นิกร จํานง หารือการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียน โดยเห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน แต่ตั้งข้อสังเกตถึงความคลาดเคลื่อนของข้อมูลทางการเงินและข้อเสนอการแบ่งการดูแลตามขนาดเงินทุนที่อาจก่อให้เกิดรอยต่อในระบบ พร้อมเรียกร้องให้ปรับปรุงโครงสร้างการตรวจสอบให้มีความเป็นอิสระและเสนอให้รัฐบาลชี้แจงความชัดเจนเกี่ยวกับการตั้งหน่วยงานใหม่ การปรับปรุงกฎหมาย และการจัดตั้งกองทุนรองรับความเสียหายอย่างรอบด้าน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เรียนผ่านไปยัง ท่านกรรมาธิการ ต่อประเด็นนี้เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียน ความเห็นในภาพรวมผมเห็นด้วยกับการจะแก้ปัญหาที่เหมือนจะเป็นปัญหา ไม่ใหญ่นัก แต่จริง ๆ แล้วใหญ่มากนะครับ แต่อย่างไรก็ตามอยากจะเรียนว่าเราต้องกลับไปที่รากว่า ในตอนต้นสหกรณ์ที่มีมาไม่เช่นนั้นเราอาจจะหลงทางได้ว่ามีมาเพื่ออย่างไร ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ ได้ตั้งสหกรณ์ขึ้นมา หลักการที่สําคัญก็คือว่าเป็นที่ทราบอย่างชัดเจนในขณะนั้นว่าเกษตรกร ของไทยหรือคนจนของประเทศเรายังลําบากอยู่มาก และไม่มีทางที่เขาจะอยู่ได้โดยการขาด การสนับสนุนทางด้านการเงิน ดังนั้นวิธีการที่จะรวมกันเหมือนกับเป็นการรวม ซึ่งผมชอบว่า เครื่องหมายสหกรณ์บางครั้งก็ทําเป็นเหมือนมัดหวาย คือเป็นกิ่งไม้เล็ก ๆ มารวมกันทําให้ แข็งแรง หลักการตรงนั้นมีต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นแล้วเน้นไปทางสหกรณ์การเกษตร เป็นหลัก ประเด็นที่เกิดการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากก็คือว่าในประเภท ๕ ประเภท ๖ ที่เรามีขึ้นมาก็เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์แล้วก็เครดิตยูเนียน ตรงนี้จะเห็นว่าเป็นสหกรณ์ ที่มาในภายหลัง ซึ่งประเภทที่ ๗ เราก็พยายามจะให้มีขึ้นมาแล้วเสนอไปหลายครั้งแต่ว่า ถูกตีตกหมดทุกครั้งก็คือว่า กรณีที่ใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้พี่น้องมุสลิมเองเขาเก็บ ดอกเบี้ยไม่ได้ ดังนั้นก็มีความพยายามที่จะขอเป็นสหกรณ์อีกประเภทหนึ่ง ผมพยายามเสนอ ไปหลายครั้งอยู่เหมือนกัน แต่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เป็นผลนะครับ มีการนําเข้าพิจารณามายาวนานมากแล้ว คือเป็นสหกรณ์ เป็นการจัดการเรื่องรายได้ โดยดอกเบี้ย แต่ในพี่น้องมุสลิมเองเขาคิดดอกเบี้ยไม่ได้ แต่ความจําเป็นที่มีสหกรณ์นี่มี แล้วเราจะทําอย่างไรกับตรงนี้ ตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องระบบสหกรณ์ ซึ่งมีความพยายามกันมากแล้ว ในส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าควรจะดําเนินการให้ชัดเจนไป การลงคะแนนเรื่องรัฐธรรมนูญก็เห็นชัดว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร เราคงจะต้องแก้ไขให้มี ความเป็นเนื้อเดียวกันเสียให้ได้นะครับ สถานการณ์ที่เป็นอยู่มันเป็นลักษณะที่จะต้อง แก้ไขด้วย ลงในรายละเอียดนะครับว่าความเห็นต่อเรื่องนี้ผมเห็นด้วยว่าต้องมีการแก้ไข เพราะว่าสหกรณ์ลําดับที่ ๕ ลําดับที่ ๖ ที่ว่ามีขึ้นมาตอนหลังเหมือนกับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่มีมา ในภายหลัง แต่เติบโตเร็วมากเป็นสหกรณ์การเงินกับเครดิตยูเนียน ผมเองช่วงที่เป็นรัฐมนตรี อยู่ถูกเชิญไปงานประชุมสันนิบาตทั่วประเทศที่จังหวัดนครสวรรค์ ผมตกใจท่านประธานครับ คือหมายความว่าพี่น้องชาวสหกรณ์เครดิตยูเนียนมากันทุกสารทิศ เป็นโครงสร้าง ขนาดใหญ่มากและมีคนเป็นจํานวนมากจนผมตกใจว่าลักษณะแบบนี้เป็นสหกรณ์การเงิน ล้วน ๆ เป็นสิบปีแล้ว ผมก็เป็นกังวลเรื่องนี้อยู่จนกระทั่งบัดนี้ก็มีเหมือนกับว่ามีสถานการณ์ ที่ว่ามีปัญหาขึ้นอย่างรุนแรง ในกรณีสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จํากัด นะครับ ก็เห็นปัญหาตั้งแต่ตรงนั้นแล้วเหมือนกันว่าระบบควบคุมเป็นอย่างไร ต่อเอกสารนะครับ ที่เสนอในครั้งนี้ผมยืนยันว่าผมเห็นด้วย แต่ว่าเอกสารคงจะต้องปรับปรุงบ้างนะครับ คือตอนนี้เวลาของสภาเราก็มีน้อยก็คงต้องทํางานให้รวบรัดแล้วก็ให้ชัดเจน เอกสารเป็นประเด็น เล็ก ๆ ในหน้า ๓ ของภาคตะวันออก ๑๔๔ แห่ง ท่านเขียนเป็น ๐.๘ ผมเข้าใจว่าผิดตัวเลข ตรงนี้ไม่น่าจะถูกเลย ผมคํานวณดูแล้วต้องเป็น ๗.๗๒ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ ๐.๘ ไม่น่าจะถูก
ประเด็นต่อมาผมไปเร็ว ๆ นะครับ อันนี้เป็นการคอร์เรกชัน (Correction) ช่วยกันทําให้มันเรียบร้อยนะครับ ตารางที่ ๓ นะครับ ตรงนี้เขียนควรจะให้ชัดสักนิดหนึ่งว่า ที่เขียนว่า ทุนเรือนหุ้น เรียงลงมาเป็นอะไรน่าจะใส่หน่วยไปด้วยว่าจะเป็นล้านบาท เป็นบาท หรือเป็นอะไรเพราะเป็น ทุนเรือนหุ้น เฉย ๆ คนอื่นเขาอ่านคงไม่เข้าใจ
อีกประเด็นหนึ่งซึ่งเป็นการเปรียบเทียบระหว่างตาราง ตารางที่ ๔ กับตารางที่ ๕ นะครับ ตารางที่ ๔ เราก็เรียงขนาดว่าสหกรณ์ออมทรัพย์เปูาหมาย สหกรณ์เครดิตยูเนียนจําแนกตามขนาดสินทรัพย์เราเริ่มตั้งแต่ ๐-๑๐๐ ล้านบาท แต่พอเราพูดถึงขาดทุนกําไรเราเริ่มที่ ๐-๑๐ ล้านบาท คือแนวมันคนละแนวกัน ผมเห็นว่าควรจะเอามารวมกันเสียว่าในทั้งหมดตรงนี้มันมีปัญหาเท่าไร อย่างไร คืออาจจะจัด ตารางใหม่ แต่นี่เหมือนเราเอาสิ่งที่ไม่เท่ากัน ๑-๑๐ ล้านบาทมาวาง ในขณะที่ตัวกรอบที่ว่า มีจํานวนเท่าไร แล้ว ๑-๑๐๐ ล้านบาท ขนาดไซส์ (Size) ของตาราง พอมาเทียบแบบนี้ มันทําให้เปรียบเทียบไม่ได้ มองไม่เห็น เป็นเรื่องเล็กน้อยที่อยากจะให้แก้นะครับ
ประเด็นต่อมาก็คือว่ารายละเอียดขาดความสมบูรณ์เท่านั้นเอง อยากจะให้ เวลาเราเสนอจะได้มีความเชื่อถือ
เรื่องประเด็นที่เสนอกับสภาพปัญหานะครับ สภาพปัญหาที่เสนอขึ้นมา มีเอกสารที่บอกว่าพระราชบัญญัติสหกรณ์ ปี ๒๕๔๒ ได้กําหนดบทบาทสมาชิกและหน่วย กํากับไว้อย่างกว้างขวาง หากมีคําบัญญัติอย่างเคร่งครัดก็เพียงพอที่จะให้ความมั่นใจว่า การดําเนินการเป็นไปโดยราบรื่น เขียนไว้อย่างนี้นะครับ เอกสารหน้า ๙ ของท่านนะครับ สามารถสร้างประโยชน์แก่สมาชิกตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสหกรณ์ ประเด็นตรงนี้ นี่นะครับ หรือว่าถ้าจะมีการดําเนินการอย่างเคร่งครัดก็ไม่ต้องทําอะไรหรือเปล่า หรือว่า เคร่งครัดแล้วยังต้องทํา เพราะที่ท่านเสนอทํานี่ทําเป็นการแยก พอทําเป็นการแยกออกไป แสดงว่าปฏิบัติตามนี้ก็มีปัญหาใช่หรือไม่ มันกลายเป็นเหมือนไป ๒ ทาง เราเสนอว่า ถ้าเคร่งครัดก็ไม่เป็นไร แต่ขณะนี้เรากําลังเสนอให้ไปอีกอย่างหนึ่งเลย ไม่ใช่กลับไปใช้ โดยเคร่งครัด เพราะฉะนั้นเรากําลังแยกหน่วยออกไป ตรงนี้อาจจะต้องชัดกว่านี้นะครับ ควรจะพิจารณาว่าเกินความจําเป็นหรือเปล่าที่เสนอ ถ้าเป็นแบบนี้ก็ต้องกลับไปที่ท่านสุรินทร์ ที่ท่านได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ขออภัยที่เอ่ยนามว่า ถ้าอย่างนั้นก็ทําให้เคร่งครัดเสียสิ ก็ไม่ต้องไปตั้งหน่วยงานใหม่หรืออย่างไร ตรงนี้เป็นการชี้ ๒ ทางในเปูาหมาย
ข้อเสนอนะครับ ที่ท่านมีข้อเสนอนะครับ ผมย้อนกลับไปนิดเรื่องสหกรณ์ ยังมีประเด็นปัญหาที่ผมไปเจอแล้วก็ผมได้มีโอกาสไปเปิดงานสหกรณ์อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ พิจารณาดูรายละเอียดเขาเชิญไปบรรยายแล้วก็ดูไปในเนื้อใน ปัญหาที่มีก็คือว่าอย่างนี้ครับ มันเป็นปัญหาเหมือนว่าน้ํามันไหลลงมาแล้วก็เราไม่มีเขื่อนกั้นแล้วมาดักที่ปลายน้ําอย่างเดียว จริง ๆ แล้วในสหกรณ์เองมีหน่วยตรวจสอบคือผู้ตรวจสอบกิจการตามมาตรา ๕๓ อยู่แล้ว ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ ปี ๒๕๔๒ แต่เราเข้าไปดูข้างในแล้วเห็นปัญหาชัดว่า หน่วยตรงนี้เองตั้งขึ้นมาโดยอะไร คือปกติแล้วหน่วยตรงนี้จะตั้งขึ้นมาโดยที่ประชุมใหญ่ตั้ง ผู้บริหารนี่ตั้ง แต่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ในนั้นเอาจากประธานหรือกรรมการเก่า ๆ ที่ออกไป ท่านคงจะทราบดีว่าแล้วกลับมาตั้งใหม่ มาตั้งคนของตัวเองที่เคยอยู่นี่แหละออกไป มากํากับดูแล คือมาเป็นผู้ตรวจสอบของตัวเอง เงินค่าจ้างเอาจากไหน เงินค่าจ้างก็เอาจาก สหกรณ์นั่นแหละ สหกรณ์อันนั้นไปให้ ประเด็นคําถามก็คือว่าแล้วคุณอยู่ข้างในหน่วย แล้วคุณจะตรวจสอบหน่วยตัวเองได้อย่างไร กลายเป็นอิน เฮาส์ คอร์เรกชัน (In house correction) ซึ่งไม่มีทางจะทํางานได้เลยในส่วนตรงนี้ ผมเคยเสนอไว้เดิมครั้งหนึ่ง แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการแก้ไขนะครับว่า ทําไมกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ถึงไม่แต่งตั้งคนเข้าไปล่ะ หมายถึงว่าแต่งตั้งผู้ตรวจการ คือสหกรณ์ขนาดเล็ก ๆ มีผู้ตรวจการ แล้วผู้ตรวจการเกิดจาก ประธานที่หมายถึงว่าหมดอายุไป คือคนกันเองทั้งนั้นแล้วเอามาตั้งตรวจกันเอง ถ้าเราตั้งจาก ข้างนอกเข้าไปโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ตั้งเข้าไป แล้วเงินเดือนไม่ใช่เอาจากสหกรณ์ตรงนั้น เอาจากข้างนอกโดยรัฐเป็นคนจ่าย การตรวจสอบก็จะเกิดขึ้นภายใน การที่จะมีปัญหา ต่อเนื่องจนกระทั่งมันใหญ่แล้วก็แก้ไม่ได้ ผ่าตัดแล้วยังตายอีกแบบที่เป็นอยู่นี่นะครับ ก็ไม่เกิดขึ้น คือหมายความว่ามีปัญหาในแต่ละปีก็ทราบปัญหากันเสียก่อนแล้ว ดังนั้นปัญหาอื่น เช่น สหกรณ์ทั่วไป การซื้อปุ๋ยที่เป็นปุ๋ยปลอมบ้างอะไรบ้างมันจะถูกตรวจสอบหมดจาก หน่วยงานตรวจสอบตรงนี้ เท่ากับว่าเรามีเขื่อนเล็ก ๆ ดักสายน้ําเล็ก ๆ เอาไว้ ขณะนี้ ปล่อยไหลมานะครับ แล้วมารวมกันเป็นแม่น้ําขนาดใหญ่ แล้วเขื่อนขนาดใหญ่ที่เราตั้งดัก ไม่อยู่ มันก็เลยทลายเขื่อนพังแล้วประชาชนก็เสียหายมาก ตรงนี้เป็นรายละเอียด การแก้ปัญหาที่ภายในที่น่าจะเคร่งครัดแล้วก็มีการจัดการตรงนี้ ประเด็นที่เป็นอยู่ผู้ตรวจ ตรงนี้ซึ่งสําคัญมาก เป็นอินเนอร์คอร์เรกชัน (Inner correction) ไม่ทํางาน ทํางานไม่ได้ ทีนี้การตรวจสอบ จากภายนอกล่ะ การตรวจสอบจากภายนอกก็คือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เดิมตั้งแต่ตั้ง สหกรณ์ใหม่ ๆ ถ้าเราทวนกลับไปจะเห็นที่มาที่ไปของตรงนี้ เดิมอยู่กระทรวงการคลัง เข้าไป ตรวจของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็คือสหกรณ์ หน่วยงานตรวจอยู่ข้างนอกเหมือนกับ สตง. ตรวจไปตรวจมา หลายปีผ่านมาก็คิดว่าเอาไปอยู่ชายคาเดียว ผมเคยพูดเรื่องนี้ ไว้ครั้งหนึ่งแล้ว เอาไปอยู่ชายคาเดียวคือเอาไปอยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็เป็น กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ คนที่คุมกฎตรงนี้คือปลัดกระทรวง ขออนุญาตท่านประธานมีเวลา อีกเล็กน้อยนะครับ ปลัดกระทรวงเป็นคนคุม แล้วอยู่มา ๆ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์อยู่นี่ แล้วไปแก้กฎหมาย แก้ไปแก้มานี่เรียนท่านประธานว่า กลายเป็นว่าผู้ตรวจคือกรมตรวจบัญชี สหกรณ์มาอยู่ใต้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบบแบบนี้เป็นไปได้อย่างไรในการตรวจสอบ คือเดิมอยู่กันคนละแห่งดีอยู่แล้ว อยู่กระทรวงการคลังมาตรวจจะได้เป็นข้างนอกมาตรวจ ทั้งหมดนะครับหมายถึงว่าการตรวจบัญชี แล้วกลับมาอยู่ในชายคาเดียวคือกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ แล้วมาอยู่ใต้การกํากับหรือคนที่สูงกว่าคือเป็นอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่คุณจะตรวจนั่นแหละ แล้วจะตรวจกันอย่างไรได้ในเชิงโครงสร้างแห่งอํานาจในการตรวจสอบ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่เป็นมาก เพราะฉะนั้นคงจะต้องกลับมาเป็นท่านปลัดเหมือนเดิม ทราบว่า สมัยนั้นผมก็อยากเสนอให้มีการแก้ แต่ว่า พ.ร.บ. นี้เพิ่งแก้ไปเมื่อ ๓ ปีที่แล้วก็เลยเกรงใจ สภามาก จริง ๆ แล้วเห็นเหมือนกับว่าไม่ค่อยได้ไปประชุมก็เลยเอาอธิบดีไปเสียเลยมาเป็น นายทะเบียน หมายถึงว่านายทะเบียนในการดูแลตรงนี้มาคุมตรงนี้ด้วย ตรงนี้จึงเป็นปัญหา
ประเด็นที่มีการเสนอนะครับท่านประธาน ที่เสนอแยกนี่นะครับ ข้อเสนอ ก็คือว่าขนาดใหญ่ขึ้นมา ๑๐ ล้านบาทขึ้นไป พูดถึงว่าให้มีการดูแลเป็นอีกระบบหนึ่ง แล้วต่ําลงมาดูแลอีกระบบหนึ่ง ผมมีข้อสังเกตนิดเดียวว่าแล้วถ้ากําลังอยู่ที่ ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาท ๙,๐๐๐,๐๐๐ บาทครึ่ง กําลังจะขึ้น ๑๐ ล้านบาทแล้ว ไปขึ้น ๑๑ ล้านบาท ๑๒ ล้านบาท รอยต่อตรงนี้จะเป็นอย่างไร ความเห็นผมส่วนตัวนี่เห็นว่า ถ้าจะคุมตรงนี้ผมเห็นด้วยว่า หน่วยที่จะแยกไปคุมเฉพาะเรื่องสหกรณ์การเงิน เกี่ยวกับออมทรัพย์และเครดิตยูเนียนนี่ เหมือนกับเป็นกึ่งธนาคารแล้วท่านประธาน ผมเคยเสนอไว้ว่าถ้าเราไม่มีการเปลี่ยน ระบบกฎหมาย ใช้กรมส่งเสริมสหกรณ์มาควบคุมดูแลเหมือนเดิมนี่มีปัญหาแน่ เพราะว่า สหกรณ์ออมทรัพย์นี่คล้าย ๆ แบงก์ การตรวจสอบ การดูแลมันต้องใช้คล้าย ๆ แบงก์ คล้าย ๆ ธนาคาร ดังนั้นการแยกออกไปในส่วนนี้ผมเห็นด้วย แต่ส่วนที่จะแยกไปว่าเป็น การกํากับดูแล ๑๐ ล้านบาทลงมา ๑๐ ล้านบาทขึ้นไปนี่ ผมไม่เห็นด้วย มันจะทําให้ลักลั่นมาก เพราะว่ามันจะโตต่อไป อยากจะให้คุมแนวเดียวเสียเลยดีกว่านะครับ ดังนั้นผมสรุปว่า ในความเห็นของท่านนี่ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าการแยกเป็น ๒ ส่วน ๒ แบบนี้ผมไม่เห็นด้วย การไปอยู่ข้างนอกเพื่อควบคุมและมีระบบการควบคุมที่เคร่งครัดมากกว่าสหกรณ์ทั่วไป สหกรณ์ทั่วไปเราก็ต้องดูแลท่านประธาน ไม่อย่างนั้นที่ผมยกขึ้นมาว่าหัวใจคือการดูแลคนจน หัวใจคือการดูแลเกษตรกร ไม่อย่างนั้นเราจะทิ้งตรงนี้ไปไม่ได้ ผมมีความเห็นอีกนิดหนึ่ง นะครับท่านประธานที่เคารพว่า ผมจะถามความเห็น ที่มี สปช. เสนอไปท่านได้เคลียร์ (Clear) หรือยัง สปช. เดิมที่เคยเสนอไปที่รัฐบาลเสนอไปว่า ให้แยกกํากับสหกรณ์ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนียนออกจากสหกรณ์อื่น ๆ โดยให้อยู่ภายใต้สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง เหมือนท่านจะยืนตามนี้ ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า และให้มีผู้เชี่ยวชาญดูแลกําหนดคุณสมบัติ และกรรมการมีอํานาจควบรวมและยุบเลิก พัฒนาขีดความสามารถของผู้บริหารที่ว่า หน่วยงานนี้นะครับ ส่งเสริมความรู้สมาชิกก็เหมือนกัน แต่ประเด็นก็คือรัฐบาลตอบมาแล้ว ท่านประธาน เมื่อประมาณวันที่ ๒๕ หนังสือ นร ๐๕๐๕/๔๒๖๕๒ ตอบมาว่าอย่างนี้บอกว่า หน่วยราชการที่จะตั้งใหม่นี่นะครับมีอํานาจเช่นเดียวกับกรมส่งเสริมสหกรณ์และ กรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ์ การตั้งหน่วยงานใหม่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด สิ้นเปลืองงบประมาณ เพิ่มภาระสหกรณ์ นี่ที่รัฐบาลตอบมาเมื่อปลายปีที่แล้วนะครับ ถ้ากรมส่งเสริมสหกรณ์จะปรับปรุงระบบการกํากับดูแลนี่สามารถดูแลปัญหาสหกรณ์ ได้แจ้งว่าอย่างนี้ คําถามผมคือท่านเคลียร์ (Clear) กับทางรัฐบาลหรือยัง เพราะเขาแจ้งว่า เขาไม่เห็นด้วยกับที่เราเสนอนะครับ ประเด็นที่ ๓ จะมีการดําเนินการนํามาเสนอต่อไป ประเด็นที่ ๔ ตอบมาว่าจะเร่งรัดปรับปรุง พ.ร.บ. สหกรณ์ ปี ๒๕๔๒ นะครับ อันนี้เรากําลังยกร่างพระราชบัญญัติใหม่ ไม่ใช่ปี ๒๕๔๒ นะครับ ประเด็นต่อมา ก็คือเห็นด้วย การพัฒนากํากับดูแลและกรรมการทบทวนอํานาจหน้าที่ ๓ ระยะ แล้วก็เมื่อเปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสียแล้ว การตั้งหน่วยงานใหม่เห็นว่าดีแต่มีข้อเสียในเรื่องงบประมาณและเป็นภาระ ผมถามว่าเรื่องนี้เคลียร์ (Clear) กับรัฐบาลได้อย่างไร แล้วก็สุดท้ายนะครับว่าที่จะมีปัญหาอีก ที่ผมอยากจะสอบถามก็คือว่า รัฐมนตรีที่รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ถ้าตั้งขึ้นใหม่จะเป็น รัฐมนตรีท่านไหนเป็นผู้รักษาการนะครับ แล้วก็ปัญหาในการจัดตั้งกองทุนจะเป็นอีกอย่าง ที่ท่านประธานทราบว่ามีปัญหามาก การตั้งกองทุนเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากมาก ๆ จะผ่าน หรือไม่ แต่ถ้าไม่ผ่านเวลาเราไปกํากับดูแลแล้วเราคิดเงินจากเขาใช่ไหมครับ ค่าในส่วน ต่าง ๆ มา พอเขามีปัญหากองทุนนี้จะไปรองรับความเสียหายที่เกิดขึ้น ทางหน่วยงานที่ตั้ง ขึ้นใหม่ถ้าตั้งกองทุนไม่ได้แล้วจะเป็นอย่างไรนะครับ ก็รวมว่าผมเห็นด้วย แต่ว่ามีรายละเอียด ข้อสังเกตตามที่เสนอ กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ