ธวัชชัย สนับสนุนตั้งหน่วยงานกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์แยกจาก ธอส.

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๐ · ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙

ธวัชชัย ยงกิตติกุล อภิปรายสนับสนุนการตั้งหน่วยงานอิสระเพื่อกำกับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียน โดยเห็นว่าการดูแลภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องมีองค์กรเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อให้การส่งเสริม พัฒนา และกำกับดูแลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณเพราะสามารถจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิกได้

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการที่เคารพทุกท่านครับ เรื่องว่าเหตุใดคณะกรรมาธิการชุดนี้ จึงได้เสนอให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนไปอยู่ภายใต้การกํากับของ หน่วยงานใหม่เป็นหน่วยงานอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การกํากับของแบงก์ชาติ ประเด็นก็คือ อย่างนี้ครับ ถึงแม้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนเป็นสถาบันการเงินชนิดหนึ่ง แต่ไม่ใช่แบงก์ ผมใคร่ขอใช้คําว่า เป็นสถาบันการเงินพิเศษ ธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้นมีส่วนที่เหมือนธนาคารก็คือรับฝากและให้กู้ แต่การให้กู้ของสหกรณ์นั้นให้กู้เฉพาะสมาชิก ธนาคารนั้นให้กู้กับธุรกิจซึ่งมีร้อยแปดพันเก้า นะครับ ให้ธุรกิจอย่างไรกู้ก็ตาม ธนาคารก็ต้องมีความรู้ความเชี่ยวชาญพอสมควรเกี่ยวกับ ธุรกิจนั้น ถ้าหากว่าสหกรณ์จะเข้าไปให้สินเชื่อเหล่านั้นบ้างก็ได้ ถ้าเช่นนั้นก็ควรจะไปอยู่ ภายใต้การกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับ การกํากับดูแล ความเพียงพอของกองทุน การสํารองหนี้สูญ มาตรฐานบัญชีต่าง ๆ จะเป็น คนละเรื่องกัน ผมขอเรียนนะครับว่าสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนมีส่วนที่ คล้ายกับธนาคารเพียงนิดเดียวก็คือขอบเขตของการทําธุรกรรมแคบกว่ามาก การที่จะให้อยู่ ภายใต้การกํากับดูแลของแบงก์ชาติจะไม่จําเป็น แล้วถ้าแบงก์ชาติเข้มงวดเหมือนธนาคาร พาณิชย์ ผมคิดว่าสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนจะไม่โตเลยนะครับ จะอึดอัดมาก แต่ข้อสําคัญก็คืออย่างนี้ครับ คือหน่วยงานกํากับดูแลที่จะตั้งขึ้นใหม่ไม่ใช่กํากับ อย่างเดียว เราได้เสนอไว้ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับว่า มีหน้าที่ทั้งส่งเสริมและพัฒนาด้วย เพราะเหตุว่าสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้จะอยู่กับที่อย่างนี้ไม่ได้นะครับ ไม่ใช่หมายความว่า จะต้องขยายขอบเขตธุรกิจนะครับ แต่ว่าระบบไอที (IT) ก็ดี ระบบของการจัดการข้อมูลก็ดี มีความสําคัญมาก แล้วก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ตัวชี้วัดความสําเร็จของสหกรณ์ไม่ได้ อยู่ที่กําไรเหมือนธนาคารพาณิชย์ แต่อยู่ที่ว่าท่านตอบสนองความต้องการของสมาชิกในเรื่อง ต่าง ๆ ได้ครอบคลุมมากน้อยเพียงใด เรื่องของการรับฝากก็เรื่องหนึ่ง เรื่องการให้สมาชิกกู้ ก็เรื่องหนึ่ง แต่ว่าความจริงแล้วสหกรณ์ที่ดีจะต้องดูแลทางด้านสวัสดิการของสมาชิกด้วย ขณะนี้สหกรณ์ขนาดใหญ่หลายแห่งทําอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่ายังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อีกหลายประเภทซึ่งสหกรณ์เหล่านี้ยังไม่ได้พัฒนา แล้วก็ในช่วงที่ผ่านมาก็ทําผิดพลาด เช่น ไปทําประกันชีวิตของสมาชิกซึ่งผิด แต่มันมีผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ซึ่งสามารถทําให้สมาชิก ใช้เงินทุนของตัวเองที่ถือหุ้นอยู่ และใช้เงินฝากของสหกรณ์เป็นหลักประกันแล้วก็กู้จาก สหกรณ์ตามจํานวนเงินที่มีอยู่ถอนไปใช้เป็นบํานาญ เป็นการรับเงินบํานาญจากเงินของ ตัวเองโดยที่ไม่ต้องถอนเงินมาทั้งก้อน อันนี้ก็เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ซึ่งน่าสนใจมาก แต่สหกรณ์ ขณะนี้ยังไม่ได้ทํา แล้วก็สหกรณ์ที่มีปัญหาก็คือว่าทํากระโดดไปเลยครับ เป็นบริษัทประกันภัยไปเลยซึ่งมันผิด นะครับ เพราะฉะนั้นผมใคร่ขอเรียนนะครับว่าองค์กรที่จะตั้งขึ้นใหม่ถึงแม้จะใช้คําว่า องค์กร กํากับ ก็ตาม แต่ว่าหน้าที่แล้วต้องมีทั้งเรื่องของการส่งเสริมและพัฒนาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นก็จะเป็นองค์กรซึ่งไม่เหมือนกับธนาคารแห่งประเทศไทย

ส่วนเรื่องของในระหว่างที่ศึกษาได้มีโอกาสสอบถามความเห็นของหน่วยงาน หรือของสมาชิกที่เกี่ยวข้องหรือไม่ รายงานฉบับนี้ความจริงแล้วส่วนใหญ่ทําสมัยที่ยังเป็น สปช. อยู่ คือสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในช่วงนั้นได้มีการเชิญสหกรณ์ต่าง ๆ มาร่วมประชุม หลายครั้งด้วยกัน และได้เชิญผู้แทนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มาหารือ ด้วยนะครับ ข้อสรุปในเบื้องต้นขณะนั้นได้สอบถามไปว่าถ้ามีความจําเป็นจะต้องตั้งองค์กรใหม่ แยกการกํากับออกมาจากกรมของท่านจะขัดข้องหรือไม่ ผู้แทนทั้ง ๒ หน่วยงานนั้น ตอบว่า ไม่ขัดข้องเลย แต่ว่าตอนนั้นก็เป็นแต่เพียงประชุมร่วมกันนะครับ แล้วขณะนั้นก็ยัง ไม่ได้คิดว่าจําเป็นจะต้องแยกออกมา แต่ว่าเมื่อศึกษาไปแล้วเห็นขอบเขตต่าง ๆ แล้วจึงได้ สรุปว่าจําเป็นต้องแยก รายงานฉบับนั้นเมื่อเสนอไปสมัยที่ยังเป็น สปช. รัฐบาลไม่รับ เพราะเกรงว่าตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมา คืออย่าลืมว่าขณะนั้น สปช. รายงานแทบทุกเรื่องเป็น การตั้งองค์กรใหม่ทั้งนั้นเลยนะครับ เพราะฉะนั้นอันนั้นก็อาจจะมีเหตุผลที่ทําให้รัฐบาลไม่สู้ อยากจะรับเท่าไรนักเพราะว่าการตั้งองค์กรใหม่ต้องเสียงบประมาณ แต่ในเรื่องนี้ผมอยากจะ ขอกราบเรียนว่าได้มีความคืบหน้า ๒ ประการ คือ

ประการที่ ๑ ภาระงบประมาณจะไม่ใช่เป็นอย่างที่คิด เพราะเหตุว่าสามารถ เรียกเก็บจากสมาชิกได้ สินทรัพย์ ๒ ล้านล้านบาทนี่นะครับ สมมุติว่าจาก ๑๐๐ บาท เก็บเพียง ๕ สตางค์ สินทรัพย์ ๑๐๐ บาท เก็บ ๕ สตางค์ ปีหนึ่ง ๆ ก็จะได้เงินมากํากับดูแล ๑,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นไม่ใช่ประเด็นที่จะเป็นภาระแก่งบประมาณ

ประการที่ ๒ ก็คือว่านอกจากอย่างนี้แล้ว ผมเข้าใจว่าทั้ง ๒ หน่วยงานนั้น ก็คงจะทราบแล้วขณะนี้นะครับ ทั้งกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยทราบแล้ว ว่าจําเป็นจะต้องมีหน่วยงานกํากับซึ่งไม่ใช่หน่วยงานเดิม เพราะเหตุว่าหน่วยงานเดิมทั้งสองนั้น ขาดความเชี่ยวชาญทางด้านการเงินนะครับ รายละเอียดต่าง ๆ กระผมเข้าใจว่า ดอกเตอร์กอบศักดิ์ท่านจะขอเพิ่มครับ ขอขอบพระคุณครับ