เฉลิมชัย เครืองาม ชื่นชมร่างกฎหมายที่รับรองสิทธิการศึกษาของนักศึกษาขาดแคลนทุนทรัพย์ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และเสนอให้ขยายบทบัญญัติดังกล่าวไปยังมหาวิทยาลัยอื่นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พร้อมเสนอตั้งชื่อมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติว่า "มหาวิทยาลัยกีฬาเฉลิมพระเกียรติ" เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภักดีในโอกาสปีมหามงคล
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะอภิปรายในประเด็นที่เรากําลัง พิจารณากันอยู่ในเวลานี้ แต่บังเอิญได้นําเอาร่างกฎหมายมาอ่านดูเร็ว ๆ คร่าว ๆ ปรากฏว่า ผมพบบทบัญญัติมาตราหนึ่ง ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ แล้วก็คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม เลยคิดว่า อภิปรายเสียดีกว่า แต่ผมขออนุญาตเอาไว้เป็นตอนท้ายนะครับว่ามาตราไหนที่เป็นไฮไลต์ (Highlight) ที่คิดว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่ท่านเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ถ้าพูดถึงเรื่องสุขภาพแล้วเป็นที่ยอมรับกัน ด้วยหลัก ๔ อ ที่กระทรวงสาธารณสุขและทุกฝ่าย ที่เกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพได้พยายามที่จะรณรงค์ให้คนไทยยึดถือปฏิบัติแนวทาง ๔ อ ๔ อ ที่ว่านี้ประกอบด้วย อาหาร ก็คือการบริโภคอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ถูกหลักโภชนาการ ครบหลัก ๕ หมู่ อ ที่ ๒ ก็คืออากาศ การอยู่ในพื้นที่อากาศที่ดี แล้วก็สูดลมหายใจที่เป็น ลักษณะของการเพ่งลมหายใจตามหลักของพุทธศาสนาอันนั้นก็เป็น อ ที่ ๒ ที่คิดว่าเป็นการ สร้างเสริมสุขภาพที่ดี อ ที่ ๓ คืออารมณ์ อารมณ์ที่จิตใจแจ่มใสก็นําไปซึ่งสุขภาพที่ดี และ อ สุดท้าย อ ที่ ๔ คือ ออกกําลังกาย ที่เรากําลังพูดอยู่ในเวลานี้นั้นเป็น อ ที่มีความสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง เป็นการต่อจิกซอว์ (Jigsaw) ของการพัฒนาด้านการกีฬาของประเทศ นอกจาก สิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้กรุณานําเสนอต่อที่ประชุม สปท. มาแล้ว ไม่ว่าเรื่องนโยบาย คณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ และตอนนี้กําลังพิจารณาเรื่องมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติ ผมสนับสนุนตั้งแต่ที่ท่านนําเรื่องนี้เข้ามาพิจารณาในรอบแรกเมื่อเดือน มกราคมแล้ว แล้วก็รออยู่ว่าเมื่อไรที่จะเข้ามา เพราะฉะนั้นร่างกฎหมายที่ท่านทํามาเป็นสิ่งที่ มีความเหมาะสม เข้ากับสถานการณ์เป็นอย่างยิ่ง คงไม่มีใครปฏิเสธว่ากีฬานั้นมีความสําคัญอย่างไร ขอบคุณท่านสุรินทร์ที่ท่านเอาความจํา เรื่องเพลงกราวกีฬามาเปิดให้เราได้ฟัง ไฮไลต์ (Highlight) หรือคีย์เวิร์ด (Keyword) ของคําว่า กราวกีฬา ประกอบด้วย กีฬาเป็นยาวิเศษ อันที่ ๒ แก้กองกิเลส อันที่ ๓ ทําตน ให้เป็นคน ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่บรรพบุรุษของเราได้จารึกเพลงนี้ไว้ให้เราคนไทยได้ยึดถือ แนวทางว่ากีฬานั้นเป็นยาวิเศษจริง ๆ นอกจากจะทําตนให้เป็นคนแล้ว ณ เวลานี้ พ.ศ. ๒๕๕๙ มันทําคนให้ร่ํารวยได้ด้วย ทําคนให้สุขภาพดีก็ได้ด้วย และอื่น ๆ อีกที่เป็น เรื่องของสุขอนามัย เมื่อมาดูในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตามที่ผมได้กล่าวแล้วว่า มีไฮไลต์ (Highlight) ที่ทางกรรมาธิการ ผมไม่แน่ใจว่าร่างกฎหมายร่างแรกท่านใส่เอาไว้ หรือเปล่า ขอเรียนท่านสมาชิกท่านช่วยกรุณาเปิดไปในมาตรา ๑๕ ผมจะอ่านให้ฟังช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคํา คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็มีสาระที่น่าจะมีการนําไปใช้ในกฎหมายฉบับอื่นของ มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ได้ด้วยซ้ํา มาตรา ๑๕ มหาวิทยาลัยจะปฏิเสธการรับผู้ใดเข้าศึกษา ในมหาวิทยาลัย หรือยุติ หรือชะลอการศึกษาของนักศึกษาผู้ใดด้วยเหตุเพียงว่าผู้นั้น ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษาต่าง ๆ แก่มหาวิทยาลัยมิได้ หลักเกณฑ์ การพิจารณาว่านักศึกษาผู้ใดขาดแคลนทุนทรัพย์ให้เป็นไปตามระเบียบที่สภามหาวิทยาลัย กําหนด นี่ครับเป็นสิ่งดีงามที่ท่านได้เขียนเอาไว้ในร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมไม่แน่ใจว่าในร่าง กฎหมายของมหาวิทยาลัยอื่น ๆ นั้น มีบทบัญญัตินี้หรือเปล่า ถ้าไม่มี ขอ ถ้ามีการร่าง มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ช่วยกรุณาไปปรับแก้ เพราะสิ่งที่เรากําลังพูดอยู่ในเวลานี้นั้น คือความ ยากจนของคน ความเหลื่อมล้ําของการศึกษา มหาวิทยาลัยกีฬาผมเชื่อว่าในอนาคต คนที่จะ เข้าเรียนนั้นส่วนหนึ่งคือคนที่รักกีฬา อีกส่วนหนึ่งคือคนที่น่าจะอยู่ในกลุ่มที่ด้อยทางด้าน เศรษฐานะ ซึ่งเราพยายามคิดหาวิธีต่าง ๆ ที่จะให้เขาได้มีการศึกษาที่สูงขึ้น ๆ ในระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และในระดับอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นถ้ามีวิธีใดวิธีหนึ่งที่ทําให้นอกจากจะเป็นไปตามการศึกษาภาคบังคับว่าเขา เข้าเรียนฟรีได้แล้วตามรัฐธรรมนูญ ถ้าการศึกษาในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกีฬา นี่ล่ะครับที่จะทําตนให้เป็นคน แล้วจะทําให้บัณฑิตที่จะเข้าสู่การศึกษาของมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติในอนาคตนั้น ถ้าเขาสามารถเข้าศึกษาด้วยความปลอดโปร่ง โล่ง ว่าไม่ต้อง หาทุนมาเล่าเรียน พ่อแม่ บิดามารดา ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาแล้ว ผมเชื่อว่าเขาจะมุ่งมั่น ใช้ร่างกาย ใช้พละกําลังของเขา ศึกษาเล่าเรียนเพื่อพัฒนาด้านการกีฬาได้เป็นอย่างดี ไม่ว่า จะเป็นสาขาไหนของการกีฬาก็แล้วแต่
ประเด็นสุดท้าย ใช้เวลาอีกนิดเดียวครับท่านประธาน ผมได้เคยกราบนําเรียน ท่านประธานกรรมาธิการ ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ขอหารือ ท่านว่า ผมมีความเห็นส่วนตัว อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับว่า เนื่องจากในปี ๒๕๖๐ นั้น เป็นปีที่เป็นมหามงคลอย่างยิ่ง เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญ พระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ผมเข้าใจว่าทางรัฐบาลและทุกภาคส่วนจะมีกิจกรรมอะไร ต่าง ๆ มากมายเหลือเกินที่จะน้อมเกล้าฯ ถวายพระองค์ท่าน การตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาตินั้น ผมคิดว่าคงไม่มีท่านผู้ใดขัดข้อง และเข้าใจ และทราบเป็นการภายในว่าทางผู้ที่ เกี่ยวข้องหลังจากที่มหาวิทยาลัยนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยการยุบรวมสถาบันการพลศึกษาต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศเข้าไว้ด้วยกันเป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นกลุ่มแล้ว จะมีการขอพระราชทาน นามของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ในอนาคต ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น ผมได้กราบเรียนท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ เป็นการส่วนตัวว่า ผมขอเสนอเป็นการส่วนตัวนะครับว่า พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเรื่องด้านการกีฬานั้นอย่างเหลือคณานับ แล้วเราก็เดินตามรอยพระยุคลบาทมาโดยตลอด นามของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น ถ้าห้วน ๆ ด้วน ๆ ด้วยคําว่า มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ นั้น มันดูจะเป็นแข็งหรือว่ามันดูจะ เป็นอะไรที่จับต้องลําบากว่าคืออะไรที่เป็นกีฬาแห่งชาติ คําว่า แห่งชาติ นั้น เป็นคําหรือศัพท์ ที่มีความสูงส่งยิ่งนัก แต่คําที่จะเป็นคําสูงส่งและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะน้อมเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาส ปี ๒๕๖๐ นั้น ผมได้เสนอชื่อมหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า มหาวิทยาลัยกีฬาเฉลิมพระเกียรติ ด้วยคํานี้ผมเคยได้ปรึกษาผู้ใหญ่บางท่าน ก็บอกว่า ก็น่าสนใจแล้วก็รับไว้พิจารณาที่จะดําเนินการ เพราะฉะนั้นระหว่างการตั้งมหาวิทยาลัยแล้วขอ พระราชทานนามมหาวิทยาลัย กับการทํากิจกรรมหรือมีโอกาสที่เราจะทูลเกล้าฯ น้อมเกล้าฯ ถวายกิจกรรมบางอย่างแด่พระองค์ท่านในโอกาส ปี ๒๕๖๐ นั้น ถ้าตั้งมหาวิทยาลัยสําเร็จ และแทนที่จะขอพระราชทานนาม ถวายพระองค์ท่านเป็นพระเกียรติยศอันสูงสุด คือมหาวิทยาลัย กีฬาเฉลิมพระเกียรติ จึงขอฝากทางกรรมาธิการท่านไว้เพื่อพิจารณา ขอบคุณครับ