กษิต ยันร่าง พ.ร.บ. ต้องยืนยันสิทธิประชาชนมีส่วนร่วม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ ย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจของรัฐ โดยเรียกร้องให้ร่างกฎหมายยืนยันสิทธิในการรับรู้และมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น พร้อมเรียกร้องให้ปรึกษาชุมชนและท้องถิ่นก่อนดำเนินโครงการต่างๆ ของรัฐหรือเอกชน เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ท่านประธานครับ การมีส่วนร่วมของประชาชนในความเป็นไปในสังคมนั้น เป็นสิทธิอันชอบธรรม เป็นสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน เพราะว่าประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจ อธิปไตย เจ้าของประเทศ ความเป็นไปในประเทศประชาชนจะต้องมีสิทธิในการที่จะ ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมแสดงความคิดเห็น คราวนี้ผมอยากจะขอซักซ้อมกับคณะกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ยืนยันเจตนารมณ์ว่าด้วยอํานาจอธิปไตยและ สิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือเปล่า ผมไม่อยากจะให้พวกเรามีความรู้สึกว่า ร่างพระราชบัญญัตินี้เป็นการริเริ่มของพวกเราใน สปท. และเราก็จะไปยื่นให้กับประชาชน ผ่าน ครม. แล้วก็สภานิติบัญญัติแห่งชาติ เสมือนกับว่าเราเป็นผู้วิเศษ นั่งส่องแสงเทียนอยู่ แล้วก็ยื่นอันนี้ไปให้ประชาชน ทั้ง ๆ ที่ประชาชนเป็นเจ้านายเหนือหัวของพวกเรา เขาเป็น เจ้าของประเทศ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มันควรจะเป็นสิ่งที่จะต้องยืนยันสิทธิ อันชอบธรรมของประชาชนในการที่จะรู้ความเป็นไปทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทย แล้วไม่ต้องพิจารณาร่างพระราชบัญญัติอันนี้ควบคู่ไปกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการบริการ ของรัฐ ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานโดยภาครัฐ เพื่อให้ประชาชน ได้รู้ได้เห็นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งนะครับ คราวนี้อะไรที่มันเป็น ประเด็นปัญหา ซึ่งท่านเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ระบุไว้แล้ว จะเป็นคุณหมอชูชัย หรือว่า ท่านดอกเตอร์วัลลภา ว่ามันอาจจะเป็นไปได้ว่าการเริ่มต้นของโครงการแผนงานของรัฐใด ๆ จะด้วยมติ ครม. ด้วยแผนที่จะอยู่ในแผน ๕ ปีของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ สภาเศรษฐกิจและสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ หรือมีการพิจารณากันในกรอบของ คณะกรรมาธิการงบประมาณของสภา มันเป็นการดําเนินการที่ประชาชนมิได้เข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นครับ ล่าสุดก็มีมติของรัฐบาลชุดนี้ เรื่องเกี่ยวกับเขตอุตสาหกรรมที่เรียกว่าจะทําเป็น คลัสเตอร์ (Cluster) เอาอุตสาหกรรมที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันเข้าไปกระจุกอยู่ ณ ที่หนึ่ง หรือว่าเราจะมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เอสอีแซด (SEZ) หรือว่าเราจะมีโครงการเมกะโปรเจกต์ (Megaprojects) รถไฟความเร็วสูงจากโคราชเข้ากรุงเทพฯ หรือว่าที่เราจะมีระเบียง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคเหนือ ภาคใต้ อีสเวสต์ (East-West) กับนอร์ท เซาท์ คอร์ริดอร์ (North South Corridor) ที่เราอาจจะร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นหรือรัฐบาลจีน หรือว่ามีโครงการ พลังงานไฟฟ้าค้างเติ่งอยู่ จะเป็นที่สงขลา หรือที่กระบี่ แล้วมันก็มีการประท้วงเกิดขึ้น ประเด็นคําถามและมันมักจะเป็นประเด็นปัญหามาตั้งแต่ต้นก็เพราะว่ามันไม่ได้มีการ ปรึกษาหารือกับเจ้าของท้องถิ่น ประชาชนพลเมืองในจังหวัดนั้น ๆ ตั้งแต่ต้น เพราะว่า รัฐวิสาหกิจก็ดี หน่วยราชการก็ดี มีอํานาจมีเงิน แล้วก็ตัดสินใจว่าอยากจะทําโน่นทํานี่ แล้วก็ ลืมประชาชน ลืมภาคประชาสังคม เพราะฉะนั้นพระราชบัญญัติฉบับนี้ต้องพูดกันถึงตั้งแต่ต้นว่า ไม่ว่ารัฐจะทําอะไรทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นนั้นจะต้องปรึกษาหารือกันเสียก่อน และในขณะเดียวกันในร่างพระราชบัญญัตินี้ก็จะโอนอํานาจต่าง ๆ ไปให้คณะกรรมการกลาง ขณะที่เรามีสภาจังหวัดในทุกจังหวัด แล้วก็สภา กทม. ด้วย และเราก็มีสภาเทศบาล และเราก็มี สภาตําบล แต่ที่จะมีโครงการของรัฐบาล โครงการของภาคเอกชน หรือว่าโครงการของภาคเอกชน ที่เข้าไปอยู่ในเขตอุตสาหกรรม หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือว่าโครงสร้างทางพื้นฐาน หรือว่า สาธารณูปโภคของรัฐบาลกลางนั้น และถ้าเผื่อสภาท้องถิ่นเหล่านี้เขาไม่ได้มีส่วนมีเสียงด้วย มันก็เป็นประเด็นปัญหานะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในร่างพระราชบัญญัตินี้โครงการใด ๆ มันต้องให้ทางสภาท้องถิ่นได้เข้ามามีส่วนได้ส่วนเสีย เสียก่อน แล้วเราก็มีสภาองค์กรชุมชน มีสภาพลเมือง และเราก็ยังมีศูนย์ของ กกต. ของฝ่ายกองทัพต่าง ๆ อีกมากมาย มันเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวกับประชาชนทั้งนั้นที่เขาอยู่ในท้องที่ ในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นมันจะต้องมีกติกากันว่า จะไปทําอะไรในจังหวัดนั้น ๆ ชาวบ้านในจังหวัดนั้น ๆ จะต้องได้รับความรู้ ได้ฟังทั้งฝ่าย สนับสนุนแล้วก็ฝ่ายคัดค้านอย่างเปิดเผย กว้างขวาง แล้วก็ได้รู้ที่ไปที่มา แล้วก็ได้รับทราบว่า จะมีการศึกษาเบื้องต้นที่เรียกว่า พรีฟีซิบิลิตี สตัดดี (Pre-feasibility Study) หรือเปล่า งบประมาณจะเป็นอย่างไร ต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องว่ากันตั้งแต่รากหญ้านะครับ ที่พื้นที่มันต้อง อยู่ในพระราชบัญญัตินี้กําหนดไว้ให้แน่ชัด ไม่ใช่ว่าทํากันแล้วที่กรุงเทพฯ แล้วก็ไปเชิญ ประชาชนมาบอกว่าท่านมีส่วนร่วมตามพระราชบัญญัตินี้ มันอาจจะสายเสียแล้วก็ได้ ผมจะ ยกตัวอย่างของต่างประเทศ ๒-๓ ประเทศด้วยกัน คือที่สถานทูตที่กรุงโตเกียวเราจะรื้อ อาคารเก่าแล้วก็สร้างใหม่ ก็ใช้เวลา ๑ ปีกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้าน อันหนึ่งก็เป็นโรงเรียนอนุบาล อีกอันหนึ่งก็เป็นสํานักงานใหญ่ของนิกายศาสนาพุทธด้านมหายาน เขาก็ต้องมีส่วนได้ส่วนเสีย โรงเรียนอนุบาลที่อยู่ติดกับสถานทูตเขาบอกว่าจะตัดต้นไม้กี่ต้น เพราะว่าอาจจะไปตัดต้นที่เด็กมาเรียนตอนเช้าและได้ยินเสียงนกร้อง เขาก็ไม่อยากจะให้ สูญเสียต้นไม้นี้ไป เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มันว่ากันที่ท้องถิ่น ไม่ใช่ว่าสถานทูตไทย ที่กรุงโตเกียวมีอภิสิทธิ์ทางการทูตแล้วจะทําอะไรได้ ไม่ใช่ ต้องอยู่ร่วมกับชุมชนนะครับ ขึ้นมาในเรื่องที่ใหญ่ขึ้นอีกนิดหนึ่ง รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์ต้องสร้างอุโมงค์ทะลุเพื่อให้ การเคลื่อนระหว่างยุโรปเหนือกับใต้ลงไปอิตาลีสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ แต่เขาไม่ได้ทําโดย ผลการบวก ลบ คูณ หาร จะมีรายได้มากมายจากการเก็บค่าต๋งของรถที่จะวิ่งไปวิ่งมา มันต้องมีการทําประชามติ ต้องมีประชาพิจารณ์อย่างกว้างขวาง แล้วก็ท้องถิ่นในแคนตอน (Canton) นั้น ๆ จังหวัดนั้น ๆ จะต้องให้รับความเห็นชอบด้วย ผมว่าเราจะต้องทําเริ่มต้นกัน อย่างนั้นว่าถ้าเกิดจะให้ประชาชนเป็นใหญ่แล้ว มันก็ต้องเริ่มที่ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ไม่สามารถที่จะอํานวยให้มีมติ ครม. หรือว่าโดยบอร์ด (Board) ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตหรือ ว่าการปิโตรเลียม โดยที่ท้องถิ่นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงนั้นมิได้เข้าร่วมตั้งแต่ต้นนะครับ หรือจะอีกประเด็นหนึ่งก็ได้ในเรื่องของ ผมก็อยากจะยกตัวอย่างของอินโดนีเซียในรัฐบาล ประชาธิปไตยของเขาทรัพยากรทางธรรมชาติที่จะเอาขึ้นมาจากจังหวัดหนึ่งใดของ อินโดนีเซียนั้น รายได้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ให้กับท้องที่ อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ส่งไปที่กรุงจาการ์ตา เมืองหลวง เว้น ๒ จังหวัดที่มีกรณีพิเศษก็คืออาเจะห์ มีประวัติศาสตร์ประเพณีวัฒนธรรม ต่างหาก รวมทั้งปาปัวในอีกด้านหนึ่งด้วย ทางตะวันออกของอินโดนีเซียก็ไม่ใช่คนมาเลเซีย นะครับ ต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีสิทธิพิเศษขึ้นมาก็ฉันใดฉันนั้นไม่ว่าเราจะทําอะไรอย่างไรนั้น การได้รู้เห็นการร่วมตัดสินใจของท้องถิ่นเป็นเรื่องที่สําคัญ และต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกตั้งแต่ ก ไม่ใช่มาร่วมเมื่อตอน ห ฮ ต่าง ๆ เหล่านี้ กับอันที่ ๒ ทรัพยากรที่จะเกิดขึ้นก็จะต้องให้ ท้องถิ่นได้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้นการทําอะไรต่อไปนี้ ภายใต้พระราชบัญญัติ อันนี้จะไม่ให้อํานาจต่อส่วนกลางใด ๆ เลยทั้งสิ้น แล้วก็สภาท้องถิ่นต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง องค์กรชุมชนที่มีขึ้นมากมายจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อจะได้แสดงว่าเขาเป็นเจ้าของประเทศ อย่างจริงจัง ผมก็อยากจะฝากประเด็นเหล่านี้ไว้ให้กับคณะกรรมาธิการเพื่อจะได้ปรับอย่างไร แล้วก็ให้เรามีความเข้าใจพื้นฐานกันว่า พระราชบัญญัติอันนี้เป็นการยืนยันสิทธิอันชอบธรรม ของประชาชน ๖๕ ล้านคนครับ ขอขอบพระคุณครับท่านประธาน