สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ หารือการปฏิรูปการกำกับดูแลสหกรณ์การเงิน โดยเน้นความจำเป็นในการแยกการกำกับดูแลออกจากภาครัฐเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและส่งเสริมประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สปท. หมายเลข ๑๕๓ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สปท. ที่หลายท่าน ได้กังวล หลายท่านได้เห็นด้วย หลายท่านได้ให้ข้อเสนอแนะ ผมขอขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ หวังว่าคําชี้แจงของท่านกรรมาธิการที่ผ่านมาจะได้ทําให้หลายท่านที่กังวลได้คลายความกังวล ลงไป โดยเฉพาะท่านสุดท้ายที่ยังมีความกังวลอยู่ ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ขอบคุณท่านชูชัย ศุภวงศ์ ที่ได้กรุณาตอบยืนยันเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน ผมขอขอบคุณท่านวันชัย สอนศิริ ท่านได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในเชิงของประชาธิปไตยทางการเมือง ท่านชูชัย ศุภวงศ์ ที่ได้กล่าวในเชิงของประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ ผมอยากขออนุญาตเรียนว่า ประชาธิปไตยทางการเมืองแต่เดิมโครงสร้างทางการเมืองแบบประชาธิปไตยมีเฉพาะ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ จุดประสงค์เพื่อที่จะให้มีการคานและดุลกันของ ๓ อํานาจ แต่เมื่อประชาธิปไตยได้แตกดอกออกช่อออกไป การคานและดุลอํานาจเช่นนั้นไม่พอ จึงต้องมี องค์กรอิสระเพิ่มเติมมาคานอํานาจ เช่น คณะกรรมการปูองกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นต้น คณะกรรมการเหล่านี้เป็นคณะกรรมการอิสระ ที่มีหน้าที่ในการคานและดุลการบริหารของประเทศมากขึ้น และในทํานองเดียวกัน ประชาธิปไตยก็มิได้มีเฉพาะโครงสร้างส่วนบนดังที่ได้กล่าว ประชาธิปไตยได้หยั่งรากลงไปถึง ประชาธิปไตยระดับท้องถิ่นเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และยังได้มีประชาธิปไตย อีกหลาย ๆ รูปแบบ สหกรณ์เป็นประชาธิปไตยอีกรูปแบบหนึ่งที่เป็นการปกครองโดย สหกรณ์ของสหกรณ์ เพื่อสหกรณ์ การดําเนินการของสหกรณ์ในรูปแบบประชาธิปไตยนี้เป็นการดําเนินการที่นําไปสู่ ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่ท่านชูชัย ศุภวงศ์ ได้กล่าวด้วย ก็คือทําให้สมาชิกของสหกรณ์ มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นโดยการบริหารของสหกรณ์ แต่การบริหารของสหกรณ์นั้นอย่างที่ ท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านอาจารย์ธวัชชัย ยงกิตติกุล ได้กล่าว คือมี ๒ รูปแบบ รูปแบบที่ ๑ เป็นเรื่องของธุรกิจของสหกรณ์โดยแท้ กับอีกรูปแบบหนึ่ง ก็คือเป็นธุรกิจของสหกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงิน สหกรณ์ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการเงินนี้เองที่นํามาซึ่งข้อเสนอในการปฏิรูปในวันนี้ ท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านอาจารย์ธวัชชัย ยงกิตติกุล รวมถึงท่านกฤษฎา จีนะวิจารณะ ได้กล่าวสั้น ๆ แต่ว่าความจริงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก คือเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจในปี ๒๕๔๐ ที่เริ่มต้นจาก การกํากับดูแลสถาบันการเงินได้ไม่ดี นําไปสู่การปรับปรุงการกํากับดูแลสถาบันการเงิน ขนานใหญ่ และหนึ่งในปรัชญาของการปรับปรุงการกํากับดูแลสถาบันการเงินในขณะนั้น ก็คือการให้การกํากับดูแลนั้นเป็นการกํากับดูแลที่ขึ้นอยู่กับหลักการมากกว่าดุลยพินิจ มีอยู่หลักการหนึ่งที่ได้กล่าวไว้ ก็คือหลักการที่เรียกว่า เข้าไปแก้ไขในทันที หรือที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่าพรอมพ์ คอร์เรกทิฟ แอ็กชัน (Prompt Corrective Action) หลักการนี้เอง ที่นําเข้ามาอยู่ในการกํากับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยในวันนี้ และจากวันนั้นมา หลักการนี้บวกกับหลักการอื่น ๆ ก็ทําให้สถาบันการเงินของประเทศไทยเข้มแข็งขึ้นมา จนทุกวันนี้ ณ วันนี้ในประชาธิปไตยของสหกรณ์เรากําลังมีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องของ ความเสี่ยงทางการเงินของธุรกิจการเงินของสหกรณ์ ดังที่หลายท่านได้ทราบกันดีอยู่แล้ว เราจะต้องทําการปฏิรูปสิ่งนี้ เพราะถ้าเราไม่ปฏิรูปก็เท่ากับเรารอว่าวันหนึ่งจะเกิดเหตุการณ์ ลุกลามและเกิดวิกฤตกับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนโดยทั่วไป แน่นอนที่สุด สหกรณ์คือสิ่งที่จะต้องส่งเสริมเพราะเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ แต่สหกรณ์จะต้องเป็น สหกรณ์ที่อยู่อย่างมั่นคง ทําอย่างไรจึงจะอยู่อย่างมั่นคงได้ ผมได้เรียนตั้งแต่ตอนต้นว่า ในการบริหารรัฐกิจที่เกี่ยวข้องกับคนหมู่มากจําเป็นจะต้องมี ๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือเรื่อง นโยบาย เรื่องที่ ๒ เรื่องการกํากับดูแล เรื่องที่ ๓ เรื่องการปฏิบัติการ กระทรวงการคลัง กํากับดูแลทางด้านนโยบาย ธนาคารแห่งประเทศไทยกํากับดูแลสถาบันการเงิน สถาบัน การเงินเป็นผู้ปฏิบัติ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานกํากับดูแล ในขณะที่กระทรวงการคลังเป็นหน่วยงานนโยบาย ตลาดหลักทรัพย์และบริษัทจดทะเบียนทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติ การประกันภัย กระทรวงการคลังดูแลทางด้านนโยบาย กํากับดูแลโดยคณะกรรมการกํากับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัย บริษัทประกันภัยทั้งหลายเป็นผู้ปฏิบัติ แต่เดิมนั้นประกันภัย อยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ นโยบายและการกํากับดูแลอยู่ที่หน่วยงานเดียวกัน ตอนหลังได้เกิด ความคิดว่าถ้าจะให้มั่นคงนั้นการกํากับดูแลต้องแยกออกมาจากราชการ ต้องเป็นหน่วยงาน อิสระต่างหากเหมือนกับธนาคารแห่งประเทศไทย เหมือนกับ ก.ล.ต. จึงเกิด คปภ. ขึ้นมา คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เป็นแนวคิดเดียวกันก็คือ เมื่อมีสหกรณ์ก็ต้องมีคณะกรรมการกํากับดูแลสหกรณ์ เราไม่อาจจะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่ง เข้ามากํากับดูแลได้ทั้งหมด เหมือนกับประชาธิปไตยทางการเมืองเราก็ไม่อาจจะให้ระดับ โครงสร้างส่วนบนของทางการเมืองจะดูแลประชาธิปไตยทางการเมืองทั้งหมดได้ฉันใด ก็ฉันนั้น มีบางประเทศเคยทดลองเอาการกํากับดูแลสถาบันการเงิน กํากับดูแลประกันภัย กํากับดูแล ตลาดทุนมารวมอยู่ในองค์กรเดียวกันเรียกว่าไฟแนนเชียล เซอร์วิส เอเจนซี (Financial Service Agency) ระยะเวลาผ่านไปพิสูจน์ให้เห็นว่าการนํามารวมกันนั้นกลับก่อให้เกิด ความยุ่งยากมากกว่าการแก้ไขปัญหา ในเวลานี้แนวคิดของการกํากับดูแลจึงแยกออกเป็น องค์กรต่างหาก กํากับดูแลการเงิน กํากับดูแลตลาดทุน กํากับดูแลประกันภัย สหกรณ์เรา ก็ต้องมีกํากับดูแลของสหกรณ์ซึ่งจะต้องอิสระจากฝุายบริหาร เพราะตราบใดที่การกํากับดูแล อยู่ภายใต้การบริหาร นั่นไม่ใช่การกํากับดูแลที่ดี เพราะการกํากับดูแลนั้นจะต้องเป็น การกํากับดูแลที่สามารถดําเนินการได้ตามหลักการโดยที่ไม่จําเป็นจะต้องได้รับการแทรกแซง จากฝุายนโยบายหรือฝุายบริหาร นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทําไมจึงต้องมีหน่วยงานอิสระขึ้นมา ทําไมหน่วยงานอิสระนี้จึงจะต้องแยกออกมาจากระบบราชการ ไม่ได้มาอยู่กระทรวงการคลัง แยกออกมาเพื่อที่จะให้เป็นหน่วยงานอิสระ แต่เนื่องจากเป็นนโยบายทางด้านการเงิน จึงอยู่ภายใต้นโยบายของกระทรวงการคลัง เช่นเดียวกันกับประกันภัย ซึ่งแต่เดิมอยู่ภายใต้ กระทรวงพาณิชย์ แต่เมื่อแยกกํากับดูแลออกมาเป็นหน่วยงานอิสระเนื่องจากเป็นกิจการ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินจึงขึ้นอยู่กับนโยบายของกระทรวงการคลัง เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพื่อที่จะ ทําให้องค์กรเหล่านี้ในกรณีนี้ก็คือสหกรณ์จะได้มีความมั่นคงในการดําเนินงาน เราเห็นแล้ว มีความเสี่ยง ถ้าเราไม่ปฏิรูปเพื่อปิดความเสี่ยงอย่างนี้ก็ทําให้เราต้องกลับมาย้อนว่าเราเป็น สภาปฏิรูปเราไม่ได้ทําในสิ่งเหล่านี้ด้วยหรือ และเมื่อดําเนินการปฏิรูปแล้วเราก็ต้องนํา หลักการที่เกี่ยวข้องกับการกํากับดูแลที่เป็นสากลเข้ามาใช้ เมื่อมั่นคงแล้วกิจการของสหกรณ์ ก็จะขยายตัวไปสู่ความมั่งคั่ง และเมื่อไปสู่ความมั่งคั่งคนส่วนมากเห็นประโยชน์ของสหกรณ์ ก็จะเข้ามาเป็นสมาชิกสหกรณ์มากขึ้น ก็ทําให้สังคมไทยได้รับประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ มากขึ้น ทําให้สังคมไทยมีความยั่งยืนเข้าไปสู่ยุทธศาสตร์ของรัฐบาล ไปสู่นโยบายหลัก ของรัฐบาลที่บอกว่ามั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ผมจึงอยากกราบเรียนสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่าน ว่าเรื่องนี้เป็นการปฏิรูปที่สําคัญ เป็นจุดเปลี่ยนที่สําคัญจุดหนึ่งที่จะนําไปสู่ประชาธิปไตย ทางเศรษฐกิจของสังคมไทย จึงขอวิงวอนท่านสมาชิกได้กรุณาใช้วิจารณญาณที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนข้อเสนอนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณด้วยครับ