คุรุจิต เปิดแผนพลังงานทดแทน-ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก สนับสนุนเป้าหมาย 30% ปี 2579

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๐ · ๘ สิงหาคม ๒๕๕๙

คุรุจิต นาครทรรพ รายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนนโยบายปฏิรูปพลังงานและเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการใช้พลังงานหมุนเวียนร้อยละ 30 ภายในปี 2579 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่ไทยได้ประกาศไว้ที่ COP21 โดยเน้นความเชื่อมโยงระหว่างพลังงานกับสิ่งแวดล้อม พร้อมเรียกร้องให้มีการดำเนินการจริงผ่านกฎหมายและมาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาด การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขอนําเสนอรายงาน เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. ....

ท่านประธานที่เคารพครับตามที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ให้ความ เห็นชอบแผนปฏิรูปเร่งด่วนในเรื่องพลังงาน ๕ เรื่องไปเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ นั้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานของเราก็ได้มีหัวข้อที่ได้นําเสนอ ต่อสภาและให้ความเห็นชอบไปทั้งหมด ๕ หัวข้อ และมีเรื่องที่ได้ผ่านความเห็นชอบของสภา แห่งนี้นําเสนอส่งไปที่รัฐบาลแล้ว ๓ เรื่องได้แก่

เรื่องที่ ๑ เรื่องบทบาทหน้าที่ ประโยชน์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และ ร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ....

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้ข้อบัญญัติ เกณฑ์มาตรฐานอาคารด้านพลังงานหรือบิวดิง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) บีอีซี (BEC)

เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัท จัดการพลังงาน เอเนอร์จี เซอร์วิส คัมพานี (Energy Service Company) หรือเอสโก (ESCO) สําหรับหน่วยงานภาครัฐ

สําหรับวันนี้กระผมและคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ขอนําเสนอเรื่องที่ ๔ จาก ๕ เรื่องนั้น คือในหัวข้อของพลังงานทดแทน ของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน โดยขอเสนอร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงาน ทดแทน พ.ศ. .... ซึ่งพวกเราได้ทํากันมาเป็นเวลากว่า ๗ เดือนแล้ว ท่านประธานครับ เปูาหมายหลักของการพัฒนาและบริหารจัดการด้านพลังงานของทุกรัฐบาลก็ต้องมุ่งไปที่ ประชาชนนะครับ โดยมุ่งให้เกิดหลัก ๓ ประการ ก็คือมั่นคงในด้านพลังงาน มีพลังงานใช้ อย่างต่อเนื่อง มีความมั่งคั่ง ก็คือประชาชนส่วนใหญ่เข้าถึงพลังงานได้ในราคาที่เหมาะสม แล้วก็มีความยั่งยืน คือเป็นที่เชื่อถือและยอมรับของประชาชนในการบริหารจัดการพลังงาน และมีสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วยนะครับ ก็คือ มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน เพราะฉะนั้นจากเสาหลัก ๓ เสานี้ เราก็สามารถจะนําไปกําหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ได้ ซึ่งในด้านของยุทธศาสตร์พลังงานก็พอจะอนุมานได้เช่นกันจากหลัก ๓ เสานี้นะครับ

ยุทธศาสตร์พลังงานของประเทศ ของรัฐบาลทุกรัฐบาลนะครับ ก็จะมุ่งเน้น หลัก ๆ ก็คือ ๓ เรื่องนี้ ก็คือเรื่องของความมั่นคงด้านพลังงาน หรือเอเนอร์จี ซีเคียวริตี (Energy Security) เรื่องของอุปทานด้านพลังงาน ราคาพลังงาน มีพลังงานใช้อย่างมั่นคง เพียงพอนะครับ เรื่องของอุปสงค์ของพลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและ ประหยัด หรือดีมานด์ไซด์ แมเนจเมนต์ (Demand-side Management) หรือเอเนอร์จี เอฟฟิเชียนซี (Energy Efficiency)

และเรื่องสุดท้ายที่มีความสําคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันก็คือเรื่องของพลังงาน สะอาด หรือกรีน แอนด์ คลีน เอเนอร์จี (Green and clean energy) ซึ่งก็ได้แก่ พลังงาน ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก็คือพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกที่จะช่วยลดอัตรา การเพิ่มของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศของโลกนั่นเอง

ท่านประธานครับ ผมเอาภาพถัดไปนี้มาให้ท่านดูนะครับ ก็คือจะพูดถึงเรื่อง พลังงานกับสิ่งแวดล้อม เมื่อพูดถึงเรื่องพลังงานกับสิ่งแวดล้อมผมก็อยากจะยกเอา คําประพันธ์ของบรมครูภาษาไทยของชาติท่านหนึ่งคือพระยาอุปกิตศิลปสาร (นิ่ม กาญจนาชีวะ) ขึ้นมาเป็นคติเตือนใจนะครับ ท่านก็เขียนคําประพันธ์ไว้ในคําประพันธ์บางเรื่องตอนหนึ่งว่า โลกเรานี้มีมาแต่คราไหน ไปข้างหน้านานเนาอีกเท่าใด ไม่มีใครล่วงรู้สักผู้เดียว เราอาศัย โลกนี้ครองชีวิต เหมือนสถิตพักอยู่ครู่ประเดี๋ยว เปรียบฟองน้ํากับชีวิตมิผิดเชียว เชิญผู้เชี่ยวชาญคิดพินิจตรอง ผมยกคํากลอนนี้ขึ้นมาอ้างทําไม ก็อยากจะให้ท่านสมาชิกได้ คิดไปกับผมนะครับว่าในสมัยที่ผมยังเป็นรองปลัดกระทรวงพลังงานก็ได้มีโอกาสร่วมคณะ เดินทางไปประชุมในเวทีของสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่เรียกว่า การประชุมคอป ๑๘ (COP18) ที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ในครั้งนั้นเมื่อปี ๒๕๕๕ เดือนพฤศจิกายน ในครั้งนั้นธีม (Theme) ของการประชุมไปถึงเขาก็เขียนปูายว่า ประชากร ของโลกมี ๗,๐๐๐ ล้านคน ต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือคอมมอนโกล (Common goal) ที่จะพยายามช่วยกันลดหรือควบคุมอุณหภูมิของโลกไม่ให้เพิ่มเฉลี่ยเกิน ๒ องศาเซลเซียส โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ท่านประธาน เชื่อไหมครับว่าปีนี้ ๒๕๕๙ ผ่านไป ๔ ปี ประชากรของโลกมี ๗,๓๐๐ ล้านคนแล้วครับ เพราะฉะนั้นประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เราก็แย่งกันกิน แย่งกันใช้ รวมทั้งใช้พลังงานด้วย แต่ทําอย่างไรเราจะใช้พลังงานให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้

ในหน้าถัดไปของเอกสารที่ผมนําเสนอก็อยากจะเสนอคําศัพท์ทางเทคนิค ที่เขาใช้ในเวทีของสหประชาชาติในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสัก ๒ คํา ๓ คํา อันแรก ก็คือคําว่า นามา (NAMAs) หรือย่อมาจากเนชันนัลลี แอปโพรพริเอต ไมทิเกชัน แอ็กชันส์ (Nationally Appropriate Mitigation Actions) ซึ่งภายใต้พิธีสารเกียวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ประเทศทั้งหลายก็พยายามที่จะ แสดงเจตจํานงว่าเราจะพยายามช่วยโลกในการลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างไร ประเทศไทย ของเราในยุครัฐบาลนี้ล่ะครับ ก็ได้ยื่นหนังสือเจตจํานงของเราต่อยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) ถึงเปูาหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๗ โดยประเทศไทย มีความตั้งใจว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง ๗ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากธุรกิจปกติหรือ บิซิเนส แอส ยูชวล (Business as usual) ภายในปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ หรือ ค.ศ. ๒๐๒๐ โดยส่วนใหญ่กิจกรรมที่จะนํามาสู่การลดก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากภาคพลังงานและ การขนส่งสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของโดยเฉพาะอย่างยิ่งเลยก็คือพลังงานทดแทน ได้แก่ เชื้อเพลิงจากชีวมวล ก๊าซชีวภาพ พลังน้ํา พลังแสงอาทิตย์ พลังลม แล้วก็พลังงานจาก การแปรรูปขยะ แล้วนอกจากนั้นกิจกรรมการลดก๊าซเรือนกระจกก็จะมาจากการประหยัด พลังงาน การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ รวมทั้งระบบขนส่งมวลชน

ในหน้าถัดไปผมก็เอาตารางมาให้ท่านดูว่าสิ่งที่รัฐบาลโดยกระทรวงพลังงาน ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงคมนาคมได้เตรียมไว้ใน แผนที่จะลดก๊าซเรือนกระจกก็มีเปูาหมายที่ชัดเจนว่าจะลดจากเซกเตอร์ (Sector) ไหน เท่าไร อย่างไร เป็นเปูาหมายที่เป็นควอนทิเททิฟ (Quantitative) คือจับต้องได้และวัดได้ ดังที่แสดงอยู่ในตารางนี้ ซึ่งรถไฟฟูาที่เรากําลังก่อสร้างอยู่ ๑๐ สายนี้ก็จะมีส่วนสําคัญ ที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทางของประชาชนให้ลดการใช้น้ํามัน ลดการใช้รถยนต์ลงแล้วก็ มาใช้ระบบขนส่งมวลชนรถใต้ดินมากขึ้น ซึ่งเราก็ตั้งเปูาว่าจะลดลง ๗๔ ล้านตัน ภายใน ปี ๒๕๖๓ จากบิซิเนส แอส ยูชวล เคส (Business as usual case) โดยใช้ปี ๒๕๔๘ เป็นปีฐาน

ในหน้าถัดไปก็เป็นคําศัพท์อีกอันหนึ่งครับที่เรียกว่าไอเอ็นดีซี (INDCs) ไอเอ็นดีซี (INDCs) นี้แปลเป็นไทยก็อาจจะชื่อยาวหน่อยนะครับ คือเปูาหมายอย่างมุ่งมั่น ในการดําเนินงานของประเทศในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรืออินเทนเดด เนชันนัลลี ดีเทอร์มีนด์ คอนทริบิวชันส์ (Intended Nationally Determined Contributions) ท่านนายกรัฐมนตรีของเราได้ไปแถลงในที่ประชุมยูเอ็นเอฟซีซีซี (UNFCCC) หรือคอป ๒๑ (COP21) ที่กรุงปารีสเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๘ ก็ด้วยข้อมูลที่ได้มาจากภาคพลังงาน อีกนั่นแหละครับว่า ประเทศไทยมีความสามารถและมีความมุ่งมั่นที่อยากจะลดการปล่อย ก๊าซเรือนกระจกหลังจากปีสิ้นสุดของเกียวโตโพรโทคอล (Kyoto Protocol) คือหลังจาก สิ้นปี ๒๐๒๐ ไป จะลดลงให้ได้ ๒๐ ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์จากบิซิเนส แอส ยูชวล เคส (Business as usual case) ภายในปี ๒๐๓๐ หรือ ๒๕๗๓

ท่านประธานครับ ในหน้าถัดไปนี้ก็แสดงให้เห็นแผนงานของรัฐบาลที่จะนําไปสู่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนะครับ ที่ผ่านมารัฐบาลโดยเฉพาะรัฐบาลนี้ก็ได้มีแผน หลายแผนที่จะนําไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามไอเอ็นดีซี (INDCs) ที่นายกรัฐมนตรี ได้ไปแสดงเจตจํานงไว้ที่กรุงปารีส ๒๐ ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ แผนแม่บทรองรับสภาพภูมิอากาศ แผนรองรับโครงข่าย สมาร์ตกริด (Smart Grid) และที่เกี่ยวกับพลังงานก็มีถึง ๕ แผนนะครับ ได้แก่ แผนพัฒนา กําลังผลิตไฟฟูาของประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๗๙ หรือเรียกว่าแผนพีดีพี ๒๐๑๕ (PDP2015) แผนอนุรักษ์พลังงาน ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๗๙ แผนแม่บทในการจัดการขยะมูลฝอย และของเสียอันตราย และอีกแผนหนึ่งที่สําคัญมาก ก็คือแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึง ๒๕๗๙ หรือที่เรียกว่าเออีดีพี ๒๐๑๕ (AEDP2015) แต่ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ การจะมีแต่แผนก็ดีไม่เพียงพอนะครับ จะต้องมีการแปลงแผนไปสู่ การปฏิบัติให้เห็นผล ต้องมีการอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) และการอิมพลีเมนเทชัน (Implementation) ที่จะทําให้ได้ผลเป็นไปตามเปูาหมายนี้ก็จะต้องมีกลไกในการขับเคลื่อน ให้ไปสู่เปูาหมายนั้นให้ได้ กลไกที่สําคัญประการหนึ่ง ก็คือจําเป็นต้องมีกฎหมายนะครับ ตัวอย่างของเปูาหมายที่ประเทศไทยได้วางไว้นี่ในหน้าถัดไป ก็คือแผนพัฒนาพลังงานทดแทน ๒๑ ปี ประเทศไทยได้ตั้งเปูาว่าภายใน ๒๑ ปีข้างหน้า ตอนนี้เหลือ ๒๐ ปีแล้วนะครับ คือภายในปีพุทธศักราช ๒๕๗๙ หรือ ค.ศ. ๒๐๓๖ ประเทศไทยจะมีการใช้พลังงานทดแทน ต่อพลังงานโดยรวมนี่ร้อยละ ๓๐ ของพลังงานที่เราใช้นะครับ แบ่งเป็นทั้งภาคไฟฟูา ภาคความร้อนหรือไอน้ํา แล้วก็ภาคเชื้อเพลิงชีวภาพ ได้แก่น้ํามันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) และน้ํามันไบโอดีเซล (Biodiesel) ตัวเลขที่เป็นตารางนี่ผมจะไม่ลงรายละเอียดนะครับ แต่อยากให้ท่านดูในคอลัมน์ (Column) แรกว่า ณ สิ้นปี ๒๕๕๘ หรือ ๒๐๑๕ เรามีสัดส่วน การใช้พลังงานทดแทนที่น่าพอใจในระดับหนึ่งคือร้อยละ ๑๓ แล้ว ปัจจุบันที่ผมพูดนี่ร้อยละ ๑๓ แล้ว จากที่เมื่อ ๑๕ ปีก่อนเรามีไม่ถึงร้อยละ ๑ เรามีถึงร้อยละ ๑๓ ของการใช้พลังงาน โดยรวมมาจากพลังงานทดแทน ซึ่งก็เป็นที่น่าภูมิใจเราดีกว่าหลายประเทศในอาเซียน (ASEAN) ดีกว่าหลายประเทศในยุโรปและทวีปอเมริกาเสียอีกแต่ว่าเปูาหมายของเราคือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๗๙ ตัวอย่างของมาตรการส่งเสริมในเรื่องของพลังงานทดแทน อย่างเรื่องของ การซื้อไฟฟูาจากพลังงานทดแทนก็ดังแสดงในตารางหน้าต่อไปนะครับ อัตราการรับซื้อไฟฟูา จากพลังงานหมุนเวียนแบบฟีดอินทารีฟ (Feed-in Tariff) และของปี ๒๕๕๘ ซึ่งใช้กับกลุ่ม พลังงานทดแทนประเภทต่าง ๆ นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่รัฐบาลได้แสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะ ส่งเสริมพลังงานทดแทน แล้วก็ได้ผลดีพอสมควร แต่สิ่งที่ทํามาในอดีตมันก็ยังมีปัญหาและ อุปสรรคที่จะต้องทะลุทะลวงแก้ปัญหาเพื่อให้เปูาหมายประสบความสําเร็จ และนอกจากนั้น ที่ผ่านมานโยบายด้านพลังงานทดแทนนี่ก็มักจะเป็นลักษณะของท็อปดาวน์ (Top down) ลงไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้ไปศึกษา มาเป็นเวลากว่า ๗ เดือน ๘ เดือนนี่นะครับก็มีเปูาหมายหรือเปูาประสงค์ที่ปรารถนาของ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทนที่นําเสนออยู่ในมือของท่านนี้นะครับ ก็คือจะ ขับเคลื่อนเปูาหมายการผลิตและการใช้พลังงานทดแทนรีนิวเอเบิลเอเนอร์จี (Renewable Energy) ของประเทศไทยให้ได้ร้อยละ ๓๐ ของการใช้พลังงานโดยรวมภายในปี ๒๕๗๙ สร้างกลไกในการส่งเสริมพลังงานทดแทนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แก้ไขปัญหา อุปสรรคในเรื่องพลังงานทดแทนแบบบูรณาการที่เรียกว่าวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) สร้างความโปร่งใสและเพิ่มการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการกําหนดและ บริหารนโยบาย และสุดท้ายคือช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศในเรื่องของ พลังงานทดแทนนําไปสู่การสร้างงานและธุรกิจต่อเนื่อง สําหรับกลไกในร่างพระราชบัญญัติ ส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... นี่ก็ประกอบด้วย ๔๖ มาตรานะครับ หลัก ๆ ก็มีนิยาม มีการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทน ซึ่งก็ไม่ได้ใช้คนใหม่อะไรที่ไหนนะครับ ก็ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน และอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทน และอนุรักษ์พลังงานเป็นเลขานุการ แต่เราเพิ่มการมีส่วนร่วมโดยให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจาก การสรรหา ๕ คน มีอํานาจหน้าที่ต่าง ๆ ที่จะช่วยส่งเสริมทะลุทะลวงอุปสรรค มีมาตรการ ส่งเสริมและการผลิตและใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ มาตรการส่งเสริมการลดการปล่อยก๊าซ เรือนกระจกหรือกรีนเฮาส์ แก๊ส อีมีสชัน รีดักชัน (Greenhouse Gas Emission Reduction) แล้วก็มีบทกําหนดโทษและการบังคับทางปกครอง ท่านประธานครับ ในลําดับ ต่อไปกระผมขออนุญาตให้ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม รองประธานกรรมาธิการ คนที่สอง ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปกิจการไฟฟูา พลังงานทดแทน และการอนุรักษ์พลังงาน ได้นําเสนอต่อที่ประชุม สาระสําคัญและกลไกของ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน พ.ศ. .... ฉบับนี้ต่อไปครับ