัยซึ่งตีพิมพ์โดย ยูเอ็น ซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ เรสโซลูชัน เน็ตเวิร์ก (UN Sustainable Development Resolution Network) เขารายงานมาแล้วเป็นครั้งที่ ๔ ครั้งแรกปี ๒๐๑๒ ประเทศไทย อยู่อันดับที่ ๓๓ ครับ เดนมาร์กอันดับ ๑ ส่วนใหญ่ประเทศแถวสแกนดิเนเวีย ๑ ๒ ๓ ๔ อยู่แถวนั้น แต่ว่าจุดสําคัญที่เขาบอกว่าเป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้คนมีความสุข คือความสัมพันธ์ด้านสังคมครับ คือในชีวิตคนเราต้องมีใครที่เราพึ่งได้ ต้องมีกลไกที่เราพึ่งได้ ยามที่เผชิญกับปัญหาหรือวิกฤต เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ในสังคมเป็นหัวใจสําคัญ ความร่ํารวยไม่ใช่คําตอบนะครับ พอถึงจุดหนึ่งมันก็ไม่มีความหมายอะไร ผมคิดว่าสิ่งที่ ข้อเสนอที่เสนอนั้นนําไปสู่ชุมชนเข้มแข็งนี่ละครับ คือความสัมพันธ์ในสังคมที่เข้มแข็งขึ้น แล้วจะทําให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น ผมเชื่อว่าถ้าวัดให้ดี ๆ นะครับ เราไม่ใช่อันดับที่ ๓๓ หรอก บ้านเมืองก็คลี่คลายในสถานการณ์ที่ดี ช่องว่างความเหลื่อมล้ําลดลง ผมคิดว่า เราสามารถที่จะนําไปอยู่จากลําดับที่ ๓๓ อาจจะอยู่ในอันดับ ๓ ของโลกย่อมเป็นได้ อาจจะติด ๑ ใน ๕ ของโลกก็เป็นได้ ในหลายเรื่องเราจะติด ๑ ใน ๕ หรือ ๑ ใน ๑๐ ของโลก ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่น่าอยู่น่าอาศัยที่สุด ผมขอสนับสนุนข้อเสนอเรื่องนี้ครับ แล้วก็ คําถามการอธิบายฐานล่างของสถาบันชุมชนทั้งหมดก็อยากได้ยินความชัดเจนตรงนี้ อีกครั้งหนึ่ง ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ท่านสุดท้ายนะคะ รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เภสัชกร กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม ที่ปรึกษาด้านอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เรียนเชิญค่ะ

นายกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม เภสัชกร กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ สปท. หมายเลข ๑๑ ก็คงขอชื่นชมอนุกรรมาธิการที่ได้เสนอเรื่องที่จะควบคุมกํากับสําหรับสหกรณ์ที่คิดว่ามีเจตนา ไม่ดีอะไร ไม่ทําให้เกิดประโยชน์นะครับ แล้วก็สมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็เห็นด้วยหมดนะครับว่าจําเป็นต้องมีกลไกที่ควบคุม เพราะว่าตัวสหกรณ์เองเราต้องยอมรับ ว่าสหกรณ์ออมทรัพย์หรือเครดิตยูเนียนเป็นที่พึ่งของประชาชนในระดับล่างจริง ๆ แล้วสมาชิกของหน่วยงานซึ่งก็เป็นสมาชิกที่ทั้งข้าราชการหรืออะไรที่รายได้อยู่ในระดับที่ อาจจะต้องพึ่งพิงสหกรณ์เป็นหลักในกรณีที่มีความจําเป็น ฉะนั้นจะทําอย่างไรให้สหกรณ์ สามารถมีความมั่นคงกับสมาชิกที่มีเจตนาบริสุทธิ์นะครับ ก็คงขออนุญาตอภิปราย เพียงประเด็นเดียวนะครับ แต่อาจจะเป็นคนละแง่มุมกับเรื่องที่เรากํากับดูแลในส่วนนี้ก็คง เห็นด้วย ประเด็นหนึ่งที่อยากให้มีความชัดเจนมากขึ้นนะครับในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. ๒๕๔๒ ก็เห็นว่ามีการกําหนดกลไกเพื่อจะกํากับในระดับหนึ่ง มีการให้อํานาจหน้าที่ คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมสหกรณ์แห่งชาติ มีการกําหนดอํานาจหน้าที่นายทะเบียน อะไรต่าง ๆ ในการออกคําสั่งที่จะให้กรรมการดําเนินการสหกรณ์ต่าง ๆ ปฏิบัติเพื่อแก้และ ปูองกันปัญหาอะไรทั้งหลาย ก็คิดว่าชัดเจนนะครับอันนี้ไม่ขัดแย้ง แต่ประเด็นหนึ่งที่คิดว่า น่าจะทําให้เกิดความชัดเจนมากขึ้นนะครับ ก็คงเป็นประเด็นที่จะส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ ทั้งหลายให้ดําเนินการให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นได้อย่างไรนะครับ เท่าที่ดูในพระราชบัญญัติ ฉบับที่ ๒ ก็ดีขึ้นนะครับที่มีการเพิ่มเติมมาตรา ๔๒/๑ คือในเชิงของสหกรณ์ที่เจตนา จะทํางานให้ดี หรือกรรมการบริหารไม่ได้มีเจตนาที่จะทุจริตหรืออะไร สิ่งหนึ่งที่ทําให้สหกรณ์ ดําเนินการไปได้คือความร่วมมือของหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะช่วยหักเงินสมาชิกอะไรเพื่อให้ สามารถมีเงินมาหมุนเวียน แล้วก็ทําให้สมาชิกทุกคนสามารถที่จะดําเนินการต่อเนื่อง ที่เป็น ปัญหาใหญ่ก็คือหน่วยงานไม่ให้ความร่วมมือในการหักเงิน อันนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นถึงแม้เป็น ปัญหาเล็ก แต่ว่ามันจะเป็นส่วนที่กระทบ ฉะนั้นใน พ.ร.บ. ฉบับที่ ๒ ปี ๒๕๕๓ มาตรา ๔๒/๑ รู้สึกให้ความสําคัญ ก็เพิ่มในเรื่องกําหนดใน มาตรานี้ว่า ให้ผู้บังคับบัญชาหน่วยงานหักเงินเดือนค่าจ้างทั้งหลายที่จะจ่ายให้กับสมาชิก ชําระหนี้ต่อสหกรณ์ตามที่สหกรณ์เสนอไป และมีเขียนไว้ว่า ต้องหักเงินให้สหกรณ์เป็น ลําดับแรก แต่ประเด็นที่เกิดปัญหาคือถึงแม้กําหนดไว้อย่างนี้ แต่หน่วยงานก็อาจจะไม่ยอม ดําเนินการ เพราะตัวสหกรณ์เองส่วนหนึ่งในส่วนข้าราชการหรือผู้บริหารที่เกี่ยวข้องอาจจะ รู้สึกว่ามันไม่ใช่หน่วยบริหารของหน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรม ก็เลยให้ความสําคัญ น้อยมาก เหมือนกับสหกรณ์ก็ไปวิ่งเต้นกันเอง หรือว่าบางครั้งสหกรณ์ยังต้องให้ค่าตอบแทน กับเจ้าหน้าที่ที่เป็นหน่วยที่จะช่วยหักเงินอะไรต่าง ๆ ให้สหกรณ์เพื่อขอความร่วมมืออะไร ต่าง ๆ คือประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่อยากเสนอว่า จะมีกลไกไหนไหมที่ทําให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องพวกนี้รู้สึกว่าเป็นอํานาจหน้าที่หรือว่าเป็นภารกิจของกระทรวงที่จะต้อง ช่วยเหลือหน่วยงานสหกรณ์นะครับ

อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญที่เกิดขึ้นคือ ถึงแม้มีการกําหนดมาตรา ๔๒/๑ ไว้ แต่ไม่เห็นมีบทลงโทษอะไรใน พ.ร.บ. เลย บทลงโทษจะพูดถึงเฉพาะเมื่อหน่วยงานหรือว่า สหกรณ์ไหนที่ไม่ให้ความร่วมมือกับนายทะเบียนอะไรทั้งหลาย จะเขียนบทลงโทษชัดเจน แต่ถ้าส่วนราชการหรือหน่วยงานไหนไม่ให้ความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์นี่จะไม่มีเขียน บทลงโทษ ฉะนั้นหลายหน่วยงานก็ทําเป็นดื้อแพ่งไป ในขณะที่เมื่อดื้อแพ่งแล้วก็เกิดปัญหา กับสหกรณ์จริง ๆ เพราะว่าถ้าจะดําเนินการก็ต้องไปฟูองศาลที่จะมาบังคับหน่วยงานให้ช่วย หักเงิน มันก็เกิดความขุ่นข้องหมองใจกัน ความร่วมมือก็ยิ่งลดลง ก็ต้องใช้อํานาจศาล และการฟูองศาลนี่ก็เป็นภาระกับสหกรณ์จริง ๆ เพราะสหกรณ์ส่วนใหญ่ถ้าเป็นสหกรณ์ ที่เจตนาสุจริตไม่ได้ทําอะไร ส่วนใหญ่กรรมการก็มีภาระงาน ก็ต้องมารับผิดชอบหาทนาย มาฟูองร้อง แล้วกว่าคดีจะยุติได้ผลอะไรมันก็เกิดความเสียหายกับสมาชิก เพราะว่ากว่าจะ ได้ผลว่าหน่วยงานต้องหักเงินให้ อาจจะต้องเป็นปีหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งสหกรณ์ก็ต้องไล่ สมาชิกนั้นออกเพราะไม่ส่งเงิน ถ้าเมื่อไรไล่สมาชิกออกแล้วสมาชิกหลบหนีไม่ส่งก็จะเกิด ผลกระทบอีก เพราะต้องไปไล่เบี้ยผู้ค้ําประกัน ผู้ค้ําประกันก็คือสมาชิกในหน่วยงานทั้งหมด ค้ํากันไปค้ํากันมา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นลูกโซ่ไป เมื่อคนหนึ่งหรือหน่วยงานเกิดปัญหา ไม่ร่วมมือ สมาชิกหลบหนีไม่ดี ก็เกิดลูกโซ่กับสหกรณ์หมด แล้วก็มีประเด็นหนึ่งที่เกิดปัญหา เหมือนกันว่ามีคนหนึ่งบอกหน่วยงานไม่ให้หักแล้วหน่วยงานก็ไม่ยอมหัก แล้วทุกคนก็จะ ทําตามหมด อันนี้ก็เกิดกระทบมาก ไม่อย่างนั้นสหกรณ์ก็จะไปฟูองร้องสมาชิกทุกคนทําให้ เป็นความ กว่าจะได้เรื่องก็จะเกิดปัญหาอีก แม้แต่ศาลลงมติหรือว่ามีคําตัดสินว่าให้ชดใช้แล้ว การบังคับคดีก็ยังยากอีก ฉะนั้นเงินส่วนนี้ก็เป็นส่วนที่ถ้าเกิดเรื่อง สมาชิกสมมุติรับทราบและ เข้าใจไม่ถูกต้องนี่ก็อาจจะขาดความเชื่อถือต่อสหกรณ์ ฉะนั้นกลไกตรงนี้อยากจะฝากว่า มีกลไกไหนไหมที่จะทําให้หน่วยงานต่าง ๆ ต้องมีความรับผิดชอบในส่วนนี้ถ้าตัวเองทําให้เกิด ความเสียหาย ไม่ให้ความร่วมมือสหกรณ์อะไรต่าง ๆ อันนี้ก็คงขอฝากทางอนุกรรมาธิการ ไว้ด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปนะคะ สมาชิกอภิปรายเสร็จแล้ว ต่อไปขอเรียนเชิญ กรรมาธิการตอบข้อซักถามของสมาชิก เชิญค่ะ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก ที่เคารพรักครับ ผมขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ได้กรุณาให้ความสนใจและให้ความเห็น อภิปรายในเรื่องที่นําเสนออย่างมีประโยชน์และอย่างมีน้ําใจนะครับ ขอขอบคุณหลายท่านที่ ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง เราก็จะนําไปพิจารณานะครับ ส่วนที่จะตอบเป็น รายละเอียดที่ผมจะขอให้ทางอาจารย์ธวัชชัยและทีมกรรมาธิการท่านอื่นได้ตอบนะครับ ผมเองจะขออนุญาตตอบในเรื่องหลัก ๆ ที่เป็นพื้นฐานอยู่เรื่องหนึ่งนะครับ คือผมคิดว่าเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าการนําเสนอยังไม่ชัดเจนจึงได้มีการอภิปรายกันในหลายประเด็น ซึ่งเกิด จากความไม่ชัดเจนในเรื่องของสิ่งที่นําเสนอ ผมคิดว่ามีความจําเป็นต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างธุรกรรมทางการเงินกับธุรกิจการเงิน ธุรกรรมทางการเงินเป็นธุรกรรมซึ่งองค์กรต่าง ๆ บริษัทต่าง ๆ บุคคลต่าง ๆ ต้องมีส่วน เกี่ยวข้องและเป็นเรื่องที่สําคัญ และสิ่งนี้ก็จะต้องมีการตรวจสอบแล้วก็มีการกํากับดูแล แต่ว่าธุรกิจการเงินนั้น หมายถึงเฉพาะบริษัทหรือองค์กรใด ๆ ที่ประกอบธุรกิจโดยค้าขายเงิน สิ่งที่เขาซื้อเขาขายนั้นคือเงิน สิ่งที่เขาให้บริการนั้นคือเงิน สิ่งที่เขาผลิตนั้นคือเงิน พวกนี้ เป็นพวกประกอบธุรกิจการเงิน ธุรกิจการเงินเป็นเรื่องที่ต้องได้รับอนุญาตจึงประกอบได้ เป็นกิจการที่ถูกกํากับดูแลในนานาชาติเหมือนกันทั่วโลก แต่ว่าธุรกรรมทางการเงินไม่ต้อง กํากับดูแล แต่ว่าเขามีข้อกําหนดว่าต้องตรวจสอบ เช่นว่าบริษัทที่ผลิตรถยนต์ก็จะมีบริษัท ผู้ตรวจสอบบัญชีอิสระเป็นผู้ตรวจสอบการเงินของเขา บริษัทที่ทําเกษตรก็ถูกตรวจสอบโดย ผู้ตรวจสอบอิสระเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบการเงินของบริษัทต่าง ๆ เป็นเรื่อง ปกติ เป็นเรื่องวิชาชีพอันหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่และไม่เหมือนกันกับการกํากับดูแลและการตรวจสอบ ธุรกิจการเงิน สิ่งที่เราเสนอนี้คือเราเสนอที่จะทําการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และ สหกรณ์เครดิตยูเนียน สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนประกอบธุรกิจการเงิน เพราะฉะนั้นเขาต้องถูกกํากับดูแลไม่ใช่เฉพาะตรวจสอบอย่างเดียว การตรวจสอบยังคงต้องมี แล้วก็จะต้องมีใน ๒ ระดับด้วย คือระดับการเงินขององค์กรกับระดับธุรกิจทางการเงินนะครับ ถ้าจําแนก ๒ อย่างนี้ชัดเจนแล้วผมก็คิดว่าควรจะทําความชัดเจนอีกอย่างหนึ่ง ก็คือสหกรณ์นี้ คืออะไร ผมคิดว่าสหกรณ์นี้เป็นรูปแบบขององค์กร เป็นการจัดตั้งเป็นนิติบุคคลขององค์กร ในรูปแบบสหกรณ์ เราอาจจะจัดตั้งองค์กรธุรกิจได้หลายรูปแบบ เช่น จัดตั้งเป็นบริษัท จัดตั้ง เป็นหุ้นส่วน หรือแม้ประกอบการคนเดียวก็ได้ และการจัดตั้งเป็นสหกรณ์ก็เป็นรูปแบบหนึ่ง ขององค์กรธุรกิจ สหกรณ์ไม่ใช่ประเภทธุรกิจ เป็นรูปแบบองค์กร และที่เราจะกํากับดูแลนี้คือ กํากับธุรกิจการเงิน ใครก็ตามที่ประกอบธุรกิจการเงินไม่ว่าจะประกอบโดยบริษัท หรือโดย สหกรณ์ หรือโดยวิสาหกิจชุมชน หรือแม้โดยมูลนิธิ หรือโดยบุคคลธรรมดา ผู้ที่ประกอบ ธุรกิจการเงินพึงต้องถูกกํากับ อันนี้เป็นหลักสากล สาเหตุเพราะว่าธุรกิจการเงินเป็นธุรกิจ ที่จะก่อให้เกิดผลเสียหาย ก่อเกิดภัยพิบัติต่อสังคม ต่อสาธารณชนโดยรวมได้ เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบธุรกิจเขาเรียกว่าเป็นเรกูเลเตดอินดัสทรี (Regulated industry) เป็นกิจกรรมเป็น ทางธุรกิจที่ต้องมีการกํากับดูแล เวลาจะจัดตั้งกิจกรรมทางการเงินก็ต้องมีการขออนุญาต ในการดําเนินการก็ต้องมีการกํากับดูแล ซึ่งไม่ใช่เป็นการกํากับดูแลธุรกรรมทางการเงิน เยี่ยงอย่างบริษัทที่เขาผลิตคอมพิวเตอร์ขาย หรือเขาผลิตรถยนต์ขาย พวกบริษัทธุรกิจผลิต คอมพิวเตอร์ ผลิตรถยนต์ หรือผลิตข้าวขายนี่ก็ต้องถูกตรวจสอบในธุรกรรมทางการเงิน ของเขา แต่สิ่งที่เขาขายนั้นคือข้าว คือรถยนต์ คือคอมพิวเตอร์ แต่ที่เราพูดถึงนี้มันคือบริษัท ซึ่งผลิตเงิน ซื้อเงิน ขายเงิน ให้บริการทางการเงิน ถึงได้เรียกว่าไฟแนนเชียลโพรดักต์ (Financial product) ที่ผลผลิตทางการเงินของเขา พวกนี้ก็จะถูกตรวจสอบนะครับ ถูกกํากับดูแล เพราะฉะนั้นที่เราเสนอนี้ไม่ได้เป็นการย้าย ที่บอกว่าย้ายกระทรวงนั้นไม่ได้ย้าย การสหกรณ์ ยังเป็นภารกิจของกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ อันนั้นเป็นมิติของสหกรณ์ มิติขององค์กรจัดตั้ง องค์กรธุรกิจที่ตั้งขึ้นในรูปสหกรณ์ก็ต้องปฏิบัติตามหลักการสหกรณ์ ตามปรัชญาสหกรณ์ ตามอุดมการณ์สหกรณ์ พึงได้รับการส่งเสริมและได้รับการตรวจสอบ ในเชิงที่เป็นสหกรณ์ แต่ว่าเฉพาะสหกรณ์ที่มาประกอบธุรกิจการเงินมันเป็นช่องว่างอยู่ เดิมเราเห็นว่าเป็นองค์กรที่มีการดําเนินการจํากัด เพราะให้บริการกับสมาชิกเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ไม่จําเป็นที่จะต้องไปกํากับดูแลอะไรมากนัก เดี๋ยวนี้ปรากฏว่าสหกรณ์ ออมทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนียนได้ขยายกิจการใหญ่โต แล้วก็ขยายขอบเขตของ การให้บริการ นอกจากให้กู้กับสมาชิกแล้วยังให้กู้กับสมาชิกสมทบซึ่งเป็นบุคคลภายนอก แล้วก็ให้กู้กับกิจการสหกรณ์ด้วยกัน มันเป็นการให้กู้กับนิติบุคคล ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่ง เพราะฉะนั้นความเสี่ยงทางการเงินเชิงระบบนี้มันเกิดขึ้น และตรงนี้เป็นช่องว่างซึ่งมิได้มี การทํามาก่อน จึงต้องมีการมอบหมายว่าภารกิจอันนี้จะให้ใครทํา ก็อาจจะบอกได้ว่าที่ท่าน พูดถึงแบงก์ชาตินี่เป็นเรื่องถูกต้อง บอกมิตินี้คือมิติเชิงการเงินนะครับ แต่แบงก์ชาติ จะเหมาะสมหรือจะรับหรือไม่นี่ผมจะให้ท่านธวัชชัย ท่านกอบศักดิ์ ซึ่งท่านเชี่ยวชาญอันนี้ ได้อภิปรายในตอนต่อไป แต่ตอนนี้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เราจะกํากับดูแลไม่ใช่สหกรณ์ทั้งหมด ไม่ใช่มิติเชิงสหกรณ์ เพราะกระทรวงการคลัง หน่วยงานที่ตั้งขึ้นไม่มีวิชาชีพทางนี้ วิชาชีพ ที่จะสร้างขึ้นในองค์กรใหม่นี้คือวิชาชีพในการกํากับดูแลธุรกิจทางการเงินในระดับที่สเปซิฟิก (Specific) เฉพาะสําหรับเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์นะครับ เพราะฉะนั้นการกํากับดูแลสหกรณ์ ออมทรัพย์ยังคงต้องถูกกํากับโดย ๒ กระทรวง ในฐานะที่เป็นสหกรณ์ก็ยังต้องถูกกํากับโดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะที่เป็นผู้ประกอบกิจการธุรกิจทางการเงิน และต้องถูกกํากับโดยหน่วยงานที่ตั้งขึ้น ใหม่นี้ ผมขออนุญาตชี้แจงเท่านี้นะครับ

มีเรื่องที่หมอชูชัยได้ขอให้พูดถึงเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการเงิน ชุมชนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ตรงนี้ก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน คือสถาบันการเงิน ชุมชนจะเป็นองค์กรขนาดเล็ก ถ้าเทียบกับสหกรณ์ขณะนี้แล้วความเป็นนิติบุคคลเขากําลัง จะเกิด แล้วขนาดการปฏิบัติการเขาก็อยู่ในขอบเขตจํากัด ส่วนมากก็อยู่ในพื้นที่ชนบท เราก็อยากจะเห็นว่าเขามีความมั่นคงและสามารถให้บริการที่ดีและพัฒนาต่อไปเป็นที่พึ่งของ คนยากคนจนในตําบล หมู่บ้านที่เข้าถึงการเงินในระบบได้ ไม่ต้องไปอาศัยการเงินนอกระบบ เพราะฉะนั้นก็จะทําให้เขามีสถานภาพเป็นนิติบุคคลเพื่อให้เขาไม่ต้องมีปัญหาว่าต้องหลบ ต้องซ่อนต้องทําโดยผิดกฎหมายอะไรต่าง ๆ นะครับ และต่อไปถ้าเขาพัฒนาขึ้นเขาก็มี ๒ เส้นทางใหญ่ ๆ ขณะนี้นะครับ ๑. คือเขาเป็นวิสาหกิจชุมชนได้ วิสาหกิจเพื่อสังคมก็จะ เป็นรูปนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจ แต่ไม่ใช่เพื่อเอากําไรมาแบ่งกัน เป็นการประกอบธุรกิจ เพื่อสังคม หรือเขาจะทําเป็นบริษัท เป็นธนาคาร เป็นบริษัทที่ประกอบกิจการทางการเงิน ก็ได้ หรือเขาจะรวมตัวกันเป็นสหกรณ์ตามอุดมการณ์ของสหกรณ์ก็ได้ เพราะฉะนั้นอนาคต ต่อไปก็เป็นเรื่องที่ยังต้องเปิดโอกาสเหล่านี้ไว้แล้วก็ส่งเสริมให้เขาพัฒนาต่อไป ขอบคุณครับ ผมจะขออนุญาตให้ท่านธวัชชัยได้ชี้แจงในรายละเอียดนะครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญท่านธวัชชัยค่ะ

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ได้ให้ข้อเสนอแนะและได้ให้ข้อคิด ต่าง ๆ ซึ่งมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งนะครับ มีทั้งรายละเอียดมากมายซึ่งผมจดไว้นี่นะครับ แล้วก็ มีทั้งประเด็นใหญ่ เนื่องจากเวลามีจํากัดผมคงจะไม่สามารถตอบได้หมด แต่ว่าผมขอให้ คํารับรองนะครับว่า ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านเหล่านี้ผมจะต้องนําไปปรับปรุง รายงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะครับ

ประเด็นเรื่องที่ว่าทําไมถึงต้องเสนอให้จัดตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมา ฟังเสมือนว่า ทุกครั้งที่มีปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหาก็หนีปัญหาโดยการไปตั้งองค์กรใหม่ คือความจริงเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาข้อดีข้อเสียต่าง ๆ มาแล้วอย่างถี่ถ้วนนะครับ ก็คิดว่าการที่จะต้อง แยกเป็นองค์กรอิสระออกมาเป็นวิธีที่ดีที่สุด ถามว่าถ้าแยกออกมาแล้ว แล้วกรมส่งเสริม สหกรณ์กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะทําอะไรต่อไปนะครับ ความจริงแล้วถ้าเรามองภาพรวม ของสหกรณ์ทั้งประเทศมีทั้งหมด ๘,๐๐๐ กว่าแห่ง เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียนประมาณ ๒,๐๐๐ แห่ง เพราะฉะนั้นเมื่อดึงสหกรณ์ ๒ กลุ่มนี้ออกมาแล้ว เพื่อให้องค์กรอิสระกํากับดูแลแล้ว ก็หมายความว่ายังมีสหกรณ์เหลืออยู่ในระบบ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะต้องดูแลต่อไปอีก ๖,๐๐๐ กว่าแห่ง ถามว่าสหกรณ์เหล่านี้มีอะไรบ้าง ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่าเมื่อเราศึกษาไปแล้ว เราจําเป็นต้องจํากัดขอบเขตให้ดูแลเฉพาะเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์กับเรื่องสหกรณ์เครดิต ยูเนียน เพราะเหตุว่าตัวสหกรณ์เองมีปัญหาซับซ้อนมาก แล้วก็ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ จะต้องปรับปรุงต้องปฏิรูปกันก็ว่าได้นะครับ สหกรณ์ที่ผมคิดว่ายังมีความอ่อนแอมาก และความจริงแล้วพอเกิดปัญหาเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์กับสหกรณ์เครดิตยูเนียนแล้วนี่ ทั้ง ๒ กรมก็มุ่งที่จะมาแก้ปัญหาเฉพาะสหกรณ์เครดิตยูเนียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ลืมนึกไปว่า สหกรณ์เกษตรขณะนี้มีปัญหาหนักหน่วงเช่นเดียวกัน แทบจะไม่มีใครพูดถึงเลยนะครับ เกษตรกรมีหนี้ท่วมหัวแล้วก็เวลาจะแก้ไขปัญหาก็มักจะมองแต่ว่าประเด็นสําคัญคือเรื่องเงิน ผมอยากจะขอเรียนนะครับว่าสหกรณ์เกษตรก็ดี สหกรณ์ประมงก็ดี เรื่องเงินเป็นเรื่องปลายเหตุ ปัญหาต้นเหตุคืออยู่ที่การผลิต อยู่ที่ประสิทธิภาพ อยู่ที่การจัดระบบการผลิต ถ้าจุดนั้นแก้ไขได้ ทําให้เกษตรกรหรือชาวประมงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผมคิดว่าเรื่องการเงินเป็นเรื่องปลายเหตุ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ขณะนี้จะมุ่งประเด็นไปที่สหกรณ์ซึ่งกําลังเป็น ปัญหาแต่ยังไม่ได้มีใครพูดถึง ผมคิดว่าจะมีเรื่องที่จะต้องทําอีกเยอะนะครับ เป็นภารกิจ ซึ่งหนักหน่วงมากนะครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ดอกเตอร์กอบศักดิ์ท่านก็ได้เสนอเรื่อง เกษตรพันธสัญญา ความจริงแล้วกรมส่งเสริมสหกรณ์ควรจะเป็นหน่วยงานหลักที่เข้าไปช่วย เกษตรกรในเรื่องนี้นะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาไปทํากันเองแล้วก็ถูกหลอกถูกลวงอะไรต่ออะไร แต่ว่าเรื่องนี้นอกเหนือขอบเขตจากสิ่งที่เราศึกษา แต่ในเมื่อมีท่านถามขึ้นมาผมก็คิดว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว คือผมคิดว่าการที่มอบให้สหกรณ์ยังอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้นยังถูกต้องอยู่นะครับ เพราะว่ายังมีภารกิจ ที่จะต้องทําอีกเยอะ ในเรื่องของการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินนี่นะครับ ความจริงในรายงานได้พูดถึงแต่ไม่ได้ลงรายละเอียด นะครับ การกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนนี่ควรจะแบ่งเป็น ๓ ระดับ หรือ ๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ประเด็นโครงสร้าง ประเด็นนี้ก็คือพูดถึงโครงสร้างกรรมการ ควรจะเป็นอย่างไร จะมีการถ่วงดุลอย่างไร ไม่ใช่เอาญาติโยมเข้ามาหรือผลัดหมุนเวียน เป็นอยู่อย่างนั้นผูกขาดอยู่อย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นโครงสร้างก็จะต้องชัดเจน

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องคุณสมบัติของผู้บริหาร อันนี้ก็เช่นเดียวกันจะต้อง กําหนดมาตรฐานให้เหมือนกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้สําหรับธนาคารพาณิชย์ คนที่จะมาเป็นผู้บริหารของสถาบันการเงินจะต้องมีข้อห้ามอะไรบ้าง และจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านใดบ้าง แล้วก็อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งซึ่งจะต้องกําหนดในรายละเอียด

แล้วก็ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของกระบวนการทํางานของผู้บริหารนะครับ ประเด็นสําคัญคือเรื่องธรรมาภิบาล เรื่องความขัดแย้งของผลประ โยชน์ เรื่องความตรงไปตรงมา ความทุจริตต่าง ๆ มันก็จะอยู่ในนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการกํากับ ดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินก็จะต้องพูดถึง รายละเอียดเหล่านี้ให้ครบถ้วน ซึ่งในรายงานได้พูดไว้แต่ว่ายังไม่ได้ลงไปในรายละเอียดนะครับ ผมคิดว่าในกฎหมายก็คงจะกําหนดได้ ได้มีท่านอภิปรายถึงเรื่องเครดิตบูโร (Credit Bureau) ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็สหกรณ์ทั้ง ๒ แห่งนี้ควรจะเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร (Credit Bureau) นะครับ แต่เหตุที่ในรายงานนี้ยังไม่ได้เสนอว่าจะต้องบังคับก็เพราะเหตุว่า การเป็นสมาชิกเครดิตบูโร (Credit Bureau) นั้นมีภาระพอสมควร และมีบทลงโทษทาง กฎหมายด้วย คณะกรรมาธิการเห็นว่าขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ยังไม่มีความพร้อม ตราบใดที่ระบบมาตรฐานทางบัญชียังอ่อนแอยังไม่ได้มาตรฐาน ตราบใด ที่ระบบการจัดทําข้อมูลยังไม่ครบถ้วนยังมีปัญหามากมาย ยังเป็นสมาชิกเครดิตบูโร (Credit Bureau) ไม่ได้นะครับ การที่ผู้บริหารสหกรณ์ส่งข้อมูลไปที่เครดิตบูโร (Credit Bureau) แล้วมีความผิดพลาด แล้วก็ถ้าหากว่ามีการร้องเรียนทําให้สมาชิกเสียหาย เขาต้องรับโทษทาง อาญาซึ่งหนักมาก เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่าจําเป็น แต่ว่าคงจะต้องให้เวลา หน่วยงาน องค์กรอิสระที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ จะต้องทําระบบต่าง ๆ เหล่านี้ให้พร้อมเสียก่อน จึงจะกําหนดให้สหกรณ์เข้าไปเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร (Credit Bureau) ได้นะครับ ซึ่งถึงจุดนั้นแล้วที่ท่านกรรมาธิการได้พูดถึงว่าควรจะให้บริษัทประกันภัยเข้ามารับความเสี่ยง หรือไม่ ประเด็นนั้นก็จะไม่มีความจําเป็นนะครับ เพราะเหตุว่าถ้าหากว่าสหกรณ์มีข้อมูล เพียงพอที่จะวิเคราะห์ว่าสมาชิกแต่ละคนที่เขามากู้มีความเสี่ยงไหม มีภาระภายนอกเป็น อย่างไร มีความครบถ้วน แล้วก็แม้กระทั่งผู้ค้ําประกันมีภาระอยู่แล้วมากน้อยแค่ไหน ปัญหา เหล่านี้ก็จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ความเสี่ยงต่าง ๆ ก็จะมีน้อยลงนะครับ

ถามว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ขณะนี้เสียหาย อย่างไรถึงต้องดึงออกมานะครับ ประเด็นเหล่านี้ผมเข้าใจว่าจะมีท่านผู้แทนกรรมาธิการ ซึ่งมาจากสํานักงานเศรษฐกิจและการคลังคงจะสามารถตอบได้ แต่ว่าเจตนารมณ์ของเรา ไม่ได้ต้องการที่จะต้องเข้าไปขยี้ หรือว่าเอาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาจับผิดวิเคราะห์ เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว การจับผิดย้อนหลังมันเป็นของง่ายนะครับ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่ผม คิดว่าก็มีประเด็นซึ่งถ้าจะส่งเสริมกันก็มีเรื่องที่จะต้องทํากันเยอะนะครับ ทีนี้หน่วยงานกํากับ ที่คณะกรรมาธิการเสนอมานี้ไม่ใช่เน้นเรื่องการกํากับอย่างเดียวนะครับ ความจริงแล้วเรามี ๓ ด้านด้วยกัน คือด้านการส่งเสริม แล้วก็ด้านการพัฒนา อีก ๒ ด้านผมคิดว่ามีความสําคัญ ไม่น้อยไปกว่าการกํากับ การที่ต้องดึงการกํากับดูแลออกมาเป็นหน่วยงานอิสระก็เพราะว่า เราคิดถึงว่า เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนแล้ว จะอยู่กับที่อย่างนี้ไม่ได้ จะต้องพัฒนานะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องพัฒนายังมีอีกมากมาย นะครับ ตั้งแต่เรื่องระบบไอที (IT) ขณะนี้อย่างที่ท่านทราบกันอยู่ประเทศไทยกําลังจะมุ่งไปสู่ ระบบที่เรียกว่าเป็นการลดการใช้กระดาษคือเปเปอร์เลสอีโคโนมี (Paperless Economy) จะใช้ระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) อีเพย์เมนต์ (e-Payment) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า สหกรณ์ในอนาคตจะต้องไปกับเขาด้วยแน่นอนนะครับ การที่จะชําระเงินด้วยธนบัตร ด้วยเช็คมันจะค่อย ๆ ลดไป สหกรณ์ถ้าไม่เตรียมความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ก็จะตกขบวน นะครับ แล้วก็ในที่สุดความสะดวกต่าง ๆ ที่สมาชิกจะได้รับก็จะน้อยกว่าธนาคาร เพราะฉะนั้นเรื่องของการส่งเสริมก็ดี เรื่องของการพัฒนาก็ดีก็มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่าการที่จะต้องเข้ามากํากับดูแลเพื่อลดความเสี่ยงนะครับ ส่วนข้อบกพร่องของรายงาน ฉบับนี้มีมากมายอย่างที่ท่านนิกรได้ให้ข้อแนะนําไว้ คณะกรรมาธิการก็จะได้รีบนําไปปรับปรุง นะครับ ก็ขออภัยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบางจุดด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เชิญท่านกอบศักดิ์ค่ะ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผมก็ขอเพิ่มเติมอีก ๒ ประเด็นที่เป็นคําถามของ ท่านสมาชิก คือคําถามที่ ๑ ที่ท่านกษิตถามไว้ว่า ทําไมไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคน กํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน และประเด็นที่ ๒ เป็นการเพิ่มเติมที่ท่านอาจารย์ธวัชชัยได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ก็คือทําไมต้องตั้ง องค์กรใหม่ แล้วก็ไม่ยกระดับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้กระฉับกระเฉงอย่างที่ ท่านสุรินทร์ได้พูดถึงไว้เป็นคนแรกนะครับ

ผมขอเริ่มประเด็นที่ ๑ ก่อนครับ เรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย ความจริงเรื่องนี้เราได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิดในการร่าง พระราชบัญญัติใหม่ขึ้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เป็นผู้ช่วยในการยกร่าง พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว แต่สิ่งที่สําคัญก็คืออะไรครับ ก็คือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น มีข้อจํากัดของตนเองครับ ก็เพราะว่าสิ่งที่เป็นสิ่งสําคัญที่สุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็คือความเชื่อมั่นในตัวของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง คนที่เชื่อมั่นในธนาคารพาณิชย์ นะครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยในแต่ละปีไปช่วยดูให้เรียบร้อย แล้วว่าธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นมีการวางเงินสํารอง มีเงินทุน มีการกํากับดูแลตนเองอย่าง ดียิ่ง แล้วก็อาศัยธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นเป็นคนเข้าไปช่วยดู และด้วยความเชื่อมั่นในตัว ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ทําให้เกิดความเชื่อมั่นในธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น การที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยนั้นจะรับเอาสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนจํานวน ๑,๙๐๐ แห่งเข้ามานั้น จะเกิดความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในตัวของธนาคารแห่งประเทศไทย ในระยะยาว ทําไมผมถึงพูดเช่นนี้ครับ ก็เพราะว่าในตัวสหกรณ์ออมทรัพย์นั้นมีจํานวนมาก แล้วการกํากับดูแลให้ไม่เกิดปัญหานี้เป็นไปด้วยความยากลําบาก มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้น เป็นครั้งคราว แล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัวของธนาคาร แห่งประเทศไทยได้ และพอเกิดความไม่เชื่อมั่นในตัวของผู้กํากับดูแลก็จะมีนัยไปถึงตัว ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจครับว่าทุกครั้งที่เราเข้าไปคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยว่า กรุณารับเอาสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าไปดูแลด้วยเถิด เขาก็จะบอกว่าหน้าที่หลักของธนาคาร แห่งประเทศไทยก็คือการกํากับดูแลธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของระบบสถาบันการเงินทั้งหมดของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทั้งระบบไปได้ครับ แล้วเขาก็อยากจะขอว่าเขาขอโฟกัส ในงานหลัก และถ้าเกิดรวมนะครับสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ ๑๑ ล้านล้านบาท บวกกับธนาคารเฉพาะกิจอีก ๖ ล้านล้านบาท จะใหญ่กว่าตัวของสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ เครดิตยูเนียนทั้งหมดหลายเท่าตัวนัก ประมาณ ๙ เท่าตัว ไม่น่าแปลกใจเขาเลยบอกว่าเขาจะ ขอกํากับดูแลหัวใจสําคัญของระบบเศรษฐกิจไทยการเงินไทยให้ไปได้ แล้วก็อยากจะขอเข้ามา เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการยกระดับการกํากับดูแลของสหกรณ์ออมทรัพย์แทน ซึ่งในส่วนนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เคยทําหน้าที่นี้หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดตั้ง ก.ล.ต. ก็เป็นคนที่ช่วยร่างพระราชบัญญัติและส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยในการจัดตั้ง ก.ล.ต. ในการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองเงินฝากก็ได้ทําในลักษณะเดียวกัน หรือแม้กระทั่งในกรณีของ เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ก็เป็นคนที่ช่วยยกร่างพระราชบัญญัติและส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วย ดูแล ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ จากการหารือของกระทรวงการคลังกับทางธนาคาร แห่งประเทศไทย ก็ได้มีข้อสรุปว่าทางกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็น ผู้ร่วมกันยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็จะเป็นคนเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในการยกระดับ การกํากับดูแลขององค์กรแห่งนี้ขึ้นมาสู่ระดับมาตรฐานโดยเร็ว

คําถามข้อที่ ๒ ครับ ว่าทําไมถึงต้องตั้งองค์กรใหม่ ทําไมไม่ยกระดับกรม ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง ๒ กรมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เป็นคนกํากับดูแลตัวของ สหกรณ์ออมทรัพย์แล้วก็สหกรณ์เครดิตยูเนียน ในเรื่องนี้หัวใจสําคัญครับอยู่ที่ข้อจํากัดของ บุคลากร ข้อจํากัดของการพัฒนาบุคลากร การสร้างคนและการรักษาคน เพราะท้ายที่สุด องค์กรอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. คปภ. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ที่คนที่ทํางานที่นั้นครับ สําคัญว่าองค์กรนั้นสามารถดึงดูดคนเหล่านั้นเข้ามาทํางาน พัฒนาคนเหล่านั้น แล้วก็รักษาคนเหล่านั้นได้หรือเปล่า การที่เราจะนําเอากรมในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ขึ้นมาเป็นคนทําหน้าที่นี้จะมีความลําบากอย่างยิ่ง เพราะว่าเราจะติด ข้อจํากัดในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของอัตราเงินเดือน ซึ่งทําให้ท้ายที่สุดแล้วยากต่อการดึงดูดคนที่ใช่เข้ามาเป็นผู้กํากับดูแล และนอกจากนี้ยังมี ปัญหาเรื่องของระบบข้อมูล ระบบไอที (IT) ที่องค์กรดังกล่าวต้องพัฒนาให้เป็นผู้นําเป็น ผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบไอที (IT) แล้วก็ระบบข้อมูลของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศไทย อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเกิดเรารอพึ่งพาเงินงบประมาณของรัฐบาลแต่อย่างเดียวโอกาสดังกล่าว ก็เกิดขึ้นได้ยาก แล้วในส่วนนี้ก็จะทําให้องค์กรดังกล่าวไม่สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แล้วก็ไม่สามารถทําหน้าที่ในการกํากับดูแลได้ นี่คือสาเหตุสําคัญครับที่จะต้องมีการคิด อีกครั้งหนึ่งว่าเราจะต้องหาองค์กรใหม่ที่มีความอิสระทางการเงิน มีแหล่งรายได้ของตนเอง เข้ามาเป็นผู้กํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วก็สหกรณ์เครดิตยูเนียน ซึ่งในส่วนนี้ไม่ใช่เรื่อง ใหม่ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เมื่อปี ๒๕๕๐ ก็เกิดขึ้นแล้ว โดยขณะนั้นกรมการประกันภัยอยู่ที่ กระทรวงพาณิชย์ครับ ได้มีการย้ายเข้ามาสังกัดใต้กระทรวงการคลังแล้วก็ตั้งองค์กรขึ้นมา องค์กรใหม่ก็คือคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยที่มีรายได้ เป็นของตนเองแล้วก็สามารถดูแลพนักงาน ดูแลการพัฒนาพนักงานและรักษาพนักงานของ ตนเองไว้ได้ ซึ่งในปัจจุบันผมมั่นใจเลยนะครับว่าองค์กรแห่งนี้จะเป็นหัวใจของความสําเร็จ ของระบบประกันภัยในช่วงต่อไป เพราะว่าจะสามารถติดตามถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ ของระบบประกันภัยแล้วก็ไม่เป็นข้อจํากัดของกระบวนการประกันภัย นอกจากนี้ ผมคิดว่า ณ วันนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญครับ เพราะว่าถ้าเกิดเราไปดูระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนียนไม่ได้ดี ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ความจริงนะครับคลองจั่นเป็นหนึ่งใน ตัวอย่างของปัญหา แล้วมีหลายคนที่ยังมีปัญหาเช่นกันที่เรายังไม่ได้หยิบยกขึ้นมา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหลายคนออกไปลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงที่หุ้นกําลังขึ้นในช่วง ๓ ปี ๔ ปีที่ผ่านมา แล้วหลายคนก็เกิดความเสียหายเพราะว่าความรู้ไม่เท่ากับตลาดทุน แต่ว่าเอาเงินของ ประชาชนไปเสียหาย พวกเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับ ถ้าเกิดองค์กรกํากับมีความเข้มแข็ง และขณะเดียวกัน ณ ขณะนี้ขนาดของสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วก็สหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้น มีขนาดที่ใหญ่อย่างยิ่งครับรวมกันแล้ว ๒ ล้านล้านบาท ไม่ใช่ขนาดเล็ก ๆ เหมือนเมื่อ ๓๐ ปี ก่อนหน้า นี่คือความจําเป็นอย่างไรครับว่าสิ่งที่ดีที่เรามีอยู่ขณะนี้เราต้องมีการกํากับที่ดี ทัดเทียมกันเพื่อให้สิ่งที่ดีนั้นสามารถทําหน้าที่ให้กับประชาชนจํานวนมากได้อย่างแท้จริง ซึ่งเรามีประชาชนถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนรับการบริการอยู่ขณะนี้แล้วในอนาคตอาจจะเป็น ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนต่อไป แล้วในส่วนนี้ถ้าเกิดเราทําได้นะครับ การปฏิรูปครั้งนี้จะมีความสําคัญยิ่งต่ออนาคตของระบบสหกรณ์ไทยและทําให้สามารถ ยกระดับให้ระบบสหกรณ์ไทยนั้นขึ้นไปอีกครั้งหนึ่งโดยที่ผู้กํากับจะไม่เป็นข้อจํากัดของ การพัฒนาอีกต่อไป แล้วก็จะเป็นผู้ที่ช่วยในการพัฒนาระบบสหกรณ์อย่างแท้จริงครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านกฤษฎาจะตอบหรือคะ เชิญค่ะ

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ กรรมาธิการ

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กฤษฎา จีนะวิจารณะ สปท. หมายเลข ๒ นะครับ ขออนุญาตเรียนชี้แจงสั้น ๆ ในเรื่อง ของท่านสมาชิกได้สอบถามว่าได้มีการหารือกับกรม กระทรวงอื่นบ้างแล้วหรือยัง ในการดําเนินการในเรื่องนี้นะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายนที่ผ่านมานี้มีการประชุมหารือกันในเรื่องนี้จนเป็นข้อสั่งการของท่าน นายกรัฐมนตรีในวันที่ ๑๗ ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องมาร่วมกันดําเนินการ หลังจากนั้นทางกระทรวงการคลังก็ได้มีการจัดประชุมไป หลายครั้งก็เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายมาร่วมกันดําเนินการ ถ้าหลังจากนี้ที่เราร่าง กฎหมายเสร็จแล้วก็จะไปดําเนินการรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องก็คือทั้งสหกรณ์ ออมทรัพย์กับสหกรณ์เครดิตยูเนียนด้วยครับ ขออนุญาตกราบเรียนครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ กรรมาธิการตอบคําถามเรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ เชิญท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ต่อเนื่องกับสิ่งที่ท่านกรรมาธิการได้พยายามจะกรุณาอธิบาย คืออย่างนี้ครับผมคิดว่า ตรรกะว่าธนาคารชาติมีงานมากมายแล้วจะขยายงานไม่ไหว เพราะฉะนั้นอยากจะเป็นแค่ พี่เลี้ยง ผมคงจะรับคําอธิบายนี้ไม่ได้ เพราะว่าถ้าเผื่อมีการเพิ่มธนาคารพาณิชย์ไป ๕ อัน ๑๐ อันไปนี่ก็จะต้องบอกอย่างนั้น ธนาคารชาติทําอะไรไม่ได้ เพราะว่ามันมากไปกว่าที่ทําอยู่แล้ว แล้วเมื่อสักครู่นี้ผมพูดมาจาก วลีที่ว่าบรรดาสหกรณ์อาจจะแปลงสภาพเป็นธนาคารอยู่ในรายงานอันนี้นะครับ แล้วก็ชี้แจง ก็หมายความว่าธนาคารชาติจะต้องรองรับการขยายขององค์กรสถาบันทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารได้ แล้วก็เมื่อธนาคารชาตินี่มีประสบการณ์มีความสามารถ แล้วถ้าเผื่อเรา ในฐานะสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่ได้ขอความกรุณาจากธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าจะทําได้ ไม่ได้ เรากําลังอยากจะสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยขอความกรุณาไปพิจารณาว่า ท่านจะเข้ามาช่วยรับผิดชอบเงินของสหกรณ์ได้หรือไม่ เรากําลังปฏิรูปประเทศไทยนะครับ อันนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจพื้นฐานเสียก่อนว่าเราอยากจะให้ธนาคารชาติซึ่งมี ประสบการณ์มากช่วยขยายงานไปกํากับดูแล แล้วก็เป็นเรื่องของธนาคารชาติเองที่จะต้องหา บุคลากรมาที่จะรองรับงานอันนี้ได้ จะเป็นพี่เลี้ยงกับการที่จะเข้ามาทํางานให้เต็มที่ ผมอยากจะให้มาทํางานให้เต็มที่ เพื่อเราจะได้ไม่ต้องไปตั้งองค์กรกํากับการขึ้นมาใหม่ ผมว่า นั่นเป็นหัวใจของเรื่อง ก็ขอความกรุณานะครับ ผ่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการถาม ธนาคารแห่งประเทศไทยให้แน่ชัดเสียก่อนว่าพร้อมจะทําไหม เราจะขยายบุคลากรได้หรือไม่ นะครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ ๑

ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมก็รับไม่ได้เหมือนกันว่าข้าราชการของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์มีความสามารถด้อยกว่าข้าราชการของกระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้นต้องโอน งานอันนี้แล้วก็ปฏิรูปกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ไม่ได้ ไม่จริงครับ ผมคิดว่า ข้าราชการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีความสามารถไม่น้อยไปกว่าข้าราชการของ กระทรวง ทบวง กรมอื่น ๆ แล้วถ้าเผื่อเขาทํางานมามีปัญหาเราก็ต้องช่วยให้เขาปฏิรูปตนเอง ให้เขามีความพร้อมในการที่จะบริหารจัดการ ควบคุมกํากับดูแลสหกรณ์ ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง มันต้องมีสปิริต (Spirit) อย่างนี้สิครับ จะมาบอกว่ากรมทั้ง ๒ กรมนั้นไม่มีความสามารถ ไม่มีประสบการณ์ อันนี้ฟังไม่ขึ้นครับ แล้วผมก็อยากจะฟังจากท่านอธิบดีของทั้ง ๒ กรม เสียก่อนว่าพร้อม ไม่พร้อม ถ้าเผื่อไม่พร้อมก็ต้องยุบ ๒ งานนี้ย้ายไปอยู่ที่กระทรวงการคลัง ให้หมดเลย นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งนะครับ แต่ว่าต้องให้โอกาส ๒ กรมเสียก่อนมาชี้แจง ต่อคณะกรรมาธิการหลังจากนี้ว่าจะขยายงานปรับปรุงบุคลากรได้ไหม อยู่มา ๔๐ ปี ๕๐ ปี แล้วบอกว่ายังทํางานไม่เก่งก็ต้องยุบนะครับ โนเอกซ์คิวส์ (No excuse) ครับ ต้องขอใช้ ภาษาอังกฤษ ในขณะเดียวกันสหกรณ์ตั้ง ๒,๐๐๐ กว่าแห่ง ทั้ง ๒ กรมของกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ทําอะไรในการที่จะฝึกบุคลากรให้ทําบัญชีให้เป็น ฝึกอบรมจริยธรรมต่าง ๆ ไม่ให้โกงไม่ให้กินเงินของสมาชิก ต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็นสิ่งที่จะต้องทําอยู่แล้วในตัวของมันเอง แทบจะไม่ต้องมายุ่งกับ สปท. เลยในแง่นั้นนะครับ ผมว่าเราต้องคิดหลักคิดอะไรต่าง ๆ วิธีการ ทํางานกันให้ดีกว่านี้ แล้วอะไรที่สามารถจะปรับปรุงจากตัวข้างในของหน่วยงานของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในระดับบังคับบัญชา จะเป็นรัฐมนตรีหรือจะเป็นปลัดกระทรวงก็ต้องทําเสียก่อนไม่ใช่ทิ้งสภาพไว้อย่างนั้นแล้วก็ บอกว่าเขาช่วยตัวเอง เขาปรับปรุงไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องโอนไปให้กระทรวงการคลัง แล้วกระทรวงการคลังวิเศษอย่างไรที่จะต้องมารับงานนี้ แล้วผมก็เสนอว่าธนาคารชาติก็เข้า มาอยู่ด้วย ผมคิดว่ารับกันด้วยเหตุด้วยผลอย่าตอบผมเลี่ยงไปเลี่ยงมาแบบนี้ไม่เอาครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวันชัยค่ะ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ความจริงแล้วผมไม่ได้แจ้งชื่อในการอภิปรายไว้ แต่ฟังจากท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง ต่อประเด็นเรื่องธนาคารแห่งประเทศไทยว่าไม่ได้มีหน้าที่กํากับดูแลสหกรณ์ ผมฟังแล้ว ก็ไม่สบายใจก็เลยอยากจะเติมตรงนี้นิดเดียว ความจริงท่านกษิต ขออภัยที่เอ่ยนามนะครับ ท่านได้พูดไปพอสมควรแล้ว เพราะไป ๆ มา ๆ สหกรณ์นี่มันแปลงร่างเป็นสถาบันการเงิน คือไปเป็นธนาคาร มีทั้งฝากมีทั้งกู้ มันไม่ได้ต่างอะไรกับสถาบันการเงินเลย แต่ถ้าธนาคาร แห่งประเทศไทยบอกว่าไม่มีหน้าที่กํากับดูแล ผมว่าน่าจะไม่ชอบ และเท่าที่ได้ศึกษาดูแล้วธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นมีหน้าที่กํากับดูแลสถาบันการเงินด้วย เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าสหกรณ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันการเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหกรณ์เครดิตยูเนียน ท่านประธานที่เคารพครับ เอาละครับนี่เป็นข้อสังเกต แต่เพื่อจะ ไม่รบกวนเวลาของเพื่อนสมาชิก อยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานเพิ่มเติมว่า ระบบสหกรณ์นั้น ต้องถือว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยจริง ๆ ครับ ผมเองก็เป็นสมาชิกของสหกรณ์รวมทั้ง สหกรณ์เครดิตยูเนียนด้วย ผมถือว่ามันเป็นการที่ให้สมาชิกทั้งหมดได้ร่วมกัน เป็นเงินของ สมาชิก บริหารโดยสมาชิก เพื่อสมาชิก เป็นระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน แต่ประชาธิปไตยที่ปล่อยปละละเลยเลอะเทอะเปรอะเปื้อนมันจึงต้องลงประชามติ นี่ละครับ ท่านประธานจึงต้องปฏิรูป เพราะอะไรครับ มันเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ระดมเงินกันมา ดูแลกันโดยสมาชิกแล้วเราก็มีกรรมการที่เลือกมาจากสมาชิกเหมือนเลือกนายกรัฐมนตรีหรือ รัฐมนตรีจากสภาผู้แทนราษฎรตรงนี้ละครับท่านประธาน แล้วอย่างไรครับ องค์กรที่มีหน้าที่ ตรวจสอบ กํากับดูแลคนบริหาร ผมอยากจะโทษเลยนะครับ ขออภัยนะครับ แรงหรือตรงไป หรือเปล่า ถ้าไม่พูดกันตรง ๆ เดี๋ยวไม่ได้ปฏิรูป ผมว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชี สหกรณ์ เหตุของสหกรณ์เครดิตยูเนียน เงินไปอยู่วัดพระธรรมกาย มันเลอะเทอะ เปรอะเปื้อนไปมากนะครับ โกงกันเป็นหมื่น ๆ ล้านนี่ แปลว่าระบอบประชาธิปไตยดี กรรมการมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่เป็นระบอบ ประชาธิปไตยที่ขาดการตรวจสอบกํากับดูแล เลยใช้อํานาจรัฐนั้นฉ้อฉลเพื่อตนเอง ดังนั้น ระบบสหกรณ์ดีอยู่แล้ว ระดมเงินของสมาชิกดีอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านเติมเสริม ในการปฏิรูปข้อ ๑ ข้อ ๒ เรื่องให้คนเข้าใจ มีความรู้พื้นฐานทางการเงินผมไม่ได้ติดใจอะไร มีความรู้พื้นฐานทางการเงินเหล่านี้เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าระบบตรวจสอบของภาครัฐโดย ๒ กรมนี้ ผมเองบางทีเคยแว่ว ๆ จริงเท็จไม่รู้ปล่อยปละละเลยเสมือนหนึ่งว่าได้เสีย ขออภัย นะครับ เขากล่าวกันอย่างนั้น แล้วมันจะเลยเถิดบานปลายไป ไม่อย่างนั้นจะไม่เกิดกรณี สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น วัดพระธรรมกายหรอกครับ อยู่ ๆ เอาเงินไปทําบุญเป็น พันล้านนี่ตลก เอาเงินชาวบ้านเอาเงินสหกรณ์อ้างว่าเอาเงินสหกรณ์นี่ไปทําบุญ นี่ถ้ากรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปกํากับดูแลเสียตั้งแต่ต้น สิ่งที่พูด เป็นประการสุดท้าย ผมดูท่านประธานขยับแล้ว เพื่อจะกราบเรียนว่าการปฏิรูปหัวใจสําคัญ ก็คือการกํากับดูแลของหน่วยงาน ระบบชาวบ้านดี แต่ระบบการตรวจสอบอ่อนแอครับ เสริมเติมตรงนี้เสีย ไม่ต้องถึงขั้นลงประชามติหรอกครับ แค่นี้ละผมว่าปฏิรูปได้แล้วครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านสุวิระก่อนนะคะ และเดี๋ยวต่อด้วยท่านนิกรค่ะ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ครับ ขออนุญาตกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านกรรมาธิการที่ชี้แจงเมื่อสักครู่ ผมไม่ทราบว่า เป็นข้อมูลที่ท่านคิดเองหรือว่าเป็นข้อมูลที่ได้มาจากธนาคารแห่งประเทศไทยจริง ๆ ครับ ถ้าเป็นข้อมูลที่ได้มาจากธนาคารแห่งประเทศไทยจริง ๆ และธนาคารแห่งประเทศไทย คิดอย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ ผมถือว่าเป็นอันตรายต่อประเทศชาติอย่างยิ่งครับ ดังนี้นะครับ

มาดูหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ ธนาคารแห่งประเทศไทย มีอํานาจหน้าที่อะไรนะครับ มีอยู่ ๙ ข้อนะครับ ในข้อที่ ๗ บอกว่ากํากับและตรวจสอบ สถาบันการเงินครับ และมาดูความหมายของคําว่า เครดิตยูเนียน ภาษาอังกฤษมาจากคําว่า Credit Union เป็นสถาบันการเงินที่มีสมาชิกเป็นเจ้าของ และมาดูการตีความนะครับ บอกว่าเครดิตยูเนียน (Credit Union) ในประเทศไทยจัดตั้งขึ้นในรูปแบบของสหกรณ์ ที่เรียกว่าสหกรณ์เครดิตยูเนียน ประเทศไทยกําหนดให้เครดิตยูเนียน (Credit Union) เป็น สหกรณ์ประเภทที่ ๗ และสหกรณ์เครดิตยูเนียนถือเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย เมื่อเครดิตยูเนียน (Credit Union) ถือเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายเป็นหน้าที่และ ความรับผิดชอบของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องกํากับดูแล ถ้าธนาคาร แห่งประเทศไทยไม่กํากับดูแลแล้วจะให้ใครกํากับดูแลเพราะเป็นหน้าที่ ถ้าธนาคาร แห่งประเทศไทยบอกว่าขอกํากับดูแลเฉพาะธนาคาร ส่วนสถาบันการเงินอื่นไม่กํากับดูแล แสดงว่าธนาคารแห่งประเทศไทยละเว้นการปฏิบัติการตามหน้าที่หรือเปล่า ขอฝากครับ และสิ่งที่สะท้อนออกมาอีกอันหนึ่งอยากแสดงให้เห็นครับว่าสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น ที่เกิดขึ้นนั้นบอกว่าธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เกี่ยวข้องคงเป็นไปไม่ได้ เพราะมีหน้าที่กํากับ ดูแลสถาบันการเงินแต่ไม่ได้กํากับดูแล นอกจากนี้ในประสบการณ์ผม ผมเป็นพนักงานสอบสวน คดียูฟัน (UFUN) ครับ ในคดียูฟัน (UFUN) นั้นถือว่าเป็นบริษัทต่างชาติที่มาทําเหมือนสถาบัน การเงินในประเทศไทยและฉ้อโกงเงินของคนไทยทั้งประเทศไปหลายหมื่นล้านบาท ผมไปตรวจสอบดูในสารบบแล้วธนาคารของประเทศมาเลเซีย ธนาคารกลางก็คือธนาคาร แห่งประเทศมาเลเซียขึ้นบัญชีว่าบริษัทยูฟัน (UFUN) นั้นเป็นบริษัทสถาบันการเงินที่ ผิดกฎหมาย แต่ประเทศไทยครับ ผมไม่อยากจะกล่าวนะครับว่าผมเชิญธนาคารแห่งประเทศไทย ให้มาแจ้งข้อกล่าวหา ธนาคารแห่งประเทศไทยพยายามหลีกเลี่ยงว่าไม่เกี่ยวข้อง นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ความแตกต่างระหว่างมาตรฐานการปฏิบัติของ ๒ ประเทศ ด้วยเหตุนี้เองคนมาเลเซียเขาเลย ถูกฉ้อโกงน้อย คนไทยเลยถูกฉ้อโกงไปเป็นแสนคน เป็นเพราะตรงนี้ครับ ผมอยากจะฝาก ผ่านท่านไปนะครับในฐานะที่กํากับดูแลเรื่องเศรษฐกิจ และดูแลเรื่องเกี่ยวข้องกับที่จะปฏิรูป ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยนะครับ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ และเข้ามากํากับดูแลในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินทั้งที่เป็นธนาคารและที่ไม่ใช่ ธนาคารแต่ถือเป็นสถาบันการเงินให้มากกว่านี้เพื่อสร้างความมั่นคง สร้างความน่าเชื่อให้กับ สถาบันการเงิน และไม่ให้พี่น้องประชาชนผู้เป็นเหยื่อได้รับความเสียหายครับ ขอบคุณครับ

เชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จํานง

เรียนท่านประธานครับ ผม นิกร จํานง นะครับ ลําดับที่ ๗๙ คําถามที่ผมได้สอบถามไปจริง ๆ ก็มี ๒ ประเด็น ๓ ประเด็น แต่ประเด็นที่สําคัญก็คือว่า ได้คุยกับรัฐบาลหรือยังนะครับ เพราะว่ารัฐบาลเองได้ตอบมาว่าไม่เห็นด้วยค่อนข้างแรง เพราะเป็นการตั้งหน่วยงานใหม่ ทีนี้ท่านบอกว่าเมื่อมีการประชุม ครม. ก็ได้มีการพูดคุยกันแล้ว หมายความว่าคือการตั้งหน่วยงานใหม่ แล้วก็มันจะโยงไปถึงกองทุนที่ผมได้นําเสนอว่า ตั้งยากตั้งเย็นเป็นอย่างมาก คือถ้ามีแล้วก็มีกองทุนไม่ได้ก็จะมีปัญหาซ้อนมาอีก ทีนี้ประเด็น อยากจะทําความเข้าใจตอนนี้ความเห็นเป็น ๒ ทาง ผมเป็นกังวลนะครับ ผมอยากจะเรียนว่า ผมเองสัมพันธ์อยู่กับหน่วยงานนี้ก็คือสหกรณ์ตามสมควรนะครับ แล้วก็ตอนที่มีปัญหาก็ได้ เข้ามาช่วยดู ๆ อยู่บ้าง ช่วงนั้นดูแลที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่นะครับ ประเด็นก็คือว่า เห็นชัดและผมเสนอไว้ก่อนแล้วว่าสหกรณ์ที่ผมนําเสนอท่านประธานตั้งแต่ต้นว่าตั้งขึ้นมาเพื่อ ช่วยเกษตรกรเป็นหลัก แล้วก็ลําดับมาสหกรณ์ประมงด้วยแตกมาแล้วสุดท้าย ๕ กับ ๖ กลายเป็นเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์กับสหกรณ์เครดิตยูเนียน ปัญหาก็คือว่า ๒ อันนี้ตอนหลัง พัฒนาไปมากในขณะที่ ๑ ถึง ๔ ยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องพัฒนา เพราะนี่คือต้นทางในการตั้งสหกรณ์นะครับ ทีนี้ ๕ กับ ๖ จําเป็นอย่างยิ่งที่ผมเสนอไว้เดิมว่า ต้องมีกฎหมายหรือมีระบบในการตรวจสอบเหมือนสถาบันการเงินเป็นแบบสหกรณ์ไม่ได้ แต่ถ้าเราไปเคร่งครัดแบบนี้กับสหกรณ์ สหกรณ์ก็ไม่ต้องขยับตัวอีกนึกออกไหมครับ มันจะ เป็นปัญหามาก ผมก็เลยเห็นด้วยมีการกํากับดูแลเป็นสถาบันการเงิน ทีนี้ประเด็นที่ท่าน สมาชิกเสนอก็คือว่ามี ๒ ทาง ๑. ตั้งกรรมการตั้งคณะขึ้นมาใหม่องค์กรใหม่รัฐบาลเห็นด้วย หรือยังเพราะเหมือนจะยากมาก หรืออีกอย่างหนึ่งก็คือว่าตอนนี้สหกรณ์ออมทรัพย์และ สหกรณ์เครดิตยูเนียน เป็นเหมือนบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เป็นเรื่องการเงินล้วน ๆ เพราะฉะนั้นการกํากับดูแลโดยธนาคารแห่งประเทศไทยก็สามารถกระทําได้เหมือนกัน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรในความเห็นผมก็คือว่าส่วนที่จะพัฒนาไปเป็นธนาคารสหกรณ์ก็ได้ เพราะธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรปัจจุบันไม่ใช่ธนาคารสหกรณ์เลย เพราะฉะนั้นผมไม่มายด์ (Mind) ถ้าจะไปเป็นธนาคารสหกรณ์ในอนาคต ให้ประชาชนมี ธนาคารของเขาเองบ้างก็ไม่เป็นไร ดังนั้นคําตอบตรงนี้ที่ยังไม่ชัดว่าที่คุยกับรัฐบาลแล้วให้ชัวร์ (Sure) ว่าตั้งได้แน่แล้วก็มีกองทุนได้แน่นะครับ นําเรียนสอบถามอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ ท่านใดจะตอบคะ ท่านประธานหรือ ท่านธวัชชัยคะ ท่านธวัชชัยนะคะ ขอสรุปนะคะ

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการที่เคารพทุกท่านครับ เรื่องว่าเหตุใดคณะกรรมาธิการชุดนี้ จึงได้เสนอให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนไปอยู่ภายใต้การกํากับของ หน่วยงานใหม่เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การกํากับของแบงก์ชาติ ประเด็นก็คือ อย่างนี้ครับ ถึงแม้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนเป็นสถาบันการเงินชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่แบงก์ ผมใคร่ขอใช้คําว่า เป็นสถาบันการเงินพิเศษ ธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้นมีส่วนที่เหมือนธนาคารก็คือรับฝากและให้กู้ แต่การให้กู้ของสหกรณ์นั้นให้กู้เฉพาะสมาชิก ธนาคารนั้นให้กู้กับธุรกิจซึ่งมีร้อยแปดพันเก้า นะครับ ให้ธุรกิจอย่างไรกู้ก็ตาม ธนาคารก็ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญพอสมควรเกี่ยวกับ ธุรกิจนั้น ถ้าหากว่าสหกรณ์จะเข้าไปให้สินเชื่อเหล่านั้นบ้างก็ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ควรจะไปอยู่ ภายใต้การกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับ การกํากับดูแล ความเพียงพอของกองทุน การสํารองหนี้สูญ มาตรฐานบัญชีต่าง ๆ จะเป็น คนละเรื่องกัน ผมขอเรียนนะครับว่าสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนมีส่วนที่ คล้ายกับธนาคารเพียงนิดเดียวก็คือขอบเขตของการทําธุรกรรมแคบกว่ามาก การที่จะให้อยู่ ภายใต้การกํากับดูแลของแบงก์ชาติจะไม่จําเป็น แล้วถ้าแบงก์ชาติเข้มงวดเหมือนธนาคาร พาณิชย์ ผมคิดว่าสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนจะไม่โตเลยนะครับ จะอึดอัดมาก แต่ข้อสําคัญก็คืออย่างนี้ครับ คือหน่วยงานกํากับดูแลที่จะตั้งขึ้นใหม่ไม่ใช่กํากับ อย่างเดียว เราได้เสนอไว้ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับว่า มีหน้าที่ทั้งส่งเสริมและพัฒนาด้วย เพราะเหตุว่าสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้จะอยู่กับที่อย่างนี้ไม่ได้นะครับ ไม่ใช่หมายความว่า จะต้องขยายขอบเขตธุรกิจนะครับ แต่ว่าระบบไอที (IT) ก็ดี ระบบของการจัดการข้อมูลก็ดี มีความสําคัญมาก แล้วก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตัวชี้วัดความสําเร็จของสหกรณ์ไม่ได้ อยู่ที่กําไรเหมือนธนาคารพาณิชย์ แต่อยู่ที่ว่าท่านตอบสนองความต้องการของสมาชิกในเรื่อง ต่าง ๆ ได้ครอบคลุมมากน้อยเพียงใด เรื่องของการรับฝากก็เรื่องหนึ่ง เรื่องการให้สมาชิกกู้ ก็เรื่องหนึ่ง แต่ว่าความจริงแล้วสหกรณ์ที่ดีจะต้องดูแลทางด้านสวัสดิการของสมาชิกด้วย ขณะนี้สหกรณ์ขนาดใหญ่หลายแห่งทําอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่ายังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อีกหลายประเภทซึ่งสหกรณ์เหล่านี้ยังไม่ได้พัฒนา แล้วก็ในช่วงที่ผ่านมาก็ทําผิดพลาด เช่น ไปทําประกันชีวิตของสมาชิกซึ่งผิด แต่มันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งสามารถทําให้สมาชิก ใช้เงินทุนของตัวเองที่ถือหุ้นอยู่ และใช้เงินฝากของสหกรณ์เป็นหลักประกันแล้วก็กู้จาก สหกรณ์ตามจํานวนเงินที่มีอยู่ถอนไปใช้เป็นบํานาญ เป็นการรับเงินบํานาญจากเงินของ ตัวเองโดยที่ไม่ต้องถอนเงินมาทั้งก้อน อันนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งน่าสนใจมาก แต่สหกรณ์ ขณะนี้ยังไม่ได้ทํา แล้วก็สหกรณ์ที่มีปัญหาก็คือว่าทํากระโดดไปเลยครับ เป็นบริษัทประกันภัยไปเลยซึ่งมันผิด นะครับ เพราะฉะนั้นผมใคร่ขอเรียนนะครับว่าองค์กรที่จะตั้งขึ้นใหม่ถึงแม้จะใช้คําว่า องค์กร กํากับ ก็ตาม แต่ว่าหน้าที่แล้วต้องมีทั้งเรื่องของการส่งเสริมและพัฒนาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นองค์กรซึ่งไม่เหมือนกับธนาคารแห่งประเทศไทย

ส่วนเรื่องของในระหว่างที่ศึกษาได้มีโอกาสสอบถามความเห็นของหน่วยงาน หรือของสมาชิกที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รายงานฉบับนี้ความจริงแล้วส่วนใหญ่ทําสมัยที่ยังเป็น สปช. อยู่ คือสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในช่วงนั้นได้มีการเชิญสหกรณ์ต่าง ๆ มาร่วมประชุม หลายครั้งด้วยกัน และได้เชิญผู้แทนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาหารือ ด้วยนะครับ ข้อสรุปในเบื้องต้นขณะนั้นได้สอบถามไปว่าถ้ามีความจําเป็นจะต้องตั้งองค์กรใหม่ แยกการกํากับออกมาจากกรมของท่านจะขัดข้องหรือไม่ ผู้แทนทั้ง ๒ หน่วยงานนั้น ตอบว่า ไม่ขัดข้องเลย แต่ว่าตอนนั้นก็เป็นแต่เพียงประชุมร่วมกันนะครับ แล้วขณะนั้นก็ยัง ไม่ได้คิดว่าจําเป็นจะต้องแยกออกมา แต่ว่าเมื่อศึกษาไปแล้วเห็นขอบเขตต่าง ๆ แล้วจึงได้ สรุปว่าจําเป็นต้องแยก รายงานฉบับนั้นเมื่อเสนอไปสมัยที่ยังเป็น สปช. รัฐบาลไม่รับ เพราะเกรงว่าตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา คืออย่าลืมว่าขณะนั้น สปช. รายงานแทบทุกเรื่องเป็น การตั้งองค์กรใหม่ทั้งนั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้นอันนั้นก็อาจจะมีเหตุผลที่ทําให้รัฐบาลไม่สู้ อยากจะรับเท่าไรนักเพราะว่าการตั้งองค์กรใหม่ต้องเสียงบประมาณ แต่ในเรื่องนี้ผมอยากจะ ขอกราบเรียนว่าได้มีความคืบหน้า ๒ ประการ คือ

ประการที่ ๑ ภาระงบประมาณจะไม่ใช่เป็นอย่างที่คิด เพราะเหตุว่าสามารถ เรียกเก็บจากสมาชิกได้ สินทรัพย์ ๒ ล้านล้านบาทนี่นะครับ สมมุติว่าจาก ๑๐๐ บาท เก็บเพียง ๕ สตางค์ สินทรัพย์ ๑๐๐ บาท เก็บ ๕ สตางค์ ปีหนึ่ง ๆ ก็จะได้เงินมากํากับดูแล ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นไม่ใช่ประเด็นที่จะเป็นภาระแก่งบประมาณ

ประการที่ ๒ ก็คือว่านอกจากอย่างนี้แล้ว ผมเข้าใจว่าทั้ง ๒ หน่วยงานนั้น ก็คงจะทราบแล้วขณะนี้นะครับ ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบแล้ว ว่าจําเป็นจะต้องมีหน่วยงานกํากับซึ่งไม่ใช่หน่วยงานเดิม เพราะเหตุว่าหน่วยงานเดิมทั้งสองนั้น ขาดความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินนะครับ รายละเอียดต่าง ๆ กระผมเข้าใจว่า ดอกเตอร์กอบศักดิ์ท่านจะขอเพิ่มครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมาธิการ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ กระผมขอชี้แจงประเด็นที่ท่านสมาชิกได้กล่าวถึงเรื่องของการกํากับดูแลขององค์กรที่เป็น ธนาคารพาณิชย์ แล้วก็ที่เป็นสหกรณ์แล้วก็เครดิตยูเนียนนะครับ ผมคิดว่าหัวใจสําคัญก็คือ มาตรฐานการกํากับดูแลที่ต่างกันครับ หลายท่านคงเคยได้ยินคนพูดอยู่เสมอนะครับว่า แบงก์ตั้งยาก ที่แบงก์ตั้งยากเพราะอะไรครับ เพราะว่าแบงก์เกี่ยวข้องกับเงินของประชาชน เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของระบบ ถ้าแบงก์แบงก์หนึ่งเจ๊งไปหรือล้มไปมันจะลามไปถึง แบงก์อื่น ๆ ในระบบด้วย ด้วยเหตุนี้ในการตั้งแบงก์แต่ละครั้งจะมีความยากพอสมควร เพื่อปกปูองระบบของประเทศไว้ให้มีความมั่นคงถาวร ถ้าเกิดไปดูธนาคารแห่งประเทศไทย นะครับเขาจะมีธนาคารพาณิชย์ทั่วไป แล้วก็ธนาคารพาณิชย์เพื่อรายย่อย ธนาคารพาณิชย์ เพื่อรายย่อยจะตั้งได้ต้องมีเงินทุนอย่างน้อย ๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ แล้วต้องมีระบบกํากับดูแล อย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าเงินที่พ่อแม่พี่น้องประชาชนฝากเข้าไปยังอยู่ดี แล้วไม่ต้องไปแห่ถอนเงินกัน แล้วไม่ต้องลุกลามไปถึงแบงก์อื่น ๆ ซึ่งถ้าเกิดเราจะมากํากับดูแล สหกรณ์หรือเครดิตยูเนียน (Credit Union) เหมือนกับแบงก์ ผมบอกเลยครับว่าจะเป็น ข้อจํากัดของการทํางานและไม่น่าแปลกใจครับว่าทําไมเวลาที่เราตั้งสหกรณ์หรือเครดิตยูเนียน (Credit Union) ถึงมีการจัดตั้งพระราชบัญญัติต่างหากออกมาที่ไม่ใช่พระราชบัญญัติสถาบัน การเงินที่เป็นพระราชบัญญัติที่ทําให้สามารถตั้งได้ง่ายขึ้น แล้วก็เอื้อต่อคนที่จะเข้ามาร่วมกัน ทํางานอย่างเป็นชุมชนเดียวกัน พรรคพวกเดียวกัน หรือที่ทํางานเดียวกัน แล้วสามารถ มีองค์กรการเงินเล็ก ๆ ของตนเองได้ที่เป็นของสมาชิกทุกคน ซึ่งในส่วนนี้แน่นอนเลยครับว่า ถ้าเกิดเอาเกณฑ์ ๕,๐๐๐ ล้านบาทไม่มีทางที่องค์กรไหนจะเข้ามาตั้งได้ ก็เลยไปตั้งใน พระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่งเป็นสหกรณ์หรือเครดิตยูเนียน (Credit Union) แล้วพอเป็น ลักษณะนี้ก็ทําให้เกิดความง่ายต่อการตั้ง ง่ายต่อการกํากับดูแล แล้วไม่มีความจําเป็นจะต้อง ตั้งต้นทุนที่มากมายนักกับคนเหล่านั้น มันก็เลยเป็นที่มาของความแตกต่างของ ๒ ส่วนนี้ว่าทําไมธนาคารแห่งประเทศไทยถึงไม่ได้ กํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนียน ทั้ง ๆ ที่เขารับเงินฝาก ปล่อยเงินกู้ เหมือนกับธนาคารโดยทั่วไป และผมคิดว่านี่คือหัวใจที่เราต้องดําเนินต่อไปครับ ข้างหนึ่ง เราปกปูองระบบของประเทศไว้เพื่อให้เกิดความมั่นคงเชื่อมั่น อีกข้างหนึ่งเราตั้งขึ้นมาง่าย ๆ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าถึงระบบการเงินของเขา แล้วเขาจะได้มีเงินทุนไปทําธุรกิจต่าง ๆ ผ่อนภาระที่บ้านหรือผ่อนภาระของชีวิตได้ ซึ่งระบบที่ ๒ นี่ต้องระบบที่ไม่ได้คุมเข้มกับเขา จนเกินไป แล้วนี่คือที่เป็นสาเหตุอย่างไรครับว่าจะต้องมีทั้ง ๒ ระบบลักษณะนี้ แล้วนํามาถึง ข้อเสนอของเราว่าองค์กรกํากับน่าจะเป็นองค์กรที่แตกต่างกันออกไป

ประเด็นที่ ๒ ครับที่มีการกล่าวถึงว่าถ้าสหกรณ์รวมกันเป็นธนาคารแล้วจะ เกิดอะไรขึ้น ในช่วงนี้ถ้าเกิดหลายท่านฟังเรื่องของธนาคารสหกรณ์ จะมีดําริของ ท่านนายกรัฐมนตรีอยากให้จัดตั้งธนาคารแห่งนี้ขึ้นมา เป็นการรวบรวมสหกรณ์ใหญ่ ๆ เข้ามาเป็นธนาคาร ถ้าตั้งเป็นธนาคารก็จะถูกกํากับโดยธนาคารแห่งประเทศไทย นี่คือ หลักการทุกประเทศทั่วโลกทําเช่นเดียวกันครับว่า ถ้าเกิดเมื่อไรสหกรณ์รวมตัวกันเป็น ธนาคาร ธนาคารแห่งนั้นเข้ามาอยู่แคเทกอรี (Category) ของการเป็นธนาคารพาณิชย์ โดยทั่วไป และจะถูกกํากับโดยมาตรฐานที่เข้มขึ้น ใกล้ชิดขึ้น แล้วก็มีเงินทุนที่หนาขึ้นเพื่อ ความมั่นใจของทั้งระบบ

และประเด็นสุดท้ายที่มีการกล่าวถึงว่าทําไมกระทรวงการคลังมีพนักงาน มีข้าราชการที่เข้มแข็งกว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือ ความจริงไม่ใช่อย่างนั้นครับ ความจริงที่เราตั้งใจจะเสนอนี่ไม่ได้เป็นข้าราชการกระทรวงการคลังนะครับ จะเป็น ลักษณะเดียวกับ คปภ. ซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระอยู่ข้างนอก มีแหล่งรายได้ของตนเอง และขณะเดียวกันไม่อยู่บนฐานเงินของราชการ เพราะฉะนั้นองค์กรดังกล่าวก็จะหลุดออกไป แล้วก็หลังจากนั้นเพียงแต่ว่าอยู่ใต้การกํากับของกระทรวงการคลังเหมือนกรณีของ ก.ล.ต. ครับ กระผมขอชี้แจงดังนี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านสุรินทร์ค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าเราคิดตรงกัน ว่าสหกรณ์เครดิตยูเนียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีปัญหานี่ต้องได้รับการดูแล ผมคิดว่าตรงนี้ เราเห็นตรงกัน เพียงแต่ว่าเราจะดูแลเขาด้วยหน่วยงานเก่า หรือเมื่อหน่วยงานเก่าเรามี ความรู้สึกว่าเธอหย่อนสมรรถภาพหรือความรู้ไม่ถึง เราก็จะไปตั้งองค์กรกํากับใหม่ จากรายงานของท่านเองบอกว่า มันมีสิ่งบอกเหตุของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นตั้งแต่ ปี ๒๕๔๖ มาโผล่อีกที ๑๐ ปีแล้ว ถามว่ามันทําอะไรกันอยู่ ๑๐ ปี ตรงนี้ต่างหาก ผมไม่อยากเห็น เราแก้ปัญหาหัวมังกุท้ายมังกร พอมีปัญหาจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็จะไปตั้ง หน่วยงานกํากับใหม่อยู่ในกระทรวงการคลัง ต่อไปถ้ามีปัญหาในกระทรวงการคลัง ย้ายไปอยู่ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างนั้นหรือ ผมว่าไม่ใช่ มันเกิดปัญหาที่ไหน พระพุทธเจ้าบอกแล้วไปดูที่ต้นตอของปัญหา ถ้าเจ้าหน้าที่ของกรม ๒ กรม คือกรมตรวจบัญชี สหกรณ์กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ไม่พอ ไม่มีความสามารถพอก็เสริมเติมเต็มเข้าไป หน่วยงาน ที่ท่านจะตั้งใหม่นี้ท่านก็ต้องไปหามาใหม่อยู่ดี ไปจ้างมาใหม่ จะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ก็ตั้ง หน่วยงานใหม่ ทําไมไม่เอาคนใหม่ ๆ เหล่านี้ไปไว้ที่ตรงนี้ล่ะครับ ผมคิดว่าจะแก้ปัญหาที่เกา ที่ถูกจุด ไม่อยากเห็นมีปัญหาย้ายไปย้ายมาอย่างนี้ ผมยังกราบเรียนว่าผมไม่เห็นด้วย กับท่านโดยสิ้นเชิง และผมคิดว่าจะเป็นงานแรกที่ผมไม่เห็นด้วย และจะกดไม่เห็นด้วย เพราะผมคิดว่ามันไม่ได้ตอบโจทย์ แล้วเมื่อสักครู่นี้ท่านกรรมาธิการก็บอกว่า ผมนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่าคนในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ๒ กรมนี้ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ ท่านก็ตอบอีกว่าไม่ใช่ เพียงแต่ระบบมันไม่ให้ ถ้าถามผมนะครับ ถ้าสามารถจะตั้งหน่วยงาน เล็ก ๆ สักหน่วยหนึ่งในแบงก์ชาติขึ้นมา แล้วมากํากับเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียน ผมว่าจะสวยงามกว่าด้วยซ้ํา ผมเสนออย่างนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพ เวลาก็ล่วงเลยมาเยอะแล้ว ผมอยากเสนอ ยังไม่อยากเห็นที่จะต้องมีการโหวตวันนี้ เมื่อวานนี้ ประชาชนเขาปฏิรูปไปแล้วนะครับ ถือว่าเป็นฉันทามติที่เต็มแผ่นดิน ปฏิรูปไปแล้ว แล้วก็ สนับสนุนให้เรา สปท. คําถามพ่วงที่ ๒ เขาเห็นด้วยกับเรา วันนี้เรายังจะไม่ปฏิรูปตัวเองด้วยการเสนอแล้วก็ลงมติหรือครับ ผมคิดว่าท่านเอากลับไป พิจารณาดูอีกทีได้ไหมครับ ไตร่ตรองและถามผู้รู้ผู้เล่นให้เรียบร้อย แล้วก็ถามท่าน กรรมาธิการแต่ละคนว่าที่เสนอเป็นอย่างไร แล้วท่านก็กลับมาใหม่ไม่ดีกว่าหรือครับ ผมคิดว่าเดี๋ยวมันจะมีการเขาเรียกอะไร ลงมติด้วยการงดออกเสียงเกิน ๔๖ เสียง กลายเป็น ๑๐๐ เสียง มันจะไม่สวยนะครับ หลังจากที่ประชาชนเขา เขาเรียกอะไร ลงมติกันเป็นเรื่อง เป็นราวมาแล้ว ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพ ด้วยความเป็นห่วงใย แล้วก็ห่วงใย ประชาชนที่เดือดร้อนเนื่องจากการโกงของคนไม่กี่คนในแผ่นดินนี้ ผมกราบเรียน ด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านชูชัยค่ะ

นายชูชัย ศุภวงศ์

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมนั่งฟัง การอภิปรายนําเสนอตั้งแต่ต้นนะครับ ตั้งแต่ต้นมาไม่ทันรถติดก็ฟังในรถ แล้วก็ฟังการตอบ คําถามที่ชัดในทุกประเด็นเลยครับ สําหรับผมแล้วนี่ตอบโจทย์ที่ผมข้องใจทั้งหมดนะครับ แล้วก็ไม่มีความจําเป็นอันใดเลยที่จะต้องนํากลับไปพิจารณาแล้วเพื่อนํากลับมาใหม่นะครับ กรรมาธิการชุดนี้ทําเอกสารการบ้านได้ดีมาก แล้วก็พูดถึงพัฒนาการ ความเป็นมา การถือ กําเนิด การดํารงอยู่ในระดับทั่วโลกเป็นรีวิว (Review) ความรู้นะครับ แล้วก็สรุปมาถึง ประเทศไทยว่าจะมีทิศทางในการปฏิรูปอย่างไร ผมขอเสนอให้ปิดการอภิปรายแล้วก็ลงมติ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านสถิตย์ค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สปท. หมายเลข ๑๕๓ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สปท. ที่หลายท่าน ได้กังวล หลายท่านได้เห็นด้วย หลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะ ผมขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ หวังว่าคําชี้แจงของท่านกรรมาธิการที่ผ่านมาจะได้ทําให้หลายท่านที่กังวลได้คลายความกังวล ลงไป โดยเฉพาะท่านสุดท้ายที่ยังมีความกังวลอยู่ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ขอบคุณท่านชูชัย ศุภวงศ์ ที่ได้กรุณาตอบยืนยันเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขอขอบคุณท่านวันชัย สอนศิริ ท่านได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในเชิงของประชาธิปไตยทางการเมือง ท่านชูชัย ศุภวงศ์ ที่ได้กล่าวในเชิงของประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ผมอยากขออนุญาตเรียนว่า ประชาธิปไตยทางการเมืองแต่เดิมโครงสร้างทางการเมืองแบบประชาธิปไตยมีเฉพาะ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จุดประสงค์เพื่อที่จะให้มีการคานและดุลกันของ ๓ อํานาจ แต่เมื่อประชาธิปไตยได้แตกดอกออกช่อออกไป การคานและดุลอํานาจเช่นนั้นไม่พอ จึงต้องมี องค์กรอิสระเพิ่มเติมมาคานอํานาจ เช่น คณะกรรมการปูองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นต้น คณะกรรมการเหล่านี้เป็นคณะกรรมการอิสระ ที่มีหน้าที่ในการคานและดุลการบริหารของประเทศมากขึ้น และในทํานองเดียวกัน ประชาธิปไตยก็มิได้มีเฉพาะโครงสร้างส่วนบนดังที่ได้กล่าว ประชาธิปไตยได้หยั่งรากลงไปถึง ประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และยังได้มีประชาธิปไตย อีกหลาย ๆ รูปแบบ สหกรณ์เป็นประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการปกครองโดย สหกรณ์ของสหกรณ์ เพื่อสหกรณ์ การดําเนินการของสหกรณ์ในรูปแบบประชาธิปไตยนี้เป็นการดําเนินการที่นําไปสู่ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่ท่านชูชัย ศุภวงศ์ ได้กล่าวด้วย ก็คือทําให้สมาชิกของสหกรณ์ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยการบริหารของสหกรณ์ แต่การบริหารของสหกรณ์นั้นอย่างที่ ท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านอาจารย์ธวัชชัย ยงกิตติกุล ได้กล่าว คือมี ๒ รูปแบบ รูปแบบที่ ๑ เป็นเรื่องของธุรกิจของสหกรณ์โดยแท้ กับอีกรูปแบบหนึ่ง ก็คือเป็นธุรกิจของสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงิน สหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงินนี้เองที่นํามาซึ่งข้อเสนอในการปฏิรูปในวันนี้ ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านอาจารย์ธวัชชัย ยงกิตติกุล รวมถึงท่านกฤษฎา จีนะวิจารณะ ได้กล่าวสั้น ๆ แต่ว่าความจริงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก คือเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ที่เริ่มต้นจาก การกํากับดูแลสถาบันการเงินได้ไม่ดี นําไปสู่การปรับปรุงการกํากับดูแลสถาบันการเงิน ขนานใหญ่ และหนึ่งในปรัชญาของการปรับปรุงการกํากับดูแลสถาบันการเงินในขณะนั้น ก็คือการให้การกํากับดูแลนั้นเป็นการกํากับดูแลที่ขึ้นอยู่กับหลักการมากกว่าดุลยพินิจ มีอยู่หลักการหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ ก็คือหลักการที่เรียกว่า เข้าไปแก้ไขในทันที หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่าพรอมพ์ คอร์เรกทิฟ แอ็กชัน (Prompt Corrective Action) หลักการนี้เอง ที่นําเข้ามาอยู่ในการกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันนี้ และจากวันนั้นมา หลักการนี้บวกกับหลักการอื่น ๆ ก็ทําให้สถาบันการเงินของประเทศไทยเข้มแข็งขึ้นมา จนทุกวันนี้ ณ วันนี้ในประชาธิปไตยของสหกรณ์เรากําลังมีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องของ ความเสี่ยงทางการเงินของธุรกิจการเงินของสหกรณ์ ดังที่หลายท่านได้ทราบกันดีอยู่แล้ว เราจะต้องทําการปฏิรูปสิ่งนี้ เพราะถ้าเราไม่ปฏิรูปก็เท่ากับเรารอว่าวันหนึ่งจะเกิดเหตุการณ์ ลุกลามและเกิดวิกฤตกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนโดยทั่วไป แน่นอนที่สุด สหกรณ์คือสิ่งที่จะต้องส่งเสริมเพราะเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ แต่สหกรณ์จะต้องเป็น สหกรณ์ที่อยู่อย่างมั่นคง ทําอย่างไรจึงจะอยู่อย่างมั่นคงได้ ผมได้เรียนตั้งแต่ตอนต้นว่า ในการบริหารรัฐกิจที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มากจําเป็นจะต้องมี ๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือเรื่อง นโยบาย เรื่องที่ ๒ เรื่องการกํากับดูแล เรื่องที่ ๓ เรื่องการปฏิบัติการ กระทรวงการคลัง กํากับดูแลทางด้านนโยบาย ธนาคารแห่งประเทศไทยกํากับดูแลสถาบันการเงิน สถาบัน การเงินเป็นผู้ปฏิบัติ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกํากับดูแล ในขณะที่กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานนโยบาย ตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติ การประกันภัย กระทรวงการคลังดูแลทางด้านนโยบาย กํากับดูแลโดยคณะกรรมการกํากับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย บริษัทประกันภัยทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติ แต่เดิมนั้นประกันภัย อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ นโยบายและการกํากับดูแลอยู่ที่หน่วยงานเดียวกัน ตอนหลังได้เกิด ความคิดว่าถ้าจะให้มั่นคงนั้นการกํากับดูแลต้องแยกออกมาจากราชการ ต้องเป็นหน่วยงาน อิสระต่างหากเหมือนกับธนาคารแห่งประเทศไทย เหมือนกับ ก.ล.ต. จึงเกิด คปภ. ขึ้นมา คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เป็นแนวคิดเดียวกันก็คือ เมื่อมีสหกรณ์ก็ต้องมีคณะกรรมการกํากับดูแลสหกรณ์ เราไม่อาจจะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เข้ามากํากับดูแลได้ทั้งหมด เหมือนกับประชาธิปไตยทางการเมืองเราก็ไม่อาจจะให้ระดับ โครงสร้างส่วนบนของทางการเมืองจะดูแลประชาธิปไตยทางการเมืองทั้งหมดได้ฉันใด ก็ฉันนั้น มีบางประเทศเคยทดลองเอาการกํากับดูแลสถาบันการเงิน กํากับดูแลประกันภัย กํากับดูแล ตลาดทุนมารวมอยู่ในองค์กรเดียวกันเรียกว่าไฟแนนเชียล เซอร์วิส เอเจนซี (Financial Service Agency) ระยะเวลาผ่านไปพิสูจน์ให้เห็นว่าการนํามารวมกันนั้นกลับก่อให้เกิด ความยุ่งยากมากกว่าการแก้ไขปัญหา ในเวลานี้แนวคิดของการกํากับดูแลจึงแยกออกเป็น องค์กรต่างหาก กํากับดูแลการเงิน กํากับดูแลตลาดทุน กํากับดูแลประกันภัย สหกรณ์เรา ก็ต้องมีกํากับดูแลของสหกรณ์ซึ่งจะต้องอิสระจากฝุายบริหาร เพราะตราบใดที่การกํากับดูแล อยู่ภายใต้การบริหาร นั่นไม่ใช่การกํากับดูแลที่ดี เพราะการกํากับดูแลนั้นจะต้องเป็น การกํากับดูแลที่สามารถดําเนินการได้ตามหลักการโดยที่ไม่จําเป็นจะต้องได้รับการแทรกแซง จากฝุายนโยบายหรือฝุายบริหาร นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทําไมจึงต้องมีหน่วยงานอิสระขึ้นมา ทําไมหน่วยงานอิสระนี้จึงจะต้องแยกออกมาจากระบบราชการ ไม่ได้มาอยู่กระทรวงการคลัง แยกออกมาเพื่อที่จะให้เป็นหน่วยงานอิสระ แต่เนื่องจากเป็นนโยบายทางด้านการเงิน จึงอยู่ภายใต้นโยบายของกระทรวงการคลัง เช่นเดียวกันกับประกันภัย ซึ่งแต่เดิมอยู่ภายใต้ กระทรวงพาณิชย์ แต่เมื่อแยกกํากับดูแลออกมาเป็นหน่วยงานอิสระเนื่องจากเป็นกิจการ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินจึงขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงการคลัง เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อที่จะ ทําให้องค์กรเหล่านี้ในกรณีนี้ก็คือสหกรณ์จะได้มีความมั่นคงในการดําเนินงาน เราเห็นแล้ว มีความเสี่ยง ถ้าเราไม่ปฏิรูปเพื่อปิดความเสี่ยงอย่างนี้ก็ทําให้เราต้องกลับมาย้อนว่าเราเป็น สภาปฏิรูปเราไม่ได้ทําในสิ่งเหล่านี้ด้วยหรือ และเมื่อดําเนินการปฏิรูปแล้วเราก็ต้องนํา หลักการที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลที่เป็นสากลเข้ามาใช้ เมื่อมั่นคงแล้วกิจการของสหกรณ์ ก็จะขยายตัวไปสู่ความมั่งคั่ง และเมื่อไปสู่ความมั่งคั่งคนส่วนมากเห็นประโยชน์ของสหกรณ์ ก็จะเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์มากขึ้น ก็ทําให้สังคมไทยได้รับประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ มากขึ้น ทําให้สังคมไทยมีความยั่งยืนเข้าไปสู่ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ไปสู่นโยบายหลัก ของรัฐบาลที่บอกว่ามั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ผมจึงอยากกราบเรียนสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน ว่าเรื่องนี้เป็นการปฏิรูปที่สําคัญ เป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญจุดหนึ่งที่จะนําไปสู่ประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจของสังคมไทย จึงขอวิงวอนท่านสมาชิกได้กรุณาใช้วิจารณญาณที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนข้อเสนอนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณด้วยครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะท่านสถิตย์คะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนแล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติ ที่ประชุมดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โดยโปรดเสียบบัตรและกดปุม แสดงตนค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุมแสดงตน)

ท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนหมดแล้วนะคะ ท่านชิดชัยยังไม่ได้ค่ะ เรียบร้อย ไหมคะ ยังนะคะ เจ้าหน้าที่ช่วยดูหน่อยค่ะ ท่านธวัชชัยค่ะ ท่านเฉลิมศักดิ์ด้วยหรือคะ เรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๗๒ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนหรือไม่นะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุม งดออกเสียง ค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุมลงคะแนน)

สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิบ้างคะ เรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผล คะแนนค่ะ ปิดการลงคะแนนนะคะ ท่านอนุสรณ์เพิ่งเข้ามาท่านทันไหมคะ อย่างนั้นเดี๋ยว เจ้าหน้าที่รอสักครู่ทันไหม ไม่ทันแล้วนะคะ ใช้วิธีขานชื่อนะคะ ท่านอนุสรณ์ใช้วิธีขานชื่อค่ะ ท่านอนุสรณ์จะออกเสียงไหมคะ ท่านขานชื่อแล้วกรุณาบอกด้วยว่าท่านโหวตว่าอย่างไรค่ะ

นายอนุสรณ์ จิรพงศ์

โหวตทันครับ เมื่อสักครู่

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

โหวตทันนะคะ ขอบพระคุณค่ะ จํานวนผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด ๑๗๓ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘ ท่าน งดออกเสียง ๑๖ ท่านนะคะ

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียนแล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดําเนินการต่อไป จบการพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจแล้ว ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการและท่านผู้มาชี้แจงทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. ....

ขอเชิญคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเข้าประจําที่ นะคะ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้มีหนังสือ ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถามของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาพิจารณาแล้วได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๒ ท่าน คือ ๑. ท่านอํานวย ทองสถิตย์ ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟูา พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์ พลังงาน อดีตอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ๒. ท่านพิชัย ถิ่นสันติสุข ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปกิจการไฟฟูา พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานกลุ่ม อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยนะคะ ขอเชิญผู้มีรายชื่อ ดังกล่าวร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมค่ะ

(นายอํานวย ทองสถิตย์ และนายพิชัย ถิ่นสันติสุข เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อคณะกรรมาธิการพร้อมแล้วนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ได้แถลงรายงานต่อที่ประชุมครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขอนําเสนอรายงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. ....

ท่านประธานที่เคารพครับตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ให้ความ เห็นชอบแผนปฏิรูปเร่งด่วนในเรื่องพลังงาน ๕ เรื่องไปเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ นั้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานของเราก็ได้มีหัวข้อที่ได้นําเสนอ ต่อสภาและให้ความเห็นชอบไปทั้งหมด ๕ หัวข้อ และมีเรื่องที่ได้ผ่านความเห็นชอบของสภา แห่งนี้นําเสนอส่งไปที่รัฐบาลแล้ว ๓ เรื่องได้แก่

เรื่องที่ ๑ เรื่องบทบาทหน้าที่ ประโยชน์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ....

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติ เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงานหรือบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) บีอีซี (BEC)

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัท จัดการพลังงาน เอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี (Energy Service Company) หรือเอสโก (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐ

สําหรับวันนี้กระผมและคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ขอนําเสนอเรื่องที่ ๔ จาก ๕ เรื่องนั้น คือในหัวข้อของพลังงานทดแทน ของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน โดยขอเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงาน ทดแทน พ.ศ. .... ซึ่งพวกเราได้ทํากันมาเป็นเวลากว่า ๗ เดือนแล้ว ท่านประธานครับ เปูาหมายหลักของการพัฒนาและบริหารจัดการด้านพลังงานของทุกรัฐบาลก็ต้องมุ่งไปที่ ประชาชนนะครับ โดยมุ่งให้เกิดหลัก ๓ ประการ ก็คือมั่นคงในด้านพลังงาน มีพลังงานใช้ อย่างต่อเนื่อง มีความมั่งคั่ง ก็คือประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงพลังงานได้ในราคาที่เหมาะสม แล้วก็มีความยั่งยืน คือเป็นที่เชื่อถือและยอมรับของประชาชนในการบริหารจัดการพลังงาน และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วยนะครับ ก็คือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพราะฉะนั้นจากเสาหลัก ๓ เสานี้ เราก็สามารถจะนําไปกําหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ได้ ซึ่งในด้านของยุทธศาสตร์พลังงานก็พอจะอนุมานได้เช่นกันจากหลัก ๓ เสานี้นะครับ

ยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ ของรัฐบาลทุกรัฐบาลนะครับ ก็จะมุ่งเน้น หลัก ๆ ก็คือ ๓ เรื่องนี้ ก็คือเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน หรือเอเนอร์จี ซีเคียวริตี (Energy Security) เรื่องของอุปทานด้านพลังงาน ราคาพลังงาน มีพลังงานใช้อย่างมั่นคง เพียงพอนะครับ เรื่องของอุปสงค์ของพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและ ประหยัด หรือดีมานด์ไซด์ แมเนจเมนต์ (Demand-side Management) หรือเอเนอร์จี เอฟฟิเชียนซี (Energy Efficiency)

และเรื่องสุดท้ายที่มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือเรื่องของพลังงาน สะอาด หรือกรีน แอนด์ คลีน เอเนอร์จี (Green and clean energy) ซึ่งก็ได้แก่ พลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกที่จะช่วยลดอัตรา การเพิ่มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศของโลกนั่นเอง

ท่านประธานครับ ผมเอาภาพถัดไปนี้มาให้ท่านดูนะครับ ก็คือจะพูดถึงเรื่อง พลังงานกับสิ่งแวดล้อม เมื่อพูดถึงเรื่องพลังงานกับสิ่งแวดล้อมผมก็อยากจะยกเอา คําประพันธ์ของบรมครูภาษาไทยของชาติท่านหนึ่งคือพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ขึ้นมาเป็นคติเตือนใจนะครับ ท่านก็เขียนคําประพันธ์ไว้ในคําประพันธ์บางเรื่องตอนหนึ่งว่า โลกเรานี้มีมาแต่คราไหน ไปข้างหน้านานเนาอีกเท่าใด ไม่มีใครล่วงรู้สักผู้เดียว เราอาศัย โลกนี้ครองชีวิต เหมือนสถิตพักอยู่ครู่ประเดี๋ยว เปรียบฟองน้ํากับชีวิตมิผิดเชียว เชิญผู้เชี่ยวชาญคิดพินิจตรอง ผมยกคํากลอนนี้ขึ้นมาอ้างทําไม ก็อยากจะให้ท่านสมาชิกได้ คิดไปกับผมนะครับว่าในสมัยที่ผมยังเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงานก็ได้มีโอกาสร่วมคณะ เดินทางไปประชุมในเวทีของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เรียกว่า การประชุมคอป ๑๘ (COP18) ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ในครั้งนั้นเมื่อปี ๒๕๕๕ เดือนพฤศจิกายน ในครั้งนั้นธีม (Theme) ของการประชุมไปถึงเขาก็เขียนปูายว่า ประชากร ของโลกมี ๗,๐๐๐ ล้านคน ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือคอมมอนโกล (Common goal) ที่จะพยายามช่วยกันลดหรือควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มเฉลี่ยเกิน ๒ องศาเซลเซียส โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าปีนี้ ๒๕๕๙ ผ่านไป ๔ ปี ประชากรของโลกมี ๗,๓๐๐ ล้านคนแล้วครับ เพราะฉะนั้นประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราก็แย่งกันกิน แย่งกันใช้ รวมทั้งใช้พลังงานด้วย แต่ทําอย่างไรเราจะใช้พลังงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้

ในหน้าถัดไปของเอกสารที่ผมนําเสนอก็อยากจะเสนอคําศัพท์ทางเทคนิค ที่เขาใช้ในเวทีของสหประชาชาติในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสัก ๒ คํา ๓ คํา อันแรก ก็คือคําว่า นามา (NAMAs) หรือย่อมาจากเนชันนัลลี แอปโพรพริเอต ไมทิเกชัน แอ็กชันส์ (Nationally Appropriate Mitigation Actions) ซึ่งภายใต้พิธีสารเกียวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ประเทศทั้งหลายก็พยายามที่จะ แสดงเจตจํานงว่าเราจะพยายามช่วยโลกในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร ประเทศไทย ของเราในยุครัฐบาลนี้ล่ะครับ ก็ได้ยื่นหนังสือเจตจํานงของเราต่อยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) ถึงเปูาหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ โดยประเทศไทย มีความตั้งใจว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ๗ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากธุรกิจปกติหรือ บิซิเนส แอส ยูชวล (Business as usual) ภายในปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ หรือ ค.ศ. ๒๐๒๐ โดยส่วนใหญ่กิจกรรมที่จะนํามาสู่การลดก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากภาคพลังงานและ การขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยก็คือพลังงานทดแทน ได้แก่ เชื้อเพลิงจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังน้ํา พลังแสงอาทิตย์ พลังลม แล้วก็พลังงานจาก การแปรรูปขยะ แล้วนอกจากนั้นกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากการประหยัด พลังงาน การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งระบบขนส่งมวลชน

ในหน้าถัดไปผมก็เอาตารางมาให้ท่านดูว่าสิ่งที่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงคมนาคมได้เตรียมไว้ใน แผนที่จะลดก๊าซเรือนกระจกก็มีเปูาหมายที่ชัดเจนว่าจะลดจากเซกเตอร์ (Sector) ไหน เท่าไร อย่างไร เป็นเปูาหมายที่เป็นควอนทิเททิฟ (Quantitative) คือจับต้องได้และวัดได้ ดังที่แสดงอยู่ในตารางนี้ ซึ่งรถไฟฟูาที่เรากําลังก่อสร้างอยู่ ๑๐ สายนี้ก็จะมีส่วนสําคัญ ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนให้ลดการใช้น้ํามัน ลดการใช้รถยนต์ลงแล้วก็ มาใช้ระบบขนส่งมวลชนรถใต้ดินมากขึ้น ซึ่งเราก็ตั้งเปูาว่าจะลดลง ๗๔ ล้านตัน ภายใน ปี ๒๕๖๓ จากบิซิเนส แอส ยูชวล เคส (Business as usual case) โดยใช้ปี ๒๕๔๘ เป็นปีฐาน

ในหน้าถัดไปก็เป็นคําศัพท์อีกอันหนึ่งครับที่เรียกว่าไอเอ็นดีซี (INDCs) ไอเอ็นดีซี (INDCs) นี้แปลเป็นไทยก็อาจจะชื่อยาวหน่อยนะครับ คือเปูาหมายอย่างมุ่งมั่น ในการดําเนินงานของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรืออินเทนเดด เนชันนัลลี ดีเทอร์มีนด์ คอนทริบิวชันส์ (Intended Nationally Determined Contributions) ท่านนายกรัฐมนตรีของเราได้ไปแถลงในที่ประชุมยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) หรือคอป ๒๑ (COP21) ที่กรุงปารีสเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ก็ด้วยข้อมูลที่ได้มาจากภาคพลังงาน อีกนั่นแหละครับว่า ประเทศไทยมีความสามารถและมีความมุ่งมั่นที่อยากจะลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกหลังจากปีสิ้นสุดของเกียวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) คือหลังจาก สิ้นปี ๒๐๒๐ ไป จะลดลงให้ได้ ๒๐ ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์จากบิซิเนส แอส ยูชวล เคส (Business as usual case) ภายในปี ๒๐๓๐ หรือ ๒๕๗๓

ท่านประธานครับ ในหน้าถัดไปนี้ก็แสดงให้เห็นแผนงานของรัฐบาลที่จะนําไปสู่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนะครับ ที่ผ่านมารัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลนี้ก็ได้มีแผน หลายแผนที่จะนําไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามไอเอ็นดีซี (INDCs) ที่นายกรัฐมนตรี ได้ไปแสดงเจตจํานงไว้ที่กรุงปารีส ๒๐ ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ แผนแม่บทรองรับสภาพภูมิอากาศ แผนรองรับโครงข่าย สมาร์ตกริด (Smart Grid) และที่เกี่ยวกับพลังงานก็มีถึง ๕ แผนนะครับ ได้แก่ แผนพัฒนา กําลังผลิตไฟฟูาของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๗๙ หรือเรียกว่าแผนพีดีพี ๒๐๑๕ (PDP2015) แผนอนุรักษ์พลังงาน ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๗๙ แผนแม่บทในการจัดการขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย และอีกแผนหนึ่งที่สําคัญมาก ก็คือแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๗๙ หรือที่เรียกว่าเออีดีพี ๒๐๑๕ (AEDP2015) แต่ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ การจะมีแต่แผนก็ดีไม่เพียงพอนะครับ จะต้องมีการแปลงแผนไปสู่ การปฏิบัติให้เห็นผล ต้องมีการอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) และการอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) ที่จะทําให้ได้ผลเป็นไปตามเปูาหมายนี้ก็จะต้องมีกลไกในการขับเคลื่อน ให้ไปสู่เปูาหมายนั้นให้ได้ กลไกที่สําคัญประการหนึ่ง ก็คือจําเป็นต้องมีกฎหมายนะครับ ตัวอย่างของเปูาหมายที่ประเทศไทยได้วางไว้นี่ในหน้าถัดไป ก็คือแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ๒๑ ปี ประเทศไทยได้ตั้งเปูาว่าภายใน ๒๑ ปีข้างหน้า ตอนนี้เหลือ ๒๐ ปีแล้วนะครับ คือภายในปีพุทธศักราช ๒๕๗๙ หรือ ค.ศ. ๒๐๓๖ ประเทศไทยจะมีการใช้พลังงานทดแทน ต่อพลังงานโดยรวมนี่ร้อยละ ๓๐ ของพลังงานที่เราใช้นะครับ แบ่งเป็นทั้งภาคไฟฟูา ภาคความร้อนหรือไอน้ํา แล้วก็ภาคเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่น้ํามันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) และน้ํามันไบโอดีเซล (Biodiesel) ตัวเลขที่เป็นตารางนี่ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ แต่อยากให้ท่านดูในคอลัมน์ (Column) แรกว่า ณ สิ้นปี ๒๕๕๘ หรือ ๒๐๑๕ เรามีสัดส่วน การใช้พลังงานทดแทนที่น่าพอใจในระดับหนึ่งคือร้อยละ ๑๓ แล้ว ปัจจุบันที่ผมพูดนี่ร้อยละ ๑๓ แล้ว จากที่เมื่อ ๑๕ ปีก่อนเรามีไม่ถึงร้อยละ ๑ เรามีถึงร้อยละ ๑๓ ของการใช้พลังงาน โดยรวมมาจากพลังงานทดแทน ซึ่งก็เป็นที่น่าภูมิใจเราดีกว่าหลายประเทศในอาเซียน (ASEAN) ดีกว่าหลายประเทศในยุโรปและทวีปอเมริกาเสียอีกแต่ว่าเปูาหมายของเราคือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๗๙ ตัวอย่างของมาตรการส่งเสริมในเรื่องของพลังงานทดแทน อย่างเรื่องของ การซื้อไฟฟูาจากพลังงานทดแทนก็ดังแสดงในตารางหน้าต่อไปนะครับ อัตราการรับซื้อไฟฟูา จากพลังงานหมุนเวียนแบบฟีดอินทารีฟ (Feed-in Tariff) และของปี ๒๕๕๘ ซึ่งใช้กับกลุ่ม พลังงานทดแทนประเภทต่าง ๆ นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะ ส่งเสริมพลังงานทดแทน แล้วก็ได้ผลดีพอสมควร แต่สิ่งที่ทํามาในอดีตมันก็ยังมีปัญหาและ อุปสรรคที่จะต้องทะลุทะลวงแก้ปัญหาเพื่อให้เปูาหมายประสบความสําเร็จ และนอกจากนั้น ที่ผ่านมานโยบายด้านพลังงานทดแทนนี่ก็มักจะเป็นลักษณะของท็อปดาวน์ (Top down) ลงไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้ไปศึกษา มาเป็นเวลากว่า ๗ เดือน ๘ เดือนนี่นะครับก็มีเปูาหมายหรือเปูาประสงค์ที่ปรารถนาของ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทนที่นําเสนออยู่ในมือของท่านนี้นะครับ ก็คือจะ ขับเคลื่อนเปูาหมายการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนรีนิวเอเบิลเอเนอร์จี (Renewable Energy) ของประเทศไทยให้ได้ร้อยละ ๓๐ ของการใช้พลังงานโดยรวมภายในปี ๒๕๗๙ สร้างกลไกในการส่งเสริมพลังงานทดแทนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แก้ไขปัญหา อุปสรรคในเรื่องพลังงานทดแทนแบบบูรณาการที่เรียกว่าวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) สร้างความโปร่งใสและเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกําหนดและ บริหารนโยบาย และสุดท้ายคือช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศในเรื่องของ พลังงานทดแทนนําไปสู่การสร้างงานและธุรกิจต่อเนื่อง สําหรับกลไกในร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... นี่ก็ประกอบด้วย ๔๖ มาตรานะครับ หลัก ๆ ก็มีนิยาม มีการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งก็ไม่ได้ใช้คนใหม่อะไรที่ไหนนะครับ ก็ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงานเป็นเลขานุการ แต่เราเพิ่มการมีส่วนร่วมโดยให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจาก การสรรหา ๕ คน มีอํานาจหน้าที่ต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมทะลุทะลวงอุปสรรค มีมาตรการ ส่งเสริมและการผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ มาตรการส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกหรือกรีนเฮาส์ แก๊ส อีมีสชัน รีดักชัน (Greenhouse Gas Emission Reduction) แล้วก็มีบทกําหนดโทษและการบังคับทางปกครอง ท่านประธานครับ ในลําดับ ต่อไปกระผมขออนุญาตให้ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟูา พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน ได้นําเสนอต่อที่ประชุม สาระสําคัญและกลไกของ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ฉบับนี้ต่อไปครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติ กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟูา พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน ตามที่ได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการ ท่านดอกเตอร์ คุรุจิต นาครทรรพ จะขออนุญาตนําเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม พลังงานทดแทน พ.ศ. .... ดังต่อไปนี้ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ท่านประธานครับ วันนี้สิ่งที่ เรากําลังแถลงอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... นี้ ถือได้ว่าเป็นวันที่สําคัญอีกวันหนึ่งของประวัติศาสตร์ประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะว่าตั้งแต่มี ประเทศไทยมาในเรื่องพลังงานนั้น เรามีกฎหมายพระราชบัญญัติหลายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ พลังงาน แต่เป็นสิ่งที่น่าแปลกว่าเราไม่เคยมีพระราชบัญญัติที่จะเข้ามาดูแลหรือส่งเสริม กิจการพลังงานทดแทนโดยตรงเลยนะครับ และร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการกําลัง นําเสนอในวันนี้ ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนขอบพระคุณอดีตสมาชิก สปช. สมาชิกสภา ปฏิรูปแห่งชาติที่ได้หมดวาระไปแล้ว ซึ่งมีคณะกรรมาธิการด้านพลังงาน มีอนุกรรมาธิการ พลังงานทดแทนนะครับ แล้วก็ต้องขออนุญาตเอ่ยนามว่ามีท่านประธานในที่ประชุมคือ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร เป็นประธานอนุกรรมาธิการพลังงานทดแทน เมื่อปีที่แล้วเราได้มี การยกร่างพระราชบัญญัติที่เรากําลังนําเสนอในวันนี้ไปได้กว่าครึ่งทางนะครับ ขณะเดียวกัน เนื้อหาสาระหลาย ๆ เรื่องเราก็ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่าง สปท. ระหว่าง คณะอนุกรรมาธิการกับอนุกรรมาธิการด้านพลังงานทดแทนของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพราะฉะนั้นเนื้อหาสาระที่กระผมจะนําเสนอต่อไปนี้ก็ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากการผนึกกําลัง เจตนารมณ์อันแน่วแน่มาตั้งแต่ครั้ง สปช. และปัจจุบัน สปท. รวมทั้งในส่วนของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ของคณะอนุกรรมาธิการพลังงานทดแทนด้วยนะครับ

ท่านประธานครับ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานประเทศไทยนี่ ผมได้ไปนั่ง สืบค้นดูแล้วมีเกือบ ๒๐ ฉบับนะครับ แต่ว่าในบรรดาเกือบ ๒๐ ฉบับนั้นเป็นที่น่าแปลก นะครับว่า ยังไม่เคยมีพระราชบัญญัติที่ให้การส่งเสริมหรือว่ากล่าวถึงเรื่องพลังงานทดแทน โดยตรงเลย จริงอยู่ครับ การส่งเสริมพลังงานทดแทนนั้นเคยแอบแฝงเข้าไปอยู่ในหลาย ๆ พระราชบัญญัติ หรือว่าไปอยู่ในอํานาจของคณะกรรมการหลาย ๆ คณะ เช่น พระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติ การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. ๒๕๓๕ พระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ และอื่น ๆ อีกมากมาย ตามที่ท่านประธานคุรุจิตได้กล่าวนําไปแล้วว่า ประเทศไทยเรามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้นเพื่อ ความยั่งยืนเพื่อความมั่นคง และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ เพราะว่าพลังงาน ทดแทนที่เราพูดถึงนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติแทบทั้งหมดที่เราหาได้ใน ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแสงอาทิตย์ ไม่ว่าจะเป็นลม ไม่ว่าจะเป็นขยะ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน ชีวมวลหรืออื่น ๆ นะครับ เพราะฉะนั้นจุดบอดตรงนี้ที่เราพบนะครับ เพื่อที่จะให้ การขับเคลื่อนการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนให้สามารถเดินหน้าไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพ จึงจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีพระราชบัญญัติขึ้นมาใหม่ ๆ สักฉบับหนึ่ง ซึ่งเราเรียกชื่อว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทนนะครับ ในขณะเดียวกันครับ โครงสร้างการบริหารพลังงานของประเทศไทยเรา

ขออนุญาตดูสไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ เรามีคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติในการกํากับอยู่ข้างบนสูงสุด ขณะเดียวกันเราก็มีคณะกรรมการย่อย ๆ รองลงมา เช่น คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน คณะกรรมการบริหารมาตรการ ส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียน คณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน แต่ดูไปแล้วก็ยังงง ๆ อยู่ว่าแล้วพลังงานทดแทนล่ะ จะไปอยู่ในอํานาจหน้าที่ของคณะใดโดยตรง หรือไม่อย่างไร ก็หาไม่เจอ ไปกระจายอยู่ที่โน่นนิด ที่นี่หน่อย เรามองว่าตรงนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนในการให้มีกิจการพลังงานทดแทนให้บรรลุ ตามเปูาหมายของประเทศที่เรียกว่าแผนเออีดีพี (AEDP) หรือว่าสัตยาบันที่ไปลงนามไว้ที่ องค์การสหประชาชาติบรรลุวัตถุประสงค์ เราน่าจะต้องมีคณะกรรมการที่เป็นระดับชาติ ขึ้นมาอีกสักชุดหนึ่งนะครับ ซึ่งเราเรียกว่าคณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนขึ้นมา แต่คณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนอยู่ ๆ จะมาตั้งขึ้นมาก็ไม่ได้ก็ต้องมีกฎหมายมา รองรับ กฎหมายนี่นะครับก็คือเป็นร่างพระราชบัญญัติพลังงานทดแทนที่เรากําลังนําเสนออยู่ ในวันนี้นั่นเองครับ

สไลด์ (Slide) ถัดไปนะครับ บังเอิญเมื่อวานหลังจากที่ได้มีการลงประชามติ เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. .... ไปแล้วนั้น กระผมก็ไปเปิดพลิกดูว่าร่างรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทยที่ผ่านความเห็นชอบของประชามติไปแล้วนั้นมีหมวดใดหรือมีข้อใดบ้างไหม ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทดแทน พบว่ามีครับ นั่นก็คือในหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นมาตรา ๗๒ เขียนไว้ว่า รัฐพึงดําเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ทรัพยากรน้ํา และพลังงาน ดังต่อไปนี้ (๕) ส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า รวมทั้งพัฒนาและสนับสนุนให้มีการผลิตและการใช้พลังงานทางเลือก พลังงานทางเลือกนี้ ก็คือพลังงานทดแทนนะครับตัวเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานอย่างยั่งยืน เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการเราเองก็เชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติที่เรากําลังนําเสนอ ณ วันนี้ ต่อไปก็จะไปสอดคล้องรับกับรัฐธรรมนูญที่กําลังจะอยู่ในกระบวนการที่จะประกาศใช้อย่าง แน่นอนตามมาตรา ๗๒ ของรัฐธรรมนูญ ยิ่งกว่านั้นก็ยังมีอีกมาตราหนึ่งในร่างรัฐธรรมนูญนั้น มาตรา ๒๕๘ เขาเขียนไว้ว่า ให้ดําเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยด้านต่าง ๆ ให้เกิดผล ดังต่อไปนี้ ช. ด้านอื่น ๆ (๓) จัดให้มีระบบจัดการและกําจัดขยะมูลฝอยที่มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์ด้านอื่น ๆ ได้ ตรงประเด็นเลยครับ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ที่เราเรียนนําเสนอนี้มีอยู่หลายมาตรา ที่เราจะให้การส่งเสริมเรื่องการกําจัดแล้วก็การใช้ขยะมูลฝอยให้เป็นประสิทธิภาพ เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม และนํากลับไปใช้ประโยชน์ได้ ก็คือไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟูาจาก พลังงานหมุนเวียนนั่นเอง ตรงนี้ก็สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา ๕๗ รัฐจะต้องทําอะไร ก็ยังเขียนไว้อีกนะครับบอกว่าจะต้องใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ก็เช่นเดียวกัน นะครับ เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ของเรานั้นมีการพูด ถึงเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพไว้เยอะ ไม่ว่าจะนําเอาข้าวสาร เอาผลไม้ หรือเอาผักอะไรต่าง ๆ มา ผลิตเป็นแก๊สชีวภาพ มาผลิตเป็นเอทานอล (Ethanol) มาผลิตเป็นไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญอยู่หลายมาตรานะครับ ดังนั้นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงาน ทดแทน พ.ศ. .... นั้นเราจึงมีความมั่นใจว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของรัฐหรือว่า ของสังคมได้ในหลาย ๆ มิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติเรื่องนโยบายด้านพลังงานทดแทน มิติในเรื่องของข้อกําหนดที่จะมีอยู่ใน ร่างรัฐธรรมนูญ มิติในเรื่องที่รัฐบาลได้ไปลงสัตยาบันกับองค์การสหประชาชาติต่าง ๆ เหล่านั้นก็สอดรับกันหมด แต่ว่าบันไดกว่าจะไปถึงขั้นตอนนั้นอีก ๒๐ ปี ประเทศไทยเรา การที่จะให้มีการใช้พลังงานทดแทนมากถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ๆ ครับ จะให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติคิดว่าไม่สําเร็จ ต้องมีการขับเคลื่อนครับ ต้องมีการผลักดัน ต้องมี การส่งเสริม แต่คําว่า ส่งเสริม นี้นะครับท่านประธาน อย่าเพิ่งไปตกใจนะครับว่าจะต้องใช้ เม็ดเงินในการส่งเสริมไม่ใช่แล้วครับ พลังงานทดแทนตอนนี้เป็นสิ่งที่น่าประหลาดแล้วก็ ชื่นชมว่าสามารถที่จะเดินหน้าไปได้ด้วยตัวเขาเองได้ รัฐเพียงแต่สร้างกลไก อํานวยความสะดวก ลดปัญหาอุปสรรคอะไรต่าง ๆ ลงแค่นั้นนะครับ พลังงานทดแทน ก็สามารถเดินไปได้ ในยุคต้น ๆ ตอนนี้อาจจะต้องมีการส่งเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ในเรื่องของ ราคารับซื้อแต่ว่าสุดท้ายแล้วก็จะค่อย ๆ หายไป แทบจะแข่งขันได้กับเชื้อเพลิง ฟอสซิล (Fossil) ในปัจจุบันได้เลยครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะทําให้เปูาหมายในการใช้ พลังงานทดแทนของเราบรรลุวัตถุประสงค์ถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ตอนนี้เมื่อเรามาสืบค้น ดูแล้วก็พบว่ายังไม่มีองค์กรหรือคณะกรรมการที่ดูแลเรื่องพลังงานทดแทนโดยเฉพาะ ภาระไปฝากไว้กับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอยู่ที่เดียว คณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติจําเป็นที่จะต้องมีกรรมการที่กลั่นกรองข้อมูลเสนอข้อมูล และมี ความรับผิดชอบตามกฎหมาย นั่นก็คือคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติที่เราเสนออยู่ใน วันนี้ รวมทั้งจะต้องมีกฎหมายมารับรอง เหล่านั้นนะครับ คือความจําเป็นของการที่จะต้องมี การตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นมานะครับ ผมก็ขออนุญาตไปถึงโครงสร้างของ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน ไปที่เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประมาณ หน้า ๑๕ ครับ ร่างพระราชบัญญัตินี้มีทั้งหมด ๑๐ หมวด ๔๖ มาตรา ซึ่งจะขออนุญาต เรียนนําเสนอตามรายละเอียด ดังต่อไปนี้ครับ

ประการแรก เราต้องมาทําความเข้าใจก่อนว่าพลังงานทดแทนหมายความว่า อะไร เปิดไปหน้าแรก ๆ ของร่างพระราชบัญญัติเราได้ให้นิยามเอาไว้ว่า พลังงานทดแทน หมายความว่า พลังงานที่สามารถทดแทน หรือลดการใช้พลังงานจากฟอสซิล (Fossil) ได้ เช่น พลังงานหมุนเวียน พลังงานจากขยะ พลังงานหมุนเวียนที่กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ก็คือเป็นพลังงานที่มีไม่สิ้นสุด แล้วก็เกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติได้ด้วย เช่น แสงอาทิตย์ ลม กระแสน้ํา เหล่านี้ก็ถือว่าเป็นพลังงานหมุนเวียน รีนิวเอเบิลเอเนอร์จี (Renewable Energy) พลังงานจากขยะ เอาละครับ มนุษย์เราเป็นคนสร้างขยะขึ้นมา แต่ว่าขยะมันก็เกิด ทุกวี่ทุกวันก็ถือว่าเป็นพลังงานทดแทนที่จะไปใช้ประโยชน์ได้ พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น แก๊สที่หมักมาจากมูลสัตว์ แก๊สที่เกิดมาจากน้ําเสียของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม อย่าไปทิ้งครับ แก๊สเหล่านั้นเอากลับมาเพราะว่าเป็นแก๊สมีเทนที่จะเอาไปผลิตไฟฟูา หรือให้ความร้อนได้ พลังงานจากชีวมวล เศษไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ แกลบ ชานอ้อยเยอะแยะ มากมาย พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจนก็หลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งแผนพัฒนาพลังงาน ทดแทนของประเทศไทยเราก็มีโรดแมป (Road map) ว่าในอนาคตไม่ใช่ตอนนี้นะครับ ไฮโดรเจนก็น่าจะเป็นพลังงานทดแทนของมวลมนุษย์ได้นะครับ เพราะสามารถแยกสลาย มาจากน้ําได้ หรือพลังงานที่เป็นความร้อนที่เหลือทิ้งจากการใช้งานก็นํากลับมาใช้ให้เป็น ประโยชน์ เหล่านั้นก็คือพลังงานทดแทน ส่วนอีกนิยามคําหนึ่งที่เราจะให้ความสําคัญ ในการส่งเสริมมากอีกพลังงานหนึ่งก็คือเชื้อเพลิงชีวภาพ ก็หมายความถึง เชื้อเพลิงที่ผลิตได้ จากอินทรียวัตถุ เช่น เอทานอล (Ethanol) หรือว่าเอทิลแอลกอฮอล์ ก็คือเป็นแอลกอฮอล์ ตระกูลหนึ่งที่สามารถดื่มได้ แต่ว่านี่วัตถุประสงค์เพื่อมาใช้ในทางพลังงาน ไบโอดีเซล (Biodiesel) ก็คือน้ํามันพืชต่าง ๆ นะครับ เชื้อเพลิงจากสาหร่าย เชื้อเพลิงของแข็งของเหลวที่สังเคราะห์จากชีวมวล นําเอาเศษไม้มาอัด เป็นแท่งเป็นก้อน ขยะที่เป็นของเสียจากกระบวนการผลิตหรือว่าขยะครัวเรือนนะครับ แก๊สชีวภาพหรืออื่น ๆ ก็ได้ครับตามที่คณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนจะได้กําหนด เพราะในอนาคตอาจจะมีแหล่งพลังงานทดแทนใหม่ ๆ เกิดขึ้นย่อมเป็นไปได้ เมื่อเราเข้าใจ แล้วว่าพลังงานทดแทนนั้นมีหลากหลาย ต่อไปการที่เราจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนได้ เราก็จะมีนิยามของคําว่า กิจการพลังงานทดแทน ครับ สิ่งที่ผมจะกราบเรียนต่อไปนี้ถือว่า เป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริงเลย ก่อนหน้านี้เรามักจะพูดว่าพลังงานทดแทนหมายถึงการใช้ พลังงานทดแทน นิยามนั้นแคบเกินไปแล้วครับ เราให้ความหมายของกิจการพลังงานทดแทน ที่จะให้การส่งเสริมเริ่มตั้งแต่การผลิตพลังงานทดแทน ผลิตเสร็จก็ต้องมีการจัดส่งพลังงาน ทดแทน นี่เราก็ควรจะมีกลไกในการส่งเสริม จัดหาแหล่งพลังงานทดแทน จําหน่ายพลังงาน ทดแทน จัดเก็บพลังงานทดแทน การจัดเก็บนี้สําคัญมากใช่ไหมครับ พลังงานนั้นบางรูปแบบ ผลิตเสร็จใช้ไม่ทันมันเหลือก็ต้องมีการสตอเรจ (Storage) คือเก็บเอาไว้ ก็ต้องเป็นส่วนหนึ่ง ที่ต้องให้การส่งเสริม จัดเก็บพลังงานทดแทน ใช้พลังงานทดแทน นํากลับมาใหม่ ซึ่งพลังงานทดแทน แปรรูปพลังงานทดแทน อย่างเช่น ผลิตไฟฟูาด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ใช้แสงแดดเป็นต้นกําเนิดพลังงาน แผงเซลล์แสงอาทิตย์แปลงแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟูา และพลังงานไฟฟูาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ พลังงานไฟฟูาที่อยู่ในแบตเตอรี่นั้นทางวิชาการ เขาเรียกว่าเป็นพลังงานเคมีครับ นี่เป็นการแปรรูปแล้ว เพราะฉะนั้นแบตเตอรี่ที่เก็บสะสม พลังงานไว้ที่ต้นตอมาจากพลังงานทดแทนก็ย่อมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่ควรจะต้อง ให้การส่งเสริม

ต่อไปการส่งเสริมการนําของเสียจากพลังงานทดแทนไปใช้งาน การวิจัยและ พัฒนาพลังงานทดแทน นี่ก็ต้องให้การส่งเสริมครับ ละเลยไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัย และพัฒนาพลังงานที่ใช้วัตถุดิบหรือเทคโนโลยีที่เป็นของคนไทย เกิดขึ้นในประเทศไทย ยิ่งต้องให้การส่งเสริม และกิจการอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการจะกําหนดนะครับ ในส่วนของ การบริหาร พระราชบัญญัตินี้เรากําหนดไว้ว่าให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

ผมขอไปมาตรา ๕ ครับ มาตรา ๕ กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติ เยอะแยะมากมาย ๑๐ กว่าข้อ แต่ผมขอสรุปเป็นคําสําคัญไว้ดังต่อไปนี้ วัตถุประสงค์ของ พระราชบัญญัตินี้ต้องการที่จะให้มีการส่งเสริมสนับสนุนกิจการพลังงานทดแทนให้ยั่งยืน รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา พึ่งพิงตนเองได้นะครับ ทั้งด้านวัตถุดิบ เทคโนโลยีและองค์ความรู้ ให้ชุมชนมีการผลิต การใช้และพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม ชุมชนนะครับ กระจายอํานาจเปิดโอกาสให้ชุมชนได้มีส่วนร่วม ให้พลังงานทดแทนเป็นพลังงานที่พึ่งพาได้ ของประเทศไทย นี่คือความฝันอันสูงสุด พลังงานทดแทนต่อจากนี้ไปจะเป็นพลังงาน ที่พึ่งพิงได้ ไม่ใช่เป็นพลังงานที่สร้างภาระให้กับประเทศไทยนะครับ แล้วก็ปลูกจิตสํานึกให้กับ ประชาชน ให้กับเยาวชนต่าง ๆ นะครับ

ต่อไปมาตรา ๘ ว่าด้วยเรื่องคณะกรรมการพลังงานทดแทน มีทั้งหมด ๑๖ ท่าน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ท่านประธานครับ คณะกรรมการ ส่งเสริมพลังงานทดแทนเมื่อมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเป็นประธานแล้ว คณะกรรมการชุดนี้ เขาจะเสนอแนะข้อคิดเห็น กรอบเส้นทางโรดแมป (Road map) ต่าง ๆ เพื่อให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติให้ความเห็นชอบนะครับ ก็ถือว่าเป็นการทํางานกัน แบบเป็นขั้นเป็นตอน มีปลัดกระทรวงของกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนะครับ ผมขออนุญาต ไม่เอ่ยนาม มีประธานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน ประธานสภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย รวมทั้งผู้แทนจากสํานักงานอัยการสูงสุดโดยตําแหน่งเข้ามาเป็นกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๔ ท่านที่ได้มาจากการสรรหา ๕ ท่านนะครับ และที่สําคัญครับ มีอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน หรือ พพ. เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีผู้แทนจากสํานักงานนโยบายและแผนพลังงานมาเป็นผู้ช่วยเลขานุการ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เราไม่มีการบอกว่าจะต้องสร้างองค์กรใหม่ ไม่มีครับ ไม่มีการสร้าง องค์กรขึ้นมาใหม่ แต่ว่าจะใช้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานที่มีอยู่แล้วใน กระทรวงพลังงานยกระดับความสําคัญขึ้นมา เพราะชื่อกรมเขาก็มีอยู่แล้ว กรมพัฒนา พลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ท่านอธิบดีก็จะมาเป็นกรรมการและเลขานุการที่จะเสนอ และเขียนรายงานการประชุม เป็นสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ คณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนมีอํานาจหน้าที่ เราเขียนไว้เยอะมาก ๑๕ ข้อครับ แต่ว่าถ้าพูดถึงสาระสําคัญก็คือเข้ามาส่งเสริมกํากับดูแลกิจการพลังงานทดแทนให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ ออกระเบียบ ประกาศต่าง ๆ หลาย ๆ เรื่องนะครับ คณะกรรมการพลังงาน ทดแทนชุดนี้เขาไม่ได้ออกอะไรทั้งหมดเบ็ดเสร็จละครับ ตามพระราชบัญญัตินี้เราก็เขียนว่า ให้ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ก็จะไม่มีความขัดแย้งกัน นะครับ เสนอแผนแม่บทในการพัฒนาพลังงานทดแทน นี่ละครับสําคัญมากต่อ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติเพื่อให้ความเห็นชอบ พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับ แผนการขยายระบบโครงข่ายไฟฟูา ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ การที่เราจะมีการใช้ พลังงานทดแทนอย่างเช่นไฟฟูาได้นี่ องค์ประกอบมีเยอะครับ ๑. ต้องมีโรงไฟฟูา ไม่ว่าจะ ผลิตด้วยขยะชีวมวลหรือแสงอาทิตย์ ๒. ผลิตแล้วต้องมีสายไฟฟูาให้กระแสไฟฟูาวิ่ง สายไฟฟูาที่ให้กระแสไฟฟูาวิ่งนั้น ถ้าเป็นระดับแรงดันสูง ๆ มันก็ขนาดหลายแสน เป็นล้านโวลต์ กฟผ. เป็นผู้ดูแล ถ้าเป็นลักษณะขนาดเป็นหมื่นโวลต์ การไฟฟูาภูมิภาคกับ การไฟฟูานครหลวงก็เป็นผู้ดูแล คณะกรรมการชุดนี้ก็จะเข้ามาช่วยดูแลด้วยว่าโครงข่าย ไฟฟูาของประเทศไทยควรจะต้องมีการแบ่งปันกันมาเพื่อให้พลังงานทดแทนสามารถ ส่งพลังงานทดแทนไปยังปลายทางได้นะครับ และคณะกรรมการชุดนี้จะต้องคิดหามาตรการ ในการที่จะให้ชุมชนในระดับต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด เสนอแนะเรื่องต่าง ๆ ไปยังคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรืออาจจะตั้งอนุกรรมการขึ้นมาก็ได้ตาม ความเหมาะสมในแต่ละคณะ ในแต่ละเรื่อง และเมื่อมีคณะกรรมการแล้ว สํานักงาน เลขานุการหรือว่าที่เป็นเลขานุการที่ผมกราบเรียนแล้วว่าคือกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงาน เพื่อให้กรมนี้สามารถดําเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราก็มี มาตรา ๑๗ เขียนไว้บอกว่า กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานมีอํานาจหน้าที่ โดยท่านอธิบดีให้รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลด้านพลังงานทดแทน จัดทําเป็นรายงานเสนอ คณะกรรมการ ผ่านไปที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ รัฐมนตรี ติดตามและ ประเมินผล ปฏิบัติการอื่น ๆ รวมทั้งให้กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน จัดทําแผนงบประมาณ การบริหารการเงิน บุคลากร สถานที่ สิ่งอํานวยความสะดวก เพื่อให้ สามารถส่งเสริมกิจการพลังงานทดแทนต่อไปได้อย่างราบรื่น เอาละครับ เรามี พระราชบัญญัติ เรามีองค์กร เรามีเลขานุการ ต่อไปก็จะมาถามว่าแล้วเราจะให้ การส่งเสริมอะไร ใครเป็นผู้ได้รับการส่งเสริม ส่งเสริมอะไร อย่างไร ก็เริ่มต้นที่มาตรา ๑๘ เมื่อคณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนประกาศออกมาแล้วว่าพลังงานทดแทนจะส่งเสริม อะไร อย่างไร เมื่อไร ปริมาณเท่าไร ก็ต้องมีการประกาศรับสมัครอะไรต่าง ๆ มีการคัดเลือก กิจการพลังงานทดแทนมีสิทธิขอรับการส่งเสริมตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วก็ให้เป็นไปตาม ลักษณะประเภท ชนิด ปริมาณ ขนาดของกิจการพลังงานทดแทน หรือหลักเกณฑ์อื่นตามที่ คณะกรรมการประกาศกําหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาติ เพราะฉะนั้นบรรดาพลังงานทดแทนรายชื่อเป็นสิบ ๆ พลังงานที่ผมได้กราบเรียนไป แล้วนั้น เดี๋ยวคณะกรรมการเขาก็จะต้องมายกร่างว่าจะส่งเสริมในลักษณะอย่างไร ประเภท อะไร ปริมาณเท่าไร เมื่อไร ก็จะมีหลักเกณฑ์รายละเอียดออกมา ใครสนใจก็สมัครเข้าไปในโครงการเหล่านั้นได้นะครับ และเมื่อผู้ที่สมัครเข้าไปแล้วได้รับการคัดเลือกแล้วเขาก็ต้องมีหน้าที่ด้วยนะครับ หน้าที่ตาม มาตรา ๒๒ นะครับ คือถ้าได้รับการคัดเลือกแล้วก็ต้องดําเนินโครงการให้ได้ตามกรอบ ตามเงื่อนไข ตามวัตถุประสงค์ ตามแผนงาน หรือผู้ประกอบการที่จะขอรับการส่งเสริม อาจจะต้องมีการชําระค่าธรรมเนียมบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามที่จะประกาศในกฎกระทรวง ผู้ประกอบการ ผู้ลงทุนนั้นก็จะต้องรายงานข้อมูลต่าง ๆ ตามที่กําหนดนะครับ อาจจะ ออนไลน์ (Online) หรือเรียลไทม์ (Real time) อะไรก็แล้วแต่ หรือปฏิบัติการอื่น ๆ ตามที่ จะกําหนดนะครับ เพราะฉะนั้นต่อไปนะครับในการส่งเสริมกิจการพลังงานทดแทนที่เรา กําลังพูดถึงอยู่ทุกวันนี้นะครับ เรามองว่าที่ผ่านมานี่ประเทศไทยเราเคยมีอุปสรรคหลายด้าน อุปสรรคที่เคยเกิดขึ้นนั้นเราก็อยากจะให้พระราชบัญญัตินี้มาช่วยแก้ไขทะลุทะลวงปัญหา อุปสรรคเหล่านั้น ไม่ว่าปัญหาที่เกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เรียกว่าเป็นกําแพงขวางกั้น ก็อยากจะให้ใบอนุญาตต่าง ๆ นั้นสามารถผ่อนคลายไปได้เท่าที่จะทําได้ เช่น ใบอนุญาต ประกอบกิจการโรงงาน ท่านทราบไหมครับเป็นเรื่องแปลกประหลาดมาก เมื่อก่อนใคร จะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) บนหลังคาบ้าน บนหลังคาโรงเรียน บนหลังคา โรงพยาบาล ตามพระราชบัญญัติโรงงาน ปี ๒๕๓๕ เขาถือว่าเป็นโรงงานนะครับ ต้องมี ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานหรือที่เรียกว่า ร.ง.๔ ผมเองซึ่งทํางานอยู่ในสมาคม อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทยพยายามนักหนานะครับ ในที่สุดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็ได้มีการแก้ไขกฎกระทรวง บอกเอาละใครติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) บนบ้าน บนหลังคาอาคารนี่ไม่ถือว่าเป็นโรงงาน มันก็ไม่เป็นโรงงานนะครับ ในต่างประเทศเขาจะ ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ที่ไหนมันไม่เป็นโรงงานทั้งนั้นนะครับ นั่นคือตัวอย่าง ของปัญหาที่เคยเกิดขึ้น และปัญหาเหล่านั้นมันจะเกิดขึ้นซ้ําซากไปเชียวหรือครับ เมื่อต้นปี หัวหน้า คสช. ได้ออกคําสั่งที่ ๓/๒๕๕๙ คําสั่งที่ ๔/๒๕๕๙ ออกมาเมื่อต้นเดือนมกราคม บอกว่าให้ยกเลิกผังเมืองที่เป็นอุปสรรคต่อการก่อสร้างโรงไฟฟูาพลังงานทดแทนที่มีอยู่ใน แผนการส่งเสริม ก็มีหลาย ๆ จังหวัดเขาประกาศเป็นพื้นที่สีเขียวครอบทั้งจังหวัด พื้นที่ สีเขียวครอบ ถ้าอย่างนั้นก็ติดตั้งกังหันลมไม่ได้ โซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ก็ติดไม่ได้ ชีวมวล ก็สร้างไม่ได้ อะไรก็ทําไม่ได้เลยนะครับ เหล่านั้นก็คือเป็นตัวอย่างที่เกิดขึ้นมาแล้ว รวมทั้ง ท่านทราบไหมครับว่าการที่เราจะขึ้นไปติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านคน โรงพยาบาล อาคารสํานักงาน ต้องขอใบอนุญาตจากกรมโยธาธิการและผังเมือง แล้วก็ไม่ใช่ เป็นสิ่งที่ง่าย ๆ นะครับ เหล่านี้ก็คือเป็นสิ่งที่เราจะพยายามให้มีการผ่อนคลายเท่าที่จะทําได้ จึงกําหนดไว้ในมาตรา ๒๔ นะครับ เราเขียนไว้ว่า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมกิจการผลิต ไฟฟูาจากพลังงานทดแทน คณะกรรมการนะครับ โดยความเห็นชอบของ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ อาจนะครับ อาจจะออกระเบียบกําหนดหลักเกณฑ์ รายละเอียดต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ได้ ๑. ในเรื่องของใบอนุญาต ร.ง.๔ นี่อาจจะขอยกเว้นไม่ต้อง ขอรับใบอนุญาต แต่ก็ไม่ใช่ว่ายกเว้นโดยโอเวอร์รูล (Overrule) พระราชบัญญัติ เพราะว่า ในพระราชบัญญัติโรงงานอุตสาหกรรมนั้นรัฐมนตรีสามารถออกกฎกระทรวงได้อยู่แล้ว ก็เพียงแต่เขียนไว้เพื่อให้เจ้ากระทรวงนั้นเขาให้ความร่วมมือในการออกกฎกระทรวงออก มานะครับว่าด้วยกฎหมายเรื่องโรงงาน หรือในเรื่องของกฎหมายควบคุมอาคารก็เช่นเดียวกัน นะครับ การติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์หรืออะไรก็ตามที่น้ําหนักไม่เกินกี่กิโลกรัมต่อกี่ตาราง เมตรตรงนั้นก็น่าจะให้เจ้ากระทรวงคือกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงขึ้นมาได้ว่ากติกา แบบนี้น่าจะผ่อนผันได้เพื่อให้การส่งเสริมพลังงานทดแทนสามารถเดินหน้าได้ ในเรื่องของ ผังเมืองก็เช่นเดียวกัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นคนออกกฎกระทรวงผังเมืองก็ควรจะให้ความร่วมมือ ตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่คณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนเสนอว่า โรงงานประเภทใด ติดผังเมืองหรือไม่ติดผังเมือง ต่อไปนี้คือการทะลุทะลวงปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เราพยายาม เสนอขึ้นมา รวมทั้งในชุมชนก็เช่นเดียวกันนะครับ ในต่างจังหวัด ชุมชนถ้าเขาอยากจะผลิต พลังงานทดแทนเพื่อใช้ในชุมชนเขา เขาก็ควรมีสิทธิที่จะก่อสร้างหรือว่าลงทุนได้ ตรงนี้ก็คือ เป็นสิ่งที่เราเขียนไว้ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ

ต่อไปในหมวดที่ ๕ ระบบโครงข่ายไฟฟูา เป็นสิ่งอะไรที่ท่านอาจจะไม่คุ้นหู ระบบโครงข่ายไฟฟูาในหมวดที่ ๕ ก็คือสายส่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสายส่งที่มีแรงดันไฟฟูา เป็นล้านโวลต์ เป็นแสนโวลต์ ที่เขาเรียกว่า ๕๐๐ เควี (KV) ๒๕๐ เควี (KV) ๗๕ เควี (KV) หรือว่า ๒๒ เควี (KV) เหล่านี้นะครับ ก็ว่าไปแล้วก็คือระบบโครงข่ายไฟฟูาของประเทศไทย ทุกวันนี้ใครบริหารครับ การไฟฟูาฝุายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟูานครหลวง การไฟฟูา ส่วนภูมิภาค ที่ผ่านมาถามว่ามีปัญหาอะไร มีครับ ก็คือซีกหนึ่งกระทรวงพลังงานอยากจะให้ มีการผลิตพลังงานไฟฟูาจากพลังงานทดแทน แต่อีกซีกหนึ่งสายส่ง สายจําหน่าย คือโครงข่ายไฟฟูามันเต็ม มันรองรับไม่ได้ เหมือนถนนบอกมีจํากัด แต่เราจะใส่รถวิ่งเยอะ ๆ ก็ไม่ได้ ตรงนี้คือปัญหาอุปสรรคที่เราพยายามที่จะใส่เข้าไปในพระราชบัญญัตินี้ หมายความว่า อย่างไรครับ ต่อจากนี้ไปโครงข่ายไฟฟูาสายส่ง สายจําหน่ายมีที่ไหนเท่าไรขอให้เปิดเผย ออกมาครับ ที่ผ่านมาเป็นไสยศาสตร์ ไม่รู้ไปขอข้อมูลที่ไหนขอไม่ได้ ไม่มี หรือว่าไม่อัปเดต (Update) หรือไม่ตรงกับความเป็นจริง ผู้ประกอบการเจ้าหนึ่งไปสอบถามข้อมูลเมื่อวานซืน บอกว่าสายส่งมันเต็ม แต่พอถัดไปอีกวันหนึ่งอีกผู้ประกอบการหนึ่งเข้าไปถามบอกว่ามีครับพี่ เหล่านี้เกิดขึ้นไม่ได้ครับกับประเทศไทย จะต้องแฟร์ (Fair) และจะต้องโปร่งใส เพราะฉะนั้น เราเขียนไว้แบบนี้นะครับว่า เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบกิจการโครงข่ายไฟฟูา คือหมายถึง ๓ การไฟฟูานั่นแหละจะต้องเปิดเผยข้อมูลสายส่ง สายจําหน่ายอย่างโปร่งใสขึ้นเว็บไซต์ (Web site) เลย ใครที่จะก่อสร้างพลังงานทดแทนที่ไหนเขาจะได้รู้ เขาจะได้วางแผน ล่วงหน้า แล้วก็ยังมีปัญหาอีกครับ ตอนแรก ๆ ไปติดต่อเขาบอกว่าสายส่งมีครับ อาจารย์ดุสิต สร้างโรงไฟฟูาได้เลย พอสร้างเสร็จเขาบอกว่าเต็มครับ อ้าว ถ้าสายส่งมันเต็มก็เจ๊งสิครับ ผู้ประกอบการก็ส่งไฟฟูาขึ้นเสาไฟฟูาไม่ได้ ตรงนี้ในพระราชบัญญัตินี้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ผู้ประกอบกิจการระบบโครงข่ายไฟฟูานั้นจะต้องไม่ปฏิเสธในการรับไฟฟูาจากพลังงาน ทดแทนที่ผ่านการอนุมัติในการส่งเสริมมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นจากนี้ไปตาม พระราชบัญญัตินี้ ผู้ประกอบการพลังงานทดแทนใดที่ได้รับการส่งเสริมแล้ว เซ็นสัญญากับ การไฟฟูาแล้วย่อมมีสิทธิในการที่จะส่งกระแสไฟฟูานั้นตามกําหนดการเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังกําหนดไว้ในมาตรา ๒๕ ด้วยว่าการไฟฟูาเหล่านั้นจะต้องมีการวางแผนสายส่งให้ เพียงพอกับแผนพัฒนาพลังงานทดแทนของประเทศไทย ทุกวันนี้มีปัญหาเกิดขึ้นจริง ๆ ครับ เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก ถ้าเดินไปภาคอีสานไปถามการไฟฟูาที่ภาคอีสานเขาจะบอกว่า อาจารย์ดุสิตครับ สายส่ง สายจําหน่ายที่อีสานเต็มหมดแล้ว อ้าว เอาอย่างไร ไปภาคใต้ เต็มอีกแล้วครับ ไปภาคเหนือเต็มอีกแล้วครับ แล้วอย่างไรครับ นี่ครับคือปัญหาอุปสรรค ประเทศไทยเรากําลังมีแผนของรัฐบาลเลยนะครับที่ต้องการสร้างโรงไฟฟูาด้วยพลังงานทดแทน แต่สายส่ง สายจําหน่ายก่อสร้างไม่ทัน จากนี้ไปเกิดเหตุการณ์แบบนี้ไม่ได้แล้วนะครับ สายส่ง สายจําหน่าย ก็คือเหมือนถนนให้รถวิ่ง ถนนต้องเกิดขึ้นก่อนชุมชนครับ ถนนต้องเกิดขึ้นก่อน โรงไฟฟูา ตรงนี้เราเขียนไว้ในพระราชบัญญัติต้องมีการวางแผนกันล่วงหน้า นี่ละครับคือสิ่งที่ จะต้องเกิดขึ้นในพระราชบัญญัตินี้ แล้วก็คงจะมีบทลงโทษอะไรด้วยครับว่าเซ็นสัญญากันไปแล้ว แล้วถ้าไม่ให้เชื่อมต่อก็ต้องมี บทลงโทษกันบ้างนะครับตรงนั้นหอมปากหอมคอ

ต่อไปนะครับ เมื่อมีการเซ็นสัญญากันแล้วระหว่างเจ้าของโครงข่ายไฟฟูากับ ผู้ผลิตพลังงานทดแทน แล้วถ้าเกิดมีพลังงานถ่านหิน แก๊ส หรือแก๊สธรรมชาติเหลวซ้อน เข้ามาล่ะ ในนี้เราเขียนบอกว่าต้องให้ไพรออริตี (Priority) คือความสําคัญอันดับแรก กับพลังงานทดแทน นี่คือถือว่าเป็นการปฏิรูปอย่างแท้จริงเลย ในประเทศเยอรมนีเขียนไว้ เข้มกว่านี้นะครับ ประเทศเยอรมนีกฎหมายพลังงานทดแทนเขาเขียนบอกว่าการไฟฟูา ห้ามปฏิเสธจากผู้ผลิตพลังงานทดแทนและไม่จํากัดปริมาณด้วย แต่ของเราไม่ต้องถึงขนาดนั้น เรากําลังบอกว่าให้ผู้ผลิตไฟฟูาจากพลังงานทดแทนสามารถเชื่อมต่อกับการไฟฟูาได้ที่เป็น โครงการที่ได้รับการอนุมัติแล้วก็รับการส่งเสริมมาแล้ว ก็เหล่านี้เป็นสิ่งที่เราอยากจะเห็น

ต่อไปเรื่องเชื้อเพลิงชีวภาพครับ คือพลังงานทดแทนมีทั้งพลังงานที่เป็นไฟฟูา พลังงานที่เป็นเชื้อเพลิงของเหลวที่เอามาเผาไฟแล้วมันติดไฟได้ คือเอามาแทนน้ํามันเบนซิน หรือว่าน้ํามันดีเซลที่เรารู้จักกันในเรื่องของเอทานอล (Ethanol) และไบโอดีเซล (Biodiesel) นั่นละครับ ตามปั๊มน้ํามันต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านเห็นว่าเราสะดวกสบายมากจะเข้าไปซื้อ เติมน้ํามันรถแก๊สโซฮอล์ ๙๕ (Gasohol95) บ้าง อี ๒๐ (E20) บ้าง อี ๘๕ (E85) บ้างเหล่านี้ มีอยู่ แต่ก็ไม่ราบรื่นไปทั้งหมด การขอใบอนุญาตอะไรต่าง ๆ นั้นค่อนข้างจะยุ่งยาก เพราะว่า การที่จะขายผลิตหรือว่าขายน้ํามันเชื้อเพลิงที่เป็นพลังงานทดแทนเอทานอล (Ethanol) ไบโอดีเซล (Biodiesel) นั้นยังจะต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ํามันเชื้อเพลิง อยู่ตามนั้นนะครับ เราก็บอกว่าแบบนี้ไม่ได้ พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพเหล่านั้นควรจะต้องมี การผ่อนคลายให้กฎเกณฑ์กติกาเหล่านั้นง่ายขึ้นผู้ผลิตเอทานอล (Ethanol) ก็มีสิทธิที่จะขาย ได้สะดวกขึ้นนะครับเหล่านี้ แต่ว่าเราก็ต้องมีการควบคุมนะครับในมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ ผมจะไม่ขอลงไปในรายละเอียด กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมน้ํามัน ชีวภาพ น้ํามันชีวภาพที่ผมกราบเรียนแล้วมันก็คือเอทานอล (Ethanol) เอทานอล (Ethanol) มันก็คือเหล้าชนิดหนึ่งนะครับ กินได้ครับท่าน ดื่มได้ แต่เอทานอล (Ethanol) ที่ใช้ในรถยนต์ผลิตมาจากโรงงาน ความบริสุทธิ์มันเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือเป็น แอลกอฮอล์เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นผู้ประกอบการที่ผลิตเอทานอล (Ethanol) ออกมาจากโรงงานนี่นะครับเขาก็จะงง ๆ ว่าถ้าตามพระราชบัญญัติสุรา มีตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ แล้วยังมีพระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ ปี ๒๕๕๑ กํากับอีก เขาก็จะบอกว่าแบบนี้จะทํา อย่างไรกันดี จะขนส่งทีหนึ่งต้องไปขออนุญาตจากอธิบดีกรมสรรพสามิตหรือครับ แบบนี้เขาบอก ไม่ไหว เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัตินี้แหละจะเป็นตัวผ่อนคลายว่าขอให้แจ้งไปที่กรมธุรกิจ พลังงาน ซึ่งเขาจะเป็นผู้รับขึ้นทะเบียนว่าเอทานอล (Ethanol) ที่ผลิตที่จําหน่ายที่จะขนส่งนั้น กรมธุรกิจพลังงานเขากํากับควบคุมอยู่แล้วนะครับ กรมสรรพสามิตที่ดูแลเรื่องสุราท่านไม่ต้อง เป็นห่วง เอทานอล (Ethanol) ที่อยู่ในแทงเกอร์ (Tanker) นั้นมันไม่หายไปไหน ต้นทางไปถึง ปลายทางมันไปถึงแน่นะครับ ไม่มีใครแอบเอาไปขายเป็นเหล้ากินตรงนี้ แบบนี้เป็นต้น คือสิ่งที่เราจะเข้ามากํากับแทนนะครับ นอกจากนี้ตามพระราชบัญญัตินี้เราก็ยังเขียนเอาไว้ กว้าง ๆ ว่าตราบใดก็ตามที่กฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตราบใดก็ตามที่กฎหมายว่าด้วย ประมวลรัษฎากรเอื้อ ก็คือหมายถึงว่ารัฐมนตรีกระทรวงการคลังเขาเอาด้วย ก็สามารถที่จะ ได้รับการส่งเสริมในรูปแบบของการยกเว้นอากรนําเข้าเครื่องจักร หรือว่าลดหย่อน หรือว่า ให้โบนัสเกี่ยวกับเรื่องการหักรายจ่ายที่เกิดจากการลงทุนในพลังงานทดแทนเหล่านี้ตามที่ กฎหมายเดิมคือกฎหมายว่าด้วยศุลกากร หรือว่าประมวลรัษฎากรเขาเปิดช่องไว้ให้นะครับ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ทําให้เกิดการส่งเสริมขึ้นมาได้ เหล่านี้ก็คือเป็นสิ่งที่เราได้มองเอาไว้ในรูปแบบ ของทั้งหมด

และสุดท้ายท่านประธานครับ หมวดที่ ๘ มาตรการการมีส่วนร่วมในการลด ก๊าซเรือนกระจก ตรงนี้ต้องถือว่าเป็นนวัตกรรมของพระราชบัญญัตินี้เลยนะครับ ปกติแล้วถ้าเราพูดถึงเรื่องพระราชบัญญัติเราก็จะบอกว่าส่งเสริมอย่างโน้นส่งเสริมอย่างนี้ แต่ว่าตอนนี้เราเขียนเป็นหมวดหนึ่งเลยเขียนว่า มาตรการส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะฉะนั้นเราเล็งเห็นผลว่า ถ้าเรามีการส่งเสริมพลังงานทดแทนไปแล้วมันต้องไม่ สะเปะสะปะ ส่งเสริมไปเพื่อให้มีการใช้เพื่อความยั่งยืนของประเทศ ส่งเสริมไปตามแผน ที่ต้องการให้เกิด ส่งเสริมเพื่อให้ชุมชนเขาได้มีรายได้ ใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น และนี่แหละครับ มาตรการอีกอันหนึ่ง การมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก เพราะฉะนั้นกิจการใดที่ คณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้บอกว่า ผลิตพลังงานทดแทนแบบนี้ปริมาณนี้แล้วถือว่า เข้าข่ายการมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจก กรีนเฮาส์เอฟเฟ็กต์ (Greenhouse Effect) ที่เรามีสนธิสัญญาเซ็นไว้กับองค์การสหประชาชาติแล้ว เขาก็ควรจะได้รับสิทธิพิเศษอะไร บางอย่าง แต่จะเป็นอะไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ตรงนี้ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่จะทําให้ กิจการพลังงานทดแทนของประเทศไทยเราจะมีความเจริญก้าวหน้าทั้งในมิติของความยั่งยืน แล้วก็การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของโลก

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เรามีความมุ่งมั่นในการยกร่างกันมาเป็นปีครับ จึงขออนุญาตกราบเรียนฝาก ท่านสมาชิกได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อที่จะได้นําส่งร่างพระราชบัญญัตินี้ไปยัง รัฐบาลเพื่อดําเนินการต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที นะครับ ขณะนี้มีผู้แสดงความจํานงในการอภิปราย ๓ ท่านด้วยกัน มีท่านกษิต ภิรมย์ ท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขอเชิญท่านรัฐมนตรี กษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ครับ ท่านประธานผมอยากจะขออนุญาตเป็น ๒ ประเด็นด้วยกันนะครับ ประเด็นที่เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการที่จะจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายพลังงาน ทดแทนหมุนเวียนก็เรื่องหนึ่ง ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอพูดก่อนก็คือว่า เราอยู่ใน สภาปฏิรูปแล้วพวกเราทุกคนโดยเฉพาะท่านประธานกรรมาธิการก็พอจะตระหนักถึง ประเด็นปัญหาของความชะงักงันความไม่คืบหน้าของกิจการพลังงานหมุนเวียนและทดแทน ผมก็อยากจะขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าน่าจะทําลิสต์ (List) รายการ ออกมาว่าอุปสรรคต่าง ๆ ที่ทําให้การส่งเสริมพลังงานทดแทนและหมุนเวียนในช่วง ๑๐ ปี ๑๕ ปีที่ผ่านมามันไม่คืบหน้าด้วยสาเหตุใด และจะให้คณะ คสช. หรือคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ปลดล็อกเหล่านี้ได้อย่างไร แล้วผมก็อยากจะยกตัวอย่างซึ่งทางท่านกรรมาธิการก็ได้พูด ไว้แล้วว่า ถ้าเผื่อผมอยากจะทําหลังคาเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ ก็มีทั้งกรมโยธาธิการและ ผังเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องนะครับ อาจจะมีทางฝุายโยธาธิการของ กทม. เข้ามาต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ ผมก็อยากจะมีหลอดไฟเพิ่มขึ้น แล้วก็ลดค่าไฟฟูาไปประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มันน่าจะ เป็นสิทธิเสรีภาพของผมอย่างเต็มที่ เพราะมันหลังคาบ้านหรือแม้แต่รั้วบ้านของผม จะทํา อย่างไรเพื่อไม่ให้ขั้นตอนราชการเข้ามายุ่งเกี่ยว

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมอยากจะทําฟาร์ม (Farm) พลังงานแสงอาทิตย์ มันก็หลายหน่วยงานครับ แต่พูดกันที่กระทรวงพลังงานที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ อนุรักษ์พลังงานไม่น่าจะมีปัญหา แต่คราวนี้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมของกระทรวง อุตสาหกรรมก็จะเข้ามาแล้วก็ตั้งเงื่อนไขเยอะแยะ บอกว่าอันนี้มันเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ข้าพเจ้าต้องเข้ามาเกี่ยวด้วย มันตัดตอนได้ไหมครับ นั่นส่วนที่ ๒ ว่าให้เป็นเรื่องของกระทรวง พลังงานก็ถือว่าใช้ได้ เพราะมันเข้าตามสเปก (Spec) จะทํา ๑๐ ไร่ ๒๐ ไร่อะไรก็ว่ากันไป

ส่วนอันที่ ๓ ก็คือเมื่อผมทําพลังงานทดแทนขึ้นมา จะเป็นจากขยะ จากแสงอาทิตย์โดยทั่ว ๆ ไปแล้ว หรือว่าจากชีวพืชทั้งหลาย ก็มักจะมีปัญหาโอ้เอ้ของ การไฟฟูาฝุายผลิต การไฟฟูาส่วนภูมิภาค เรื่องผลิต เรื่องสาย เรื่องเสาอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่จบไม่สิ้นเสียที ก็ในเมื่อเราทั้งชาติบอกว่าเราอยากจะลดการพึ่งพาน้ํามัน แก๊ส แล้วก็ถ่านหิน แล้วก็ใช้วัสดุ ของเราเองในประเทศซึ่งเราก็มี แต่ว่าความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมันไม่คึกคักเท่าที่ควร มันน่าจะวิ่งไปด้วยความราบรื่นนะครับ นอกจากนั้นแล้วการที่จะส่งเสริมพลังงานทดแทน และหมุนเวียนมันต้องมีการค้นคว้าและวิจัย ท่านประธานกับผมอยู่ในรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เราได้เสนอเป็นนโยบายว่าจะกันงบประมาณอย่างน้อย ๒ เปอร์เซ็นต์เป็นงบวิจัยและค้นคว้า และในส่วนนั้นก็จะเน้นไปที่พลังงานทดแทน และเราก็ได้เริ่มทําจริงนะครับ ให้มีการปฏิบัติจริง ในเรื่องของการนําเอามันสําปะหลัง กากอ้อย แล้วก็กากน้ํามันปาล์มมาเป็นวัตถุดิบของ พลังงานทดแทน มันหายไปไหนครับเกือบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา เพราะเราก็ไปดูงานกันที่ประเทศ บราซิล แล้วก็ที่ประเทศสหรัฐอเมริกากันมากมายหลายคณะ โดยเฉพาะการใช้กากข้าวโพด มาเป็นเชื้อเพลิง เพราะฉะนั้นเราต้องมาทบทวนกันเสียก่อนว่ามันติดอยู่ที่ไหน

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งมาสู่ประเด็นที่ ๒ นะครับ อันนั้นก็ยกเป็นประเด็นที่ ผมว่าน่าจะให้รัฐบาลสั่งมาเลยให้มันปลดล็อกเหล่านี้ไป ผมก็นั่งเป็นกรรมการใน คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอยู่เกือบ ๓ ปี ก็คุยทั้งเรื่องน้ํามัน แก๊ส ถ่านหิน แล้วก็บรรดาพลังงานทดแทน ก็ไม่ได้มีประเด็นปัญหาอะไร ผมก็อยากจะทราบว่า ณ วันนี้ ในคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมันมีปัญหาอะไรถึงทําเรื่องพลังงานทดแทนต่อไป ไม่ได้ เจ้าหน้าที่ที่กระทรวงพลังงานที่เป็นฝุายเลขานุการไม่เอาเรื่องเข้ามาหรือ อันนี้ต้อง ทบทวนเสียให้แน่ชัดว่ามันมีความจําเป็น ผมไม่ขัดข้องครับจะแยกไปได้เพื่อจะให้มันมี ความโดดเด่น ให้พลังงานทดแทนเป็นเรื่องวาระแห่งชาติก็มีคณะกรรมการขึ้นมาใหม่เพื่อ การนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ต้องบอกเสียก่อนว่าคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติที่มีอยู่นั้น ทําอะไร และถ้าเผื่อจะตั้งขึ้นมาเป็นคณะกรรมการเกี่ยวกับพลังงานทดแทน ก็หมายความว่า คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติที่เหลือจะทํา ๓ เรื่องใช่ไหมครับ ๓ เชื้อเพลิง คือ น้ํามันดิบ แก๊สธรรมชาติ แล้วก็ถ่านหินใช่หรือไม่ แล้วก็งบที่จะไปลงทุนนั้นในเรื่องของ กองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ จะเอามาเพื่อการนี้ครึ่งหนึ่งหรือเปล่าพลังงานทดแทน และอีกครึ่งหนึ่งเก็บไว้ที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เพื่อการประหยัดพลังงาน วัสดุที่จะใช้ในอาคารเรือนต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้ต้องพูดเสียให้ชัดว่าจุดแยกของภารกิจ จุดแยก ของงบประมาณจะอยู่ที่ไหน อย่างไร

และอีกประเด็นหนึ่งผมก็อยากจะทราบว่ากรมพัฒนาพลังงานทดแทนและ อนุรักษ์พลังงานที่กระทรวงพลังงาน ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมา ก็เหมือนกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ แล้วก็กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ว่ามันมีปัญหาอะไร มีความคับแค้นใจอะไร ผมก็อยากจะรู้ อันนี้ ก็อยากจะรู้ด้วย แล้วก็กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานตอนนี้พูดจากับทาง กองทัพบกแล้วหน่วยงานราชการในเครือข่ายกระทรวงกลาโหม ทําไมถึงตั้งโรงไฟฟูาขยะ ในพื้นดินหรือพื้นที่ของกองทัพไม่ได้เสียที ก็เห็นอนุมัติกันไปแล้วอะไรต่าง ๆ แล้วก็ที่ดินของ สหกรณ์ว่าอย่างไร หรือว่ามันไปมีอุปสรรคที่ไม่สามารถที่จะจับต้องได้ที่ทําให้โรงงานไฟฟูา ที่มาจากขยะมันเกิดขึ้นไม่ได้ ต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องมาดูกันเสียก่อน แล้วก็มันต้องอะไรที่ทําได้ ณ วันนี้ให้ ครม. ให้ คสช. ตัดสินใจ เพราะว่ากว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จะไปที่ ครม. โยนไปที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมคิดให้เวลาสมมุติว่า ๖ เดือน แต่ว่าปัญหาที่ผมได้กล่าวมาหรือว่าอยู่ในใจของเรา อยู่ในองค์ความรู้ของพวกเราทุกคน ก็ยังค้างคาอยู่ ไม่จําเป็นที่จะต้องไปรอให้พระราชบัญญัติเกิดขึ้นเสียก่อนและมีการปฏิบัติการ เพราะเรื่องต่าง ๆ ที่ผมได้สรุปกล่าวมาบ้างมันติดค้างมานาน แล้วก็ในรัฐบาลนี้อยู่มา ๒ ปี มันน่าที่จะขจัดประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ไปได้ และเราที่ สปท. ก็น่าจะช่วยรัฐบาล ในการที่ชี้แนะ ชี้เปูาแล้วก็ยิงลงไปเลยนะครับ อันนี้เพื่อให้มันเสร็จสิ้นกันเสีย ดังที่เพื่อน สมาชิกได้บอกว่าจังหวัดชุมพรได้เหรียญโอลิมปิกด้วย เราก็อยากจะมีเหรียญโอลิมปิกในเรื่อง พลังงานทดแทนด้วย ก็ขอขอบคุณมากครับท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สํานักงานปลัดกระทรวงกลาโหมครับ

พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

กราบเรียนประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ขออภิปรายเพื่อเสนอข้อคิดเห็น นะครับ ก็มี ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก คณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนตามมาตรา ๘ อันนี้ ขอนําเสนอต่อคณะกรรมาธิการนะครับว่าช่วยกรุณาพิจารณาว่าสมควรมีปลัดกระทรวง กลาโหมร่วมเป็นกรรมการด้วยหรือไม่ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้นะครับ

๑. กระทรวงกลาโหมมีกําลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งสถานที่หรือพื้นที่ เป็นจํานวนมากที่อาจมีประโยชน์ในการสนับสนุนส่งเสริมพลังงานทดแทน

เหตุผลต่อมานะครับจากข้างต้นที่ว่ากระทรวงกลาโหมมีกําลังพล ยุทโธปกรณ์ เป็นจํานวนมากก็สามารถมีส่วนในการใช้พลังงานทดแทน เพราะว่ากระทรวงกลาโหมมีหลาย หน่วยงาน อันนี้จะเป็นเหตุผลประกอบด้วย รวมทั้งอาจจะให้หน่วยงานในกระทรวงกลาโหม ซึ่งมีกําลังพลมากมายและมีหลายหน่วยงานเป็นหน่วยนําร่องในการใช้พลังงานทดแทน

เหตุผลต่อมาที่ว่าทําไมเสนอให้ปลัดกระทรวงกลาโหมร่วมเป็นกรรมการ เมื่อดูอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการในมาตรา ๑๑ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๒ อนุมาตราก็สามารถ พิจารณาได้ว่าพลังงานทดแทนนั้นเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติในยามจําเป็นหรือยามคับขัน อันนี้ถ้ามีผู้แทนของหน่วยงานด้านความมั่นคงคือทหาร อันนี้ก็จะช่วยให้การพิจารณาของ คณะกรรมการรอบคอบและรัดกุมยิ่งขึ้น เดิมผมคิดว่าจะเสนอเจ้ากรมการพลังงานทหาร ร่วมเป็นกรรมการ แต่เมื่อดูองค์ประกอบแล้วทั้งหมดเป็นระดับปลัดก็เลยเปลี่ยนความคิด เสนอเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม

อีกประเด็นเป็นประเด็นเล็กน้อยนะครับ ในมาตรา ๘ (๗) เห็นเขียนไว้ว่า กําหนดให้ประธานคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงานร่วมเป็นกรรมการ อันนี้ถ้าดู ในรูปแบบการเรียกชื่อตามกฎหมายถ้าจะตรวจสอบควรจะเรียกว่าเป็นประธานกรรมการ กํากับกิจการพลังงานหรือเปล่า เพราะชื่อที่ถูกต้องในการยกร่างกฎหมายจะเรียกประธาน จะไม่มีคําว่า คณะ นะครับ จะเป็นประธานและต่อด้วยกรรมการเรื่องอะไรไป ผมก็มี ๒ ประเด็นเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีต ส.ส. อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคม

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ก็เดิมไม่ได้ตั้งใจจะอภิปรายประเด็นนี้นะครับ เพราะว่าคิดว่าวันหนึ่ง พูดสักครั้งก็มากแล้ว แต่เนื่องจากว่าเห็นท่านดุสิตนะครับ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม แล้วก็ ได้เคยคุยเรื่องนี้ให้ฟังนะครับ แล้วก็สนับสนุนท่านแล้วก็สนับสนุนแนวคิดด้านนี้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามผมถือว่าเป็นการอภิปรายสนับสนุนต่อความคิดนี้ต่อการปฏิรูปนี้ ก็อยากจะให้ความเห็นลงไปในเนื้อในสักนิดหนึ่งนะครับว่าผมมีความเห็นอย่างไร คิดเอา เร็ว ๆ ตอนนี้ก็คือว่าประเด็นที่น่าสนใจมาก ก็คือว่าที่ท่านพูดแล้วเมื่อสักครู่ว่าเราพูดถึง ซัปพลายไซด์ (Supply side) กับดีมานไซด์ (Demand side) สิ่งที่ช็อกโลกขณะนี้ก็คือว่า รถยนต์ขณะนี้เป็นเรื่องที่แปลก เดิมเหมือนเป็นการปฏิวัติครั้งใหญ่ รถยนต์ต่อจากนี้จะมี การดําเนินการทําเป็นรถยนต์ไฟฟูากันมากนะครับ แล้วเราก็เชื่อกันว่าผมทําเรื่องอุบัติภัย ทางถนนอยู่ ความปลอดภัยทางถนนมีความคิดขึ้นมาว่าตอนที่รถวิ่งได้เองที่สามารถจะไป ที่ไหนต่อจากนี้แล้วรถมันจะรู้จักกันเอง มันจะรู้ว่าเข้าใกล้ขนาดนี้มันต้องเบรกกันเอง เพราะฉะนั้นอุบัติเหตุคงจะลดลงไปในอนาคต แล้วต่อจากนี้แค่ไปจอดรถที่บ้านแล้วก็มี การชาร์จ (Charge) ไฟแล้วก็ไปไหนมาไหนกันได้มีปัญหาอยู่บ้าง ก็มีคนเขาบอกว่าแล้วถ้าคุณ เข้าไปในปุาแล้วคุณจะไปชาร์จ (Charge) ไฟที่ไหน เพราะฉะนั้นบางทีรถโฟร์วีล (Four wheel) อาจจะยังเป็นรถใช้เครื่องยนต์ธรรมดาอยู่ เพราะถ้าเกิดไปชาร์จ (Charge) แล้วก็เข้าไปในปุามันไม่มีที่ชาร์จ (Charge) ไฟ แต่รถทั่วไปจะเป็นแบบนี้ เรามีการพูดถึงว่า อุบัติภัยทางถนนจะเป็นรถมอเตอร์ไซค์เยอะ แล้วมีการนําเสนอว่าต่อจากนี้รถมอเตอร์ไซค์ ก็เหมือนกัน รถมอเตอร์ไซค์นี่นะครับ จะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟูาจะช่วยแก้ปัญหาได้เยอะ แล้วเขาก็บอกว่าขณะนี้ที่ประเทศญี่ปุนคิดไว้เรียบร้อยหมดแล้ว รถมอเตอร์ไซค์ที่ประเทศ ญี่ปุนก็จะเป็นรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟูาวิ่งได้เร็ว เขาห่วงรถมอเตอร์ไซค์จากประเทศจีน เพราะเป็นห่วงว่าปัญหาที่จะตามมาในอนาคต นี่เขาพูดถึงในอนาคตแบตเตอรี่จะทําจาก ตะกั่ว และปัญหาที่จะมาในอนาคตก็คือจะเอาไปทิ้งกันที่ไหน จะทําลายได้อย่างไร เพราะว่า มันจะเป็นพิษอีกแบบหนึ่ง นี่คือทางด้านผลกระทบที่จะเกิด แต่อย่างไรก็ตามเหมือนโลก จะหยุดการใช้พลังงานแบบนี้ไม่ได้ ที่ประเทศเยอรมันเองมีการคํานวณถึงขั้นว่าถ้าใครใช้ เวลาช่วงนี้บางเดือนอาจจะได้เงินคืนเสียด้วยซ้ํา เพราะว่าเกี่ยวกับพีก (Peak) ของการใช้ ไฟฟูาคือไปเฉลี่ยใช้ในจังหวะเวลาที่ว่าใช้กันน้อยมันจะทําให้การก่อสร้างโรงงานไฟฟูาลดลง อะไรพวกนี้ เป็นวิทยาการสมัยใหม่ทั้งนั้น ดังนั้นก็เชื่อได้ว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะพึ่งพา อาศัยไฟฟูามากขึ้นแล้วก็มากขึ้น ประเด็นปัญหาพอมามองทางด้านซัปพลายไซด์ (Supply side) นี่นะครับ ประเทศเราอยู่ในภาวะที่ว่ามีปัญหาอยู่เยอะเหมือนกัน เราเองอาจจะหลุดมา ได้ระยะหนึ่งตรงที่ว่าเราใช้ถ่านหินขาวในอดีต ถ่านหินขาวที่ว่าก็คือว่าใช้พลังน้ํา แต่ว่าเราก็ ทํากันอยู่พักหนึ่ง การไฟฟูาฝุายผลิตเราก็เอาเขื่อนหลายเขื่อนมาทําเป็นพลังงานไฟฟูา สุดท้ายประชาชนไม่ยอมอีกแล้ว เพราะมันไปกระทบสิ่งแวดล้อมเยอะ ดังนั้นถ่านหินขาว ต่อจากนี้ไม่ต้องไปพูดว่าจะไปทําที่แก่งเสือเต้น จะไปทําที่ไหนนี่ไม่มีที่ให้ทําอีกแล้วต่อจากนี้ เพราะว่าสังคมนี่เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมไม่ยอมให้ทํา ถ่านหินธรรมดาล่ะ ถ่านหินธรรมดานี่ ความบกพร่องคือเหมืองแม่เมาะที่เราไปทําแล้วมันคล้าย ๆ ดําเข้าไปในใจประชาชน แก้แล้ว ตอนนี้ระบบการจัดการกับมลพิษที่ออกมาหมายถึงออกจากแม่เมาะมันหลุดออกมาจากใจคน ไม่ได้ยังติดอยู่นั่น ขณะนี้แม้ว่าจะมีถ่านหินที่ดีอยู่ที่อําเภอสะบ้าย้อยหรือที่ทางใต้อําเภอเทพา ผมมองว่ายากมากที่จะทํา การนําเข้าก็อาจจะทําได้ แต่ว่าก็เห็นแล้วว่าที่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ก็ทําไม่ได้ ที่ไหนก็ทําไม่ได้ โอกาสเรื่องจะทําพวกนี้เป็นไปได้ยากมากแล้ว ขณะนี้นี่คือถ่านหินธรรมดา ต่อจากนั้นนะครับมาดูถึงพลังงานอย่างอื่น ความเป็นไปได้ ลมนี่เราพูดกันได้ว่าจะมีทําได้ ผมไปมาทั่วแล้วผมไปเจอที่อําเภอหัวไทร ระหว่างตําบล หน้าสตนกับอําเภอหัวไทร ตรงนั้นเป็นที่เดียวที่ลมเข้าและจะหมุนกังหันลมได้ ที่อื่นไม่มี จริง ๆ คือลมนี่มันหมุนวนแล้วก็ไม่สามารถจะใช้ความเร็วจนปั่นไฟได้จริง คิดกันน่ะได้ แต่ถ้า เอาจริงมีที่จังหวัดนครศรีธรรมราชแถวอําเภอหัวไทรในละแวกนั้นเพราะมันเป็นอ่าวที่แหลม ตะลุมพุกครับบริเวณนั้นมีแห่งเดียว ก็เท่ากับว่าคิดได้แต่เป็นไปได้จริงไม่ง่าย เรื่องปรมาณู ประเทศเราเป็นประเทศที่หวาดกลัวอยู่ก็สมควรครับ ขนาดปรมาณูเพื่อสันติเรายังกังวลอยู่ เลย เพราะฉะนั้นการจะใช้พลังงานปรมาณูในประเทศนี้ผมมองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ไม่กล้าแม้แต่จะคิดขณะนี้ เพราะฉะนั้นปรมาณูก็ไม่มีทางไป แดด แดดนี่ก็เป็นอย่างหนึ่งที่เรา สามารถ เรามีแดดอยู่ตลอดนะครับ เราตากปลากันแฮปปี้ (Happy) ไป แต่ว่าขณะนี้เรื่องนี้ ท่านปีติพงศ์เมื่อสักครู่คุยกันท่านก็ยังเห็นว่าแดดอย่างเดียวผมขอเอาความคิดท่านมา อภิปราย คุยกับท่านเมื่อสักครู่นี้เอง ปัญหาก็คือว่าฟาร์ม (Farm) แดดมันใช้พื้นที่มากและ ต้นทุนพวกซิลิคอนอะไรที่มาใช้ตรงนี้มันยังแพงอยู่ แต่ว่าแดดนี่เรามี ถามว่าแดดเป็นอะไร พลังงานทดแทนอย่างหนึ่งที่สําคัญ ไบโอฟูเอล (Biofuel) เราก็มีประสบการณ์เพราะผมดูแล เรื่องปาล์มอยู่ระยะหนึ่ง ปาล์มก่อนหน้านี้นะครับ ปัญหาก็คือว่าเราจะทําน้ํามันปาล์มขึ้นมา และมาเป็นไบโอฟูเอล (Biofuel) ทําเป็นดีเซลทําด้วยน้ํามันปาล์มก็ทําได้แต่ยังมีปัญหาอยู่ บ้าง พัฒนาไปพัฒนามาไปเจอเอาปัญหาเรื่องการไม่ใช้น้ํามันขึ้นมา เพราะน้ํามันปาล์มจะไป สัมพันธ์กับน้ํามันใช่ไหม ไปสัมพันธ์กับน้ํามัน ผมย้ําอีกครั้ง พอไปมีปัญหาเรื่องว่าขณะนี้รถนี่ จะใช้น้ํามันน้อยลงไปใช้ไฟฟูามากขึ้น พวกน้ํามันตรงนี้ก็เลยค่าทดแทนที่ว่าน้ํามันปาล์มมันจะ อยู่ได้ต่อเมื่อน้ํามันธรรมดา ครู้ดออยล์ (Crude oil) แพง แต่ขณะนี้ครู้ดออยล์ (Crude oil) ถูกลง ๆ จนไม่รู้ถูกเท่าไรแล้ว เพราะว่าทุกคนก็เชื่อว่าพลังงานจะไปทางไฟฟูามากนะครับ ดังนั้นตรงนี้การส่งเสริมมันต้อง ใช้เงินแบบเข้าไปช่วยเยอะมากถึงจะให้เขาปลูกได้ปาล์มนะครับ ที่ประเทศมาเลเซียเองเขาก็ ปลูกกันมาเยอะนะครับ ผลิตได้มากกว่าเรามากนะครับ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาอยู่บ้าง ไบโอแมส (Biomass) ที่เราจะใช้กันนี่ จริง ๆ แล้วเราคิดว่าเรามีอยู่เยอะ แล้วไม่เยอะละครับ เหมือนเราจะใช้โมลาส (Molasses) มาทําเป็นพลังงานพวกนี้ พอเอาเข้าจริงเราไปใช้ ปุ๋ยอินทรีย์ พวกนี้จะถูกเอาไปใช้ไปทำปุ๋ยอินทรีย์ด้วย แย่งกันระหว่างมูลสัตว์จะมาทำ พลังงานกับเอาไปใช้ปุ๋ยอินทรีย์ บางทีปุ๋ยอินทรีย์ชนะ เพราะว่าประเทศเราผลิตพวก พืชอินทรีย์นี่เยอะ ก็ยังมีคู่ต่อสู้ที่แย่งอยู่ ดังนั้นประเด็นก็คือว่าเราจะไปสรุปตรงไหน อย่างไร ผมมองเห็นว่าเรื่องขยะที่ท่านดุสิตเสนอน่าจะเป็นเรื่องหนึ่งที่มีโอกาส แต่เนื่องจากว่า ความขัดแย้งระหว่างท้องถิ่นก็ดีอะไรก็ดี ท้องถิ่นนี่ทิ้งขยะแล้วชอบที่จะเอาตัวขยะเก็บ หมายถึงว่าท้องถิ่นเก็บขยะแต่ชอบไปทิ้งที่คนอื่น ความขัดแย้งในอดีตอีก ตรงนี้ที่ทําให้เกิดมี ปัญหาขึ้นอยู่มาก ทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังปวดหัวเรื่องนี้ แต่ว่าอย่างไรก็ดีการใช้ขยะมาดําเนินการเป็นพลังงาน นี่เป็นอันที่ ๒ ที่ทําได้จริงในประเทศเรา ผมถึงเห็นว่าสิ่งที่ท่านกําลังคิดอยู่ขณะนี้ ย้อนกลับไปถึงดีมานด์ (Demand) อีกที ดีมานด์ (Demand) จะถูกต้องการมาก มาก มาก ซัปพลายไซด์ (Supply side) ที่ผมยกมาแล้ว เมื่อสักครู่นี้แทบจะไม่มีโอกาสเราผลิตไฟฟูากันได้ที่ไหน เพราะฉะนั้นในอนาคตเราจะลําบาก พอลําบาก ค่ากระแสไฟในอนาคตถ้าเป็นแบบนี้ นี่รัฐบาลก็ประกาศใช้รถยนต์ใช้ไฟฟูาแล้ว รถมอเตอร์ไซค์มาอีกไม่นาน ความต้องการไฟฟูาจะมากขึ้น มากขึ้น มันก็เลยจะดึงให้ค่าไฟฟูา ในประเทศนี่แพง เพราะผลิตขึ้นมาได้ลําบาก ดังนั้นที่ท่านพยายามเสนออยู่ขณะนี้เป็นการรับ กับอนาคตที่มีโอกาสจะขาดแคลนพลังงานไฟฟูา เพราะว่าพลังงานที่เราเอาจากประเทศลาว ก็ดี ประเทศพม่าก็ดี เขาก็พัฒนาประเทศ แล้วเอ็นจีโอ (NGOs) ในประเทศเขานี่ก็จะพัฒนา มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะใช้ตรงนี้ก็ไม่ใช่ง่าย ดังนั้นที่ท่านเปิดทางไว้ตรงนี้ สําหรับอนาคตในการที่จะทําเรื่องนี้ไว้นะครับเป็นการส่งเสริม ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมาก อาจจะเป็นเรื่องที่เหมือนกับยังไม่ถึงเวลา แต่ถ้ามองไปลักษณะของความเป็นไปได้ในดีมานด์ (Demand) ที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ซัปพลาย (Supply) เราขาดแคลน ผมมองว่าเป็นการมอง ไปสู่อนาคตที่ดีผมสนับสนุนครับ นําเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ นะครับ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ อดีตปลัดกระทรวงการคลัง ขอเชิญครับ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สปท. หมายเลข ๑๕๓ ข้อเสนอในเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จัดได้ว่าเป็นข้อเสนอ ที่เป็นการปฏิรูปครั้งสําคัญของประเทศ เหตุที่ผมกล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่าในการพัฒนาประเทศ นับจากนี้ไป แท้ที่จริงแล้วเริ่มต้นมาสักพักหนึ่งแล้ว ต้องเดินไปในทิศทางที่เรียกว่าการพัฒนา อย่างยั่งยืน ในเรื่องเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน จะต้องเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วย ๓ องค์ประกอบด้วยกัน

องค์ประกอบแรกก็คือ เศรษฐกิจจะต้องเติบโตขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ประการที่ ๒ เศรษฐกิจจะต้องเป็นเศรษฐกิจที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ํา มีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ

ประการที่ ๓ ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญของคําว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน ก็คือจะต้อง เป็นเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ข้อเสนอในวันนี้เป็นข้อเสนอที่มีส่วนสําคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนนโยบาย เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะพลังงานทดแทนนั้นเป็นพลังงานสีเขียว เป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากนั้นแล้วพลังงานทดแทนซึ่งรวมถึงพลังงานหมุนเวียนด้วยเป็นพลังงานที่มี อยู่แล้วในธรรมชาติสามารถหมุนเวียนมาใช้เป็นพลังงานได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟูา ซึ่งเป็นแนวโน้มของโลกในอนาคตที่มองเห็นอย่างชัดเจนแล้วในปัจจุบัน ท่านนิกร จํานง ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้พูดถึงรถยนต์ไฟฟูา ซึ่งเป็นทิศทางอนาคตของรถยนต์ของโลก ในวันนี้ อาจจะมองว่าทิศทางนี้ไปได้ชัดเจนสักขนาดไหน แต่หลายครั้งทิศทางที่ไม่ชัดเจนในเวลาหนึ่ง พอถึงเวลาจริง ๆ ปรับตัวไม่ทัน บริษัทฟิล์มโกดักที่ทําธุรกิจที่เกี่ยวกับฟิล์มถ่ายรูป นักวิจัย ในบริษัทเตือนแล้วว่าถ่ายรูปโดยฟิล์มจะหมดสิ้นไปในเวลาไม่ช้า ผู้บริหารไม่เชื่อ ในที่สุด โกดักก็ต้องพ่ายแพ้กับการถ่ายรูปดิจิทัล (Digital) ปิดตัวเองลงไป โมโตโรล่าซึ่งเคยยิ่งใหญ่ใน เรื่องของโทรศัพท์มือถือ นักวิเคราะห์ในบริษัทได้เตือนแล้วว่าโทรศัพท์ไม่ได้มีไว้สําหรับพูด เท่านั้น โทรศัพท์มีไว้สําหรับเป็นคอมพิวเตอร์พกพา ผู้บริหารไม่ฟัง ในที่สุดก็ตกขบวนรถไฟ ของโทรศัพท์มือถือไป รถไฟฟูาก็เช่นเดียวกันวันนี้อาจจะยังไม่ชัดเจน อีก ๕ ปีข้างหน้า รถยนต์อื่นที่ไม่ได้ใช้ไฟฟูาอาจจะมีสภาพเดียวกับฟิล์มโกดักกับโทรศัพท์โมโตโรล่าก็เป็นได้ ความสําคัญของพลังงานไฟฟูาจะมีมากขึ้น และพลังงานไฟฟูาที่สอดคล้องกับการพัฒนา เศรษฐกิจอย่างยั่งยืนต้องเป็นพลังงานสีเขียว เป็นพลังงานที่เกิดจากการหมุนเวียนโดย ธรรมชาติได้จากแสงอาทิตย์ ได้จากลม ได้จากกระแสน้ํา นอกเหนือจากนั้นสิ่งที่ท่านเสนอยัง รวมไปถึงพลังงานชีวมวลซึ่งเป็นพลังงานที่จะช่วยส่งเสริมเกษตรกรที่ปราศจากทางเลือกอื่น หรือมีทางเลือกอื่นแต่เลือกทางเลือกที่จะมีชีวมวลที่มาใช้เป็นพลังงานได้ก็ยังเป็นการส่งเสริม เกษตรกรอีกทางหนึ่ง และพลังงานที่ทําจากขยะก็สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการทําให้ ประเทศไทยน่าอยู่ ประเทศไทยไม่มีขยะ ก็ยังส่งเสริมในเรื่องของการที่ทําให้บ้านเมืองน่าอยู่ มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นโดยรวมแล้วข้อเสนอของท่านเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับแนวโน้ม ของโลก เป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นข้อเสนอที่ได้พลังงานจากธรรมชาติไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ เป็นข้อเสนอที่ช่วยผู้ที่เกี่ยวข้องกับ ชีวมวลเกษตรกรทั้งหลาย เป็นข้อเสนอที่ทําให้ขยะที่มีอยู่เต็มเมืองหายไปส่วนหนึ่งจาก การนํามาเป็นพลังงาน จึงเป็นข้อเสนอของการปฏิรูปที่ดีมากเรื่องหนึ่งของสภาแห่งนี้ ผมจึงขอสนับสนุนในเรื่องนี้เต็มที่ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจของเราก็เสนอ เศรษฐกิจกระแสใหม่นะครับ โดยเฉพาะเรื่องไบโอเบสอีโคโนมี (Bio-based Economy) ก็สอดรับกัน ขอบคุณท่านประธานนะครับ ต่อไปเป็นท่านสุดท้ายตามรายชื่อที่เสนอมา นะครับ ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิ วิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีต สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิก วุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

ขอบคุณครับท่านประธานครับ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หลายท่านคงจะจําได้ ว่าผมเป็นหนึ่งในกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน แต่ว่าวันนี้ ขออนุญาตอภิปรายในฐานะเป็นผู้ประกอบการนะครับ ก็คือถ้านั่งอยู่ข้างบนก็จะเป็น คอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) อยากจะชี้ให้เห็นถึงความสําคัญของ พลังงานทดแทนอย่างที่ท่านประธานสถิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้กรุณากล่าวไป เมื่อสักครู่นี้ คําว่า พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน เดี๋ยวนี้ถือว่าเป็นคําศักดิ์สิทธิ์เป็นคําที่จะต้องใช้ ในการแถลงนโยบายของผู้นําประเทศทุกประเทศทั่วโลกที่จะเข้ารับตําแหน่ง เขาจะต้องพูดถึง แนวนโยบายของประเทศเขาในการดําเนินงานต่อพลังงานทดแทน เพราะฉะนั้นผมจึง ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนการที่จะยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นด้วยเหตุผลที่จะได้ กราบเรียนให้ทราบในลําดับถัดไป ในยุโรป ในสแกนดิเนเวียได้กําหนดว่าในอนาคตเขาจะใช้ การผลิตไฟฟูาจากพลังงานทดแทน บางประเทศก็ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หลาย ๆ ประเทศก็เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พลังงานทดแทนกําลังขับไล่พลังงานนิวเคลียร์ไปจากบางประเทศ อย่างเช่น ประเทศเยอรมนีในอนาคตก็จะไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ ใช้พลังงานทดแทน คือพลังงาน หมุนเวียนเข้ามาแทน ผมเองเคยดํารงตําแหน่งประธานกรรมการของบริษัทพลังงานทดแทน ที่มีกําลังผลิตใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คือบริษัทที่ผลิตในด้านใช้พลังงานลม หรือ วินด์เทอร์บาย (Wind Turbine) กว่า ๒๐๐ เมกะวัตต์ เราใช้เวลากว่าสิบปีในการพัฒนา โครงการ ในการเริ่มต้น ในการหาทิศทาง ในการที่จะเข้าไปติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อที่จะจัดทําโครงการวินด์เทอร์บาย (Wind Turbine) ให้สําเร็จ ซึ่งต้องติดต่อกับมากมาย หลายกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในด้านการใช้พื้นที่ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม การขออนุญาตตั้งเป็นโรงงาน กระทรวงพลังงาน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในการที่จะเข้า ไปทําสัญญาซื้อขายพลังงานต่าง ๆ บนความเสี่ยงที่ว่าไม่รู้ว่าจะติดขัดตรงช่วงไหน ระยะเวลา จะเป็นเท่าไร เพราะการลงทุนด้วยการผลิตไฟฟูา ๒๐๐ เมกะวัตต์นั้นต้องใช้เงินกว่า หมื่นล้านบาท คือเมกะวัตต์ละ ๖๐ ล้านบาท ๗๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นแค่การเลื่อน การปล่อยกระแสไฟฟูาไปแค่ ๑ เดือนหรือ ๒ เดือน ก็ย่อมมีภาระทางด้านการเงิน ทางด้าน ดอกเบี้ยต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าการส่งเสริมพลังงานทดแทนในบ้านเรา ถึงแม้จะมี การพูดจากันมากอยู่ในแนวนโยบายของรัฐทุกรัฐบาล อยู่ในคําแถลงนโยบายของ นายกรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมาระยะหลังนี้ แต่การดําเนินการนั้น ยังเรียกว่ายังกระจัดกระจาย แล้วก็ยังไม่ได้เป็นหลักที่ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนเหมือนพลังงานอื่น ๆ หรือเหมือน กิจการในด้านอื่น ๆ ก็ไม่ใช่ว่าคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. นั้น จะละเลยหรือจะไม่ได้ดําเนินการในเรื่องนี้ รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นประธาน ในเรื่องนี้ได้ให้ความสําคัญกับพลังงานทดแทนเป็นอย่างยิ่งนะครับ ในการกําหนดทิศทาง การพัฒนาพลังงานของชาติ เพียงแต่ว่าแน่นอนเมื่อมีลูกหลายคนอยู่ในการดูแล การจะให้ ความสําคัญต่อลูกคนใดคนหนึ่งก็ย่อมทําได้ลําบากหรือจะทําได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานของ สปท. เสนอให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมหรือคณะกรรมการพลังงานทดแทนขึ้น ผมจึงสนับสนุนความคิดนี้ เพื่อ จะให้เป็นเหมือนกับวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ถึงแม้จะไม่เป็นวันสตอป (One Stop) ทีเดียวนัก แต่ก็เกือบทั้งหมดจะอยู่ในอํานาจของคณะกรรมการชุดนี้ แล้วก็ยัง อยู่ภายใต้การกํากับของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอยู่ดี เพราะประธานของ คณะกรรมการชุดนี้ก็เป็นรัฐมนตรี ขณะที่ประธานของคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาตินั้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้น่าที่จะเป็น จุดเริ่มต้นของการที่จะปฏิรูปปฏิวัติในด้านพลังงานทดแทนของประเทศให้สามารถขับเคลื่อน ไปตามเปูาหมาย ตามวัตถุประสงค์และตามสิ่งที่น่าจะเป็นของประเทศ เพื่อความมั่นคง ทางด้านพลังงาน แล้วก็เพื่อการที่เราจะเป็นประเทศหนึ่งในโลกนี้ที่เอาใจใส่ต่อคํามั่นสัญญา ที่เราให้ไว้กับนานาชาติ ในเรื่องของการลดการใช้พลังงานที่มีมลพิษ หรือที่มีไปเพิ่ม ก๊าซเรือนกระจกของโลก ในส่วนของข้อเสนอในการตั้งกรรมการขึ้นมานั้น มีกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ ๕ คน ซึ่งกระผมคิดว่าอันนี้เป็นนวัตกรรม ถ้าเราดูคณะกรรมการที่เกี่ยวกับพลังงานของชาติ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานเป็นประธาน และยังมีคณะกรรมการด้านปิโตรเลียม คณะกรรมการ กองทุนต่าง ๆ อีกหลายกรรมการ ไม่ปรากฏว่ามีกรรมการชุดไหนเลยที่มีคนนอกเข้ามาเป็น กรรมการ อันนี้เป็นจุดอ่อนอันหนึ่งที่ทําให้ภาคประชาสังคมได้ใช้เป็นจุดในการโจมตีว่า การบริหาร การกํากับ การจัดการพลังงานของประเทศไทยนั้นขาดการมีส่วนร่วมของทุก ภาคส่วนอย่างแท้จริง จึงทําให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้เสนอให้มีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่จะเกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการพลังงานทดแทน และกระผมก็จึงสนับสนุนแนวคิดนี้ แล้วการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ก็มีกระบวนการที่จะได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีขีดความสามารถแล้วก็ไม่ใช่คนของรัฐบาลนั้น ๆ จริง ๆ กระผมมีข้อสังเกต ๒ ประเด็น ๓ ประเด็นเล็ก ๆ เกี่ยวกับตัวพระราชบัญญัตินะครับ บางส่วนก็เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเมื่อวานนี้ ก็จะต้องทําให้มาปรับปรุง พระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะแน่นอน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าจะมีผลบังคับใช้ก็จะเป็นหลังจากที่รัฐธรรมนูญได้มีผลบังคับใช้ หรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ในหน้าที่ ๕ ในมาตรา ๙ ของตัวร่างพระราชบัญญัติ นะครับ มาตรา ๙ ใน (๑๓) นั้นอันนี้คือพูดถึงคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและ ลักษณะต้องห้าม (๑๓) เขียนว่า ไม่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตําแหน่ง อันนี้ จะแคบไปนิดหนึ่ง ต้องเขียนเพิ่มเติมว่า ไม่เคยถูกวุฒิสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช. ถอดถอนไปหลายคนแล้วนะครับในปีกว่า ๆ ที่เราผ่านมานี่นะครับ มีมติให้ถอดถอน แล้วควรจะ เติมคําว่า หรือต้องคําพิพากษาของศาลให้ถอดถอนออกจากตําแหน่ง มีมติให้ถอดถอนหรือ ต้องคําพิพากษาของศาลให้ถอดถอนออกจากตําแหน่งในรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ ในอีก ๓ เดือนเศษข้างหน้านั้น การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองแล้วก็ ผู้ดํารงตําแหน่งที่สําคัญ ๆ นั้นจะไม่ได้ดําเนินการโดยวุฒิสภาอีกต่อไป จะดําเนินการโดย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสําหรับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วแต่จะเป็นเรื่องจริยธรรม หรือจะเป็นเรื่องของการประพฤติผิดในด้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้อง เพิ่มไว้เพื่อให้ครอบคลุมกับผู้ที่จะถูกถอดถอนด้วยเหตุอื่น หรือด้วยองค์ประกอบอื่น

ผมดูในหมวด ๕ ระบบโครงข่ายไฟฟูาที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านดุสิต ได้ชี้แจง ที่ผมติดใจก็มีอยู่นิดเดียวเท่านั้นเองครับว่าในทางปฏิบัติจะทําได้ขนาดไหน นะครับ อย่างใน (๓) ไม่ปฏิเสธการเชื่อมต่อระบบไฟฟูาที่ผลิตด้วยพลังงานทดแทนกับ ระบบโครงข่ายไฟฟูาสําหรับกิจการพลังงานทดแทนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมจาก คณะกรรมการแล้ว อันนี้ก็จะทําให้เป็นสิ่งซึ่งผู้ที่ประกอบกิจการด้านโครงข่ายไฟฟูาเป็นภาระ และอาจจะไม่สามารถดําเนินการได้ น่าจะเขียนให้อ่อนตัวขึ้น เพราะว่าในอนุถัด ๆ ไป ก็ได้มีเขียนไว้อยู่บ้างแล้วถึงกรณีไหนที่ทําได้และทําไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นใน (๓) อาจจะ เขียนแข็งไปนิดหนึ่งนะครับ ถ้าเกิดเขาไม่มีหรือมันเต็มอย่างนี้มันจะไปทําอย่างไรต่อไป

ประเด็นสุดท้ายที่จะขอกราบเรียนคือในมาตรา ๓๖ ของ ร่างพระราชบัญญัติในบรรทัดที่ ๓ เขียนว่า ผมก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เดี๋ยวต้องขออนุญาตเรียน ทางคณะกรรมาธิการได้ดูว่า และส่งเสริมพลังงานทดแทนมีสิทธิขอรับเงินอุดหนุนจาก กองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกําหนด กองทุนตัวนี้ ผมไปดูในตรงคําจํากัดความก็ไม่มีว่ามันเป็นกองทุนอะไร เพราะฉะนั้นคงจะต้องเขียน ตัวกองทุนนี้ให้เต็มนะครับ เพราะเป็นคําพูดคําเดียวที่เกิดขึ้นในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เลย ถ้าผิดพลาดก็ช่วยชี้แจงได้นะครับ ผมก็มีเรื่องกราบเรียนเพิ่มเติมและขอสนับสนุนการเสนอ พ.ร.บ. นี้ไปสู่รัฐบาลเพื่อให้กิจการพลังงานทดแทนได้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อรายงานดังกล่าวเพิ่มเติมไหมครับ ท่านนิกร รอบ ๒ นะครับ

นายนิกร จํานง

ผมมีประเด็น ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม นิกร จํานง มีประเด็นตั้งเป็นคําถามเพิ่มเติมไว้นิดเดียวครับ คือที่เมื่อสักครู่นี้มาดูในรายละเอียด กฎหมายนี่นะครับ ประเด็นที่เห็นได้ชัดมาก ๆ ที่จะเป็นประโยชน์มากก็คือขยะ ทีนี้ขยะเรา ต้องจ่ายค่ากําจัดมัน ถ้าเอามาทําเป็นพลังงานได้ตามร่างนี้ก็จะเป็นประโยชน์ ๒ ต่อ ก็คือเซฟ (Save) ค่าที่จะเอาไปทําลายกลายมาเป็นได้กลับมา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสําคัญ แต่ปัญหาที่มีขณะนี้มีปัญหาเยอะมาก อย่างเดิมที่เรียนแล้วว่ากลัวกันไปหมดตอนนี้ จะไปทํา ที่ไหนชุมชนไม่ยอมเลยและมีปัญหามาก ทีนี้การแก้ปัญหาตรงนี้ขณะนี้ก็คือ มีกรมควบคุมมลพิษจะไปคอยดูแล แล้วก็มีเงินกองทุนคอยช่วยเหลืออยู่ รัฐบาลก็มีนโยบาย ท้องถิ่นเองก็จําเป็นจะต้องทํา เพราะว่าเพื่อกําจัดขยะในพื้นที่ของตัวเอง คําถามที่จะมีตรงนี้ ก็คือว่า แล้วในตรงนี้เราจะอยู่ตรงไหนของส่วนไหน ยกเว้นว่าจะรับตรงนี้มาแล้ว

อันที่ ๒ ก็คือว่าผมอยากให้มีในนี้จะมีในหมวด ๓ มาตรา ๒๐ พูดถึงใน (๕) มาตรการอันสมควรจะปูองกันและควบคุมไม่ให้เกิดผลเสียหายต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผมอยากจะให้เป็นอย่างนี้ครับว่าพลังงานกับสิ่งแวดล้อมมันสวนทางกันอยู่เสมอ ตราบใดที่ เรามีพลังงานมันจะทําลายสิ่งแวดล้อม คือมันอยู่คนละฝุายเสมอ ทีนี้ถ้าหากว่าในหมวดนี้ ท่านมีกลไกขึ้นมาสักกลไกหนึ่ง หมายถึงว่าไม่ใช่เป็นข้อย่อย ๆ แบบนี้ คอยดูแลเรื่อง ผลกระทบเวลาเราทําพลังงานทดแทนขึ้นมาแล้วก็ให้ชัดเลยว่าเราจะดูแลเป็นอย่างดี เฉพาะกรมควบคุมมลพิษหรือว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยืนให้ ยังไม่ค่อยอยู่ แต่ถ้าเรายืนเองด้วยคือไม่ให้มันเกิดตั้งแต่ต้น ถ้าชุมชนลด ละ วาง ความรู้สึก กังวลต่อขยะเสียได้ ผมเชื่อว่าพลังงานตรงนี้จะเป็นประโยชน์มากมายมหาศาลที่ท่านสามารถ จะทําได้ ก็กราบเรียนว่านี่เป็นข้อย่อยเกินไป อยากให้เป็นกลไกที่ว่าเข้าไปดูแลผลกระทบจาก การมีพลังงานตรงนี้ด้วยจะเป็นประโยชน์มาก เท่านั้นละครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อไม่มีท่านสมาชิกจะอภิปรายต่อนะครับ เห็นว่าได้ใช้เวลาในการอภิปราย พอสมควรแล้ว ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการและ กรรมาธิการ และผู้ชี้แจงได้ตอบข้อซักถามสมาชิกครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน กระผมและคณะกรรมาธิการ ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๕ ท่าน ที่ได้กรุณาอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ต่อ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ที่ได้นําเสนอมา ณ ที่นี้ ข้อสังเกต และข้อเสนอแนะปลีกย่อยต่าง ๆ กระผมก็ขอรับไปหารือในคณะกรรมาธิการเพื่อปรับปรุง รายงานให้สมบูรณ์ขึ้นต่อไปนะครับ ของท่าน พลโท กฤษณะ เรื่องปลัดกระทรวงกลาโหม ก็จะขอรับไปหารือกัน เพราะว่ากรรมการที่เราเสนอนี่อยู่ภายใต้คณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ ซึ่งก็มีรัฐมนตรีกลาโหมเป็นกรรมการอยู่แล้ว แต่ว่าจําเป็นหรือไม่เดี๋ยวเรา จะไปหารือกันนะครับ ส่วนข้อแก้ไขเล็ก ๆ น้อย ๆ ของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ นี่เดี๋ยวรับมา นะครับ คิดว่าขอบพระคุณท่านที่ช่วยดูละเอียดอีกรอบหนึ่งนะครับ ส่วนของท่านสถิตย์ ท่านนิกร ส่วนใหญ่ก็สนับสนุน ก็ต้องขอขอบพระคุณ ก็มีประเด็นเล็กน้อยที่อยากจะชี้แจงว่า พระราชบัญญัติฉบับนี้เพื่อแก้ปัญหาอุปสรรค ยกตัวอย่างเรื่องขยะที่ท่านกษิตพูดหรือ ท่านนิกรพูด บางทีก็เป็นปัญหาที่เราก็อึดอัดเหมือนกัน เพราะว่าอยู่หลายกระทรวง เรื่องขยะนี่ความรับผิดชอบเบื้องต้นก็เป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่กําจัดขยะ แล้วในรัฐบาลนี้ก็กําหนดเป็นวาระแห่งชาติ ก็มอบให้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษทําแผนแม่บทเรื่อง การดูแลเรื่องขยะ แล้วก็กระทรวงพลังงานก็เป็นตัวเสริมตัวช่วยหลักในเรื่องของเทคโนโลยี ในเรื่องของ มาตรการจูงใจให้รับซื้อไฟนะครับ ท่านเชื่อไหมครับ ขยะนี่ถูกตีความว่าผู้ใดจะไปทําไฟฟูา โดยไปขอใช้ขยะเป็นการร่วมทุนในกิจการของรัฐต้องผ่านพระราชบัญญัติการให้เอกชน ร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ ซึ่งก็มีขั้นตอนมากมายนะครับ ตอนนี้ก็ทราบว่า กระทรวงมหาดไทยได้เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ เรียบร้อยของบ้านเมืองอยู่ กําลังจะนําเสนอเข้า สนช. บอกว่า ขยะมันคือขยะ มันไม่ใช่ ทรัพย์สินนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าเป็นของมีค่าก็ยิ่งทําให้ของยากกลายเป็นของยาก ยิ่งขึ้น อย่างนี้เป็นต้นนะครับ

แล้วก็เรื่องที่ท่านนิกรเป็นห่วงเรื่องสิ่งแวดล้อม จริง ๆ คณะกรรมการกํากับ กิจการพลังงานร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เขาก็ทําโค้ด ออฟ แพร็กทิซ (Code of practice) นะครับว่า เขาเรียกเป็นหลักปฏิบัติเบื้องต้นที่จะออก ใบอนุญาตว่าผู้จะทําโรงไฟฟูาเหล่านี้จะต้องมีมาตรการอะไรในเรื่องดูแลไม่ให้มีผลกระทบ นะครับ แล้วก็คณะอนุกรรมาธิการอีกชุดหนึ่งในคณะกรรมาธิการของกระผมก็กําลังทํา รายงานศึกษาเรื่องการแปรรูปขยะเป็นพลังงาน เราก็จะไอเดนทิไฟ (Identify) ปัญหา ต่าง ๆ และทางออก เรื่องของประชาชนไม่ยอมรับโรงไฟฟูาขยะหรือที่ฝังกลบขยะนี่ ก็เป็น เรื่องเป็นตํานานมาแล้ว จะต้องพยายามหาทางแก้ไขนะครับ แล้วเราก็มีวิธีการต่าง ๆ รวมทั้ง อปท. ซึ่งบางครั้งก็มองว่าเป็นเจ้าเข้าเจ้าของขยะ ทั้งที่กําจัดขยะไม่หมดนะครับ เก็บค่าเก็บขยะแล้วไม่กําจัด อันนี้ก็จะได้นําเสนอต่อไป แต่ขอเรียนว่าร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการทะลุทะลวงปัญหาอุปสรรค ต่าง ๆ ที่จะบูรณาการการแก้ปัญหาต่าง ๆ มาไว้ด้วยกันนะครับ ในเวลาที่มีอยู่สั้น ๆ ผมก็ขอ ตอบเพียงเท่านี้นะครับ

ของท่านกษิตอีกอัน อันสุดท้ายเรื่องโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) หรือ โซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) นี่นะครับ ก็เพราะว่ามันมีปัญหาเราก็ถึงพยายามจะต้องมี คณะกรรมการมาช่วยแก้ปัญหา แล้วก็ปัญหาโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) จริง ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้มีนโยบายออกไป ๒ ชุดแล้วนะครับ มีคนติดเป็นหลายพันคนเลย บ้านผมก็ติดนะครับ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพียงแต่ว่าตอนนี้เขากลัวจะมีการโกงกันว่า เอาไฟที่อื่นมาขาย เพราะฉะนั้นมันต้องแยกมิเตอร์กัน มิเตอร์ขายอันหนึ่ง มิเตอร์ซื้อก็อีก อันหนึ่งนะครับ ตอนนี้เรื่องของโซลาร์ (Solar) เสรีก็กําลังอยู่ในขั้นการทดลองลอนช์ ไพลอต โปรเจกต์ (Launch Pilot Project) อยู่นะครับ แต่ว่าเรื่องของโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) นี่ได้ปลดล็อกไม่ให้เป็นโรงงานอุตสาหกรรมไปแล้ว แต่โซลาร์ฟาร์ม (Solar Farm) ยังเป็นอยู่นะครับ ก็หวังว่ากรรมการตามพระราชบัญญัติที่เราจะเสนอนี้จะช่วยแก้ปัญหาทะลุ ทะลวงในเรื่องนี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง แล้วก็ข้อสังเกต คําแนะนําก็จะขอน้อม รับมาเพื่อหารือกันในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเพื่อ ปรับปรุงรายงานให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นต่อไป ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางกรรมาธิการจะชี้แจงเพิ่มเติมอีกสักท่านไหมครับ เพื่อรอสมาชิกเดินมาจาก ๒ อาคารนะครับ อยู่ในกรรมาธิการคณะต่าง ๆ ท่านดุสิต เครืองาม เพิ่มเติมอะไรไหมครับ ถ้าไม่มี ผมจะเพิ่มเติมให้ดีไหมครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่อง ร่าง พระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

สมาชิกยังทยอยเดินมาจากหลายอาคารนะครับ หลายห้องประชุม ก็ใช้เวลารอ สักครู่นะครับ ความจริงร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... นี้ถือว่า เป็นนวัตกรรมของการปฏิรูปครั้งสําคัญของประเทศนะครับ เพราะว่าโลกในอนาคตเป็นเรื่อง ของพลังงานทดแทน ทั้งที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมเรื่องของการประชุมไคลเมตเชนจ์ (Climate change) และอื่น ๆ ประเทศของเราพัฒนาในช่วงระยะหลังเร็วมากนะครับ อย่างที่ท่านอดีตปลัดกระทรวงพลังงาน เมื่อปี ๒๐๐๐ เรามีพลังงานทดแทนโดยแท้ที่ท่านได้ กล่าวไว้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ก้าวหน้าพัฒนามาจนเป็น ๑๓ เปอร์เซ็นต์ วันนี้ตั้งเปูา ๓๐ เปอร์เซ็นต์ภายใต้ยุทธศาสตร์พลังงานทดแทนและยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นการตัดสินใจวันนี้ก็ถือว่าเป็นการปฏิรูประบบพลังงานที่สําคัญมากของประเทศ และเป็นตัวอย่างไปทั่วโลกด้วยนะครับ ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะครับ คิดว่าพร้อม แล้วนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุมแสดงตน)

เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๔ ท่านนะครับ เป็นอันว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียง ลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุม งดออกเสียง ครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุมลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้าไม่มี ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเป็น ดังนี้นะครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มีนะครับ งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ

ก็ถือว่าเป็นคะแนนที่ผ่านแบบได้เหรียญโอลิมปิก เหรียญทองนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... จบการพิจารณา รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงทุกท่านนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณท่านสมาชิกและ คณะกรรมาธิการที่มาประชุมทุกท่าน ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๓๐ นาฬิกา