กอบศักดิ์ ภูตระกูล หารือปัญหาการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียน โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีบทบาทในการสนับสนุนและพัฒนามาตรฐานแทนการตั้งองค์กรใหม่ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นในการสร้างองค์กรอิสระที่มีรายได้เป็นของตนเอง เพื่อให้สามารถกำกับดูแลระบบสหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนการยกระดับกรมเดิมที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและศักยภาพในการดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ
ขอบคุณท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผมก็ขอเพิ่มเติมอีก ๒ ประเด็นที่เป็นคําถามของ ท่านสมาชิก คือคําถามที่ ๑ ที่ท่านกษิตถามไว้ว่า ทําไมไม่ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคน กํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน และประเด็นที่ ๒ เป็นการเพิ่มเติมที่ท่านอาจารย์ธวัชชัยได้พูดไปเมื่อสักครู่นี้ก็คือทําไมต้องตั้ง องค์กรใหม่ แล้วก็ไม่ยกระดับของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้กระฉับกระเฉงอย่างที่ ท่านสุรินทร์ได้พูดถึงไว้เป็นคนแรกนะครับ
ผมขอเริ่มประเด็นที่ ๑ ก่อนครับ เรื่องของธนาคารแห่งประเทศไทย ความจริงเรื่องนี้เราได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิดในการร่าง พระราชบัญญัติใหม่ขึ้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้เป็นผู้ช่วยในการยกร่าง พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว แต่สิ่งที่สําคัญก็คืออะไรครับ ก็คือว่าธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น มีข้อจํากัดของตนเองครับ ก็เพราะว่าสิ่งที่เป็นสิ่งสําคัญที่สุดของธนาคารแห่งประเทศไทย ก็คือความเชื่อมั่นในตัวของธนาคารแห่งประเทศไทยเอง คนที่เชื่อมั่นในธนาคารพาณิชย์ นะครับ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทยในแต่ละปีไปช่วยดูให้เรียบร้อย แล้วว่าธนาคารพาณิชย์เหล่านั้นมีการวางเงินสํารอง มีเงินทุน มีการกํากับดูแลตนเองอย่าง ดียิ่ง แล้วก็อาศัยธนาคารแห่งประเทศไทยนั้นเป็นคนเข้าไปช่วยดู และด้วยความเชื่อมั่นในตัว ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ทําให้เกิดความเชื่อมั่นในธนาคารพาณิชย์เหล่านั้น การที่ธนาคาร แห่งประเทศไทยนั้นจะรับเอาสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนจํานวน ๑,๙๐๐ แห่งเข้ามานั้น จะเกิดความเสี่ยงต่อความเชื่อมั่นในตัวของธนาคารแห่งประเทศไทย ในระยะยาว ทําไมผมถึงพูดเช่นนี้ครับ ก็เพราะว่าในตัวสหกรณ์ออมทรัพย์นั้นมีจํานวนมาก แล้วการกํากับดูแลให้ไม่เกิดปัญหานี้เป็นไปด้วยความยากลําบาก มีโอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้น เป็นครั้งคราว แล้วถ้าเกิดปัญหาขึ้นก็จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในตัวของธนาคาร แห่งประเทศไทยได้ และพอเกิดความไม่เชื่อมั่นในตัวของผู้กํากับดูแลก็จะมีนัยไปถึงตัว ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่น่าแปลกใจครับว่าทุกครั้งที่เราเข้าไปคุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยว่า กรุณารับเอาสหกรณ์ออมทรัพย์เข้าไปดูแลด้วยเถิด เขาก็จะบอกว่าหน้าที่หลักของธนาคาร แห่งประเทศไทยก็คือการกํากับดูแลธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีขนาดใหญ่เกือบประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของระบบสถาบันการเงินทั้งหมดของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทั้งระบบไปได้ครับ แล้วเขาก็อยากจะขอว่าเขาขอโฟกัส ในงานหลัก และถ้าเกิดรวมนะครับสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ประมาณ ๑๑ ล้านล้านบาท บวกกับธนาคารเฉพาะกิจอีก ๖ ล้านล้านบาท จะใหญ่กว่าตัวของสหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ เครดิตยูเนียนทั้งหมดหลายเท่าตัวนัก ประมาณ ๙ เท่าตัว ไม่น่าแปลกใจเขาเลยบอกว่าเขาจะ ขอกํากับดูแลหัวใจสําคัญของระบบเศรษฐกิจไทยการเงินไทยให้ไปได้ แล้วก็อยากจะขอเข้ามา เป็นพี่เลี้ยงช่วยในการยกระดับการกํากับดูแลของสหกรณ์ออมทรัพย์แทน ซึ่งในส่วนนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เคยทําหน้าที่นี้หลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการจัดตั้ง ก.ล.ต. ก็เป็นคนที่ช่วยร่างพระราชบัญญัติและส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยในการจัดตั้ง ก.ล.ต. ในการจัดตั้งองค์กรคุ้มครองเงินฝากก็ได้ทําในลักษณะเดียวกัน หรือแม้กระทั่งในกรณีของ เอ็กซิมแบงก์ (EXIM Bank) ก็เป็นคนที่ช่วยยกร่างพระราชบัญญัติและส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วย ดูแล ในครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันครับ จากการหารือของกระทรวงการคลังกับทางธนาคาร แห่งประเทศไทย ก็ได้มีข้อสรุปว่าทางกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจะเป็น ผู้ร่วมกันยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็จะเป็นคนเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงในการยกระดับ การกํากับดูแลขององค์กรแห่งนี้ขึ้นมาสู่ระดับมาตรฐานโดยเร็ว
คําถามข้อที่ ๒ ครับ ว่าทําไมถึงต้องตั้งองค์กรใหม่ ทําไมไม่ยกระดับกรม ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทั้ง ๒ กรมขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เป็นคนกํากับดูแลตัวของ สหกรณ์ออมทรัพย์แล้วก็สหกรณ์เครดิตยูเนียน ในเรื่องนี้หัวใจสําคัญครับอยู่ที่ข้อจํากัดของ บุคลากร ข้อจํากัดของการพัฒนาบุคลากร การสร้างคนและการรักษาคน เพราะท้ายที่สุด องค์กรอย่างธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต. คปภ. ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ที่คนที่ทํางานที่นั้นครับ สําคัญว่าองค์กรนั้นสามารถดึงดูดคนเหล่านั้นเข้ามาทํางาน พัฒนาคนเหล่านั้น แล้วก็รักษาคนเหล่านั้นได้หรือเปล่า การที่เราจะนําเอากรมในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ขึ้นมาเป็นคนทําหน้าที่นี้จะมีความลําบากอย่างยิ่ง เพราะว่าเราจะติด ข้อจํากัดในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของอัตราเงินเดือน ซึ่งทําให้ท้ายที่สุดแล้วยากต่อการดึงดูดคนที่ใช่เข้ามาเป็นผู้กํากับดูแล และนอกจากนี้ยังมี ปัญหาเรื่องของระบบข้อมูล ระบบไอที (IT) ที่องค์กรดังกล่าวต้องพัฒนาให้เป็นผู้นําเป็น ผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาระบบไอที (IT) แล้วก็ระบบข้อมูลของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศไทย อีกครั้งหนึ่ง ถ้าเกิดเรารอพึ่งพาเงินงบประมาณของรัฐบาลแต่อย่างเดียวโอกาสดังกล่าว ก็เกิดขึ้นได้ยาก แล้วในส่วนนี้ก็จะทําให้องค์กรดังกล่าวไม่สามารถยกระดับตัวเองขึ้นมาได้ แล้วก็ไม่สามารถทําหน้าที่ในการกํากับดูแลได้ นี่คือสาเหตุสําคัญครับที่จะต้องมีการคิด อีกครั้งหนึ่งว่าเราจะต้องหาองค์กรใหม่ที่มีความอิสระทางการเงิน มีแหล่งรายได้ของตนเอง เข้ามาเป็นผู้กํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วก็สหกรณ์เครดิตยูเนียน ซึ่งในส่วนนี้ไม่ใช่เรื่อง ใหม่ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เมื่อปี ๒๕๕๐ ก็เกิดขึ้นแล้ว โดยขณะนั้นกรมการประกันภัยอยู่ที่ กระทรวงพาณิชย์ครับ ได้มีการย้ายเข้ามาสังกัดใต้กระทรวงการคลังแล้วก็ตั้งองค์กรขึ้นมา องค์กรใหม่ก็คือคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยที่มีรายได้ เป็นของตนเองแล้วก็สามารถดูแลพนักงาน ดูแลการพัฒนาพนักงานและรักษาพนักงานของ ตนเองไว้ได้ ซึ่งในปัจจุบันผมมั่นใจเลยนะครับว่าองค์กรแห่งนี้จะเป็นหัวใจของความสําเร็จ ของระบบประกันภัยในช่วงต่อไป เพราะว่าจะสามารถติดตามถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ ผลิตภัณฑ์ ใหม่ ๆ ของระบบประกันภัยแล้วก็ไม่เป็นข้อจํากัดของกระบวนการประกันภัย นอกจากนี้ ผมคิดว่า ณ วันนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญครับ เพราะว่าถ้าเกิดเราไปดูระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ และสหกรณ์เครดิตยูเนียนไม่ได้ดี ๙๙.๙ เปอร์เซ็นต์ ความจริงนะครับคลองจั่นเป็นหนึ่งใน ตัวอย่างของปัญหา แล้วมีหลายคนที่ยังมีปัญหาเช่นกันที่เรายังไม่ได้หยิบยกขึ้นมา โดยเฉพาะ อย่างยิ่งหลายคนออกไปลงทุนในตลาดหุ้นในช่วงที่หุ้นกําลังขึ้นในช่วง ๓ ปี ๔ ปีที่ผ่านมา แล้วหลายคนก็เกิดความเสียหายเพราะว่าความรู้ไม่เท่ากับตลาดทุน แต่ว่าเอาเงินของ ประชาชนไปเสียหาย พวกเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับ ถ้าเกิดองค์กรกํากับมีความเข้มแข็ง และขณะเดียวกัน ณ ขณะนี้ขนาดของสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วก็สหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้น มีขนาดที่ใหญ่อย่างยิ่งครับรวมกันแล้ว ๒ ล้านล้านบาท ไม่ใช่ขนาดเล็ก ๆ เหมือนเมื่อ ๓๐ ปี ก่อนหน้า นี่คือความจําเป็นอย่างไรครับว่าสิ่งที่ดีที่เรามีอยู่ขณะนี้เราต้องมีการกํากับที่ดี ทัดเทียมกันเพื่อให้สิ่งที่ดีนั้นสามารถทําหน้าที่ให้กับประชาชนจํานวนมากได้อย่างแท้จริง ซึ่งเรามีประชาชนถึง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนรับการบริการอยู่ขณะนี้แล้วในอนาคตอาจจะเป็น ๖,๐๐๐,๐๐๐ คน หรือ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนต่อไป แล้วในส่วนนี้ถ้าเกิดเราทําได้นะครับ การปฏิรูปครั้งนี้จะมีความสําคัญยิ่งต่ออนาคตของระบบสหกรณ์ไทยและทําให้สามารถ ยกระดับให้ระบบสหกรณ์ไทยนั้นขึ้นไปอีกครั้งหนึ่งโดยที่ผู้กํากับจะไม่เป็นข้อจํากัดของ การพัฒนาอีกต่อไป แล้วก็จะเป็นผู้ที่ช่วยในการพัฒนาระบบสหกรณ์อย่างแท้จริงครับ ขอบคุณครับ