รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๖/๒๕๕๙
วันอังคารที่ ๒๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
๑. รายงานที่ส่งคณะรัฐมนตรีแล้ว จํานวน ๔๘ เรื่อง เรื่องที่ผ่านความ เห็นชอบของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จํานวน ๓๔ เรื่อง ประธานเสนอเรื่องที่ สานต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นเรื่องเร่งด่วน และนายกรัฐมนตรีมีดําริเห็นชอบ จํานวน ๕ เรื่อง ประธานเสนอเรื่องที่สานต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติในเรื่องที่ส่วนราชการเห็นชอบ เป็นส่วนใหญ่ จํานวน ๙ เรื่อง
๒. คงเหลือเรื่องที่อยู่ระหว่างดําเนินการปรับปรุงและจัดทํารูปเล่มรายงาน จํานวน ๘ เรื่อง รวมรายงานทั้งสิ้นที่เสนอไปแล้ว ๕๖ เรื่อง
จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ
๑.๒ เรากําลังจัดพิมพ์สรุปผลการดําเนินงานของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศในรอบ ๖ เดือนซึ่งขณะนี้ยังอยู่ในโรงพิมพ์อยู่ ซึ่งก็คงจะแจกท่านสมาชิกสภา สปท. ในเร็ววันนี้นะครับ ผมได้มาเล่มแรก ซึ่งก็จะมีความคืบหน้าในการดําเนินงานของเราล่าสุด โดยท่านรองวลัยรัตน์ได้กรุณารวบรวมจนถึงล่าสุดตามที่ผมรายงานให้ทราบเมื่อสักครู่นี้
จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
เชิญท่านนิกร จํานง ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จํานง ครับ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ อนุสนธิจากเมื่อวานที่ผมได้เสนอ ขึ้นมาในที่ประชุมแล้วก็เป็นข่าวนี่นะครับ เรื่องเกี่ยวกับอัคคีภัยที่เป็นผลกระทบ ผมเรียนว่า ไม่ใช่ต่อความยาวสาวความยืดแต่ว่ามันมีประเด็นที่กระทบกระเทือนต่อประเทศค่อนข้างจะ รุนแรง และผมไม่สบายใจ จริง ๆ ข้อมูลนี้อาจารย์ถวิลวดีเป็นคนส่งมาให้ดูนะครับ ก็ปรากฏว่า หนังสือพิมพ์เดอะ สเตรตส์ ไทมส์ (The Straits Times) เมื่อวานนี้นะครับ เขียนถึงเรื่องนี้ แรงมาก คือลงรายละเอียดเป็นรูปไฟถ้าเราเห็นจะดูน่ากลัวมากในของเขานะครับ ที่ประเทศ มาเลเซีย แล้วก็เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ ท่อนล่างมีประเด็นเลย เขาบอกว่า ไทยแลนด์ แฮส พัวร์ เฮลท์ แอนด์ เซฟตี สแตนดาร์ด แอนด์ แอ็กซิเดนท์ อาร์ คอมมอน อะครอส เดอะ คิงดอม (Thailand has poor health and safety standards and accidents are common across the Kingdom) คือชี้ว่าประเทศเราแย่มากในเรื่องของ เกี่ยวกับระบบเซฟตี (Safety) มาตรฐานความปลอดภัยแล้วก็อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทั่วไป ทั่วประเทศ คือแบบนี้เป็นการโจมตีกัน ผมไม่ขออภัยที่เอ่ยนามหรอก พูดกันไปตรง ๆ ว่า เกินไป คือเราก็ทราบนะครับว่ามีปัญหา แต่ทีนี้เราจะไปว่าเขาคงไม่ได้เพราะว่าเขาเขียน ไปตามนั้นแล้วมันก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ผมก็เลยคิดขึ้นมาว่าแค่จะปรึกษา ท่านประธานครับ ผมเรียนว่าผมเองช่วงที่เป็น ส.ส. อยู่หลายปี เป็นกรรมาธิการคณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคมตลอด คือไม่ได้เปลี่ยนคณะเลยทําจนกระทั่งตั้งแต่เริ่ม พ.ร.บ. ป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยยังไม่มี เป็นป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ตอนนั้นทํากันอยู่หลายปี เป็น ๑๐ ปี ๒๐ ปี มีประเด็นเรื่องพวกนี้เกิดขึ้นมากแล้วก็เรื่องไฟเราไปดูเหมือนอย่างในเคส (Case) ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย ฟังว่ามีการล็อกกุญแจ มันก็เหมือนกับโรงแรมที่พัทยา คราวนั้นเราไปดูกัน คือวิ่งลงมาข้างล่างแต่ว่ากุญแจทางออกล็อก นักท่องเที่ยวตายกันเยอะ มากในช่วงนั้น เป็นเรื่องไฟ ดังนั้นสแตนดาร์ด (Standard) เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัย ไม่มีอยู่จริง ประเด็นก็คือว่าแล้วเราจะทําอะไรได้บ้าง กรรมาธิการของเราไม่มีคณะนี้อยู่ ทีนี้ผมเพียงแต่เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญก็เลยจะหารือท่านประธานว่าถ้าในข้อบังคับของเรา คือเป็นข้อเสนอเฉย ๆ ฟังไว้เฉย ๆ ก็ได้นะครับเพียงแต่ว่าผมก็มีสิทธิจะเสนอ ก็คือว่า เขาบอกว่า จริง ๆ แล้วเรื่องนี้จะอยู่ในเรื่องสังคมเป็นเรื่องเซฟตี (Safety) ซึ่งเราทํากันอยู่เดิม นะครับ ในนี้บอกว่าของเรานี้มีคณะกรรมาธิการได้ตามจํานวนที่ว่านะครับ ของผมนี่ได้กรุณา เป็นวิสามัญก็เป็นพระคุณ แต่ว่าขณะนี้คําสั่งท่านประธานได้ลงราชกิจจานุเบกษาเมื่อวานนี้ ของเรื่องเกี่ยวกับภัยทางถนนนี่นะครับ ซึ่ง ๒๐ วันแล้วเพราะว่าตั้งแต่วันที่ ๓ กะจะให้เสร็จ ภายใน ๙๐ วันก็อีกประมาณ ๗๐ วันก็จะยุบคณะนี้แล้วก็คือถือว่าเสร็จ คือชุดนี้เป็นวิสามัญ แต่สามัญอยู่ต่อเนื่องได้ และสามัญก็มีอนุกรรมาธิการได้ แต่บังเอิญว่า คณะอนุกรรมาธิการตามข้อบังคับ ซึ่งพวกผมเขียนกันเองนะครับ เขียนว่าไม่เกิน ๓ คณะ ตามความจําเป็น และแต่ละคณะจะต้องมีไม่เกิน ๑๕ คน ทีนี้ก็ต้องขออภัยที่เขียนเอง แล้วไม่เข้าใจเองว่าตอนปลายสมมุติว่าถ้าจะมีเพิ่มขึ้นมา ผมหมายถึงว่าถ้าจะมีอนุกรรมาธิการ ว่าด้วยเรื่องนี้สักเรื่องหนึ่ง แล้วก็เราติดตามจะดีไหม เป็นความเห็นผม คิดว่าจะเป็นประโยชน์ เพียงแต่ว่าเราใช้กรรมาธิการชุดปกติ ๑ คน แล้วที่เหลือเอาฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาได้หมด ขอแค่ ๑ คน เป็นประธานอนุกรรมาธิการก็น่าจะได้ แต่ว่าไปติดอยู่ที่ข้อบังคับ ทีนี้ข้อบังคับนี้ ตีความไม่ออก ทั้ง ๆ ที่พวกเราเขียนกันเองว่า ในกรณีที่เกินจากนี้นะครับ เกินกว่าจํานวนข้างต้น จะกระทําได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากประธานสภา แต่ประเด็นก็คือเกินจากข้างต้น เกินคณะ ก็คือ ในนี้กําหนดว่า ๓ คณะ ถ้าเกิน ๓ คณะ ต้องขอ หรือเกิน ๑๕ คน ต้องขอ ตรงนี้มัน กํากวมอยู่ ผมเพียงแต่เรียนเสนอว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญแล้วก็ไม่สูญเปล่า ที่เขาว่าเราไม่ค่อย มีผลงาน ก็ทําผลงานที่แตะอยู่กับประชาชนใกล้ ๆ อย่างผลงานพวกนี้นะครับ เราสามารถทําได้ แล้วก็อย่างน้อยก็แย้งเขาไปได้ที่เขาไปหาว่าเราเป็นแบบนี้ วางไปทั่วโลกแบบนี้ เราเสียหาย มากนะครับ ก็นําเรียนท่านประธานใน ๒ ประเด็นว่า เรื่องนี้ ๑. เพื่อทราบ ๒. เพื่อพิจารณา คือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม งานเยอะมากก็เกรงใจ แต่ว่า ถ้าตั้งคณะอนุกรรมาธิการเพิ่มขึ้นมาผมว่าจะไปช่วยได้เยอะนะครับ กราบเรียนหารือเท่านั้น ครับท่านประธาน กราบขอบพระคุณครับ
เราสามารถทําได้หมดในตามข้อบังคับดังกล่าวนี้ ถ้าหากว่ามันเกิน ประธานก็สามารถจะมี ข้อยกเว้นให้ได้ เพียงแต่ว่าอยากให้พวกเราเน้นงานหลัก ๓๗ วาระให้มากแล้วกัน ถ้า ๓๗ วาระ เราขับเคลื่อนได้สําเร็จตามที่รัฐบาลผูกพันไว้ เราก็มีสิทธิที่จะทําเรื่องอื่น ได้อีกนะครับ ก็ฝากเป็นอย่างที่แจ้งเพื่อทราบไว้เมื่อสักครู่ก็แล้วกัน เพราะฉะนั้นเมื่อวานนี้ เราก็ได้ฝากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมไปแล้ว ถ้าหากทาง คณะกรรมาธิการนั้นเห็นควรตั้งอนุกรรมาธิการผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ ท่านถวิลวดี
กราบเรียนท่านประธาน ถวิลวดี นะคะ สมาชิก หมายเลข ๖๑ พอดีมีประเด็นที่เสริมต่อจากท่านนิกรนิดหนึ่งนะคะ ในหนังสือฉบับเดียวกัน คือเดอะ สเตรตส์ ไทมส์ (The Straits Times) ฉบับเมื่อวานนี้ มีคอลัมน์ (Column) ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดเชียงราย แล้วบังเอิญผู้เสียชีวิตเป็นชนกลุ่มน้อย เป็นเด็กชนเผ่า ซึ่งก็มาอยู่ที่หอพัก พักที่หอพัก แล้วทีนี้มันมีประเด็นที่เขายกขึ้นมาก็คือ เขามองว่าที่นี่ที่จังหวัดเชียงรายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว แล้วนักท่องเที่ยวสามารถที่จะไปชม คนชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ได้นะคะ แล้วในประเทศไทยมีการแสดงเหมือนกับแสดงนิทรรศการ หรือการแสดงโดยชนกลุ่มน้อยขึ้นมา แล้วเราก็เอาชนกลุ่มน้อยนี้มาแสดงให้ดู คือเขาบอกว่า ทรีต (Treat) กลุ่มเหล่านี้เหมือนกับฮิวแมนซู (Human Zoo) ก็คือเป็นสวนสัตว์มนุษย์ ซึ่งดิฉันคิดว่าตรงนี้อาจจะต้องฝากกรรมาธิการที่ดูแลทางด้านสังคมไปลองพิจารณาดูว่า จะดําเนินการอย่างไรหรือจะให้มีการปฏิรูปอย่างไรเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย เพราะตอนนี้หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ก็เผยแพร่ไปทั่วโลกนะคะ ขอบพระคุณ
ก็ลงหลายฉบับนะครับ ก็ฝากกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม รับไว้ พิจารณาด้วยก็แล้วกัน ขอบพระคุณครับ ต่อไปผมจะขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่อง การบูรณาการสถาบัน การพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (National Sports University : NSU) พร้อมร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. ....
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ก่อนอื่นกระผมใคร่ขออนุญาตต่อท่านประธาน นําเสนอวีดิทัศน์ประกอบการรายงาน เรื่อง การบูรณาการสถาบันพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ (National Sports University : NSU) ประมาณ ๗ นาที ผมขออนุญาตครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดวีดิทัศน์)
กระผม พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ใคร่ขอเรียนให้ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้กรุณาทราบถึงรายงานของ แผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬาของคณะกรรมาธิการ ในเรื่องการบูรณาการสถาบัน พลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสําคัญและควรดําเนินการ เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติจะเป็นเครื่องมือสําคัญของรัฐบาล ในการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรทางการกีฬาให้เกิดในการเรียนรู้ สร้างความตระหนัก ในจิตวิญญาณของคําว่า กีฬา ควบคู่ไปกับการสร้างความมีส่วนร่วมและรับผิดชอบต่อสังคม ของประชาชนในประเทศ จะนําไปสู่การบรรลุเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาประเทศ โดยการ พัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ดังจะเห็นได้จากคํากล่าวที่ว่า กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติสร้างคนกีฬาและบุคลากรทางการกีฬา ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว ได้บรรจุไว้ในวาระปฏิรูปที่ ๑๙ การกีฬาของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศก็ได้ให้ความเห็นชอบ ในเรื่องการบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาตินี้แล้ว เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ กระผมขอเรียนว่า เดิมทีคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ได้เคยนําเสนอการดําเนินการในเรื่องนี้ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๙ และได้นําเรื่องดังกล่าวกลับมาพิจารณา โดยนําข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกทุกท่านมาประกอบการจัดทํารายงานแผนปฏิรูปให้บังเกิด ความรอบคอบและบังเกิดความสมบูรณ์ หลังจากนั้นได้นําประเด็นเรื่องการบูรณาการ สถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เข้าพิจารณาร่วมในการประชุม สัมมนาเชิงปฏิบัติการของคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬา ในระหว่างวันที่ ๓๐ และวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๙ ซึ่งได้รับข้อคิดเห็น อันเป็นประโยชน์เพิ่มเติมและได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีที่ประเทศไทยจะได้มีมหาวิทยาลัย เฉพาะทางในเรื่องของการกีฬาเข้ามารับผิดชอบในการผลิตบุคลากรทางการกีฬา หลังจากนั้นคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้างการกีฬา ได้ขอ รับฟังความคิดเห็นของผู้บริหารสถาบันพลศึกษาและผู้บริหารโรงเรียนกีฬาทุกภูมิภาค รวม ๑๗ วิทยาเขต และ ๑๓ โรงเรียนกีฬาในประเทศไทย พร้อมกันนี้ก็ได้นําแนวความคิด นําข้อคิดเห็นและนําคําแนะนําของท่านนายกรัฐมนตรีมาพิจารณาควบคู่กับหลักการที่ได้รับ จากท่าน พลเอก ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี รองประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๖ ที่กํากับดูแลเรื่องกีฬา นํามาพิจารณาปรับใช้ให้เกิดความเหมาะสม นอกจากนี้ท่านศาสตราจารย์กิตติคุณ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะนายกสภาสถาบันการพลศึกษา ก็ได้ให้แนวทางในการ ดําเนินการการบูรณาการสถาบันพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยท่านได้ชี้แจง โดยตรงต่อท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ประธานคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านโครงสร้างการกีฬาอย่างชัดเจน จึงกล่าวได้ว่ากระบวนการพิจารณาจัดทํารายงาน แผนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬาของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านโครงสร้างการกีฬา ในเรื่องของการบูรณาการสถาบันพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาตินั้น ได้ผ่านการพิจารณาโดยนําข้อสังเกต ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นของท่าน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของท่านนายกรัฐมนตรี ของรองนายกรัฐมนตรี ที่กํากับดูแลเรื่องการกีฬาและของรองนายกรัฐมนตรีที่ดํารงตําแหน่งนายกสภาสถาบัน การพลศึกษา ตลอดจนผู้บริหารสถาบันการพลศึกษาและโรงเรียนกีฬาทั่วประเทศ มาพิจารณาประกอบการจัดทํารายงานอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งมีความรอบคอบทั้งใน กระบวนการคิดและกระบวนการกําหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อน กระผมจึงขอเรียน ต่อท่านประธานสภาและที่ประชุมถึงหลักการในเบื้องต้นและขั้นตอนการพิจารณา เรื่อง บูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเพียงเท่านี้ก่อนครับ สําหรับรายละเอียดในเรื่องนี้ ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ประธานคณะอนุกรรมาธิการ ซึ่งรับผิดชอบจะเป็นผู้นําเสนอต่อที่ประชุม และขออนุญาตจากท่านประธานเพื่อให้ คณะผู้เชี่ยวชาญจากสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา จากสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีการ่วมนําเสนอข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อไปครับ กระผมใคร่ขออนุญาต ต่อท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ให้ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ได้เรียนเสนอ ในรายละเอียดต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไปครับ ขออนุญาตครับ
ขอเรียนเชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และ จริยธรรม ในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้าง การกีฬา ก็ใคร่ขอเรียนต่อที่ประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้กรุณาทราบถึงวาระปฏิรูปด้าน โครงสร้างการกีฬาคือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ อันนี้ต้องกล่าวเบื้องต้นก่อนว่า ไม่ใช่เป็นการจัดตั้งใหม่นะครับ เป็นการบูรณาการสถาบันการพลศึกษาที่มีอยู่ทั้งหมด ๑๗ แห่ง ทั่วประเทศในการยุบรวมเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ทั้ง ๔ ภูมิภาค กระผมขอกล่าวถึง ความเป็นมาในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรื่องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ จะเห็นว่าจากวีดิทัศน์ที่ทุกท่านได้ชมไปแล้ว จะมีทั้งพระราชดํารัสขององค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานให้พิมพ์ในหนังสือวันกีฬาแห่งชาติ วันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ โดยรัฐสภาได้อัญเชิญประดิษฐานไว้บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ๒ ความว่า กีฬามีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับชีวิตของคนแต่ละคนและชีวิตของบ้านเมือง อันนี้เป็นพระราชดํารัสที่ท่านได้ให้ไว้ในวันที่ ๑๖ ที่ลงตีพิมพ์ในวันกีฬาแห่งชาติ และวันที่ ๑๖ ธันวาคมนั้น ถือว่าเป็นวันกีฬาแห่งชาติ สอดรับกับเจตนารมณ์ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๙/๒ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ การปฏิรูปการกีฬาของประเทศได้ดําเนินการโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูป การกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เริ่มต้นจากการนํากรอบความเห็นร่วมกันในการปฏิรูปประเทศ ด้านอื่น ๆ นะครับ ที่จัดทําโดยคณะทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปหรือ ศปป. ที่ได้แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งกําหนดให้มีเรื่องของการปฏิรูปการกีฬาเป็นเรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งนะครับ สามารถ สรุปผลในขั้นต้นว่า การจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญของ การปฏิรูปการกีฬาของประเทศ กระผมใคร่ขอกราบเรียนให้ทราบว่า สถาบันการพลศึกษา ในประเทศไทยมีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานประมาณ ๑๐๐ กว่าปีแล้วครับ ตั้งแต่ เป็นโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัยแรก ๆ นะครับ ปฏิรูปมาจนเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา เป็นวิทยาลัยพลศึกษา เป็นสถาบันการพลศึกษา จนกระทั่งกําลังจะไปสู่มหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ มีการเรียนการสอนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในปี ๒๕๖๐ นี้ถือว่าการจัดการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการพลศึกษาและการกีฬา ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นสูง เช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ตามพระราชปณิธานขององค์พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ กระผมขอเรียนต่อสภาอันทรงเกียรตินี้ว่า สถานการณ์ ในการที่มีแนวคิดที่จะบูรณาการสถาบันการพลศึกษาให้เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น ด้านหนึ่งคือด้านของเศรษฐกิจ การกีฬานั้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจทั้งโดยตรงแล้วก็โดยอ้อม โดยตรงนั้นคือการพัฒนาเศรษฐกิจด้านบุคลากรทางการกีฬา อุตสาหกรรมทางการกีฬา จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราประสบพบเห็นมาในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ ๑ เดือนที่ผ่านมา นักกีฬาเราหลายคนประสบความสําเร็จในระดับโลก ระดับเอเชีย แม้กระทั่งมูลค่าสโมสรของ ฟุตบอลที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก (Champ Premier League) จากมูลค่าแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ณ วันนี้ ขยับขึ้นไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจตรงนี้ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ยุทธศาสตร์ทางด้านการกีฬา ถ้าเราไม่มีการปรับปรุง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการปฏิรูป บุคลากรทางด้านการศึกษาของเราทั้งทางด้านการกีฬา ทั้งบุคลากรทางการกีฬา ไม่ว่าจะเป็น ในระดับภายในประเทศ ระดับชาติ แล้วก็นานาชาตินั้นจะต้องถูกพัฒนาขึ้นไปอย่างเป็นระบบ แล้วก็ก้าวขึ้นสู่นานาชาติได้ในอนาคต
ส่วนสถานการณ์ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ผมจะขออนุญาตย่อ ๆ สั้น ๆ นะครับ จะเห็นว่าผลกระทบทางด้านสังคมกับทางด้านการกีฬานั้นมีมากมายมหาศาล ขออนุญาตยกตัวอย่างล่าสุด ทีมวอลเลย์บอลเพิ่งกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้แพ้ ไม่ได้ผ่านการคัดเลือกเข้าโอลิมปิกนะครับ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ทําให้ประเทศไทย ยืนอยู่ในพื้นที่ทางการกีฬาของโลกได้อย่างภาคภูมิใจในความเป็นอัตลักษณ์ ในความเป็นกีฬา ที่ทําให้ทั่วโลกหันมาเห็นความสําคัญทางด้านความมีน้ําใจของนักกีฬาเรา สู้อย่างสุดฤทธิ์ สุดความสามารถ มีประเด็นที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อคิดกับทีมวอลเลย์บอล ไว้ได้อย่างดีมาก ๆ คือยอมรับคําตัดสินครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ทั่วโลกในวงการกีฬา ให้ความสนใจในระดับผู้นําของประเทศ ได้ออกมาชื่นชมทีมวอลเลย์บอลเรา ในขณะเดียวกัน ให้ยอมรับคําตัดสิน เมื่อวานนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้ การต้อนรับผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่เคยมีปรากฏการณ์ทางสังคมแบบนี้มาก่อน เราจะชื่นชม แต่ใครครับ ผู้ชนะ ได้เหรียญทอง ได้เหรียญโอลิมปิกกลับมา ได้ชนะเลิศรายการ หลาย ๆ รายการกลับมา แต่เมื่อวานนี้ครับ ปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ประเทศไทยรู้จัก แพ้ครับ แพ้อย่างมีน้ําใจนักกีฬา แพ้อย่างยอมรับคําตัดสิน แพ้อย่างผู้ยิ่งใหญ่ที่มีคน นับหมื่น ๆ คนที่สนามบินสุวรรณภูมิให้การต้อนรับครับ เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และท่านนายกรัฐมนตรีได้มีดําริที่จะเลี้ยงนักกีฬาวอลเลย์บอลชุดนี้ด้วยตัวท่านเอง นี่คือ สิ่งหนึ่งซึ่งผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะเห็นคนในประเทศ ให้ความสําคัญของวัฒนธรรมในการออกกําลังกายและเล่นกีฬา ถ้าเราสามารถสร้าง จิตวิญญาณให้คนไทยทั้งประเทศได้สนใจการออกกําลังกาย ดูแลรักษาสุขภาพ สิ่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อวานนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งได้บอกไว้ว่า ถ้าเราสามารถสร้างจิตวิญญาณ ทางการเมืองได้ เราสามารถสร้างจิตวิญญาณทางการศึกษาได้ สร้างจิตวิญญาณทางการกีฬาได้ นั่นคือวัฒนธรรมอันหนึ่ง ซึ่งถ้าเราเห็นจากทั่วโลก วันเสาร์ วันอาทิตย์ เขาจะพาลูกหลานของเขา ไปออกกําลังกาย ไปเล่นกีฬา ไปแคมปิง (Camping) ไปสันทนาการ ไปอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจะทําให้เป็นวัฒนธรรมทางการกีฬาและสุขภาพ นี่คือจุดหนึ่ง ถ้ามหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติเกิดขึ้นจะเป็นเครื่องมือในการที่จะบูรณาการและพัฒนาการทางด้านสังคม และวัฒนธรรมได้อย่างดี จากพัฒนาการที่ผ่านมาของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของ ประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่มหาวิทยาลัยการกีฬานะครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๕๙ ซึ่งจะครบ ๑๐๐ ปีในปีนี้ การจัดตั้งมหาวิทยาลัย ประกอบด้วยเหตุผลที่หลากหลาย แล้วก็หลายแนวทาง สําหรับ สถาบันการพลศึกษาจะมีพัฒนาการเป็นมหาวิทยาลัยนั้น ประกอบด้วยแนวคิดเบื้องต้น ดังต่อไปนี้นะครับ ในเมื่อเรามีกระจายอยู่ทั้งหมด ๑๗ แห่งทั่วประเทศ เราจะบูรณาการ ให้เหลือ ๔ แห่ง เพื่ออะไรครับ
๑. เป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาทางด้านการกีฬาโดยตรง จะเป็น มหาวิทยาลัยเฉพาะทางครับ
๒. การจัดการศึกษาทางเลือกนําไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต ปัจจุบัน อาชีพบุคลากรทางการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ นักจิตวิทยา ทางการกีฬา แม้กระทั่งผู้นําแอโรบิก (Aerobic) หรือองค์ประกอบในกีฬาวิชาชีพอื่น ๆ เป็นที่ต้องการของคนทั้งประเทศ ซึ่งยังขาดแคลนอยู่อีกมากนะครับ
๓. การพัฒนาศิลปวิทยาของแต่ละแขนงในการพัฒนาการทางด้านการกีฬา ให้สูงขึ้น เราจะเห็นว่าวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นนับว่าทุกวันนี้สําคัญต่อนักกีฬาแล้วก็บุคลากร ทางการกีฬาอย่างมาก แม้กระทั่งประชาชนทั่วไป แต่เรายังขาดผู้เชี่ยวชาญแต่ละแขนง ซึ่งจะเป็นวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งจะพัฒนาให้ทั้งนักกีฬาของเราที่จะไปสู่ความเป็นเลิศและอาชีพ ในอนาคตนั้นได้เห็นความสําคัญในด้านวิทยาการทางด้านนี้
๔. ตอบสนองบริบทภูมิภาคของประเทศที่มีบริบททางภูมิศาสตร์ ประชากรศาสตร์ สิ่งแวดล้อม บริบททางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี แบบพหุวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ความหมายคือว่า ถ้าเรามีโอกาสเปิดได้ทั้ง ๔ ภูมิภาค บริบท ของแต่ละภูมิภาคนั้นไม่เหมือนกันนะครับ
๕. การจัดการศึกษาตามแนวนโยบายประชารัฐ โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามา มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามแนวนโยบายประชารัฐ และการจัดการอุดมศึกษา แบบมหาวิทยาลัยความร่วมมือ
กระผมใคร่ขอเรียนว่าในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น จริง ๆ แล้ว มีวัตถุประสงค์ที่สําคัญ ๆ อยู่หลายประการนะครับ กระผมใคร่ขอนําวัตถุประสงค์แต่ละข้อ ในการดําเนินงาน อธิบายสั้น ๆ นะครับ
๑. ดําเนินการตามแนวอันเนื่องมาจากพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัส ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวกับการกีฬา
๒. ก็คือผลิตบุคลากรทางการกีฬาให้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการ และทักษะในวิชาชีพทางการกีฬา
๓. ผลิตการวิจัย ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านการกีฬา
๔. พัฒนาองค์ความรู้ด้านการกีฬา พลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬา อุตสาหกรรมทางการกีฬา บริหารธุรกิจการกีฬา ศิลปศาสตร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง
๕. เสริมสร้างความแข็งแรงของวิชาชีพทางด้านการกีฬาตามนโยบายประชารัฐ
๖. เป็นแหล่งพัฒนาศิลปวิทยาการด้านการกีฬาชั้นสูง
๗. เพื่อทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้าน ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และกีฬาพื้นเมือง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของไทยให้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ท่านจะเห็นจาก วีดิทัศน์ บางท่านอาจจะมีคําถามอยู่ในใจว่าทําไมเราเอามวยไทย หลังจากพระราชดํารัส ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทําไมเราเอามวยไทยมาขึ้นนําก่อน มวยไทย ศิลปะ ป้องกันตัวครับ เป็นกีฬาประจําชาติ เป็นมรดกของชาติ เป็นมรดกของประเทศไปแล้วครับ เป็นมรดกของโลกไปแล้ว มูลค่าทางการตลาดนะครับ ตอนนี้เศรษฐกิจ กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดทําข้อมูลค่ายมวยไทยอยู่ทั่วโลกนะครับ เกือบ ๑๐,๐๐๐ ค่าย ที่มีการเรียนการสอนมวยไทย เพราะฉะนั้นท่านลองคิดถึงมูลค่าที่มันมหาศาลในอนาคต ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านวัฒนธรรม เราจะมีพิธีไหว้ครูมวยไทยทุกปี ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะมีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าร่วมพิธี ๔๐๐-๕๐๐ ประเทศ นี่คือมรดกของชาติแล้วก็มรดกของโลกครับ เพราะฉะนั้นจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อนี้ครับ คือทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านกีฬาพื้นเมืองไว้
๘. ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาสําหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ ทางการกีฬา และบุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเห็น เลยว่าเราไม่ได้ดูแลเฉพาะนักกีฬาหรือคนปกติ เราจะดูแลถึงคนพิเศษ เราจะดูแลถึงคนพิการ
๙. เป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตและโรงเรียนกีฬากระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศเพื่อผลิตและพัฒนานักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬา
ต่อไปก็จะเป็นรูปแบบที่คิดว่าน่าจะนําเสนอให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นนะครับ จากแนวทางการดําเนินงาน สถาบันการพลศึกษาที่มีอยู่ทั้งหมด ๑๗ แห่ง โรงเรียนกีฬา ๓ แห่ง เราจะใช้วิธีการบูรณาการโดยใช้การยุบรวม ให้เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาค ทั้ง ๔ ภาค ก็คือจะมีภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง แล้วก็ภาคใต้ เน้นย้ํา เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง แล้วก็ไม่ได้เป็นการจัดตั้งใหม่ เป็นการยุบรวม ซึ่งเราใช้โมเดล (Model) แนวคิดนี้มาจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลนั้น สมัยที่แล้วก่อนที่จะยุบรวมเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลนั้น สถาบันเทคโนโลยี ราชมงคลมีถึง ๓๕ วิทยาเขตนะครับ มากกว่าเรา ๒ เท่า ปัจจุบันนี้ยุบรวม มีทั้งหมด ๙ แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพราะฉะนั้นเราใช้รูปแบบเดียวกันกับของสถาบันการพลศึกษามี ๑๗ วิทยาเขต ที่มีความรู้สึกว่า ได้รับความร่วมมือมากขึ้นก็คือมีโรงเรียนกีฬาอยู่ทั้งหมด ๑๓ แห่ง เราจะยุบรวมให้เหลือ ๔ แห่ง หรือ ๔ ภูมิภาค ผมจะยกตัวอย่างก็คือทางภาคเหนือนะครับ ภาคเหนือเราจะมี สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตเชียงใหม่ มีสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตลําปาง มีสถาบัน การพลศึกษาวิทยาเขตสุโขทัย และสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตเพชรบูรณ์ เราจะมีสถาบัน การพลศึกษาทั้งหมด ๔ แห่ง มีโรงเรียนกีฬาอยู่ ๓ แห่ง ก็คือโรงเรียนกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนกีฬาจังหวัดลําปาง และโรงเรียนกีฬาที่จังหวัดนครสวรรค์ จะเลือกสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ สมมุติเราจะเลือกสุโขทัย หรือลําปาง หรือเชียงใหม่ หรือเพชรบูรณ์ก็แล้วแต่ ที่เหลือจะเป็นวิทยาเขตครับ ก็จะเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาประจํา ภาคเหนือ โรงเรียนกีฬาก็จะในสังกัดของมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับเราจะมีอยู่ ๔ วิทยาเขตเช่นเดียวกัน เราจะมี อุดรธานี มีมหาสารคาม มีศรีสะเกษ แล้วก็มีชัยภูมิ มีสถาบันการพลศึกษาอยู่ ๔ แห่ง มีโรงเรียนกีฬาอยู่ ๓ แห่ง มีโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ มีโรงเรียนกีฬาจังหวัด อุบลราชธานี และมีโรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น เช่นเดียวกัน จะเลือกแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ที่เหลือจะเป็นวิทยาเขต โรงเรียนกีฬาก็จะสังกัด ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ต่อไปครับมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติภาคกลางนะครับ ภาคกลางจะมีอยู่ ทั้งหมด ๔ วิทยาเขต มากกว่าทั้ง ๓ ภาคอยู่ ๑ วิทยาเขตนะครับ ก็จะมีที่อ่างทอง สุพรรณบุรี สมุทรสาคร กรุงเทพฯ แต่กรุงเทพฯ ไปตั้งอยู่ที่คลอง ๑๓ ของจังหวัดปทุมธานี ชลบุรี เพราะฉะนั้นโรงเรียนกีฬาก็จะมีอยู่ถึง ๔ แห่ง มีอ่างทอง มีสุพรรณบุรี มีชลบุรี และนครนายก เช่นเดียวกันก็จะพิจารณาคัดเลือกแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โรงเรียนกีฬาก็จะเป็นโรงเรียนในสังกัดของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาคกลาง
สุดท้ายครับก็จะเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติภาคใต้ ซึ่งมีวิทยาเขต ทั้งหมด ๔ แห่งเช่นเดียวกัน มีจังหวัดชุมพร มีจังหวัดกระบี่ มีจังหวัดตรัง แล้วก็จังหวัดยะลา โรงเรียนกีฬาจะมี ๓ แห่ง มีจังหวัดยะลา มีจังหวัดนครศรีธรรมราช และที่จังหวัดตรัง ก็จะคัดเลือกแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ที่เหลือเป็นวิทยาเขต แล้วก็ โรงเรียนกีฬาก็จะอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาคใต้นะครับ แต่ละแห่ง ก็จะมีบริบท มีความต้องการในการเรียนการสอนซึ่งต่างกันออกไปนะครับ เพราะฉะนั้น ดังที่กล่าวมาข้างต้นในการบูรณาการยุบรวมสถาบันการพลศึกษาในครั้งนี้ก็จะมีหน่วยงาน ที่ต้องรับผิดชอบ เจ้าภาพหลักก็คงเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานะครับ สถาบัน การพลศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา อันนี้ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะว่า เราจะทําทุกอย่างให้เข้าสู่มาตรฐาน สกอ. นะครับ สํานักงบประมาณ สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. นะครับ แล้วก็ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน อันนี้คือเราได้จัดเตรียมไว้อย่างดีพอสมควร นะครับ
สุดท้ายนี้ก็คงจะเป็นประโยชน์นะครับที่ประชาชนและประเทศชาติ จะได้รับจากการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติอย่างที่กล่าวไปแล้ว
๑. จะมีมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง ทางด้านการกีฬาโดยตรงเพื่อเป็นทางเลือก ให้ประชาชน เยาวชน เด็กนักเรียนในการศึกษาวิชาชีพด้านการกีฬาที่มีความชัดเจนมากขึ้น ให้โอกาสเด็ก ๆ ที่สนใจทางด้านการกีฬา ประชาชน แม้กระทั่งคนสูงอายุ แม้กระทั่งคนพิการ ที่รักและสนใจในการกีฬาเขาจะได้เข้าสู่ระบบการศึกษา การเรียนการสอนที่เป็นเฉพาะทาง จริง ๆ นะครับ
๒. ใช้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม ความรักสามัคคี รักท้องถิ่น ปลูกฝังให้ประชาชนรักการออกกําลังกาย และเล่นกีฬาจนเป็น วิถีชีวิตครับ ถ้าเราสามารถรณรงค์ให้คนทั้งประเทศสนใจการออกกําลังกาย หันมาเล่นกีฬา สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุดของประชากรทั่วโลกก็คือค่ารักษาพยาบาลครับ ผมจะพูด หรือสัมมนา หรือจะไปที่ไหนก็แล้วแต่ เรามี ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ค่าใช้จ่ายมันมีแต่ จะเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทําไมเราไม่ป้องกันครับ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ท่านบอกว่าแพทย์มี ๒ ทางครับ ทางหนึ่งคือรักษา แต่ถ้าสามารถ ป้องกันได้ก่อนนี้ นี่ละครับเหตุผลที่ท่านมาเป็นอธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก ท่านบอกว่า ท่านรักษาไม่ไหวแล้ว ท่านอยากป้องกันบ้าง ณ วันนี้เรายังรณรงค์ได้ไม่ถึงไหน ในการ ออกกําลังกาย ดูแลรักษาสุขภาพของประชากรไทยทั่วประเทศ ต้องบอกว่า ยังต้องได้รับ การรณรงค์ปลูกฝังค่านิยมการออกกําลัง การเล่นกีฬาให้เป็นวิถีชีวิตให้ได้
๓. ต่อไปช่วยพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจโดยรวม มีฐานข้อมูล ศูนย์รวมงานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประชาชน ประเทศชาติ สร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี ตลอดจนอุตสาหกรรมธุรกิจทางการกีฬา ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ตอนนี้ กรมพลศึกษามีการประกวดนวัตกรรมทางด้านการกีฬา ท่านทราบไหมครับ เครื่องยิงลูกขนไก่ ที่น้องเมย์ซ้อมอยู่เกือบทุกวัน ถ้านําเข้าจากต่างประเทศ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เครื่องยิงลูกเทนนิสหรือเครื่องอื่น ๆ อีกเยอะแยะ คือแม้กระทั่งเครื่อง ออกกําลังกาย แต่ตอนนี้มีนักศึกษาเราประดิษฐ์คิดค้นเครื่องยิงลูกขนไก่ เครื่องออกกําลังกาย แล้วก็เครื่องยิงลูกเทนนิสต้นทุนไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีการประกวดนวัตกรรมที่ใช้ต้นทุนต่ํา ประสิทธิภาพสูง มีประกวด ทุกปีครับ กรมพลศึกษาจัด เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นอุตสาหกรรมทางการกีฬาอย่างดี ถ้ามี มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเปิดขึ้นมารองรับ จะมีคณะที่เปิดขึ้นใหม่เป็นคณะนวัตกรรม แล้วก็เทคโนโลยีทางการกีฬา หลาย ๆ ตัวที่ผมไม่ได้เอ่ยถึง แม้กระทั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอะนาไลซ์ (Analyze) เกมการแข่งขัน ซึ่งโค้ช (Coach) เกรียงไกรถืออยู่ตลอด ที่ท่าน เห็นในไอแพด (iPad) นะครับ ลูกแต่ละลูก ลูกเอ (A) ลูกบี (B) ลูกซี (C) ขึ้นอย่างไร กระโดดตบ ตรงไหนสร้างอย่างไร แม้กระทั่งฟุตบอล แม้กระทั่งกีฬาอื่น ๆ มีเครื่องอะนาไลซ์ (Analyze) เครื่องวิเคราะห์ ซอฟต์แวร์ (Software) เราซื้อถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทหรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ละเครื่อง ซึ่งแพงมากผมเชื่อว่าคนไทยไม่แพ้ใครแล้วก็คิดค้นได้อย่างดีนะครับ
๔. นักกีฬาตลอดจนผู้เกี่ยวข้องมีแนวทางในการพัฒนาตัวเอง รัฐสามารถ ส่งเสริม สนับสนุนนักกีฬาสู่ความเป็นเลิศอย่างมีระบบตามมาตรฐานสากล เราจะต้องช่วยกัน ขับเคลื่อนให้ทั้งนักกีฬาของเรา ทั้งบุคลากรทางการกีฬาของเราเข้าสู่มาตรฐานสากล ก้าวขึ้นสู่ระดับอาเซียน (ASEAN) ด้านอื่น ๆ นะครับ เราอาจจะยังมองไม่เห็นนะครับทางด้าน อาเซียน (ASEAN) บางด้านขึ้นไปสู่ระดับโลกแล้ว บางด้านยังอยู่กลาง ๆ แต่ในระดับอาเซียน (ASEAN) กีฬานะครับ เรายังเป็นเบอร์ ๑ อยู่ครับ การศึกษา หลายคนบอกว่าเราไปอยู่ อันดับ ๘ แล้ว แต่กีฬาเราอยู่อันดับ ๑ ครับท่าน เราคงไม่ปล่อยให้มันกลับไปอยู่ต่ําลงไป กว่านั้นนะครับ
๕. นักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน บุคลากรทางกีฬา และผู้เกี่ยวข้องได้รับ การศึกษาด้านการกีฬาทําให้สามารถนําไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้เพื่อส่งเสริม เศรษฐกิจของชาติทั้งโดยตรงแล้วก็โดยอ้อมนะครับ
๖. สุดท้ายครับ ได้ความภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติที่จะเปิด ตามภูมิภาคต่าง ๆ จะทําให้เด็ก นักกีฬา ประชาชนนั้นรักท้องถิ่น สร้างเกียรติยศความ ภาคภูมิใจของจังหวัด ของภูมิภาค และแสดงถึงศักยภาพ ความรัก ความสามัคคี ความเป็น น้ําหนึ่งใจเดียวกัน ส่งเสริมความร่วมมือ ความรักสามัคคีในทุกภาคส่วน
เพราะฉะนั้นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติโดยการบูรณาการ สถาบันการพลศึกษาที่มีอยู่ทั้ง ๑๗ แห่ง และโรงเรียนกีฬาทั้ง ๑๓ แห่งนั้นท่านคงได้เห็น แนวคิด กรอบความคิด แม้กระทั่งประโยชน์ที่จะได้รับนะครับ ในต่างประเทศนั้น มีมหาวิทยาลัยการกีฬาต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้กระทั่งเอเชีย เอเชียนั้นมหาวิทยาลัยการกีฬาปักกิ่ง ที่จีนมีแล้ว เซี่ยงไฮ้ มหาวิทยาลัยเสิ่นหยาง มหาวิทยาลัยกว่างโจว มหาวิทยาลัยเฉิงตู มหาวิทยาลัยการกีฬาทั้งนั้นที่ผมได้กล่าวถึง ที่เกาหลีครับ สาธารณรัฐเกาหลีมีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเกาหลีโดยตรงเลยนะครับ แล้วก็ที่ไต้หวันก็มีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติไต้หวัน ที่ญี่ปุ่นใช้ชื่อควบรวมเลยครับเป็น มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการกีฬานิปปอนซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติของญี่ปุ่น อินเดียมีมหาวิทยาลัยทมิฬนาฑูนะครับ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ท่านทราบไหมครับ ในอาเซียน (ASEAN) เวียดนามมีมหาวิทยาลัยการกีฬา ๓ แห่งครับ ของเรายังไม่มีเลย ทั้ง ๆ ที่เราพร้อมกว่า จริง ๆ ถ้าปี ๒๕๔๘ ที่ผ่านมาตอนที่เปลี่ยนฐานะจากวิทยาลัยพลศึกษา เป็นสถาบันการพลศึกษา ถ้าเปลี่ยนแปลงบูรณาการตั้งแต่ตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติก็คงจะผ่านมาแล้ว ๑๐ ปีนะครับ เราน่าจะพัฒนาอะไรได้ดีกว่านี้เยอะ สุดท้ายก็ทางยุโรปครับ ก็จะมีเยอรมนี ลิทัวเนีย ยูเครน รัสเซีย บัลแกเรีย ที่ผมกล่าวมานี้ ส่วนใหญ่มีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งประเทศต่าง ๆ มีความสําเร็จทางด้านการกีฬา ส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานทางด้านมหาวิทยาลัยการกีฬาของแต่ละประเทศนั้น ๆ ก็กล่าวสรุป ได้ว่าถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะช่วยกันบูรณาการสถาบันการพลศึกษาให้เป็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาตินะครับ
สุดท้ายจริง ๆ ครับ ได้ลงสํารวจพื้นที่ สํารวจความคิดเห็นของประชาชนในแต่ละ ภูมิภาคเพื่อบูรณาการสถาบันการพลศึกษาให้เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ตั้งแต่ วันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ได้ลงไปที่ภาคเหนือ ที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตเชียงใหม่ ไปรับฟังความคิดเห็นทั้งของประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะผู้ที่มี ส่วนได้เสียโดยตรงก็คือโรงเรียนกีฬาแล้วก็สถาบันการพลศึกษา วันพุธที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙ ลงไปที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตกระบี่ ตัวแทนภาคใต้ วันพฤหัสบดีที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๙ ลงไปที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตอุดรธานี ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันพุธที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ ลงไปที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็น ตัวแทนของภาคกลาง แล้วก็วันศุกร์ที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๙ ก็ไปที่สํานักงานอธิการบดี สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชลบุรี ก็ลงไปสํารวจความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ทําการบ้าน มาอย่างดีพอสมควรนะครับ
สุดท้ายกระผมใคร่ขอขอบพระคุณท่านประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านที่ให้โอกาสได้ชี้แจงและพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อปรับปรุง ข้อคิดเห็น แล้วก็จะนําไปแก้ไข ส่วนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสมบูรณ์ พอสมควร จะขออนุญาตท่านประธานได้ขออนุญาตให้ท่านผู้อํานวยการสุรพล ทิพย์เสนา ได้ชี้แจงร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งก็เหมือนกับ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทั่วไปนะครับ ซึ่งไม่มีความสลับซับซ้อนมาก ก็ขออนุญาตท่าน ผอ. สุรพล ครับ
เชิญท่าน ผอ. สุรพล ทิพย์เสนา จากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ และท่านสมาชิก ผม สุรพล ทิพย์เสนา ในฐานะอนุกรรมาธิการ ผู้อํานวยการฝ่ายกฎหมายการศึกษาขั้นพื้นฐานและการกีฬา สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สําหรับในกรอบสาระของร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... ก็เป็นการปรับปรุงในส่วนของพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยปรับวัตถุประสงค์ของการดําเนินการของสถาบันการพลศึกษามาเป็น มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ให้มีวัตถุประสงค์เพิ่มขึ้น โดยเน้นในเรื่องศาสตร์เฉพาะทาง ทางด้านการกีฬา ขยายรูปแบบของการจัดการศึกษาจากที่จํากัดอยู่แต่เพียง ๓ คณะ ที่เป็น เรื่องของการศึกษาทางด้านพลศึกษาและกีฬา มาเป็นศาสตร์ที่สามารถขยายไปในเชิง ของการบริหารและเชิงของการดําเนินการให้สอดรับกับมาตรฐานการอุดมศึกษา ตัวนี้ ในโครงสร้างของการบริหารก็เป็นไปในแนวทางของรูปแบบของสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ โดยทั่วไป เพียงแต่ว่าในการดําเนินการนั้นอาจจะเน้นในเรื่องของศาสตร์ทางการกีฬาเป็น การเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อที่จะให้เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทางเช่นเดียวกับในมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติในประเทศอื่น ๆ ที่มีการผลิตบุคลากรที่มีความสามารถทางด้านการกีฬา รวมทั้ง มีความสามารถในการที่จะนําความรู้ทางการกีฬาไปถ่ายทอดและพัฒนา รวมทั้งบริการ สังคมด้วย ฉะนั้นในกรอบของโครงสร้างของร่างพระราชบัญญัติก็ได้มีการปรับเปลี่ยนให้มี การพัฒนามากขึ้น มีการปรับเปลี่ยนจาก ๑ แห่ง ๑๗ วิทยาเขต เป็นการยุบรวมจาก ๑๗ วิทยาเขตเป็นมหาวิทยาลัย ๔ ภาค อันนี้ท่านประธานชาญวิทย์ได้กรุณาอธิบาย ต่อที่ประชุมไปแล้วฉะนั้นในกรอบของภารกิจของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติก็จะเน้น ไปถึงมาตรฐานการอุดมศึกษาในหลักมาตรฐานทางวิชาการที่สอดคล้องกับการพัฒนาในเชิง วิชาการของการอุดมศึกษาทั่วไป ฉะนั้นโดยภาพรวมก็จะเป็นมหาวิทยาลัยที่เป็นมาตรฐาน เดียวกันกับมหาวิทยาลัยของรัฐโดยทั่วไปครับ ขอบพระคุณครับ
คณะกรรมาธิการชี้แจงครบถ้วนทุกท่านแล้วนะคะ ท่านประธานจะสรุปอะไร ไหมคะ ไม่มีใช่ไหมคะ ถ้าอย่างนั้นต่อไปก็เชิญท่านสมาชิกอภิปรายท่านละ ๑๐ นาที ท่านแรกคือ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัด กระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ ท่านมีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) เสนอด้วยใช่ไหมคะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมรอคอยเรื่องนี้มานาน เหมือนข้าวคอยฝน จากเมื่อตอนนําเสนอครั้งแรกฝนยังแล้งอยู่ วันนี้ฝนตกแล้ว ข้าวเริ่มงอกงาม ขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการมากที่ยังไม่ลืมเรื่องนี้ ผมกราบเรียนว่าเรื่องกีฬาเป็นเรื่องสําคัญมาก ขณะนี้ ใครไม่พูดถึงเรื่องกีฬาในประเทศไทยผมคิดว่าเชยที่สุด แต่ก่อนที่จะเข้าเรื่องนี้ ผมอยากจะ ให้ท่าน ผมก็เตรียมมา แล้วก็อาจจะซ้อนกับท่านในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) สักเล็กน้อย เชิญเปิดเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เมื่อผมเป็นเด็ก ๆ ทุกครั้งที่มีการแข่งกีฬาจะต้องเห็น เขาเรียกอะไร ดนตรีนําเสมอ ไม่ใช่พระนํานะครับ พระนําอีกเรื่องหนึ่ง ดนตรีนําเสมอ แล้วต้องมีเพลงกราวกีฬา ผมขออนุญาตเปิดเสียงดนตรีเพลงกราวกีฬาให้ท่านฟังสักนิดหน่อย เพื่อให้ท่านคึกคัก เชิญครับ เสียงยังไม่มาเลยครับทางห้องไอที (IT) ครับ อันนี้ต้องตัดเวลาไป เดี๋ยว ๑๐ นาทีผมหายไปแล้ว ๑ นาที เพลงกราวกีฬาประพันธ์โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิป (Clip) เสียง)
เอาพอเป็นออร์เดิร์ฟ (Hors d’oeuvre) ครับ แต่ว่าข้อความในเนื้อเพลงที่ประพันธ์โดยเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ผมอ่านแล้วอ่านอีก ฟังแล้วฟังอีก ๓ วันนี้ผมทําการบ้านเรื่องนี้มา ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากที่สุดคือว่า กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทําตนให้เป็นคน หลายท่านอาจจะคิดว่าท่านพูดอย่างนี้ มาตั้งแต่โบราณ มีความหมายนะครับ ปัจจุบันนี้ก็อาจจะมีการทะเลาะเบาะแว้ง แย่งกัน เป็นโน่นเป็นนี่ในสมาคมกีฬา ร้อยแปดจิปาถะ ที่เป็นข่าวนะครับ มันไม่ใช่แก้กองกิเลส ทําตนให้เป็นคนนะครับ ก็ไม่เป็นไร ไม่ใช่เรื่องที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนในที่นี้หลายครั้งแล้วว่าถ้าไม่มีเมื่อวานนี้ ไม่มีวันนี้ ถ้าไม่มีการแต่งตั้ง สปท. เราก็ไม่มีสิทธิที่จะมาอยู่ในที่นี้ ที่ลงนามโดยท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มันต้องมีที่มา ที่ท่านกําลังจะพูดเรื่องกีฬามหาวิทยาลัย หรือมหาวิทยาลัยกีฬานี้ ต้นกําเนิด มันคือกรมพลศึกษา เชิญดูเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ตั้งเมื่อไรครับ โน่น พ.ศ. ๒๔๗๗ กระมังที่ผมมอง ตั้งมานานมากเลย และใช้สนามศุภชลาศัย และตราก็เป็นช้างสามเศียร มีพระอินทร์ทรงมานี้ อันนี้คือต้นตํารับและต้นกําเนิดของการกีฬาแห่งประเทศไทย ต่อมาก็เปลี่ยนไป สังกัดจาก กระทรวงศึกษาธิการก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไปอยู่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเปลี่ยนกลับมาอีก เพราะคําว่า พลศึกษา นี้มันกินใจ ผมอยากให้เข้าไปดู ในสนามศุภชลาศัย เป็นอย่างไรครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านถ่ายภาพสนามทั่วโลกมาเลย ผมก็ ประทับใจว่าผมไม่มีเงินขนาดนั้น แต่อย่างไรก็ตามผมเคยไปเรียนที่สนามศุภชลาศัย เพราะ ผมไปเรียนหลักสูตร พ.ม. เขาเรียกว่า ประกาศนียบัตรประโยคครูพิเศษมัธยม แล้วก็ไปเล่น กีฬาอยู่หลายเดือน ก็ยังรักสนามศุภชลาศัยอยู่ อย่างไรจะมีสนามอื่นก็ยังมีความรู้สึกว่าสนาม ศุภชลาศัยเป็นสนามที่คนไทยรู้จักมาตั้งแต่หัวเท่ากําปั้นจนปัจจุบัน
ต่อไปครับ คนที่ทําชื่อเสียงให้ประเทศไทยครับ รู้จักท่านโผน กิ่งเพชร ไหมครับ เป็นแชมป์โลกคนแรกของประเทศไทย ท่านอาจจะลืมไปแล้ว ถ้าท่านลืม ถ้าท่าน ไปเที่ยวหัวหิน ท่านไปดูชายหาดหัวหิน เขามีอนุสาวรีย์ เพราะท่านเป็นคนที่นั่น ของโผน กิ่งเพชร ไว้ ไม่ใช่มาฮือฮาในปัจจุบัน มีตั้งแต่โผน กิ่งเพชร แล้ว และบัดนี้ท่านก็เสียชีวิต ไปแล้ว
ต่อมาครับ ถ้าไม่มีใครพูดคนนี้ผมคิดว่าสุดจะเชย ตกโลกไปเลย คือน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ ประวัติท่านก็คงรู้แล้ว แต่เบื้องหลังการถ่ายทํา กว่าน้องเมย์จะขึ้นมาชูธงไทย อวดธงไทยไปทั่วโลกนี่นะครับ ความเหนื่อยยาก นอกจากน้องเมย์แล้ว คุณพ่อคุณแม่ และนี่ครับ คุณแม่กมลา ทองกร กับโรงยิมเนเซียม (Gymnasium) ของท่าน ผมพยายามหา โรงงานของท่านที่ทําขนม ไม่เจอครับ ถ้าไม่มีโรงงานขนมของแม่กมลา น้องเมย์ก็ไม่มีสิทธิ ที่จะไปชูธงชาติไทยอวดนานาชาติ
ต่อไปครับ นี่ไม่เคยเห็นกันมาเลยว่าคนไทยจะเก่งในเรื่องของกีฬายิงปืน คุณสุธิยา จิวเฉลิมมิตร สด ๆ ร้อน ๆ นะครับ ก็ใช่ เห็นไหมผมเป็นคนทันสมัย ไม่ตกเทรนด์ (Trend) นะครับ ท่านประธานกรรมาธิการที่เคารพครับ
ต่อไปครับ นี่เลย เอรียา จุฑานุกาล ก็ชื่อน้องเม ขณะนี้เป็นแชมป์ (Champ) ของพีจีเอ (PGA) ๒ แชมป์ (Champ) แล้ว ทั่วโลกรู้จักหมด ผมหารูปคุณพ่อคุณแม่ท่านไม่ได้ หมายถึงคุณพ่อคุณแม่ของน้องเมย์ไม่ได้ เขาตระเวนติดตามพาลูกไปแข่งตั้งแต่หัวเท่ากําปั้น ฝึกซ้อมร้อยแปดจิปาถะ ขายบ้าน ขายช่อง ขายแม้รถที่ใช้คันสุดท้าย ถ้าไม่จริงท่านก็ชี้แจงได้ บัดนี้เธอก็ทําให้ชาติบ้านเมืองเรานี้มีความสุข นี่ครับเมื่อนักกอล์ฟระดับโลกไปกราบขอพร ท่านนายกรัฐมนตรี เห็นไหมดูสิน่ารักไหม น่ารักทั้งนักกอล์ฟระดับโลก และขออนุญาต ท่านนายกรัฐมนตรีของพวกเราชาวไทย ท่านน่ารักครับ ไม่แพ้กันนะครับ
ต่อไปครับ เดี๋ยวนะครับจับภาพนี้แล้วจะเห็นอีกภาพนี้ ถ้าไม่พูดถึงเรื่อง วอลเลย์บอลหญิงไทยก็ดูกระไร จะถือว่าไม่ทันต่อการติดตามเรื่องการกีฬาของประเทศ เลยนะครับ เขาเป็นผู้แพ้ที่ชนะใจคน ๖๗ ล้านคน และคนอื่น ๆ อีกหลายประเทศที่ต้องการ ความเป็นธรรมในหัวใจนะครับ อันนี้ก็เป็นกีฬาวอลเลย์บอลของทีมชาติไทย แต่เสียดาย ผมกําลังคิดว่าจะหาตั๋วเครื่องบินบินไปดูเขาแข่งที่ต่างประเทศเลยครับ โอลิมปิกนี้ เลยไป ไม่ได้แล้วเพราะเขาไม่ได้ไปแล้ว เพราะประเทศญี่ปุ่นเขาเอาไปเสียแล้ว
ต่อไปครับ นี่ครับกีฬานี่ท่านอาจจะไม่เคยเห็นมานานแล้ว แล้วสังคมไทย ปัจจุบันก็ไม่ค่อยพูด เมื่อไรที่ท่านไปงานวัด นี่ในสนามศุภชลาศัย ข้างสนามศุภชลาศัย เล็ก ๆ นี้ ผมนี้เป็นเด็กวัดครับ เคยเรียนศาลาวัดมา ป.๑ ถึง ป.๔ ทุกครั้งจะมีการเตะตะกร้อ ลอดห่วง ท่านจะเชื่อไหมนี่ ตะกร้อแบบนี้ เตะจากพื้นมันไปเข้าห่วงเล็ก ๆ ได้อย่างไร นี่คือ คนไทย แม่น ตีลังกาสามรอบหรืออะไรก็แล้วแต่เถอะ นี่กีฬาของไทยมีมา เท่าที่ผมไปดู ประวัตินะครับ ตะกร้อนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ก็ยังเถียงกันว่าของพม่าก็มี ของอินโดนีเซีย ก็มี ของมาเลเซีย ไม่เป็นไรของไทยเรามีก็แล้วกัน แล้วมีมานาน
ต่อไปครับ อันนี้กีฬาอะไรครับ ตะกร้อเหมือนกัน ท่านดูสิครับ เตะกันแบบ ชนิดที่สุดยอด หกคะเมนเกนเก้ครับ ผมมีรูปอยู่ในมือถือผม นี่เด็กผู้ชายคนหนึ่งเมื่อปี ๒๕๔๗ อายุ ๑๘ ปี เป็นช่างไฟฟ้า ปีนเสาไฟฟ้า แขนขาด ๒ ข้าง กุดถึงหัวไหล่เลยนะครับ แล้วมาฝึก ทํารีแฮบ (Rehab) เขาเรียกกายภาพบําบัด รวมทั้งหาอาชีพให้ที่ศูนย์ฟื้นฟูอาชีพคนพิการ ที่บางพูน ผมจะพาท่านไปดูได้ มาใหม่ ๆ นะครับ แกจะฆ่าตัวตาย คนที่โตแล้ว แล้วพิการ แขน ขา ตาบอด จะฆ่าตัวตายหมด ปลอบใจจนแกฝึกอาชีพ พอฝึกอาชีพเสร็จ ผมก็ไปนั่งดู แกเตะตะกร้อ ไม่มีแขน เตะ ม้วนซ้าย ม้วนขวา ผมมีรูปมาแต่โหลด (Load) เข้าไม่ทัน เดี๋ยว ผมจะส่งเข้าไปในไลน์ (Line) ของ สปท. นะครับ ท่านประธานครับ ผมไปดูแล้วว่าไม่มีใคร พูดเลย มีผมคนเดียว ผมก็แปลกใจว่าวันนี้ไม่มีใครขอพูดเลย ก็ไม่เป็นไรครับ ขออนุญาต ท่านนิดหนึ่งเป็นเรื่องดี ๆ ของสังคมไทยปัจจุบันแล้วก็สังคมไทยในอนาคต ขออนุญาต ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกด้วยความเคารพครับ ปัจจุบันนี้เด็กผู้ชายคนนี้เดี๋ยวผมจะให้ ชื่อไปทีหลัง ไปทํางานอยู่ที่ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นนักคีย์ (Key) คอมพิวเตอร์ ไม่มีแขน มีรูปนะครับ ใช้เท้าเป็นนักคีย์ (Key) คอมพิวเตอร์
ต่อไปครับ ข้อเสนอเพื่อพิจารณา อันนี้ก็ออร์เดิร์ฟ (Hors d’oeuver) มานาน นะครับ อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับท่านกรรมาธิการก็ไม่เป็นไรครับ ผมอยากจะเสนอว่า คนที่จะเป็นครูสอนพลศึกษานั้น เมื่อสักครู่ท่านยกแล้ว หมอบุญสม มาร์ติน ท่านศักดิ์ชาย ทัพสุวรรณ ท่านรู้จักไหมครับ ณัฐ อินทรปาณ นะครับ ท่านเหล่านี้อยู่ในแวดวงกีฬามานาน แล้วผมรู้จักทั้งนั้น รู้จักแบบชนิดที่จับเข่าคุยกันแล้วก็ไปอะไรด้วยกันทํากิจกรรมหลายอย่าง ด้วยกันนะครับ
๑. ครูที่จะอยู่วิทยาลัย สถาบัน หรือที่ท่านจะตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติขึ้นมานี้ ต้องมีจิตวิญญาณ อยู่กับเด็กเกือบจะเรียกว่า ๒๔ ชั่วโมง ถ้าไม่มีวิญญาณ ไม่เข้าใจเด็กแล้ว ผมคิดว่าเป็นครูพละไม่ได้ และที่สําคัญที่สุดก็ต้องติงท่านไว้เดี๋ยวนี้เลยว่า เป็นครูพลศึกษานี้ท่านจะตั้งได้หรือไม่ได้อีกเรื่องนะครับ มหาวิทยาลัยนี่ครับต้องมีจริยธรรมสูง และถ้ามีศีล ๕ จะได้ดี ก็เพราะว่าเด็กรุ่นอายุ ๑๔ ปี ๑๖ ปี ๑๕ ปีนี่ครับ ถ้าเป็นนักกีฬาสาว ท่านครับ นุ่งกางเกงขาสั้น เสื้อแขนสั้น แข่งกีฬา ฝึกซ้อมมันอันตรายต่อสายตาของครูหนุ่ม ๆ แล้วก็ต้องเป็นต้นแบบ ไม่ใช่สอนให้เด็กวิ่งแข่งผลัด ๔ คูณ ๑๐๐ ตัวเองวิ่งโน่นอยู่ท้ายแถว ถ้าจะเป็นครูสอนกีฬาอะไรนี่ ตัวเองต้องเก่งนะครับ เก่งจะด้วยพรสวรรค์บวกพรแสวง พรสวรรค์อย่างเดียวไม่ได้นะครับ ต้องมีพรแสวงด้วยก็จะยิ่งดีนะครับ
๒. ต้องมีอุปกรณ์การเรียนครบเครื่อง ที่ผมยกตัวอย่างอันนี้มาคือถูกที่สุด สมัยก่อนนี้ทําด้วยหวาย ปัจจุบันนี้หวายมันหายาก เป็นการทําลายป่านะครับ ก็ทําด้วย พลาสติก ผลผมเตะลูกพลาสติกนี้นิ่มกว่าหวายนะครับ แต่ปัจจุบันนี้อุปกรณ์มันแพง นะครับ ค่าใช้จ่ายในการเล่นกีฬาแพง ท่านต้องมีอุปกรณ์ครบเครื่อง
๓. ต้องมีภาคเอกชนให้การสนับสนุน ดูแม่ทองหยอดสิครับ แต่ก่อนนี้ใครรู้จัก ไหมครับ คุณกมลา ไม่มีใครรู้จัก ถ้าเอกชนในประเทศไทย จริง ๆ ทั่วโลกเลยนะครับ ไม่ให้ การสนับสนุนเรื่องกีฬา ไปไม่ได้หรอกครับ ไปไม่ถึงฝั่งนะครับ เพราะต้องใช้งบประมาณสูง นะครับ
๔. ต้องมีการบูรณาการ ถ้าจะตั้งนะครับ ถ้าที่ประชุมเห็นด้วยจะให้มีการตั้ง ต้องมีการบูรณาการกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะของรัฐหรือเอกชน ก็ตามที่เขามีจิตวิญญาณสนับสนุนเรื่องนี้ ในเรื่องที่เขามีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา คณะวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการกีฬาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ และเรื่องของกายภาพบําบัด เพราะนักกีฬานี้จะต้องมียืดมีหดกล้ามเนื้อ จะต้องรู้ว่ากล้ามเนื้อมัดไหน มัดใหญ่ มัดเล็ก ออกแรงอย่างไรถึงจะออกแรงน้อยแต่ตีได้เร็ว ผมก็กราบเรียนว่าจะต้องทําอย่างนี้ แต่ผม เสนอข้อสุดท้าย ถ้าอาจจะไม่ตรงใจกับท่านกรรมาธิการก็ขออภัย กราบขออภัยวันนี้เลย แล้วก็ออกจากที่นี้แล้วจะไปรดน้ํามนต์นะครับ ก็คือว่าอย่าเอาสัก ๔ แห่งเลยได้ไหมครับ ถ้าท่านเอาทีเดียว ๔ แห่ง ตั้งมหาวิทยาลัยทีเดียว ๔ แห่ง มีอธิการบดี ๔ คน แล้ว ๔ คน ก็เริ่มต้น เริ่มต้นเธอได้งบประมาณมาก ฉันได้งบประมาณน้อย เมื่อไรที่มีพระราชบัญญัติแล้ว พอเป็นมหาวิทยาลัยแยกกันแล้ว ๔ แห่งนี้ หรือจะรวมกันหรืออะไรก็ตาม มันมีตัวอย่างครับ พอรวมกัน อย่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒแต่ก่อนนี้เป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา ๘ แห่ง ในที่สุดก็ต้องแยกกัน ท่านเอาสักแห่งหนึ่งที่กรุงเทพฯ หรือที่ไหนก็ได้ที่มันแข็งแรง มีครูบาอาจารย์ มีเครื่องไม้เครื่องมือนี้สักแห่งหนึ่งก่อน ถ้าจะมีนะครับ แล้วแต่ท่าน สปท. ทั้งหลายจะเห็นอย่างไรนะครับ ผมคิดว่าแล้วหลังจากนั้นไปดูสักระยะหนึ่งแล้วท่านค่อย แห่งที่ ๒ แห่งที่ ๓ แห่งที่ ๔ หรือจะมีทุกจังหวัด ถ้าถึงกีฬาเราไปกีฬาโลกได้ผมก็จะ ไม่ว่าอะไรนะครับ เริ่มต้นจากน้อยไปหามาก ขึ้นบันไดทีหนึ่ง ถ้าท่านกระโดดขึ้นไปข้างบนเลย อาจจะตกหัวขมํามาก็ได้ ถ้าท่านขึ้นบันไดทีละขั้นผมคิดว่าจะมั่นคง
สุดท้ายผมอยากน้อมนําพระราชดํารัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ปัจจุบันที่เราเคารพที่สุดนะครับ ท่านพระราชทานเพื่อเชิญลงพิมพ์ในหนังสือเนื่องใน วันกีฬาแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๓๑ ความว่า “กีฬามีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับ ชีวิตของแต่ละคน และชีวิตของบ้านเมือง” เพราะถ้าทุกคนเล่นกีฬา เล่นกีฬาเป็น ไม่ใช่เล่น กีฬาได้ เล่นกีฬาเป็นกับเล่นกีฬาได้ ไม่เหมือนกัน ท่านชาญวิทย์คงอธิบายได้ ถูกไหมครับ ไม่เหมือนกัน ถ้าอยู่ ๆ กําลังร่างกายกํายําลงไปวิ่งเลยนะ ไม่ช้าก็หัวใจวายตาย มันต้องมี วอร์มอัป (Warm up) ถูกไหมครับ และต้องมีอะไร คูลดาวน์ (Cool down) เราไม่ใช่ เอ็งเก่ง ก็ลงไปเลย เดี้ยงได้ ผมกราบเรียนว่าที่เมื่อสักครู่ผมพูดถึงเรื่องภาคเอกชน ผมอยากจะใช้ คําว่า ต้องมีเรื่องของกีฬาประชารัฐ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ถ้ากีฬาเอาแต่รัฐสนับสนุน อย่างเดียว อย่างที่ผมบอก ไปไม่รอด ผมใช้คําว่า กีฬาประชารัฐ นะครับ แล้วก็จะไปรอด สรุปนะครับท่านประธาน ที่ผมพูดมายาวนี้นะครับ ผมขออนุญาตว่าสนับสนุนให้มีกีฬา แต่ ผมชอบมีแต่ แต่ขอสักแห่งเดียวก่อนได้ไหม ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการอย่างยิ่ง เพราะผมจําได้เสมอว่าเมื่อเข้าครั้งก่อนโน้นผมก็อภิปรายเป็นคนแรก แล้วหลังจากนั้น ก็สนุกสนานนะครับ แล้วท่านก็เมตตา ท่านประธานกรรมาธิการเมตตา เอากลับไปปรับปรุง ปรับปรุงมาแล้วผมเห็นเลยว่ามันกระชับ แน่น เป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ว่า ๔ แห่งนี้ผมขอ ความเมตตาท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพว่าขอสักแห่งเดียวก่อนได้ไหมครับ ก็กราบเรียน ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ
ขอบพระคุณค่ะ ลําดับต่อไปนะคะ เรียนเชิญศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะคะ ดิฉัน รองศาสตราจารย์พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ค่ะ ขอแก้หน่อย ศาสตราจารย์ สูงไปหน่อยค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันสนับสนุนมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินะคะ ในตอนแรกนี้ดิฉัน ไม่สนับสนุนการเพิ่มจํานวนมหาวิทยาลัยโดยไม่มีจุดมุ่งหมาย เพราะจะทําให้คุณภาพ ของการศึกษาแล้วก็คุณภาพของผู้ที่เข้าเรียนนี้มันจะตกต่ําไปด้วย แล้วก็จะก่อให้เกิดปัญหา ในภายหลัง แต่มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีจุดมุ่งหมายโดยเฉพาะ ก็คือในเรื่องการกีฬา แล้วในขณะนี้มันสอดคล้องกับความจําเป็นด้านสุขภาพของเราเป็นอย่างยิ่ง ที่เราจําเป็น ที่จะต้องใช้การสร้างเสริมสุขภาพเพื่อจัดการกับปัญหาสุขภาพของเรา ซึ่งนับวันที่จะลุกลาม ขึ้นไปมากทุกที แล้วข้อสําคัญก็คือใช้งบประมาณเป็นจํานวนมากนะคะ ปัจจัยที่เราเรียกว่า เป็นโพรเทกทิฟแฟกเตอร์ (Protective Factors) ที่เป็นยาดําสอดแทรกอยู่ทุก ๆ ปัญหา สุขภาพที่เป็นปัญหาสําคัญของประเทศไทย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดในสมองต่าง ๆ พวกนี้ โรคไต ก็คือการออกกําลังกาย หรือที่เรียกกันว่า มีการ เคลื่อนไหวฟิสซิคัลแอ็กทิวิตี (Physical Activity) อันนี้จะเป็นโพรเทกทิฟแฟกเตอร์ (Protective Factors) ของเกือบทุกโรคที่กล่าวมา เพราะฉะนั้นเมื่อท่านได้เชื่อมโยงปัญหา เรื่องของสุขภาพกับการเข้าให้ความรู้ทางด้านการกีฬา การพัฒนานักกีฬาทางด้านเศรษฐกิจ หรืออะไร ดิฉันคิดว่ามันเป็นความคิดที่ดี แล้วก็ประเทศไทยสมควรจะตั้งต้น ณ ตั้งแต่วันนี้ แต่มีบางข้อที่อยากจะขอเสนอแนะ เพราะว่าท่านอาจจะลืมหรือไม่ได้ให้ความสําคัญมาก ก็คือท่านได้พูดแล้วว่ามหาวิทยาลัยนี้เมื่อตั้งขึ้นมาจะนําความรู้ในเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ การกีฬา เป็นการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้จุดมุ่งหมายที่สําคัญ คือให้ประชาชนทุกคนได้รู้จัก เล่นกีฬา ซึ่งดิฉันเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าในอินดิเคเตอร์ (Indicator) อันหนึ่งที่ระบุว่าประชาชน จะมีสุขภาพดีหรือไม่ หรือเฮลทีไลฟ์ (Healthy Life) นี้ อินดิเคเตอร์ (Indicator) อันหนึ่งก็คือคนทุกคนควรจะมีกีฬาชนิดใดชนิดหนึ่งที่เขาเล่นไป ตลอดชีวิตนะคะ อันนี้เป็นอินดิเคเตอร์ (Indicator) หนึ่ง ในชุมชนที่ประชาชนเล่นกีฬา ชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นประจําจะทําให้คนในพื้นที่นั้นสุขภาพดี เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากที่จะให้ มหาวิทยาลัยนี้เป็นแหล่งที่จะเชื่อมโยงไปถึงประชาชนในชุมชนให้มากที่สุด ไม่ใช่แต่เฉพาะ ผลิตวิชาการทางด้านการกีฬาหรือผลิตนักกีฬาที่มีความสามารถ แต่ท่านควรจะเป็น จุดศูนย์กลางในชุมชนที่จะทําให้ประชาชนได้เข้าถึงความรู้ความสําคัญของการออกกําลังกาย แล้วเขาก็สามารถที่จะได้ใช้ฟาซิลิตี (Facility) ของท่านในการออกกําลังกายด้วยนะคะ สิ่งที่อยากจะเสนอแนะก็คือเริ่มต้นตั้งแต่ในเรื่องของวัตถุประสงค์ข้อ ๑.๓ นี้ ข้อ ๙ รู้สึกว่า จะสอดคล้องมากที่สุดก็คือเป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขต ท่านมีวิทยาเขตอยู่ ๔ ภาคนะคะ แล้วก็มีโรงเรียนกระจายอยู่ทุกภูมิภาคของประเทศ โรงเรียนเกี่ยวกับการกีฬาเพื่อผลิตพัฒนา นักกีฬา บุคคลทางกีฬา และอยากจะเติมว่าให้บริการประชาชนในพื้นที่ด้านกีฬาและความรู้ ด้านกีฬากับสุขภาพ วัตถุประสงค์ในอันนี้จะนํามาสู่การพัฒนาการกีฬาอย่างกว้างขวาง ในประชาชน ซึ่งดิฉันคิดว่าอาจจะเป็นวัตถุประสงค์ที่สําคัญพอ ๆ กับที่ท่านจะผลิตนักกีฬา ที่มีคุณภาพส่งไปแข่งขันในระดับโลก ในการนี้มหาวิทยาลัยหลายแห่งในต่างประเทศ เช่น อังกฤษเขาใช้ระบบการเชื่อมโยงเข้าสู่ชุมชน อันนี้ก็เหมือนการบริการประชาชนอย่างหนึ่ง อันนี้คือหน้าที่ของมหาวิทยาลัย นอกจากการให้วิชาการแล้วท่านต้องมีบริการทางประชาชน มันอาจจะออกมาในรูปของเมมเบอร์คลับ (Member Club) ได้ไหมทางด้านการกีฬา แต่ไม่ใช่ เมมเบอร์คลับ (Member Club) อย่างที่เราเข้าใจกันว่าจะต้องเป็นเอกซ์คลูซีฟ (Exclusive) เฉพาะผู้ที่มีคุณสมบัติต่าง ๆ ซึ่งจะกีดกั้นคนที่ด้อยการศึกษาหรือรายได้ต่ําไม่ให้เข้ามาเป็น เมมเบอร์ (Member) แต่เมมเบอร์ชิป (Membership) ในลักษณะของมหาวิทยาลัยการกีฬา ควรจะเปิดกว้างโดยเฉพาะไม่เลือกเศรษฐานะ แล้วก็ให้คนทุกคนในชุมชนให้มากที่สุดเท่าที่จะ มากได้ ท่านคิดว่าคนที่จะเป็นอธิการบดีหรือคณบดีควรจะมีความสามารถในการบริหาร จัดการสิ่งเหล่านี้ที่จะให้คนในชุมชนมาเป็นเมมเบอร์คลับ (Member Club) ในสมาคมกีฬา ของมหาวิทยาลัย แล้วก็ใช้ฟาซิลิตี (Facility) ของมหาวิทยาลัยในการออกกําลังอย่าง สม่ําเสมอ ให้เขารู้สึกว่ามหาวิทยาลัยนั้นเป็นบ้านแห่งที่สองของเขาที่เขาสามารถที่จะ มาพบปะเพื่อนฝูง มาออกกําลังกาย มาใช้ชีวิตที่ดีในแต่ละวัน ส่วนหนึ่ง ณ ที่นี้ดิฉันคิดว่า แคมปัส (Campus) ของมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดนั้นควรจะสร้างให้มีพื้นที่เหล่านี้ และประชาชนก็จะรู้สึกว่ามหาวิทยาลัยเป็นของเขา แล้วเขาก็จะทํานุบํารุงมหาวิทยาลัยเอง ดิฉันอยากให้มหาวิทยาลัยได้เพิ่มการบริการประชาชนเข้าไปด้วย แล้วก็สร้างระบบให้ มหาวิทยาลัยสามารถที่จะเชื่อมโยงกับชุมชนที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะ มากได้ แต่ในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกลแต่ที่มีโรงเรียนกีฬาอยู่นั้นก็อาจจะปรับในส่วนนี้ให้มี วัตถุประสงค์ได้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นอยากจะให้คิดถึงข้อนี้ด้วย แล้วมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติจะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ คุณหมอพรพันธุ์คะ ต่อไปนะคะเรียนเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม อดีตประธานสหภาพแรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นายศิริชัย ไม้งาม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๒ ผมเองต้องเรียนครับว่า สําหรับ เรื่องกีฬานั้นทําไมผมถึงอยากจะลุกขึ้นมาเพื่อที่จะแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมแห่งนี้ ด้วยความเคารพครับ ผมคิดว่าเรื่องกีฬาเป็นหัวใจสําคัญและเราก็รู้ว่าการผลักดัน ที่ให้มีมหาวิทยาลัยซึ่งถือว่าเป็นสถานศึกษาทางการกีฬานั้นมีส่วนสําคัญมากกับประเทศ ถึงเรียนครับว่าคณะกรรมาธิการได้นําเสนอครับว่าเรามีสถาบันเริ่มตั้งแต่โรงเรียนการกีฬา ประจําจังหวัด เรามีสถาบันการพลศึกษาและเรากําลังจะจัดตั้งมหาวิทยาลัย ผมเรียนครับว่า บุคลากรโดยเฉพาะเยาวชนของชาติที่ลูกหลานคนจนนั้นที่จะมีโอกาสได้เข้าเรียนโรงเรียน การกีฬา เพราะเป็นโรงเรียนประจํา พ่อแม่คงไม่มีหรอกครับที่จะให้โอกาสลูกในการที่เรียน มหาวิทยาลัยชั้นนําในสาขาต่าง ๆ การกีฬาคือทางเลือกหนึ่งที่ทําให้เด็กพวกนี้ใฝ่ฝันที่เอาดี ในเรื่องของกีฬา ผมคิดว่าทุกแห่งครับ บ้านผมอยู่จังหวัดชลบุรี ก็จะเป็นเด็กจากทางอีสาน ส่วนใหญ่ที่จะมาเรียน แล้วก็เล่นกีฬาประเภทต่าง ๆ ผมคิดว่าบุคลากรตั้งแต่โรงเรียนกีฬา ไปจนถึงสถาบันการศึกษานั้นมีจํานวนหลายพันคนครับ ถ้าเราจะดูครับว่าโอกาสของนักกีฬา ประเทศไทยนั้น เขาอยู่ได้ด้วยการที่มองกีฬาเป็นตัวนําในการดําเนินชีวิต เพราะเขาอยู่ได้ ด้วยเบี้ยเลี้ยงของนักกีฬาถ้าเกิดติดในระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับภูมิภาคหรือในระดับชาติ ก็ได้เบี้ยเลี้ยงครับ ได้เงินรางวัลนั้นเป็นตัวที่หล่อเลี้ยงในการดําเนินชีวิตของตัวเยาวชนเอง และส่วนหนึ่งก็ยังส่งไปให้พ่อแม่ครับ ถ้าเราจะเปรียบครับผมคิดว่าในกีฬาในระดับโลกที่วันนี้ คนไทยก็ชื่นชมนะครับ ผมคิดว่าเราก็รับทราบทั่วกันครับ แต่ถามว่าในประเทศสังคมนิยม ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐประชาชนจีน ไม่ว่าจะเป็นสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม คู่แข่งเราครับ ทําไมกีฬาของประเทศทั้ง ๒ ประเทศที่ผมยกมาถึงมีความมุ่งมั่น ประสบ ความสําเร็จ เพราะนั่นคือประเทศค่ายสังคมนิยม ถ้าคุณไม่เล่นกีฬาคุณไม่มีโอกาสออกไป นอกประเทศเลยครับ แต่กีฬานั้นเป็นตัวที่เปิดโอกาสให้กับนักกีฬา ให้กับเยาวชนที่เขา มีความมุ่งมั่น เพราะมีเป้าหมายของชีวิต ผมเรียนครับว่าวันนี้ผมชื่นชมครับที่อยากจะเห็น มหาวิทยาลัยของชาติเกิดขึ้น หลายครั้งเราพูดถึงการที่จะแย่งกัน จะแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ที่ประเทศบราซิล ก็แย่งกันอีกครับว่าใครจะเป็นเจ้าภาพ เราเคยเสนอตัวในการเป็นเจ้าภาพ แต่ถามว่าศักยภาพเราพร้อมไหมครับ ความพร้อมนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสนามกีฬา เรื่องของสมาคมกีฬา การจัดการ และที่สําคัญคือสถาบันการศึกษาที่จะรองรับ และผมคิดว่า นี่คือเงื่อนไขอันหนึ่งที่จะทําให้กีฬาของชาติสําเร็จยิ่ง ๆ ขึ้นไป ผมได้รับฟังครับ ในเรื่องของมหาวิทยาลัยที่ถือว่าเป็นการศึกษาเฉพาะทางในเรื่องของกีฬา พัฒนาความรู้ ส่งเสริมทางด้านการกีฬาและเป็นวิชาชีพชั้นสูง ในการที่จะสร้างองค์ความรู้ ส่งเสริมวิชาการ ทางการกีฬา เรื่องพัฒนาบุคลากรทางการกีฬา เรื่องของพลศึกษาในการผลิตครูที่จะเข้าไป สอนในตามภูมิภาคต่าง ๆ วันนี้เราต้องยอมรับครับว่าในระดับภูมิภาค ซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐาน ในการที่จะสร้างนักกีฬาปลูกฝังเด็กมาตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อที่จะส่งเขาขึ้นมาในกีฬาระดับชาตินั้น วันนี้เรื่องการพลศึกษาเป็นสิ่งสําคัญครับ เรื่องของวิทยาศาสตร์การกีฬา เรื่องของเทคโนโลยี อุตสาหกรรมการกีฬา และธุรกิจทางการกีฬา ผมคิดว่านี่ครอบคลุมทุกมิติเลยครับ เราเอง อยากจะเห็นการปฏิรูปทุกด้าน แต่การกีฬานั้นคือการปฏิรูปทางสังคมขั้นพื้นฐานครับ ประโยชน์ต่าง ๆ นั้นผมเรียนครับว่าก็ได้ฟังท่านกรรมาธิการได้ชี้แจง แต่สิ่งที่ผมเองอยากจะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่สําคัญ ก็คือการนําความรู้และประสบการณ์ ในระหว่างที่เขาเองเป็นนักกีฬา นักกีฬาไทยหลายคนประสบความสําเร็จครับ ได้รับเงิน รางวัลต่าง ๆ อย่างมากมาย แต่เราคงได้เห็นนะครับว่าคนที่ทําชื่อเสียงให้กับประเทศชาตินั้น หลายคนบั้นปลายชีวิต ถ้าเราจะใช้คําแรง ๆ ก็คือ สุนัขล่าเนื้อ น่าสงสารมาก ระหว่างที่ ประสบความสําเร็จเขาเองได้รับเกียรติ ได้รับการยกย่อง แต่บั้นปลายชีวิตนั้นผมเรียนครับว่า หลายคนเขาน่าจะใช้ความรู้ประสบการณ์นั้นมาถ่ายทอดและสร้างนักกีฬาในระดับต่าง ๆ แล้ว ผมถือว่ามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้นมันจะเป็นการเดินอย่างเป็นระบบ เริ่มตั้งแต่คุณเป็น นักกีฬาในโรงเรียนกีฬา มาอยู่สถาบันการศึกษา และมาเรียนในมหาวิทยาลัย เมื่อคุณจบ คุณก็จะได้มีความรู้ในการที่จะเป็นอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ประจําหรืออาจารย์พิเศษ ผมคิดว่านี่คือการสร้างอย่างเป็นระบบ และนักกีฬาต่าง ๆ นั้นเขาสร้างชื่อเสียงให้กับ ประเทศชาติ แล้วผมเชื่อว่าตรงนี้คือเกียรติภูมิ ความภาคภูมิใจ เราคงไม่อยากจะเห็นนะครับ การชื่นชมเพียงแค่กลับมาแล้วก็ดีใจกันเพียงแค่ปี ๒ ปีครับ ผมคิดว่าคนที่ทําชื่อเสียงในกีฬา ของประเทศที่มีอารยะ เขาชื่นชมและเขาภาคภูมิใจ และถือว่าคนต่าง ๆ นั้นได้นําชื่อเสียงมาสู่ ประเทศชาติ วันนี้บอกได้เลยครับว่าความภาคภูมิใจที่สุดในฐานะที่เป็นคนในชาติ ผมคิดว่า กีฬาจะเป็นตัวที่เชื่อมความรู้สึกที่ดีของคนทุกหมู่เหล่า เราเคยเห็นคนที่อาจจะอยู่กันคนละฝั่ง คนละฝ่าย แต่วันนี้ถ้าอยู่ในสนามกีฬาด้วยกัน ได้เชียร์กีฬาด้วยกัน ผมคิดว่านั่นคือความรัก และความผูกพันของคนในชาติ และเราคิดว่ากีฬานั้นน่าจะเป็นสิ่งที่เราจะนําความภาคภูมิใจ มาร่วมกันนะครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณครับ และผมคือ ๑ เสียงครับที่ผมขอสนับสนุน ให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้นเกิดขึ้นครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านศิริชัยค่ะ ต่อไปนะคะเรียนเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะอภิปรายในประเด็นที่เรากําลัง พิจารณากันอยู่ในเวลานี้ แต่บังเอิญได้นําเอาร่างกฎหมายมาอ่านดูเร็ว ๆ คร่าว ๆ ปรากฏว่า ผมพบบทบัญญัติมาตราหนึ่ง ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ แล้วก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เลยคิดว่า อภิปรายเสียดีกว่า แต่ผมขออนุญาตเอาไว้เป็นตอนท้ายนะครับว่ามาตราไหนที่เป็นไฮไลต์ (Highlight) ที่คิดว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ท่านเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงเรื่องสุขภาพแล้วเป็นที่ยอมรับกัน ด้วยหลัก ๔ อ ที่กระทรวงสาธารณสุขและทุกฝ่าย ที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพได้พยายามที่จะรณรงค์ให้คนไทยยึดถือปฏิบัติแนวทาง ๔ อ ๔ อ ที่ว่านี้ประกอบด้วย อาหาร ก็คือการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ถูกหลักโภชนาการ ครบหลัก ๕ หมู่ อ ที่ ๒ ก็คืออากาศ การอยู่ในพื้นที่อากาศที่ดี แล้วก็สูดลมหายใจที่เป็น ลักษณะของการเพ่งลมหายใจตามหลักของพุทธศาสนาอันนั้นก็เป็น อ ที่ ๒ ที่คิดว่าเป็นการ สร้างเสริมสุขภาพที่ดี อ ที่ ๓ คืออารมณ์ อารมณ์ที่จิตใจแจ่มใสก็นําไปซึ่งสุขภาพที่ดี และ อ สุดท้าย อ ที่ ๔ คือ ออกกําลังกาย ที่เรากําลังพูดอยู่ในเวลานี้นั้นเป็น อ ที่มีความสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง เป็นการต่อจิกซอว์ (Jigsaw) ของการพัฒนาด้านการกีฬาของประเทศ นอกจาก สิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้กรุณานําเสนอต่อที่ประชุม สปท. มาแล้ว ไม่ว่าเรื่องนโยบาย คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ และตอนนี้กําลังพิจารณาเรื่องมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ ผมสนับสนุนตั้งแต่ที่ท่านนําเรื่องนี้เข้ามาพิจารณาในรอบแรกเมื่อเดือน มกราคมแล้ว แล้วก็รออยู่ว่าเมื่อไรที่จะเข้ามา เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายที่ท่านทํามาเป็นสิ่งที่ มีความเหมาะสม เข้ากับสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง คงไม่มีใครปฏิเสธว่ากีฬานั้นมีความสําคัญอย่างไร ขอบคุณท่านสุรินทร์ที่ท่านเอาความจํา เรื่องเพลงกราวกีฬามาเปิดให้เราได้ฟัง ไฮไลต์ (Highlight) หรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ของคําว่า กราวกีฬา ประกอบด้วย กีฬาเป็นยาวิเศษ อันที่ ๒ แก้กองกิเลส อันที่ ๓ ทําตน ให้เป็นคน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้จารึกเพลงนี้ไว้ให้เราคนไทยได้ยึดถือ แนวทางว่ากีฬานั้นเป็นยาวิเศษจริง ๆ นอกจากจะทําตนให้เป็นคนแล้ว ณ เวลานี้ พ.ศ. ๒๕๕๙ มันทําคนให้ร่ํารวยได้ด้วย ทําคนให้สุขภาพดีก็ได้ด้วย และอื่น ๆ อีกที่เป็น เรื่องของสุขอนามัย เมื่อมาดูในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตามที่ผมได้กล่าวแล้วว่า มีไฮไลต์ (Highlight) ที่ทางกรรมาธิการ ผมไม่แน่ใจว่าร่างกฎหมายร่างแรกท่านใส่เอาไว้ หรือเปล่า ขอเรียนท่านสมาชิกท่านช่วยกรุณาเปิดไปในมาตรา ๑๕ ผมจะอ่านให้ฟังช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคํา คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็มีสาระที่น่าจะมีการนําไปใช้ในกฎหมายฉบับอื่นของ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ได้ด้วยซ้ํา มาตรา ๑๕ มหาวิทยาลัยจะปฏิเสธการรับผู้ใดเข้าศึกษา ในมหาวิทยาลัย หรือยุติ หรือชะลอการศึกษาของนักศึกษาผู้ใดด้วยเหตุเพียงว่าผู้นั้น ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาต่าง ๆ แก่มหาวิทยาลัยมิได้ หลักเกณฑ์ การพิจารณาว่านักศึกษาผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภามหาวิทยาลัย กําหนด นี่ครับเป็นสิ่งดีงามที่ท่านได้เขียนเอาไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมไม่แน่ใจว่าในร่าง กฎหมายของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ นั้น มีบทบัญญัตินี้หรือเปล่า ถ้าไม่มี ขอ ถ้ามีการร่าง มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ช่วยกรุณาไปปรับแก้ เพราะสิ่งที่เรากําลังพูดอยู่ในเวลานี้นั้น คือความ ยากจนของคน ความเหลื่อมล้ําของการศึกษา มหาวิทยาลัยกีฬาผมเชื่อว่าในอนาคต คนที่จะ เข้าเรียนนั้นส่วนหนึ่งคือคนที่รักกีฬา อีกส่วนหนึ่งคือคนที่น่าจะอยู่ในกลุ่มที่ด้อยทางด้าน เศรษฐานะ ซึ่งเราพยายามคิดหาวิธีต่าง ๆ ที่จะให้เขาได้มีการศึกษาที่สูงขึ้น ๆ ในระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และในระดับอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นถ้ามีวิธีใดวิธีหนึ่งที่ทําให้นอกจากจะเป็นไปตามการศึกษาภาคบังคับว่าเขา เข้าเรียนฟรีได้แล้วตามรัฐธรรมนูญ ถ้าการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬา นี่ล่ะครับที่จะทําตนให้เป็นคน แล้วจะทําให้บัณฑิตที่จะเข้าสู่การศึกษาของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติในอนาคตนั้น ถ้าเขาสามารถเข้าศึกษาด้วยความปลอดโปร่ง โล่ง ว่าไม่ต้อง หาทุนมาเล่าเรียน พ่อแม่ บิดามารดา ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาแล้ว ผมเชื่อว่าเขาจะมุ่งมั่น ใช้ร่างกาย ใช้พละกําลังของเขา ศึกษาเล่าเรียนเพื่อพัฒนาด้านการกีฬาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่า จะเป็นสาขาไหนของการกีฬาก็แล้วแต่
ประเด็นสุดท้าย ใช้เวลาอีกนิดเดียวครับท่านประธาน ผมได้เคยกราบนําเรียน ท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ขอหารือ ท่านว่า ผมมีความเห็นส่วนตัว อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับว่า เนื่องจากในปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นปีที่เป็นมหามงคลอย่างยิ่ง เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ผมเข้าใจว่าทางรัฐบาลและทุกภาคส่วนจะมีกิจกรรมอะไร ต่าง ๆ มากมายเหลือเกินที่จะน้อมเกล้าฯ ถวายพระองค์ท่าน การตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาตินั้น ผมคิดว่าคงไม่มีท่านผู้ใดขัดข้อง และเข้าใจ และทราบเป็นการภายในว่าทางผู้ที่ เกี่ยวข้องหลังจากที่มหาวิทยาลัยนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการยุบรวมสถาบันการพลศึกษาต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศเข้าไว้ด้วยกันเป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นกลุ่มแล้ว จะมีการขอพระราชทาน นามของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในอนาคต ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ผมได้กราบเรียนท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ เป็นการส่วนตัวว่า ผมขอเสนอเป็นการส่วนตัวนะครับว่า พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเรื่องด้านการกีฬานั้นอย่างเหลือคณานับ แล้วเราก็เดินตามรอยพระยุคลบาทมาโดยตลอด นามของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น ถ้าห้วน ๆ ด้วน ๆ ด้วยคําว่า มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ นั้น มันดูจะเป็นแข็งหรือว่ามันดูจะ เป็นอะไรที่จับต้องลําบากว่าคืออะไรที่เป็นกีฬาแห่งชาติ คําว่า แห่งชาติ นั้น เป็นคําหรือศัพท์ ที่มีความสูงส่งยิ่งนัก แต่คําที่จะเป็นคําสูงส่งและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะน้อมเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาส ปี ๒๕๖๐ นั้น ผมได้เสนอชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า มหาวิทยาลัยกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ด้วยคํานี้ผมเคยได้ปรึกษาผู้ใหญ่บางท่าน ก็บอกว่า ก็น่าสนใจแล้วก็รับไว้พิจารณาที่จะดําเนินการ เพราะฉะนั้นระหว่างการตั้งมหาวิทยาลัยแล้วขอ พระราชทานนามมหาวิทยาลัย กับการทํากิจกรรมหรือมีโอกาสที่เราจะทูลเกล้าฯ น้อมเกล้าฯ ถวายกิจกรรมบางอย่างแด่พระองค์ท่านในโอกาส ปี ๒๕๖๐ นั้น ถ้าตั้งมหาวิทยาลัยสําเร็จ และแทนที่จะขอพระราชทานนาม ถวายพระองค์ท่านเป็นพระเกียรติยศอันสูงสุด คือมหาวิทยาลัย กีฬาเฉลิมพระเกียรติ จึงขอฝากทางกรรมาธิการท่านไว้เพื่อพิจารณา ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกท่านใดจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ดิฉันขอปิดการอภิปราย เชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบชี้แจง ข้อซักถามของสมาชิก เรียนเชิญค่ะ เชิญท่านชาญวิทย์ค่ะ
ก่อนอื่นกราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ สมาชิกทุกท่านที่ให้ข้อเสนอแนะ ข้อชี้แนะ ในการที่จะไปปรับปรุงแก้ไขมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติให้สมบูรณ์แบบมากขึ้นนะครับ โดยเฉพาะท่านสมาชิกหลายท่านเป็นห่วง
เรื่องที่ ๑ ในเรื่องของครูพลศึกษา อุปกรณ์ การสนับสนุนภาคเอกชน อันนี้ ไม่ต้องห่วงเพราะว่าอย่างที่กราบเรียนไปแล้ว หลาย ๆ ท่านได้ให้ข้อสังเกตว่าอยากจะเปิด แห่งเดียวก่อน จริง ๆ เราทําไว้ทั้งหมด ๔ แห่ง ๔ แห่งนั้นยืนยันว่าทั้งงบประมาณแทบไม่มี งบประมาณใหม่เพิ่มเติมเลย เป็นงบประมาณเดิมที่ได้รับอยู่แล้วทั้งโรงเรียนกีฬาและทั้ง สถาบันการพลศึกษา ทั้งหมด ๑๗ แห่งบวกกับโรงเรียนกีฬาอีก ๑๓ แห่ง ตัวเลขกลม ๆ นะครับ ๒,๗๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้า ๔ แห่ง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ใช้ ๔ หารก็มีต้นทุนอยู่ ประมาณเกือบ ๗๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องของงบประมาณ
เรื่องที่ ๒ บุคลากร พร้อมครับ พร้อมมาก ๆ ต้องยืนยันว่าพร้อมมาก ๆ ด้วย
เรื่องที่ ๓ สถานที่ อุปกรณ์ เครื่องอํานวยความสะดวก สิ่งอํานวยความสะดวก ทั้งหลายค่อนข้างจะพร้อมมาก
แต่ในอนาคตถ้าเราจะก้าวสู่ระดับอาเซียน (ASEAN) เบอร์ ๑ เอเชีย เบอร์ ๕ หรือเบอร์ ๑ ในอนาคต ต้องพัฒนามหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ในอีก ๕ ปี ๑๐ ปี ๑๕ ปี แล้วก็ ๒๐ ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นการจัดตั้งจะแห่งเดียวหรือ ๔ แห่งขึ้นอยู่กับเจ้าภาพ คือกระทรวงจริง ๆ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือคณะรัฐมนตรีที่จะเห็นชอบในการ ยกร่างขึ้นไว้แล้วทั้ง ๔ แห่ง อาจจะเริ่มต้นแห่งเดียวก่อนและอีก ๓ แห่งตามมาทีหลัง อันนี้ ในร่าง พ.ร.บ. ไม่ได้กําหนดไว้ว่าจะต้องเปิดพร้อมกันในวันเดียวกันทั้ง ๔ แห่งเลยนะครับ อันนี้ยืนยัน แต่ถ้าถามว่าพร้อมไหม พร้อมครับ
อีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นคําถามในการบูรณาการทรัพยากรทั้งมหาวิทยาลัยระดับ อุดมศึกษาในภูมิภาคนั้น ๆ เราไม่ใช่บูรณาการเฉพาะมหาวิทยาลัยในภูมิภาคนั้น ๆ เราบูรณาการ ตั้งแต่โรงเรียนกีฬา โรงเรียนกีฬาของ อปท. ตอนนี้เกือบทุกภูมิภาคของประเทศ อปท. เปิด โรงเรียนกีฬาเยอะมากนะครับ โรงเรียน สพฐ. ที่มีโครงการช้างเผือกโดยเฉพาะ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ ซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพิ่งเปิดอีก ๓-๔ แห่ง ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โรงเรียน กศน. แม้กระทั่งโรงเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ซึ่งมีเด็กนักเรียน นักศึกษา ที่มีความถนัดทางด้านนี้เราจะบูรณาการควบรวมเข้ามา อยู่ด้วยกันหมดนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของการบูรณาการจะใช้ประโยชน์สูงสุด ให้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนั้น ๆ จริง ๆ แล้วก็จะตอบโจทย์จากท่านสมาชิกอีกท่านหนึ่ง ที่เรื่องของการบริการทางด้านการกีฬาต่อชุมชน อันนี้เราเน้นอย่างมากที่จะบริการทางชุมชน เพราะเราเห็นความสําคัญของค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายของประเทศทั่วโลกเกือบทุกประเทศ ผมต้องย้ําเลยว่า ทุกประเทศทั่วโลก นะครับ เสียค่าใช้จ่ายสูงสุดกับการรักษาพยาบาลครับ หรือเรื่องของค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพเป็นอันดับ ๑ รองลงมาคือค่าใช้จ่ายทางด้าน การศึกษา เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นประเด็นที่สําคัญที่สุด เราไม่ได้ผลิตนักกีฬาอย่างเดียว อันนี้ตอบโจทย์ได้เลยครับ ถ้าเราได้เหรียญทองโอลิมปิก ๑๐ เหรียญ ตัวชี้วัดชัดเจนครับ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประสบความสําเร็จในการตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โดยผลิตนักกีฬา ได้เหรียญทองโอลิมปิก ๑๐ เหรียญ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือสุขภาพ พลานามัยของคนไทยทั้งประเทศครับ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง ลดค่าใช้จ่าย ทางด้านสุขภาพของประเทศด้วยครับ อันนี้คือโจทย์ที่ ๒ เป็นตัวชี้วัดตัวที่ ๒ ที่มหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติต้องนําไปปฏิบัติครับ ส่วนกรณีที่ ๓ นักกีฬาอนาคตจะไม่เป็น ต้องใช้คําว่า หมาล่าเนื้อ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นเลยว่าปัจจุบันล่าสุดนักวอลเลย์บอลเราให้สัมภาษณ์ อีก ๔ ปี เขาจะรอความสําเร็จของโอลิมปิก ให้รุ่นน้อง รุ่นต่อไปเป็นคนสานต่อ แต่พวกเขา เหล่านี้จะไปไหนครับ ที่ท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้บอกว่าองค์ความรู้ของเขานั้นมหาศาล มหาศาลจริง ๆ ครับ เราจะเชิญเขาไปเป็นอาจารย์พิเศษครับ ไปเป็นวิทยากรพิเศษ หรือบางคน ที่มีวุฒิทางการศึกษา ต้องใช้คําว่า พวกกระผม นะครับ ในฐานะคนในวงการกีฬา เรียนไม่เก่ง ครับท่าน ไม่เคยได้เกียรตินิยมครับ แต่ได้เกียรตินิยมทางการเล่นครับ ได้เกียรตินิยมเป็นที่ ประจักษ์ของคนทั้งประเทศ ได้เกียรตินิยมเป็นที่ประจักษ์ของคนทั้งโลกในบางชนิดกีฬา แต่ถ้าเรียนละครับ ไม่เคยได้เกียรตินิยมครับ เพราะฉะนั้นองค์ความรู้เหล่านี้เราจะ เชิญพวกเขาเข้ามาเป็นอาจารย์พิเศษครับ เพื่อที่จะพัฒนารุ่นต่อรุ่นต่อไปอย่างที่ทุกคน ได้ตั้งปณิธานไว้
สุดท้ายนะครับ ก็ขอกราบเรียนแล้วก็กราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน นะครับ ก่อนที่จะลงมตินะครับ เดี๋ยวท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ก็คงจะ สรุปอีกครั้งหนึ่ง ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ข้อเสนอแนะอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขออนุญาต ทุกท่านได้ให้โอกาสเด็ก นักเรียน เยาวชน ประชาชน ผู้สูงอายุ แม้กระทั่งคนพิการครับ ที่เขา ชอบทางด้านการกีฬาได้มีโอกาสต่อลมหายใจ ให้เขาเข้าสู่กระบวนการทางการศึกษา ทางด้านการกีฬาให้เป็นรูปธรรมชัดเจนเหมือนกับอารยประเทศที่เขาทําแล้ว แล้วก็พัฒนาแล้ว แล้วก็ประสบความสําเร็จต่อไป ขออนุญาตให้ทุกท่านได้ต่อลมหายใจให้กับวงการกีฬาของ ประเทศ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ เรียนเชิญท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา นะคะ ประธาน กรรมาธิการค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผมใคร่ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ที่ได้กรุณาให้ทั้งข้อสังเกต ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์ ตามที่ทุกท่านได้กรุณาอภิปราย ขอเอ่ยนาม คือทั้งท่านสุรินทร์ ท่านอาจารย์พรพันธุ์ ท่านศิริชัย และท่านเฉลิมชัยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านเฉลิมชัยได้ให้คําแนะนําเป็นส่วนตัวมายังผม เกี่ยวกับเรื่องการขอชื่อมหาวิทยาลัยนั้น ในปีหน้าจะเป็นปี ๒๕๖๐ นะครับ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ ๙๐ ปี ในการขอชื่อมหาวิทยาลัยนั้นกระผมก็ได้รับคําแนะนําจาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีนะครับ ซึ่งท่านดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ซึ่งท่านอยู่ในฐานะนายกสภา สถาบันการพลศึกษา ได้แนะนําว่าเมื่อการจัดตั้งมหาวิทยาลัยผ่านแล้ว ก็ขอพระราชทานนาม ของมหาวิทยาลัยทั้ง ๔ ภาคจากพระนามของพระราชโอรสและพระธิดาของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทั้ง ๔ พระองค์ด้วย ก็กราบเรียนให้ทราบนะครับว่าผมก็คงจะทําอย่างนั้น ต่อไปในการที่จะให้ทางกระทรวงขอพระราชทานนามทั้ง ๔ มหาวิทยาลัย
กระผมและกรรมาธิการทุกท่านก็จะได้นําข้อสังเกต ข้อคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทุกประเด็นนะครับที่ทุกท่านวันนี้ได้ให้ไปพิจารณา ประกอบดําเนินงานให้สมบูรณ์ที่สุดในบ่ายวันนี้ให้เสร็จให้เรียบร้อย ให้บังเกิดผลสัมฤทธิ์ อย่างเป็นรูปธรรมให้ได้ต่อไป ขอขอบคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การบูรณาการสถาบันการพลศึกษา เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (National Sports University : NSU) พร้อมร่าง พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจาก ที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
รอสักครู่นะคะ ท่านสมาชิกกําลังทยอยกันเข้ามาค่ะ เจ้าหน้าที่แจ้งว่ามีสมาชิก กําลังทยอยกันลงมาจากข้างบนห้องต่าง ๆ ห้องประชุมหลายห้อง เราจะรอสมาชิกอีกสักครู่ เจ้าหน้าที่แจ้งบอกว่ามีทยอยลงมาอีกนะคะ กําลังเดินทางมา ต้องใช้เวลาเดินทางจากตึกโน้น มาตึกนี้ค่ะ มีสมาชิกแจ้งยืนยันโทรบอกมานะคะบอกกําลังมาอีก ๕ ท่าน ดิฉันก็รอหน่อย อีก ๕ ท่านอยู่ที่ชั้น ๖ อาคารรัฐสภา ๓ วันนี้เราส่งสัญญาณลงมติก็ใช้เวลาไม่นานมากเหมือน ทุกครั้ง แล้วทางกรรมาธิการก็ใช้เวลาการตอบไม่นานมากนะคะ เพราะฉะนั้นก็ขอความกรุณา รอเพื่อนสมาชิกด้วยกันอีกสักครู่ค่ะ เดี๋ยวคงจะมาทันโหวตนะคะ ดิฉันคิดว่าได้รอกันมาเป็น ระยะเวลาสมควรแล้วนะคะ ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (National Sports University : NSU) พร้อมร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ องค์ประชุม ๑๖๕ ท่าน ครบถ้วนนะคะ
ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกลงคะแนนนะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปนี้เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
ขออนุญาตครับ พลเรือเอก ชนินทร์ ชุณหรัชพันธุ์ หมายเลข ๐๓๔ เห็นด้วยครับ
ดิฉันพยายามดําเนินรายการอย่างช้า ๆ ที่สุดนะคะ เผื่อจะมีท่านผู้ใดมาสมทบ ได้อีก ท่านสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียงคะ ถ้าไม่มี ดิฉันขอปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่ขอผลคะแนนด้วยค่ะ ผลการลงคะแนนมีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๗ ท่าน งดออกเสียง ๑๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑ ท่านนะคะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม เรื่อง การบูรณาการสถาบันการพลศึกษาเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (National Sports University : NSU) พร้อมร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะ ส่งร่างรายงานพร้อมร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการ ต่อไปนะคะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนาคุณธรรม และจริยธรรม แล้ว ขอขอบคุณ ท่านกรรมาธิการทุกท่านและท่านผู้มาชี้แจงทุกท่านด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเป็น การพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒
๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ และร่างระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ด้านสังคม อนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ สร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง อดีตรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ๕. ท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน คณะทํางานจัดทําวาระ ปฏิรูป เรื่อง การบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ๖. ท่านปิติธรรม ฐิติมนตรี ท่านเป็นอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง คณะทํางานจัดทําวาระปฏิรูป เรื่อง บริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ และเป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านที่เคารพครับ กระผม นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขอเรียนให้ทราบว่าวันนี้ ได้มีการนําเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ และร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ของคณะกรรมาธิการ ซึ่งเป็นการดําเนินการร่วมกันของคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งและคณะทํางานจัดทําวาระการปฏิรูป เรื่อง การบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ
อันดับแรกกระผมขอเรียนว่า จากการที่ประเทศไทยต้องเผชิญปัญหาภัยแล้ง อันเกิดจากสภาวะโลกร้อน อุณหภูมิที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทําให้ประชาชนได้รับ ผลกระทบและประสบปัญหาการขาดแคลนน้ําเพื่อการอุปโภค บริโภค ซึ่งน้ําเป็นปัจจัยสําคัญ ต่อการดํารงชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ในการเพาะปลูกของเกษตรกรไทยมักอาศัยแหล่งน้ํา จากธรรมชาติมากกว่าน้ําจากแหล่งอื่น แต่พบว่าในปัจจุบันแหล่งน้ําในพื้นที่ต่าง ๆ เกิด การแห้งขอด ไม่เพียงพอต่อการอุปโภคและบริโภค อีกทั้งฝนที่ไม่ตกต้องตามฤดูกาลหรือ แม้แต่ฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรเป็นจํานวนมาก ดังนั้นกระผมขอเรียน ให้ที่ประชุมได้ทราบว่ารายงานของคณะกรรมการฉบับนี้จึงเป็นการนําเสนอการปฏิรูป การบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายดังต่อไปนี้
๑. เป็นการน้อมนํากระแสพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องน้ําคือชีวิต ไปปฏิบัติให้บังเกิดผลในระดับฐานราก
๒. การบริหารจัดการน้ําจะเป็นการมุ่งเน้นเฉพาะแหล่งน้ําขนาดเล็กในชุมชน ทั้งที่เป็นแหล่งน้ําระดับในแต่ละครัวเรือนและแหล่งน้ําที่เป็นแหล่งน้ําชุมชน โดยส่งเสริมให้มี การขุดแหล่งน้ําขนาดเล็กขึ้นใหม่ตามภูมิสังคม เพื่อให้มีการพัฒนาบํารุงรักษาแหล่งน้ําทั้งที่ มีการขุดขึ้นใหม่หรือที่มีอยู่แต่เดิม
๓. มุ่งเน้นเป็นการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ตั้งแต่ระดับ ฐานรากของหมู่บ้าน ชุมชน เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง ลดความ เหลื่อมล้ําในการเข้าถึงทรัพยากรน้ํา เพื่อใช้ในการดํารงชีวิตและการสร้างอาชีพ
๔. เป็นการใช้โครงสร้างการบริหารจัดการ โดยอาศัยความร่วมมือตาม แนวทางประชารัฐใน ๓ ระดับ คือระดับจังหวัด ระดับอําเภอ และระดับตําบล เพื่อให้มีการ บริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนของประชาชนในพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม อย่างไรก็ตามการปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ ไม่ได้ มีปัญหาหรือขัดแย้งใด ๆ กับร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... ที่ได้มีการนําเสนอต่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปเมื่อวานนี้ เนื่องจากร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... จะเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาพรวมทั้งประเทศ มีการกํากับดูแลและ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ําทั้งในด้านการใช้น้ํา ภาวะน้ําแล้ง ภาวะน้ําท่วม ภาวะน้ําเสีย ภาวะวิกฤตน้ําให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งมีการกํากับดูแลหน่วยงาน ภาครัฐที่รับผิดชอบ โดยใช้ กฎหมายเป็นเครื่องมือในทางปฏิบัติ หากแต่การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน จะมุ่งเน้นการบริหารจัดการ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ในระดับฐานรากและ ประชาชนได้มีส่วนในการจัดการตนเอง ดูแลรักษาและบํารุงแหล่งน้ําในพื้นที่ของตนเอง สามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง โดยใช้แนวทางประชารัฐร่วมกับการบูรณาการการมีส่วนร่วม ทั้งหน่วยงานจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ตรงตามความต้องการที่แท้จริง และเกิดความยั่งยืนในการแก้ปัญหา อีกทั้งการนําเสนอร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยเพิ่มหมวด ๔ นั้น จะส่งผลให้การดําเนินการครอบคลุมลงไปสู่พื้นที่ของประชาชนโดยตรง และสามารถดําเนินการ ได้รวดเร็วกว่าการตราเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งมีกระบวนการขั้นตอนและระยะเวลามากกว่า ผมไม่แน่ใจว่าจะใช้เวลากี่ปีถึงจะมีผลเป็นรูปธรรม ดังนั้นบริบทของการปฏิรูปการบริหาร จัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ จึงเป็นการหนุนเสริมให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ครอบคลุมทุกมิติของทรัพยากรน้ํา และลงไปถึงฐานรากของสังคมคือครัวเรือน หมู่บ้านและ ชุมชนอย่างแท้จริง โดยเป็นการขยายการจัดเก็บน้ําให้มีประสิทธิภาพและกระจายไปใน ทุกพื้นที่ประหนึ่งหลุมขนมครก ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประชาชน และสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วนที่ประชาชนกําลังประสบภัยพิบัติน้ําแล้ง น้ําท่วม อยู่ในขณะนี้ได้ดีในระดับหนึ่ง ดังนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม จึงเล็งเห็นถึงความสําคัญในการแก้ปัญหาเรื่องน้ําซึ่งเป็นเสาหลัก ๑ ใน ๔ ของการสร้างเสริม ชุมชนให้เข้มแข็ง โดยมุ่งเน้นเฉพาะแหล่งน้ําขนาดเล็กในชุมชนอันจะส่งผลให้พี่น้อง ประชาชนในพื้นที่มีน้ําเพื่อการอุปโภค บริโภค และเพื่อการประกอบอาชีพอย่างเพียงพอ จึงได้ จัดทํารายงาน เรื่อง การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศฉบับนี้ เพื่อเสนอต่อ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผมขอเรียนเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ กรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ซึ่งท่าน ดํารงตําแหน่งอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาในคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบ สร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง และเป็นประธานคณะทํางานจัดทําวาระปฏิรูป เรื่อง การบริหารจัดการ แหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้ให้ข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติมต่อที่ประชุมต่อไป ขอบคุณครับ
เรียนเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สมาชิกหมายเลข ๓๙ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะ นําเสนอปัญหาเรื่องการจัดการแหล่งน้ําชุมชนเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนเข้มแข็ง ท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นความสําคัญของชุมชนนะครับ เพราะทุกปัญหามันลงไปอยู่ที่ชุมชน ทั้งหมด สิ่งที่เราพูดกันทั้งหมดมันจะลงไปที่ชุมชน หากชุมชนมีปัญหาน้อยหรือชุมชนเข้มแข็ง เราเองก็สามารถขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างดีนะครับ เพราะฉะนั้นชุมชน มีหลาย ๆ ท่าน เปรียบเทียบเหมือนกับว่าเป็นฐานรากของประเทศ เป็นเสาเข็ม ประเทศถ้าจะขับเคลื่อน หรือเจริญก้าวหน้าก็ขึ้นอยู่กับชุมชน เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ ครั้งมีการอภิปรายก็จะพูดถึง เรื่องชุมชน ชุมชนเป็นหลัก แนวความคิดเกี่ยวกับชุมชนเข้มแข็งมีมานานมาก ถ้าเผื่อของ กระทรวงมหาดไทยก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ จปฐ คือความจําเป็นพื้นฐาน แล้วก็มีหน่วยงาน เข้ามารับ ไม่ว่าจะเป็นกรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีมาอย่าง ต่อเนื่อง แม้กระทั่งในการแก้ปัญหาอาชญากรรม แก้ปัญหายาเสพติดก็พูดถึงเรื่องชุมชน เข้มแข็ง เพราะหากชุมชนเข้มแข็ง ปัญหาสังคมต่าง ๆ ก็จะหมดไป ตรงกันข้ามหากสังคม อ่อนแอปัญหาก็จะเกิดขึ้นมากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน หากชุมชนเข้มแข็ง มีกําลังซื้อ เศรษฐกิจก็จะเติบโต เช่นเดียวกันทางด้านการเมืองหากชุมชนเข้มแข็งมีความ เป็นตัวของตัวเองสูงก็จะถูกปลุกระดมไปในด้านต่าง ๆ ได้ลําบากยากมากขึ้น ตัวนี้คือ ชุมชนเข้มแข็ง กลับมาถึงเรื่องประเด็นน้ํานะครับ เราจะเห็นว่าปัญหาน้ําท่วม ภัยแล้ง มีอยู่คู่ ประเทศไทยมานมนาน ปีแล้วปีเล่า จะมากน้อยก็สุดแต่ดินฟ้าอากาศของแต่ละปี เพราะฉะนั้น เป็นปัญหาที่ยาวนานจนเราได้ยินคําว่า ซ้ําซาก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันท้าทายฝีมือความเป็น คนไทยที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไปหรือให้เบาบางไปจากสังคมให้ได้ เราเองทราบดีว่า ปริมาณน้ําฝนเหลือเฟือ ได้มีการพูดหลายครั้งในสภานี้ ไม่ต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เราต้องเร่งระบายเพื่อไม่ให้น้ําท่วม แต่พอเราระบายเสร็จ ก็เหมือนกับเวรกรรม เกิดภัยแล้ง ตามมา มีปัญหาทางด้านการดํารงชีพของชาวบ้านในฤดูหน้าแล้งหรือแม้กระทั่งฤดูฝน เช่นเดียวกัน
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะพูดว่าองค์ความรู้ของเราไม่ขาดนะครับ องค์ความรู้ ไม่ขาด ตั้งแต่โครงการหลวง หรือโครงการตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรานี้ ท่านทรงนําร่องทําเป็นตัวอย่างไว้เยอะในหลาย ๆ พื้นที่ ในหลายภูมิภาคนะครับ ไม่ว่า จะเป็นโครงการขุดสระขนมครก แก้มลิง ทฤษฎีแก้มลิง ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ พวกเหล่านี้ พวกฝายต่าง ๆ มีมากมายให้เห็นชัดเจน แล้วก็มีปราชญ์ชาวบ้าน หรือมีผู้ให้ ความสนใจนําไปทําต่ออย่างมากมายทั่วประเทศนะครับ แต่ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ําท่วมของ เรายังคงอยู่นะครับ แล้วก็หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมาก ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยก็ ๒ หน่วยงาน คือกรมทรัพยากรน้ํา กับกรมทรัพยากรน้ําบาดาลนะครับ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีหลายกรมครับ อย่างกรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในกระทรวง มหาดไทยก็มี ปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็กรมการปกครอง แล้วรวมทั้ง อปท. ในระดับต่าง ๆ นะครับ คณะทํางานของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้ลงไปดูในปัญหาต่าง ๆ ศึกษาองค์ความรู้ว่า ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง ในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญชัดเจนนะครับ ฉบับที่กําลังจะมีประชามตินี้ ว่าในส่วนที่ผมจะยกตัวอย่างในเรื่องการปฏิรูป ชัดเจนว่า การปฏิรูปต้องการให้สังคมเกิดความเป็นธรรม สงบสุข ลดความเหลื่อมล้ําต่ําสูงของคน ในสังคมนะครับ แล้วก็มีอีกหลายมาตราเกี่ยวกับเรื่องพูดถึงแหล่งน้ําในชุมชนนะครับ ซึ่งต้อง ขอบคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บรรจุหลังจากที่ได้มารับฟังการอภิปรายใน สปท. ท่านก็ได้บรรจุและเพิ่มเติมเรื่องแหล่งน้ําในรัฐธรรมนูญในหลาย ๆ ประเด็น ก็ต้องขอกราบ ขอบพระคุณครับ ส่วนพอมาถึงกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ก็มีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี ออกในปี ๒๕๕๐ นะครับ สมัย พลเอก สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็กําหนดเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ําทรัพยากรไว้มากพอสมควรนะครับ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการนโยบายน้ําแห่งชาติ มีคณะกรรมการนโยบายลุ่มน้ํา ซึ่งในอดีตลุ่มน้ําก็มีอยู่ ประมาณ ๒๕ ลุ่มน้ําเป็นหลัก แล้วก็มีลุ่มน้ําสาขาอยู่อีกประมาณ ๒๕๐ กว่าลุ่มน้ําสาขาเศษ ๆ แล้วในนั้นก็จะมี ซึ่งในความเข้าใจก็คงจะเป็นแหล่งน้ําขนาดใหญ่ ก็คือเป็นพวกของชลประทาน แหล่งน้ําขนาดกลาง แต่ในระเบียบนี้จะพูดถึงแหล่งน้ําขนาดเล็ก ในเรื่องการจัดทําทะเบียน แล้วไม่ได้พูดถึงกลไกต่าง ๆ ในการปฏิรูปเลย ในการที่จะบริหารจัดการให้มีแหล่งน้ํา ครอบคลุมอย่างทั่วถึงนะครับ สรุปว่าเราเองเราไม่ขาดองค์ความรู้ เรามีกฎหมายและระเบียบ พอสมควร เรามีหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรามีงบประมาณ แต่เราไม่สามารถจัดการปัญหานี้ ได้นะครับ คณะทํางานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมเขามอง ลึกลงไปอีกปัญหามันอยู่ตรงไหน ทําไมถึงแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ไปดูที่ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี แล้วไปดูการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ําในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ประสบความสําเร็จ ไม่ว่าจะเป็นของสถาบันสารสนเทศว่าด้วยทรัพยากรน้ําและการเกษตร (องค์การมหาชน) ของดอกเตอร์รอยล ผมต้องขออนุญาตเอ่ยนามอีกหลาย ๆ นามนะครับ หรือแม้กระทั่งของอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร ของเรานี้ ท่านก็ทําไว้เยอะนะครับ หรือแม้กระทั่ง ของ อบจ. ที่จังหวัดอุทัยธานีก็เป็นรูปแบบที่ดี อบจ. ของจังหวัดหนองบัวลําภู ของคุณหมอ ศราวุธก็ทําไว้ดีนะครับ หรือแม้กระทั่งที่อําเภอน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานี ของพระภิกษุสงฆ์ ที่ทรงนําชาวบ้านทําก็ทําไว้ดี ในเรื่องการเติมน้ําใต้ดินลงไป เป็นการเติมน้ําใต้ดินและเติม น้ําบาดาลก็ทําไว้ดีนะครับ แล้วก็มีรูปแบบของเอกชน ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ที่ทําเป็นลักษณะซีเอสอาร์ (CSR) ก็ทําไว้ดี แล้วก็อธิบายถึงด้วยว่าเขาไปชักจูง ไปชวน ชาวบ้านให้เป็นเจ้าของแหล่งน้ําชุมชนได้อย่างไร เขามีวิธีการที่ดี พาชาวบ้านไปดู ชาวบ้าน เห็นแล้วอยากทําก็ให้ชาวบ้านมาทํา เป็นคนวางแผน เขาสามารถทําได้ดี มีลักษณะเหมือน ความเป็นเจ้าของนะครับ แล้วก็มีที่บริษัท ไออาร์พีซี จํากัด ก็ทําไว้ดีที่จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วจากการที่ไปทํานี่มันก็สอดคล้องกับของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือท่านรัฐมนตรีปีติพงศ์ เพื่อนอํานวยศิลป์รุ่นเดียว กับผม ที่พูดถึงเรื่องการเกษตร เพราะมันมีน้ําแล้วมันก็ไปต่อยอดเรื่องการเกษตร แบบที่ บุรีรัมย์นี่ชัดเจนครับ ที่อําเภอลําปลายมาศ พอกรมทรัพยากรน้ําบาดาลไปเจาะน้ําบาดาล ให้เขาสามารถที่จะปลูกเมล่อนหรือแตงญี่ปุ่น สามารถขายได้ เป็นพืชที่ใช้น้ําน้อยแล้วก็อายุสั้น ๖๕ ถึง ๘๐ วัน สามารถทําได้นะครับ หรือแม้กระทั่งมองเห็นหน้าท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สานิตย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ก็ทําไว้ดีโครงการของท่านก็เป็นตัวอย่างที่เรา เอามาดูทั้งหมด เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมมีความ มุ่งมั่นพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้ แล้วก็สามารถที่จะไปเชื่อมโยง เรื่องการเกษตรในหน้าแล้ง เรื่องการปลูกต้นไม้ในชุมชนหรือแม้กระทั่งรวมถึงเรื่องการ ปลูกป่าด้วยพวกเหล่านี้ ซึ่งเราเองเราอยากจะต่อเนื่องไปถึงตัวนั้นในเรื่องการที่จะทําให้ ชุมชนเข้มแข็ง ผลสุดท้ายเราเจอจําเลยครับ ก็คือเรื่อง การบริหารจัดการแหล่งน้ําในชุมชน นี่คือเป็นตัวที่เราไปเจอว่าที่เราทําไม่ได้เพราะอะไร เพราะเราขาดคนที่เป็นเจ้าภาพ ขาดความ เป็นเอกภาพ ขาดการบูรณาการกัน เมื่อวานนี้ผมอ่านข่าวท่านนายกรัฐมนตรี ไปประชุม ที่ศูนย์ราชการก็พูดถึงคําว่าบูรณาการ ซึ่งราชการนี่เราจะใช้ศัพท์ตัวเหล่านี้มากมาย ในเอกสาร เราจะเห็นชัดว่ามีพูดถึง มีเจ้าภาพ มีการบูรณาการกัน ทําเถอะครับ ถ้าทําให้มันเกิดผล เป็นจริงทําไปเถอะสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมลงไปดูลึก แม้กระทั่งว่าในระดับจังหวัด ในระดับอําเภอ ในระดับพื้นที่นี้ ไปดูจนถึงกระบวนการปฏิบัติ ในพื้นที่นี่เราอยากให้เกิดจริง อยากให้ ประชาชนเป็นเจ้าของจริง เป็นเจ้าภาพจริงในพื้นที่ เราลงไปจนถึงกระบวนการปฏิบัตินะครับ อยากให้เขาเป็นเจ้าของจริง ๆ อยากให้ในชุมชนหนึ่งเขารู้ว่าเขาเองใน ๑ ปี จะต้อง ใช้น้ําเท่าไร เพราะมันมีมาตรฐานการคํานวณอยู่แล้วว่า ๑ คน จะต้องใช้น้ําเท่าไรต่อวัน ต่อสัปดาห์ ต่อปี มันมีหมดครับ แล้วก็ให้เขาจัดทําผัง มีให้เขาจัดทําทะเบียนแหล่งน้ําชุมชน ขึ้นมาให้ได้ ให้เขาบริหารจัดการ เพราะชาวบ้านทุกแห่ง ทุกตําบล เขาจะมีปราชญ์ชาวบ้าน รู้เรื่องน้ําดีพอสมควรนะครับ เหมือนกับที่ท่านสุรินทร์พูดเมื่อวานนี้ เพื่อนผมไปทําโรงงานน้ําที่อําเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี สํารวจข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แล้วคลาดเคลื่อนนิดหนึ่ง แต่ปราชญ์ ชาวบ้านนี่เขาไม่ได้ใช้ใบตอง เขาไม่ได้ใช้เครื่องมือแบบที่ท่านสุรินทร์พูด เขาใช้กะลามะพร้าว ไปวางตามจุดต่าง ๆ สามารถที่จะเจาะลงไปแล้วสามารถที่ทําโรงงานน้ําดื่มขายได้ แล้วน้ํา มีคุณภาพด้วย นี่คือปราชญ์ชาวบ้าน เพราะฉะนั้นโจทย์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําในชุมชน ก็คือขาดความเป็นเจ้าภาพในทุกระดับ เราถึงได้จัดว่าในระดับจังหวัดนี้จะต้องมีเจ้าภาพ เรามองไปที่ตัวผู้ว่าราชการจังหวัด มองไปดูที่นายก อบจ. จะต้องเป็นคู่แฝดกันเป็นหลัก ฝ่ายเลขานุการก็จะต้องมีปลัดจังหวัดคู่กับพวกฝ่ายของปลัดของ อบจ. เพื่อที่จะอยู่ในพื้นที่ แล้วก็มีส่วนราชการอื่น แล้วก็ภาคประชาชน ภาคเอกชนอยู่ในนั้น เราเสนอ นําเสนอ
ส่วนในระดับอําเภอเป็นระดับปฏิบัติการ ผมถือว่าเป็นปฏิบัติการ ก็จะเอา นายอําเภอคู่กับรองนายก อบจ. ทําเป็นหลัก แล้วก็มีปลัดอาวุโสที่อยู่ข้างล่างนั้นเป็นเลขานุการ ร่วมกับตัวแทนของ อบจ. พวกเหล่านี้ คือเราพยายามจะมองขึ้นไป พอในพื้นที่ก็เอานายก อบต. คู่กับกํานัน ผู้ใหญ่บ้านละครับ ผมยังมองเห็นกลไกเหล่านี้ที่จะทําได้ ที่จะจัดการ สิ่งเหล่านี้ให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอของเราก็คือจะมีการเพิ่มเติมระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี ๒๕๐๐ หลายท่านอาจจะเป็นห่วงว่าจะมีความซ้ําซ้อนไหม กับอย่างที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมก็ได้พูดไปหน่อยว่า อย่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํา ประเภทที่ ๑ เราก็ไม่รู้ว่าจะออกนานเท่าไร แล้วก็จริง ๆ แล้วสิ่งที่ นําเสนอวันนี้ก็คือเป็นผู้ใช้น้ําประเภท ๑ เพราะใน พ.ร.บ. นั้นจะมีกําหนดว่ามีผู้ใช้น้ําอยู่ ๓ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑ ประเภทที่ ๒ ประเภทที่ ๓ ซึ่งในประเภทที่ ๑ นั้นจะต้องไป ออกกฎกระทรวงออกอะไรอีกขึ้นมาเยอะถ้า พ.ร.บ. ผ่าน ซึ่งเราเองเราคงรอไม่ได้ รอปัญหา ไม่ได้เพราะปัญหามันเกิด เพราะยังไม่แน่ใจว่าพอถึงหน้าฝนดีใจที่หน้าฝนจะทําให้น้ําท่วม หรือเปล่า ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจ น้ําอาจจะท่วมได้ เพราะฉะนั้นที่รัฐบาลทํามาก็ชื่นชมที่ขุดสระ ขนมครก สระพวง สระน้ําในนาของประชาชนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม เสียสระละ ๒,๕๐๐ บาทเพื่อเป็นค่าน้ํามัน นี่ถือว่ามีส่วนร่วมเพราะเขาเป็นเจ้าของ เจ้าของที่ เจ้าของ สระ เจ้าของเงินด้วย ที่ออก มีส่วนร่วม แทนที่จะรอให้รัฐทําให้ฝ่ายเดียวนะครับ ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดที่ใช้คําว่า ระเบิด หรือริเริ่มระเบิดจากข้างในชุมชน หรือริเริ่มความต้องการของประชาชนเป็นคนเสนอขึ้นมานะครับ ซึ่งโชคดีที่คณะทํางาน ของเราก็มีท่าน พลเอก ปราการ ชลยุทธ ท่านก็มีประสบการณ์ตรงด้านนี้ เราก็ได้เอา ประสบการณ์ตรงของท่านมาใช้ แล้วก็ได้รับคําแนะนําจากเพื่อน สปท. ว่าแหล่งน้ําในชุมชน ถ้าเป็นกึ่งของเอกชน ควรจะมีธรรมนูญการใช้น้ําร่วมกันเพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งในอนาคต ทําไว้เสียเลยให้มีธรรมนูญน้ําร่วมกันในการใช้ อันนี้ก็หันไปมองเห็น ขออนุญาตเอ่ยนาม คือ ท่านกษิต ท่านก็บอกว่าไปดูเสียเถอะ ตั้งแต่วันที่ผมอภิปรายวันแรกว่าอันไหนมันขาดก็ไปเติม ให้มันเต็ม เหมือนกับที่ครั้งเยอรมันตะวันออกรวมกับเยอรมันตะวันตกเป็นเยอรมันเดียว เหล่านี้มันก็จะชัดเจนถ้ามีทะเบียนมีข้อมูลชัดเจน
ส่วนเรื่องข้อมูลครับ ผมขอพูดอีกประเด็นนิดหนึ่งว่าเรื่องข้อมูลนี้เราไม่ขาด นะครับ เรามีสถาบันสารสนเทศว่าด้วยทรัพยากรน้ํา มีจิสดา (GISTDA) มีกรมทรัพยากรน้ํา มีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ต่างคนต่างมีข้อมูล แต่ข้อมูลกลางที่สมบูรณ์ ยังไม่ชัดเจน ตัวเหล่านี้เป็นตัวที่คณะทํางานของกรรมาธิการลงไปดูแบบละเอียด แล้วก็ ได้นําเสนอกับท่าน เพราะฉะนั้นก็อยากจะเห็นระเบียบนี้แก้แล้วสามารถใช้ได้ สามารถเป็น จริงได้แก้ปัญหาให้การจัดการแหล่งน้ําในชุมชนได้ ผมในส่วนตัวก็ขอเชิญชวนท่านสมาชิก ทุกท่านได้ให้เกียรติอภิปรายนะครับ ขอเชิญชวน และในโอกาสต่อไปที่จะลงรายละเอียด ผมก็ขอเชิญชวนเพื่อน สปท. คือท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต จะเป็นคนลงในรายละเอียด แล้วก็ เติมด้วยอดีตท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดปิติธรรม ท่านก็เคยไปอยู่ในกรรมการลุ่มน้ําสาขา มีประสบการณ์ทางด้านลุ่มน้ํามาโดยตรง เพราะฉะนั้นผมขอเรียนเชิญท่านเพิ่มพงษ์ครับ
เชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ค่ะ อดีตเลขา ป.ป.ส.
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ นะครับ ขออนุญาตในการ ฉายเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในการประกอบการรายงานสรุปให้กับที่ประชุมสภาด้วย ซึ่งอาจจะมีการเพิ่มเติมบางส่วนเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กรอบในการสัมมนาหรือกรอบในการ พูดคุยในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชนในครั้งนี้เมื่อวานเราได้ทราบจาก พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํา เรียบร้อยแล้วนะครับว่าที่จริงการจัดการน้ํามีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ําในเรื่อง ของทางเกษตร ทางอุตสาหกรรม ทางระบบนิเวศ หรือว่าการจัดการน้ําในการไล่น้ําเค็ม หรือการบริโภคอุปโภคในเรื่องของการน้ําประปาก็ตามแต่นะครับ ฉะนั้นบริบทของการเสนอ ในครั้งนี้เป็นเรื่องของการจัดการน้ําในชุมชนนะครับ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องอันหนึ่งซึ่งอาจจะมี ความแตกต่างหรือว่ามีการดําเนินการที่แตกต่างไปกว่าการจัดการน้ําขนาดใหญ่นะครับ
ในเรื่องของขอบเขต ในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชนก็จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือแหล่งน้ําที่เป็นของครัวเรือนกับแหล่งน้ําที่เป็นของชุมชนเองนะครับ ซึ่งแหล่งน้ําที่เป็นของ ชุมชนเองจุดประสงค์ในการใช้ก็มีทั้งในเรื่องของด้านอุปโภค ด้านบริโภค ด้านการเกษตร แล้วก็ด้านประปานะครับ ฉะนั้นขอบเขตของการศึกษาในครั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องของแหล่งน้ํา ในชุมชนขนาดเล็กในการใช้กิจการในหลาย ๆ อย่างนะครับประเด็นของการปฏิรูปมีอยู่ ๒ ส่วนนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือปฏิรูปกฎระเบียบหรือข้อบังคับ ซึ่งทําให้การจัดการน้ําชุมชน สามารถดําเนินการไปได้ตามแนวคิดที่วางไว้นะครับ ซึ่งกฎระเบียบนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ถ้าไม่มีการปฏิรูปกฎระเบียบตรงนี้การจัดการอย่างอื่นจะเป็นไปได้ยาก
เรื่องที่ ๒ คือการปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําในชุมชนนะครับ ซึ่งการ ปฏิรูปนี้จะมีครอบคลุมทั้งในเรื่องของความเป็นเจ้าภาพ กลไกการจัดการ ระบบปฏิบัติการ นะครับ ซึ่งตรงนี้มันจําเป็นต้องมี ฉะนั้นการเสนอในครั้งนี้ก็จะไม่มีการนําเสนอเฉพาะเรื่อง กฎหมายและระเบียบอย่างเดียว แต่จะพูดถึงระบบการปฏิบัติการด้วย เพราะจริง ๆ แล้ว ระบบบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน ถ้าทําได้ดีจะเป็นการส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งอย่างแท้จริง และเป็นการดําเนินการจากฐานรากอย่างแท้จริงนะครับ
เป้าหมายของการเสนอและการปฏิรูปครั้งนี้เรามีอยู่ ๔ อย่าง ซึ่งท่านประธาน แล้วก็ท่านชิดชัยได้พูดไปสักครู่แล้วก็คือ อันที่ ๑ การบรรเทาภาวะภัยแล้งหรือน้ําท่วมให้กับ ชุมชนเอง อันที่ ๒ คือกําหนดเจ้าภาพให้ชัดเจนในเรื่องของการจัดการแหล่งน้ําในชุมชน อย่างมีเอกภาพว่าเจ้าภาพจะเป็นใครนะครับ อันที่ ๓ คือลดความเหลื่อมล้ําทั้งคนเมือง และคนชนบท และอันที่ ๔ ก็คือเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างแท้จริง ตามกระบวนการประชารัฐ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราทําได้บริบทตรงนี้แล้ว เป้าหมายของการปฏิรูป ทั้ง ๔ อย่างจะมีโอกาสประสบความสําเร็จอย่างสูงนะครับ
ผมจะพูดนิดหน่อยเกี่ยวกับสถานการณ์น้ํา ซึ่งที่จริงเมื่อวานได้มีการพูดกัน มากแล้วนะครับ แต่ว่าจะพูดให้เห็นชัดเจนว่าที่จริง ๆ ปริมาณน้ําในประเทศไทยที่ฝนตก ของเรานี่พอนะครับในการใช้ ซึ่งจากตัวเลขเมื่อวานได้มีการพูดถึงแล้วว่าตัวเลขของ กรมทรัพยากรน้ําก็ชัดเจนว่าปริมาณฝนตกโดยเฉลี่ย ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร นะครับ ซึ่งถือว่ามาก แต่ว่าถูกทิ้งไปประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ ถูกซึม เข้าไปใต้ดินก็ดี ไหลลงทะเลก็ดี ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เราใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ คือประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็คือที่เราจัดเก็บไว้ ในเขื่อนเท่านั้นเอง ความต้องการน้ําในประเทศแค่ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ ซึ่งแค่ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง ถ้าเทียบกับปริมาณฝน ๗๐๐,๐๐๐ ล้าน ลูกบาศก์เมตร ความต้องการใช้เราแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่ผ่านมาคือเราเก็บได้แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ําฝนที่ตกมาเท่านั้นเอง อันนี้คือสาเหตุนะครับซึ่งเมื่อวาน ได้มีการพูดชัดเจนว่าปัจจุบันหรือแนวโน้มที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศ ทั้งของประเทศไทยและของโลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เราไม่สามารถจะคาดคะเน ได้ว่าเมื่อไรฝนแล้ง เมื่อไรน้ําท่วม อันนี้ก็คือสิ่งที่ชัดเจน และในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา การกระจายตัวของฝนตกก็มีแนวโน้มที่จะค่อนข้างลดลง ถ้าท่านสังเกตดูสี สีแดงจะเป็นสีที่มี ฝนตกชุก สังเกตได้ว่าฝนตกชุกจริง ๆ จะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้นเองครับ พื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานค่อนข้างจะมีแนวโน้มลดลง แต่ในปริมาณโดยเฉลี่ยก็ยัง ๑,๔๐๐ มิลลิเมตร ซึ่งพอกับปริมาณของการบริโภคนะครับ อันนี้คือปริมาณน้ําที่มีอยู่ในประเทศไทยของเรา
ส่วนการบริหารจัดการน้ําในประเทศไทยที่ผ่านมาเราวางระบบของการ จัดการน้ําอยู่ที่การสร้างอ่างเก็บน้ํานะครับ ปัจจุบันสร้างอ่างเก็บน้ํา แหล่งเก็บน้ําขนาดใหญ่ จะเป็นเรื่องหลักที่เราทํากันอยู่ ปัจจุบันน้ําในประเทศของเรามีเขื่อนทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ กว่าแห่ง เป็นเขื่อนขนาดใหญ่อยู่ประมาณ ๓๓ แห่ง ๓๓ แห่งนี้จัดการน้ําได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือ การวางโครงสร้างการจัดการน้ําของเราอยู่ที่การจัดการการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่นะครับ ซึ่งเขื่อนแค่ ๔-๕ เขื่อนมีปริมาณน้ําที่เก็บไว้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ําในประเทศ แต่การจัดการน้ําขนาดเล็กของเราค่อนข้างน้อย ก็คือแค่ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ที่เราพูดถึงขณะนี้ก็คือส่วนที่ ๓ นี้นะครับ ซึ่งส่วนที่ ๓ นี้ถ้าทําให้ดีมันจะมีอานุภาพ ที่ค่อนข้างมาก สามารถช่วยคนทั้งประเทศได้ครับ ในสภาพที่ภูมิอากาศของเราขณะนี้ที่มี ความเปลี่ยนแปลงกันมา เราจะพบเห็นว่าความแปรปรวนของฝนกับปริมาณการน้ําไหลลง อ่างขนาดใหญ่ ท่านจะเห็นว่าแต่ละภาคฝนที่ตกลงมา ภาคเหนือเก็บได้แค่ ๘ เปอร์เซ็นต์ ภาคอีสานเก็บได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ภาคกลางเก็บได้ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคตะวันออกเก็บได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคใต้เก็บได้ ๔ เปอร์เซ็นต์ อีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือไม่สามารถเก็บได้เพราะ อ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ที่เราสร้างไม่ได้ครอบคลุมถึงปริมาณน้ําฝนเหล่านี้เราเลย ถึงจะเห็นว่า ปริมาณน้ําที่ไหลลงไปค่อนข้างมาก นี่คือการจัดการที่เราทําในทุกวันนี้นะครับ พื้นที่ ชลประทานของเรา ในขณะนี้เราเป็นประเทศเกษตรกรรมนะครับ เรามีการสร้างเขื่อนมาก เขื่อนขนาดใหญ่จํานวนมาก แต่ว่าจริง ๆ พื้นที่ชลประทานของเรา พื้นที่นอกชลประทานเรา ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ พื้นที่ในเขตชลประทานเราประมาณไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ คือสิ่งที่เป็นอยู่ ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามพื้นที่ปลูกข้าวเขามีพื้นที่ในชลประทาน ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงข้ามกับเรานะครับ ฉะนั้นแสดงว่าในการจัดการน้ําของเราที่ผ่านมา เกษตรกรของเราพึ่งพาฝนฟ้าธรรมชาติเป็นหลัก เพราะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เราไม่สามารถ คอนโทรล (Control) น้ําได้เลย เราเพียงคอนโทรล (Control) ได้แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์คือภาวะของเกษตรกรที่พึ่งพาธรรมชาติฝนฟ้า ปีใดฝนแล้ง ปีใดน้ําท่วมก็จะเกิดผลต่อปัญหานี้ทั้งสิ้น อันนี้คือการจัดการน้ําของบ้านเรา
การบริหารจัดการน้ําที่ผ่านมาเราจัดการโดยระบบอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อวาน ได้มีการพูดถึงแล้วว่าเรามีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วย ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ที่มีหน้าที่ในเรื่องของการสร้างอ่างเก็บน้ําในชุมชนขนาดต่าง ๆ นะครับ
บทบาทของภาครัฐค่อนข้างจะมีการแบ่งกันไปที่ว่า ถ้าเป็นบทบาทของ การสร้างอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นหลัก โดยกรมชลประทาน จะเป็นหลัก อันนี้จะเป็นการทําอยู่ เพราะฉะนั้นการสร้างอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่จะมีจํานวน เท่านี้ ส่วนอ่างเก็บน้ําที่มันย่อยลงมาขนาดใหญ่แต่ว่าเป็นลักษณะลุ่มน้ําจะเป็นกระทรวง เกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนแหล่งเก็บน้ํา ขนาดเล็กที่จริง ๆ อย่างแหล่งเก็บน้ําในชุมชนหรือในไร่นา ในครัวเรือนก็มีหน่วยงาน อยู่ประมาณ ๔-๕ หน่วยที่จัดการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมจัดการแหล่งน้ํา ในชุมชนขึ้นมา ต่างหน่วยต่างก็ดําเนินการไปตามอํานาจหน้าที่ ดังนั้นก็เรียนว่าแหล่งน้ํา ชุมชนหรือแหล่งน้ําขนาดเล็กที่ผ่านมามีหน่วยราชการในการดําเนินการอยู่ ไม่ใช่ไม่มีนะครับ แต่ประเด็นปัญหาที่มีอยู่ว่าลักษณะของการดําเนินการ ดําเนินการอย่างไรนะครับ ซึ่งต้อง ยอมรับว่าระบบการบริหารราชการของเราเป็นระบบบริหารราชการส่วนกลางเป็นหลัก เพราะฉะนั้นอํานาจของงบประมาณส่วนใหญ่ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของบประมาณจะอยู่ที่ ส่วนกลาง
เพราะฉะนั้นในรูปแบบของการจัดการขนาดเล็กปัจจุบันนี้ดําเนินการ ตามที่แสดงให้เห็นในภาพฉายนี้นะครับ คือแต่ละกระทรวง กรม จะมีหน่วยงานในสังกัด ในกลุ่มจังหวัดหรือในจังหวัด แต่ละหน่วยก็จะลงไปดําเนินการถึงเป้าหมายโดยตรง คือหมู่บ้านชุมชนโดยตรง ไปเอาความต้องการมาทําคําของบประมาณ พอได้งบประมาณมา ก็ลงไปยังหน่วยงานนั้น ของชลประทานขอมาได้ก็เป็นของชลประทาน ของทรัพยากรน้ํา ขอมาได้ก็ทรัพยากรน้ํา ทรัพยากรน้ําบาดาลส่งไปได้ก็เป็นของทรัพยากรน้ําบาดาล แล้วแต่ละ หน่วยก็ไปดําเนินการขึ้นมา จะดําเนินการจะซ้ําซ้อนหรือไม่ต่าง ๆ เขาก็ดําเนินการ ประสานงานกันอยู่ แต่สิ่งที่จะเห็นได้ก็คือว่า เป็นการดําเนินการโดยส่วนราชการส่วนกลาง ลงไปทํางานในพื้นที่เป็นหลัก แต่ว่าบทบาทของจังหวัดและท้องถิ่นยังไม่ได้มีการพูดถึง อย่างชัดเจน อันนี้คือการจัดการแหล่งน้ําขนาดเล็กที่มีการดําเนินการอยู่ถึงปัจจุบันนะครับ เมื่ออนุกรรมาธิการได้ศึกษาดูว่าถ้าเราจะจัดการในแหล่งน้ําขนาดเล็กนี้เราจะเอาโครงสร้าง อะไรขึ้นมา ปัจจุบันก็มีกลไกอยู่ ๒ กลไก หน่วยราชการนี้ผมได้เรียนแล้วว่าแต่ละหน่วย ต่างหน่วยต่างดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ เรามาดูว่ามีคําสั่งอะไรไหมที่มีการพูดถึง การจัดการ ก็ปรากฏว่ามีการพูดถึงแหล่งน้ําชุมชนอยู่ ๒ กลไกหลักนะครับ อันแรก คือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ อันนี้มีการตั้งสมัย พลเอก สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งตรงนี้ขึ้นมา ก็ได้มีการพูดถึง การจัดการน้ําโดยส่วนกลาง ลุ่มน้ํา แล้วก็มีการพูดถึงแค่ขึ้นทะเบียนแหล่งน้ําชุมชน ยังไม่ได้ พูดถึงแหล่งน้ําชุมชนโดยตรงว่าใครดําเนินการนะครับ
ต่อมาคณะ คสช. ได้มีการจัดตั้งอันนี้ขึ้นมาเป็น ๕ อนุกรรมการอย่างที่ ปรากฏอยู่ แล้วก็มีการเขียนแผนขึ้นมา มียุทธศาสตร์เรื่องการจัดการน้ํา ซึ่งเมื่อวานได้มี การนําเสนอแล้ว มีทั้งหมด ๖ ยุทธศาสตร์ ใน ๖ ยุทธศาสตร์นี้มียุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือ ความมั่นคงของน้ําภาคการผลิต พูดถึงเรื่องแหล่งน้ําชุมชน ก็มีการพูดถึงว่าจะดําเนินการ ในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชน แต่ว่าเป็นการดําเนินการที่มีกระทรวง กรมส่วนกลางมีการเขียน ขึ้นมา โดยถ้าเป็นแบบนี้จะใช้โครงสร้างในลักษณะเดิม คือ กรม กระทรวงเข้าไปดําเนินการ เรื่องแหล่งน้ําชุมชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราก็มองดูว่าในระยะที่ผ่านจนถึงทุกวันนี้ถึงแม้เรา มีแผนบริหารจัดการน้ําแล้ว แต่บริบทในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชนยังไม่มีการพูดขึ้นมา อย่างชัดเจนนะครับ เราก็ไปดูว่าแหล่งน้ําชุมชนที่ผ่านมานี้ได้มีแนวทางดําเนินการอะไรบ้าง เมื่อสักครู่ที่ท่านชิดชัยได้กรุณาพูดไปแล้วว่า เราได้ศึกษาว่าแหล่งน้ําชุมชนนี้มีความเป็นมา การดําเนินการอย่างไรบ้าง แล้วก็ขออนุญาตมีตัวอย่างโดยสังเขปนะครับว่าจริง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ําในไร่นาอยู่แล้ว ท่านพระราชทานพระราชดําริที่ให้มีการขุดสระน้ําในไร่นาให้พอเพียงเพื่อทําเกษตร ผสมผสาน ซึ่งเราก็รู้จักกันในนามทฤษฎีใหม่นะครับ อันนี้เป็นหลักการที่พระองค์ท่าน ได้พูดมาแล้วนะครับ แล้วมีการสัมมนาเรื่องแหล่งน้ําชุมชุนกันมาก ท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ซึ่งท่านเป็นอธิบดีกรมชลประทานได้มีความรู้ในเรื่องนี้อยู่แล้ว ท่านก็บอกว่าที่จริงหมู่บ้าน ชุมชนใดที่ประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ํา จึงเห็นสมควรให้ทุกหน่วยร่วมกันคิด ร่วมกันทํา และทําอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสระเก็บน้ําประจําหมู่บ้านขึ้นมาให้เหมาะสม กับภูมิประเทศ และสภาพแหล่งน้ํา การจัดหาแหล่งน้ําขนาดเล็กที่มีความพอเพียงตรงนี้ จะมีผลมาก โดยประชาชนดําเนินการ โดยไม่จําเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐเป็นหลัก อันนี้ท่านได้ มีการพูดตรงนี้แล้วนะครับ
เราได้ไปศึกษาตัวอย่างของแหล่งน้ําชุมชนที่ประสบความสําเร็จในประเทศไทย มันมีกี่ที่บ้าง ก็ขออนุญาตเสนอมา ๗-๘ ที่คร่าว ๆ นะครับ คงไม่ได้พูดมาก
ชุมชนที่ ๑ ก็คือที่จังหวัดบุรีรัมย์ เราก็ไปศึกษาแพตเทิร์น (Pattern) ต่าง ๆ ของการทําแหล่งน้ําชุมชนก็พบว่า แหล่งน้ําชุมชนที่ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วร่วมกับภาครัฐ จะมีกระบวนการที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นเวทีประชาคมก็ดี สํารวจข้อมูลก็ดี มีการนํา ประชาชนอาสาเข้าไปดําเนินการ และมีการสร้างที่เหมาะสมกับพื้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ก็มีลักษณะแบบนี้นะครับ
ชุมชนที่ ๒ ที่จังหวัดตากก็มีบริหารจัดการในลักษณะนี้ มีชุมชนเข้ามา ดําเนินการ มีการสํารวจทางน้ํา มีการจัดตั้งฝายน้ํา แล้วก็ต่อยอดด้วยเกษตรพอเพียง
ชุมชนที่ ๓ โครงการปิดทองหลังพระที่จังหวัดอุดรธานี ก็เป็นการระเบิด จากภายในขึ้นมา เป็นเรื่องของชุมชนตื่นตัว แล้วมีการสร้างฝายที่เหมาะสมกับพื้นที่เขา แล้วก็ดําเนินการเป็นประโยชน์ เรียกว่ามีการพัฒนาต่าง ๆ ที่ครบวงจรนะครับ
ชุมชนที่ ๔ ที่ สปท. เรามีก็คือของท่านอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร ซึ่งผมได้ ศึกษาตรงนี้ได้มากพอสมควร ท่านเสนอเรื่อง โคก หนอง นา โมเดล (Model) ขึ้นมา ท่านมองว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวความคิดไปว่า การจัดการน้ํา ถ้าขนาดใหญ่เป็นเรื่องของหน่วยราชการ ขนาดกลางก็เป็นเรื่องของหน่วยราชการ ขนาดเล็ก หรือหลุมขนมครก คงจะเป็นเรื่องของประชาชนนะครับ หลุมขนมครกมีความเหมาะสม ตามพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่สูง ขนาดเล็ก เป็นที่ราบ ซึ่งตรงนี้จะเรียกว่า โคก หนอง นา โมเดล (Model) ท่านบอกว่าในเรื่องของโมเดล (Model) อันนี้ โมเดล (Model) ของแหล่งน้ํา ชุมชน ถ้าประชาชนหรือเกษตรกร ๑ ราย สามารถทําหลุมขนมครกได้ ๑ ไร่ต่อ ๑ ราย ถ้าทําจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ ราย สามารถจะทําหลุมขนมครกได้ ๑๐๐,๐๐๐ หลุม ปริมาณของ หลุมขนมครก ๑๐๐,๐๐๐ หลุม สามารถเก็บกักน้ําได้ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มากกว่า ๔ เท่าของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันนี้คืออนุภาพของแหล่งน้ําขนาดเล็ก ซึ่งเราดูว่า มันอาจจะน้อย แต่ถ้าเกษตรกรทําแบบนี้ทั้งประเทศ มันมีการขยายตัว และสามารถเก็บน้ํา ได้มากกว่าแหล่งเก็บน้ําขนาดใหญ่ อันนี้ท่านได้มีการพูดไว้
ชุมชนที่ ๕ การจัดทําฝายของจังหวัดเชียงใหม่ก็มีการมีส่วนร่วมในลักษณะนี้ จะเห็นภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนดําเนินการนะครับ
ชุมชนที่ ๖ ที่ผมได้มีโอกาสได้ไปดูด้วยตัวเอง กับ พันเอก ธนศักดิ์ ซึ่งเป็น สปท. ของเรา คือธนาคารน้ําใต้ดิน เข้าไปดูเป็นหลักการในการเก็บน้ํา ในการสร้างอ่าง แล้วก็ ขุดบ่อน้ําบาดาล สร้างบ่อต่าง ๆ เพื่อดึงน้ําที่ไหลลงมาจากบนดินเข้าไปสู่ใต้ดิน แล้วก็มีการใช้ เขาเรียกว่าธนาคารน้ําใต้ดิน ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการที่ดี เมื่อวานเราได้มีการพูดถึงกันว่า ที่มีการขุดบ่อ ขุดน้ําบาดาลมาก ๆ แล้วเกิดการแห้ง สิ่งที่อาจารย์ได้พูดตรงนี้คือหลักการ เติมน้ําใต้ดิน ถ้าทําตรงนี้ได้สามารถจะทําให้น้ําใต้ดินมีปริมาณที่มากขึ้น ๆ ต่าง ๆ โดยหลักการที่ท่านอาจารย์ได้บอก ซึ่งถือว่าหลักการน้ําชุมชนถ้าเราเอาตรงนี้เข้ามาบวกด้วย ผมว่าหลักการน้ําจะทําได้ดีมาก ท่านก็ไปจังหวัดอุบลราชธานี ที่อําเภอน้ํายืน ก็ใช้หลักการ แบบนี้นะครับ
ชุมชนที่ ๗ คือในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชนที่สนับสนุนโดยภาคเอกชน หรือ ซีเอสอาร์ (CSR) ตรงนี้ก็จะเรื่องของท่าน สมาชิกคงได้ดูทางทีวี (TV) นะครับ อนุกรรมาธิการ ได้เชิญบริษัทเอสซีจีเข้ามาดู เขาได้ใช้หลักการมีส่วนร่วมของชุมชนทําแหล่งขนาดเล็ก ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ ร่วมมือกับระหว่างภาคเอกชน ธุรกิจกับภาคราชการนะครับ
ชุมชนที่ ๘ คือ ในเรื่องขององค์กรส่วนท้องถิ่นที่มีจิตใจในการทํางาน ชุมชน มีส่วนร่วม ที่เราเชิญมา ก็จะเป็นของหนองบัวลําภู กับอุทัยธานี ก็ใช้หลักการลักษณะแบบนี้ เหมือนกัน
ชุมชนที่ ๙ ผมได้เห็นเมื่อวานซืนก็คือทางอําเภอเมืองพล จังหวัดขอนแก่น ทาง อบต. ได้ดําเนินการจัดการน้ําขึ้นมาตามโครงสร้างตรงนี้นะครับ
จากตรงนี้เองเรามองว่าถ้าให้ประสบความสําเร็จ แหล่งน้ําขนาดเล็ก ต้องดําเนินการโดยมีส่วนร่วมหลายฝ่าย ภาครัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน ประชาชนจะเป็นหลัก แล้วดําเนินการหลากหลายรูปแบบ ตรงนี้เป็นรูปแบบ ตรงนี้เป็นรูปแบบประชารัฐ อย่างแท้จริง ในการเสนอครั้งนี้ วาระปฏิรูปครั้งนี้เราได้เสนอปฏิรูปอยู่ ๔ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก คือปฏิรูปกฎระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในรายละเอียด ท่านปิติธรรมจะมีคําพูดตรงนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ คือปฏิรูปกลไก เมื่อจัดตั้งระเบียบเรียบร้อยแล้ว ปฏิรูปกลไก ให้เป็นไปตามนี้
ประเด็นที่ ๓ คือปฏิรูปกระบวนการปฏิบัติ เพราะถ้าเราไม่ปฏิรูปกระบวนการ ปฏิบัติ ก็จะกลายเป็นภาคราชการไปสั่ง แล้วชาวบ้านเป็นผู้รับผล ถ้าแบบนี้ประชารัฐจะไม่เกิด
ประเด็นที่ ๔ คือการดําเนินการปฏิรูปในเรื่องข้อมูล ทั้ง ๓-๔ อย่างนี้ เรื่องจะปรากฏอยู่ในระเบียบคําสั่งนะครับ
ท่านปิติธรรมกรุณาสรุปหน่อยนะคะ เวลาล่วงเลยมาพอสมควรแล้วค่ะ
กราบเรียน ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพอย่างยิ่งครับ กระผม นายปิติธรรม ฐิติมนตรี อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขออนุญาตนําเรียนแผนการปฏิรูปแหล่งน้ําชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิรูประเบียบและการบริหารจัดการ ซึ่งจะครอบคลุมไปถึงเรื่องของการปฏิรูป โครงสร้างแนวทางการปฏิบัติ แล้วก็เรื่องของการจัดทําทะเบียนแหล่งน้ําชุมชนด้วยนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าปัจจุบันมีรูปธรรมของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ําอยู่ ๓ เรื่อง ด้วยกันเท่านั้นเองในประเทศนี้
เรื่องแรก ขอน้อมนําพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรง มีพระราชดํารัสไว้ว่า น้ําคือชีวิต
เรื่องที่ ๒ ก็คือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๐ แล้วก็
เรื่องที่ ๓ ก็คือยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา ๑๒ ปีของรัฐบาล ซึ่งต่อไปอนาคตอาจจะมีพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําขึ้นมานะครับ
อย่างไรก็ตามนะครับเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําเป็นเรื่องที่ รอไม่ได้นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการทรัพยากรแหล่งน้ําขนาดเล็กในชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นทรัพยากรน้ําที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนกับประชาชนมากที่สุด ดังนั้นคณะอนุ กรรมาธิการที่กระผมได้กล่าวถึงก็ได้หยิบยกเอาเรื่องของการแก้ไขระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีดังที่ได้กล่าวไว้แล้วมาเป็นเรื่องที่จะต้องมีการปฏิรูป แล้วก็ทําให้การบริหาร จัดการทรัพยากรน้ําชุมชนขนาดเล็กมีผลเป็นรูปธรรม ซึ่งก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าถ้าหากได้ ดําเนินการตรงนี้ก็จะทําให้สามารถดําเนินการได้โดยเร็วแล้วก็เป็นรูปธรรม และที่สําคัญก็คือ จะเป็นประโยชน์สําหรับพี่น้องประชาชน ขออนุญาตกราบเรียนว่าในระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๕๐ นั้น กําหนดเอาไว้เพียง ๓ หมวดด้วยกันนะครับ หมวดแรกก็ว่าด้วยเรื่องของคณะกรรมการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ เรื่องของคณะกรรมการลุ่มน้ํา แล้วก็เรื่องของการจัดทําแหล่งน้ําชุมชน ขนาดเล็กเท่านั้น ฉะนั้นทางคณะอนุกรรมาธิการก็เห็นว่าถ้าได้มีการแก้ไขระเบียบแล้วก็ เพิ่มเติมในเรื่องของการจัดการแหล่งน้ําชุมชนขนาดเล็กในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ก็จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส่วนราชการก็สามารถที่จะนําไปปฏิบัติร่วมกับภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็นกลไกสําคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําขนาดเล็กนี้นะครับ
ในส่วนของการแก้ไขระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ก็ขออนุญาตกราบเรียนว่า เราเพิ่มเติมในหมวด ๔ มีทั้งหมด ๖ ข้อด้วยกัน ใน ๖ ข้อนี้อยู่ในหมวด ๔ เรื่องของ การจัดการทรัพยากรน้ําชุมชนนะครับ ในส่วนที่เป็นสาระสําคัญก็จะมีทั้งหมด ๔ ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรก ก็คือการกําหนดนิยามของแหล่งน้ําชุมชน ซึ่งได้กําหนดนิยาม ของแหล่งน้ําชุมชนไว้ว่า เป็นแหล่งน้ําที่ประชาชนหรือครัวเรือนทําขึ้นเอง เป็นแหล่งน้ําชุมชน ขนาดเล็ก หรือแม้กระทั่งเป็นแหล่งน้ําชุมชนที่พี่น้องประชาชนร่วมกันจัดทําขึ้น หรือที่มี อยู่แล้วก็ให้มีการดูแลบํารุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนที่ ๒ ก็เป็นเรื่องของการกําหนดโครงสร้างของการจัดการแหล่งน้ํา ชุมชนในรูปแบบประชารัฐ ในโครงสร้างตรงนี้เรากําหนดไว้ด้วยกัน ๓ ส่วน ก็คือในระดับ จังหวัดก็มีท่านผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธาน หน้าที่หลักสําคัญก็คือ ทําหน้าที่ในเรื่องของการวางแผน การบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนขนาดเล็ก รวมทั้งกํากับ ดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาในเรื่องของการจัดทําแหล่งน้ําชุมชนในระดับรอง ๆ ต่อไปนะครับ ในระดับที่ ๒ ก็คือระดับอําเภอนะครับ มีท่านนายอําเภอเป็นประธาน ทําหน้าที่ในเรื่องของ การสนับสนุน ช่วยเหลือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแล้วก็หน่วยงานปกครองท้องที่ในเรื่อง ของการทําให้มีแหล่งน้ําชุมชนเกิดขึ้นจริงในพื้นที่นะครับ ในระดับที่ ๓ ก็จะเป็นระดับ ปฏิบัติการ ก็เป็นโครงสร้างในระดับตําบลนะครับ อย่างที่ท่านชิดชัยได้กล่าวไปแล้ว ก็จะมีทั้ง นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งภาคประชารัฐอื่น ๆ นะครับ ร่วมเป็นคณะทํางานชุดนี้ คณะกรรมการชุดนี้ทําหน้าที่ในเรื่องของการจัดทําแผนน้ําชุมชน ในเรื่องของการสํารวจ หาแหล่งน้ําชุมชนใหม่ ในเรื่องของการจัดทําทะเบียนแหล่งน้ําชุมชน เรื่องการบํารุงดูแลรักษาแหล่งน้ําชุมชนที่ภาคประชาชนได้ร่วมกันจัดทําขึ้นนะครับ
ในส่วนที่ ๓ ที่เป็นสาระสําคัญของการแก้ไขระเบียบตัวนี้นะครับ ก็คือ เรื่องของการกําหนดแนวทางการปฏิบัติ โดยให้ความสําคัญอย่างยิ่งยวดกับการมีส่วนร่วม ของประชาชนในรูปแบบของการระเบิดจากภายใน มีเรื่องการทําประชาคม การทําแผนน้ํา ของชุมชน การสมทบจากภาคประชาชน การบํารุงรักษาแหล่งน้ําของภาคประชารัฐ ในรูปแบบของธรรมนูญแหล่งน้ําในชุมชน รวมทั้งการจัดทะเบียนแหล่งน้ําในชุมชนด้วย นะครับ
ในส่วนที่ ๔ ก็เป็นเรื่องของการกําหนดหน่วยปฏิบัติในการจัดให้มีแหล่งน้ํา ชุมชน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน ซึ่งถือว่าเป็น เจ้าภาพร่วมกันในการดําเนินการตรงนี้
ขออนุญาตกราบเรียนว่าปัญหาเรื่องทรัพยากรน้ํานี้เป็นปัญหาเรื้อรังที่จําเป็น จะต้องได้รับการแก้ไขโดยเร่งด่วน การจัดการแหล่งน้ําชุมชนขนาดเล็กเป็นทางออกหนึ่งของ การแก้ไขปัญหาแหล่งน้ํา ซึ่งจะทําให้แหล่งน้ําแบบหลุมขนมครกมากขึ้น แล้วก็กระจายอยู่ ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะเป็นประโยชน์สําหรับประชาชนกลุ่มฐานราก เป็นการลดความเหลื่อมล้ําในการเข้าถึงทรัพยากรน้ํา สร้างการมีส่วนร่วมและความเข้มแข็ง ของชุมชน มีน้ําที่เพียงพอต่อการดํารงชีวิตและอาชีพ ลดปัญหาน้ําท่วมน้ําแล้งได้อย่างยั่งยืน ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานแล้วก็สมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จแล้วนะคะ ดิฉันขอเรียนว่า มีผู้อภิปราย ๔ ท่านนะคะ ท่านคุรุจิต ท่านกษิต ท่านศานิตย์ ท่านศาสตราจารย์ดุสิต เรียนเชิญท่านแรก ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก็ต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม ที่เสนอเรื่อง การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน ทั่วประเทศ แล้วก็การแก้ไขร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ํา แห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ความจริงควรจะเรียกว่า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ผมก็อ่าน แล้วก็สรุปว่าแนวทางเรื่องนี้ สปท. เราก็เห็นพ้องกันอย่างที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเสนอเรื่อง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํามาเมื่อวานนี้ เพราะว่าน้ําจริง ๆ ก็คือปัจจัยสําคัญในการดํารงชีวิตเลยนะครับ ชีวิตคนถ้าไม่มีน้ําก็อยู่ไม่ได้ แล้วสําหรับประเทศไทยเราซึ่งคนส่วนใหญ่ยังเป็นเกษตรกร น้ําก็เป็นปัจจัยสําคัญในการผลิต เพราะฉะนั้นเรื่องน้ําก็เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ได้กรุณาเสนอมาวันนี้ ถ้าอ่านจับใจความท่านก็คิดว่ามันเป็นเรื่องเร่งด่วน ท่านก็จะเสนอแก้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องทรัพยากรน้ําอะไรที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้มี กรรมการแก้ไขใน ๓ ระดับ แล้วก็ทําให้มันเข้มแข็งขึ้นจากที่เดิมมีอยู่แล้ว ของเดิมที่ผ่านมา มี ๖ รูปแบบอะไรก็แล้วแต่ มันก็มีส่วนดีอยู่ แต่มันก็ไม่พอ มันไม่ทันการณ์ แล้วมันก็มีปัญหา แล้งซ้ําซากอย่างที่เราเห็นอยู่ ทีนี้ผมได้อ่านรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคมแล้ว ก็อยากจะมีข้อคิดเห็นหรือข้อสังเกตฝากไปสัก ๕ ประการนะครับ
ประการแรก ก็เหมือนกับท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน แล้วก็ท่านกรรมาธิการ ก็ได้เกริ่นไปแล้ว ก็คือว่าเมื่อวานนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนด้านสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อม ก็ได้เสนอเรื่องของการบูรณาการแก้ปัญหาน้ํา โดยเสนอเป็นพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ํา พ.ศ. .... มีตั้ง ๑๐๐ กว่ามาตรานะครับ เราก็อดเป็นห่วงไม่ได้ว่ามันจะเป็นการ ซ้ําซ้อนกัน เพราะว่าถึงแม้ท่านจะบอกว่าไม่ได้ซ้ําซ้อน แต่จริง ๆ ผลลัพธ์และวัตถุประสงค์นี่ มันก็เป็นผลลัพธ์และวัตถุประสงค์เดียวกัน เพราะฉะนั้นในที่สุดมันก็คงจะหลีกไม่พ้นว่าจะมี การทํางานแข่งกัน เพราะฉะนั้นในที่สุดก็ต้องดูว่าถ้าสมมุติว่าหน่วยงานของกรมทรัพยากรน้ํา เขารับไปทําและทําได้ดี เราก็ต้องพร้อมที่จะสลายตัวแล้วก็ไปรวมพลังกับเขา มันจะได้เป็น การไม่ใช้งบประมาณซ้ําซ้อน กําลังคนซ้ําซ้อน แต่ในการเร่งด่วนนี้ก็จําเป็น ผมก็พร้อมที่จะ สนับสนุนนะครับ เพราะว่าจริง ๆ ก็อยากจะเรียนว่าสิ่งที่ท่านเสนอมา แม้ท่านจะบอกว่า ไม่ซ้ําซ้อน แต่มันก็ยังมีการจัดตั้งคณะกรรมการ มีการจัดตั้งองค์กร ภารกิจหน้าที่ก็คล้าย ๆ วัตถุประสงค์เดียวกันนะครับ แต่เป็นเรื่องของไมโคร (Micro) เป็นเรื่องของแหล่งน้ําชุมชน
ประการที่ ๒ ก็คือแหล่งน้ําชุมชนในความเห็นของผมก็ควรจะเน้นเรื่องของน้ํา เพื่อการอุปโภคบริโภคในส่วนของประชาชนเป็นหลักก่อนนะครับ ในปัจจุบันเท่าที่ไปสืบค้น ข้อมูลมาก็ยังมีหมู่บ้านในชนบทอีกหลายพันหมู่บ้านเลยที่ยังไม่มีระบบประปาหมู่บ้าน แล้วก็ จากข่าวสารที่ไปค้นมาก็พบว่าพื้นที่ร้อยละ ๘๐ ของพื้นที่การทําเกษตรกรรมทั้งหมด ของประเทศไทยที่มีอยู่ ๑๔๐ ล้านไร่ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ก็เกือบ ๑๐๐ ล้านไร่ อยู่นอกเขต ชลประทาน ซึ่งเกษตรกรที่อยู่นอกเขตชลประทานก็ต้องพึ่งพาน้ําฝนตามฤดูกาลเป็นหลัก อย่างเดียว เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านนําเสนอผมก็อยากจะเสนอต่อไปว่าควรจะเน้นเรื่อง น้ําอุปโภค น้ํากินน้ําใช้ น้ําทํากับข้าว น้ําดื่มเพื่อการดํารงชีวิตเป็นหลักก่อน เป็นลําดับแรกเลย แล้วถ้ามีกําลังเหลือ งบประมาณเหลือก็ทําเรื่องน้ําเพื่อการเกษตรนอกเขตชลประทาน อย่าไปทําซ้ํากับที่ทางกรมชลประทานเขาทํานะครับ
ประการที่ ๓ ก็คือการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน ก็ถูกต้องที่ท่านเสนอมา นะครับ จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน อาสาสมัคร องค์กรเอกชน เอ็นจีโอ (NGOs) ต่าง ๆ ที่จะไปร่วมกันจัดทําขุดบ่อ ขุดสระ ขุดคลอง ดูแลรักษาแหล่งน้ํา แล้วก็จําเป็นต้องมีการจัดทําแผนชุมชน ที่ปกติเขาก็ทําอยู่แล้ว กระทรวงมหาดไทยทราบดีนะครับ มีการจัดทําแผนชุมชน เพราะว่าชุมชนเขาจะรู้ดีที่สุด ว่าเขาต้องการอะไรที่จะตอบสนองความต้องการของเขาในเรื่องของแหล่งน้ํา
ประการที่ ๔ คือเรื่องของประชารัฐที่เสนอมา เป็นรูปแบบของการดําเนินงาน ก็เห็นด้วยนะครับ หรือเรียกอีกอย่างว่า ประชาอาสา ก็อยากจะยกตัวอย่างที่มีการดําเนินการ อยู่ในเรื่องแหล่งน้ํา ที่จังหวัดน่าน โดยมูลนิธิปิดทองหลังพระ ซึ่งเขาก็ทําโดยการยึดแผนของ ชุมชน มีการประชุมประชาคมชุมชน มีการเปิดให้มีการมีส่วนร่วม แล้วก็ประชาชนในชุมชน ก็มาร่วมออกสตางค์ด้วย ผมคิดว่าแหล่งน้ําที่จะยั่งยืนนี่มันต้องมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ได้มา ฟรี ๆ มันก็เดี๋ยวพอไม่หมดก็เดี๋ยวรอซ่อม ให้หลวงมาซ่อมให้ แต่ถ้าเขามีส่วนร่วมออกสตางค์ ร่วมลงแรง ขุดเอง ขุดอะไรเอง มันก็จะมีความอยากทะนุถนอมรักษาไว้นะครับ แล้วก็ ที่จังหวัดน่านก็มีการริเริ่มปลูกหญ้าแฝกเพื่อรักษาดินไม่ให้คันดินมันทลาย หรือมีการเลี้ยงปลา ในแหล่งน้ําชุมชน มีการปลูกต้นไม้ฟื้นฟูป่า ซึ่งอันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ ได้ไปทําอยู่ที่จังหวัดน่านนะครับ
ประการสุดท้ายที่อยากจะฝากเป็นข้อสังเกตก็คือ การระดมความช่วยเหลือ จากภาคเอกชนที่มีกําลังนะครับ มาช่วยพัฒนาแหล่งน้ําชุมชน ยกตัวอย่างกรณีของ บริษัทอีสต์วอเตอร์ที่เขาได้รับสัมปทานอยู่ทําน้ําเพื่อการอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก ก็ควรจะชวน ๆ เขาให้นําองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาช่วยพัฒนาแหล่งน้ําชุมชนที่ขาดแคลน เพื่อการอุปโภค บริโภคในเขตพื้นที่ใกล้ ๆ สัมปทานของเขาหรือในสัมปทานของเขาหรือ บริษัทเอสซีจี เครือปูนซีเมนต์ไทยที่ได้จัดทําเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ ซีเอสอาร์ (CSR) ก็ไป ทําฝายแม้วกักเก็บน้ําในชุมชน ก็เป็นการทํากิจกรรมเพื่อสังคมอย่างหนึ่งหรือแม้แต่ว่ากองทุน ทรัพยากรน้ํา ซึ่งผมอ่านเจอที่ไหน อาจจะเป็น พ.ร.บ. เมื่อวานนี้ก็ได้ ก็อาจจะมีวัตถุประสงค์ เพื่อมาช่วยทํากิจกรรมเหล่านี้ มันก็จะช่วยลดภาระของรัฐบาลได้ด้วยแล้วก็เป็นการส่งเสริม หลักการของประชารัฐอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นท่านประธานครับโดยรวมผมก็เห็นชอบ ในหลักการกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมในเรื่องนี้ ก็อยากจะฝากว่าช่วยดูอย่าให้ซ้ําซ้อน เราควรจะใช้งบประมาณให้มีความประหยัดและคุ้มค่า ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชี รายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ผมว่าเรื่องการตั้งใจที่จะให้ชุมชนทั่วประเทศมีน้ําที่จะใช้ในชีวิตประจําวัน แล้วก็การเพาะปลูก มันเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็สําคัญยิ่ง แล้วก็มีความเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่ง อันนี้ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในหลักการ แต่ผมก็มีข้อสังเกตมีข้อเสนอบางประการด้วย คือ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าทําไมไม่เอาทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นนโยบายในการดําเนินการ เพราะว่าภายใต้ทฤษฎีใหม่อันนี้เป็นเรื่องของการแบ่งที่ดิน ออกมาเป็น ๔ ส่วนใช่ไหมครับ ๓๐ ๓๐ ๓๐ แล้วก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่อยู่อาศัย ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นแหล่งน้ํา แล้วอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นที่เพาะปลูก แล้วอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์อาจจะเป็นที่สําหรับปลูกป่าเล็ก ๆ ก็ได้ ในที่ดินของแต่ละเกษตรกรหรือว่า อาจจะขยายไปในระดับหมู่บ้าน แล้วก็ใช้ทฤษฎีใหม่เป็นหลัก เพราะว่าตัวหัวใจที่สําคัญ คือมันต้องมีแหล่งน้ํา ในพื้นที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะทําให้ทุกหมู่บ้าน แล้วก็ทุกครัวเรือนมีน้ําอย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในพื้นที่เพาะปลูกแล้วก็ที่อยู่อาศัย ทําให้ เป็นวาระแห่งชาติแล้วก็เร่งด่วนเลย แล้วก็ไม่ต้องรอช้าครับ เพราะว่ากระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทยก็อยู่ในพื้นที่กันทั่ว ฝ่ายโยธาธิการของทั้ง ๒ กระทรวง ก็มีเครื่องมือ เครื่องใช้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็กระทรวงอื่น ๆ ก็มี รวมทั้งกระทรวงคมนาคมด้วย แล้วช่วงนี้ก็แล้งมานานก่อนที่ฤดูฝนจะมาก็ยังมีเวลา ประมาณอีกสัก ๓ อาทิตย์ ทําไมเราไม่ระดมกันทั่วประเทศในการที่จะใช้เครื่องมือเครื่องจักร ที่เรามีอยู่ในมือทั่วประเทศนั้นไปช่วยชาวบ้านขุดลอก แล้วก็ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านหรือว่า ท่านกํานัน ๗,๐๐๐ ท่านด้วยกัน สามารถที่จะบอกกับเรา สปท. กับรัฐบาลได้วันนี้เลยว่า ตรงหมู่บ้านตรงไหนแล้วก็บ้านของใครที่มีแหล่งน้ําอยู่แล้ว แล้วก็มีแหล่งน้ําธรรมชาติ ที่สามารถที่จะเร่งในการที่จะขุดลอกได้ ทําอย่างเร่งด่วนเลยครับ เครื่องมือเครื่องใช้ของ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอื่น ๆ มากมายมหาศาล ระดมเอามาใช้ ก็อาจจะเป็นไปได้ในกรอบของ ซีเอสอาร์ (CSR) ความรับผิดชอบของบริษัทเอกชน ที่กําลังทําการก่อสร้างให้โครงการหลวงอยู่นั้น วันไหนหยุดก็ขอยืมมาช่วยด้วยนะครับ อันนี้ ก็สามารถที่จะระดมให้เรามีแหล่งน้ําเพียงพอทั่วประเทศได้ภายใน ๖ เดือน ผมคิดว่าสามารถ ที่จะกระทําได้ผมขอเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติเร่งด่วน ใช้ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเป็นตัวตั้ง แล้วทุกหมู่เหล่าก็ระดมกันมา แล้วก็ไหน ๆ จะปฏิรูปกันแล้ว มันมี ๒๐-๓๐ หน่วยงานที่ทําเรื่องแหล่งน้ําอยู่ เราก็ได้คุย ๆ กันมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ก็ทําไมไม่ให้มันมีหน่วยงานกลางที่ทําเรื่องน้ํา จะสังกัดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือว่า จะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็อยู่ในวิสัยที่เราน่าจะตกลงกันได้ใน สปท. ไม่ใช่มันกระจัดกระจายอยู่
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมมีข้อสงวนและไม่อยากจะให้ไปยุ่งด้วย คือน้ําบาดาล มันแทบจะเป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศแล้ว เขาไม่ยอมที่จะให้ใช้น้ําบาดาลเอาขึ้นมาเพราะ มันจะทําให้ดินยุบ แล้วก็ดินเค็มอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ถ้าเผื่อจะทําแบบประเทศอิสราเอล คือเอาน้ําเสียนี้อัดลงไปข้างล่างให้มันกรองแล้วก็ดึงขึ้นมาใช้อันนั้นไม่เป็นไร เพราะมันเป็น เรื่องของรีไซเคิล (Recycle) แต่ว่าอยู่ดี ๆ ไปเอาน้ําดี ๆ จากใต้บาดาลมาใช้เป็นสิ่งที่ไม่ควร แล้วถ้าเผื่อฝนตกมหาศาลกักได้แค่ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ เรายังมีศักยภาพที่จะกักได้อีก มากมายมหาศาลเป็นแสน ๆ ลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งน้ําส่วนใหญ่หายไป แล้วก็เทไป อย่าไปโทษอดีตก็แล้วกันนะครับ ตอนนี้เราอยู่ สปท. แล้ว มาตั้งหลักกันใหม่ว่า เราจะต้องกักน้ําให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เราก็จะไม่อายประเทศไต้หวัน ไม่อายประเทศ เกาหลีใต้ และที่สําคัญที่สุดคือไม่อายประเทศเวียดนาม แล้วถ้าเผื่อเรานอนหลับทับสิทธินี่ ประเทศพม่ามีก็คงจะเร่งไม่ได้ เขาก็จะมีการชลประทานไว้ใช้แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ พูดกันมา ไม่รู้กี่รัฐบาลแล้วมันก็ยัง ๒๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ของเขตชลประทาน เอาทํากันในรัฐบาลนี้นะครับ แล้วก็ให้มันมีการขุดลอกกักน้ําให้มากที่สุด ไม่ให้น้ําไหลลงทะเล กักน้ําฝนไว้ให้มันมากที่สุด เท่าที่จะมากได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือเราพูดถึงชุมชนน้ํา เราก็ต้องเริ่มที่ชุมชนนะครับ ขอใช้ภาษาอังกฤษคําว่า บอตทอมอัป (Bottom Up) เพราะว่าที่เรากําลังทําอยู่ก็คือท็อปดาวน์ (Top Down) คือเรานั่งกันอยู่ที่นี่แล้วเราก็เริ่มที่จะสั่งการลงไป คงจะต้องผ่านรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมดเลย แต่ว่า ณ วันนี้เราน่าจะดําเนินการ รวบรวมทําสถิติได้จากภาพถ่ายทางอากาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทําได้ ภาพที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คงจะมีแล้ว ภาพทั่วประเทศไทย ผมอยากจะได้รับสถิติว่า ณ วันนี้เรามีแหล่งน้ําเท่าไร ทั้งที่ เป็นธรรมชาติ ทั้งที่มนุษย์ได้ทํา จากนั้นจะได้เริ่มต้นกันได้ครับ เราต้องมีสถิติเสียก่อน
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คืออาจจะขอให้รัฐบาลทํางานอย่างใกล้ชิด อย่างน้อยก็แค่ ๑ กรมเท่านั้นเองในกระทรวงมหาดไทย คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพราะมี เจ้าหน้าที่อยู่ทั่ว เพื่อไปให้เขาช่วยสอบถามว่า ณ วันนี้มีข้อเสนอหรือมีความต้องการของ แต่ละชุมชนและหมู่บ้านในเรื่องที่จะพัฒนาแหล่งน้ําขุดลอกนี้มากน้อยแค่ไหนเราจะได้จัด ระดับความสําคัญ แล้วก็ขอให้ทางกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน ขุดลอกน้ําได้ ก็เป็นการทํางานร่วมกัน เพราะว่าถ้าเผื่อจะรอเรื่องของเราไปที่รัฐบาลกว่าจะ ออกมาเป็น พ.ร.บ. หรือว่าแก้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเพิ่มมาตรา ๔๕ อะไรต่าง ๆ มันใช้ เวลาไปอีกพักใหญ่ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ต้องมีคําสั่งไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ตอนนี้มันก็มีคําสั่ง จากรัฐบาลกลางไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมากมายมหาศาล ผมคิดว่าเราลัดคิวสักนิดหนึ่ง ทํางานโดยตรงกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็ถามว่าตอนนี้ชาวบ้านทั่วประเทศนี่ เขาอยากจะให้รัฐช่วยเขาขุดลอกคลอง หนองน้ํา และบึงนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วใครจะช่วย ลงขัน นอกจากงบของหน่วยราชการส่วนกลางแล้ว อบจ. ต้องเข้ามาครับ เป็นสําคัญนะครับ แล้วประสานกับทางเทศบาล แล้วก็ อบต. แล้วก็ทางภาคเอกชน สภาหอการค้าทั่วประเทศไทย ๗๖ สภาหอการค้าก็น่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะพัฒนาแหล่งน้ํา ผมก็อยากจะขอเสนอสั้น ๆ ทํางานกันง่าย ๆ รวดเร็ว แล้วก็จะได้ผล แล้วตอนนี้เป็นช่วงแล้งที่ยังจะขุดลอกได้นะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็คือจะพูดกันเรื่องบ่อน้ําเล็ก ๆ คงไม่เป็นการเพียงพอ พวกเราไปดูงานที่ประเทศอิสราเอล ไปดูงานที่ประเทศอินเดีย แล้วโดยเฉพาะไปดูงานที่ ประเทศไต้หวัน แล้วก็ไปดูงานที่ประเทศจีน เขามุ่งที่การมีอ่างน้ําขนาดใหญ่ แล้วเขาก็จะ ไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วในประเทศไทยก็จะไม่มีปัญหา หรือมีปัญหาน้อยลงกับพวก เอ็นจีโอ (NGOs) ถ้าเผื่อคิดจะไปสร้างเขื่อน เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างอ่างน้ําขนาดใหญ่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะในภาคเหนือแล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันนี้ต้อง ทําครับ เพื่อจะได้กักน้ําให้มากที่สุด แล้วก็โดยเร็วที่สุด เราสามารถที่จะหาแหล่งหรือว่า หุบเขาธรรมชาติที่สามารถที่จะกักน้ําเป็นอ่างขนาดใหญ่ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะดําเนินการ ควบคู่ไปกับการที่จะมีแหล่งน้ําขนาดเล็กให้กับชุมชน ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณครับท่านกษิต ต่อไปขอเรียนเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด สระแก้ว อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และท่านสมาชิกทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๑ ขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับรายงานการปฏิรูปการจัดการ แหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ และร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ผมคิดว่าเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสมกับเวลาที่ได้นําเสนอ เมื่อวานนี้เราคงได้เห็นภาพการเสนอ ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรน้ําในภาพรวมของประเทศมาแล้ว และวันนี้ถือว่าเป็นการเสนอ การบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นแผนชุมชนระดับจุลภาค ผมขออนุญาตชื่นชม ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ นะครับ ทราบว่าท่านได้ปลุกปั้นเรื่องนี้เป็นเวลา ๒๐-๓๐ ปีมาแล้วนะครับ ท่านอยู่กับพื้นที่ตลอด แล้วก็เห็นความสําคัญ จนกระทั่งพยายาม เสนอหลักคิดอะไรต่าง ๆ มาจนกระทั่งเข้าสู่สภาของเราได้ ก็ถือว่าถ้าบังเกิดผลสําเร็จขึ้นมา ถือว่าเป็นคุณูประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างจริงเลยครับ เพราะฉะนั้นการที่จะมุ่งแก้ปัญหา เรื่องนี้ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องในพื้นที่หรือแอเรีย (Area) อย่างแท้จริงเลย ตามรายงาน ที่เสนอมาจากประสบการณ์ของผมที่ทํางานในพื้นที่ ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาแทนพี่น้องประชาชน นับว่ามีแผนการบริหารจัดการน้ําในชุมชน ที่สมบูรณ์ทุกมิติเลยนะครับ ต้องขอชื่นชมสําหรับข้อเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ประชารัฐที่เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อันนี้เป็น สิ่งสําคัญ และในเรื่องสําคัญคือข้อมูลสถานการณ์แหล่งน้ําด้วย จากประสบการณ์ที่ผม เคยทําในพื้นที่ ก็ต้องยอมรับว่าน้ําเป็นสิ่งสําคัญตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดํารัสไว้แล้วนะครับ น้ําคือชีวิต แล้วที่สําคัญในพื้นที่ที่ผมเคยอยู่คือจังหวัด สระแก้ว มันเป็นรัฐชายขอบ แล้งซ้ําซากในอดีตที่ผ่านมา แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้นะครับ ได้ทรงพระราชทานอ่างเก็บน้ําขึ้นมาขนาดใหญ่ ๆ ขนาดกลางประมาณ เกือบ ๑๐ แห่ง ที่สําคัญพระองค์ได้พระราชทานหลักคิด ผมคิดว่า อันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือแหล่งน้ําทั้งหลายให้มันเติมน้ําด้วยกันได้ ที่ผ่านมาระบบของ เรามันเติมน้ํากันไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอแล้งก็แล้งไปเลย แหล่งน้ําขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถ ไปเติมแหล่งน้ําขนาดกลางได้ มันมีตัวอย่างที่จังหวัดสระแก้วนะครับถ้าคณะกรรมการจะไปดู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ สร้างอ่างเก็บน้ําตอนบน เขาเรียก ช่องกล่ําบน พอช่องกล่ําบนมันล้นก็มาเติมน้ําในช่องอ่างเก็บน้ําช่องกล่ําล่างได้ เสร็จแล้วถ้าอ่างน้ํา อีกอ่างหนึ่งเขาเรียกท่ากะบากแล้ง น้ําจากช่องกล่ําล่างมาเติมท่ากะบากได้ อันนี้เป็น พระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้ ก็ทราบว่าทาง กรมชลประทานได้เอาหลักคิดอันนี้มาสร้าง หรือการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยสร้างเขื่อน ศรีนครินทร์นะครับ แล้วก็มาเติมให้ที่เขื่อนวชิราลงกรณ์หรือเขื่อนที่ท่าม่วง อันนี้ก็ถือว่าเป็น การพักน้ําแล้วหมุนกลับไปได้ อันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ผ่านมาก่อนที่จะถึงความเห็น ของคณะกรรมการ ผมอยากจะเสนอบทเรียนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าก็อาจจะสอดคล้องกัน คือที่ผ่านมาเราขาดการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ําในระดับพื้นที่ เราไปมุ่งเฉพาะหน่วยต่าง ๆ ผมก็เลยจัดเรื่องของการวางแผนการพัฒนาแหล่งน้ําแบบบูรณาการเชิงพื้นที่ ที่สําคัญเรา บูรณาการกันกับส่วนราชการ เขาเรียก อันที่ ๑ จตุภาคี ก็คือภาครัฐ ถือว่าภาครัฐมีความสําคัญ นอกจากตัวผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะต้องเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะแล้ว ในจังหวัดก็มีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับน้ําหลายหน่วยงาน แต่พี่ใหญ่ก็คือกรมชลประทาน ซึ่งเขาจะมีความรู้ มีประสบการณ์มาก หน่วยงานอื่นก็มีนะครับ อย่างเช่น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัด ที่มีกรมน้ํา กรมน้ําบาดาลอะไรต่าง ๆ ก็มี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีนะครับ อย่างเช่นหน่วยพัฒนาที่ดิน เพราะฉะนั้นตรงนี้ภาครัฐก็จะมีความสําคัญ แต่ว่าข้อมูลก็คือ จะไม่มีการบูรณาการ อันที่ ๒ จตุภาคีที่ ๒ ก็คือภาคท้องถิ่น ผมว่าท้องถิ่นก็มีความสําคัญ เพราะว่าเดี๋ยวนี้หน้าที่ของท้องถิ่นก็คือพัฒนาแหล่งน้ํา พัฒนาอาชีพด้วย อันนี้ก็จะต้องเข้ามา มีส่วนร่วมกัน อันที่ ๓ ก็คือท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่พี่น้องประชาชนซึ่งเขารู้พื้นที่ รู้ปัญหาดี อันที่ ๔ ซึ่งขาดไม่ได้คือภาควิชาการ เพราะว่าภาควิชาการจะเป็นองค์ความรู้ ไม่ว่า ในเรื่องของการใช้แผนที่ดาวเทียม แผนที่ระบบของจีพีเอส (GPS) อะไรก็ตาม เมื่อมาเดิน สํารวจมาพอต (Pot) จุดมันต้องพอต (Pot) ลงในพื้นที่ เพราะบางทีเราไม่รู้หรอกว่าแหล่งน้ํา ในพื้นที่เรามีมากขนาดไหน แต่ว่าเมื่อออกไปเดินสํารวจโดยพี่น้องประชาชนร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่นนี้ แล้วลงมาพอต (Pot) จุดในแผนที่ อาจจะเป็นแผนที่ดาวเทียม แผนที่อะไรต่าง ๆ เราจะรู้เลยว่าแหล่งน้ําเป็นอย่างไรแล้วค่อยมาบูรณาการว่าอันไหนมีความสําคัญ แหล่งน้ํา ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แล้วก็จัดลําดับความสําคัญ แบ่งหน้าที่ไป ใหญ่ ๆ ชลประทาน คุณรับผิดชอบไป ขนาดกลาง อบจ. ไป ขนาดเล็ก คลองรูหนู ไส้ไก่ ก็แหล่งน้ําขนาดเล็ก ครัวเรือนก็ท้องถิ่นไป อบต. หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ หรือพี่น้องประชาชนเขามี ขีดความสามารถก็ดําเนินการเองได้ ถ้าบูรณาการอย่างนี้จะสําเร็จ และที่สําคัญขาดไม่ได้ คือสํานักงบประมาณต้องรับรู้ด้วย หลักคิดก็คือไม่มีแผนแหล่งน้ําจะไม่ให้งบประมาณเด็ดขาด ถ้าอย่างนี้ทุกภาคส่วนก็จะมีการบูรณาการกันเข้าไป ก็ฝากไว้ด้วยว่าบทเรียนอันนี้เป็น สิ่งสําคัญที่เราจะพัฒนาแหล่งน้ําในเชิงพื้นที่เข้ามา ผมเห็นด้วยทุกประการเลยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามอยากจะขอเสนอความคิดเห็นสัก ๒ ประเด็น ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องแผนแหล่งน้ําชุมชนผมว่ามีความสําคัญ แต่ที่ผ่านมานี้ ผมคิดว่าการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการใช้น้ํามันน่าจะลงไปถึงทุกครัวเรือน เหมือนบัญชีครัวเรือนว่าเขามีความต้องการใช้น้ําเท่าไร เป็นอย่างไรแต่ละครัวเรือน ถ้าลงไป ถึงครัวเรือนได้มันย่อยมากกว่าชุมชน อันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลเลยนะครับ เหมือนบัญชีทะเบียนบ้านอะไรต่าง ๆ พวกนี้ เพราะฉะนั้นในชุมชนของเราจะได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นน้ําอุปโภค บริโภค น้ําเพื่อการเกษตร รวมทั้งแหล่งที่มาด้วย แหล่งที่มาจะเป็น แบบไหน มาจากแหล่งน้ําธรรมชาติหรือแหล่งน้ําที่ขุดกันเองจะทําอย่างไร แล้วจะทําอย่างไร ที่จะต้องเติมน้ําด้วยการให้กันได้ ที่ผ่านมาหลักคิดของพี่น้องประชาชนถ้าไม่มีความรู้ เราจะขุดสระไว้ที่ดอนที่ที่ไม่ใช้ แต่ว่าเมื่อเสร็จแล้วหน้าแล้งจะไม่มีน้ํา มันไม่สามารถที่จะหา ที่เติมน้ําได้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนใหม่จะเห็นว่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานก็คือ ถ้าขุดสระแหล่งน้ําต้องขุดในที่ลุ่มเพื่อจะได้มาเติมน้ําในฤดูแล้งได้ แต่ที่ผ่านมาเราจะขุด แหล่งน้ํา ขุดสระในที่ดอนหมด แล้วก็จะเป็นแหล่งน้ําลอยฟ้าตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นสิ่งสําคัญ อยากจะให้สํารวจให้มีข้อมูลเชิงลึกในเรื่องแหล่งน้ําต่าง ๆ ปริมาณที่จะต้องใช้ ในระดับครัวเรือนหรือแหล่งที่มาด้วยเป็นอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ผมมีความเห็นเหมือน ขออนุญาตท่านกษิตนะครับ ก็ควรให้ ความสําคัญการจัดระดับน้ําแบบครัวเรือนหรือข้อมูลตามทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวเลย ผมว่าอันนี้ทุกครัวเรือนก็จะมีแหล่งน้ําที่สามารถใช้อุปโภค บริโภค และการเกษตรเบื้องต้น ได้นําทฤษฎีใหม่อันนี้มาใช้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลย ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๑๐ อะไรแบบนี้เป็นต้น นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ผมมีความเห็นว่าการจัดตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับน้ําชุมชน ทุกระดับก็เห็นด้วยนะครับควรจะต้องมีคณะกรรมการระดับ ไม่ว่าระดับจังหวัด ระดับอําเภอ จนกระทั่งถึงระดับตําบล แต่ส่วนหนึ่งที่จะฝากไว้ก็คือว่าเมื่อมีภาคประชารัฐหลายฝ่าย ผมว่าอย่างน้อยจังหวัดโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอําเภอมีความจําเป็นที่จะต้อง นั่งหัวโต๊ะเพราะต้องบูรณาการกับทุกฝ่าย แล้วภาควิชาการก็คงจะต้องเข้ามาให้ความรู้กับ พี่น้องประชาชน อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์อยู่ แล้วก็ให้จัดทําแผนชุมชน แผนน้ําชุมชน แผนหมู่บ้านขึ้นมา เมื่อมีแหล่งงบประมาณมาเราจะได้ให้ความสําคัญว่าอันไหนควรจะไปอยู่ ระดับ ๑ ๒ ๓ ก่อน แล้วหน่วยงานไหนควรจะรับไป แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ก็จะแก้ปัญหา ในเชิงพื้นที่ได้ ก็ขอชื่นชมในหลักคิดของคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วขอให้การจัดทําแผน ปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนได้สําเร็จตามที่ได้เสนอ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคมอุตสาหกรรม เซลล์แสงอาทิตย์ไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านเพื่อน สมาชิกทุกท่าน กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ หัวข้อของการรายงาน และการพิจารณาในขณะนี้คือเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการ แหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ และร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหาร ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ โดยหลักการแล้วกระผมเห็นด้วย แล้วก็ สนับสนุนเป็นอย่างยิ่งครับที่จะให้มีการปฏิรูปในเรื่องของการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน ในพื้นที่ทั่วประเทศ และให้มีการแก้ไขร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าว แต่อย่างไร ก็ตามเมื่อได้รับฟัง แล้วก็ได้อ่านเอกสารที่สําคัญ ซึ่งถือว่าเป็นเอกสารราชการที่จะต้องถูก ส่งออกไปจากสภา สปท. แห่งนี้แล้ว กระผมมีความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่งว่า ร่างระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ทาง กรรมาธิการได้ยกร่างมานั้น ดูแล้ว ผมอ่านแล้วยังไม่เข้าใจหลายประเด็น พยายามจะทํา ความเข้าใจ แต่ว่าไม่เข้าใจจริง ๆ ผมคิดว่าร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหาร ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ นี้ท่านคงจะต้องกลับไปยกเครื่อง ยกร่างใหม่ เกือบจะทุกบรรทัดของเอกสารฉบับนี้ครับ เหตุที่ผมพูดแรงขนาดนี้เพราะว่าเมื่ออ่านดูแล้ว เนื้อหาก็ดี การใช้คําพูดก็ดี วกวน มันไม่สอดคล้อง ไม่คอนซิสเทนต์ (Consistent) กัน และยัง ทําให้เกิดความยากลําบากในการเข้าใจ และการนําไปปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งครับท่านประธาน ยกตัวอย่างอย่างเช่น ถ้าไปเปิดดูระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีฉบับเดิมที่เขามีอยู่แล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ มีการให้นิยามเอาไว้ว่า ทรัพยากรน้ําหมายความว่าอะไร การบริหาร ทรัพยากรน้ํา หมายความว่าอะไร ตรงนี้นะครับ คําว่า การบริหารทรัพยากรน้ํา หมายความว่า อะไร ในกฎหมายฉบับแม่ คือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ข้อ ๔ การบริหารทรัพยากรน้ํา เขาเขียนไว้ว่า หมายความว่ากระบวนการบริหารจัดการ การจัดหา การใช้ประโยชน์ การบํารุง รักษา การพัฒนา การป้องกัน การแก้ไขปัญหา การอนุรักษ์ การฟื้นฟู และการดําเนินการอื่น ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ํา แต่เมื่อทางกรรมาธิการท่านมาแทรกหมวด ๔ เข้าไปนะครับ หัวข้อหมวด ๔ นี้ก็สงสัยแล้ว หัวข้อการปฏิรูปท่านเสนอว่า การบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน แต่พอมาเป็นหัวข้อหมวด ๔ ท่านตกคําว่า บริหาร ไปครับ เหลือแต่คําว่า การจัดการแหล่งน้ํา ชุมชน ผมก็ตั้งคําถามว่า การจัดการแปลว่าอะไรครับ หรือท่านบอกขออภัยตกคําว่า บริหาร ผมก็ต้องถามว่า การบริหารจัดการ แปลว่าอะไรครับ ในหมวด ๔ ข้อ ๑ นี้ ท่านให้นิยามของ คําว่า แหล่งน้ําชุมชน เอาไว้ ตรงนี้จะมีปัญหาเหมือนกันเดี๋ยวผมจะอภิปราย เอาแค่นิยามคําว่า การบริหารจัดการน้ํา ขอโทษนะครับ การบริหารจัดการ ผมไม่สามารถที่จะเข้าใจได้จากร่าง การแก้ไขฉบับนี้ว่าท่านจะหมายความว่าอย่างไร ถ้าผมอ่านตามที่แก้ไขเอาไว้นี้ประมาณสัก ๒ หน้ากระดาษครึ่งนี้ เหมือนกับท่านจะเน้นแต่เรื่องการจัดสร้างแหล่งน้ํานะครับ คอนสตรักชัน วอเตอร์ สตอเรจ (Construction Water Storage) แต่ท่านไม่ได้พูดถึงเรื่องอื่น ๆ อีกเลยว่า ท่านต้องการจะรวมของคําว่า การจัดหาไหม การใช้ประโยชน์ไหม การบํารุงรักษาไหม การพัฒนา การป้องกัน การแก้ไข การอนุรักษ์ ซึ่งก็รวมทั้งการจัดส่งด้วย ความจริงผมอยากจะอภิปราย สนับสนุนว่าอยากจะให้นําเอาไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เข้ามาใช้อย่างเต็มที่เลยครับ ซึ่งความจริงแล้วกระผมเองในฐานะที่เป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน แล้วก็เป็นประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานทดแทน พลังงานหมุนเวียน และอนุรักษ์ พลังงานอยู่ด้วย เรากําลังที่จะทํารายงานเรื่อง การปฏิรูปแก้ไขปัญหาภัยแล้งวิกฤตน้ําท่วม ด้วยระบบสูบน้ําพลังงานแสงอาทิตย์ ขอกลับมาตรงนี้ครับ ผมมีความเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ว่าถ้าระเบียบนี้นําออกไปแล้ว คนที่เขาจะอ่าน จะนําไปใช้ เขาคงจะไม่เข้าใจครับ เพราะฉะนั้น การจัดการหรือการบริหารจัดการแหล่งน้ํานี้นะครับ เดี๋ยวท่านประธานคงช่วยตอบผมหน่อย ว่าท่านหมายถึงอะไร โยงกลับมาหมายถึง ข้อ ๔ ในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเดิมหรือไม่ แต่ผมเชื่อว่าท่านไม่สามารถโยงกลับไปได้ครับ เพราะว่าอะไรครับ ในข้อ ๔ ระเบียบเดิม ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ปี ๒๕๕๐ นี้ เขาใช้คําว่า การบริหารทรัพยากรน้ํา ครับ เขาไม่มีคําว่า การบริหารจัดการ นะครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องสร้างนิยามของท่านขึ้นมาว่า การบริหารจัดการ ในหมวด ๔ หมายถึงอะไรท่านอยากจะเชื่อมโยงไปข้อ ๔ ก็ได้ ท่านก็ต้อง เขียนไว้ในหมวดแก้ไขว่าการบริหารจัดการ หมายถึงการบริหารทรัพยากรน้ําตามที่กําหนด ในข้อ ๔ ของระเบียบเดิม แบบนี้เป็นต้นนะครับ
ประเด็นข้อสงสัยถัดไปที่ผมพยายามอ่านอีก ตรงนี้จะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตาย เลยนะครับว่าสิ่งที่ท่านทํานี้จะล้มเหลวหรือไม่ ในข้อเสนอของท่านในหมวด ๔ ข้อ ๑ นี้ แหล่งน้ําชุมชน หมายความว่าแหล่งน้ําขนาดเล็กที่ขุดสร้างขึ้นใหม่... หรือที่มีอยู่แล้ว ผมก็ไปเปิดดูระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเดิม เขาก็มีครับ แหล่งน้ําขนาดเล็ก ซึ่งปรากฏอยู่ ในราชกิจจานุเบกษา แหล่งน้ําขนาดเล็ก หมายความว่าแหล่งน้ําที่เกิดจากการสร้างฝาย หรือประตูระบายน้ํา อ่างเก็บน้ํา คลองส่งน้ํา หนอง บึง สระน้ํา บ่อน้ําตื้น บ่อน้ําบาดาล และอื่น ๆ ขีดเส้นใต้ต่อไปนะครับ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน ๑ ปีครับ ซึ่งใช้เวลาก่อสร้าง ไม่เกิน ๑ ปีในระเบียบสํานักเดิม เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าท่านสร้างเป็นหมวด ๔ ขึ้นมา แล้วท่านมาเขียนว่า ข้อ ๑ แหล่งน้ําชุมชน หมายความว่าแหล่งน้ําขนาดเล็กที่ขุดสร้าง ขึ้นใหม่... นักกฎหมายเขาต้องไปเปิดนิยามของคําว่า แหล่งน้ําขนาดเล็ก เขาบอกว่าแหล่งน้ํา ขนาดเล็กในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเดิมนี้ ใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน ๑ ปีครับ แล้วถ้าเกิด ชุมชนนั้นเขาก่อสร้าง ๑ ปีไม่เสร็จนะครับ เจ๊งไปเลยนะครับ ไม่สามารถนําเอาสิ่งที่ท่าน ต้องการเสนอครั้งนี้เอามาใช้ได้เลยนะครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานช่วยตอบหน่อยว่าท่าน กล้าหรือที่ท่านจะบอกว่า แหล่งน้ําชุมชนหมายความว่าแหล่งน้ําที่ใช้เวลาก่อสร้างไม่เกิน ๑ ปี มันอาจจะต้องเกิน ๑ ปีนะครับ ๑ ปีงบประมาณมันไม่เสร็จ ขุดไปได้เท่านี้ ปีหน้าต้อง ขุดต่ออะไรแบบนี้ หรือท่านกล้าที่จะบอกว่าเอา ๑ ปีก็ ๑ ปีนะครับ ผมไม่โต้แย้งใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วก็ต่อไป ข้อ ๒ บอกว่าให้มีกลไกการปฏิรูปในรูปแบบประชารัฐดังต่อไปนี้ ผมพยายาม นําเอาข้อ ๒ นี้มานั่งอ่าน ซึ่งอยู่ในเอกสารหน้า ๑๖ และหน้า ๑๗ นี้ มีวรรคเขียนคําว่า คณะกรรมการสนับสนุนและพัฒนาแหล่งน้ําชุมชนตามแนวประชารัฐจังหวัด ผมเชื่อว่าเวลา นําไปปฏิบัติ ผู้ดําเนินการเขาคงจะเกาหัว ชื่อมันยาวมาก พอไปอีกวรรคถัดไป คณะกรรมการ ปฏิบัติการแหล่งน้ําชุมชนตามแนวทางประชารัฐพื้นที่อําเภอ พอไปอีกที่หนึ่ง คณะกรรมการ ปฏิบัติการแหล่งน้ําชุมชนตามแนวประชารัฐในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทําไมท่าน ไม่ใช้ชื่อให้มันสั้น ๆ ละครับว่าเป็น คณะกรรมการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนระดับจังหวัด คณะกรรมการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนระดับอําเภอ หรือว่าต่อไปก็เป็นระดับองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เวลาคนเขาประชุมกันเขาก็จะเรียกกันง่าย ๆ นะครับ หัวชื่อข้างหน้า ให้เหมือนกันหมด เปลี่ยนแต่ข้างหลังว่าเป็นจังหวัดนะ เป็นอําเภอนะ เป็นองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนะ แบบนี้เป็นต้น แล้วก็ต่อไป ไปอ่านดูในอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ในแต่ละระดับ คือระดับจังหวัด ระดับอําเภอ ระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เขียนมาให้ ทํา ทํา ทํา ทํานะครับ ตกลงสรุปแล้วไม่ได้บอกเลยแม้แต่นิดเดียวว่า สิ่งที่รายงาน สิ่งที่ รวบรวมมาแล้วให้นําไปเสนอต่อให้ใคร ผมอ่านแล้วอันตรายมาก ไม่มีการระบุว่าคณะกรรมการ ระดับท้องถิ่นต้องไปรายงานใคร หรือของบต่อใคร ไม่ได้บอกว่าคณะกรรมการระดับอําเภอ จะต้องส่งรายงานให้ใคร รายงานใคร ของบต่อจากใคร ไม่ได้บอกนะครับ รวมทั้งคณะกรรมการระดับจังหวัด มีเขียนอยู่ข้อหนึ่งว่ามีอํานาจหน้าที่ในเรื่องของการจัด งบประมาณ แต่ผมก็ยังสงสัยต่อไปว่าน้ําที่จัดมาได้นี้จะบริจาคให้ชุมชนฟรีหรืออย่างไร หรือว่า จะต้องคิดอัตราค่าน้ําที่จะให้ชุมชนเขามานําไปใช้ก็ต้องบอกให้ชัดเจนว่าหน่วยงานใด มีอํานาจหน้าที่ในการกําหนดอัตราค่าใช้จ่ายน้ํา เป็นระดับจังหวัด หรือระดับอําเภอ หรือว่า ระดับท้องถิ่น แบบนี้เป็นต้น นั่นคือสิ่งที่ผมวิพากษ์วิจารณ์ แล้วก็การเขียนลําดับข้อของ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ฉบับร่างนี้ ข้อ ๑ เรียกว่า ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ข้อ ๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ข้อ ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้ พอมาเป็นพวกข้อ ๔ กลับไปเป็น ข้อ ๑ ใหม่ ทําไมมันไม่เป็นข้อ ๔ ข้อ ๕ ข้อ ๖ ต่อไปนะครับ ผมก็ไม่ใช่นักยกร่างกฎหมาย ก็ต้องฝากไปดูด้วย แล้วสิ่งที่เป็นห่วงต่อไปก็คือว่าอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการระดับ จังหวัด อําเภอ ท้องถิ่น ท่านจะกรุณาเขียนไล่เป็นหัวข้อได้ไหมครับ (๑) (๒) (๓) (๔) ถ้าไม่ไล่ แบบนี้เวลานําเอาระเบียบนี้ไปใช้ เวลาอยู่ในห้องประชุมเขาพูดกันไม่ถูกนะครับ ถ้าอยู่ ในห้องประชุมเขาจะบอกว่า ผมก็ปฏิบัติตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ข้อ ๕ (๓) แล้วนี่ครับ อะไรแบบนี้ ถ้าแบบนี้ต้องไล่กัน หาไม่เจอครับไม่รู้อยู่วรรคไหน แล้วก็ที่คําพูดใด ผมขออนุญาตอภิปรายต่ออีกนิดหนึ่ง ๒-๓ นาทีครับท่านประธาน ถ้าหากว่าทางกรรมาธิการ ท่านตอบว่าการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน หมายถึง ทั้งการสร้างแหล่งน้ํา การกักเก็บ การส่ง การใช้ประโยชน์ การพัฒนา การบํารุงรักษา การโอเปอเรต (Operate) อะไรเหล่านี้ ด้วยแล้ว ผมคิดว่าหน่วยงานหนึ่งที่ท่านลืมใส่เข้าไปก็คือ กระทรวงพลังงานครับ กระทรวง พลังงานเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องพลังงานทุกเรื่องของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น พลังงานไฟฟ้าเพื่อแสงสว่าง หรือไฟฟ้าเพื่อสูบน้ํา กระทรวงพลังงานเขามีความรับผิดชอบ ในเรื่องนี้อยู่แล้ว แล้วก็มีหน่วยงานที่มีประสบการณ์มากเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของระบบการ สูบน้ํา ไม่ว่าจะเป็นน้ําผิวดินหรือว่าน้ําบาดาล คือกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงาน และกระทรวงพลังงานมีความเข้มแข็ง และโชคดีอีก ๒ ข้อครับ เขามีกองทุนที่มี งบประมาณมากมหาศาล นั่นคือกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและกองทุนพัฒนา ชุมชนรอบโรงไฟฟ้าครับ ทั้งหมดนี้ได้มาจากภาษีพลังงาน เงินที่ได้มานั้นไม่จําเป็นจะต้อง กลับไปพัฒนาเรื่องพลังงานอย่างเดียว เอาไปพัฒนาเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ได้ เอาไปพัฒนาเรื่อง น้ําก็ได้ เพราะฉะนั้นผมก็เลยเสนอว่าคณะกรรมการที่อยู่นี้ที่ท่านยกร่างเป็น ข้อ ๕.๑.๑ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ข้อ ๕.๑.๒ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ข้อ ๕.๑.๓ กระทรวงมหาดไทย ข้อ ๕.๑.๔ กระทรวงกลาโหม ผมขอเพิ่มข้อ ๕.๑.๕ ได้ไหมครับ ข้อ ๕.๑.๕ เป็นกระทรวงพลังงาน ซึ่งหมายถึงกรมพัฒนาพลังงานทดแทน เช่น กรมพัฒนา พลังงานทดแทนก็ดี สํานักงานนโยบายและแผนพลังงานก็ดี
สุดท้ายที่ผมไม่ได้อภิปรายนั้นก็จะเสียดาย ก็คือเรื่องประโยชน์ของระบบสูบน้ํา ด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ครับ บังเอิญเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้เชิญหลายหน่วยงานเข้ามาให้ ข้อมูลว่าตอนนี้ประเทศไทยมีหน่วยงานใดบ้างที่เรียกว่าให้ความสําคัญหรือว่ามีประสบการณ์ ในการใช้ระบบสูบน้ําด้วยไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มีเยอะเหลือเกินครับ ไม่ว่าจะเป็น กรมพัฒนาพลังงานทดแทน สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน กรมทรัพยากรน้ําบาดาล หน่วยงานทหารของกระทรวงกลาโหม หน่วยงานทหารพัฒนา กรมการพลังงานทหาร เป็นต้น และ อบต. อบจ. อีกเยอะแยะมากมาย เพราะฉะนั้นผมจึงขอฝากไว้นะครับว่าถ้าการบริหาร จัดการน้ําในความหมายที่เราหารือกันในวันนี้ครอบคลุมถึงเรื่องการจัดหา จัดส่ง และการใช้ ประโยชน์ด้วย ก็ฝากให้ระบบสูบน้ําด้วยไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่จะ มาแก้ไขปัญหาภัยแล้งหรือว่าวิกฤตน้ําท่วมด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏรําไพพรรณี
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ท่านคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๔๙ ก่อนอื่นขอแสดงความชื่นชมต่อความตั้งใจในการที่เสนอแนวทางการปฏิรูปการจัดการน้ํา ในระดับชุมชน ซึ่งเป็นรากหญ้าหรือรากฐานของสังคมระดับย่อยที่สุด ในการที่จะบริหาร ทรัพยากรที่มีคุณค่าที่สุดของชาติหรือของมนุษยชาติกล่าวคือน้ํา ท่านคงจะต้องยอมรับว่า มีความสําคัญยิ่งต่อชีวิต หรือพระราชดํารัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงตรัสว่า น้ําคือชีวิต เพราะน้ําคือปัจจัยสําคัญที่สุดในการผลิตอาหาร ในการสร้างผลผลิตต่าง ๆ ให้กับ มนุษยชาติ เพราะฉะนั้นถ้าบริหารจัดการน้ําได้ดีมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ประสิทธิภาพ ของชีวิตย่อมดีตามไปด้วย หากบริหารจัดการน้ําไม่ดี แน่นอนที่สุดครับ คุณภาพชีวิตหรือชีวิต ของมนุษย์ก็คงยากลําบากติดตามไปด้วย จังหวัดจันทบุรีที่ผมอยู่นะครับในปีนี้มีความลําบาก ยากแค้นแสนสาหัสสําหรับเกษตรกรที่ทําสวนผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดตราดหรือจังหวัด ระยอง รวมทั้งจังหวัดสระแก้วที่เป็นจังหวัดข้างเคียงที่ทําอาชีพเดียวกันนั้น ประชาชนไม่มีน้ํา ที่จะนํามารดหรือมาใช้ในการดูแลต้นผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สําคัญต่อชาติ เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด ลําไย เงาะ ซึ่งล้วนแต่เป็นผลไม้ที่ส่งออกไปยัง ต่างประเทศ มีมูลค่ามหาศาลในการก่อให้เกิดรายได้ต่อประเทศเป็นแสน ๆ ล้านบาทนะครับ แต่ในขณะนี้ราษฎรประชาชนไม่มี แม้แต่จะหาซื้อน้ําจากแหล่งอื่นนํามารดหรือประทังให้ ต้นผลไม้ ต้นทุเรียน ต้นมังคุด ต้นลองกอง ทั้งหลายนี้ได้คงยังพอมีชีวิตอยู่นี่ไม่มีครับ ไม่ได้ด้วย มีทรัพยากรคือมีเงินก็หาน้ําไม่ได้ เพราะแหล่งน้ําที่มีอยู่ก็ไกลเกินไปหรือไม่สามารถที่จะไปเอา แหล่งน้ําของเขามาใช้ได้ เหล่านี้เป็นปัญหาที่สําคัญยิ่งของชาตินะครับ โดยเฉพาะไม้ผลนั้น จําเป็นที่จะต้องการน้ํามาก ขณะเดียวกันที่ต่างชาติก็ต้องการผลไม้ของไทย อย่างเช่น ทุเรียน ที่เรียกว่าราชาแห่งผลไม้ หรือมังคุดราชินีแห่งผลไม้ของไทยเราก็มีผลผลิตที่ตกต่ําไปด้วย การบริหารจัดการน้ําที่อาจจะไม่ดีพอนะครับ แล้วก็คงเป็นสิ่งที่พวกเราคงจะได้ตระหนักว่า เมื่อปี ๒๕๕๔ นั้น ได้เกิดความสูญเสียต่อประชาชนค่อนข้างมากในด้านของการที่ประสบ ปัญหาอุทกภัยน้ําท่วมเสียหายต่อทั้งทรัพย์สิน ต่อทั้งวิถีชีวิต การดํารงชีวิตต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่เราจะต้องกลับมาย้อนมองตัวเองว่านโยบายในการบริหารจัดการน้ํา ของเรานั้นถูกต้องหรือยัง หรือมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงพอเพียงใด ผมมองเห็นว่า เรื่องน้ํานี้สําคัญกว่าเรื่องรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่มีรัฐธรรมนูญประชาชนคนไทยยังพออยู่กันได้ มีความสงบสุข แต่ถ้าขาดน้ํามันเป็นความยากลําบากอย่างแท้จริงและประชาชนนั้นไม่ใช่ ขาดเฉพาะน้ําในการใช้รดน้ําผลไม้เท่านั้น น้ํากิน น้ําใช้ บางพื้นที่ก็ขาดหมด ทั้ง ๆ ที่เรามี ปริมาณฝนตามที่ท่านกรรมาธิการท่านได้แถลงว่ามีปริมาณฝนมากเพียงพอในการที่จะใช้ทั้ง กิจการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจการเกษตรหรืออุปโภคบริโภค แต่เราสามารถเก็บน้ําไว้ได้เพียง ไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ควรจะต้องรีบหันมามองปัญหาของ การจัดการน้ําอย่างแท้จริงไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งน้ําท่วมหรืออุทกภัยหรือความขาดแคลนน้ํา ซึ่งทําให้ประชาชนยากไร้ในขณะนี้ เพราะไม่สามารถที่จะสร้างผลผลิตทางการเกษตรให้เกิด มูลค่าต่อตนเองและต่อครอบครัว รวมทั้งต่อสังคมได้ เพราะฉะนั้นการที่กรรมาธิการได้วาง ฐานของการที่จะไปบริหารหรือปฏิรูปการจัดการน้ําในระดับชุมชนนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่ายินดี แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะมีข้อเสนอบางส่วนที่ท่านอาจจะนําไปดําเนินการหรือต่อเติม ในการที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิรูปน้ําอย่างแท้จริง คือ
ประเด็นที่ ๑ ที่ผมเห็นว่าควรจะต้องสร้างออกมาให้เร็วที่สุดคือเรื่องของ ธรรมนูญการใช้น้ํานะครับ ขอให้มีธรรมนูญการใช้น้ําที่ชัดเจน ประชาชนในจังหวัดจันทบุรีนั้น มีการทะเลาะวิวาท มีการเกือบจะฆ่าฟันกันก็ด้วยปัญหาของต้นน้ํา ปลายน้ํานะครับ หากมี ธรรมนูญการใช้น้ําที่แท้จริงและเป็นธรรม เป็นที่ยอมรับของประชากรทั้งประเทศ เราก็ จะลดข้อพิพาท เราก็จะสามารถจัดการกับน้ําที่เหลือนะครับ ในบางพื้นที่มีน้ําเหลือมากมาย แต่ในบางพื้นที่น้ําขาด เราก็ยังไม่สามารถผันน้ําไปได้ เพราะว่าประชาชนที่อยู่ในเขตที่มี น้ําเหลือนั้นบางส่วนไม่ยินยอม แต่ส่วนใหญ่ก็ยินยอม พร้อมที่จะให้ผันน้ําจากจังหวัดนั้นไปยัง อีกที่หนึ่ง อีกจังหวัดหนึ่งซึ่งขาดแคลนน้ํา เหล่านี้นะครับจะเป็นสิ่งที่สร้างวินัย สร้างระเบียบ ในการใช้น้ําและในการที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขนะครับ ดังปัญหาที่ผมเชื่อว่า ท่านสมาชิกหลายท่านคงจะติดตามสื่อ คงจะเห็นว่าในระยะนี้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการใช้น้ํากัน ในหลายพื้นที่นะครับ
ประเด็นที่ ๒ การสร้างแหล่งน้ําขนาดใหญ่ ตามที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้นําเสนอว่าควรจะทํานั้น ผมเห็นด้วยนะครับว่าเราน่าที่จะสร้างแหล่งน้ําขนาดใหญ่ หรือเขื่อนที่เก็บน้ําได้ในขนาดใหญ่นะครับ ในจังหวัดจันทบุรีถ้าไม่รวมอ่างพะวา อ่างหางแมว อ่างประแกด รวมทั้งอ่างวังโตนด ที่ทางกรมชลประทานกําลังเร่งที่จะดําเนินการแก้ปัญหา ให้กับประชาชนแล้ว หากมีเขื่อนอีก ๒ เขื่อน คือเขื่อนตาหลิ่วกับเขื่อนตารอง พื้นที่เขต ภาคตะวันออก ซึ่งท่านกรรมาธิการแจ้งว่ามีการเก็บน้ําไว้ได้เพียง ๑ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ก็จะมีความสามารถในการเก็บน้ําไว้ใช้ให้กับเกษตรกรได้ในฤดูแล้งได้อย่างพอเพียง ถ้าขึ้น ๒ เขื่อนใหญ่ขณะนี้คือเขื่อนตาหลิ่ว เขื่อนตารอง แต่มีปัญหาอยู่เพียงแต่ว่าเขื่อนตาหลิ่ว เขื่อนตารองนั้นไปอยู่ในพื้นที่ของป่านอนุรักษ์นะครับ ซึ่งเราก็คงจะต้องมีความชัดเจน และฉับไวในการที่จะต้องตัดสินใจว่าระหว่างป่าตรงนั้นกับแหล่งน้ําขนาดใหญ่เพื่อให้ประชาชน ได้ยังชีพและสร้างความชุ่มชื้น สร้างสวนผลไม้ ต้นไม้ ต้นผลไม้ทั้งหลายให้เขียวชอุ่มขึ้นมานั้น ท่านจะต้องเลือกอะไร ๒ กระทรวงคุยกันน่าจะจบได้ในเวลาไม่นาน แต่หลายเรื่องที่เป็นเรื่อง ที่คาบเกี่ยวกันนั้นใช้เวลายาวนานมาก ๕ ปี ๑๐ ปี ยังไม่ได้ข้อยุติจะเอาให้สร้างหรือไม่ให้สร้าง ก็ควรที่จะได้มีความชัดเจน อันนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิธีการบริหารจัดการที่ไร้ประสิทธิภาพ ถ้าคุยกันได้เดือนเดียวก็สร้างได้ เดือนเดียวก็มีมติออกมาก็จัดงบผูกพันในการก่อสร้าง จะกี่ปี ก็ดําเนินการไป ก็เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง พื้นที่คาบเกี่ยวกันนิดเดียว ตัดสินใจกันไม่ได้นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ปัญหาการเก็บน้ํานะครับ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาคท้องถิ่น ตามที่ท่านได้นําเสนอว่าจะให้ท้องถิ่นและชุมชนได้มีการที่จะเก็บกักน้ํา ซึ่งผมเห็นว่า มีความจําเป็นครับ หากได้มีการส่งเสริมการเก็บกักน้ําในระดับท้องถิ่นหรือชุมชนในระดับย่อย ให้มากที่สุดนะครับ ก็จะเป็นผลประโยชน์ต่อประชาชนในการที่จะแก้ปัญหาความเดือดร้อน ความยากลําบากในยามที่เราไม่มีน้ําใช้ และหากวันเวลาที่ไม่มีน้ําใช้เกิดขึ้นจริง ๆ นั้น ผมคาดว่า แผ่นดินไทยก็คงจะเป็นแผ่นดินที่มีสภาพลักษณะคล้าย ๆ กับประเทศแอฟริกาในบางพื้นที่ ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังนั้นในด้านของการบริหารกลไกในการบริหารจัดการน้ําชุมชนจึงมี ความสําคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทําให้เกิดขึ้น และที่สําคัญที่สุดนะครับตามที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติคือท่านศานิตย์ นาคสุขศรี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ที่ท่านอยู่ในพื้นที่ ท่านได้เสนอว่าแต่ละแหล่งน้ําควรจะต้องมีทิศทางในการที่จะสามารถผันน้ําไปสู่ อีกสถานที่หนึ่ง ไม่ใช่เฉพาะในจุดเล็ก ๆ นะครับ ในจุดใหญ่ ๆ อย่างเช่นระดับจังหวัด หรือข้ามจังหวัดก็ควรจะต้องมีความชัดเจนในการที่จะสามารถผันน้ําลงไป อย่างเช่น เขตอุตสาหกรรมของนิคมอุตสาหกรรมของจังหวัดระยอง เราก็น่าที่จะมีทรัพยากรน้ํา ที่สามารถผันน้ําไปจากจังหวัดอื่น ๆ ลงไปเพื่อแก้ไขปัญหาในการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดผลประโยชน์อย่างแท้จริง ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผมขอจบการอภิปรายเพียงเท่านี้ครับ
ต่อไปขอเรียนเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประธานชมรม สหกรณ์ภาคเกษตรแห่งประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง หมายเลข ๔๑ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณในน้ําใจ ของท่านกรรมาธิการทุกท่านที่วันนี้ได้สละเวลาอันมีค่าของท่านทํากิจกรรมในเรื่องของ การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศได้อย่างยอดเยี่ยมนะครับ แล้วทุกแผ่นนี้ สามารถสร้างแรงจูงใจได้เป็นอย่างดีเป็นรูปสีสันสวยงาม แต่ทั้งหมดนี้นะครับท่านประธาน ที่เคารพมันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลยถ้าไม่ได้ถูกนําไปปฏิบัติอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวานผมได้อภิปรายที่เกี่ยวกับเรื่องแหล่งน้ํานี้บ้างพอสมควร ใช้เวลา ๑๐ นาทีพอดี กลับไปก็มีหลายท่านซึ่งเป็นพรรคพวกกัน เป็นเกษตรกรก็มีไม่น้อยกว่า ๗-๘ ท่าน โทรศัพท์บอกว่า ท่านผู้จัดการ เขาเรียกผมผู้จัดการ พูดมาตั้งนานแล้วที่จะให้มี แหล่งน้ําในชุมชนไม่ว่าจะมีทุกหมู่บ้าน ทุกตําบล ทุกอําเภอ ไม่เห็นมันเกิดสักทีหนึ่ง เมื่อไร มันจะเกิดสักทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นตัวชี้วัดให้เห็นว่าที่เราได้อุตส่าห์บากบั่นตั้งใจ ทํากันมานี้มันจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์เลยนะครับถ้าเราไม่ได้ทํากันอย่างจริงจัง มันขึ้นอยู่กับ ผู้นําว่าจะนําไปลงมือปฏิบัติได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเคย ตั้งชมรมพัฒนาลุ่มแม่น้ําจังหวัดสุพรรณบุรี ลุ่มแม่น้ําท่าจีน ท่านที่เคารพครับ แม่น้ําท่าจีน มาจากคลองมะขามเฒ่า ผักตบชวาเต็มไปหมดเลย ผ่านหน้าบ้านใครใครก็ผลักออก พอมาถึง อําเภอเดิมบางนางบวชแทบจะเดินได้เลย เต็มไปหมด ปีหนึ่งองค์การบริหารส่วนจังหวัด ใช้งบประมาณในการตักผักตบชวาพวกนี้ขึ้นไม่รู้ปีละเป็นแสนบาท ใช้งบประมาณมากมาย ผมยังเคยขอไปทีหนึ่ง เขาบอกปีที่แล้วก็ทําให้ปีนี้มาอีก แล้วผักตบชวาพวกนี้นะครับ ท่านประธาน มันงามเหลือเกิน เพราะอะไรครับ เพราะว่าปี ๆ หนึ่งเกษตรกรใส่ปุ๋ยใส่ลงไป ในนาข้าวเขาให้ใส่ ๒ ลูกก็ใส่ ๓ ลูกเพิ่มขึ้น พอนาข้าว ๆ กินไม่หมดเสร็จเรียบร้อย หลุดไปไหนครับ ก็หลุดลงแม่น้ําลําคลอง เพราะฉะนั้นผักตบชวาแมลงไม่กินครับ เพราะได้ถูก ยาปราบศัตรูพืชป้องกันไว้เรียบร้อยแล้ว แถมยังงามอีกด้วยครับ เพราะว่าปุ๋ยที่เขาให้ใส่ เขาบอกให้ใส่ ๒ ลูกก็ใส่ ๓ ลูก ยังงามอีก เพราะฉะนั้นพอมาถึงเดิมบางนางบวช งาม คนเดิน ข้ามได้ แทนที่ อบจ. เอาขึ้นเอาไม่ไหวบอกว่าให้ช่วยกันบ้านใครบ้านมันให้ทําบ้าง อันนี้ ต้องขอความร่วมมือจากการปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะฉะนั้นการปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าเขาให้ความสนใจนํานโยบายนี้ สิ่งที่เราเขียนนี้ไปปฏิบัติอย่างแท้จริง มันก็ก่อประโยชน์ ให้แน่นอน ทําอย่างไรครับ ชาวบ้านก็ดัน พอดันออกก็มาโผล่ที่สามชุก พอถึงสามชุก สามชุก ก็ดันต่อมาที่ศรีประจันต์ ที่ศรีประจันต์ก็ดันต่อไปโน่นคลองโพธิ์พระยา พอไปถึงโพธิ์พระยา ติดเขื่อนแทนที่จะเอาออก วันดีคืนดีก็เปิดเขื่อนแล้วก็ดันต่อไปอีก มันก็เลยมาเรื่อย ๆ นี่คือ ภาระที่มันหาคนรับผิดชอบไม่ได้ งบประมาณที่จัดไปแต่ละปี ๆ มันมากมายมหาศาล มหาศาล เพราะฉะนั้นผมจึงสรุปได้ว่า เราจําเป็นต้องมีแหล่งน้ําทุกหมู่บ้าน ทุกตําบล ทุกอําเภอ ท่านที่เคารพครับ ผมอยากจะ กราบเรียนว่า ทุกหมู่บ้าน ทุกตําบล ทุกอําเภอ มีที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นที่ของอะไร ก็แล้วแต่นะครับ มีแน่นอน เราขุดบ่อเถอะครับ นี่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแล้วนะครับ เมื่อคืนนี้ผมดูโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ท่านผู้ประกาศข่าวเฮเลยครับ อ่านข่าว กรมอุตุนิยมวิทยา ขอประกาศว่าวันที่ ๑๘ พฤษภาคมเป็นต้นไปให้ถือเป็นฤดูฝน มาแล้วครับ ฤดูแล้งผ่านไป ฤดูฝนกําลังจะเข้ามา ผมถามว่าขณะนี้แหล่งน้ําชุมชนมันมีบ้างหรือยังที่จะเก็บกักน้ํา ยังไม่มีเลย แล้ววันนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมาทํา ทําเสร็จเรียบร้อย วันนี้พูดกันแทบเป็น แทบตาย เสร็จเรียบร้อย ส่งกลับไปผ่าน ครม. ส่งไป จังหวัดเรียกประชุม มอบแล้วครับ เห็นชอบมอบรอง เห็นด้วยผู้ช่วยทํา หัวหน้าส่วนราชการมาแล้วครับ มอบครับ แล้วมันก็ หายไปอีกก็ไม่ได้ทํา แหล่งน้ําชุมชนก็ไม่ได้ทําสักที เพราะอะไรครับ เพราะว่า ๑. เราไม่ได้ เรียนรู้ที่จะทํากันอย่างจริงจังว่าอะไรที่มันทําให้แหล่งน้ํา ตัดไม้ทําลายป่ากันหมด น้ํามันจะมี ได้อย่างไร ท่านประธานครับ เจาะน้ําบาดาลขณะนี้เจาะกันทั่วไปเลยนะครับ ผมเคยถามผู้รู้ นะครับว่าเจาะน้ําบาดาลนี่น้ําใต้ดินมันจะหมดไปไหม ไม่มี ไม่หมด มันจะต้องไหลเข้ามา แทนที่ ไหลอย่างไรละครับ เดี๋ยวนี้ภูมิปัญญาไทยนะครับ ผมเจาะลงไปนะครับ แป๊บท่อพีวีซี (PVC) ๘ ท่อน ๘ คูณ ๘ เท่ากับ ๖๔ ๖๐ กว่าเมตร มันไม่ไหลแล้วครับ เมื่อมันไม่ไหล ทําอย่างไรครับ ชาวบ้านขุดลงไปอีก ๕ ลองครับเอาหัวปั๊มอยู่ข้างบน เอาสายพานปั๊มจาก ข้างล่างขึ้นมา สู้กับมันสิครับ ลึกลงไปฉันก็ตามขึ้นไปสูบออกมา แล้วต่อไปในอนาคตมันจะ ไม่เสียหายต่อประเทศได้อย่างไร จะขอเจาะน้ําบาดาล สมัยก่อนผมเป็นผู้จัดการใหม่ ๆ ผมต้องไปขออนุญาตขอเจาะน้ําบาดาล เดี๋ยวนี้ไม่ต้องขออนุญาตครับ เพราะอะไร เพราะว่า ภัยแล้งเข้ามาก็ต้องเอาเกษตรกรไว้ก่อน แต่ความรู้ที่ให้เขาไปนี้มีไหมครับว่าเจาะน้ําขึ้นมาแล้ว เอาน้ํามาเก็บกักในบ่อ สมัยผมตัวเล็ก ๆ ผมว่ายน้ําเป็นเพราะหลังบ้านผมมีสระครับ ตกลงไป แม่ก็ไปคว้าขึ้นมา หนักเข้า ๆ แม่เผลอตกอีกทีถ้าไม่ช่วยตัวเองก็ตายแหงแก๋นะครับ นี่รอด มาได้เพราะสระน้ําหลังบ้านนี้นะครับ ท่านคิดดู น้ําหลังบ้านมีไว้ใช้นะครับ ต้องไปหาบน้ํามา ออกกําลังนะครับ ได้แกว่งสารส้มเสร็จเรียบร้อย จะล้างก้น จะอาบน้ําก็ต้องตักอาบ โครม โครม โครม พ่อยังว่าเลยโอ้โหอาบน้ําทีหนึ่งชาวบ้านเขาเจ๊งอะไรอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่หรอกครับ ชักโครกทีหนึ่ง ๓ ลิตรครึ่ง ใช่ไหมครับ อาบน้ําฝักบัวทีระหว่างถูสบู่ก็เปิดอย่างนั้น ความรู้ต่าง ๆ พวกนี้เราเคยให้กับพี่น้องเกษตรกรผมบ้างหรือไม่ครับ ต้องมีกติกาครับ กติกา ถ้าใครไปทําทางขวางน้ําต้องผ่านองค์การบริหารส่วนตําบล ต้องผ่านเทศบาล นึกอยากจะ สร้างอะไรก็สร้าง นึกอยากจะทําอะไรก็ทํา ถนนหนทางนี้นะครับเมื่อ ๒ ปีที่แล้ว เขาไปทํา ถนนเข้าหมู่บ้าน บ้านข้าง ๆ ท่วม ตอนนี้บ้านข้าง ๆ ถมขึ้นมา ถมขึ้นมา ถมขึ้นมา สร้างเป็น ห้องแถว ตึกแถวเต็มเลย ถนนพอฝนตกทีกลายเป็นคลอง นี่เราไม่ได้คิดวางแผน แผนมี แต่แผนมันนิ่งหมดนะครับ เขาเรียกแพลนนิง (Planning) ไม่ใช่แผนนิ่ง อย่างนี้เป็นต้น มีกติกา อันที่ ๓ ต้องมีผู้รับผิดชอบครับ วันนี้ไม่มีใครรับผิดชอบเลย ผมเรียนท่านนายก องค์การบริหารส่วนจังหวัดบอกว่าช่วยไปตักผักป่องให้หน่อย บอก โอ้โหปีที่แล้วผมก็ตัก ไม่ไหวหรอกเฮีย ปีที่แล้วก็ตัก ปีนี้ก็ตัก งบประมาณก็ต้องไปทําอย่างอื่นบ้าง เพราะมันไม่มี ผู้รับผิดชอบ อย่างนี้เป็นต้น รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตําบลด้วย รวมทั้งองค์กรอิสระด้วย แม้กระทั่งตัวสหกรณ์เองนี่ก็ต้องไปบอกสมาชิกนะครับ ใครที่จะมาทํากิจกรรมกับสหกรณ์ ผมบอกเลยนะครับ ที่นาของคุณเอาน้ําเข้าได้ คุณต้องมีที่น้ําออก คุณต้องมีที่น้ําเข้า ไม่อย่างนั้นประเมินผมไม่ผ่านให้หรอกครับ นี่ละครับสิ่งต่าง ๆ พวกนี้มันเป็นกติกา ซึ่งเรา จะต้องสร้างให้มันเกิดขึ้นให้ได้ หาผู้รับผิดชอบให้ได้ อันที่ ๔ งบประมาณนี้ต้องส่งไปช่วยเขา ต้องจัดให้เป็นนะว่าถ้าปีนี้ขุดลอกอย่างนี้ ปีหน้าถ้าใครทําดีแล้วจะมาทําอย่างนี้ แม่น้ํา ท่านลองไปดูสิครับ ริมน้ําจังหวัดสุพรรณบุรีนี้ไม่มีที่ของชาวจังหวัดสุพรรณบุรีเกินกว่า ๒๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ คนรวยขายที่ไปซื้อที่ริมน้ําหมดนะครับ พอไปซื้อที่เสร็จเรียบร้อย ทําอย่างไรละครับ สร้างเขื่อนลงมา เดินลงไปได้ เดี๋ยวนี้ถ้าเอาเรือไปวิ่งวิ่งไม่ได้หรอกครับ สวนกันไม่ได้เพราะมันแคบ ต่างคนต่างทํา อยู่ในความรับผิดชอบของใครครับ ไปดูบ้างสิครับ นี่คือสิ่งสําคัญนะครับ
อันสุดท้าย คือเรื่องของงบประมาณ เราให้เขาอย่างต่อเนื่องได้ไหม ทําการปฏิบัติได้ต่อเนื่องได้ไหม ถ้าเราไม่มีงบประมาณที่จะสนับสนุนอย่างต่อเนื่องนี้นะครับ ลําบากครับ สุดท้ายคือมีรางวัลให้เขา มีเขตไหม เขตตอนไหนบ้าง แม่น้ําตอนไหนบ้างที่เป็น ตัวอย่างที่ดีที่สามารถที่จะเอามาเลียนแบบได้ ให้คนไปศึกษาดูงานสิครับ ริมน้ํานี้นะครับ ร่มเย็นสบายที่สุดเลยครับ เมื่อก่อนนี้มีผักบุ้งทอดยอด ผักบุ้งไทย เอาไปแกงเทโพอร่อยมาก เลยครับ เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วครับ เพราะใครเอาไปกินก็ไม่ได้ เพราะมันมีแต่สารพิษทั้งนั้นเลย เมื่อก่อนกระโดดลงแม่น้ํานี่นะครับ ท่านประธานครับ กระโดดลงไปนี้ไม่ต้องกลัวเลยครับ เดี๋ยวนี้กระโดดลงไปไม่ใช่กลัวอะไรหรอกครับ กลัวหัวมันไปทิ่มดิน เพราะว่าน้ํามันตื้นลง ทุกวัน ๆ ผมบอกว่าทําไมไม่ลอกแม่น้ําให้มันลึกลงไป ลอกก็ไม่ได้ครับ ถ้าลอกแม่น้ําเมื่อไร บ้านที่อยู่ข้าง ๆ แม่น้ําพังหมดเลยครับ เพราะดินมันต้องสไลด์ (Slide) ลงมาแน่นอน แล้วทําไมต้องไปปลูกในเขตล่ะ นี่คือสิ่งต่าง ๆ ที่ว่าถ้าเรามีแม่น้ําตรงนี้ห่างจากเขตชายแม่น้ํา เท่าไรซึ่งจะปลูกได้ เขามีกฎกติกา เขามีครบถ้วน แต่ไม่ได้นําไปปฏิบัติกัน งานในวันนี้ ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ถ้าเราเขียนกันอย่างสวยหรู ทํามาอย่างแจ่มแจ้งขนาดนี้แล้ว ยังไม่ได้นําไปปฏิบัติ ยังไม่ได้นําไปถือใช้ ไม่มีการเรียนรู้ ไม่มีกติกา ไม่มีผู้รับผิดชอบ ไม่มีงบประมาณ ไม่มีรางวัลสําหรับคนดีที่ทําให้ ยากครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายนี้จะทําให้ชุมชนตรงนี้เข้มแข็งได้อย่างไรครับ ก็ต้องอาศัยบ้าน อาศัย โรงเรียน ซึ่งครูสอนเด็ก อาศัยบ้านซึ่งมีกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน อาศัยวัด ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัด ท่านไปดูสิครับที่วัดสมานรัตนาราม โอ้โห อลังการ หาที่ไหนได้นะครับ ใครอยากได้อะไร ก็ไปขอพระพิฆเนศที่นั่นครับ ได้ทุกอย่างครับ ใครอยากเป็นอะไรก็ไปขอให้หมดละครับ เพราะอะไรครับ ตรงนั้นเขาทําได้อย่างสวยงามมาก เอกชนยังทําได้ แต่ของเราฝ่ายราชการ ประสานงานบ้าน ประสานงานโรงเรียน ประสานงานวัดให้หลวงพ่อช่วย ทําอะไรก็ทําได้หมด ถ้ามีแหล่งน้ําในชุมชนทุกหมู่บ้าน ทุกตําบล ทุกอําเภอ และทุกจังหวัด น้ําไม่มีวันท่วมเด็ดขาด กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ
ขอเชิญอีกท่านหนึ่ง น่าจะเป็นท่านสุดท้ายนะครับ ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ขอขอบพระคุณครับที่ให้โอกาสได้พูดในวันนี้อีกนิดหนึ่ง ผมเรียนมาข้อมูลทั้งหลายที่ผม อยากจะเรียนเป็นข้อมูลที่สนับสนุน แต่ต้องการจะให้มันแน่นมากขึ้น มีอยู่ ๒ ประเด็น นะครับ
ประเด็นที่ ๑ ในฐานะที่ผมเป็นชาวพุทธ ทุกคนทราบดีว่าน้ํา ๗๐-๘๐เปอร์เซ็นต์ เป็นร่างกายเรา หรือพืช หรือสัตว์ น้ําทั้งนั้น เวลาเรากรวดน้ํากันจะมีคําว่า ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปูเรนติ สาคะรัง ยะถา วาริวะหา นี้อะไรครับ เรานี้เป็นญาติโกโหติกากันตั้งแต่ตอนไหน ไม่ทราบ แต่การที่พระพุทธเจ้านําบทนี้มาสวดให้เรากรวดน้ําแผ่ส่วนกุศลนี้เพื่อให้ชีวิตมีความ เป็นปกติสุข น้ําจึงมีความสําคัญละเอียดอ่อนขนาดนั้นครับ ในเชิงพุทธศาสนา ผมไม่ได้สวด ยาวนะครับ เอาสั้น ๆ ง่าย ๆ แค่นี้ว่าในฐานะคนพุทธควรจะรําลึกและขอบคุณโมเลกุล ของน้ําที่ออกจากจมูกเรา หลุดออกมาจากโมเลกุลในปอด หลุดออกมาหายใจออกมาพร้อม คาร์บอนไดออกไซด์มันเชื่อมโยงกันหมดในห้องนี้ในห้องนี้ โมเลกุลของน้ําของใครไม่ทราบ แต่โมเลกุลของน้ําลอยเต็มห้องนี้ ลอยออกไปข้างนอก ถึงญาติโยมทั้งหลายที่เป็นพรรคพวกเรา แท็กกิง (Tagging) หรือ ทริกกิง (Tricking) ต่าง ๆ ของโมเลกุล พวกนี้เราไม่ทราบครับ แต่ในเชิงวิทยาศาสตร์ผมมีความเชื่อว่ามันมีรหัสส่วนตัวอยู่ พระพุทธเจ้าคงจะคิดทรงตรัสรู้ แล้วว่าสิ่งนี้ละครับเป็นความสําคัญ จึงอยากจะเรียนไว้เพื่อทราบในฐานะปัญหาพุทธครับ
ประเด็นที่ ๒ คือในฐานะที่ผมเป็นประธานอนุกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อยากจะเรียนให้ความสําคัญกับน้ําไว้อีกนิดหนึ่งว่า น้ําเป็นสิ่งที่จําเป็นแล้วก็อยู่ ในอวกาศทั่วไป ดาวหางที่วิ่งกันเต็มในสุริยจักรวาลของเรา หัวของมันก็เป็นน้ําที่ตก จนกระทั่งไดโนเสาร์ตายหมดเมื่อ ๒๐๐ ล้านปีที่แล้วมันก็มีน้ําลงมา การที่เรามีน้ําเข้ามา น้ํานี้ อยู่ในอวกาศแน่นอน โมเลกุลของน้ําอยู่ทั่วไปหมด เมื่อวานผมพูดว่าค้นพบดาวดวงใหม่ ในสุริยจักรวาลชื่อแทรปพิสต์วัน (Trappist-1) ก็มีน้ํา ดาวอังคารก็เคยมีน้ํา น้ําจึงเป็นสิ่งที่ สําคัญในเชิงวิทยาศาสตร์ ไลฟ์โซน (Life Zone) ของดวงอาทิตย์หรือดาวฤกษ์ที่อยู่ ในทางช้างเผือก ไลฟ์โซน (Life Zone) แบบโลกเรา ขนาดโลกเรามันต้องมีน้ําครับ ถ้าไม่มีน้ํา มันจะมีสิ่งมีชีวิตไม่ได้ แต่สิ่งมีชีวิตจะต้องพูดก่อนนะครับว่า มันไม่ได้อาศัยน้ําในทันที เพียงแต่ว่ามันมีโมเลกุลของยีน (Gene) หรือจีโนม (Genome) ที่เรากลัวเรื่องจีเอ็มโอ (GMOs) กันนะครับ นี่ผมพยายามดึงให้เรื่องมันผูกโยงว่าน้ํามีความสําคัญ ๓,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว ที่โลกนี้มีแผ่นดินมีหินขึ้นมา แล้วก็มีการพัฒนาโมเลกุลของชีวิตขึ้นมา มันก็อยู่ในน้ํา น้ําตรงนี้ ผมจึงอยากจะโยงมาที่ปัจจุบันว่า โมเลกุลของน้ํากับโมเลกุลของสารเคมีตัวหนึ่ง ซึ่งทุกวันนี้ บ่นกันว่าโลกร้อน โลกร้อนเกิดกรีนเฮ้าส์เอฟเฟ็กต์ (Greenhouse Effect) หรือภาวะเรือนกระจก เพราะว่าเราแผลงธรรมชาติมากเกินไป ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ออกไป แต่ต้องจําไว้เลย นะครับว่า ในทางวิทยาศาสตร์ถึงแม้จะมีฟ้าผ่าหรือไม่ก็ตาม การเกิดปฏิกิริยาเริ่มต้นให้น้ํา ทําปฏิกิริยากับคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วก็สร้างคาร์โบไฮเดรตในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ผมต้องการที่จะบอกว่าโมเลกุลของน้ํากับโมเลกุลของคาร์บอนไดออกไซด์ มันทําให้ เกิดคาร์โบไฮเดรต ขึ้นมาเมื่อ ๓,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว ผมยังไม่ได้เกิดตอนนั้นนะครับ แต่วิชาการ บอกไว้อย่างนั้น ตรงนี้ละครับคือความสําคัญที่โยงมาถึงปัจจุบันทางวิทยาศาสตร์ อิมแพกต์ (Impact) ผลกระทบตรงนี้ที่จะพูดให้ทุกท่านได้รับทราบก็คือว่า น้ําเป็นองค์ประกอบสําคัญ ของชีวิต ชีวิตต้องกินอาหาร อาหารเริ่มต้นก็มาจากพืช พืชเริ่มต้นตอนเช้า โมเลกุลของน้ําที่ผม พูดว่าหายใจออกมาหรืออยู่ในอากาศอะไรนี้มันถูกดูดซับไปในเซลล์พืช แล้วมันก็จะถูกบังคับ บังคับอย่างไร อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์ขั้นละเอียดอ่อนที่เคยอภิปรายว่าเป็นเฟมโตเทคโนโลยี (Femtotechnology) เฟมโตไซเอนซ์ (Femto Science) มันเป็นวิทยาศาสตร์ขั้นละเอียด ที่บอกว่า แสง พลังงานดวงอาทิตย์ที่วิ่งมาประมาณเกือบ ๑๐ ชั่วโมงมาถึงโลกนี้มีพลังงาน ตามขึ้นมาเป็นมิวออน (Muon) เป็นเทา (Tau) วิ่งมา แต่โฟตอน (Photon) นําหน้ามา โฟตอน (Photon) ละเอียดมาก บังคับเลยครับ บังคับให้โมเลกุลน้ําแตกออกเป็น ๒ ส่วน คือส่วนที่เป็นไฮโดรเจนกับส่วนที่เป็นออกซิเจนแตกออกไป จากนั้นก็ดูดอะไรครับ ดูดคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ดูดคาร์บอนไดออกไซด์ที่เราปล่อยออกไป รถยนต์ปล่อย ออกไปในอากาศ ที่ท่านอธิการบดีไวกูณฑ์พูดนะครับ ก็เหมือนกันคือดูดเพื่อมาสร้างพืช สีเขียวขึ้นมา ณ ปัจจุบันนี้ สร้างพืชสร้างอาหารให้เราทานกัน ผมจึงอยากจะอธิบายว่า ๒ ประโยชน์ ๒ สําคัญของน้ําในเชิงพจน์กับเชิงวิทยาศาสตร์มันมาด้วยกัน โลกจะหยุดร้อน เพราะเราต้องปลูกพืชมากขึ้น มีแหล่งน้ําไปปลูกพืชมากขึ้น แหล่งน้ําก็เป็นตัวสําคัญในการ เริ่มต้นชีวิตนะครับ ผมก็คงจะอธิบายเพียงแค่ ๒ ประเด็นนี้
ประเด็นที่ ๓ ที่ขอพูดเสริมเติมเข้ามา เนื่องจากว่ามีท่านผู้ทรงเกียรติอธิบายว่า ผักตบชวาสร้างปัญหา แต่ผมว่าจริง ๆ มันไม่ได้สร้างปัญหาหรอกครับ มันเป็นพืชต่างแดน ที่เข้ามาประเทศไทยไม่เกิน ๒๐๐ ปี ที่พูดอย่างนี้เพราะมีหลักฐานบอกว่ามันอยู่ที่โน่นที่นี่ มาก่อนแล้วเราเอามาปลูก ดอกมันสวย แต่เมื่อรัชกาลที่ ๕ เราเคยมีกฎหมายที่บอกว่า ถ้าหน้าบ้านใครมีผักตบชวาไหลมาเกาะอยู่ต้องเก็บ ต้องทําลาย ถ้าไม่เก็บต้องมีเสียค่าปรับ ผมเรียนอย่างนี้ครับ งบประมาณในการทําลายผักตบชวาเป็นความโง่ที่สุดของประเทศไทย ประเด็นก็คือว่าผักตบชวาเป็นผักที่เติมโตในแหล่งน้ําแล้วก็เจริญเติบโต มีไหล มีอะไรไป ประเด็นอยู่ตรงว่าก็เก็บครับ พอมีหน่อเล็ก ๆ ขึ้นมาพอไปหน้าบ้านใครเก็บ ดอกแค่ปลายนิ้วก้อย เก็บ เก็บ เก็บ ให้หมดมันก็ไม่โต นี่รอครับ รอ ๒-๓ เดือน เพื่อจะได้งบประมาณมาล้างมัน กี่แสนล้าน กี่พันล้านช้าเกินไป นี่เป็นการบริหารงบประมาณแผ่นดินของผู้บริหารประเทศ ถ้าเราทําลายกันแบบนี้มันก็จน แต่ถ้าหากเราเก็บยอด เก็บชิ้นส่วนที่มันลอยมาตามน้ํา ตามน้ํานี่นะครับมันจะไม่ติด ไม่อุดตัน รถเรือก็วิ่งได้ตามปกติ ผมว่ามันเป็นเรื่องของ การบริหาร ผมก็คาดหวังว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้เป็นการทําคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินนะครับ เพียงแต่บอกว่าความสําคัญของน้ํามีมากกว่านั้น เรื่องนี้ถ้าทําสําเร็จนะครับ แล้วก็ออก กฎหมายมาควบคุมเรื่องพืชน้ําทั้งหลาย มีหลายอย่างนะครับพืชน้ํามีมากมายคงไม่อภิปราย ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ณ ที่นี่นะครับ ขอบคุณมากครับ
มีสมาชิกจะอภิปรายประเด็นนี้อีกไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ก็ขอปิดอภิปรายนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ และผู้ชี้แจงได้ตอบข้อซักถามของสมาชิกครับ
กราบเรียน ท่านประธาน สปท. ที่เคารพ ขอขอบคุณท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ไม่ว่าจะเป็นท่านคุรุจิต ท่านกษิต ท่านศานิตย์ ท่านดุสิต ท่านไวกูณฑ์ ท่านชูชาติ และท่านธรรมศักดิ์ ทั้ง ๗ ท่าน รวมทั้งเพื่อน ๆ สมาชิกทั้งในและนอกห้องนะครับที่ได้รับฟังในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา ผมคิดว่าทุกท่านคงจะเห็นความสําคัญในเรื่องของการจัดการแหล่งน้ํา หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งน้ําชุมชนนะครับ ผมขออนุญาตจะตอบสั้น ๆ กับสมาชิกทุกท่านที่ถามมาเป็นภาพรวม นะครับ คงจะไม่เจาะเป็นรายบุคคล เพื่อประหยัดเวลาของสมาชิกนะครับ
เรื่องแรก คือเรื่องของความสัมพันธ์กับ พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํา ตรงนี้ก็คงเป็น เรื่องหนึ่งที่เราให้ความสําคัญเป็นอย่างมากนะครับว่า พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ําจะเป็นเรื่องของ การจัดการน้ําในภาพรวมทั่วไป แล้วการใช้น้ําโดยวัตถุประสงค์ทุกอย่างนะครับ ส่วนในเรื่อง ของอันนี้เป็นเรื่องของการจัดการแหล่งน้ําชุมชน ซึ่งถือเป็นกิ่งหนึ่ง แต่ว่าเป็นกิ่งหนึ่ง ที่สัมพันธ์กับประชาชนทั้งหมดนะครับ ฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าตอนเพิ่มเติมเราคงจะมี การเพิ่มเติมมากขึ้นเพื่อจะไปพูดคุยกับคณะกรรมการทั้ง ๓ ฝ่ายที่จะมีขึ้น อันนี้จะเป็น เรื่องหนึ่งซึ่งทางกรรมาธิการตระหนักในเรื่องนี้มาก ในเรื่องของการจัดความสัมพันธ์ที่ไม่ให้มี ความซ้ําซ้อน แล้วก็แบ่งบทบาทหน้าที่กันหรืออะไรนะครับ
เรื่องที่ ๒ กรรมาธิการท่านได้เสนอในเรื่องของเรื่องน้ําเป็นเรื่องสําคัญ ควรที่ จะทําเป็นวาระแห่งชาติ หรือควรจะมีประเด็นเฉพาะหน้าขึ้นมาเพราะว่าเรื่องน้ําเป็นเรื่อง ที่มีความสําคัญมาก ถ้ารัฐบาลสามารถที่แก้ไขปัญหาได้อย่างทันเวลาจะมีผลต่อความเชื่อมั่น จากประชาชนอย่างสูง อันนี้ก็คิดว่าเราจะจัดทําเป็นข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมว่าในการปฏิบัติงาน เฉพาะหน้าและมีผลเป็นรูปธรรมควรจะดําเนินการอย่างไรเพื่อให้มีการดําเนินการจัดการน้ํา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่จะถึงนี้นะครับ ซึ่งจะเป็นวาระที่เหมาะสมอย่างยิ่งนะครับ
ส่วนเรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องของกฎ ระเบียบที่ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข อันนี้ต้อง ยอมรับว่าสิ่งที่ร่างไปนี้ก็คงจะเป็นการร่างโดยยังไม่คิดถึงฟอร์แมต (Format) นะครับ คิดถึง เจตนาไปก่อน ก่อนที่กรรมาธิการชุดนี้จะส่งอย่างเป็นทางการขึ้นมา จาก สปท. จะส่งไปที่ รัฐบาลจะต้องมีฝ่ายกฎหมายมาพูดอย่างชัดเจนนะครับ รวมทั้งจะให้ความสําคัญในเรื่องของชื่อ ฟอร์แมต (Format) แบบฟอร์ม คําจํากัดความ วรรคตอนต่าง ๆ อันนี้คงจะให้มีกฎหมาย พูดให้ชัดเจนก่อนที่จะส่งไปที่รัฐบาลเพื่อให้มีความถูกต้องไปเลยนะครับ
ประเด็นสุดท้าย อนึ่งเรากําลังจะคิดว่าเมื่อสมาชิกเห็นความสําคัญต่อเรื่องนี้ เราคงจะหารือกับทางรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งว่าถ้าจะให้มีการปฏิบัติอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม และรวดเร็ว การจะออกเป็นระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี หรือประกาศโดยใช้มาตรา ๔๔ เพื่อให้ทันกับวาระเฉพาะหน้า อันไหนที่จะดําเนินการ อันนี้คงต้องเป็นเรื่องของรัฐบาลที่เรา จะไปหารืออีกครั้งว่าจะดําเนินการแบบใดเพื่อให้มีผลกระทบต่อประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ที่สุดนะครับ
ส่วนประเด็นที่เป็นข้อเสนอแนะของท่านอื่นในการเพิ่มบทบาทของหน่วยงาน กระทรวงต่าง ๆ อันนี้ทางกรรมาธิการก็จะกลับมาทบทวน แล้วก็จะดําเนินการทุกอย่าง ให้เป็นไปตามที่สมาชิกเสนอนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณคําวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งข้อเสนอ ข้อคิดเห็นทุกท่านนะครับ แต่ว่าสิ่งที่สําคัญอันหนึ่งผมคิดว่าเรามีความเห็นพ้องกันว่า เรื่องการจัดการแหล่งน้ําชุมชนเป็นเรื่องที่มีความสําคัญที่มีผลต่อประเทศชาติจริง ๆ ครับ ขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงเท่านี้ครับ
เชิญท่านประธานที่ปรึกษาครับ ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาที่เคารพ ผมต้องขอบคุณ ในฐานะเป็นหัวหน้าคณะทํางานต้องขอบคุณ กรรมาธิการทุกท่านที่ได้ให้ข้อสังเกตนะครับ โดยเฉพาะเกี่ยวกับการยกร่างระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรี ซึ่งผมก็ได้พยายามดูนะครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าที่ท่านได้ให้ข้อสังเกตมีค่า ที่เราจะไปหารือกับฝ่ายยกร่างของสํานักงานกฤษฎีกาเพื่อให้มันสอดรับกัน เพราะผมได้ ให้เจ้าหน้าที่ดูเรื่องนี้อยู่ แต่ผลออกมาเป็นอย่างนี้ เมื่อท่านได้ตั้งข้อสังเกตก็ขอขอบคุณครับ รับจะไปแก้ไขนะครับ
ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่หลาย ๆ ท่านเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยส่วนตัวผมก็ เห็นสมควรอย่างยิ่งว่าทําอย่างไรถึงจะให้มีผลในทางปฏิบัติโดยเร็ว โดยยกลําดับความสําคัญ ของเรื่องน้ําขึ้นมา ยกลําดับความสําคัญของแหล่งน้ําขึ้นมา เพราะว่าแหล่งน้ําชุมชนเกี่ยวข้อง กับประชาชนที่อยู่ในชนบทกว่า ๓๐ ล้านคน แล้วผมเคยพูดไปแล้วว่าถ้า ๓๐ กว่าล้านคนถือว่า เป็นพลังที่สําคัญของชาติในการที่จะสร้างผลิตผลให้กับประเทศชาติเป็นอย่างดี ซึ่งผมก็เคย คุยกับผู้รับผิดชอบทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้ได้เปรยกับผมว่าปัญหานี้เป็นปัญหาหลัก ๓๐ กว่าล้านคนที่อยู่ในชนบท ในการที่เราจะขับเคลื่อนประเทศไปนี้ ต้องแก้ปัญหาอันนี้ ให้ได้ก่อน เพราะเป็นปัญหาพื้นฐานที่เป็นปัญหาที่มันเหมือนกับเป็นตัวถ่วงเราอยู่ ไม่ใช่ว่า เขาเป็นตัวถ่วงนะ หมายความว่าเรานั้นไม่ได้ไปช่วยเขาในการที่เราจะขับเคลื่อน เพราะฉะนั้น ถึงได้ให้ความสําคัญกับคน ๓๐ ล้านคนนี้ ผมเองอยากจะให้ยกความสําคัญของเรื่องน้ําขึ้นมา เป็นนโยบายเป็นวาระแห่งชาติให้ความสําคัญพอ ๆ กับการสร้างถนน สร้างรถไฟฟ้าในเมือง การแก้ปัญหาจราจร อยากให้ยกระดับขึ้นมา แล้วก็เจียดจ่ายงบประมาณอื่น ๆ มาช่วยด้านนี้ เพื่อให้แก้ไขได้ภายใน ๑ ปีหรือ ๒ ปี ถ้าเผื่อจัดการตามกลไกอย่างนี้ผมเชื่อว่าไม่เกิน ๒ ปี เห็นหน้าเห็นหลังทันทีครับ เรามาทําแผ่นดินไทยให้เป็นแผ่นดินทอง เป็นสุวรรณภูมิเหมือน ชื่อเดิมที่มี แทนที่เราจะมองไปในทางด้านอื่นนะครับ ก็ต้องขอกราบขอบคุณทุกท่าน และสิ่งหนึ่ง ซึ่งยังมีอยู่ในใจก็อยากจะหาจังหวัด ภาคละ ๑ จังหวัดเป็นโครงการนําร่องในลักษณะประชารัฐ อยากจะให้ทํานะครับ แล้วผมก็จะรับข้อสังเกตของทุกท่านไปปรับปรุงดําเนินการเพื่อให้เอกสาร ของเราออกมาดีแล้วก็เป็นรูปธรรม สามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้ ขอขอบพระคุณมากครับ
ท่านประธานกรรมาธิการอโณทัยมีอะไรแถลงไหมครับ
คงสั้น ๆ นะครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้เกียรติ มีข้อเสนอแนะ ข้อแนะนําที่ดี ผมเองคงให้เจ้าหน้าที่ไปถอดเทปทุกคําพูดและตีความหมาย แล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติ เป็นความ มุ่งมั่นของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ขอขอบพระคุณมากครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ํา ชุมชนทั่วประเทศ และร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ แล้วนะครับ ท่านดุสิตเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม หมายเลข ๕๓ ก็อยากจะขอเรียนถาม ได้เรียนถามไปแล้ว แต่คิดว่ายังไม่ได้คําตอบ ที่ชัดเจนของนิยามของคําว่า การบริหารจัดการ ในความหมายเจตนารมณ์ของท่านกรรมาธิการ หมายความครอบคลุมอะไรบ้างนะครับ ซึ่งท่านได้ตอบแล้วว่าท่านจะกลับไปเรียบเรียง ไปปรับปรุงแก้ไขใหม่ แต่เพื่อให้การทํางานราบรื่น เพราะว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเราก็กําลังจะเสนอเรื่องคล้าย ๆ กัน ตามที่ผมได้กราบเรียนแล้ว เรื่อง การพัฒนาระบบสูบน้ําไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งหรือวิกฤต น้ําท่วมครับ การบริหารจัดการหมายถึงอะไรครับ
กรรมาธิการจะตอบไหมครับ เชิญครับ
เป็นไปตามที่ท่าน ตั้งข้อสังเกตนะครับ ทั้งในเรื่องของการจัดการกับของการจัดหาของการใช้ประโยชน์ทั้งหมด นะครับ อันนี้จะเอาคําพูดที่ท่านให้คําแนะนํามาจะเป็นคําจํากัดความครับผม
ก่อนที่ผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ยังมีท่านใดที่ยังติดขัดไหมครับ เดี๋ยวรอสักครู่ เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านไพฑูรย์เรียบร้อยดีแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๒ ท่าน เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป การบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ และร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย การบริหารทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานและร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญสมาชิกได้ใช้สิทธิลงคะแนนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าใช้สิทธิครบถ้วนแล้วเจ้าหน้าที่ แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ และร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ แล้วนะครับ จบการพิจารณารายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคมแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจงครับ ก่อนจะเข้าสู่ การพิจารณาระเบียบวาระต่อไป ท่านเฉลิมชัยมีอะไรครับ เชิญครับ
ท่านประธานขออนุญาตนิดหนึ่งครับ เฉลิมชัย เครืองาม ท่านประธานครับ ผมขอเป็นข้อเสนอแนะ แล้วก็ข้อสังเกตนิดเดียว ก็แล้วกันครับว่า ผมอยากจะขอความกรุณาว่าเรื่องที่เราพิจารณาอนุมัติไปในวันนี้ส่งไป ไม่ว่าไปในขั้นตอนไหน ขั้นตอนของวิป (Whip) ๓ ฝ่าย วิป (Whip) ๒ ฝ่าย หรือไปที่ ครม. อยากจะให้ส่งไปพร้อมกันกับเรื่องที่เราผ่านร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ําเมื่อวานเพื่อเป็น การพิจารณาร่วมกัน ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในภาพรวมของการบริหารจัดการน้ํา แล้วก็น้ําชุมชน ทั้งหมด ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ก็ขอให้กรรมาธิการที่รับผิดชอบในการปรับปรุง เนื่องจากว่า คนละกรรมาธิการ ถ้าเป็นไปได้ก็นัดส่งตามกําหนดพร้อม ๆ กัน เพื่อที่กรรมการประสาน การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเราจะพิจารณา หลังจากนั้นก็จะส่งให้กับท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็ส่งไปยังวิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็จะรับข้อเสนอเพื่อให้บรรจุระเบียบวาระในวิป (Whip) ๓ ฝ่ายในวาระที่ต่อเนื่องกันนะครับ ขอบคุณท่านเฉลิมชัย
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๓ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปรับปรุงระบบกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ : ร่าง พระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. .... ด้วยเหตุนี้กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน โดยอนุ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ จึงได้เสนอรายงานและร่างกฎหมายว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการ กําหนดนโยบายสาธารณะ ทั้งนี้เพื่อที่จะรองรับสิ่งที่จะต้องดําเนินการต่อไปในอนาคต วันนี้กระผมจะขออนุญาตให้ทางกรรมาธิการที่เป็นเจ้าของเรื่องนํากราบเรียนท่านประธาน และขณะเดียวกันก็จะขอน้อมรับข้อแนะนําจากท่านทั้งหลาย แม้ว่าเราจะพยายามดูอย่าง รอบคอบ ได้มีการรับฟังความคิดเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เชิญส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องมา ได้มีการสัมมนาทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน แล้วก็ส่วนราชการก็ตาม เราก็คิดว่า น่าจะยังมีบางส่วนที่จะสามารถทําให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นโดยคําแนะนําของท่านทั้งหลาย ขอบพระคุณครับท่านประธาน จะขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ถวิลวดีก่อนครับ
ขอเชิญดอกเตอร์ถวิลวดี บุรีกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิกหมายเลข ๖๑ ในฐานะกรรมาธิการ ขอนําเสนอวาระที่สําคัญสําหรับวันนี้ ซึ่งทางกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ได้จัดทําเสร็จสิ้นแล้ว เราได้จัดทํากฎหมาย คือกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ หลายฉบับ และวันนี้เป็นฉบับที่จัดทําเสร็จสิ้นแล้ว ส่วนฉบับอื่น ๆ ที่กําลังดําเนินการ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการกําหนดหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการ กฎหมาย กฎ และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างวัฒนธรรม ค่านิยม และจิตสํานึกในการปฏิบัติราชการ กฎหมาย กฎ และระเบียบเกี่ยวกับการกําหนดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งและพิจารณาบําเหน็จ ความชอบข้าราชการให้เป็นไปตามระบบคุณธรรมและเกณฑ์คุณธรรม จริยธรรม สําหรับ การพิจารณาการเข้าสู่ตําแหน่งของผู้บริหารระดับสูง กฎหมายเกี่ยวข้องกับการกําหนดกลไก ในการตรวจสอบการบริหารตามระบบคุณธรรมและบูรณาการกลไกในการส่งเสริมการทํางาน ด้านธรรมาภิบาล คุณธรรมและจริยธรรม เป็นต้น
สําหรับประเด็นที่จะนําเสนอวันนี้เป็นกฎหมายที่เราได้จัดทําเสร็จสิ้นแล้ว คือ ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. .... ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะเป็นประโยชน์กับการพัฒนาประเทศในเรื่องของการบริหารราชการ แผ่นดิน และเป็นการเสริมสร้างกระบวนการประชารัฐอย่างแท้จริง เป็นการทําให้สิทธิ ของประชาชนเกิดขึ้นอย่างแท้จริง โดยมีแนวคิดในเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเริ่มต้นจากการคิดว่าทําอย่างไรจะให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการพัฒนา ประเทศ กระบวนการทํานโยบายของรัฐและประชาชนจะเกิดความพึงพอใจได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนได้รับความพอใจทางจิตใจ ขอสไลด์ (Slide) นะคะ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพต่อไปนะคะ ทั้งนี้ความพอใจ ทางด้านจิตใจของประชาชนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับการยอมรับนับถือ โดยให้สิทธิ การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งสิทธินี้ได้กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ต่อเนื่องมาจนกระทั่งถึง ปี ๒๕๕๐ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติด้วย นอกจากนี้ ความพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการที่จัดทํานั้นมีความถูกต้อง โปร่งใส และมีเหตุผล นอกจากนี้ความพอใจของประชาชนจะเกิดขึ้นเมื่อเนื้อหาที่ให้ประชาชนนั้นมีความถูกต้อง เที่ยงตรง ทันการณ์ พอเพียง เข้าใจได้ง่าย และไม่มีค่าใช้จ่ายมาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึง เมื่อเป็นเช่นนี้กรรมาธิการของเราจึงได้พิจารณาว่าจะต้องมีกลไกที่ทําให้สิ่งเหล่านี้เป็นจริงได้ โดยเริ่มจากแนวคิดว่าประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมที่น่าจะเกิดขึ้นได้ ก็คือเป็นเรื่องของ การกระจายโอกาสให้ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีโอกาสแสดงทัศนะ ได้มีส่วนร่วมในเรื่องของการคิดเพื่อตัวเอง คิดเพื่อบ้านเพื่อเมือง รวมทั้งมีส่วนในการแสดง ความคิดเห็นต่อประเด็นที่จะมีผลกระทบต่อพวกเขา นอกจากนี้ในเรื่องของการส่งเสริมการ สร้างธรรมาภิบาล เรื่องของการมีส่วนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องของการเสริมสร้างธรรมาภิบาล ที่เราทราบกันอยู่ แล้วธรรมาภิบาลนั้นจะนําไปสู่เป้าหมายที่สําคัญก็คือการสร้างความเป็นธรรม ในสังคม ความสุจริต การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ตลอดจนความคุ้มค่าในการดําเนินงาน ก็จะเกิดขึ้น และที่สําคัญก็คือความคุ้มค่าในการใช้งบประมาณของภาครัฐ วิธีการที่จะนําไปสู่ ความเป็นธรรมที่สําคัญก็คือ การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทํานโยบายของรัฐนั่นเอง แล้วจะทําให้เกิดความโปร่งใสในที่สุด ความสํานึกรับผิดชอบก็จะเกิดขึ้นจากการที่เข้ามา มีส่วนร่วม ทําให้เกิดการตรวจสอบและเป็นเรื่องของการสร้างธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีองคาพยพและมีกลไกที่ทําให้วิธีการเหล่านี้เป็นไปได้อย่างแท้จริง ก็คือเรื่องของกฎระเบียบที่เอื้อ เพราะฉะนั้นเรื่องของการมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็น กระบวนการที่ผู้มีส่วนได้เสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะและความคิดเห็น แล้วที่สําคัญก็คือ ความคิดเห็นนี้ถูกนําไปใช้ในกระบวนการตัดสินใจด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องของการสื่อสาร ๒ ทาง เป็นไปเพื่อเป้าหมายการตัดสินใจที่ดีกว่า ป้องกันความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นจาก กระบวนการนโยบายสาธารณะ เป็นการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นการสร้างความชอบธรรมในการตัดสินใจของภาครัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้เป้าหมายของการมีส่วนร่วมก็คือการให้ข้อมูลของประชาชน การให้ข้อมูลกับ ประชาชน การรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นและความห่วงกังวลของประชาชน การรับฟัง ความคิดเห็นและการปรึกษาหารือ ตลอดจนร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ ร่วมปฏิบัติ และติดตาม ตรวจสอบร่วมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้คุณค่าของการมีส่วนร่วมจึงจะเกิดขึ้นได้ ท่านจะเห็นว่า ภาพนี้เมื่อมีประเด็นปัญหาเกิดขึ้น เรามักจะรีบตัดสินใจและดําเนินการไปเลย แต่สุดท้ายนี้ ไม่สามารถที่จะดําเนินการไปได้อย่างบรรลุผล เพราะว่ามีอุปสรรคในเรื่องของการไม่เห็นด้วย การประท้วง ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นในที่สุด นั่นคือเส้นข้างบนนะคะ ถ้ามีเรื่องของกระบวนการ ตัดสินใจร่วมกัน กระบวนการคิดร่วมกัน ปรึกษาหารือร่วมกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ดังภาพเส้นข้างล่างนี้ เขาเรียกว่า โก สโลว์ ทู โก ฟาสต์ (Go slow to go fast) แทนที่จะ เป็นโก ฟาสต์ ทู โก สโลว์ (Go fast to go slow) ยังรูปข้างบนนะคะ เมื่อเป็นเช่นนี้เมื่อมี การแชร์ข้อมูล มีการร่วมคิด ร่วมตัดสินใจ การตัดสินใจก็จะเป็นไปอย่างมีความหมาย แล้วเมื่อนั้นความเห็นด้วย แล้วก็จะช่วยกันปกป้องแล้วขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกัน ก็จะเกิดขึ้นได้ ก็จะทําให้เกิดความสะดวกในการทํางาน เกิดความยั่งยืนในการดําเนิน โครงการ และการที่เสี่ยงต่อความคิดที่ว่าจะเกิดปัญหากับตนก็จะน้อยลงนะคะ เป็นเรื่องของ เลี่ยงกับการเผชิญกรณีที่คิดว่าเสี่ยงที่สุด แล้วก็ความเชื่อว่าเสี่ยงก็จะลดลง รวมทั้งเป็น การพัฒนากระบวนการประชารัฐ ให้ประชาชนเขามีส่วนร่วมในตรงนี้ คําว่า ประชาชน ในที่นี้รวมถึงทุกภาคส่วนที่รวมไปถึงภาคเอกชน ประชาสังคม แล้วก็นักวิชาการภาคอื่น ๆ ด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นรูปนี้ก็จะแสดงให้เห็นว่ากลไกการมีส่วนร่วมมันเริ่มตั้งแต่การให้ข้อมูล ซึ่งฐานมันใหญ่ เพราะว่าประชาชนจะเข้ามารับรู้เยอะ แต่ว่าประชาชนบางส่วนก็อาจจะ เข้ามามีส่วนร่วมถึงขั้นแสดงความคิดเห็น แล้วก็ร่วมคิดร่วมตัดสินใจ แล้วก็มาร่วมปฏิบัติ ส่วนการติดตามตรวจสอบนั้นที่ผ่านมาเราเคยเปิดโอกาสให้ภาครัฐสามารถที่จะขอให้ มีการลงประชามติได้ ก็จะได้เกิดกระบวนการที่ประชาชนจะกลับเข้ามาลงประชามติ แต่ถ้าไม่จําเป็นเราจะไม่เสนอให้เกิดการลงประชามติในเรื่องที่จะทําให้เกิดการเรียกว่า เสียเงินเยอะ แล้วก็ทําให้เกิดวินลอส (Win-Loss) แต่ว่าในรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๕๐ ก็มีการเปิดช่องนี้ไว้ให้นะคะ นอกจากนี้ในกระบวนการประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมนี้ เราถือว่าประชาชนก็จะมีส่วนในเรื่องของการวางแผนตั้งแต่เป็นข้อมูล นําเข้าที่จะทําให้การวางแผนนั้นนําไปสู่การปฏิบัติได้จริงนะคะ
ขอสไลด์ (Slide) รูปต่อไปนะคะ รูปนี้อาจจะดูยากสักนิดหนึ่ง แต่ว่าเป็นรูปที่ ให้เห็นว่าที่ผ่านมานี้นะคะ ในหลาย ๆ ที่ รูปนี้มาจากต่างประเทศนะคะ เป็นแนวคิดทฤษฎี ในต่างประเทศเขาบอกว่า ถ้าเราไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมนะคะ เราก็มักจะจัดให้เป็นเรื่อง ของการจัดการเป็นที ๆ การบําบัด การแก้ปัญหาเป็นที ๆ หรือบางครั้งก็เพียงแจ้งให้ทราบ หรือบางครั้งก็โอเค (Okay) มีการปรึกษาหารือบ้างนิดหน่อยนะคะ หรือว่าทําให้พอใจ แต่ว่า ไม่ได้ไปถึงเรื่องของทําให้ประชาชนเป็นหุ้นส่วนในการพัฒนาที่เรียกว่า ประชารัฐ ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้กฎหมายนี้ดิฉันคิดว่าจะเป็นกฎหมายที่สําคัญที่จะทําให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการปฏิรูปประเทศไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นเงื่อนไขการมีส่วนร่วม จึงได้รับการคํานึงถึงในที่นี้คือทุกคนมีอิสรภาพในการเข้าร่วม ทุกคนมีความเสมอภาค คนด้อยโอกาสก็สามารถที่จะมีส่วนร่วมได้ ทุกคนต้องได้รับการพัฒนาศักยภาพให้มี ความสามารถในการเข้าร่วม รวมทั้งสร้างจิตสาธารณะให้เกิดขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้การมีส่วนร่วม เราจึงคํานึงถึงว่าจะต้องมีเรื่องของวัตถุประสงค์ว่าจะให้ประชาชนรับรู้ข้อมูลข่าวสารอย่างไร เมื่อไร ข้อมูลที่ให้กับประชาชนนั้นต้องถูก ต้องเที่ยงตรงทันกาลอย่างไร รวมทั้งกลุ่มเป้าหมาย เป็นใคร และกระบวนการเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมานั้นไม่มีกลไกเหล่านี้ แล้วก็ไม่มีแนวทาง ที่ชัดเจนว่าจะปฏิบัติอย่างไร ทําให้ผู้ปฏิบัติไม่สามารถที่จะเดินหน้าไปได้อย่างเหมาะสม และทําให้เกิดความขัดแย้งในที่สุด นอกจากนี้เรายังคิดถึงเรื่องของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งจะมีหลายระดับ ตั้งแต่ระดับที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง ระดับที่ ๒ คือผู้มีส่วนได้เสียโดยอ้อม แล้วก็ระดับที่ ๓ ก็คือผู้ได้รับผลกระทบทั่วไป คือผู้สังเกตการณ์ หรือผู้สนใจ เป็นต้นนะคะ อันนี้ก็คือสิ่งที่เราได้พิจารณาให้เกิดขึ้นในร่างกฎหมายฉบับนี้ นอกจากนี้เราก็ยังคํานึงว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ความขัดแย้งทั้งหลายเกิดเพราะว่า เราไม่ได้ให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เมื่อเป็นเช่นนี้กระบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง จึงนํามาสู่การพิจารณา
ขอสไลด์ (Slide) ต่อไปนะคะ รูปนี้แสดงให้เห็นถึงเรื่องของกระบวนการ มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงที่เมื่อมีการริเริ่มแล้วประชาชนก็จะมาร่วมรับรู้ด้วยกัน มีการ แลกเปลี่ยนข้อมูล มีการปรึกษาหารือ เมื่อมีการตัดสินใจ แล้วเกิดผลกระทบก็จะมีการ เยียวยา เมื่อกาลผ่านไปก็มีการติดตามตรวจสอบ แล้วพบว่าเรื่องนั้นมีปัญหามาก ก็สามารถ ที่จะขอให้เกิดการยุติได้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ นี่คือแนวคิดในเรื่องของการกระบวนการ มีส่วนร่วม แล้วนอกจากนี้สิ่งที่เราดําเนินการนั้นก็สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ประชามติอยู่หลายประเด็น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามตินี้ได้เขียนถึงเรื่องของการ มีส่วนร่วมไว้ถึงเกือบ ๓๐ จุด ใน ๒๐ มาตรา ตั้งแต่การริเริ่ม การรับรู้ การแสดงความคิดเห็น การพิจารณาปรึกษาหารือ การตัดสินใจ การดําเนินการ การให้โอกาสประชาชนฟ้องร้อง การติดตามประเมินผล การรับผลและการเยียวยา ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ได้ถูกบรรจุอยู่ในร่าง กฎหมายที่เรากําลังดําเนินการ แล้วเดี๋ยวท่านอภินันท์จะเป็นผู้นําเสนอนะคะ ขอบพระคุณค่ะ
ท่านอภินันท์ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ กระผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๘๖ ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตบรรยายขอบเขตของร่างกฎหมาย ที่ได้จัดทําขึ้นเสนอทางสภา สปท. ทุกท่านได้โปรดพิจารณาในวันนี้ครับ ก่อนอื่นน่าจะเป็น รายงานที่จัดทําเล่มหน้าจะหนาลําดับต้น ๆ ของรายงานหลาย ๆ ฉบับที่ผ่านมานะครับ เพราะว่าเราก็พยายามอยากจะเอาข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในรายงานฉบับนี้ให้ครบถ้วนมากที่สุด นอกจากหลักการ เหตุผล และแนวความคิดที่ทางอาจารย์ถวิลวดีได้กราบเรียนท่านสมาชิก แล้วนะครับ ก็ได้บรรจุภาคผนวกเอาไว้เยอะเลยครับ ทั้งร่างกฎหมายของต่างประเทศก็มี ให้เห็นนะครับ เช่น ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศออสเตรีย ประเทศออสเตรเลีย มีหลายฉบับ ที่อยู่ในภาคผนวกให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้พิจารณาประกอบไปด้วย การยกร่างกฎหมาย ฉบับนี้กระผมกราบเรียนให้ทราบตั้งแต่ต้นนะครับว่าเป็นกฎหมายที่ริเริ่ม น่าจะเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปกระบวนการทํางานอย่างแท้จริงนะครับ แต่การจัดทําร่างกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ได้จัดทําขึ้นอย่างผิวเผิน ได้ทํามาตั้งแต่ชั้น สปช. แล้วก็มีทั้งสถาบันพระปกเกล้า มีพื้นฐานของการวิจัย แล้วก็การยกร่างครั้งแรกมีผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา แล้วก็นักกฎหมายหลายท่านช่วยกันยกร่าง จนกระทั่งงานชิ้นนี้มาถึง สปท. รุ่นที่พวกเรารับผิดชอบอยู่ เราก็ยังมีคณะทํางานด้านกฎหมายอยู่ชุดหนึ่งของอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลกรภาครัฐ ซึ่งมี พลตํารวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ประธานคณะทํางานด้านกฎหมายช่วยกันดูนะครับ กรรมการ กฎหมายในชุดนี้ก็จะมี ท่านสุชาติ เวโรจน์ เราเชิญท่านสุชาติ เวโรจน์ ซึ่งอดีตเป็นเลขาธิการ ศาลปกครองเก่า ท่านก็มาช่วยเป็นเลขาฯ แล้วก็นําทีมกฎหมายมาช่วยดู นอกจากนั้นในการ ดําเนินการขั้นตอนการยกร่าง กราบเรียนท่านสมาชิกทุกท่านว่า เราได้มีคณะนักกฎหมาย จากหลายภาคส่วนเข้ามา นอกจากนักนิติกรของสภาของพวกเราเองแล้ว ผมก็ยังได้ขอให้ ทางสํานักกฎหมายตั้งแต่สํานักกฎหมายของสํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และ แม้กระทั่งสํานักกฎหมายของกรมที่ดินเองได้ช่วยกันดูว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร แล้วก็ปรับปรุง แก้ไข ในที่สุดก็มีการรับฟังความคิดเห็นจากหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งเราเชิญมาเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน มาแสดงข้อคิดเห็นต่อร่างที่ยกขึ้นในชั้นกรรมาธิการนะครับ แล้วก็ในการรับฟัง ความคิดเห็น เรารับฟังความคิดเห็นทั้งผู้แทนของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ที่เสนอมาเป็น ลายลักษณ์อักษร โดยส่วนใหญ่ก็เห็นชอบในหลักการที่อยากจะเห็นกฎหมายฉบับนี้มีผล บังคับใช้ แล้วก็มีการแนะนํารายละเอียดต่าง ๆ ที่นําไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งนําข้อคิดเห็นเหล่านี้ มาทําการปรับปรุงแก้ไขนะครับ แล้วนอกจากนี้เรายังได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน เป็นเวทีสาธารณะ เชิญทั้งผู้แทนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ มาให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ แล้วในที่สุดในชั้นกรรมาธิการก็มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน โดยเฉพาะท่านที่ปรึกษา มีทั้ง อัยการ ที่ปรึกษา มีดอกเตอร์ทศพร ก็ได้ให้ความเห็น รวมกันนําความเห็นเหล่านี้ผนวกเข้ามา เป็นร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่อยากจะกราบเรียนว่าอยู่ในมือท่านแล้วครับ ขออนุญาตอธิบาย ใช้เวลาพอสังเขปถึงสาระสําคัญในร่างกฎหมายฉบับนี้ กราบเรียนว่าในเบื้องต้นนี้ในฐานะ ที่เป็นหัวหน้าคณะทํางานยกร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ก็มีความเห็นส่วนตัวครับ ผลกระทบ กว้างขวางกับหน่วยงานราชการอย่างแน่นอน แต่ว่าประโยชน์ได้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เนื้อหาสําคัญในร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบาย สาธารณะ พ.ศ. .... นี้ครับ กระผมอยากจะกราบเรียนสาระสําคัญใน ๔ เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรก ก็คือขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ ว่าจะใช้บังคับกันถึงขนาดไหน เรื่องที่ ๒ กระบวนการที่ออกแบบไว้เป็นอย่างไร เรื่องที่ ๓ คือการจัดองค์กร การจัดองค์กรที่จะดูแล กฎหมายฉบับนี้ และเรื่องสุดท้ายคือบทกําหนดโทษที่เราต้องการให้กฎหมายฉบับนี้มีผล บังคับใช้อย่างแท้จริงนะครับ เจ้าหน้าที่ขอสไลด์ (Slide) เลยครับ
(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
เรื่องขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ กราบเรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับว่าอยู่ใน มาตรา ๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติศัพท์ นะครับ นโยบายสาธารณะนี้มันยังมีขอบเขตกว้างขวางพอสมควร เอามารวมถึงแนวทาง ในการดําเนินงานของรัฐ แผนงาน โครงการพัฒนาของหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่ดําเนินการเอง ทั้งที่ให้สัมปทาน ทั้งที่อนุญาตให้บุคคลอื่นทํา และรวมทั้งกิจกรรมใด ๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม
กระบวนการนโยบายสาธารณะที่จะต้องเปิดให้พี่น้องประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมนี้ครับ จะหมายรวมทั้งตั้งแต่กระบวนการจัดทํา ดําเนินการ ตั้งแต่ริเริ่มปฏิบัติจนถึง ติดตามประเมินผล และการพิจารณาแก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก หากพี่น้องประชาชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาเห็นว่ามีผลกระทบ แล้วก็ไม่อาจมีมาตรการป้องกัน แก้ไข เยียวยาได้
ผู้ที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ สาธารณะดังกล่าวนั้นก็ประกอบด้วยทั้งผู้มีส่วนได้เสีย ความหมายจะครอบคลุมกว้างไปถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ที่โครงการเหล่านั้นดําเนินการอยู่ ผู้แทนองค์กร ภาคประชาชน ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ผู้แทนองค์กรภาคเอกชน และบุคคลอื่น ที่คณะกรรมการกําหนดขึ้นเป็นผู้ดูแลกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ครับ ก็จะมีความหมายกว้างขวางแล้วก็มีส่วนร่วมกันอย่างกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง
ขอบเขตอีกส่วนหนึ่งก็คือว่า ความหมายคําว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน ตามมาตรา ๓ นี้ครับ ก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่กล่าวแล้วข้างต้นเข้ามา มีส่วนร่วมในกระบวนนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ริเริ่มจัดทําจนกระทั่งถึงประเมินผลนะครับ เพื่อนําไปสู่การตัดสินใจ
แน่นอนที่สุดเอาต์พุต (Output) สําคัญในการที่ทําการมีส่วนร่วมคือการ ให้เกิดฉันทามติขึ้น ตามมาตรา ๓ ที่บัญญัติศัพท์ไว้ว่า ฉันทามตินี้ต้องหมายถึง ผลที่ได้รับ ความคิดเห็นอย่างทั่วถึง จะต้องมีการสื่อสารกัน ๒ ทาง แล้วแสวงหาทางออกในประเด็นต่าง ๆ ไม่ได้เป็นผลจากการลงมติ เพราะว่าการสื่อสารกัน การรับฟังความคิดเห็นมันไม่จําเป็น จะต้องใช้กระบวนการลงคะแนนเสียงหรือลงประชามติ แล้วก็ไม่จําเป็นจะต้องมีความเห็น เป็นเอกฉันท์ใด ๆ แล้วก็ฉันทามตินี้ก็จะนําไปสู่การประกอบการตัดสินใจของหน่วยงาน ของรัฐในกระบวนการนโยบายสาธารณะในแต่ละขั้นตอน แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่ก้าวล่วงไปถึง กระบวนการตัดสินใจนะครับ ขอให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจแค่นั้นเอง ยกเว้นแต่ว่า การตัดสินใจเมื่อประกอบการตัดสินใจเสร็จแล้วท่านต้องทําประกาศ และหากมีผลกระทบ ก็จะมีมาตรการเยียวยาอย่างไร ซึ่งอยู่ในกระบวนการของเนื้อหากฎหมายนะครับ
หลักการทั่วไปของการมีส่วนร่วม เรากําหนดในร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เป็น สิทธิของพี่น้องประชาชนครับ และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่จะต้องจัดทําขึ้น ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ นะครับ ส่วนรายละเอียดหากบัญญัติอยู่ในกฎหมายจะทําให้ กฎหมายเยิ่นเย้อนะครับ ก็จะให้คณะกรรมการได้พิจารณากําหนดหลักเกณฑ์วิธีการ สาระสําคัญต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ และมาตรา ๑๑ นะครับ รวมทั้งมาตรา ๒๐ (๔) คือกําหนด ประเภทขอบเขตของนโยบายสาธารณะที่จะให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม แต่ในการให้ พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมจะต้องให้ข้อมูลข้อเท็จจริงก่อนดําเนินการรับฟังความคิดเห็น เป็นเบื้องต้น ทั้งนี้ก็ให้คํานึงถึงความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของรัฐด้วยนะครับ เรื่องนี้ก็บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ นะครับ
กระบวนการต่อไปก็คือว่าหากนโยบายสาธารณะมีผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนและชุมชนทั้งด้านคุณภาพชีวิต ทั้งส่วนตัว แล้วก็สังคมนี่ครับต้องรับฟัง ความคิดเห็นอย่างทั่วถึงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ฉันทามติ แล้วผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจจะยื่นคําร้องหากหน่วยงานของรัฐเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมไม่ทันใจนะครับ พูดง่าย ๆ ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ยื่นคําร้องให้หน่วยงานของรัฐดําเนินการโดยไม่ชักช้าเพื่อนําไป ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งหากนโยบายสาธารณะนั้นมีผลกระทบต่อคุณภาพของชีวิต และสังคมตามมิติต่าง ๆ แล้ว ถึงแม้จําเป็นต้องทําเพื่อประโยชน์สาธารณะท่านจะต้องมี มาตรการป้องกัน ต้องมีมาตรการเยียวยา ต้องมีมาตรการแก้ไขผลกระทบต่าง ๆ ในประกาศ ที่จะต้องประกาศให้พี่น้องประชาชนได้ทราบตามมาตรา ๑๒ ครับ ประกาศนั้นจะต้องมี เหตุผลแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบในการกําหนดทางเลือก ตัดสินใจทางเลือกที่เหมาะสม พร้อมกับมาตรการป้องกันแก้ไขเยียวยาผลกระทบและความคุ้มค่ากับทางเลือกที่ท่าน ได้เลือกใช้ในการดําเนินงานนโยบายสาธารณะดังกล่าวนะครับ ในระหว่างที่ดําเนินการ นโยบายสาธารณะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็มีสิทธิยื่นคําร้องต่อหน่วยงานดําเนินการเพื่อดําเนินการ มาตรการหรือแก้ไขผลกระทบ เมื่อประกาศไปแล้วเห็นว่าหน่วยงานเพิกเฉยละเลย ไม่ดําเนินการตามมาตรการที่ประกาศ ก็ยื่นคําร้องต่อหน่วยงานให้ดําเนินการนะครับ แล้วก็ หากมีผลกระทบที่คิดว่ามันร้ายแรงก็สามารถยื่นให้หน่วยงานพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะนั้นเสียนะครับ ส่วนเมื่อยื่นคําร้องต่อหน่วยงานแล้ว หากหน่วยงานเพิกเฉยละเลยไม่ดําเนินการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ยื่นคําร้องให้คณะกรรมการ ซึ่งได้ออกแบบไว้วินิจฉัยต่อไปตามมาตรา ๑๖ นะครับ ก็คือเมื่อพ้น ๓๐ วันนับตั้งแต่ ยื่นคําร้องขอเข้าไปมีส่วนร่วมหรือขอให้หน่วยงานของรัฐแก้ไข ปรับปรุง ผลกระทบต่าง ๆ หรือไม่ดําเนินการตามมาตรการตามที่ประกาศไว้ตามมาตรา ๑๕ เมื่อพ้น ๓๐ วัน ก็ให้ยื่น คําร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัยแล้วคณะกรรมการจะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นะครับ หากมีผลจําเป็นก็ขยายได้ไม่เกิน ๖๐ วันครับ เมื่อยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยแล้วผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยก็ให้สิทธิยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครองตามมาตรา ๑๗ ต่อไป ฉะนั้นการออกแบบก็จะออกแบบตั้งแต่การอุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการและนําความขึ้นฟ้องต่อศาลปกครองในกระบวนการตัดสินในที่สุดนะครับ
ในด้านการจัดองค์กร ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระภาคที่ ๓ นะครับ ออกแบบไว้ ให้มีคณะกรรมการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ตามมาตรา ๑๘ นะครับ แล้วให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเราไม่ได้จัดตั้ง หน่วยงานใหม่นะครับ สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนปี ๒๕๔๘ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนะครับ แล้วหน่วยงานที่ดําเนินการอยู่ก็เป็นหน่วยงานภายในของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี องค์กรที่จัดตั้งขึ้นที่เป็นคณะกรรมการ กําหนดให้นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนะครับ มีผู้แทนจากภาคส่วนราชการในระดับปลัดกระทรวง ๔ ท่าน มีผู้แทน องค์กรปกครองท้องถิ่น ๒ ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ ท่าน ผู้แทนภาคประชาชน ๕ ท่าน และมี ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการครับ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ที่สําคัญนะครับก็ยังอยู่ในมาตรา ๒๐ มีที่สําคัญได้แก่ ๑. การกํากับดูแล ส่งเสริม สนับสนุน ๒. การพิจารณาวินิจฉัยคําร้องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ผมกราบเรียนไปตั้งแต่ต้นในกระบวนการ ยื่นอุทธรณ์นะครับ ๓. การพิจารณาวินิจฉัยมาตรฐานการมีส่วนร่วมของกฎหมายอื่น ซึ่งตาม มาตรา ๕ ได้บัญญัติว่า หากกฎหมายอื่นกําหนดมาตรฐานการมีส่วนร่วมที่ไม่ต่ํากว่ากฎหมาย ฉบับนี้ก็ให้ดําเนินการตามมาตรฐานของกฎหมายเฉพาะนั้น ๆ ไปได้นะครับ การวินิจฉัยก็ให้ เป็นอํานาจของคณะกรรมการใน (๒) ต่อไปอํานาจหน้าที่ ๔. กําหนดระเบียบเกี่ยวกับ หลักเกณฑ์และวิธีการ แล้วก็ขอบเขต ประเภท ชนิด ลักษณะของนโยบายสาธารณะที่อยู่ ภายใต้การบังคับของพระราชบัญญัตินี้ และ ๕. ประการที่สําคัญเรากําหนดให้คณะกรรมการ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาครับ เพราะหวังให้มีผลบังคับใช้ในการที่จะ สามารถขอความร่วมมือ แล้วก็ขอเอกสารข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้นะครับ ใครที่ไม่ให้ความ ร่วมมือก็มีบทกําหนดโทษ ตามบทกําหนดโทษที่จะบัญญัติภายหลังนะครับ
ส่วนการได้มาซึ่งคณะกรรมการในภาคผู้แทนของเอกชนและประชาสังคม ก็จะให้มีคณะกรรมการสรรหาขึ้น ๓ คน ประกอบด้วย ท่านที่ ๑ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านที่ ๒ คือประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และท่านที่ ๓ คือประธานกรรมการ ร่วมสถาบันภาคเอกชน คือ กกร. นะครับ ๓ สถาบันภาคเอกชนนะครับ ก็คือหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และถ้าจําไม่ผิดของสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเขามีการประชุมร่วมกันนะครับ แล้วก็มีประธานร่วมอยู่ท่านหนึ่ง
แล้วส่วนสุดท้ายก็คือบทกําหนดโทษนะครับ ซึ่งจะมีเนื้อหาสาระสําคัญอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรก คือจะพิจารณาโทษกับผู้ที่ไปทําการขัดขวางไม่ให้เกิดกระบวนการ มีส่วนร่วมนี้ การขัดขวางนี้หมายถึงการที่ไปทําให้เกิดการดําเนินการไม่ได้นะครับ เราจะเห็น หลายเวทีสาธารณะนะครับ มีการขัดขวางกันขึ้นหรือทําให้การดําเนินการไม่บรรลุ ไม่อาจ ดําเนินการบรรลุได้ตามที่กําหนดนะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือลงโทษผู้ที่บิดเบือนหาประโยชน์ ในกระบวนการมีส่วนร่วมเราจะเห็นหลายเวทีหลายกระบวนงานมีคนไปแอบอ้าง และแสวงหาประโยชน์จากพี่น้องประชาชนตั้งเป็นตัวแทนแล้วก็เรียกหาผลประโยชน์เหล่านี้ เป็นต้น ผู้บิดเบือนก็จะมีบทลงโทษไว้ เรื่องที่ ๓ เรามีบทลงโทษสําหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ของคณะกรรมการ ก็เป็นคําสั่งของการให้มาชี้แจงหรือคําสั่งขอเอกสารต่าง ๆ นะครับ แต่โทษอาญาที่กําหนดตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นลหุโทษนะครับ ก็คงไม่ร้ายแรงมาก ก็กําหนดเพียงลหุโทษเท่านั้นเองเป็นชั้นลหุโทษเป็นเนื้อหาสาระสําคัญ
กราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้เจตนาอยากจะให้เป็นกฎหมายกลางสําหรับ กระบวนการการมีส่วนร่วม ยกระดับจากระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งไม่มีผลบังคับใช้ แล้วก็มีระดับหน่วยงานภายในซึ่งดําเนินการ แล้วก็การร่วมไม้ร่วมมือจาก หน่วยงานต่าง ๆ ตามระเบียบก็มีไม่ค่อยเยอะเท่าไร แต่กราบเรียนว่าในขณะนี้จากการรับฟัง ความคิดเห็น จากการเชิญมาสัมมนา ทุกหน่วยงานในขณะนี้ได้พัฒนาหน่วยงานที่ทําหน้าที่ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนได้เพิ่มขึ้นเป็นลําดับนะครับ เท่าที่ทราบตั้งแต่ กรมชลประทาน กรมทางหลวง ทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า เขาเริ่มจะมีหน่วยงานเหล่านี้ ขึ้นภายใน เพราะว่าเห็นความสําคัญและอาจจะเป็นเพราะระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีได้ทํา ให้เกิดการพัฒนาขึ้น ผมคิดว่าหลักการการที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อจะเป็นมาตรฐานกลาง ให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้ดําเนินงาน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน กระผม ขอกล่าวสรุปสาระสําคัญเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
กรรมาธิการมีรายงานเพิ่มเติมไหมครับ เป็นอันว่าเสร็จสิ้นการรายงานเบื้องต้น นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ขอเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อยากจะขอแสดงความชื่นชม ขอบคุณ คณะทํางานแล้วก็คณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติที่มีความก้าวหน้า อย่างยิ่ง แล้วก็เป็นความกล้าหาญอย่างยิ่งของคณะกรรมาธิการ เพราะเชื่อว่าถ้าอ่าน โดยละเอียดแล้วกระผมเชื่อว่าเสียงที่ไม่เห็นด้วยก็คงจะมีตามสมควรนะครับ ก่อนอื่นกระผม ขอสรุปด้วยภาษาของผมง่าย ๆ นะครับว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือแผนแม่บท หรือกฎหมายแม่บท หรือกฎหมายกลางของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการ กําหนดนโยบายสาธารณะ เป็นการยกระดับอย่างก้าวหน้า แล้วอย่างก้าวกระโดดอย่างยิ่ง จากระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่มีปัญหาในทางปฏิบัติค่อนข้างมาก ที่กระผมกล่าวว่าเป็นการยกระดับอย่างก้าวหน้า อย่างยิ่งและอย่างก้าวกระโดดอย่างยิ่ง ก็คือว่าไม่ใช่เป็นเพียงแค่การรับฟังความคิดเห็น ประชาชนครับ แต่เป็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกจะตามกระผมไปดูก็ต้องดูในเนื้อหาของร่างกฎหมาย ซึ่งใช้ ภาษาได้สละสลวยแล้วผมก็ไม่เคยเห็นมีร่างกฎหมายฉบับใดที่ใช้คําหลาย ๆ คําอย่างใน ร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ในมาตรา ๓ ได้นิยามคําว่า นโยบายสาธารณะและกระบวนการ นโยบายสาธารณะไว้ กระผมคงไม่มีเวลาที่จะอ่านครับ แต่ถ้าท่านประธานและท่านสมาชิก ได้อ่านดูแล้วก็จะพบได้ว่าแทบไม่มีกิจกรรมของภาครัฐใดเลยที่จะหลุดไปจากนิยาม ๒ ประการนี้ เพราะฉะนั้นก็หมายความว่าพี่น้องประชาชนจะมีส่วนร่วมในกระบวนการ นโยบายสาธารณะอย่างกว้างขวาง แล้วการมีส่วนร่วมร่างกฎหมายฉบับนี้ในหลายมาตรา สรุปได้สั้น ๆ ว่าท่านให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมทั้งก่อนตัดสินใจ จัดทํานโยบายสาธารณะนั้น ระหว่างการดําเนินนโยบายสาธารณะนั้นถ้ามีอะไรไม่ถูกต้องประชาชนก็ร้องได้ และที่สําคัญ ก็คือหลังจากเสร็จสิ้นการดําเนินนโยบายสาธารณะแล้ว ก็ต้องมีการประเมินผลรายงาน พี่น้องประชาชนก็มีสิทธิร้องได้ด้วย แล้วก็ไม่ได้กําหนดระยะเวลาไว้ด้วยครับว่าหลังจาก เสร็จสิ้นการดําเนินนโยบายสาธารณะนั้นแล้ว เท่าไร ท่านประธานลองคิดดูถ้าเป็นโครงการ ขนาดใหญ่ ร่างกฎหมายฉบับนี้จะสร้างความตื่นตะลึงให้กับประเทศขนาดไหน แต่ก็เป็นเรื่อง ที่กระผมเห็นว่าเป็นสิ่งสําคัญอย่างยิ่งครับ นี่เป็นกฎหมายกลางที่กําหนดมาตรฐานขั้นต่ํา นะครับ หมายความว่าถ้ามีกฎหมายฉบับใหม่ออกมากําหนดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไว้สูงกว่านี้ก็ใช้ตัวนั้น แต่ถ้าต่ํากว่านี้ก็ต้องใช้ร่างกฎหมายตัวนี้ ที่กระผมเห็นว่าเป็นเรื่อง ยิ่งใหญ่อย่างยิ่งก็คือเป็นร่างกฎหมายที่ทําให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ใช้คําสวยหรู ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชน การมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาจนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอลงประชามติ ปี ๒๕๕๙ ที่บรรจุไว้ ใน ๒๙ จุด ๒๐ มาตรา คํานามทั้งนั้นละครับ ได้มีผลปรากฏเป็นจริงคือทําให้รัฐธรรมนูญจับต้องได้ ทําให้รัฐธรรมนูญกินได้ครับพี่น้อง ท่านประธานครับ กระผมเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มีความหมายทางการเมืองอย่างยิ่ง นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์วิกฤต ประชาธิปไตยที่ดําเนินมายาวนานของ ประเทศไทยนะครับ โดยสรุปก็คือว่ามันมีการถกกันถึงคุณค่าหรือความหมายของ ประชาธิปไตย อะไรคือความเป็นประชาธิปไตย อะไรคือความไม่เป็นประชาธิปไตย ร่างกฎหมายฉบับนี้จะเป็นการเปิดบริบทใหม่ของความเป็นประชาธิปไตย เลิกถกเถียงกัน สักทีครับเรื่องการเลือกตั้ง ว่าจะเลือกเมื่อไร อย่างไร ด้วยวิธีไหน กาบัตรใบเดียวหรือหลายใบ เพราะว่าร่างกฎหมายฉบับนี้สร้างบริบทใหม่ก็คือประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ประชาธิปไตย แบบมีส่วนร่วมที่กินได้ กําหนดเป็นรูปธรรม มีกระบวนการชัดเจน วิกฤต ๑๐ ปีของ ประชาธิปไตยเราอยู่ภายใต้มายาภาพที่ว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง ไม่ใช่ประชาธิปไตย การรัฐประหารคือเผด็จการ อะไรที่มาจากการรัฐประหารไม่ต้องดูเนื้อหา มันไม่ดีหมด เพราะว่าเมื่อแม่มันผิดแล้วลูกมันก็ต้องผิดด้วย ที่เขาเรียกว่าผลไม้พิษ ก็ถกเถียงกันอยู่อย่างนี้มาตลอดนะครับ เป็นมายาภาพที่กลายเป็นปัญหาที่อิหลักอิเหลื่อของ สังคม แน่นอนครับท่านประธานการเลือกตั้งต้องมี แต่ก็ต้องมีอย่างอื่นประกอบด้วยถึงจะเป็น ระบอบประชาธิปไตย คือมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ ไม่ใช่เมื่อมีการเลือกตั้ง แล้วผู้แทนราษฎรนั้นจะต้องทําแทนประชาชนในทุกเรื่อง จนกระทั่งมีข้อวิวาทะว่า ระบอบประชาธิปไตยอย่างที่เป็นมาก่อน ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้น มันก็คือประชาธิปไตย ๔ วินาที ประชาชนมีสิทธิเดินเข้าคูหาเลือกตั้งกาบัตร เดี๋ยวนี้อาจจะไม่ถึง ๔ วินาทีครับ เพราะว่ากาบัตรใบเดียว เสร็จครับ ออกมาผู้แทนทําแทนหมดทุกอย่าง ท่านอาจารย์ ดอกเตอร์อัมมาร สยามวาลา เคยพูดไว้เมื่อปี ๒๕๔๗ ว่าเป็นระบอบประชาธิปไตย ๒ วินาที สถาปนาเผด็จการ ๔ ปี ท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ นักวิชาการ กฎหมายมหาชนของประเทศกล่าวไว้ว่า ระบอบอย่างนี้ มันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยครับ แต่เป็นระบอบเผด็จการของพรรคการเมือง นายทุน ในระบบรัฐสภาประเทศแรกและประเทศ เดียวของโลก แล้วท่านก็เรียกว่าในนามของสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น กฎ เกณฑ์ กติกาและประเพณี ในที่สุดทําให้ผู้ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้น ก็ปฏิบัติตนเหมือนหนึ่งเป็นผู้แทนของพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา ที่เข้าไปเพื่อ ยกมือตามมติของพรรค ไม่ใช่ผู้แทนของพี่น้องประชาชนที่แท้จริง อันนี้ก็เป็นการถกถึงคุณค่า ของระบอบประชาธิปไตยที่เป็นมาอย่างนี้ตลอดระยะเวลา ๑๐ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี จนกระทั่ง นักวิชาการอย่างท่านอดีต สปช. ดอกเตอร์เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ท่านเขียนหนังสือขึ้นมาว่า หลังจาก ๒ นคราประชาธิปไตยแล้ว ท่านมองว่าประเทศไทยก็จะอยู่ในระบอบการเมือง ที่สลับกันระหว่าง ระบอบเลือกตั้ง กับระบอบรัฏฐาธิปัตย์ สลับกันไปอย่างนี้เรื่อย ๆ จะเป็น ความงดงามของประเทศไทย กระผมคิดว่ามันไม่น่าจะงดงามนักนะครับ วิธีการที่จะทําให้ หลุดจากกับดักของวิกฤตประชาธิปไตยเหล่านี้ได้ ก็คือการสร้างระบอบประชาธิปไตย อย่างมีส่วนร่วมขึ้นมาเสริมระบอบประชาธิปไตยโดยตัวแทน ผมอยากจะเรียกว่าบายพาส (Bypass) ระบอบประชาธิปไตยโดยตัวแทน ถนนบายพาส (Bypass) อ้อมเมืองเพชรบุรี ของท่านประธานที่นั่งอยู่นะครับ ก็ไม่ได้แปลว่าเราไม่ใช้ถนนเข้าเมือง แต่เราเพิ่มทางเลือกใหม่ ให้กับประชาชนในการเดินทางที่สั้นลง มีส่วนร่วมโดยตรง และในขณะเดียวกันก็ทําให้ ถนนเข้าเมืองนั้นมีความคล่องตัวขึ้น กล่าวโดยสรุปก็คือ ประชาชนสามารถจะมีส่วนร่วม ในทุกขั้นตอนทั้งกระบวนการ นอกเหนือไปจากการเข้าคูหาเลือกผู้แทน ซึ่งยังต้องมีอยู่ ในด้านกลับก็จะทําให้ผู้แทนราษฎรนั้นต้องตระหนักดีว่าเมื่อมีทางบายพาส (Bypass) สายใหม่แล้วนะครับ ผู้แทนราษฎรก็จะต้องทําตัวเป็นผู้แทนราษฎรที่แท้จริง ไม่ใช่ผู้แทนของ พรรคการเมืองที่เข้าไปยกมือตามมติของพรรคการเมืองเท่านั้น ไม่ขัดครับ แต่เป็นการเสริม เพราะฉะนั้นกระผมจึงเห็นว่านี่จะเป็นการประกาศเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ของ สปท. ซึ่งกระผมมั่นใจว่าพวกเราจะมีความกล้าหาญที่จะเดินตามท่านประธานยงยุทธ สาระสมบัติ ในการลงมติผ่านเรื่องนี้ไปเพื่อนําไปสู่การส่งให้กับคณะรัฐมนตรี ส่งให้กับวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ผ่านไปยังวิป (Whip) ๒ ฝ่าย แล้วถ้าร่างกฎหมายฉบับนี้ออกมาทันภายในระยะเวลา ที่เหลืออยู่ ๑ ปี ๖ เดือนก่อนจะมีการเลือกตั้งใหม่ คสช. ต้นสายธารของแม่น้ําทุกสาย และพวกเราจะสามารถประกาศได้อย่างภาคภูมิครับว่านี่คือการปฏิรูปทางการเมืองของแท้ ก็คือการเปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง กระผมขออนุญาต ต่อเวลาสักนิดนะครับว่า ไหน ๆ ก็พูดถึงข้อดีมามากแล้ว กระผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝากไว้ ที่อาจจะเป็นจุดอ่อนหรือจุดที่อาจถูกพิจารณาได้ว่าเป็นจุดอ่อนของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ที่ทางคณะกรรมาธิการควรจะต้องตอบคําถามต่อไป ๔-๕ ประเด็นครับ
ประเด็นแรก ก็คือว่าทําอย่างไรครับที่จะไม่ให้การดําเนินโครงการภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการภาครัฐขนาดใหญ่นี้ช้าเกินไป หรือว่าช้าจนทําอะไรไม่ได้เลย เพราะ จะต้องมีการรับฟังประชาชนในทุกขั้นตอน ประชาชนมีสิทธิร้องในทุกระยะ ทั้งก่อน ทั้งระหว่าง ทั้งหลัง และหลังโดยไม่กําหนดระยะเวลาเอาไว้ ท่านพิจารณาดูในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๔ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือท่านนิยามคําว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในมาตรา ๓ ไว้ กระผม เห็นว่าค่อนข้างกว้างขวางครับ เจตนาดีครับ ดีอย่างยิ่งกระผมก็เห็นด้วย แต่ว่าจะมีการทํา อย่างไรได้บ้างว่ามันจะกว้างขวางเกินไปหรือไม่ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหมายความว่า ผู้มีส่วนได้เสีย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนองค์กรภาคประชาชน ผู้แทนภาคประชาสังคม ผู้แทน องค์กรพัฒนาเอกชน ไม่มีโครงการไหนครับที่จะไม่มีใครร้อง เพราะเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วน เกี่ยวข้องนี้กว้างขวางเหลือเกิน และกระผมขอย้ําว่าหน่วยงานของรัฐในนิยามศัพท์มาตรา ๓ นี้ ท่านก็กินขยายความกว้างขวางไปถึงหน่วยงานที่ได้รับสัมปทานหรือได้รับอนุญาตให้จัดทํา นโยบายสาธารณะด้วย ค่อนข้างกว้างขวางครับ
ประเด็นที่ ๓ ต่อไปก็คือท่านพูดถึงนิยามในมาตรา ๓ เรื่องฉันทามติ ดีครับ ไม่เคยมีกฎหมายฉบับไหนเขียนไว้อย่างนี้ แต่เมื่อคืนกระผมอ่านอยู่ ๔ เที่ยวแล้วครับ นอกจากบทนิยามศัพท์ ฉันทามติในมาตรา ๓ แล้ว มาตราไหนที่พูดถึงเรื่องฉันทามติบ้างครับ คงจะต้องมีความตกลงในระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายของคณะกรรมาธิการ ท่านก็มี ทางเลือก ๒ อย่างครับ คือ ๑. ถ้ามันไม่มีการกําหนดฉันทามติไว้ในมาตราอื่นท่านก็ต้องตัด นิยามศัพท์ประเด็นนี้ออกไป หรือ ๒. ถ้ายังมีนิยามศัพท์อยู่ท่านก็ต้องกําหนดไว้ด้วยครับว่า มาตราไหนจะใช้ฉันทามติ ซึ่งก็จะต้องตั้งคําถามต่อไปว่าก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาฉันทามติ ในทุกเรื่อง
ประเด็นที่ ๔ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการนโยบายสาธารณะในมาตรา ๑๘ มาตรา ๒๐ กว้างขวางครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การตัดสินใจเองในกรณีตามมาตรา ๕ ก็คือมาตรฐานขั้นต่ําของกฎหมายอื่นเทียบกับ กฎหมายฉบับนี้และมาตรา ๑๖ ก็คือการพิจารณาข้อร้องเรียนที่ในกรณีที่หน่วยงานเขา ไม่ปฏิบัติตาม กว้างเกินไปหรือไม่ครับ
ประการที่ ๕ คณะกรรมการสรรหาของคณะกรรมการที่มีอํานาจกว้างขวาง ขนาดนั้นท่านให้ ๓ คนเท่านั้น น้อยเกินไปหรือไม่ครับ เพราะ ๓ คนนี้ กระผมว่าถ้าตกลงกัน เพียง ๒ คนเป็นฉันทามติแล้ว ก็แทบจะกําหนดตัวคณะกรรมการที่มีอํานาจกว้างขวางได้เลย
ประเด็นที่ ๖ คุณสมบัติของกรรมการประเภทผู้แทนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิที่นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งจากนักวิชาการผู้มีความรู้ความ เชี่ยวชาญหรือประสบการณ์ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ในมาตรา ๑๙ วรรคสามนั้น หามาตรวัดได้ยากครับ อันนี้เป็นวิธีการเขียนกฎหมายแบบใหม่ครับ คุณสมบัติคือต้องไม่เป็น ผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี ศีลธรรมของศาสนาไหนครับ และจะต้องเอาอะไรวัดครับ ต้องถือศีล ๘ ศีลอุโบสถ ต้องถือศีล ๕ หรืออย่างไร กระผมเข้าใจว่าคงจะมีข้อถกเถียงมาก ก็เอาสั้น ๆ แต่เพียง ๖-๗ ประเด็น แต่กล่าวโดยสรุปก็คือว่า กระผมเห็นว่าจําเป็นต้องมี ร่างกฎหมายฉบับนี้ แต่การขยายขอบเขตที่กว้างขวางกินอาณาบริเวณปริมณฑลที่ต้อง พิจารณากันนี้นะครับ จะทําให้ร่างกฎหมายฉบับนี้มีอุปสรรค เรายกระดับจากระเบียบสํานัก นายกรัฐมนตรีขึ้นมาเป็นร่างพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งนี้นะครับ จะเป็นไปได้ไหมครับที่เราจะ กําหนดไว้ให้เป็นขั้นเป็นตอน อย่าให้เกิดความปริวิตกขึ้นเสียก่อน แต่อย่างไรก็ดีกระผม เห็นว่าถ้าพิจารณาในความหมายทางการเมืองแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการตอบคําถามของ คนทั่วโลก ในการตอบคําถามของทุกคนในสังคมไทย การมีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ออกมา บังคับใช้ โดยผ่านการปรับแก้อย่างรอบคอบแล้ว กระผมเชื่อว่าจะเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ อย่างสูงที่สุด กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ มีประกาศเล็กน้อยนะครับ เนื่องจากว่าผมได้นัดประชุม คณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในทุกบ่ายวันอังคารนะครับ รวมทั้งผู้ชี้แจงแผนปฏิรูปที่จะเข้าสู่การพิจารณาของกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย หรือวิป (Whip) ๓ ฝ่าย ที่ทําเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้นะครับ ก็เหมือนเดิมครับ ขอเลื่อน เป็นว่าเมื่อปิดการประชุมแล้วก็ไปยังห้องประชุมนะครับ ทั้งกรรมการแล้วก็ในส่วนของ ผู้ชี้แจงด้วยครับ ต่อไปมีอีก ๓ ท่านนะครับ มีท่านนิกร จํานง ท่านพลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ นะครับ ขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม อดีต ส.ส. ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกลําดับที่ ๗๙ ต่อรายงานถือเป็นข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของ ประชาชน คือความพยายามที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในนโยบายสาธารณะ แล้วก็ออกมา เป็นร่างพระราชบัญญัติ ผมเองอยากจะเรียนว่ามีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่า โดยความเชื่อส่วนตัวแล้วมีความเห็นว่าอํานาจของประชาชนมันเป็นสาระสําคัญมาก แต่เราก็ ได้ประสบปัญหาว่าในประเทศนี้ไม่ใช่ว่าประชาชนไม่มีสิทธิอยู่นะ มีอยู่มากพอสมควร ส่วนที่ขาดหายไปเราก็พยายามแก้ปัญหามาอยู่เรื่อย ๆ มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญซึ่งมีการ เถียงกันว่าการเปิดทั้งหมดกับการเขียนเอาไว้อันไหนจะดีกว่า แต่สุดท้ายก็คือการให้สิทธิ นั่นละ ผมเองได้เคยเขียนเอาไว้ตอนเล่นการเมืองใหม่ ๆ เมื่อ ๒๐ กว่าปีที่แล้วว่า สิทธิของ ประชาชนเป็นของเขาตั้งแต่ต้น ปัญหาก็คือว่ามันถูกเบียดบังไป หรือบางอย่างนี้เขาไม่รู้ พวกเราเองเป็นนักการเมืองหรือเป็นผู้ทํางานเพื่อพวกเขา จะต้องแย่งคืนมาให้กับเขา เราไม่ได้เป็นคนให้เขา เพราะมันเป็นของเขาตั้งแต่เดิม และบางครั้งเขาไม่ทราบในการที่จะใช้ ก็ต้องมีการดําเนินการให้เขา ตีดาบตีอะไรให้เขาเพื่อให้เขาได้ไปใช้อํานาจที่มีอยู่เดิมของเขา ให้ได้ ถือเป็นหลักการในการที่ว่าจะทํางาน แต่บางทีเราก็ลืมไปว่าเหมือนกับเราเป็นคนให้เขา ไปเสียเอง เรามีสิทธิอะไรที่จะไปให้ มันไม่ใช่เป็นของเรา เป็นของเขา เพราะฉะนั้นการยกร่าง ขึ้นมาในคราวนี้เป็นความพยายามที่ผมสนับสนุนมาก เพราะกําลังจะเป็นการให้เขาได้ใช้สิทธิ ที่พึงมีของเขาเองในทุก ๆ ทาง โดยเฉพาะการจัดการเกี่ยวกับเรื่องการมีคนอื่นมาใช้อํานาจ ทับลงมาในที่ของเขา ในเขตของเขา เกี่ยวกับวิถีชีวิตของเขา เขาต้องมีส่วนร่วม ตรงนี้ถือเป็น ประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานเลย เรื่องการเลือกตั้ง เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องสภา เป็นเรื่องรองหมด เพราะว่านี่คือมูลเหตุเป็นตัวตั้งต้นในลักษณะของการปกครองแบบประชาธิปไตย ถ้าขาด ตรงนี้แล้วจะมีสภา จะมี ส.ส. กี่รูปแบบ ไม่มีความหมายทั้งสิ้น นี่เป็นตัวตั้งต้นในระบอบ ประชาธิปไตย ผมไม่ได้ดู ๔ รอบเหมือนท่านคํานูณ แต่ผมดูตั้งแต่ตีสี่ ลุกขึ้นมาดู พ.ร.บ. ฉบับนี้โดยละเอียด แล้วก็ดูไปก็ชมไปนะครับ ขอชื่นชมต่อการนําเสนอว่าจะทําได้ดีมากครบถ้วนสมบูรณ์นะครับ เอาไปใช้อ้างอิงได้เลย ทฤษฎีที่นํามาเสนอผมชอบบันได ๔ ขั้น บันไดที่เป็นตอน ๆ อยู่มาก เพราะว่าปกติแล้วภาพตรงนี้ไม่เคยปรากฏชัด แต่ท่านทําให้เห็นชัดว่าเราจะได้เห็นว่าระดับ ในความรู้สึกของรัฐที่ให้กับประชาชน ระดับแรกที่ท่านเสนอมาว่าการมีส่วนร่วม คือระดับ ไม่มีส่วนร่วมแต่บอกว่ามี คือให้เขารู้สึกว่ามีสักหน่อยแบบเหมือนกับแก้บน นั่นคือระดับ จริง ๆ แล้วไม่มี แต่ของเราอยู่ในระดับนี้เสมือนว่ามีนะครับ ระดับถัดไปที่ท่านมีการทํา ก็คือว่าทําพอเป็นพิธี อันแรกไม่มีเลย อันที่ ๒ คือทําพอเป็นพิธี และสุดท้ายท่านยกระดับ ไปว่าเป็นอํานาจของพลเมือง สิ่งเหล่านี้บันได ๓ ขั้นที่ยกขึ้นมา ๒ ขั้นแรกเป็นปัญหาที่ท่าน ยกมา แต่ที่ท่านกําลังจะทําให้เป็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายก็คือทําให้มีว่าการมีส่วนร่วมเป็นอํานาจ ของพลเมือง นี่คือสิ่งที่ท่านจะทํา ผมเห็นเจตนาไปว่าชอบวิธีการนําเสนอ ทําให้เห็นว่า อย่างน้อยเราก็ไปวัดกับหน่วยงานของรัฐหรือใครก็ได้ที่มาใช้อํานาจทับลงบนสิทธิของประชาชน ว่าคุณอยู่บันไดขั้นไหนกันแน่ คือไม่อย่างนั้นประชาชน ประเด็นก็คือประชาชนเองไม่รู้เลยว่า เขาอยู่ตรงไหน เขามีสิทธิจะไม่รู้ แต่เราต้องดําเนินการให้เขารู้ ผมชอบตรงนี้ที่ท่านทํานะครับ
ต่อจากนั้นข้อคิดเห็นการได้นําปัญหามาวิเคราะห์นะครับ การนําปัญหาที่เคย เกิดมา ปัญหาที่เราลงไปกระทบกันเอง อย่างผมอยู่สงขลา ปัญหาท่อแก๊สที่จะนะ ก็ทราบอยู่ว่าตอนวันที่เขาตีกันเราก็วิ่งด้วยนะครับ เพราะอยู่ในเหตุการณ์คือประชาชน เขาไม่ทําอะไรหรอก แต่ว่ากลัวจะโดนลูกหลงนะครับ ปัญหาแก่งเสือเต้นที่เถียงกันมา ยาวนานและมีการกระทบกระทั่ง ปัญหาหลาย ๆ แห่ง รวมทั้งที่ประจวบคีรีขันธ์มีการฆ่ากันตาย ไปจากเรื่องนี้มากมายท่านก็ยกมาครบ ให้เห็นเป็นรูปธรรมว่ามันกําลังเกิดอะไรและปัญหา อยู่ตรงไหน อย่างในลักษณะสายตาที่ไม่ใส่ความรู้สึก ผมชอบตรงนี้ แต่บางส่วนก็คือ ใส่ความรู้สึกมากเกินไปก็ไม่ควรนะครับ ตรงนี้ใส่ได้ดี นอกจากนั้นแล้วมีการนํากรณีศึกษา ของประเทศต่าง ๆ มาหลายกรณีอยู่ ทําให้เราเห็นภาพรวมได้ชัดว่าภาพเป็นอย่างไร คือมองได้กว้างดี ทั้งโฟกัสไปในส่วนที่เรามีปัญหาอยู่แล้วก็มองเลยออกไปว่าที่จริงแล้วที่อื่น ๆ เขามีปัญหากันอย่างไร
การรับฟังความเห็น ผมดูแล้วนี่ท่านรับฟังความเห็นเยอะอยู่นะ หมายถึง ไปสัมมนาที่โน่นที่นี่จากกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ กระทรวงนี้ก็เห็นด้วย กระทรวงนี้ก็บอกว่า น่าจะมีกระทรวงของเขาอยู่ในกรรมการด้วยนะครับ ก็มีการพูดถึง สรุปว่าฟังความรอบด้าน ได้ฟังมาเยอะและหลายจุดนะครับ ถือว่าครบถ้วนทีเดียว ไม่ใช่ว่าเราทํารายงานขึ้นมาเสนอ แล้วเรามโนเอาแล้วเราคิดเอาและไม่ถามใครเลย นี่ถามชัดเจนขึ้นมานะครับ จึงถือว่าถ้าผม จะพูดว่ารายงานตรงนี้ถือเป็นมาสเตอร์พีซ (Masterpiece) ได้เลย สมควรที่พวกเราชาว สปท. จะได้พิจารณาว่าการทําลักษณะแบบนี้มันมีน้ําหนัก มันมีกรอบ มันมีวิธีการที่ดีมาก นะครับ เป็นต้นแบบได้ครับ
ผมเองมีข้อเสนอนะครับ ข้อเสนอที่มีการปฏิรูปของท่าน คือไม่ได้เป็นแบบ ลอย ๆ เสนอเป็นร่างกฎหมายเลย ให้อํานาจกันชัด ๆ ไปเลย ก็เสนอยกมาเป็นร่าง และ ในกฎหมายตรงนี้เสนอเป็น พ.ร.บ. ขึ้นมานี่นะครับ มีการกําหนดให้ร่วม มีส่วนของการรับฟัง ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การมีส่วนร่วมริเริ่ม คือโดยละเอียดนี่วางเป็นชั้น ๆ รวมทั้ง สุดท้ายมีบทลงโทษด้วย เพราะการบังคับใช้กฎหมายถ้าไม่มีบทลงโทษบางทีมันก็ลอย ๆ ผลการบังคับใช้นี่มันต้องมีบทลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย ในนี้มีครบตั้งแต่จุดเริ่มจนถึง จุดสุดท้ายว่าบทสุดท้าย โทษคืออะไร อย่างไร มีอยู่ชัดเจนนะครับ
ตรงนี้เองนะครับผมก็คงจะมีข้อเสนอแนะ ข้อดีชมมาเยอะแล้ว ไม่ได้มีคําว่า แต่ หรอก แต่ว่ามีความเห็นว่าข้อเสนอจริง ๆ แล้วผมเชื่อว่าในการทําทุกอย่างเราคงต้อง มีอยู่ข้อหนึ่งที่ท่านไปฟังเสียง แล้วเขาก็เสนอความเห็นมา ผมจําไม่ได้ว่าจากหน่วยงานไหน ว่าน่าจะมีระดับจังหวัดด้วย คือมันเหมือนกับเรื่องการมาอยู่ในสลัม ปัญหาสลัมแก้ให้ตาย ก็ไม่จบ เพราะว่าคนจะพุ่งเข้าหาเมืองใหญ่เพื่อมาอยู่ วิธีหยุดปัญหาสลัมก็คือว่าสร้างงาน สร้างถิ่นที่อยู่ในจังหวัดของเขาเพื่อจะให้เขาอยู่ที่นั่นอยู่ได้จะได้ไม่ต้องเข้าเมือง เรื่องอํานาจ ก็เหมือนกันขณะนี้ท่านทําก็คือว่ารวมอํานาจ รวมศูนย์อยู่ในกรุงเทพมหานครอย่างเดียว เพราะฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดขึ้นใหม่ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดไหน ที่ตรงไหน มันก็จะพุ่งเข้ามาหา กรุงเทพมหานครอย่างเดียว พอมาตัดสินกันที่นี่กรรมการตรงนี้อาจจะน้อยไปสักนิดหนึ่ง การตัดสินตรงนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลยพอเข้ามาแล้วการต่อสู้มันจะรุนแรงคือก่อรูป แล้วสมมุติว่าม็อบ (Mob) ตัวนี้มาวางอยู่เพื่อจะสู้เรื่องนี้ อีกม็อบ (Mob) ก็มาประกบเข้าไป มันก็อาจจะขยายผลมันอาจจะมีการเมืองแทรกมันอาจจะมีอะไรก็ได้ ปัญหาคือตัดไฟตั้งแต่ ต้นลมหมายความว่ามีปัญหาที่อุบลราชธานีก็ไปเคลียร์ (Clear) ที่อุบลราชธานีก่อนให้จบไป การมีกรรมการระดับท้องถิ่นจะช่วยได้เยอะทําให้ปัญหามันไม่รุมเข้ามาส่วนกลาง คือเหมือน เราทําให้มันน้อยลง แล้วตรงนั้นเขาปะทะกันต่อหน้ารู้จักกันหมด มาตรงนี้เจ้าหน้าที่ก็ไปรู้จัก อันนี้เจ้าหน้าที่เอง สมมุติว่าจะไปบอกว่าไม่ทําก็เป็นลูกหลานเขา ผู้ว่าราชการจังหวัดก็สนิท กับเขา นายอําเภอเขาสนิทกับนายอําเภอ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน แต่พอเข้ามากรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางอํานาจมันเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งด้วย ตรงนี้ผมเห็นว่าควรจะมีออกไป กระจายออกไปคือให้เป็นลักษณะของการกระจายอํานาจ แต่ไม่ใช่หมายถึงอํานาจกระจาย อย่างที่เป็น ตรงนี้ผมเห็นว่าน่าจะมีการปรับปรุง สุดท้ายเหรียญมี ๒ ด้านเสมอ ผมเชื่ออย่าง เต็มร้อยว่าในการจะทํางานให้ประสบความสําเร็จ เราต้องศึกษาถึงจุดอ่อนของงานที่เรา ทําด้วย ผมเห็นว่าท่านไปประชุมมาตั้งเยอะ ประเด็นที่ท่านคํานูณเสนออันนี้ชัด ผมก็เสนอมา แต่ว่าในเมื่อมันเป็นเรื่องจริงก็เสนอซ้อนก็แล้วกัน ประเด็นที่ทําให้งานของรัฐทําไม่ได้จากตรงนี้ มีมันจะกลายเป็นตัวล็อกไม่ให้ทําได้นะครับ คือมันมี ๒ ด้าน ด้านหนึ่งก็คือว่าให้ประชาชน มีส่วน แต่ด้านหนึ่งอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือประชาชนจะเป็นตัว สมมุติว่าเขาไม่พอใจ ขึ้นมาจะเป็นตัวดันไว้ เพราะฉะนั้นอย่างสมมุติว่ามีชุมชนขนาดหนึ่ง โครงการนี้จะดึงผ่าน ชุมชนนี้ไปอีกชุมชนหนึ่ง ชุมชนตรงนี้ไม่ยอมให้ผ่าน นึกออกไหมครับ ก็กลายเป็นว่าไม่ต้องทํากัน ทั้งหมดตรงนี้จะเป็นปัญหามากแล้วรัฐที่เขากลัว เขากลัวตรงนี้แล้วเขาอ้างได้ทั้งนั้น ผมเห็นว่าเรื่องนี้อยากจะให้ท่านศึกษาจุดด้อยของ พ.ร.บ. ท่านเสียด้วย คือไม่ใช่เราศึกษา แต่ข้อดีแล้ววางไว้ ศึกษาจุดด้อยให้เห็นชัดเลยว่างานนี้อย่างไรก็ตามจะมีปัญหา ๑ ๒ ๓ จากกฎหมายฉบับนี้ แต่เราเตรียมการคือไม่ต้องให้มีใครมาทัก แล้วท่านก็แก้ปัญหานั้น เสียเลยว่าปัญหาตรงนี้มีคิดว่ามี แต่เราได้เตรียมแก้ปัญหาไว้อย่างนี้ อย่างนี้แล้ว คือเป็นการ จุดไฟดับไฟเสีย ปัญหาที่มันจะเกิดขึ้นจากตรงนี้ความกังวลของหน่วยงานของรัฐ หรือ ความเห็นแย้งอย่างอื่นจะได้หายไปด้วยตัวเราเอง แบบนี้จะผ่านไปได้ด้วยดี ผมยกตัวอย่างว่า ความขัดแย้งเกิดขึ้นทุกแห่ง เพราะว่าความเชื่อไม่ว่าจะเป็นโครงการที่ยกขึ้นมาในที่ต่าง ๆ แล้ว ขออนุญาตอีกสักนาที ๒ นาทีนะครับ มันฝังใจเขา เขาถูกกระทํามาตลอด โครงการเขื่อนก็ดี โครงการอะไรก็ดีบางทีไปหลอกเขาว่าแก้ปัญหาน้ําท่วม ที่จริงแล้วจะเอาไฟฟ้าเรื่องนี้เขาจํา เขาไม่มีความรู้แต่ว่าเขาเจ็บแล้วเขาจํา เพราะฉะนั้นการไปพูดอีกครั้งหนึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย การพยายามจะแก้ปัญหาตรงนี้ ซึ่งประสบการณ์จากการทําโครงการที่สําคัญ สําคัญไม่ว่า จะเป็นโครงการลุ่มน้ําปากพนังก็ดี ทําไมที่นั่นถึงไม่มีปัญหา เพราะว่าเขารู้ตั้งแต่ต้น เขารู้ว่า งานนี้ทําเพื่ออะไรแล้วก็ฝ่ายที่ทําคุยกับเขามาตั้งแต่ต้นไม่ใช่อยู่ ๆ โครงการไปแล้ว แล้วก็ หลบซ่อนเอาไว้ตรงนั้นแหละ การให้เขาทราบตั้งแต่ต้นตั้งแต่ลําดับแรกการให้เขามาดู ในทุกขั้นตอนผลประโยชน์ที่มีแล้วสุดท้าย ผลประโยชน์ แชร์เรื่องผลประโยชน์ ความเป็นธรรมมาทําที่เขา ใช้ทรัพยากรเขา ผลประโยชน์ไปได้ที่อื่นอย่างนี้แบบนี้ไม่ถูก เพราะฉะนั้นถ้าท่านเคลียร์ (Clear) ตรงนี้ให้ชัด ให้แสดงให้เห็นชัด ๆ ว่ากลไกเหล่านี้จะหยุด ความไม่เข้าใจ แต่ว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะว่ามันเป็นเหมือนเป็นแผลเป็นในสังคมไทย มาตั้งแต่อดีตในการทําตรงนี้ ท่านก็ต้องใช้ความพยายาม ผมเลยคิดว่าขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างเต็มที่นะครับ แต่ว่าอย่างที่เรียนแล้วว่าอยากจะให้ท่านนําเสนอจุดอ่อน ของท่านเสียด้วย แล้วก็จุดแก้เสียด้วยที่ในคราวเดียวแล้วผมเชื่อว่าทุกอย่างจะผ่านไปได้ ด้วยดี ด้วยความเคารพครับ กราบเรียนท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิก สปช. อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายในเรื่องที่ถือว่ามีความสําคัญอีกเรื่องหนึ่ง เป็นความริเริ่ม เป็นอินโนเวชัน (Innovation) ของ สปท. ที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ มีท่านสมาชิกได้อภิปรายไป ๒ ท่าน ก็สนับสนุน และมีข้อสังเกต ข้อท้วงติงบางประการ ผมเองก่อนอื่นก็อยากจะเรียนว่า พร้อมที่จะสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ แต่การยกร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ยกร่างบนพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งก็ถูกต้องนะครับ เพราะนโยบายสาธารณะทําให้ประชาชนมีส่วนช่วยคิด ช่วยตัดสินใจ แทนที่จะใช้คนเพียงไม่กี่คนทํากันในบางเรื่องบางราว แต่การที่เราจะยกร่างกฎหมายนี้ขึ้นมา ก็อาจจะเป็นกฎอีกฉบับหนึ่งคล้าย ๆ กับพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ คือมันเป็น ความมุ่งหมายในการจัดระเบียบในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถ้าไม่มีระเบียบ ไม่มี ข้อกําหนด ไม่มีกฎเกณฑ์ก็ไปไม่ได้ก็ถึงทางตัน ก็จะต้องเป็นอยู่อย่างที่เราเป็นวันนี้ละ เพราะเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยแบบที่ไม่มีกฎเกณฑ์ ไม่ยึดถือระเบียบ ไม่ได้นึกถึงความ เดือดร้อนของผู้อื่น ไม่นึกถึงความคิดของผู้อื่นด้วย ถ้าถามว่าคนไทยมีส่วนในการตัดสิน นโยบายสาธารณะมาบ้างหรือไม่ คําตอบคือมีเยอะด้วย แล้วทํากันแบบไม่มีกฎมีเกณฑ์ด้วย ทํากันแบบตามใจฉันด้วย อันนี้ละ เพราะฉะนั้นอันนี้เราจะต้องมองมุมของพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ว่ายกร่างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา เพื่อจัดระเบียบพับบลิกเฮียริง (Public Hearing) จัดระเบียบการรับฟัง จัดระเบียบการทําหน้าที่ของประชาชนด้วย ถึงจะเป็น พ.ร.บ. ที่มา แก้ปัญหาหรือว่ามาเสริมสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม และมีบทลงโทษอยู่ในตอนท้าย เพื่อเป็นการป้องปราม พ.ร.บ. ฉบับนี้มีความพยายามที่จะ ให้เป็น พ.ร.บ. กลางในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งอย่างที่ผมได้กล่าวนํานี่ ผมเองได้ทํางานในเรื่องของการรับฟังประชาชนบ่อยครั้งมาก ไม่ว่าจะเป็นโครงการปากพนัง ที่ท่านนิกร ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านพูดถึงโครงการป่าสักในสมัยที่เป็นประธานกรรมาธิการ พลังงานของวุฒิสภา ก็ได้จัดรับฟังความคิดเห็นเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ยังไม่ทันออกจาก บ้านเลยก็มีคนโทรศัพท์มาบอกว่า ท่านครับ ขณะนี้ทุกเก้าอี้ ๒๐๐ กว่าที่นั่งเต็มหมดแล้ว ตั้งแต่หกโมงเช้า เจ็ดโมงเช้า ก็ถามว่าพวกไหนมา เขาบอกใส่เสื้อเขียวมานั่งเต็มหมดเลย ขนกันมาจากปักษ์ใต้ครับ กลุ่มที่ต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เป็นองค์กร เป็นเครือข่าย ไม่ยอม ให้คนอื่นเขามานั่งฟังเลย ไม่ยอมฟังเหตุฟังผลเลย นี่เป็นตัวอย่างของการที่ใช้เกินสิทธิ ใช้สิทธิ ที่ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถจะยืนอยู่ได้ถ้าใช้สิทธิแบบนั้น บ้านเราเมืองเรามีหลาย เครือข่าย หลายองค์กร ที่ยืนหยัดแบบกระต่ายขาเดียว บนความคิดเห็นของตัวเอง ต้องถูกต้องเสมอ บางส่วนก็เป็นเครือข่ายที่รับมาจากต่างประเทศ ที่ฝรั่งเขาเรียกว่า เอ็นจีโอ (NGOs) ฉันจะต้องเอาอย่างนี้ละ อย่ามาเปลี่ยนความคิดฉัน ไม่มีวันเป็นอื่นได้ โรงไฟฟ้า นิวเคลียร์ห้ามสร้างในประเทศไทยเด็ดขาด โรงไฟฟ้าถ่านหินห้ามสร้างในจังหวัด ในอําเภอ ในหมู่บ้านฉันเด็ดขาด ไม่ได้คํานึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ได้คํานึงถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการ ไม่ได้ คํานึงถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกของการดําเนินการในเรื่องด้านพลังงาน ขณะนี้มีหลาย โครงการในด้านพลังงานที่รัฐบาล ขนาดเป็นรัฐบาลในวันนี้ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ก็โดยเหตุที่ว่ามีการต่อต้านในทุกรูปแบบ ทุกวิถีทาง แล้วก็ไม่มีบทลงโทษ จนรัฐบาลไม่กล้า ทําอะไรก็เก็บใส่ลิ้นชักไว้ ๒-๓ โครงการ เป็นที่ทราบกันดีอยู่ ทั้ง ๆ ที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์ แก่ประเทศ หลาย ๆ โครงการที่เราทําจะเรียกว่าเป็นโครงการของรัฐบาลที่เรียกว่า โครงการ สาธารณะ เขาก็ทําเพื่อประโยชน์ของประเทศ ทําเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ บางทีคนที่ ต่อต้านไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียเลย ตามคําจํากัดความนั้น เพียงแต่เป็นความเชื่อที่สืบเนื่อง กันมาจากองค์กรระดับโลก ก็จึงต้องทําตามนั้นเป็นอย่างนั้น ที่ผมพูดนี่ไม่ได้ต้องการจะ คัดค้าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ พูดเพื่อสนับสนุนว่าเราควรจะมี พ.ร.บ. มาจัดระเบียบการรับฟัง ความคิดเห็น นั่นคืออีกมุมหนึ่ง หรือจะเรียกว่าการจัดระเบียบนโยบายสาธารณะก็เป็น อีกมุมหนึ่งซึ่งเป็นชื่อของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งผมจึงสนับสนุนและเห็นด้วยอย่างยิ่ง สําหรับ คํานิยามที่ท่านคํานูณ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านได้พูดถึง อย่างคําว่า นโยบายสาธารณะ อาจจะต้องปรับให้มันอยู่ในขอบเขตที่ให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการบริหารราชการแผ่นดิน ไปได้ ถ้ามันไปครอบคลุมทุกเรื่องก็จะทําให้การทํางานนั้นยากลําบาก
อีกประเด็นหนึ่งก็คือถ้าเราไปอ่านในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ หรือในฉบับที่จะทําประชามติวันที่ ๗ สิงหาคมนี้ อยู่ในมาตรา ๑๗๘ เป็นเรื่อง เกี่ยวกับการทําสัญญากับต่างประเทศนั้น ก็ได้กล่าวไว้ว่าจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจาก ประชาชนจะต้องมีการเยียวยา ก็จะต้องไปยกร่างกฎหมายขึ้นมาอีก ๑ ฉบับ ฉะนั้น ถ้า พ.ร.บ. ฉบับนี้สามารถครอบคลุม เพราะนั่นก็เป็นนโยบายสาธารณะเหมือนกัน ข้อตกลง ที่จะไปตกลงกับประเทศหนึ่งประเทศใด หรือกลุ่มประเทศหนึ่งกลุ่มประเทศใด ถ้าจะให้มัน ไปครอบคลุมในเรื่องราวนั้นไว้ เพราะการที่จะมาบอกว่าถ้ามี พ.ร.บ. เกี่ยวกับเรื่องการ นโยบายสาธารณะเกิดขึ้น แล้วมันให้สิทธิน้อยกว่าฉบับนี้เอาฉบับนี้เป็นหลัก ถ้าให้สิทธิ มากกว่าเอาฉบับนั้นเป็นหลักอะไรอย่างนี้ มันมีตั้งหลายสิบมาตราที่มันอาจจะมีสิทธิที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นการเขียนอย่างนั้นเวลาไปทํางานก็คงไม่ง่าย จะให้ใครเป็นคนตัดสินว่าจะใช้ ฉบับไหน เพราะฉะนั้นถ้าเขียนฉบับเดียวให้มันครอบคลุมเหมือนกับการเขียน พ.ร.บ. ว่าด้วย การชุมนุมสาธารณะก็ครอบคลุมการชุมนุมทุกแบบ ทั้งกลางวัน กลางคืน เพราะฉะนั้นก็ฝาก เป็นข้อสังเกตว่าถ้าจะเอาในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของมาตรา ๑๗๘ หรือมาตรา ๑๙๐ เดิมมาไว้ด้วย และเขียนให้มันครอบคลุมเพราะมันมีการเยียวยาอยู่ด้วย ประเด็นในเรื่อง คณะกรรมการสรรหาตามมาตรา ๒๑ ซึ่งได้กําหนดไว้ ๓ คน เพื่อสรรหากรรมการในมาตรา ๑๘ กลุ่มที่ ๔ และกลุ่มที่ ๕ ผมก็ได้ตั้งข้อสังเกตไว้แล้วตอนอ่านร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ประเด็นแรก การใช้คน ๓ คน ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประธานกรรมการร่วมสามสถาบันภาคเอกชน (กกร.) ทั้ง ๓ ท่านนี้ฟังแล้วชื่อชั้นนี่ใช้ได้เลย เป็นที่น่าเชื่อถือ แต่สิ่งที่จะเป็นปัญหาก็คือท่านอาจจะไม่มีความกว้างขวางเพียงพอ เพราะ การจะไปสรรหาคนในกลุ่มที่ ๔ และกลุ่มที่ ๕ ของมาตรา ๑๘ อีกกลุ่มละ ๕ คน จากความรู้ ประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ ถ้าใช้คนน้อยโอกาสที่จะไปรู้จักคนเหล่านั้นก็จะมีน้อยขึ้น มันก็ น่าที่จะเพิ่มสัก ๔-๕ คน ให้เป็น ๗ คนหรือ ๙ คน เพราะมันเกี่ยวกับการรู้จักตัวคนด้วย การรู้จักคนในเซกเตอร์ (Sector) ต่าง ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นผู้ทรงคุณวุฒิก็ควรจะเป็นผู้ทรงวุฒิ ที่มาเป็นกรรมการสรรหาที่มาจากเซกเตอร์ (Sector) เหล่านั้น แล้วชื่อในหมายเลข ๓ ผมขออนุญาตให้แก้นิดหนึ่งที่เขียนไว้ว่า ประธานกรรมการร่วมภาคเอกชนสามสถาบัน แล้ว ๓ เป็นตัวเลข แล้วก็ (กกร.) ถูกแล้ว ประธานกรรมการร่วมภาคเอกชน ๓ สถาบัน (กกร.) จึงจะถูกต้อง ผมก็มีข้อสังเกตในเรื่องร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นะครับ เท่าที่ได้เรียนให้ทราบไปแล้วว่าเห็นด้วย สนับสนุนว่าควรจะมี พ.ร.บ. กลาง มีคณะกรรมการกลาง แต่ก็ควรที่จะไปพิจารณาถึง ขอบเขตของคณะกรรมการชุดนี้ว่าควรจะครอบคลุมในเรื่องการรับฟังหรือการให้มีการ เข้าร่วมในกระบวนการนโยบายสาธารณะมากน้อยเพียงไร อีกทั้งมันก็จะมีปัญหา ปัจจุบันนี้ มีศาลปกครองซึ่งเป็นที่พึ่งของภาคเอกชนทั้งหลายนะครับ เวลาไม่พอใจภาครัฐก็ไปฟ้อง ศาลปกครอง เมื่อวานก็มีการฟ้องศาลปกครองเพื่อที่จะไม่จ่ายค่างวดทีวีดิจิทัล (TV Digital) หลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะ เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะไปควบคุม หรือจะไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของการนําเหตุไปฟ้องต่อศาลได้อย่างไร ก็ฝากเป็นข้อสังเกต อีก ๑ ข้อ เพราะมิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร เมื่อรัฐบาลไปทําแล้ว ได้ฉันทามติ มาแล้วเขาไม่พอใจก็ไปฟ้องศาลปกครองต่อ จะทําอย่างไรให้มันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดว่าได้มีการ รับฟังความคิดเห็นแล้ว ได้ร่วมกระบวนการแล้ว แล้วได้มีมติแล้วก็ควรจะยุติอยู่ที่ตรงนั้น ก็ขอขอบพระคุณนะครับ แล้วก็ขอสนับสนุนให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้ผ่านความเห็นของ สภาแห่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ยังเหลืออีก ๓ ท่านครับ ต่อไปขอเชิญ รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ อาจารย์ประจําสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ นะครับ ขออนุญาตที่จะให้ข้อสังเกต และสนับสนุนการที่จะมีกฎหมายประกอบพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ผมมีข้อสังเกตด้วยกันประมาณ ๔ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของหลักการครับ ผมคิดว่าเจตนารมณ์ของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องการที่อยากจะจัดระเบียบการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งสักครู่หนึ่งได้ฟังว่าท่าน ได้หยิบยกเอาระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับอีกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีหนึ่ง ผมไม่แน่ใจนะครับ ลองตรวจสอบดู ที่เรียกว่าประชาสังคมด้วย ซึ่งวันนี้การมีส่วนร่วม ต้องยอมรับนะครับมันเป็นหลักการพื้นฐานที่เรานิยมเอามาพูดกันเยอะมากในการพัฒนา ประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วมทางการเมืองหรือการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นเราต้อง ยอมรับนะครับว่ามีภาพอยู่ ๒ แบบ ภาพที่ ๑ ก็คือการที่บรรลุเจตนารมณ์ของประชาธิปไตย ที่ทุกคนได้แสดงออก แต่ภาพที่ ๒ เรายอมรับได้หรือไม่ว่ามันจะต้องมีกระบวนการความ ขัดแย้งหรือความเห็นต่างตามมา เราจะมีกระบวนการที่จะไม่นําไปสู่กระบวนการความ รุนแรงทางการเมืองได้อย่างไร จากประสบการณ์ผมที่ผ่านมาเราต้องตกลงกันก่อนนะครับว่า บ้านเมืองเรานั้นเป็นประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา เรามีผู้แทนปวงชนชาวไทย เรามีระบบ รัฐสภา ซึ่งตรงนี้เองน่าสนใจตรงที่ว่าระบบรัฐสภาหรือผู้แทนนั้นทําหน้าที่ในการริเริ่มในการ จัดทํานโยบายสาธารณะได้ด้วย ออกกฎระเบียบทั้งหลาย ทั้งที่เกี่ยวข้องกฎหมายทั้งหลาย ที่เกี่ยวกับนโยบายสาธารณะก็ถือว่าประชาชนนั้นมีส่วนร่วมตั้งแต่การเลือกตั้งและเข้ามาเป็น ผู้แทนปวงชนชาวไทยทั้ง ส.ส. และ ส.ว. การที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงนั้นเป็นอีก มิติหนึ่ง ตรงนี้ต้องระมัดระวังครับ เพราะถ้าประชาชนเขามีทางเลือกหนึ่งเป็นผู้แทน ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เขาได้ทําหน้าที่ที่มีส่วนร่วมทางการเมืองแล้วเช่นกัน และเราก็ ถูกสอนมานานครับว่าเมื่อมีผู้แทนแล้วเขาไปคิดพูดแทน ริเริ่มกระบวนการนโยบายสาธารณะ แทนเรา ก็แสดงว่าสภาพความเป็นจริงนั้นระบบรัฐสภามีช่องว่าง ทําให้ไม่สามารถจะเอาความ ต้องการนโยบายสาธารณะที่แท้จริงนั้นถึงผู้มีอํานาจรัฐได้ เพราะอย่าลืมครับ นโยบาย สาธารณะจะออกมาได้นั้นคือการจัดสรรแบ่งปันโดยผู้มีอํานาจรัฐ กฎหมายฉบับนี้นะครับ ถ้าดูดี ๆ แล้วน่ายกย่องนะครับ ที่ทําให้เห็นว่าต่อไปนี้ผู้มีอํานาจรัฐ หรือฝ่ายคณะรัฐมนตรีนั้น ต้องให้ความสําคัญในกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่สิ่งที่กังวลใจอย่างนี้ครับ อย่างที่นําเรียนครับว่า ถ้าประชาชนเขาเข้าใจว่าเขามีสิทธิทั้งทางตรง ทางอ้อม แล้วเราไม่จัด ระบบให้ดี เขาใช้บริการทุกมิติครับ แล้วจะนํามาซึ่งกระบวนการที่เราคาดไม่ถึงเหมือนกัน ผมยกตัวอย่างครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ นั้นต้องการให้มีส่วนร่วมของภาคประชาชน จัดตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นมา นั่นชัดเจนครับ สภาหรือหน่วยงานนั้นทําหน้าที่ให้คําเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี ตาม พ.ร.บ. ปี ๒๕๔๓ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่ยิ่งใหญ่มากครับ ไม่น้อยกันเลยกับที่ท่านออกแบบตรงนี้ แต่สุดท้าย สิ่งที่ได้รับฟังจากประชาชนนั้น เอาเข้าคณะรัฐมนตรีนั้นเป็นเรื่องแจ้งเพื่อทราบเสียส่วนใหญ่ เพราะเวลาคณะรัฐมนตรีเข้ามาเขามีนโยบายจากพรรคการเมือง เขาถือว่าได้ผ่าน กระบวนการที่ประชาชนเลือกเขาโดยตรงมาแล้ว นโยบายสาธารณะเขาขายตรงนั้นแล้ว ยังไม่พอครับ เขาก็อ้างอีกว่าเขามีนโยบายแห่งรัฐอีก ตามรัฐธรรมนูญด้วย ยังไม่พอครับ เขาบอกว่าวันนี้เขามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีก ทํา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ เป๊ะเลย ผมคิดว่าวันนี้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ มานั้น ก็เปิดโอกาสครับ เปิดโอกาสให้ผ่านหลายช่องทางมาก ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ก็ร้องเรียนได้ ผมไม่แน่ใจว่า พ.ร.บ. นี้กับ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารของราชการนั้นจะมีฟังก์ชัน (Function) แตกต่างกันแค่ไหน อย่างไร รวมทั้ง ปี ๒๕๕๐ ครับ มีพัฒนาการใหม่ขึ้นมาอีก ไม่ว่าจะเป็นสภาองค์กรชุมชน ซึ่งตรงนี้ดูเหมือนท่านให้ความสําคัญที่สภาองค์กรชุมชนอย่างมาก และสภาองค์กรชุมชนวันนี้ไปยึดโยงกับสภาพัฒนาการเมืองอีกนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ กระบวนการมีส่วนร่วมจึงยึดโยงกับกฎหมายหลายฉบับมาก แล้วเมื่อกฎหมายหลายฉบับ ก็แสดงว่าประชาชน โอ้โฮ วิเศษครับ เพราะกฎหมายเก่าก็ยังอยู่ กฎหมายใหม่ก็กําลังมา เพิ่มช่องทาง เพิ่มกําลังให้กับประชาชน ตรงนี้ที่ผมยกย่องครับ ถือว่าเป็นพละ เป็นพลเมือง การยกให้ประชาชนเป็นพลเมืองต้องมีช่องทางอย่างนี้ ให้เขาเข้ามา ให้เข้ามามีการเรียกร้องได้ มีส่วนร่วมได้ แต่นั่นละครับ ผมก็อยากให้ท่านกลับไปคิดเหมือนกันครับว่ามันจะมีสภาพการณ์ อย่างไร ลองถอดบทเรียนดูก็ได้ครับ สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไม่มากก็น้อย วันนี้ คําสั่ง คสช. ให้ยุติไปบางส่วน พ.ร.บ. ยังอยู่นะครับ แต่ไม่มีการขับเคลื่อนเพราะ ไม่มีสมาชิก สภาองค์กรชุมชนวันนี้ เดิมทีเดียวครั้งแรกจัดตั้งกันเพียงไม่กี่ร้อยแห่ง วันนี้ ๔,๐๐๐ กว่าแห่ง จาก ๗,๐๐๐ กว่าแห่ง ก็ยังไปไม่ทั้งหมด เพราะบางพื้นที่นั้นมันขึ้นกับความ สมัครใจ การมีส่วนร่วมจึงอธิบายยากครับ บางครั้งเราบอกว่าเขาไม่มีส่วนร่วมดูยากครับ เพราะเขาก็อาจจะยอมรับเราอยู่ในตัว กับการที่มีส่วนร่วมเชิงปริมาณ กลายเป็นอาสาสมัคร แบบรับเงิน อันนี้น่าเป็นห่วงครับ เพราะเราก็พบครับว่าเราทําให้ประชาชนนั้นเคยตัวเหมือนกัน พอบอกว่ามีส่วนร่วม เราจ่ายสตางค์ ประชุมทุกทีครับ เขาก็วิ่งเข้าห้องนั้นไปห้องนี้ สุดท้าย แล้วก็เป็นการมีส่วนร่วมเชิงปริมาณ ผมอยากเห็นครับว่าการมีส่วนร่วมที่แท้จริงนั้นมันต้อง มาด้วยความสมัครใจ มาอย่างจิตอาสา แต่ถ้าไม่จิตอาสาแล้ว พ.ร.บ. แห่งนี้ทําขึ้นไป มันจะ ทําให้ภาคประชาชนนั้นเป็นแสตมป์ (Stamp) ครับ เป็นตรายาง ซึ่งต้องระมัดระวังมาก ผมเลยบอกว่าวันนี้นะครับของเดิมมีระเบียบ ปี ๒๕๔๘ มีระเบียบประชาสังคม มี พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร มีองค์กรสภา องค์กรชุมชน มีสภาพัฒนาการเมือง มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ มันเป็นช่องทาง พ.ร.บ. ที่หลักเดียวกันหมดเลยครับ การมีส่วนร่วม ทั้งนั้นเลย โดยเฉพาะสภาที่ปรึกษานะครับ ผมย้ําคําว่า สภาที่ปรึกษา เพราะในกฎหมายนั้น ยังเขียนเสมอครับว่าให้เป็นที่ปรึกษาของคณะรัฐมนตรี นั่นแสดงว่าต้องมีการทําบันทึก มีการ ทํารายงานของภาคประชาสังคม ภาคประชาชนครับ ด้านเศรษฐกิจสังคมนี้ส่งคณะรัฐมนตรี อยู่ตลอดเวลาเลย แต่ปัญหาที่ตามมาของสภาที่ปรึกษาจับใจความได้อย่างหนึ่งครับว่า เขาไม่มีการทําประชามติหรือประชาพิจารณ์ที่เป็นที่ยอมรับกันได้ ต้องยอมรับนะครับว่า สังคมไทยวันนี้พอมีอภิมหาโปรเจกต์ (Project) ก็ดี มีปัญหาทางการที่จะเกี่ยวกับเรื่องของ ชุมชนท้องที่ก็ดี มักจะต้องมีการให้ทําประชามติหรือประชาพิจารณ์ เจ้าภาพหลักยังไม่มี ที่ชัดเจนครับ แต่ถ้าวันนี้ พ.ร.บ. แห่งนี้เขียนอย่างชัดแจ้งเลยว่าให้คณะกรรมการนี้ เป็นเจ้าภาพหลักผมว่าน่าดีครับ เพราะที่ผ่านมายังไม่มีเจ้าภาพหลักที่ชัดแจ้งว่าใครคือ คนตัดสินในการทําอีไอเอ (EIA) ก็ดี ในการที่จะทําในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นที่เป็น ทางการก็ดี ปัญหาที่ผ่านมาหน่วยงานไหนจัดก็เอาคนพวกเดียวกันไปนั่งฟัง เอาคนต่างพวก มาน้อยมาก ก็เลยทําให้กลุ่มการเมืองต่าง ๆ เกิดปะทะสังสรรค์กันในพื้นที่อย่างมโหฬารครับ ขอโทษครับถ้าไม่สุภาพ คุณสร้าง ผมเผา อันนี้อันตรายมากครับ ตรรกะนี้คือการมีส่วนร่วม เขาบอกเขามีส่วนร่วม แล้วเขาอ้างมากกว่า พ.ร.บ. นี้ เขาอ้างถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ พ.ร.บ. นี้นั้นจะต้องวาดภาพให้ดูดี ๆ ครับว่า ปัญหาที่จะตามมาของการ มีส่วนร่วมนั้นหลายมิติจริง ๆ ครับ
ผมขออนุญาตว่าขอไปอันที่ ๓ ต่อนะครับ อันที่ ๓ ในมาตรา ๕ ในการ วิเคราะห์จุดคุ้มทุน ในแต่ละอภิมหาโปรเจกต์ (Project) หรือโครงการแต่ละหน่วยงานครับ ผมเชื่อว่านี่คือจุดหนึ่งที่น่าสนใจครับ เพราะกลุ่มที่เห็นต่างก็จะตกลงไม่ได้ครับ ว่าตกลง ตัวเลขอันไหนที่ถูกต้องชัดเจน จะสร้างสะพานสักอันหนึ่ง ต่อไปนั้นประชาชนร้องเรียนขึ้นมา ประชาชนมีข้อมูลของตัวเอง กับทางราชการมีข้อมูลของตัวเองก็เป็นปัญหาอีก ซึ่งตรงนี้ ผมเห็นต่อนะครับว่า ในมาตราที่ท่านมีคณะกรรมการขึ้นมา คือมาตรา ๑๘ นะครับ ตรงนี้ ลอยจากพื้นที่มากครับ เพราะเป็นคณะกรรมการกลางนะครับ แต่พอเกิดปัญหาในพื้นที่ ต้องยอมรับนะครับ ท่านต้องใช้เวลาเท่าไรการสืบเสาะหาจากพื้นที่ และองค์ประกอบสําคัญ ตรงนี้เข้าใจครับ ในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ท่านดูดี ๆ นะครับ ท่านนิยามกระบวนการ นโยบายสาธารณะนั้นกว้างใหญ่ไพศาลมาก และเมื่อท่านให้ความสําคัญที่ประชาชน แต่สัดส่วนของกรรมการตรงนี้นั้น เป็นฝ่ายรัฐเสียส่วนใหญ่ เป็นฝ่ายของคณะกรรมการ ที่มาจากท่านนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง อํานาจอยู่ที่นายกรัฐมนตรีเป็นหลัก ก็เกรงว่าตรงนี้นั้น เมื่อท่านจะให้ประชาชนได้เป็นพละกําลังสําคัญนั้น อาจจะต้องทบทวนดูนิดนะครับว่า จะอธิบายอย่างไรที่จะให้ประชาชนเข้ามาในกระบวนการนโยบายสาธารณะอย่างแท้จริง กระบวนการนโยบายสาธารณะนั้น ผมจําได้นะครับว่าใหญ่ ๆ มีอยู่ ๓ เรื่อง ประชาชนต้อง เข้าไปกําหนดนโยบาย นั่นละครับเรื่องใหญ่ แต่วันนี้มีทั้งท้องถิ่น ท้องถิ่นบอกฉันเปิดเวทีแล้ว รับฟังความคิดเห็นแล้ว มีคณะกรรมการนี้ขึ้นมาอีก เกิดท้องถิ่นอนุมัติให้สร้าง แต่กรรมการนี้ ไม่อนุมัติให้สร้างจะทําอย่างไร เพราะมันมีช่องทางที่หลากหลาย ยังไม่รวมถึงว่าประชาชน ไปขอให้ศาลคุ้มครองอีกจะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเลยบอกว่าการมีส่วนร่วม ของประชาชนนั้นเราเยอะมากเลยครับ แต่เราจะจัดให้เป็นเอกภาพได้อย่างไร และให้สมกับ การที่ประชาชนเขาได้ตัดสินใจ ผมยังยึดหลักการเดิมครับ เราถือระบบประชาธิปไตยในระบบ รัฐสภาเป็นหลัก การมีส่วนร่วมของประชาชนนั้นต้องไปตามขอบเขตของมวยหลักก่อน มวยหลักอยู่ที่สภาครับ แต่ถ้าเราทําให้มีมวยรอง มีประชาชนโดยตรง ๆ ได้หมด อันนั้น ผมหวั่นจริง ๆ ครับ เพราะตัวอย่างจากความล้มเหลวของหลายหน่วยงานที่เกิดขึ้นในอดีต นะครับ นอกจากนี้ครับ ผมคิดว่าเป้าหมายสําคัญที่จะแก้ปัญหาการมีส่วนร่วมและทําให้ หลายฝ่ายยุติปัญหากันได้ นั่นคือการหาเจ้าภาพที่แท้จริงครับว่า ถ้าประชามติเรื่องนี้ใครเป็น เจ้าภาพ ถ้าประชาพิจารณ์เรื่องนี้ใครเป็นเจ้าภาพ ผมคิดว่านั่นล่ะครับคือความหมายสําคัญ ของการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ที่ประชาชนเขาต้องยอมรับ ถ้าวันนี้บางเรื่องเขาเลือกตัวแทน ผู้แทนปวงชนชาวไทยไปแล้วเขาก็ต้องเชื่อมั่น เขาเลือกผู้นําท้องถิ่นเป็นผู้ปกครอง ส่วนท้องถิ่นไปแล้วเขาก็ต้องเชื่อมั่น แต่ถ้าเขาใช้อํานาจเอง เดินเข้าไปเอง ตัดสินใจเองอีก ตรงนี้ก็ต้องขีดเส้นให้ชัดครับว่าเขาได้แค่ไหนอย่างไร กระบวนการนโยบายสาธารณะ นอกจากกําหนดนโยบายแล้ว การนํานโยบายไปปฏิบัติเป็นหน้าที่ของภาครัฐ มีหลาย หน่วยงานตรวจสอบเยอะแยะมากมายเลยนะครับ รวมทั้งหลายเรื่องนั้นวันนี้องค์กรอิสระ เข้าไปตรวจสอบทั้งหมดเยอะมากครับ ยังไม่รวมถึงการติดตามประเมินผล วันนี้เรามี คณะกรรมการที่ไปเกี่ยวข้องนี่เยอะแยะครับ ก็เลยฝากท่านครับว่าในหลักการนั้นเห็นด้วย หมดครับ แต่ถ้าจะให้เนี๊ยบชัดเจนเลย ไปสู่อุดมคติอย่างแท้จริงนั้น กระบวนการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะนั้นผู้ที่จะมาตรงนี้ต้องอิสระมาก ๆ ครับ ต้องไม่ใช่พวกใดพวกหนึ่งเลย ต้องไม่ใช่ทั้งฝ่ายของรัฐ ไม่ใช่ทั้งฝ่ายของใคร ต้องเป็นกลาง มาก ๆ ครับที่จะทําให้เกิดความยุติธรรม เพราะส่วนใหญ่แล้วเวลามาเรียกร้องกันล้วนแล้วแต่ หาความยุติธรรมทั้งสิ้น จึงฝากไว้เพื่อพิจารณาครับ ก็ขอสนับสนุนใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ ขอบคุณครับ
เหลืออีก ๔ ท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ครับ ผมคิดว่าวันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ที่สําคัญที่ทางสภาได้หยิบเรื่องที่เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม ในสังคมครับ ถ้าบอกว่าเรามีส่วนร่วมมากแล้ว แล้วมีส่วนร่วมมากเกินไปต้องดูที่ผลครับ ผลลัพธ์ก็คือความเหลื่อมล้ําในสังคมสูงมาก สูงที่สุดในอาเซียน (ASEAN) แต่ว่าประเทศที่มี ประชาธิปไตยทางตรง สังคมเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนความเหลื่อมล้ํา ก็ต่ํามาก เพราะฉะนั้นต้องแยกการมีส่วนร่วมกับเรื่องของการใช้เสรีภาพที่เกินขอบเขต การใช้เสรีภาพที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักการเหตุผล หรือบนพื้นฐานของความรู้ที่ถูกต้องและ ชัดเจน ท่านประธานครับ เมื่อประมาณสัก ๒๐ ปีเศษ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งคือหนังสือ ชื่อว่า สังคมเข้มแข็ง ผมพยายามค้นหาจากที่บ้านครับ พอดีตอนน้ําท่วมเข้าใจก็คงหาย ไปเยอะเลยก็ค้นไม่เจอครับ เขียนโดยศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี ในนั้นอ้างถึงข้อความ ผมอาจจะโควต (Quote) ไม่ตรงเสียทีเดียวเพราะใช้ความจําที่อ่านมากว่า ๒๐ ปีแล้ว คือ พูดถึงศาสตราจารย์ท่านหนึ่งชื่อฮันติงตัน ศาสตราจารย์ฮันติงตันได้เสนอเมื่อประมาณ ครึ่งศตวรรษที่แล้วประมาณ ๔๐-๕๐ ปี ว่าให้สนับสนุนพรรคการเมือง และนั่นหมายถึงว่า นี่คือการสร้างประชาธิปไตย ไม่ทราบว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกหรือประชาธิปไตย แบบไหนนะครับ แล้วก็เท่าที่ผมจําได้นะครับ ไม่มีข้อเสนออื่นในการที่ให้เปิดพื้นที่สาธารณะ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนสังคมควบคู่กันไปด้วย ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นเจตนาหรือไม่ แต่เป็นข้อเสนอถึงรัฐบาลต่าง ๆ แถบพื้นที่ที่มีความเกรงกลัวต่อกระแสของพรรคคอมมิวนิสต์ และด้วยเหตุนี้หรือเปล่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นพรรคการเมือง และมีคนจํานวน ประมาณ ๓,๐๐๐ ถึง ๕,๐๐๐ คนมาแสดงบทบาทตรงนี้อยู่ แต่ก็ละเลยเพิกเฉยการเปิดพื้นที่ สาธารณะให้กับชุมชนในทุกระดับ ต้องขอประทานโทษเรื่องนี้ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะกระทบ ทางการเมืองหรือนักเลือกตั้งทั้งหลาย แต่ว่าเพราะด้วยเหตุนี้หรือไม่ น่าจะเป็นการศึกษาวิจัย ที่เราขาดพื้นที่ที่เราเรียกว่า สมัชชาพื้นที่ในระดับชุมชน ในระดับหมู่บ้าน ในระดับตําบล เรื่อยมาจนมาถึงระดับชาติ คําว่า สมัชชา ยืมจากภาษาของยูเอ็น แอสเซมบลี (UN Assembly) ก็คือเป็นที่ที่มาประกอบกัน ในทุกภาคส่วนที่จะมาเสนอความคิดเห็นกัน นั่นล่ะครับเป็นจุดที่สําคัญ และผมก็เชื่อว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีส่วนในการที่จะเติมส่วนที่ขาดตรงนั้นไป ประชาธิปไตยในตะวันตก มีพัฒนาการของภาครัฐ ภาคทุน หรือภาคธุรกิจ รวมทั้งภาคประชาสังคมมาคู่ขนานกัน ในช่วงเวลา ๑๐๐ ถึง ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา แต่ว่าในประเทศไทยเราหรือประเทศแถบตะวันออก ภาครัฐหรืออํานาจรัฐมันใหญ่มากแล้วรวมศูนย์ด้วย ภาคธุรกิจก็เพิ่งมาเปิดพื้นที่หลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านประธานคงทราบเรื่องเหล่านี้ดีนะครับ ส่วนภาคประชาชนหรือ ภาคประชาสังคมนั้นค่อย ๆ ขยายตัวแล้วก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่รวดเร็วนัก แต่แม้กระนั้น ก็ตามสังคมต้องมีดุลยภาพนะครับ ถ้าอํานาจรัฐมากไป รวมศูนย์มากไป มันก็เกิดช่องว่าง ในสังคมสูง ถ้าทุนมากไปเป็นธนกิจการเมืองเข้ามาแทรก ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าทุนไม่สัมมา หรือเรียกว่านักวิชาการบางฝ่ายก็พูดถึงขนาดว่าเป็นทุนสามานย์ด้วยซ้ําไป ก็เราจะเห็น กฎหมายแปลก ๆ นะครับ พ.ร.บ. แข่งขันการค้าที่ไม่เป็นธรรมแต่ว่าไม่สามารถทําอะไรกับ บริษัทยักษ์ใหญ่ได้ อันนี้ครับคือที่มาของความเหลื่อมล้ําในทุกมิติที่ผมพยายามอภิปราย เสมอครับ ความเหลื่อมล้ํามันตั้ง ๕ มิติไม่เพียงเฉพาะรายได้แต่เป็นเพียงเหลื่อมล้ําทางโอกาส ทางอํานาจ ทางศักดิ์ศรีและทางสิทธิ มันไปด้วยกัน แต่ว่าพอมาถึงเหตุการณ์ ปี ๒๕๓๕ เกิดเหตุการณ์พฤษภาคมและเกิดสภาที่ไม่ปกติครับ เรามีกฎหมายดี ๆ ออกมาเยอะเลย ในช่วงยุคสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปรากฏการณ์อันหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วม ของประชาชน ก็คือว่าในร่างกฎหมายแต่ละฉบับ องค์ประกอบที่คณะกรรมการทั้งหลาย ซึ่งเต็มไปด้วยข้าราชการประจําเริ่มเปิดพื้นที่ให้กับภาควิชาการ เริ่มเปิดพื้นที่ให้กับภาค ประชาสังคม ลองไปสังเกตดูสิครับ กฎหมายก่อนหน้านั้นคณะกรรมการทั้งหมดส่วนใหญ่ จะเป็นข้าราชการเป็นหลัก แล้วภาคประชาชนแทบไม่มีเลยนะครับ แล้วพัฒนาการต่อมา ก็คือมีผู้แทนของรัฐบาลท้องถิ่น ไม่ว่าเทศบาล อบต. หรืออะไรต่าง ๆ เข้ามาเพิ่มเติม นั่นคือพัฒนาการของการคลี่คลายกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่พูดเช่นนี้ ผมไม่ได้รังเกียจข้าราชการนะครับ ผมเองเป็นข้าราชการมาทั้งชีวิตและตําแหน่งสุดท้ายคือ ตําแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็เป็นตําแหน่งข้าราชการ เป็นข้าราชการ ระดับ ๑๑ เทียบเท่าปลัดกระทรวง แต่ประเด็นสําคัญอยู่ตรงที่ว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการ หรือกลไกในกฎหมายต่าง ๆ มีส่วนกําหนดคุณสมบัติครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เรา เข้าใจกันดีว่าน้ําที่เราดื่มมีไฮโดรเจน ๒ ตัวกับออกซิเจนตัวหนึ่ง แต่ทันทีที่เราเติมออกซิเจน ไปอีกตัวหนึ่งมันก็กลายเป็นคุณสมบัติอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่เป็นน้ําครับ เป็นไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์ สมัยก่อนเขาเอาไปล้างแผล เขาใส่แล้วมันจะมีฟองขึ้นมา แต่ตอนหลังก็ค้นพบว่า ไม่เกิดประโยชน์ในการไปล้างแผล แต่ถ้าเอามาดื่มอาการก็อาจจะสาหัสนะครับ ต้องล้างท้อง เพราะว่าองค์ประกอบเปลี่ยนไป คุณสมบัติเปลี่ยนไป คณะกรรมการชุดนี้พยายามจะปรับ องค์ประกอบในสังคมให้มีดุลยภาพมากขึ้นไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ําที่มากเกินไป ท่านประธานครับ นอกเหนือจากนั้นเราจะสังเกตหลังจากปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนมากที่สุดฉบับหนึ่ง แต่เชื่อไหมว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่เราคาดหวังว่าจะสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนมากที่สุดกลับปรากฏว่า ในแต่ละมาตราว่าด้วยสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชนเขียนไว้ตอนท้ายว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ประชาชนที่ชื่นชมกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ล่วงรู้เลยนะครับว่า มันไม่เกิดผล ผมเองก็ไม่ทราบนะครับ จนกว่ามารับหน้าที่ ทําหน้าที่เป็นรองประธานยกร่าง รัฐธรรมนูญตอนปี ๒๕๕๐ รับผิดชอบ เรื่อง หมวดสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงทราบว่าศาลฎีกาท่านชี้ว่าสิทธิชุมชนไม่เกิด ด้วยเหตุที่ว่ากฎหมายลูกยังไม่ได้ออกมา รองรับรัฐธรรมนูญในมาตรานั้น ๆ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะดึงเอาทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติออกกว่า ๒๐ มาตรา เราจึงบอกว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่กินได้ นั่นละครับคือพัฒนาการที่ผ่านมา แล้วรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เขียนถึง ขนาดว่าผมจะยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนะครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มีแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน มาตรา ๘๗ มี (๑) ถึง (๕) ลองไปอ่านเถอะครับ เป็นไปในทิศทางเดียวกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ (๑) ก็คือส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ กําหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น อันนี้ตรงเลยครับ (๒) ส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินทางการเมือง วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการบริหารสาธารณะ ท่านประธานครับ ผมคงต้องขอ เวลาท่านประธานอีกสักนิดหนึ่งครับ เพราะว่าถ้าไม่เรียงลําดับพัฒนาการที่ผ่านมาก็จะมี คนตั้งคําถามว่าทําไมต้องออกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมอยากจะบอกว่าอะไรที่เดินไปข้างหน้า มันถอยหลังได้ยากนะครับ แล้วมันมีหลักฐานสําคัญว่าสิ่งที่เรากําลังเดินไปข้างหน้ามันเป็น คุณกับประเทศชาติโดยเฉพาะประชาชน ที่ผมบอกว่าเป็นคุณกับประเทศชาติประชาชน ด้วยเหตุที่ว่าศาลปกครอง ท่านได้ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ๕๗ ตอนนั้นท่านประธานคงจําได้ หลังน้ําท่วมมีการอนุมัติเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปแก้ปัญหาในพื้นที่น้ําท่วม โดยไม่ผ่าน กระบวนการใด ๆ เลย ศาลปกครองท่านก็ใช้มาตรา ๕๗ วรรคสอง บอกว่า การวางแผน พัฒนาสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางแผน ผังเมือง การกําหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อ ส่วนได้ส่วนเสียสําคัญของประชาชนให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการ ประโยคนี้นะครับที่ทําให้เราไม่สูญเสียเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งมาตรา ๖๗ วรรคสาม ว่าด้วยสิทธิของชุมชน ชุมชนสามารถที่จะฟ้องได้เมื่อเขา เดือดร้อนนะครับ ผมคิดว่าผมต้องขอบคุณมติ ครม. ของรัฐบาลชุดนี้ที่มีความกล้าหาญ ในการที่จะปิดเหมืองทองคํา เพราะว่ายอมรับในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน นี่คือ ผลลัพธ์นะครับ เราต้องมองผลลัพธ์ ๑๐ ปีที่ผ่านมาทําไมไม่มีมติ ครม. เช่นนี้ออกมาครับ ก็เพราะไม่กล้าตัดสินใจครับ ท่านประธานไปดูรายชื่อของคณะกรรมการบอร์ดของเหมือง แต่ละเหมืองสิครับ ว่าแต่ละท่านมีอํานาจมากแค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ก้าวเดินไป ข้างหน้าด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมันมีรูปธรรมที่บอกว่าลดทอนความเสียหาย ของสังคมและประเทศชาติ และได้ประโยชน์ของประชาชนครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ยังส่งผลให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า สมัชชาปฏิรูปประเทศ เมื่อปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๕๖ ซึ่งมีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ๒ ท่าน ท่านอานันท์ ปันยารชุน และท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี เข้ามาร่วมในการดําเนินการได้มติถึง ๒๑ มติ อันนี้ละครับที่เรียกว่าเป็นนโยบายสาธารณะ มติ ๒๑ มติ ท่านประธานทราบไหมครับว่าผมมีส่วนรับผิดชอบด้วยเหตุที่ว่าเป็นประธาน ติดตามมติ แล้วผ่านรัฐบาล ๒ รัฐบาลครับ เสนอไปรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลหนึ่งก็มีมารยาท พอสมควรที่จะเอาเข้า ครม. เพื่อรับทราบและส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ แต่อีกรัฐบาลหนึ่ง ไม่แม้แต่นําเข้า ครม. เก็บไว้เฉย ๆ ไม่ได้พิจารณาไม่ได้สนใจเลยนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อเกิดสถานการณ์บ้านเมืองวิกฤต รัฐบาลนั้นเองก็เข้าหาท่านผู้ใหญ่ ที่ผมเอ่ยชื่อมาแล้วนะครับ บอกว่าจะขอปฏิรูปประเทศไทย จะขอปฏิรูป จะมีสภาปฏิรูป ขึ้นมา หลังจากวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ ๒ ปีที่ผ่านมานี้ครับก็เกิดคณะทํางานปฏิรูป ซึ่งรวบรวมทั้ง ๒๑ มติปฏิรูปประเทศรวมทั้งอื่น ๆ แล้วก็นํามาสู่การเกิดของ สปช. และ สปท. เพราะฉะนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนในบ้านเมือง ให้เกิด การปฏิรูปประเทศไทยนั้นเป็นกระบวนการที่ขับเคลื่อนที่มีพลังและไม่มีทางที่ยับยั้งได้ และที่ ผมย้ําก็คือว่าเรามานั่งในสภาแห่งนี้ก็เกิดจากพลังของการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม นั่นล่ะครับ ที่มีประชาชนออกมาหลายล้านคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนใหญ่ของชาติ บ้านเมือง มี ๒ ประเด็นเท่านั้นครับที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตและแสดงความห่วงใยสําหรับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ กระบวนการนโยบายสาธารณะหลายท่านได้พูดนะครับ แต่ว่าตามความเห็น ของผมแล้วคิดว่าน่าจะมี ๓ กระบวนการที่สําคัญ
ข้อที่ ๑ คือกระบวนการทางปัญญา คือการสร้างนโยบายที่อยู่บนฐานของ ความรู้ เป็นโนว์เลดจ์เบส โพลิซี ฟอร์มูเลชัน (Knowledge-based Policy Formulation) ไม่ใช่อยู่ ๆ จะมาเรียกร้องอะไรแล้วก็ยกพวกกันมาโดยที่ไม่มีฐานข้อมูลความรู้ อันนี้ ก็ใช้ไม่ได้ครับ
ข้อที่ ๒ คือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสังคม โดยเฉพาะคนที่มี ส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะคนที่เขาเดือดร้อน กระบวนการต้องเปิดเผยและโปร่งใสครับ ซึ่งร่างฉบับนี้คือคําตอบ
ข้อที่ ๓ คือกระบวนการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้คนในสังคม ถ้าเป็นไป เพื่อประโยชน์ที่แฝงเร้นของคนบางกลุ่ม ของบางพวกในยุคสมัยที่เราได้เคยเห็นมาในแต่ละ รัฐบาลนะครับ มีกระบวนการหมดครับแต่มีความแฝงเร้น ถ้าไม่ครบ ๓ กระบวนการนี้ จะเรียกว่าเป็นกระบวนการนโยบายสาธารณะไม่ได้
อีกประเด็นหนึ่งคําว่า นโยบายสาธารณะ ไม่จําเป็นจะต้องเป็นของรัฐ อย่างเดียวเท่านั้นนะครับ ของภาคธุรกิจ ของอะไรต่าง ๆ ที่มีพลังมากนะครับเขาสามารถ ที่จะกําหนดทิศทางการดําเนินงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ได้แต่มีผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้คน และสังคมได้ ๒ ประเด็นที่ผมมีความห่วงใยและกังวลนะครับก็คือว่าเรื่องกรรมการสรรหา มีบางท่านได้พูดแล้วนะครับ กรรมการสรรหาเป็นปัญหาอยู่มากเวลาเราร่างรัฐธรรมนูญ เราจะวางออกแบบอย่างไรเพื่อให้ได้กรรมการที่ไปอยู่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะ ทําภารกิจหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ยากจริง ๆ ครับ แล้วผม คิดว่าถ้าเท่าที่ความรู้มีอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ซึ่งที่ผมเสนอนี้อาจจะไม่ถูกนะครับ ผมก็คิดถึง กระบวนการสรรหาอยู่ ๒ องค์กรที่ยังเห็นว่า การเมือง ราชการ หรือแม้แต่ธุรกิจยังแทรก ไม่ได้นะครับในวันนี้ แต่วันหน้าไม่ทราบ คือบอร์ด (Board) ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) นะครับ ไปดูกระบวนการว่าเขาทําอย่างไรนะครับ ออกแบบไว้ค่อนข้างดีแล้วบอร์ด (Board) ของ สสส. ก็ยังเข้าไปแทรกไม่ได้ อาจจะเป็นด้วยเพราะว่า ๒ องค์กรนี้ลงทุนแล้วไม่คุ้มค่า หรือเปล่าไม่ทราบนะครับ แต่ว่าเท่าที่ความรู้ที่มีอยู่ก็คืออันนี้ครับเป็นปัญหาใหญ่ แล้วผมคิดว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ดําเนินการไปตามคาดหวังก็เพราะว่าส่วนหนึ่งเราไปเด็ดยอด มาจากชาติต่าง ๆ ในยุโรปซึ่งมีพัฒนาการมาร่วม ๑๐๐ ปี แต่ว่าสิ่งที่เราไม่สามารถเอามาได้ คือพัฒนาการของเขา รวมทั้งที่มา การได้มาซึ่งกรรมการขององค์กรนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็คงต้องพัฒนาต่อไป เพราะว่าการมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นมีประโยชน์กว่าไม่มีนะครับ แล้วก็ต้องอาศัย การพัฒนาไปเรื่อย ๆ นะครับ ส่วนประเด็น เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. .... ที่ผมเรียนว่าไม่จําเป็นเฉพาะ ของภาครัฐเท่านั้นนะครับ ยังมีของภาคธุรกิจ ภาคเอกชน รวมทั้งภาคอื่น ๆ ที่สามารถที่จะ สร้างนโยบายสาธารณะที่ดีที่เกิดประโยชน์กับสังคม ชุมชน ประเทศชาติ หรือเกิด ผลประโยชน์ในทางที่ไม่ดีได้ ท่านประธานครับ ผมขอจบด้วยที่ว่าประชาธิปไตยที่ขาด การมีส่วนร่วม ไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ แต่เป็นเผด็จการรัฐสภา แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริง คือประชาธิปไตยการมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยทางตรงนะครับ ประชาธิปไตยของฐานล่าง ประชาธิปไตยที่นําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ผลงานของ สปท. ชิ้นนี้จะเป็นผลงานที่สําคัญครับ เพราะหน้าที่ของสภาแห่งนี้ เป็นหน้าที่ในการสร้าง เครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคมครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน
ต่อไปขอเชิญ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม นะครับ อดีตสมาชิกวุฒิสภา
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ มีสมาชิกหลายท่านได้กล่าวชื่นชมแล้วก็ขอบคุณ ทางกรรมาธิการของท่านยงยุทธไว้เรียบร้อยแล้ว ผมก็คงจะไม่ขอบคุณซ้ํานะครับ เพียงแต่ว่า มีประเด็นที่จะขออนุญาตแลกเปลี่ยนกัน เพิ่มเติมเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์ มากขึ้น โดยกรอบใหญ่แล้ว โดยหลักการแล้วคิดว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะนี่คือหลักการ ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในการมีส่วนร่วมของประชาชนโดยแท้จริง แต่กรอบที่เรากําลังพิจารณาอยู่วันนี้นั้นเป็นกรอบการพิจารณาการมีส่วนร่วมของประชาชน ในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ต้องตีกรอบให้แคบลงมาให้เหลือเรื่องนโยบายสาธารณะ ทางกรรมาธิการท่านได้ยกระดับ ยกฐานะของระเบียบสํานักนายกรัฐมตรีขึ้นมาให้เป็น พระราชบัญญัติ ตรงนี้มีทั้งข้อดีแล้วก็ข้อด้อย ข้อดีก็คือมันแก้ไขได้ยาก แต่ข้อด้อย ก็นั่นอีกเหมือนกันล่ะครับ ก็แก้ไขได้ยากอีกเช่นกัน เพราะว่าสังคมนั้นมีการเปลี่ยนแปลง ตลอดเวลา ค่านิยมหรือวัฒนธรรมประชาธิปไตยนั้น มีการเปลี่ยนแปลงตามสากลโลก อยู่เรื่อย ๆ ท่านประธานครับ ทางกรรมาธิการท่านได้แก้ไขในคําจํากัดความของสิ่งที่ เกี่ยวข้องในกฎหมายฉบับนี้ไว้หลายประการ ผมดูเทียบเคียงกันระหว่างระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีเดิมกับกฎหมายฉบับนี้ ท่านได้เพิ่มคําจํากัดความของสิ่งที่ผมมีความ กังวลเป็นอย่างยิ่ง เพราะเชื่อว่ายังขาดความชัดเจน ยังขาดความรอบคอบในการพิจารณา ที่จะดําเนินการต่อไปในอนาคต เพราะผมเชื่อในทฤษฎีดาบสองคม ผมไม่ได้ใช้ เหรียญสองหน้านะ ผมใช้ดาบสองคม ถ้าไม่อย่างนั้นจะมีคมด้านเดียว เพราะดาบนั้น จะมีคมสองด้าน ความแตกต่างจะอยู่ที่คมด้านใดที่มีความคมกริบมากกว่ากัน กฎหมาย ฉบับนี้ ผมเปรียบไปเหมือนดาบสองคม แต่ประโยชน์คมนั้นมีมากกว่าแน่นอน เพราะ นี่คือกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน คมที่ผมเชื่อว่าอาจจะมีปัญหาคือคมของคํา จํากัดความของคําว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ท่านคํานูณได้อภิปรายไว้บ้างแล้ว ผมขออนุญาต เสริมเพิ่มเติมขึ้นอีกเล็กน้อย ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในที่นี้ ในกฎหมายฉบับนี้ มีความกว้างขวาง มากมายเหลือเกิน จนผมมองว่าคมของกฎหมายฉบับนี้จะมีปัญหาในอนาคต ผู้มีส่วน เกี่ยวข้องในกฎหมายฉบับนี้สามารถไปร้องทุกข์กล่าวโทษ ร้องเรียนกระบวนการดําเนินการ ต่าง ๆ ของนโยบายสาธารณะได้อย่างกว้างขวาง แต่ท่านไม่สามารถที่จะเขียนคําจํากัดความ ให้ชัดเจนได้ว่า คําว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง นั้นคือกรอบใหญ่ ตรงกลางของกรอบนี้คือผู้มีส่วน ได้เสีย ในระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเดิมเขามีคําจํากัดความเพียง ผู้มีส่วนได้เสีย แต่คําว่า ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ท่านเพิ่มในกฎหมายฉบับนี้นั้นกว้างในการที่จะดําเนินการได้ ผมถามว่าโรงไฟฟ้าที่เทพา ชาวเทพาคือผู้มีส่วนได้เสีย แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องคือองค์กร ภาคประชาชน เอ็นจีโอ (NGOs) ที่กรุงเทพฯ ที่เชียงใหม่ ที่ภูเก็ต ที่ขอนแก่น ที่อุดรธานี สามารถไปร้องเรียนกล่าวหากระบวนการสร้างโรงไฟฟ้าที่เทพาได้หรือไม่ ผมเชื่อว่าได้ ถ้าหาก ท่านไม่เขียนจํากัดความไว้ให้ชัดเจน ลักษณะเช่นนี้ปัญหาของดาบคมที่ผมกล่าวคือจะเกิด นักร้องมากมายในกระบวนนโยบายสาธารณะ ซึ่งมีอยู่มากมายในอนาคตและปัจจุบัน การร้องเรียนจะมีอยู่ไม่สิ้นสุด ชาวเทพาหรือที่ไหนก็แล้วแต่ ที่มีส่วนได้เสียเขาอาจจะมีเหตุ หรือมีวิธีการในการที่จะประนีประนอมความคิดการตัดสินใจในกระบวนการต่าง ๆ ของ นโยบายสาธารณะได้ แต่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งไม่ทราบมาจากไหน เป็นเอ็นจีโอ (NGOs) ที่จัดตั้งขึ้นมาเมื่อไร ด้วยวัตถุประสงค์อย่างไร เขาจะสามารถไปร้องเรียนได้ อันนี้ผมฝากทาง กรรมาธิการท่านช่วยไปทําคําจํากัดความนี้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา ประเทศด้วยนโยบายสาธารณะในอนาคต
ประเด็นถัดมา ท่านประธานครับ คําว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน ในนโยบายสาธารณะ มันมีทั้งก่อน ขณะ และหลัง ก่อน ประเด็นสําคัญที่สุดคือการจัดทํา งบประมาณ ประเด็นก็คือการจัดทํางบประมาณนั้นย่อมมาจากการวิเคราะห์พิจารณา ของส่วนราชการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรม หรือสภาพัฒน์ หรือใครก็แล้วแต่ที่มีหน้าที่ผ่านโครงการนั้นไปสู่สํานักงบประมาณ ในอดีตนั้นเราไม่สามารถ จะรู้ได้เลยว่าปีงบประมาณที่กําลังจะพิจารณาอนุมัติในสภาในปีต่อไปที่กําลังจะถึงนั้น มีโครงการ มีแผนงาน มีนโยบายเรื่องใด ที่เป็นโครงการนโยบายสาธารณะ เป็นโครงการ ขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก หรือขนาดกลางได้ จนเมื่อกฎหมายงบประมาณผ่านเข้าสู่ การพิจารณาของสภาเป็นเอกสารที่ผมเคยร่วมพิจารณากองสูงมากกว่านี้อีก ๒-๓ เท่า สิ่งที่ ผมอยากจะให้เกิดและผมได้ดูเอกสารที่ท่านทํามา ไม่ใช่เกิดขึ้นไม่ได้ ในประเทศบางประเทศ เขาใช้เขาทําอยู่ เอกสารของท่านระบุประเทศแอฟริกาใต้ การมีส่วนร่วมของประชาชน ในแอฟริกาใต้ในการพิจารณานโยบายสาธารณะเขาลงได้ทําได้ถึงขนาดเอาโครงการต่าง ๆ แผนงานต่าง ๆ ที่จะพิจารณางบประมาณนั้นลงในเว็บไซต์ (Web site) ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผู้มีส่วนได้เสียประชาชนทั่วไปได้มีการพิจารณาตรวจสอบได้ นี่คือสิ่งที่ดีมาก เพราะฉะนั้น โครงการต่าง ๆ ที่เป็นนโยบายสาธารณะถ้าได้มีการลงในเว็บไซต์ (Web site) และสิ่งที่สําคัญ ผมอ่านแล้วผมทึ่งเลยนะครับ คือก่อนที่จะกฎหมายงบประมาณแผ่นดินซึ่งจะมีโครงการ รายละเอียดของโครงการต่าง ๆ ที่ใช้งบประมาณเป็นจํานวนมากนั้นผ่านเข้าสู่สภานิติบัญญัตินั้น เขาส่งเอกสารพระราชบัญญัติงบประมาณนั้นให้ภาคประชาชนได้ดูก่อน ได้ตรวจสอบก่อน ผมทึ่งว่าเขาทําได้อย่างไร ประเทศไทยอาจจะไม่ก้าวหน้าไปถึงขนาดนั้น แต่หนทางสายกลาง ที่จะพิจารณาให้มีได้คือการลงในเว็บไซต์ (Web site) นั่นย่อมเป็นการให้มีส่วนร่วมของ ประชาชนในขั้นตอนก่อนมีโครงการเกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพิจารณา เพราะสิ่งที่ ผมกังวลในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้เมื่อผ่านการพิจารณาของสภาออกเป็นกฎหมายแล้ว ท่านประธานครับ ผมสงสัยว่าคณะกรรมการชุดนี้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตนี้ ถ้ามีการพิจารณา แล้วว่าโครงการนั้น ๆ มีผลกระทบต่อประชาชนด้านสุขภาพอนามัย ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ด้านวัฒนธรรมแล้วล่ะก็ คณะกรรมการชุดนี้มีสิทธิที่จะไปเปลี่ยนแปลง ยกเลิกโครงการนั้นได้หรือไม่ หากกฎหมายฉบับนี้มีสถานะเป็นพระราชบัญญัติ แต่โครงการ ต่าง ๆ ที่ใช้งบประมาณหรือนโยบายสาธารณะต่าง ๆ นั้นเขาก็ผ่านการพิจารณาในระดับของ พระราชบัญญัติมาเหมือนกัน สถานะของทางกฎหมายย่อมเท่าเทียมกัน ผ่านการพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา หรือสภานิติบัญญัติมาเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการชุดนี้ จะไปบอกว่าโครงการนี้มีผลกระทบยกเลิกเสีย โครงการนี้มีผลกระทบเปลี่ยนแปลงเสีย ผมกังวลตรงนี้ ฝากท่านช่วยพิจารณาด้วย
ประเด็นถัดมาครับ สิ่งที่มีผลกระทบต่อประชาชน ท่านไปตีกรอบในเรื่องของ ผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม แต่สิ่งที่มันเกิดขึ้น ในบริบทการเมืองไทยนั้น ผลกระทบที่สําคัญและมีปัญหาทางการเมืองต่อการพัฒนาประเทศ มาโดยตลอด คือผลกระทบทางด้านงบประมาณการเงินการคลัง เพราะฉะนั้นผมฝาก ท่านกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาไปพิจารณาเพิ่มคําจํากัดความของการใช้คําว่า โครงการ นโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบต่อ... อยากให้ท่านเพิ่มคําว่า และกระทบอย่างร้ายแรง ต่อระบบการเงินการคลังของประเทศด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง
ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ การตัดสินใจที่จะยกเลิกโครงการนั้น ทางกรรมาธิการเขียนไว้ในกฎหมายให้ทางคณะกรรมการชุดนี้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ แล้วข้อสําคัญก็คือประชาชนที่มีผลกระทบมีสิทธิที่จะไปร้องเรียน กล่าวโทษ ร้องเรียนเพื่อให้ เกิดการพิจารณาโครงการต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ผมอยากให้ท่านเขียนไว้ในกฎหมายให้ชัดเจนว่า การร้องทุกข์ การร้องเรียน นั้นกระทําได้กี่ครั้ง กระทําได้โดยใคร เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อ การพัฒนาประเทศ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการเกิดขึ้นของโครงการนโยบายสาธารณะต่าง ๆ เพราะเมื่อร้องเรียนแล้วมีการพิจารณาต่าง ๆ แล้ว หากมีการเปลี่ยนแปลง หากมีการยกเลิก ถามว่าองค์กรภาคประชาชนอื่น บุคคลอื่นไปร้องเรียนเพิ่มเติมซ้ําแล้วซ้ําเล่า พิจารณารอบละ ๓๐ วัน ไปหลายรอบ ในที่สุดโครงการนั้นก็ไม่เกิด ทําได้หรือไม่ สิ่งนี้จะเขียนไว้ในระเบียบ อะไรต่าง ๆ ท่านช่วยกรุณาไปเขียนไว้ให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดการบล็อก (Block) ในโครงการ นโยบายสาธารณะต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง จริง ๆ มีประเด็นปลีกย่อย ในเรื่องของกฎหมายอีกหลายประเด็นที่อยากจะฝากกรรมาธิการท่านเอาไว้ อย่างไรก็แล้วแต่ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะนี่คือแม่บทของการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในนโยบายสาธารณะ เพื่อตอบสนองสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตยนั้นกินได้ ประชาธิปไตยนั้น จับต้องได้ อย่างไรก็แล้วแต่ผมค่อนข้างกังวลว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นเหมือนกฎหมายอีก หลายฉบับที่หากไม่เกิดในรัฐบาลแบบนี้ ในรัฐบาลยุค คสช. ผมมองว่ายากที่จะเกิดขึ้น ในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะเหมือนกับกฎหมายฉบับอื่น กฎหมายแอลกอฮอล์ กฎหมายหรือนโยบายอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ฝากว่าหากกฎหมายฉบับนี้ ด้วยอุบัติเหตุใด ๆ ก็แล้วแต่ไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบันนี้ เราคงจะช่วยกันผลักดันให้เกิดขึ้น ให้ได้ในอนาคต ขอบคุณครับ
อีก ๒ ท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ท่านประธานครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนในความเป็นไปในสังคมนั้น เป็นสิทธิอันชอบธรรม เป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เพราะว่าประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ อธิปไตย เจ้าของประเทศ ความเป็นไปในประเทศประชาชนจะต้องมีสิทธิในการที่จะ ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมแสดงความคิดเห็น คราวนี้ผมอยากจะขอซักซ้อมกับคณะกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยืนยันเจตนารมณ์ว่าด้วยอํานาจอธิปไตยและ สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือเปล่า ผมไม่อยากจะให้พวกเรามีความรู้สึกว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นการริเริ่มของพวกเราใน สปท. และเราก็จะไปยื่นให้กับประชาชน ผ่าน ครม. แล้วก็สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เสมือนกับว่าเราเป็นผู้วิเศษ นั่งส่องแสงเทียนอยู่ แล้วก็ยื่นอันนี้ไปให้ประชาชน ทั้ง ๆ ที่ประชาชนเป็นเจ้านายเหนือหัวของพวกเรา เขาเป็น เจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันควรจะเป็นสิ่งที่จะต้องยืนยันสิทธิ อันชอบธรรมของประชาชนในการที่จะรู้ความเป็นไปทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วไม่ต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอันนี้ควบคู่ไปกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริการ ของรัฐ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานโดยภาครัฐ เพื่อให้ประชาชน ได้รู้ได้เห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งนะครับ คราวนี้อะไรที่มันเป็น ประเด็นปัญหา ซึ่งท่านเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ระบุไว้แล้ว จะเป็นคุณหมอชูชัย หรือว่า ท่านดอกเตอร์วัลลภา ว่ามันอาจจะเป็นไปได้ว่าการเริ่มต้นของโครงการแผนงานของรัฐใด ๆ จะด้วยมติ ครม. ด้วยแผนที่จะอยู่ในแผน ๕ ปีของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ สภาเศรษฐกิจและสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ หรือมีการพิจารณากันในกรอบของ คณะกรรมาธิการงบประมาณของสภา มันเป็นการดําเนินการที่ประชาชนมิได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นครับ ล่าสุดก็มีมติของรัฐบาลชุดนี้ เรื่องเกี่ยวกับเขตอุตสาหกรรมที่เรียกว่าจะทําเป็น คลัสเตอร์ (Cluster) เอาอุตสาหกรรมที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันเข้าไปกระจุกอยู่ ณ ที่หนึ่ง หรือว่าเราจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เอสอีแซด (SEZ) หรือว่าเราจะมีโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaprojects) รถไฟความเร็วสูงจากโคราชเข้ากรุงเทพฯ หรือว่าที่เราจะมีระเบียง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคใต้ อีสเวสต์ (East-West) กับนอร์ท เซาท์ คอร์ริดอร์ (North South Corridor) ที่เราอาจจะร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นหรือรัฐบาลจีน หรือว่ามีโครงการ พลังงานไฟฟ้าค้างเติ่งอยู่ จะเป็นที่สงขลา หรือที่กระบี่ แล้วมันก็มีการประท้วงเกิดขึ้น ประเด็นคําถามและมันมักจะเป็นประเด็นปัญหามาตั้งแต่ต้นก็เพราะว่ามันไม่ได้มีการ ปรึกษาหารือกับเจ้าของท้องถิ่น ประชาชนพลเมืองในจังหวัดนั้น ๆ ตั้งแต่ต้น เพราะว่า รัฐวิสาหกิจก็ดี หน่วยราชการก็ดี มีอํานาจมีเงิน แล้วก็ตัดสินใจว่าอยากจะทําโน่นทํานี่ แล้วก็ ลืมประชาชน ลืมภาคประชาสังคม เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องพูดกันถึงตั้งแต่ต้นว่า ไม่ว่ารัฐจะทําอะไรทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นนั้นจะต้องปรึกษาหารือกันเสียก่อน และในขณะเดียวกันในร่างพระราชบัญญัตินี้ก็จะโอนอํานาจต่าง ๆ ไปให้คณะกรรมการกลาง ขณะที่เรามีสภาจังหวัดในทุกจังหวัด แล้วก็สภา กทม. ด้วย และเราก็มีสภาเทศบาล และเราก็มี สภาตําบล แต่ที่จะมีโครงการของรัฐบาล โครงการของภาคเอกชน หรือว่าโครงการของภาคเอกชน ที่เข้าไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรม หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือว่าโครงสร้างทางพื้นฐาน หรือว่า สาธารณูปโภคของรัฐบาลกลางนั้น และถ้าเผื่อสภาท้องถิ่นเหล่านี้เขาไม่ได้มีส่วนมีเสียงด้วย มันก็เป็นประเด็นปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในร่างพระราชบัญญัตินี้โครงการใด ๆ มันต้องให้ทางสภาท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสีย เสียก่อน แล้วเราก็มีสภาองค์กรชุมชน มีสภาพลเมือง และเราก็ยังมีศูนย์ของ กกต. ของฝ่ายกองทัพต่าง ๆ อีกมากมาย มันเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับประชาชนทั้งนั้นที่เขาอยู่ในท้องที่ ในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีกติกากันว่า จะไปทําอะไรในจังหวัดนั้น ๆ ชาวบ้านในจังหวัดนั้น ๆ จะต้องได้รับความรู้ ได้ฟังทั้งฝ่าย สนับสนุนแล้วก็ฝ่ายคัดค้านอย่างเปิดเผย กว้างขวาง แล้วก็ได้รู้ที่ไปที่มา แล้วก็ได้รับทราบว่า จะมีการศึกษาเบื้องต้นที่เรียกว่า พรีฟีซิบิลิตี สตัดดี (Pre-feasibility Study) หรือเปล่า งบประมาณจะเป็นอย่างไร ต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องว่ากันตั้งแต่รากหญ้านะครับ ที่พื้นที่มันต้อง อยู่ในพระราชบัญญัตินี้กําหนดไว้ให้แน่ชัด ไม่ใช่ว่าทํากันแล้วที่กรุงเทพฯ แล้วก็ไปเชิญ ประชาชนมาบอกว่าท่านมีส่วนร่วมตามพระราชบัญญัตินี้ มันอาจจะสายเสียแล้วก็ได้ ผมจะ ยกตัวอย่างของต่างประเทศ ๒-๓ ประเทศด้วยกัน คือที่สถานทูตที่กรุงโตเกียวเราจะรื้อ อาคารเก่าแล้วก็สร้างใหม่ ก็ใช้เวลา ๑ ปีกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้าน อันหนึ่งก็เป็นโรงเรียนอนุบาล อีกอันหนึ่งก็เป็นสํานักงานใหญ่ของนิกายศาสนาพุทธด้านมหายาน เขาก็ต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย โรงเรียนอนุบาลที่อยู่ติดกับสถานทูตเขาบอกว่าจะตัดต้นไม้กี่ต้น เพราะว่าอาจจะไปตัดต้นที่เด็กมาเรียนตอนเช้าและได้ยินเสียงนกร้อง เขาก็ไม่อยากจะให้ สูญเสียต้นไม้นี้ไป เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มันว่ากันที่ท้องถิ่น ไม่ใช่ว่าสถานทูตไทย ที่กรุงโตเกียวมีอภิสิทธิ์ทางการทูตแล้วจะทําอะไรได้ ไม่ใช่ ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนนะครับ ขึ้นมาในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นอีกนิดหนึ่ง รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ต้องสร้างอุโมงค์ทะลุเพื่อให้ การเคลื่อนระหว่างยุโรปเหนือกับใต้ลงไปอิตาลีสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ แต่เขาไม่ได้ทําโดย ผลการบวก ลบ คูณ หาร จะมีรายได้มากมายจากการเก็บค่าต๋งของรถที่จะวิ่งไปวิ่งมา มันต้องมีการทําประชามติ ต้องมีประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวาง แล้วก็ท้องถิ่นในแคนตอน (Canton) นั้น ๆ จังหวัดนั้น ๆ จะต้องให้รับความเห็นชอบด้วย ผมว่าเราจะต้องทําเริ่มต้นกัน อย่างนั้นว่าถ้าเกิดจะให้ประชาชนเป็นใหญ่แล้ว มันก็ต้องเริ่มที่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่สามารถที่จะอํานวยให้มีมติ ครม. หรือว่าโดยบอร์ด (Board) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตหรือ ว่าการปิโตรเลียม โดยที่ท้องถิ่นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงนั้นมิได้เข้าร่วมตั้งแต่ต้นนะครับ หรือจะอีกประเด็นหนึ่งก็ได้ในเรื่องของ ผมก็อยากจะยกตัวอย่างของอินโดนีเซียในรัฐบาล ประชาธิปไตยของเขาทรัพยากรทางธรรมชาติที่จะเอาขึ้นมาจากจังหวัดหนึ่งใดของ อินโดนีเซียนั้น รายได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับท้องที่ อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งไปที่กรุงจาการ์ตา เมืองหลวง เว้น ๒ จังหวัดที่มีกรณีพิเศษก็คืออาเจะห์ มีประวัติศาสตร์ประเพณีวัฒนธรรม ต่างหาก รวมทั้งปาปัวในอีกด้านหนึ่งด้วย ทางตะวันออกของอินโดนีเซียก็ไม่ใช่คนมาเลเซีย นะครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีสิทธิพิเศษขึ้นมาก็ฉันใดฉันนั้นไม่ว่าเราจะทําอะไรอย่างไรนั้น การได้รู้เห็นการร่วมตัดสินใจของท้องถิ่นเป็นเรื่องที่สําคัญ และต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกตั้งแต่ ก ไม่ใช่มาร่วมเมื่อตอน ห ฮ ต่าง ๆ เหล่านี้ กับอันที่ ๒ ทรัพยากรที่จะเกิดขึ้นก็จะต้องให้ ท้องถิ่นได้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นการทําอะไรต่อไปนี้ ภายใต้พระราชบัญญัติ อันนี้จะไม่ให้อํานาจต่อส่วนกลางใด ๆ เลยทั้งสิ้น แล้วก็สภาท้องถิ่นต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง องค์กรชุมชนที่มีขึ้นมากมายจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อจะได้แสดงว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศ อย่างจริงจัง ผมก็อยากจะฝากประเด็นเหล่านี้ไว้ให้กับคณะกรรมาธิการเพื่อจะได้ปรับอย่างไร แล้วก็ให้เรามีความเข้าใจพื้นฐานกันว่า พระราชบัญญัติอันนี้เป็นการยืนยันสิทธิอันชอบธรรม ของประชาชน ๖๕ ล้านคนครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน
ท่านสุดท้ายครับ ได้ทําหนังสืออนุญาตฉุกเฉินมาที่จะฉายเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ๑ หน้าครับ เป็นรูปดอกอุตพิด ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกที่รัก ทุกท่าน ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการการกําหนดนโยบาย สาธารณะ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการทั้งคณะที่มีความอุตสาหะวิริยะ ในการที่ร่วมกันคิดและร่วมกันเสนอเรื่องนี้ขึ้นมานะครับ แล้วก็ต้องขอบคุณลึกไปอีกว่า ท่านพยายามเห็นความสําคัญของประชาชนทุกหมู่เหล่า ผมอยากกราบเรียนว่าในที่นี้ และอยู่ที่บ้านทุกท่านก็มีคุณพ่อคุณแม่ และหลายท่านอยู่ในที่นี้ก็มีลูก โดยปกติของคน เป็นพ่อเป็นแม่ก็จะหาสิ่งที่ดีให้ลูกเสมอ แต่ในบางโอกาสการหาสิ่งที่ดีให้ลูกเสมอ ถ้าขาด ความยับยั้งชั่งใจก็อาจเกิดปัญหาได้ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าลูกผมเรียนมหาวิทยาลัยแล้วก็ มีความรู้สึกว่าเข้ามหาวิทยาลัยได้ เป็นความสุขที่ลูกเข้ามหาวิทยาลัยได้ ก็ซื้อรถเก๋งให้ลูก ลูกยังไม่มีวุฒิภาวะแทนที่ลูกจะจบมหาวิทยาลัยนะครับ ก็จากไปอย่างไม่มีวันกลับเสียก็เยอะ หรือไปชนคนหรืออะไรก็แล้วแต่จิปาถะ ก็เป็นเรื่องน่าเสียใจอยู่มากหลาย ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า หัวอกของคนเป็นพ่อแม่ไม่ต่างกับหัวอกของคนเป็นรัฐบาล คนที่เป็นรัฐบาลไม่ว่าจะ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็ตาม ต้องพยายามหาสิ่งที่ดีให้กับประชาชน ถ้าเมื่อไร รัฐบาลเห็นประชาชนเป็นลูกที่จะต้องดูแลให้ความสุขที่ดีที่ชอบ รัฐบาลก็จะได้รับการปรบมือ ในโลกนี้กับโลกปัจจุบันของประเทศไทย ๓ อย่างที่ขาดไม่ได้นะ ๑. เรื่องของประชาธิปไตย ประชาธิปไตยนี่ฟังเสียงส่วนใหญ่ เสียงข้างมากต้องมีการเลือกตั้ง แต่ต้องไม่ละเลยเสียงข้างน้อย หรือแม้แต่ประชาชนคนเดียวที่เขาเดือดร้อนก็จะต้องมีการเยียวยา เป็นเรื่องธรรมดานะครับ ๒. เรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่จะต้องดูแลใส่ใจเขา มีเกียรติ เป็นคนไทยนะครับ มีสิทธิ หลายประการ ๓. ที่สําคัญที่สุดคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งขณะนี้ทั้งโลกใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม มากนะครับ ประเทศไทยนี่เมื่อเดือนที่แล้วร้อนถึง ๔๔ องศา ประเทศอินเดีย ๕๑ องศา ผมอยากกราบเรียนว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับพยายามคิดหรือให้สิทธิพลเมือง คําว่า สิทธิพลเมือง ผมก็เรียนกฎบัตรกฎหมายมาก็ไม่เคยได้ยิน ก็ได้ยินเมื่ออยู่ในร่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วที่ไม่ผ่าน สปช. ให้สิทธิพลเมืองมากมายก่ายกอง ก็เช่นเดียวกับ ผมอยากกราบเรียนว่าถ้ายังไม่ถึงเวลาเราให้อะไรกับลูกเรานี่อาจจะเป็นพิษ ได้นะครับ สิ่งที่มีปัญหาหรือเรียกว่าสิ่งที่จะต้องแก้ไขในนี้ผมคิดว่า พี่ ๆ เพื่อน ๆ ๖-๗ ท่านนี่ ได้กล่าวบรรยายไปหมดแล้วนะครับ นับตั้งแต่การมีส่วนร่วม ขยายจากการมีส่วนได้เสีย ไปกว้างขวางมากเลยนะครับ ภาคประชาชน ภาคสังคม ภาคพัฒนาเอกชนเยอะแยะมากเลย นะครับ ซึ่งระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเหล่านี้ให้แค่ว่าผู้มีส่วนได้เสีย ผมอยากกราบเรียน สักประเด็นหนึ่งว่า ในระบอบประชาธิปไตยนี่ต้องมีการเลือกตั้ง ต้องมีพรรคการเมือง ก่อนที่ พรรคการเมืองจะได้มาเป็นรัฐบาล เขาต้องไปขายฝันให้กับประชาชนว่า เมื่อเขาเป็นรัฐบาล แล้วจะต้องทํานั่นทํานี่ ทํานี่ ทํานี่ร้อยแปดที่คิดว่าดี โดนใจประชาชน เมื่อวันที่เขาได้รับเลือก มาเป็นเสียงส่วนใหญ่มาแล้วนี่เขาก็จะต้องมาแถลงในสภาแห่งนี้นะครับ แล้วก็บอกว่าเขา หาเสียงไว้จะต้องทํา ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๑๐ ร้อยแปดจิปาถะ ก็โหวตผ่าน ฝ่ายค้านก็ต้อง ให้ผ่าน เพราะเขาบอกกับประชาชนไว้แล้ว พอวันที่ท่านทํากิจการดี ๆ ที่เป็นสาธารณะ ที่ท่านพูดไว้แล้วนะครับเมื่อตอนหาเสียง ผลคือประชาชนกลุ่มหนึ่งบอกไม่เห็นด้วย ท่านต้อง รับฟัง แล้วโครงการดี ๆ ที่รัฐบาลจะให้ประชาชน ต้องหยุดนะครับ ถามว่าเมื่อเขาทําไม่ได้ หลาย ๆ เรื่อง ถ้าผมเป็นพรรคฝ่ายค้านนะครับ ผมก็จะบอก อย่าเอา อย่าเอา อย่าเอา ให้เขา ร้องเข้าไว้ ร้องเข้าไว้ แล้วทําไม่ได้ แล้ววันหนึ่งซึ่งก็ยื่น ฝ่ายค้านนะผมฉายภาพให้ท่านเห็น มายื่นว่าท่านไม่สามารถทําตามนโยบายที่ท่านกําหนดไว้ ขออภิปรายไม่ไว้วางใจ ถามว่ารัฐบาล จะเป็ดง่อยไหม ผมเชื่อว่าเป็ดง่อยแน่นอน ประชาธิปไตยในประเทศไทยมันต่างกว่าอเมริกา สู้กันขณะนี้โดนัลด์ ทรัมป์ พรรคหนึ่ง ฮิลลารี คลินตัน พรรคหนึ่ง เมื่อเวลาเขาสู้กันพอถึง เวลาปุ๊บเขาเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกัน สังคมไทยเป็นอย่างนั้นหรือยัง ท่านกรรมาธิการที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่านผมไม่อยากเห็นร่างพระราชบัญญัตินี้ผ่านที่ประชุมนี้และสร้าง ปัญหาให้กับสังคมไทยในอนาคต เพราะขณะนี้ต้องยอมรับว่าเรากระจายอํานาจการบริหาร ไปยัง อปท. มี อบต. ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ อบต. มีเทศบาล มี อบจ. ๗๐-๘๐ อบจ. ยังมี เมืองพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร หรือพัทยา คําถามว่าเมื่อเรากระจายอํานาจไปให้เขาแล้ว แล้วเขาก็เลือกตั้งมา แล้วถ้าเกิดในพื้นที่ นะครับ ประชาชนเห็นอย่างหนึ่ง อบต. เห็นอย่างหนึ่ง และโครงการใหญ่ ๆ ยิ่งใหญ่เท่าไร มันจะมี อบต. และผู้มีส่วนร่วมนี่นะครับ เยอะมาก ถามว่าเมื่อมีการคัดค้านแล้วโครงการดี ๆ ไม่ว่าจะเขื่อน ถนน หนทาง หรือกิจกรรมอะไรแล้วแต่จิปาถะ ที่จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติ โดยรวมไม่ผ่าน ท่านจะทําอย่างไร ผมขออนุญาตห้องไอที (IT) ครับ เสนอภาพสักภาพหนึ่ง เป็นภาพดอกไม้ ภาพนี้ท่านดูอย่างไรก็สวย สวยแน่นอน แต่ผมยังไม่บอกท่านว่านี่คือ ดอกอะไร บอกเถอะ ผมบอก อย่าเพิ่งบอกนะ ดอกนี้สวย ท่านเห็นนะครับ ๑ กิโลเมตร ก็เห็นแบบดอกมันสวย ใครใส่เสื้อผ้าสีนี้ก็สวย ถ้าเป็นสุภาพสตรี ผิวขาวใส่เสื้อสีนี้ก็สวย เป็นที่ยอมรับว่าสวย แต่เมื่อท่านเดินเข้ามาใกล้ ๆ ใกล้ ๆ ใกล้ ๆ แล้วท่านก็จะต้องเดินแบบนี้ พอเดินเข้ามาใกล้ ๆ จากสวยนะครับ แล้วท่านก็เบือนหน้า เบือนหน้า เบือนหน้า แล้วก็ ปิดจมูก คือดอกไม้ดอกนี้ ท่านดูอีกดอกหนึ่งครับ นี่คือดอกอะไร ดอกพุด ถ้าท่านอยู่ไกล ๆ ระยะเท่ากันกับที่ดอกอุตพิดนี่ ท่านจะไม่เห็นนี่มันดอกอะไร หรือดอกมะลิซ้อน หรืออะไร มองไม่ค่อยเห็นครับ แต่เมื่อท่านเดินเข้ามายิ่งใกล้เท่าไร ยิ่งใกล้เท่าไร ท่านอยากจะรีบไปกอด หรือถ้าโลภมากก็ไปเด็ดเลย ฉันต้องการเอามาไว้แต่ผู้เดียว เพราะมันหอมชื่นใจ ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ และเพื่อน สปท. ที่รักเคารพทุกท่านว่าท่านต้องยับยั้ง ชั่งใจในเวลานี้ว่าท่านจะเลือกดอกไม้ดอกไหน ถ้าท่านเลือกดอกอุตพิดท่านก็เห็นชอบ แล้วก็ ไปมีวิบากกรรมข้างหน้าว่าท่านจะเบือนหน้าหนีหรือท่านจะใช้แมสก์ (Mask) ปิดจมูก หรือไม่มีแมสก์ (Mask) ปิดจมูกท่านก็เอาผ้าเช็ดหน้ามาปิดหรือเอามือปิด หรือท่านจะเลือก ดอกพุด ที่มองอย่างไรก็ชื่นใจ จะใกล้หรือไกลก็มีความรู้สึกว่าหอมละมุนไปหมด แล้วท่าน รู้ไหมว่าดอกพุดนี่นะครับ ผมไปเสิร์ช (Search) ดูแล้ว มีคุณค่าทางยาแผนโบราณ ๒๙ ข้อ ผมไม่สามารถจะเอาขึ้นเร็ว เพราะว่าผมเพิ่งทําเมื่อสักครู่นี้เอง เมื่อ ๕ นาทีนี่เอง เมื่อพี่กษิตพูด จึงกราบเรียนมาด้วยความเคารพว่าขอให้ท่านใช้ความรอบคอบในเรื่องที่จะเลือกว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ สําหรับผมนั้นมีการเลือกไว้ในใจแล้วตั้งแต่อ่านกฎหมายฉบับนี้ ด้วยความ เคารพนะครับ ว่าจะเลือกหรือไม่เลือก เลือกแบบไหน ก็กราบเรียนด้วยความเคารพ ผมได้ใช้ เวลามาพอดี เป็นครั้งแรกที่ผมใช้เวลาพอดี กราบขอบพระคุณครับ
เกินไป ๖ วินาทีครับ ไปติดเรื่องอุตพิดอยู่ครับ มีสมาชิกท่านใดจะอภิปราย อีกไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มีก็ขอปิดอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ หรือผู้ชี้แจง ได้ชี้แจงประเด็นข้อซักถามของสมาชิกครับ
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ทั้งข้อเสนอแนะ แล้วก็ข้อแนะนํา ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็อภิปรายอย่างกัลยาณมิตร ความจริงแล้วประเด็นที่ท่าน ทั้งหลายแนะนําเราก็คํานึงอยู่ในชั้นกรรมาธิการ และอยากจะเรียนเลยว่ามีหลายประเด็น ที่ท่านอภิปราย กรรมาธิการที่หารือกันบนนี้ก็สามารถรับได้เลยทันที ก็คือในเรื่องของ จํานวนของกรรมการสรรหา ก็คือกรรมการสรรหาที่จะหาไว้ ที่จะพิจารณานั้นจะต้อง ให้กว้างขวางแล้วก็รู้จักมากกว่านี้ รู้จักคนที่จะมาเป็นกรรมการได้มากกว่านี้ นี่ก็เป็น ข้อแนะนําที่ดีมาก
ประเด็นถัดไปนะครับ ในเรื่องของความสมดุล เรื่องนี้เราคํานึงถึงมาก
ประเด็นถัดไปในเรื่องของว่าสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการมีส่วนร่วม อันนี้ เราตระหนักดี แล้วผมเชื่อว่าท่าน สปท. ทุกท่านก็ตระหนักดี ขอบคุณท่านที่แนะนําตรงนี้ นะครับ
ถัดไปในเรื่องที่เราพิจารณาอยู่ก็คือว่า บางเรื่องบางตอนที่ยังไม่สามารถ เขียนได้โดยละเอียดในร่างพระราชบัญญัตินี้ ก็จะไปกําหนดอยู่ในมาตรา ๒๐ (๔) ในเรื่องของ การกําหนดประเภทของโครงการนี้ที่จะอยู่ในพระราชบัญญัตินี้
ถัดไปนะครับ มาตรา ๒๐ (๕) เราจะพูดถึงหลักเกณฑ์วิธีการที่จะกําหนด ตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ว่าร่างนี้ได้เปิดกว้างไว้พอสมควร
ถัดไปที่อภิปรายไปเมื่อกี้ว่าพูดถึงในเรื่องของอํานาจ อันนี้น่าจะเป็นส่วนท้องถิ่น อยากจะเรียนว่าท่านไม่ต้องห่วงตรงนี้นะครับ เพราะว่าการทํางานต้องทํางานร่วมกันอยู่แล้ว แล้วกรุณาดูที่มาตรา ๒๐ (๑๑) ตรงนี้จะแก้ปัญหาเรื่องคอขวดอะไรทั้งหลายที่อาจจะเกิดขึ้น นะครับ อย่างไรก็ดีที่มีการพูดถึงว่าร่างพระราชบัญญัติบางฉบับที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ได้มีการ ดูไว้แล้วบ้างนะครับ เรียนเพิ่มเติมว่าบังเอิญพระราชบัญญัติที่ท่านพูดถึง อย่างพระราชบัญญัติ ข้อมูลข่าวสาร ผมเคยดูแลเรื่องนี้อยู่ เราดูอยู่แล้วว่าไม่ใช่โดยตรง ก็อาจจะเกี่ยวข้องกันบ้าง แต่ว่าเราก็เขียนเปิดช่องไว้แล้วว่าเรื่องใด ถ้ากฎหมายฉบับอื่นนั้นมีมาตรฐานต่ํากว่าที่ร่าง พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ต้องใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นมาตรฐานนะครับ
กล่าวโดยสรุปก็คือว่า ขอบพระคุณท่านทั้งหลายอีกครั้งนะครับที่ได้กรุณาให้ ข้อแนะนํา สิ่งที่ท่านอภิปรายนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และตัวผมเองนี้ผมจดไว้ทุกคํา นะครับ แล้วก็เชื่อว่ากรรมาธิการเราก็ได้จดไว้ด้วย แล้วเราจะพยายามรับไปพิจารณาด้วย ความจริงจัง แล้วก็จะพิจารณาอย่างรอบคอบมากที่สุดเพื่อให้เป็นประโยชน์ที่มากที่สุด ไม่ใช่ ผลงานของกรรมาธิการแล้วนะครับ ถือเป็นผลงานของ สปท. นะครับ เพราะท่านมีส่วน สําคัญในการที่ทําให้ร่างกฎหมายฉบับนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปรับปรุงระบบกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ : ร่าง พระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ สมาชิกยังทยอยเข้ามา เพราะว่าประชุมอยู่หลายห้องใน ๓ อาคารหลักของรัฐสภานะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกได้แสดงตนครบถ้วนนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ จํานวน ผู้เข้าประชุม ๑๕๖ ท่านนะครับ เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปรับปรุง ระบบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนา บุคลากรภาครัฐ : ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบาย สาธารณะ พ.ศ. .... หรือไม่
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธินะครับ ถ้าใช้สิทธิหมดแล้ว ผมขอปิดการ ลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๘ ท่าน เห็นด้วย ๑๒๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน งดออกเสียง ๓๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้เห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปรับปรุงระบบกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ : ร่าง พระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. .... แล้วนะครับ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินแล้วนะครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการและผู้ชี้แจง ระเบียบวาระต่อไปนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มีนะครับ
ก่อนที่จะปิดประชุมขอเชิญคณะกรรมการประสานงานการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศประชุมที่เดิม รวมทั้งผู้ชี้แจงหรือตัวแทนคณะกรรมาธิการที่จะต้องชี้แจง แผนปฏิรูปนะครับ ซึ่งเป็นระเบียบวาระที่จะเข้าประชุมของกรรมการประสานงาน วิป (Whip) ๓ ฝ่ายในวันพรุ่งนี้ ที่เดิมนะครับ แต่เวลาใหม่ ก็คือหลังการประชุมครั้งนี้ครับ วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะครับ ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่มาประชุม รวมทั้ง กรรมาธิการทุกท่านครับ ขอปิดประชุมครับ