ธวัชชัย ยงกิตติกุล ขอบคุณท่านประธานและกรรมาธิการที่ให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดที่มีคุณค่า จากนั้นเขาก็แสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อจัดการกับสหกรณ์ที่มีปัญหา และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาสหกรณ์เกษตรและประมงที่มีปัญหาหนักหน่วง นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องโครงสร้างกรรมการของสถาบันการเงิน คุณสมบัติของผู้บริหาร และธรรมาภิบาลในกระบวนการทำงานของผู้บริหาร สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน และเรียกร้องให้หน่วยงาน องค์กรอิสระจัดตั้งขึ้นใหม่เตรียมระบบให้พร้อมก่อนที่จะกำหนดให้สหกรณ์เข้าเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ผมขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ได้ให้ข้อเสนอแนะและได้ให้ข้อคิด ต่าง ๆ ซึ่งมีคุณค่าเป็นอย่างยิ่งนะครับ มีทั้งรายละเอียดมากมายซึ่งผมจดไว้นี่นะครับ แล้วก็ มีทั้งประเด็นใหญ่ เนื่องจากเวลามีจํากัดผมคงจะไม่สามารถตอบได้หมด แต่ว่าผมขอให้ คํารับรองนะครับว่า ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของท่านเหล่านี้ผมจะต้องนําไปปรับปรุง รายงานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้นะครับ
ประเด็นเรื่องที่ว่าทําไมถึงต้องเสนอให้จัดตั้งเป็นองค์กรอิสระขึ้นมา ฟังเสมือนว่า ทุกครั้งที่มีปัญหาแทนที่จะแก้ปัญหาก็หนีปัญหาโดยการไปตั้งองค์กรใหม่ คือความจริงเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการได้ศึกษาข้อดีข้อเสียต่าง ๆ มาแล้วอย่างถี่ถ้วนนะครับ ก็คิดว่าการที่จะต้อง แยกเป็นองค์กรอิสระออกมาเป็นวิธีที่ดีที่สุด ถามว่าถ้าแยกออกมาแล้ว แล้วกรมส่งเสริม สหกรณ์กับกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะทําอะไรต่อไปนะครับ ความจริงแล้วถ้าเรามองภาพรวม ของสหกรณ์ทั้งประเทศมีทั้งหมด ๘,๐๐๐ กว่าแห่ง เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียนประมาณ ๒,๐๐๐ แห่ง เพราะฉะนั้นเมื่อดึงสหกรณ์ ๒ กลุ่มนี้ออกมาแล้ว เพื่อให้องค์กรอิสระกํากับดูแลแล้ว ก็หมายความว่ายังมีสหกรณ์เหลืออยู่ในระบบ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์จะต้องดูแลต่อไปอีก ๖,๐๐๐ กว่าแห่ง ถามว่าสหกรณ์เหล่านี้มีอะไรบ้าง ผมขอเรียนอย่างนี้นะครับว่าเมื่อเราศึกษาไปแล้ว เราจําเป็นต้องจํากัดขอบเขตให้ดูแลเฉพาะเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์กับเรื่องสหกรณ์เครดิต ยูเนียน เพราะเหตุว่าตัวสหกรณ์เองมีปัญหาซับซ้อนมาก แล้วก็ถ้าจะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่ จะต้องปรับปรุงต้องปฏิรูปกันก็ว่าได้นะครับ สหกรณ์ที่ผมคิดว่ายังมีความอ่อนแอมาก และความจริงแล้วพอเกิดปัญหาเรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์กับสหกรณ์เครดิตยูเนียนแล้วนี่ ทั้ง ๒ กรมก็มุ่งที่จะมาแก้ปัญหาเฉพาะสหกรณ์เครดิตยูเนียนกับสหกรณ์ออมทรัพย์ ลืมนึกไปว่า สหกรณ์เกษตรขณะนี้มีปัญหาหนักหน่วงเช่นเดียวกัน แทบจะไม่มีใครพูดถึงเลยนะครับ เกษตรกรมีหนี้ท่วมหัวแล้วก็เวลาจะแก้ไขปัญหาก็มักจะมองแต่ว่าประเด็นสําคัญคือเรื่องเงิน ผมอยากจะขอเรียนนะครับว่าสหกรณ์เกษตรก็ดี สหกรณ์ประมงก็ดี เรื่องเงินเป็นเรื่องปลายเหตุ ปัญหาต้นเหตุคืออยู่ที่การผลิต อยู่ที่ประสิทธิภาพ อยู่ที่การจัดระบบการผลิต ถ้าจุดนั้นแก้ไขได้ ทําให้เกษตรกรหรือชาวประมงมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผมคิดว่าเรื่องการเงินเป็นเรื่องปลายเหตุ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์ขณะนี้จะมุ่งประเด็นไปที่สหกรณ์ซึ่งกําลังเป็น ปัญหาแต่ยังไม่ได้มีใครพูดถึง ผมคิดว่าจะมีเรื่องที่จะต้องทําอีกเยอะนะครับ เป็นภารกิจ ซึ่งหนักหน่วงมากนะครับ เมื่อเร็ว ๆ นี้ดอกเตอร์กอบศักดิ์ท่านก็ได้เสนอเรื่อง เกษตรพันธสัญญา ความจริงแล้วกรมส่งเสริมสหกรณ์ควรจะเป็นหน่วยงานหลักที่เข้าไปช่วย เกษตรกรในเรื่องนี้นะครับ ไม่ใช่ปล่อยให้เขาไปทํากันเองแล้วก็ถูกหลอกถูกลวงอะไรต่ออะไร แต่ว่าเรื่องนี้นอกเหนือขอบเขตจากสิ่งที่เราศึกษา แต่ในเมื่อมีท่านถามขึ้นมาผมก็คิดว่า ถ้าอย่างนั้นก็ดีแล้ว คือผมคิดว่าการที่มอบให้สหกรณ์ยังอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของ กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้นยังถูกต้องอยู่นะครับ เพราะว่ายังมีภารกิจ ที่จะต้องทําอีกเยอะ ในเรื่องของการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินนี่นะครับ ความจริงในรายงานได้พูดถึงแต่ไม่ได้ลงรายละเอียด นะครับ การกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนนี่ควรจะแบ่งเป็น ๓ ระดับ หรือ ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ประเด็นโครงสร้าง ประเด็นนี้ก็คือพูดถึงโครงสร้างกรรมการ ควรจะเป็นอย่างไร จะมีการถ่วงดุลอย่างไร ไม่ใช่เอาญาติโยมเข้ามาหรือผลัดหมุนเวียน เป็นอยู่อย่างนั้นผูกขาดอยู่อย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นโครงสร้างก็จะต้องชัดเจน
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องคุณสมบัติของผู้บริหาร อันนี้ก็เช่นเดียวกันจะต้อง กําหนดมาตรฐานให้เหมือนกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกําหนดไว้สําหรับธนาคารพาณิชย์ คนที่จะมาเป็นผู้บริหารของสถาบันการเงินจะต้องมีข้อห้ามอะไรบ้าง และจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านใดบ้าง แล้วก็อันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งซึ่งจะต้องกําหนดในรายละเอียด
แล้วก็ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของกระบวนการทํางานของผู้บริหารนะครับ ประเด็นสําคัญคือเรื่องธรรมาภิบาล เรื่องความขัดแย้งของผลประ โยชน์ เรื่องความตรงไปตรงมา ความทุจริตต่าง ๆ มันก็จะอยู่ในนี้นะครับ เพราะฉะนั้นการกํากับ ดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนในฐานะที่เป็นสถาบันการเงินก็จะต้องพูดถึง รายละเอียดเหล่านี้ให้ครบถ้วน ซึ่งในรายงานได้พูดไว้แต่ว่ายังไม่ได้ลงไปในรายละเอียดนะครับ ผมคิดว่าในกฎหมายก็คงจะกําหนดได้ ได้มีท่านอภิปรายถึงเรื่องเครดิตบูโร (Credit Bureau) ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่ดีแล้วก็สหกรณ์ทั้ง ๒ แห่งนี้ควรจะเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร (Credit Bureau) นะครับ แต่เหตุที่ในรายงานนี้ยังไม่ได้เสนอว่าจะต้องบังคับก็เพราะเหตุว่า การเป็นสมาชิกเครดิตบูโร (Credit Bureau) นั้นมีภาระพอสมควร และมีบทลงโทษทาง กฎหมายด้วย คณะกรรมาธิการเห็นว่าขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ยังไม่มีความพร้อม ตราบใดที่ระบบมาตรฐานทางบัญชียังอ่อนแอยังไม่ได้มาตรฐาน ตราบใด ที่ระบบการจัดทําข้อมูลยังไม่ครบถ้วนยังมีปัญหามากมาย ยังเป็นสมาชิกเครดิตบูโร (Credit Bureau) ไม่ได้นะครับ การที่ผู้บริหารสหกรณ์ส่งข้อมูลไปที่เครดิตบูโร (Credit Bureau) แล้วมีความผิดพลาด แล้วก็ถ้าหากว่ามีการร้องเรียนทําให้สมาชิกเสียหาย เขาต้องรับโทษทาง อาญาซึ่งหนักมาก เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ผมคิดว่าจําเป็น แต่ว่าคงจะต้องให้เวลา หน่วยงาน องค์กรอิสระที่จะจัดตั้งขึ้นใหม่ จะต้องทําระบบต่าง ๆ เหล่านี้ให้พร้อมเสียก่อน จึงจะกําหนดให้สหกรณ์เข้าไปเป็นสมาชิกของเครดิตบูโร (Credit Bureau) ได้นะครับ ซึ่งถึงจุดนั้นแล้วที่ท่านกรรมาธิการได้พูดถึงว่าควรจะให้บริษัทประกันภัยเข้ามารับความเสี่ยง หรือไม่ ประเด็นนั้นก็จะไม่มีความจําเป็นนะครับ เพราะเหตุว่าถ้าหากว่าสหกรณ์มีข้อมูล เพียงพอที่จะวิเคราะห์ว่าสมาชิกแต่ละคนที่เขามากู้มีความเสี่ยงไหม มีภาระภายนอกเป็น อย่างไร มีความครบถ้วน แล้วก็แม้กระทั่งผู้ค้ําประกันมีภาระอยู่แล้วมากน้อยแค่ไหน ปัญหา เหล่านี้ก็จะมีความชัดเจนยิ่งขึ้น ความเสี่ยงต่าง ๆ ก็จะมีน้อยลงนะครับ
ถามว่ากรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ขณะนี้เสียหาย อย่างไรถึงต้องดึงออกมานะครับ ประเด็นเหล่านี้ผมเข้าใจว่าจะมีท่านผู้แทนกรรมาธิการ ซึ่งมาจากสํานักงานเศรษฐกิจและการคลังคงจะสามารถตอบได้ แต่ว่าเจตนารมณ์ของเรา ไม่ได้ต้องการที่จะต้องเข้าไปขยี้ หรือว่าเอาหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาจับผิดวิเคราะห์ เหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว การจับผิดย้อนหลังมันเป็นของง่ายนะครับ ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่ผม คิดว่าก็มีประเด็นซึ่งถ้าจะส่งเสริมกันก็มีเรื่องที่จะต้องทํากันเยอะนะครับ ทีนี้หน่วยงานกํากับ ที่คณะกรรมาธิการเสนอมานี้ไม่ใช่เน้นเรื่องการกํากับอย่างเดียวนะครับ ความจริงแล้วเรามี ๓ ด้านด้วยกัน คือด้านการส่งเสริม แล้วก็ด้านการพัฒนา อีก ๒ ด้านผมคิดว่ามีความสําคัญ ไม่น้อยไปกว่าการกํากับ การที่ต้องดึงการกํากับดูแลออกมาเป็นหน่วยงานอิสระก็เพราะว่า เราคิดถึงว่า เมื่อพิจารณาถึงศักยภาพของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนแล้ว จะอยู่กับที่อย่างนี้ไม่ได้ จะต้องพัฒนานะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะต้องพัฒนายังมีอีกมากมาย นะครับ ตั้งแต่เรื่องระบบไอที (IT) ขณะนี้อย่างที่ท่านทราบกันอยู่ประเทศไทยกําลังจะมุ่งไปสู่ ระบบที่เรียกว่าเป็นการลดการใช้กระดาษคือเปเปอร์เลสอีโคโนมี (Paperless Economy) จะใช้ระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) อีเพย์เมนต์ (e-Payment) สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมคิดว่า สหกรณ์ในอนาคตจะต้องไปกับเขาด้วยแน่นอนนะครับ การที่จะชําระเงินด้วยธนบัตร ด้วยเช็คมันจะค่อย ๆ ลดไป สหกรณ์ถ้าไม่เตรียมความพร้อมในเรื่องเหล่านี้ก็จะตกขบวน นะครับ แล้วก็ในที่สุดความสะดวกต่าง ๆ ที่สมาชิกจะได้รับก็จะน้อยกว่าธนาคาร เพราะฉะนั้นเรื่องของการส่งเสริมก็ดี เรื่องของการพัฒนาก็ดีก็มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่าการที่จะต้องเข้ามากํากับดูแลเพื่อลดความเสี่ยงนะครับ ส่วนข้อบกพร่องของรายงาน ฉบับนี้มีมากมายอย่างที่ท่านนิกรได้ให้ข้อแนะนําไว้ คณะกรรมาธิการก็จะได้รีบนําไปปรับปรุง นะครับ ก็ขออภัยในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบางจุดด้วยนะครับ ขอขอบคุณครับ