ธวัชชัย ยงกิตติกุล รายงานผลการศึกษาเกี่ยวกับการปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน โดยเสนอแนวทางปฏิรูปสหกรณ์ รวมถึงการเพิ่มความรู้พื้นฐานทางการเงินของสมาชิกสหกรณ์ การกํากับดูแลสหกรณ์ และการปฏิรูปการควบคุมสหกรณ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแข่งขันของสหกรณ์
กราบเรียน ท่านประธานและท่านกรรมาธิการทุกท่านครับ กระผมขอรายงานสรุปผลการศึกษา เรื่อง การปฏิรูประบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ดังต่อไปนี้นะครับ
หลักการและเหตุผล สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน มีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ ส่งเสริมให้สมาชิกเก็บเงินออม และนําเงินออมนั้นมาให้สมาชิก ด้วยกันกู้ไปใช้จ่ายตามความจําเป็น ทั้งนี้ก็เป็นไปตามหลักการของสหกรณ์ในการให้สมาชิก ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้มีกิจการประเภท เดียวกันคือรับฝากเงินและให้กู้แก่สมาชิกเป็นหลัก ต่างกันที่คุณสมบัติของสมาชิก คือสหกรณ์ออมทรัพย์มีสมาชิกเป็นบุคคลที่มีอาชีพเดียวกันหรือทํางานในสถานประกอบการ เดียวกัน ในขณะที่สหกรณ์เครดิตยูเนียนมีสมาชิกเป็นบุคคลที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกัน
บทบาทสําคัญของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้คือ เป็นการเติมเต็มช่องว่างของ บริการทางการเงินที่ประชาชนระดับฐานรากไม่สามารถเข้าถึงบริการของธนาคารพาณิชย์ได้ ทั้งนี้เพราะธนาคารพาณิชย์เป็นกิจการที่มุ่งกําไร แต่การให้บริการแก่ประชาชนระดับฐานราก จัดเป็นธุรกิจรายย่อยสําหรับธนาคาร ซึ่งมีต้นทุนต่อหน่วยสูงไม่คุ้มทุนในเชิงพาณิชย์ แต่สําหรับสหกรณ์นั้นเป็นกิจการที่ไม่แสวงหากําไรเป็นหลัก รัฐบาลจึงให้การสนับสนุนด้วย การยกเว้นภาษี สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนสามารถออมเงินได้ ๒ วิธี ประการแรกคือนําเงินมาฝาก และประการที่ ๒ ก็คือซื้อหุ้นตามจํานวนที่กําหนดไว้ ทุกเดือน ในการให้กู้นั้นสมาชิกจะต้องยินยอมให้สหกรณ์หักเงินเดือน ชําระหนี้ทุกเดือน และจะต้องมีสมาชิกคนอื่นค้ําประกันด้วย โดยทั่วไปสหกรณ์จึงถือว่าการให้กู้แก่สมาชิก มีความเสี่ยงต่ํา ยิ่งไปกว่านั้นสมาชิกของสหกรณ์ก็คือผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ย่อมจะต้องรักษาผลประโยชน์ของตนเองอยู่แล้ว หน่วยงานกํากับได้แก่กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จึงไม่เข้มงวดเหมือนเช่นธนาคารแห่งประเทศไทย อย่างไรก็ตาม สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนมิได้เป็นสมาชิกของเครดิตบูโร (Credit Bureau) สหกรณ์จึงไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับภาระหนี้ภายนอกและประวัติการชําระหนี้ของสมาชิก ที่มาขอกู้เงิน ดังนั้นข้อมูลในการวิเคราะห์ความสามารถในการชําระคืนจึงพูดได้ว่าไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้สหกรณ์บางแห่งก็มีเงินออมเหลือมากจึงหาทางลงทุนเพื่อเพิ่มรายได้โดยการให้ สหกรณ์อื่นกู้ ปัจจุบันสหกรณ์มีการกู้ยืมระหว่างกันเป็นจํานวนเงินสูงนะครับ เงินที่ให้กู้ยืมกัน ระหว่างสหกรณ์ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สหกรณ์บางแห่งก็ได้ขยายขอบเขตกิจการไป ในเชิงพาณิชย์มากขึ้นโดยขาดความชํานาญเท่าที่ควร ดังนั้นในระบบสหกรณ์อันที่จริงแล้ว จึงยังมีความเสี่ยงอยู่นะครับ หากสหกรณ์แห่งใดแห่งหนึ่งประสบปัญหาทางการเงินก็อาจจะ ส่งผลกระทบในวงกว้าง และอาจมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในความมั่นคงของระบบได้ แต่อย่างไรก็ตามในภาพรวมแล้วสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนมีผลประกอบการ น่าพอใจและมีความเข้มแข็งเมื่อเปรียบเทียบกับสหกรณ์อื่น ๆ นะครับ
ผมขอสรุปสถานภาพของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้นะครับ ในปี ๒๕๕๘ มีสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ที่จดทะเบียนรวมทั้งสิ้น ๒,๐๓๖ แห่ง แต่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์รวบรวมข้อมูลได้เพียง ๑,๘๖๖ แห่ง ซึ่งจําแนกเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ ๑,๓๔๙ แห่ง และสหกรณ์เครดิตยูเนียน ๕๑๗ แห่ง สหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้มีสมาชิกรวมกัน ๓.๙๒ ล้านคน เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ออมทรัพย์ ๓,๐๖๐,๐๐๐ คน และของสหกรณ์เครดิตยูเนียน ๘๖๐,๐๐๐ คน มีสินทรัพย์ รวมกันทั้งสิ้น ๒.๑ ล้านล้านบาท เป็นของสหกรณ์ออมทรัพย์ ๒.๐๖ ล้านล้านบาท และสหกรณ์เครดิตยูเนียนประมาณ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท สหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทส่วนใหญ่ แล้วเป็นสหกรณ์ขนาดเล็ก กล่าวคือร้อยละ ๕๕ ของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้มีสินทรัพย์ ต่ํากว่า ๑๐๐ ล้านบาท แต่ถ้ารวมสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ต่ํากว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทแล้วจะมี จํานวนถึงร้อยละ ๘๓ สมาชิกของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทมีหนี้เฉลี่ยคนละ ๕๕๕,๐๐๐ บาท สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์มีหนี้เฉลี่ยสูงกว่าสหกรณ์เครดิตยูเนียน กล่าวคือเฉลี่ยคนละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนสหกรณ์เครดิตยูเนียนนั้นมีหนี้เฉลี่ยเพียงคนละ ๕๒,๐๐๐ บาท ผลประกอบการในภาพรวมของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้นับว่าน่าพอใจมากนะครับ คือใน ปี ๒๕๕๘ มีผลกําไรรวมประมาณ ๖๔,๐๐๐ ล้านบาท ในจํานวนสหกรณ์ทั้งสิ้น ๑,๘๖๖ แห่งนี้ มีสหกรณ์ที่ประสบภาวะขาดทุนเพียง ๖๓ แห่ง ซึ่งเป็นของสหกรณ์ออมทรัพย์ ๒๓ แห่ง และของสหกรณ์เครดิตยูเนียน ๔๐ แห่ง สหกรณ์ที่ประสบปัญหาขาดทุนส่วนใหญ่เป็น สหกรณ์ขนาดเล็ก คือมีสินทรัพย์ต่ํากว่า ๑๐๐ ล้านบาท สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ระหว่าง ๑๐๐ ล้านบาทถึง ๑,๐๐๐ ล้านบาท ขาดทุนเพียง ๕ แห่ง ส่วนสหกรณ์ที่มีสินทรัพย์มากกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทมีขาดทุนเพียง ๑ แห่งเท่านั้นเองนะครับ เมื่อเปรียบเทียบผลประกอบการ ของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้แล้วก็จะพบว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่มีผลประกอบการ ที่ดีกว่าสหกรณ์เครดิตยูเนียน สหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทระดมเงินออมจากแหล่งภายใน ร้อยละ ๗๖ และอาศัยเงินจากภายนอกร้อยละ ๒๔ ส่วนใหญ่ก็เป็นเงินกู้ทั้งระยะสั้นและ ระยะยาว เงินที่ระดมได้จากแหล่งภายนอกนี้เป็นเงินที่กู้ยืมกันเองระหว่างสหกรณ์ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเงินที่ระดมจากภายนอกระบบสหกรณ์ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือธนาคาร พาณิชย์เป็นเงินประมาณ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนเงินทุนของสหกรณ์นั้นส่วนใหญ่ใช้ใน การให้กู้แก่สมาชิกคิดเป็นประมาณร้อยละ ๘๓ ของเงินทุนทั้งหมด และนําไปลงทุน ในตราสารต่าง ๆ ร้อยละ ๑๒ ที่เหลือก็เป็นเงินสดและเป็นอาคาร ที่ดิน ตลอดจนอุปกรณ์ ต่าง ๆ ดังนั้นโดยสรุปนะครับสถานภาพของสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้ต้องจัดว่า มีผลประกอบการที่ดีมีความมั่นคง แต่สหกรณ์ขนาดเล็กนั้นยังจะมีปัญหาค่อนข้างมาก จําเป็นจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกันสหกรณ์เหล่านี้ก็มีการกู้ยืมระหว่างกันสูง รวมทั้งอาจจะมีปัญหาสภาพคล่องในระยะสั้น หากสหกรณ์แห่งใดแห่งหนึ่งโดยเฉพาะถ้าเป็น ขนาดใหญ่ประสบปัญหาก็จะส่งผลกระทบในวงกว้างได้ ผมคงจําเป็นจะต้องกล่าวถึงกรณี ของสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น เพราะเหตุว่าผลการตรวจสอบนั้นได้พบข้อบกพร่อง ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเป็นตัวอย่างของการที่จะต้องปฏิรูปนะครับ สหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่นเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่มีสมาชิกประมาณ ๕๓,๐๐๐ คน มีเงินทุนทั้งสิ้นประมาณ ๑๓,๕๐๐ ล้านบาท สามารถให้ผลตอบแทนสูงทั้งในรูปดอกเบี้ยและเงินปันผล จึงจูงใจให้มี สมาชิกสมทบและสหกรณ์อื่น ๆ นําเงินมาฝากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สหกรณ์เครดิตยูเนียน คลองจั่นเริ่มมีการทําธุรกรรมที่ฝุาฝืนพระราชบัญญัติสหกรณ์ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ คือนําเงินไปให้ บุคคลภายนอกกู้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พบในปี ๒๕๔๗ แล้วก็ได้สั่งการให้มีการแก้ไข แต่สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่นก็ยังคงปล่อยกู้ให้แก่บุคคลภายนอกต่อไป จนถึงปี ๒๕๕๒ ก็ปรากฏว่ามีการปล่อยกู้ไปถึง ๑๒,๐๐๐ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๓ ก็ปรากฏว่าสมาชิกบางส่วนไปถอนเงินแล้วไม่มีเงินให้ถอน จึงร้องเรียนต่อ ผู้ตรวจสอบนะครับ ผู้ตรวจสอบบัญชีของสหกรณ์จึงเข้าไปตรวจสอบแล้วก็รายงานต่อ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ต่อมาก็ได้มีการเสนอให้นายทะเบียนสหกรณ์แต่งตั้งคณะผู้ตรวจการ สหกรณ์เพื่อตรวจสอบการดําเนินกิจการภายในโดยละเอียด อย่างไรก็ตามปรากฏว่า คณะผู้ตรวจการที่ถูกแต่งตั้งนี้ก็ไม่สามารถเข้าตรวจได้เพราะผู้บริหารสหกรณ์อ้างว่าเป็นคําสั่ง ที่ไม่ชอบ หลังจากที่มีการเจรจากันแล้วก็ยินยอมให้เฉพาะกรรมการที่เป็นข้าราชการของ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เท่านั้นที่เข้าไปตรวจได้นะครับ จากการตรวจสอบก็ทําให้พบ รายละเอียดที่สําคัญหลายประการ ซึ่งกระผมขอสรุปให้ทราบดังต่อไปนี้นะครับ ในจํานวนเงิน ๑๒,๐๐๐ ล้านบาทที่ให้กู้แก่บุคคลภายนอกนั้นเป็นสมาชิกสมทบและ นิติบุคคลซึ่งเป็นการฝุาฝืนพระราชบัญญัติสหกรณ์ สัญญาเงินกู้หลายฉบับมีความไม่ถูกต้อง ทั้งในเรื่องของการลงนามของผู้กู้ ผู้ให้กู้และผู้ค้ําประกัน สัญญาเงินกู้บางฉบับกําหนด งวดชําระคืนนานถึง ๗๒๐ งวด นอกจากนี้ประธานกรรมการก็ยืมเงินทดรองเป็น จํานวนเงินสูงโดยมิได้ระบุถึงวัตถุประสงค์ของการกู้ แล้วก็ปรากฏว่าไม่มีผู้ค้ําประกัน นอกจากนี้ประธานกรรมการก็ได้ลงนามสั่งจ่ายเช็คประมาณ ๘๐๐ ฉบับ โดยไม่มีอํานาจ และแต่ละฉบับก็เป็นเงินจํานวนสูง มีการออกตั๋วสัญญาใช้เงินโดยไม่ถูกต้องเป็นจํานวนเงินสูง แล้วก็มีการนําเงินไปลงทุนทางธุรกิจซึ่งมีความเสี่ยงสูงเป็นการฝุาฝืนพระราชบัญญัติสหกรณ์ เช่นเดียวกัน หลังจากนายทะเบียนได้รับรายงานการตรวจสอบแล้วจึงได้มีคําสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการเข้าควบคุมกิจการ และมีคําสั่งให้เสนอแผนฟื้นฟูกิจการ ปัจจุบันสหกรณ์ เครดิตยูเนียนคลองจั่นจึงอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบและฟื้นฟูกิจการ จากที่กระผมได้ กราบเรียนมาทั้งหมดนี้สรุปว่ามีปัญหาดังต่อไปนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๑ คือปัญหาเกี่ยวกับสมาชิก สมาชิกส่วนใหญ่ก็ต้องกล่าวนะครับ ว่าขาดความรู้พื้นฐานทางด้านการเงิน โดยเฉพาะความมีวินัยในการใช้จ่าย ไม่มีการวางแผน ด้านการเงินสําหรับช่วงชีวิตในวัยต่าง ๆ ขาดความรู้ความชํานาญเกี่ยวกับการลงทุน ที่เหมาะสม ไม่คํานึงถึงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่สามารถ จะรับได้ นอกจากนี้ยังขาดความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการของสหกรณ์ ซึ่งมุ่งเน้น การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ผลประโยชน์ของการเป็นสมาชิกมิใช่มุ่งหวัง ผลตอบแทนสูงจากเงินฝากและเงินลงทุนในหุ้นเป็นหลัก แต่รวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ และความสะดวกในด้านอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถจะหาได้จากสถาบันการเงินอื่น ๆ นะครับ นอกจากนี้ยังไม่ตระหนักว่าในฐานะเป็นผู้ถือหุ้นก็คือเจ้าของสหกรณ์ผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงต้องมี หน้าที่ที่จะต้องสอดส่องการบริหารให้เป็นไปอย่างโปร่งใส มีธรรมาภิบาล
ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นปัญหาเกี่ยวกับผู้บริหารของสหกรณ์นะครับ ผู้บริหารสหกรณ์จะต้องมีหลักธรรมาภิบาลเป็นข้อสําคัญ มีความโปร่งใสในการดําเนินงาน พร้อมที่จะให้ตรวจสอบได้ จะต้องมีความเข้าใจในหลักการของสหกรณ์ พยายามจัดหา บริการต่าง ๆ ด้านสวัสดิการสําหรับสมาชิกตามกําลังความสามารถทางการเงิน มิใช่แสวงหา ผลตอบแทนสูง ๆ แก่สมาชิกในรูปดอกเบี้ยหรือเงินปันผล นอกจากนี้จะต้องมีความรู้พื้นฐาน ทางด้านการบัญชีที่มีมาตรฐาน มีความรู้ด้านการเงิน การธนาคารและการบริหาร ตลอดจน ความรู้เบื้องต้นทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง สําหรับผู้บริหารสหกรณ์ขนาดใหญ่ซึ่งมีการทํา ธุรกรรมที่มีความซับซ้อนมากขึ้นก็ควรจะมีความรู้เกี่ยวกับการลงทุนและการบริหาร ความเสี่ยงอย่างเหมาะสม มีความเคร่งครัดในมาตรฐานทางบัญชีและมีธรรมาภิบาล ละเว้น การกระทําซึ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อนกัน
ประเด็นที่ ๓ คือปัญหาเกี่ยวกับการกํากับดูแล สหกรณ์ออมทรัพย์และ สหกรณ์เครดิตยูเนียนเป็นองค์กรซึ่งมีสถานะที่เป็นทั้งสหกรณ์และเป็นสถาบันการเงินด้วย ในเวลาเดียวกัน การกํากับดูแลจึงต้องให้ความสําคัญทั้งในด้านความเป็นสหกรณ์ และในด้าน ความเป็นสถาบันการเงิน แต่ในความเป็นสถาบันการเงินนั้นก็แตกต่างจากสถาบันการเงินอื่น ๆ โดยเฉพาะ ธนาคารพาณิชย์ เพราะสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนให้บริการเฉพาะกับ สมาชิก และบริการของสมาชิกก็เป็นการกู้ยืมเป็นส่วนใหญ่ ความเสี่ยงในด้านสินเชื่อจึงไม่มี ความซับซ้อนเหมือนธนาคารพาณิชย์ ดังนั้นประเด็นในการกํากับดูแลจึงต้องต่างจาก ธนาคารพาณิชย์ โดยเน้นการปูองกันความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ เช่น ความผิดพลาดในการทํา รายการ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือการทุจริต เป็นต้น การกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนียนในปัจจุบันยังไม่ได้ให้ความสําคัญแก่การกํากับดูแลในส่วนที่เป็นสถาบัน การเงินเท่าที่ควร การปฏิรูปที่ใคร่ขอกราบเรียนเสนอมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้นะครับ
ข้อ ๑ คือยกระดับการกํากับดูแลให้สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียนให้บริการแก่สมาชิกตามหลักของสหกรณ์อย่างแท้จริง มีประสิทธิภาพและมี ความมั่นคง เติมเต็มช่องว่างของบริการทางการเงินตามเจตนารมณ์ของการจัดตั้งสหกรณ์
ข้อ ๒ ส่งเสริมให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจในหลักการของสหกรณ์อย่าง แท้จริง มีจิตสํานึกในความรับผิดชอบต่อตนเอง และมีความเอื้ออาทรต่อสมาชิกอื่น ๆ มีวินัย ในการใช้จ่ายและมีการวางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสมเพื่อความมั่นคงของชีวิต
ข้อ ๓ คือการยกระดับการบริหารของสหกรณ์ให้มีมาตรฐานและมี ประสิทธิภาพ ศึกษาและจัดหาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของ สมาชิกที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบตลาดได้
ข้อ ๔ คือสร้างความเชื่อมั่นของสมาชิกให้สหกรณ์ออมทรัพย์และ สหกรณ์เครดิตยูเนียนเป็นแหล่งระดมเงินฝาก เพื่อให้เงินกู้และสวัสดิการต่าง ๆ เติมเต็ม ช่องว่างในระบบตลาดเคียงคู่กับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินอื่น ๆ ครับ
ประเด็นสุดท้ายที่ใคร่ขอกราบเรียนนะครับคือประเด็นการปฏิรูป ซึ่งจะขอ สรุปเป็น ๓ ด้านด้วยกันนะครับ
ด้านที่ ๑ คือการปฏิรูปในด้านการส่งเสริม ได้แก่ การรณรงค์ด้วยมาตรการ ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการและประโยชน์ ที่แท้จริงของสหกรณ์ จะต้องรณรงค์ให้สมาชิกมีความรู้พื้นฐานทางการเงิน ได้แก่ การออม การลงทุนที่เหมาะสม ความสําคัญของการวางแผนทางการเงินและภัยทางการเงิน ปรับปรุง กฎระเบียบต่าง ๆ ของสหกรณ์ให้เอื้อต่อการดําเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับปรุง หลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติและสิทธิของสมาชิกสมทบให้เหมาะสม รวมทั้งการแก้ไขและ ปรับปรุงระเบียบเกี่ยวกับการขอมติของสมาชิกให้มีความสะดวกยิ่งขึ้น
ด้านที่ ๒ ที่จะต้องปฏิรูปก็คือทางด้านการพัฒนานะครับ สนับสนุนให้ สหกรณ์มีการพัฒนาระบบไอที (IT) ร่วมกันเพื่อใช้ในการบริหารและให้บริการต่าง ๆ แก่สมาชิกเพื่อรองรับการเข้าสู่เครือข่ายอีเพย์เมนต์ (e-Payment) ของประเทศ พัฒนา ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทางการเงินเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยการลดต้นทุนของ การทําธุรกรรม เพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มประเภทของบริการด้านสวัสดิการสําหรับสมาชิก เช่น การออมเพื่อการศึกษา การรักษาพยาบาลและการนําหลักทรัพย์มาค้ําประกันเงินกู้เพื่อ ยังชีพในวัยชรา อย่างที่เรียกกันว่ารีเวิร์สมอร์ตเกจ (Reverse Mortgage) เป็นต้น กําหนด คุณสมบัติและมาตรฐานความรู้ที่เกี่ยวข้องสําหรับผู้บริหาร และพัฒนาระบบข้อมูลให้มี ความถูกต้องและทันสมัย ปรับปรุงระบบการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลให้สะดวกต่อ การสืบค้น เพื่อการตรวจสอบและสร้างระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ
ด้านที่ ๓ ก็คือการปฏิรูปทางด้านการกํากับดูแล การกํากับดูแลในด้าน สหกรณ์นะครับ สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน มีบทบาทสําคัญและประสบ ความสําเร็จสูงในการส่งเสริมการออมของสมาชิกและการให้สินเชื่อแก่สมาชิกด้วยเงื่อนไข ที่สะดวกกว่าธนาคารพาณิชย์ แต่นอกเหนือจากบริการด้านการส่งเสริมการออมและ การให้กู้แล้ว สหกรณ์ขนาดใหญ่ส่วนมากก็ให้บริการด้านสวัสดิการแก่สมาชิกด้วย เช่น การช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล การให้ทุนการศึกษาแก่บุตร และการช่วยค่าใช้จ่ายในงานศพ เป็นต้น สหกรณ์ที่มีสินทรัพย์ขนาดใหญ่ควรพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ ๆ เพื่อเติมเต็ม ช่องว่างของบริการด้านสวัสดิการ เช่น กองทุนเพื่อการศึกษาระยะยาว กองทุนเบี้ยยังชีพ ซึ่งมีเงินฝากและทุนเรือนหุ้นหรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ค้ําประกัน เป็นต้น
เรื่องที่ ๒ คือการกํากับดูแลในด้านความเป็นสถาบันการเงิน การกํากับดูแล ในด้านสถาบันการเงินจะต้องมีความเข้าใจที่ชัดเจนว่าสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิต ยูเนียนเป็นสถาบันการเงินพิเศษซึ่งแตกต่างจากธนาคารพาณิชย์ มีวัตถุประสงค์สําคัญ ในการกํากับดูแลสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ คือการปูองกันความเสี่ยงต่าง ๆ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่าสหกรณ์ ทั้งในด้านประเภทของความเสี่ยง และระดับความรุนแรง ของความเสียหาย ดังนั้นการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียน
ประการแรก คือหลักเกณฑ์และความเข้มงวดจะต้องต่างจากธนาคารพาณิชย์ การกํากับดูแลที่เหมาะสมจะต้องไม่สร้างอุปสรรคต่อการดําเนินงานและความเจริญเติบโต ของสหกรณ์
ประการที่ ๒ ก็คือว่าเนื่องจากสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภท ต่างมีสมาชิกที่มีขนาด สินทรัพย์ต่างกันอย่างมากมาย การกํากับดูแลจะต้องแยกกลุ่มที่มีขนาดเล็กออกจากกลุ่มที่มี ขนาดใหญ่ เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และความเข้มงวดแตกต่างกันตามขนาดของสินทรัพย์และ ความซับซ้อนของธุรกรรมต่าง ๆ สําหรับสหกรณ์ที่มีขนาดใหญ่มากและมีเงินเหลือออม สามารถนําไปลงทุนในตราสารที่มีผลตอบแทนหรือมีความเสี่ยงสูงขึ้น อาจจะเกินขอบเขต การลงทุนที่กฎหมายกําหนดไว้ ก็อาจจะได้รับอนุญาตให้ทําได้เป็นราย ๆ ไป ทั้งนี้จะต้อง ดําเนินการโดยผู้บริหารทางการเงิน การลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญตามมาตรฐานที่กําหนด
ประเด็นสุดท้ายนะครับ ก็คือว่าการปฏิรูปในด้านหน่วยงานกํากับ เมื่อพิจารณาถึงความเหมาะสมในการกํากับดูแลกิจการสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์ เครดิตยูเนียนแล้วจึงมีความจําเป็นต้องแยกบทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานกํากับเป็น ๒ ส่วน ดังนี้นะครับ คือ
๑. กรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ทํา การดูแลกิจการสหกรณ์ทุกประเภทอยู่แล้วในปัจจุบัน และเป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์สูง จึงควรทําหน้าที่ในการกํากับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนียนในส่วนที่เป็น กิจการสหกรณ์ต่อไป แต่จะต้องเน้นบทบาทในการส่งเสริมและการพัฒนามากขึ้น ส่วนใน ด้านการกํากับดูแลในฐานะเป็นสถาบันการเงินนั้น จําเป็นจะต้องจัดตั้งองค์กรขึ้นใหม่ เป็นองค์กรอิสระเพื่อกํากับดูแลในด้านธุรกรรมทางการเงินโดยเฉพาะ ขึ้นตรงต่อ กระทรวงการคลัง มีคณะกรรมการเป็นผู้กําหนดนโยบายและกํากับการดําเนินงาน ประกอบด้วยผู้แทนจากกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารแห่ง ประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ ในจํานวนที่เหมาะสม เหตุที่จะต้องเป็นองค์กรอิสระ ก็เพื่อให้มีความคล่องตัวในการดําเนินงาน และจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความชํานาญในด้าน วิชาชีพเป็นผู้บริหาร สามารถเลี้ยงตัวได้จากเงินนําส่งของสหกรณ์
กําหนดเวลาในการปฏิรูปนะครับ ในการศึกษาและจัดทําแผนปฏิรูปครั้งนี้ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้ประสานงานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องโดยตรง ได้แก่ กระทรวงการคลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสํานักงานเศรษฐกิจ การคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเห็นสอดคล้องกันเกี่ยวกับแนวทางปฏิรูปดังที่ ได้กราบเรียนเสนอ หน่วยงานทั้ง ๒ อยู่ในขั้นตอนในการจัดทําร่างพระราชบัญญัติดังที่ได้ กราบเรียนไว้นะครับ เพื่อนําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป ประมาณการเวลาที่จะจัดตั้ง สํานักงานอิสระนี้ขึ้นมาได้นั้นคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ ๑๒ เดือนนะครับ
ผลลัพธ์ที่คาดว่าจะได้รับ การจัดตั้งองค์กรอิสระขึ้นมาเพื่อกํากับดูแลส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์ทั้ง ๒ ประเภทนี้ จะเป็นการเติมเต็มช่องว่างของประชาชนระดับฐานราก ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ให้ได้รับบริการทางการเงินและสวัสดิการต่าง ๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม อันเป็นเปูาหมายสําคัญของประเทศ และเป็นภารกิจสําคัญของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมจึงขอกราบเรียน เพียงเท่านี้นะครับ ขอขอบพระคุณครับ