เลิศรัตน์ รัตนวานิช สนับสนุนการจัดตั้งคณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อเร่งขับเคลื่อนนโยบายพลังงานสะอาด ลดอุปสรรคการลงทุนภายใต้กรอบกำกับของรัฐ และเสนอให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกร่วมเพื่อเพิ่มความโปร่งใสและประสิทธิภาพ พร้อมทั้งหารือประเด็นการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าในร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้า โดยเสนอปรับถ้อยคำให้อ่อนลงและชัดเจนขึ้น รวมถึงกำหนดรายละเอียดสิทธิการขอรับเงินอุดหนุนจากกองทุนให้ครบถ้วน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างยั่งยืน
ขอบคุณครับท่านประธานครับ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หลายท่านคงจะจําได้ ว่าผมเป็นหนึ่งในกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน แต่ว่าวันนี้ ขออนุญาตอภิปรายในฐานะเป็นผู้ประกอบการนะครับ ก็คือถ้านั่งอยู่ข้างบนก็จะเป็น คอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of interest) อยากจะชี้ให้เห็นถึงความสําคัญของ พลังงานทดแทนอย่างที่ท่านประธานสถิตย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ได้กรุณากล่าวไป เมื่อสักครู่นี้ คําว่า พลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน เดี๋ยวนี้ถือว่าเป็นคําศักดิ์สิทธิ์เป็นคําที่จะต้องใช้ ในการแถลงนโยบายของผู้นําประเทศทุกประเทศทั่วโลกที่จะเข้ารับตําแหน่ง เขาจะต้องพูดถึง แนวนโยบายของประเทศเขาในการดําเนินงานต่อพลังงานทดแทน เพราะฉะนั้นผมจึง ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนการที่จะยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้นด้วยเหตุผลที่จะได้ กราบเรียนให้ทราบในลําดับถัดไป ในยุโรป ในสแกนดิเนเวียได้กําหนดว่าในอนาคตเขาจะใช้ การผลิตไฟฟูาจากพลังงานทดแทน บางประเทศก็ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หลาย ๆ ประเทศก็เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ พลังงานทดแทนกําลังขับไล่พลังงานนิวเคลียร์ไปจากบางประเทศ อย่างเช่น ประเทศเยอรมนีในอนาคตก็จะไม่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ ใช้พลังงานทดแทน คือพลังงาน หมุนเวียนเข้ามาแทน ผมเองเคยดํารงตําแหน่งประธานกรรมการของบริษัทพลังงานทดแทน ที่มีกําลังผลิตใหญ่ที่สุดของประเทศไทย คือบริษัทที่ผลิตในด้านใช้พลังงานลม หรือ วินด์เทอร์บาย (Wind Turbine) กว่า ๒๐๐ เมกะวัตต์ เราใช้เวลากว่าสิบปีในการพัฒนา โครงการ ในการเริ่มต้น ในการหาทิศทาง ในการที่จะเข้าไปติดต่อกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อที่จะจัดทําโครงการวินด์เทอร์บาย (Wind Turbine) ให้สําเร็จ ซึ่งต้องติดต่อกับมากมาย หลายกระทรวง ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในด้านการใช้พื้นที่ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม การขออนุญาตตั้งเป็นโรงงาน กระทรวงพลังงาน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ในการที่จะเข้า ไปทําสัญญาซื้อขายพลังงานต่าง ๆ บนความเสี่ยงที่ว่าไม่รู้ว่าจะติดขัดตรงช่วงไหน ระยะเวลา จะเป็นเท่าไร เพราะการลงทุนด้วยการผลิตไฟฟูา ๒๐๐ เมกะวัตต์นั้นต้องใช้เงินกว่า หมื่นล้านบาท คือเมกะวัตต์ละ ๖๐ ล้านบาท ๗๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นแค่การเลื่อน การปล่อยกระแสไฟฟูาไปแค่ ๑ เดือนหรือ ๒ เดือน ก็ย่อมมีภาระทางด้านการเงิน ทางด้าน ดอกเบี้ยต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าการส่งเสริมพลังงานทดแทนในบ้านเรา ถึงแม้จะมี การพูดจากันมากอยู่ในแนวนโยบายของรัฐทุกรัฐบาล อยู่ในคําแถลงนโยบายของ นายกรัฐมนตรีทุกคนที่ผ่านมาระยะหลังนี้ แต่การดําเนินการนั้น ยังเรียกว่ายังกระจัดกระจาย แล้วก็ยังไม่ได้เป็นหลักที่ได้รับการสนับสนุนอย่างชัดเจนเหมือนพลังงานอื่น ๆ หรือเหมือน กิจการในด้านอื่น ๆ ก็ไม่ใช่ว่าคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. นั้น จะละเลยหรือจะไม่ได้ดําเนินการในเรื่องนี้ รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรีเองก็เป็นประธาน ในเรื่องนี้ได้ให้ความสําคัญกับพลังงานทดแทนเป็นอย่างยิ่งนะครับ ในการกําหนดทิศทาง การพัฒนาพลังงานของชาติ เพียงแต่ว่าแน่นอนเมื่อมีลูกหลายคนอยู่ในการดูแล การจะให้ ความสําคัญต่อลูกคนใดคนหนึ่งก็ย่อมทําได้ลําบากหรือจะทําได้ยาก เพราะฉะนั้นการที่ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานของ สปท. เสนอให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการส่งเสริมหรือคณะกรรมการพลังงานทดแทนขึ้น ผมจึงสนับสนุนความคิดนี้ เพื่อ จะให้เป็นเหมือนกับวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ถึงแม้จะไม่เป็นวันสตอป (One Stop) ทีเดียวนัก แต่ก็เกือบทั้งหมดจะอยู่ในอํานาจของคณะกรรมการชุดนี้ แล้วก็ยัง อยู่ภายใต้การกํากับของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติอยู่ดี เพราะประธานของ คณะกรรมการชุดนี้ก็เป็นรัฐมนตรี ขณะที่ประธานของคณะกรรมการนโยบายพลังงาน แห่งชาตินั้นเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้น่าที่จะเป็น จุดเริ่มต้นของการที่จะปฏิรูปปฏิวัติในด้านพลังงานทดแทนของประเทศให้สามารถขับเคลื่อน ไปตามเปูาหมาย ตามวัตถุประสงค์และตามสิ่งที่น่าจะเป็นของประเทศ เพื่อความมั่นคง ทางด้านพลังงาน แล้วก็เพื่อการที่เราจะเป็นประเทศหนึ่งในโลกนี้ที่เอาใจใส่ต่อคํามั่นสัญญา ที่เราให้ไว้กับนานาชาติ ในเรื่องของการลดการใช้พลังงานที่มีมลพิษ หรือที่มีไปเพิ่ม ก๊าซเรือนกระจกของโลก ในส่วนของข้อเสนอในการตั้งกรรมการขึ้นมานั้น มีกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ ๕ คน ซึ่งกระผมคิดว่าอันนี้เป็นนวัตกรรม ถ้าเราดูคณะกรรมการที่เกี่ยวกับพลังงานของชาติ ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการนโยบาย พลังงานแห่งชาติ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานเป็นประธาน และยังมีคณะกรรมการด้านปิโตรเลียม คณะกรรมการ กองทุนต่าง ๆ อีกหลายกรรมการ ไม่ปรากฏว่ามีกรรมการชุดไหนเลยที่มีคนนอกเข้ามาเป็น กรรมการ อันนี้เป็นจุดอ่อนอันหนึ่งที่ทําให้ภาคประชาสังคมได้ใช้เป็นจุดในการโจมตีว่า การบริหาร การกํากับ การจัดการพลังงานของประเทศไทยนั้นขาดการมีส่วนร่วมของทุก ภาคส่วนอย่างแท้จริง จึงทําให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้เสนอให้มีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมาจากความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่จะเกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการพลังงานทดแทน และกระผมก็จึงสนับสนุนแนวคิดนี้ แล้วการสรรหาผู้ทรงคุณวุฒิ ก็มีกระบวนการที่จะได้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีขีดความสามารถแล้วก็ไม่ใช่คนของรัฐบาลนั้น ๆ จริง ๆ กระผมมีข้อสังเกต ๒ ประเด็น ๓ ประเด็นเล็ก ๆ เกี่ยวกับตัวพระราชบัญญัตินะครับ บางส่วนก็เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติเมื่อวานนี้ ก็จะต้องทําให้มาปรับปรุง พระราชบัญญัติหรือร่างพระราชบัญญัติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะแน่นอน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถ้าจะมีผลบังคับใช้ก็จะเป็นหลังจากที่รัฐธรรมนูญได้มีผลบังคับใช้ หรือประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ในหน้าที่ ๕ ในมาตรา ๙ ของตัวร่างพระราชบัญญัติ นะครับ มาตรา ๙ ใน (๑๓) นั้นอันนี้คือพูดถึงคุณสมบัติของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิและ ลักษณะต้องห้าม (๑๓) เขียนว่า ไม่เคยถูกวุฒิสภามีมติให้ถอดถอนออกจากตําแหน่ง อันนี้ จะแคบไปนิดหนึ่ง ต้องเขียนเพิ่มเติมว่า ไม่เคยถูกวุฒิสภาหรือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนช. ถอดถอนไปหลายคนแล้วนะครับในปีกว่า ๆ ที่เราผ่านมานี่นะครับ มีมติให้ถอดถอน แล้วควรจะ เติมคําว่า หรือต้องคําพิพากษาของศาลให้ถอดถอนออกจากตําแหน่ง มีมติให้ถอดถอนหรือ ต้องคําพิพากษาของศาลให้ถอดถอนออกจากตําแหน่งในรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ ในอีก ๓ เดือนเศษข้างหน้านั้น การถอดถอนผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองแล้วก็ ผู้ดํารงตําแหน่งที่สําคัญ ๆ นั้นจะไม่ได้ดําเนินการโดยวุฒิสภาอีกต่อไป จะดําเนินการโดย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสําหรับผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง แล้วแต่จะเป็นเรื่องจริยธรรม หรือจะเป็นเรื่องของการประพฤติผิดในด้านการทุจริตคอร์รัปชัน เพราะฉะนั้นอันนี้ก็ต้อง เพิ่มไว้เพื่อให้ครอบคลุมกับผู้ที่จะถูกถอดถอนด้วยเหตุอื่น หรือด้วยองค์ประกอบอื่น
ผมดูในหมวด ๕ ระบบโครงข่ายไฟฟูาที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านดุสิต ได้ชี้แจง ที่ผมติดใจก็มีอยู่นิดเดียวเท่านั้นเองครับว่าในทางปฏิบัติจะทําได้ขนาดไหน นะครับ อย่างใน (๓) ไม่ปฏิเสธการเชื่อมต่อระบบไฟฟูาที่ผลิตด้วยพลังงานทดแทนกับ ระบบโครงข่ายไฟฟูาสําหรับกิจการพลังงานทดแทนที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมจาก คณะกรรมการแล้ว อันนี้ก็จะทําให้เป็นสิ่งซึ่งผู้ที่ประกอบกิจการด้านโครงข่ายไฟฟูาเป็นภาระ และอาจจะไม่สามารถดําเนินการได้ น่าจะเขียนให้อ่อนตัวขึ้น เพราะว่าในอนุถัด ๆ ไป ก็ได้มีเขียนไว้อยู่บ้างแล้วถึงกรณีไหนที่ทําได้และทําไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นใน (๓) อาจจะ เขียนแข็งไปนิดหนึ่งนะครับ ถ้าเกิดเขาไม่มีหรือมันเต็มอย่างนี้มันจะไปทําอย่างไรต่อไป
ประเด็นสุดท้ายที่จะขอกราบเรียนคือในมาตรา ๓๖ ของ ร่างพระราชบัญญัติในบรรทัดที่ ๓ เขียนว่า ผมก็เพิ่งเห็นเหมือนกัน เดี๋ยวต้องขออนุญาตเรียน ทางคณะกรรมาธิการได้ดูว่า และส่งเสริมพลังงานทดแทนมีสิทธิขอรับเงินอุดหนุนจาก กองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกําหนด กองทุนตัวนี้ ผมไปดูในตรงคําจํากัดความก็ไม่มีว่ามันเป็นกองทุนอะไร เพราะฉะนั้นคงจะต้องเขียน ตัวกองทุนนี้ให้เต็มนะครับ เพราะเป็นคําพูดคําเดียวที่เกิดขึ้นในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เลย ถ้าผิดพลาดก็ช่วยชี้แจงได้นะครับ ผมก็มีเรื่องกราบเรียนเพิ่มเติมและขอสนับสนุนการเสนอ พ.ร.บ. นี้ไปสู่รัฐบาลเพื่อให้กิจการพลังงานทดแทนได้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไปในอนาคตครับ ขอบพระคุณครับ