สมชัย ฤชุพันธุ์ นำเสนอรายงานความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศด้านการเงินการคลัง โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและขยายการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างทั่วถึง พร้อมรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง คุณภาพบริการ และการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน และเสนอให้ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมต่อที่ประชุมต่อไป
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพรักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สมาชิก สปท. เลขที่ ๑๕๗ ครับ ขออนุญาตนําเสนอ เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียน ในเรื่องของความเป็นมาผมอยากจะกราบเรียนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งในกลุ่ม ข้อเสนอของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเงิน การคลัง ที่ทําเพื่อ ลดความเหลื่อมล้ําโดยใช้มาตรการทางการเงินการคลัง กลุ่มข้อเสนอที่เป็นเรื่อง ลดความเหลื่อมล้ําเราเสนอไว้ ๕ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรกเป็นเรื่องการปฏิรูประบบเกษตร พันธสัญญาให้เป็นธรรม เรื่องที่ ๒ เป็นการเรื่องการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องการจัดตั้งธนาคารที่ดิน เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องการปฏิรูประบบการประกันภัย การเกษตร และเรื่องที่ ๕ เป็นการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ผมขออนุญาตรายงานสถานภาพของเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ตามที่ได้เคยรายงานไปแล้วนะครับ ตอนนี้มีความคืบหน้าที่น่ายินดี เรื่องแรกคือเรื่อง การปฏิรูประบบเกษตรพันธสัญญา ให้เป็นธรรม เรื่องนี้ได้เสนอตั้งแต่สมัยเป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็เมื่อตอนสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเข้ามารับงานใหม่ ๆ ตอนปลายปีใกล้จะขึ้นปีใหม่ของปีนี้ ท่านประธานสภาได้ให้คัดเลือกเรื่องที่มีความสําคัญเร่งด่วนจํานวนหนึ่งเพื่อเสนอต่อรัฐบาล เพื่อเป็นการพิจารณา คณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้เสนอเรื่องการปฏิรูป ระบบเกษตรพันธสัญญาให้เป็นธรรม เข้าไปด้วย ก็ได้รับความเห็นชอบจากท่านนายกรัฐมนตรี และท่านก็ได้เสนอเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและเห็นชอบ แล้วก็เสนอให้สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกาดําเนินการในที่สุดนะครับ ขณะนี้มีรายงานว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณา เรื่องนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว เป็นการผ่านมาตราทั้งหมดของกฎหมายนี้แล้วในรอบแรก แล้วก็จะดู รอบที่ ๒ อีกครั้งเดียว ก็จะออกมาเป็นกฎหมาย อันนี้ก็จะเป็นกฎหมายฉบับที่ ๒ ที่จะ ออกมาจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา หลังจากที่ฉบับแรกซึ่งมีความสําคัญ มากคือเรื่องศาลชํานัญพิเศษ ซึ่งมีผลบังคับและมีบทบาทอยู่ในขณะนี้นะครับ สําหรับเรื่องที่ ๒ เรื่องการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน สภาก็ได้เห็นชอบแล้วก็นําเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีแล้วนะครับ เรื่องที่ ๓ เรื่องการจัดตั้งธนาคารที่ดิน สภาก็ได้เห็นชอบและเสนอ คณะรัฐมนตรีแล้ว บัดนี้มีรายงานว่าเราได้รับคําตอบจากทางรัฐบาลว่าส่วนราชการ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาแล้ว แล้วก็เห็นชอบด้วยกับข้อเสนอของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศทั้งหมด และเรื่องการจัดตั้งธนาคารที่ดินก็เป็นเรื่องที่ ๓ ที่จะได้รับ การดําเนินการเป็นกฎหมายต่อไปนะครับ ส่วนเรื่องการประกันภัยภาคเกษตรเราก็เสนอ ต่อสภา และสภาอนุมัติแล้ว แล้วก็เสนอต่อคณะรัฐมนตรีแล้วนะครับ ส่วนเรื่องการปฏิรูป ระบบสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เสนอวันนี้จะเป็นเรื่องสุดท้ายในชุดนี้ คือชุดการปฏิรูปเพื่อลด ความเหลื่อมล้ําโดยใช้มาตรการทางการเงินการคลังนะครับ สําหรับเหตุผลและความจําเป็น ของการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนก็เกิดจากภาวการณ์ทาง เศรษฐกิจในปัจจุบันนะครับ คือภาคครัวเรือนของเรากําลังมีปัญหา ขณะนี้หนี้ภาคครัวเรือน มีขนาดใหญ่โตถึง ๘๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) ซึ่งถือว่าเป็นหนี้ที่มีขนาดใหญ่โตและเป็น ปัญหาต่อเศรษฐกิจไทย เพราะหนี้จํานวนนี้ทําให้การใช้จ่ายในการบริโภคของภาคครัวเรือน ชะลอตัวลงอย่างมาก แล้วก็เป็นผลทําให้การบริโภคโดยรวมที่เรียกว่าแอ็กกรีเกตดีมานด์ (Aggregate Demand) นี่นะครับ คือการบริโภคภายในประเทศและต่างประเทศ แต่ว่าอันนี้ คือการบริโภคภายในประเทศซึ่งมีการบริโภคภาคเอกชนและภาครัฐเป็นหลัก ภาคเอกชน ก็จะดําเนินการโดยภาคครัวเรือนเป็นหลัก อันนี้ภาคครัวเรือนก็จะมีปัญหาเหมือนมีชนัก ติดหลัง คือมีหนี้อยู่เยอะก็ไม่สามารถก่อเกิดบทบาทในการเพิ่มการบริโภคได้ เพราะฉะนั้น ก็เลยทําให้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวลง อันนี้ต้องถือเป็นปัญหาระยะยาวหรือระยะ ปานกลางซึ่งเรากําลังแก้ ไม่สามารถแก้ไขในระยะสั้นคือภายใน ๑ ปีได้นะครับ ขณะเดียวกัน ภาวการณ์อีกด้านหนึ่งคือทางด้านการเงิน เรามีระบบธนาคารที่เข้มแข็งแล้วก็มั่นคง แต่ระบบธนาคารของเราสามารถให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนชาวไทยได้ประมาณ ๗๔.๒ เปอร์เซ็นต์ ๔๕.๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ ส่วนอีก ๒๘.๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นการให้บริการของธนาคารเฉพาะกิจคือธนาคารของรัฐทั้งหลาย เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคาร ธ.ก.ส. ธนาคารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เหล่านี้เป็นต้น นะครับ ทั้งหมดรวมกันแล้วก็ให้บริการได้ ๗๔.๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเห็นว่ามีช่องว่างของ การให้บริการทางการเงินในระบบอย่างนี้ รัฐบาลจึงได้ดําเนินการ ๒ อย่าง อย่างหนึ่งคือ เรื่องสหกรณ์ออมทรัพย์ ให้สหกรณ์ออมทรัพย์เข้ามาช่วยดําเนินการในเรื่องบริการทาง การเงิน อีกอย่างหนึ่งก็คือได้จัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน กองทุนตําบล และส่งเสริมให้ประชาชน จัดทํากองทุนการออมต่าง ๆ ในพื้นที่ชนบทเป็นจํานวนมาก พวกนี้ก็ให้บริการได้อีกรวม ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนประชากรทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้ารวมแล้วระบบการเงิน ในระบบซึ่งประกอบด้วยระบบธนาคารพาณิชย์ ระบบธนาคารของรัฐ แล้วก็ระบบสหกรณ์ ออมทรัพย์ และระบบกองทุนต่าง ๆ รวมแล้วจะให้บริการต่อประชาชนคนไทยได้ ๘๑.๘ เปอร์เซ็นต์ ยังมีอีก ๑๘.๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินในระบบได้ จึงต้องไปใช้ระบบการเงินนอกระบบ ซึ่งท่านก็ทราบดีว่าดอกเบี้ยแพงมากนะครับ คราวนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนความจริงเป็นสหกรณ์ใช้หลักการสหกรณ์ จดทะเบียนในฐานะเป็นสหกรณ์ แล้วก็ได้ดําเนินการอยู่ภายใต้หลักการของสหกรณ์ คือหลัก รวมคน หลัก ๑ คน ๑ เสียง ไม่ใช่หลัก ๑ หุ้น ๑ เสียงเหมือนอย่างบริษัท บริษัทจะถือว่า ใครมีเงินมาก ใครมีหุ้นมากก็มีเสียงดังและมีอํานาจตัดสินใจ แต่ว่าสหกรณ์จะใช้ว่า ๑ คน ๑ เสียง จะมีหุ้นเท่าไรก็ ๑ เสียงเหมือนกัน ระบบนี้เป็นระบบ ที่ดีและได้ดําเนินการแพร่หลาย มีขอบเขตการดําเนินการอยู่ในหลายภาคเศรษฐกิจ ทั้งสหกรณ์การค้า สหกรณ์การผลิต สหกรณ์เกษตรกรรมอะไรต่าง ๆ มีมากมายนะครับ ทั้งหมดมี ๗ ประเภท ในบรรดา ๗ ประเภทนั้นก็มีสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิต ยูเนียน ซึ่งทําหน้าที่รับเงินฝากจากสมาชิกและปล่อยให้กู้กับสมาชิก ทีนี้การดําเนินการของ สหกรณ์นอกจากว่าจะปล่อยกู้กับสมาชิกแล้วก็ยังมีการปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ด้วยกันเอง แล้วก็มีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกสมทบ การปล่อยกู้และการรับเงินฝากของสหกรณ์เป็น การดําเนินการเป็นธุรกรรมทางการเงิน เพราะฉะนั้นก็จะมีความเสี่ยงทางด้านการเงิน แต่ว่า สหกรณ์นี่ก็เนื่องจากเป็นสหกรณ์เราก็เลยให้อยู่ในการกํากับดูแลของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ ซึ่งมีกรมหลัก ๒ กรม คือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ทั้ง ๒ กรมนี้ก็ทําหน้าที่ตามที่ควรจะเป็น คือหน้าที่ส่งเสริมให้เกิดการสหกรณ์ขึ้นและหน้าที่ ตรวจบัญชีสหกรณ์ให้เป็นไปตามหลักสหกรณ์ แต่ว่าเขาไม่ได้ตรวจในเชิงความเสี่ยงทาง การบริหารการเงิน เรื่องความเสี่ยงในการบริหารการเงินเป็นเรื่องของอีกวิชาชีพหนึ่งซึ่งต้องมี การกํากับดูแลต่างหาก ตรงนี้จึงเป็นช่องโหว่ ประการที่ ๔ คือสหกรณ์เหล่านี้ขณะนี้ขยายตัว ไปมาก ทั้งหมดมีจํานวนถึง ๒,๐๓๖ แห่ง มีสมาชิกรวมกันถึง ๓.๙๒ ล้านคน มีสินทรัพย์สูงถึง ๒.๑ ล้านล้านบาท เท่ากับธนาคารขนาดใหญ่ ๆ แห่งหนึ่งเลยทีเดียว แต่ว่าการกํากับดูแล ไม่ได้มีการกํากับดูแลที่เหมาะสม จะเห็นว่าเรื่องการกํากับดูแลที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่จําเป็น ขณะเดียวกันถ้าพิจารณาในแง่ของผู้บริหารสหกรณ์เหล่านี้ ผู้บริหารสหกรณ์เหล่านี้ก็คือ กรรมการสหกรณ์ กรรมการสหกรณ์ก็จะประกอบด้วยบุคคลที่มีความตั้งใจดีต่อสังคม มีความรู้ความคิดทางสหกรณ์ แล้วก็ต้องการบริการสมาชิก แต่ว่าเขาไม่มีความรู้ทางด้าน การบริหารเงิน การบริหารความเสี่ยงทางการเงิน เพราะฉะนั้นก็มีความจําเป็นที่จะต้อง พัฒนาบุคคลเหล่านี้ซึ่งส่วนมากนะครับ ผมใช้คําว่า ส่วนมาก เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และมีความตั้งใจดี แต่ว่าเนื่องจากเขาไม่มีความรู้ทางด้านการบริหารการเงิน จึงควรจะมี การพัฒนาให้เขามีความรู้ในด้านการบริหารการเงินขึ้นมา ขณะเดียวกันในระยะใกล้ ๆ นี้ มันเกิดกรณีของความเสียหายเกิดขึ้นในการบริหารจัดการอันเนื่องจากการไม่ปฏิบัติตามหลัก ธรรมาภิบาล คือมีสหกรณ์เครดิตยูเนียนแห่งหนึ่งมีปัญหาเรื่องนี้ ทําให้ผู้ฝากเงินกับสหกรณ์ ได้รับความเดือดร้อน แล้วก็เป็นเรื่องที่เป็นข่าวอยู่ทั่วไปนะครับ เรื่องนี้กําลังจะต้องจัดการให้ เหมาะสม และรากเหง้าของปัญหาจริง ๆ ก็คือว่าการที่ระบบเราไม่ครบถ้วน จึงไม่มี การกํากับดูแลของธุรกรรมทางด้านการให้บริการทางการเงินภายใต้ระบบสหกรณ์ เพราะฉะนั้น เราจึงเสนอให้มีการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน โดยให้จัดตั้ง องค์กรการกํากับดูแลและส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนขึ้น โดยเสนอ ให้มีฐานะเป็นองค์กรอิสระสังกัดกระทรวงการคลัง และมีหน้าที่หลัก ๆ ดังนี้
ประการแรกก็คือกํากับดูแลการดําเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ในเชิง การบริหารการเงินและความเสี่ยงทางการเงิน
ประการที่ ๒ คือส่งเสริมสหกรณ์ออมทรัพย์ให้สามารถให้บริการที่ดียิ่ง ๆ ขึ้น
ประการที่ ๓ คือพัฒนาและเสริมสร้างความสามารถของผู้บริหารสหกรณ์ ออมทรัพย์ และ
ประการที่ ๔ คือพัฒนาตัวสหกรณ์ออมทรัพย์เองให้สามารถให้บริการทาง การเงินที่สลับซับซ้อนมากขึ้นและขยายใหญ่โตขึ้น ก็อาจจะพัฒนาเป็นธนาคารได้เหมือน อย่างที่เกิดขึ้นในนานาประเทศ
ทั้งหมดนี้คณะกรรมาธิการได้ทําการศึกษาและปรึกษาหารือกับผู้เกี่ยวข้อง หลายฝุาย รวมทั้งผู้ที่ปฏิบัติการเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์เอง สหกรณ์เครดิตยูเนียนเอง ก็เคย ได้มาประชุมกันนะครับ แล้วก็ได้ติดต่อกับส่วนราชการหลายแห่ง ซึ่งรายละเอียดผมจะขอ อนุญาตท่านประธานให้ท่านอาจารย์ธวัชชัย ยงกิตติกุล ซึ่งเป็นผู้ดําเนินการในเรื่องนี้ มีการศึกษาอย่างเป็นจริงได้นําเสนอต่อไป ขออนุญาตท่านประธานครับ