อภินันท์ ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. มีส่วนร่วมประชาชน ย้ำสร้างมาตรฐานรับฟังความเห็น

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙

อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ ชี้แจงร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ โดยเน้นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การริเริ่ม กำหนด ติดตาม และประเมินผลนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต พร้อมเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมอย่างเป็นระบบ กำหนดมาตรฐาน รับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และสร้างกลไกเยียวยาเมื่อเกิดความเดือดร้อน รวมถึงการบังคับใช้บทลงโทษต่อผู้ขัดขวางหรือบิดเบือนกระบวนการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมให้มีผลบังคับใช้ทางกฎหมายและเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในทุกหน่วยงานของรัฐ

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพ กระผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๘๖ ในฐานะกรรมาธิการ ขออนุญาตบรรยายขอบเขตของร่างกฎหมาย ที่ได้จัดทําขึ้นเสนอทางสภา สปท. ทุกท่านได้โปรดพิจารณาในวันนี้ครับ ก่อนอื่นน่าจะเป็น รายงานที่จัดทําเล่มหน้าจะหนาลําดับต้น ๆ ของรายงานหลาย ๆ ฉบับที่ผ่านมานะครับ เพราะว่าเราก็พยายามอยากจะเอาข้อมูลต่าง ๆ ไว้ในรายงานฉบับนี้ให้ครบถ้วนมากที่สุด นอกจากหลักการ เหตุผล และแนวความคิดที่ทางอาจารย์ถวิลวดีได้กราบเรียนท่านสมาชิก แล้วนะครับ ก็ได้บรรจุภาคผนวกเอาไว้เยอะเลยครับ ทั้งร่างกฎหมายของต่างประเทศก็มี ให้เห็นนะครับ เช่น ประเทศแอฟริกาใต้ ประเทศออสเตรีย ประเทศออสเตรเลีย มีหลายฉบับ ที่อยู่ในภาคผนวกให้ท่านสมาชิกทุกท่านได้พิจารณาประกอบไปด้วย การยกร่างกฎหมาย ฉบับนี้กระผมกราบเรียนให้ทราบตั้งแต่ต้นนะครับว่าเป็นกฎหมายที่ริเริ่ม น่าจะเป็นเรื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปกระบวนการทํางานอย่างแท้จริงนะครับ แต่การจัดทําร่างกฎหมาย ฉบับนี้ไม่ได้จัดทําขึ้นอย่างผิวเผิน ได้ทํามาตั้งแต่ชั้น สปช. แล้วก็มีทั้งสถาบันพระปกเกล้า มีพื้นฐานของการวิจัย แล้วก็การยกร่างครั้งแรกมีผู้แทนจากสํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา แล้วก็นักกฎหมายหลายท่านช่วยกันยกร่าง จนกระทั่งงานชิ้นนี้มาถึง สปท. รุ่นที่พวกเรารับผิดชอบอยู่ เราก็ยังมีคณะทํางานด้านกฎหมายอยู่ชุดหนึ่งของอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลกรภาครัฐ ซึ่งมี พลตํารวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ประธานคณะทํางานด้านกฎหมายช่วยกันดูนะครับ กรรมการ กฎหมายในชุดนี้ก็จะมี ท่านสุชาติ เวโรจน์ เราเชิญท่านสุชาติ เวโรจน์ ซึ่งอดีตเป็นเลขาธิการ ศาลปกครองเก่า ท่านก็มาช่วยเป็นเลขาฯ แล้วก็นําทีมกฎหมายมาช่วยดู นอกจากนั้นในการ ดําเนินการขั้นตอนการยกร่าง กราบเรียนท่านสมาชิกทุกท่านว่า เราได้มีคณะนักกฎหมาย จากหลายภาคส่วนเข้ามา นอกจากนักนิติกรของสภาของพวกเราเองแล้ว ผมก็ยังได้ขอให้ ทางสํานักกฎหมายตั้งแต่สํานักกฎหมายของสํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และ แม้กระทั่งสํานักกฎหมายของกรมที่ดินเองได้ช่วยกันดูว่ามีข้อบกพร่องอย่างไร แล้วก็ปรับปรุง แก้ไข ในที่สุดก็มีการรับฟังความคิดเห็นจากหัวหน้าส่วนราชการ ซึ่งเราเชิญมาเมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน มาแสดงข้อคิดเห็นต่อร่างที่ยกขึ้นในชั้นกรรมาธิการนะครับ แล้วก็ในการรับฟัง ความคิดเห็น เรารับฟังความคิดเห็นทั้งผู้แทนของหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็ที่เสนอมาเป็น ลายลักษณ์อักษร โดยส่วนใหญ่ก็เห็นชอบในหลักการที่อยากจะเห็นกฎหมายฉบับนี้มีผล บังคับใช้ แล้วก็มีการแนะนํารายละเอียดต่าง ๆ ที่นําไปปรับปรุงแก้ไข ซึ่งนําข้อคิดเห็นเหล่านี้ มาทําการปรับปรุงแก้ไขนะครับ แล้วนอกจากนี้เรายังได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน เป็นเวทีสาธารณะ เชิญทั้งผู้แทนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ มาให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ แล้วในที่สุดในชั้นกรรมาธิการก็มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน โดยเฉพาะท่านที่ปรึกษา มีทั้ง อัยการ ที่ปรึกษา มีดอกเตอร์ทศพร ก็ได้ให้ความเห็น รวมกันนําความเห็นเหล่านี้ผนวกเข้ามา เป็นร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่อยากจะกราบเรียนว่าอยู่ในมือท่านแล้วครับ ขออนุญาตอธิบาย ใช้เวลาพอสังเขปถึงสาระสําคัญในร่างกฎหมายฉบับนี้ กราบเรียนว่าในเบื้องต้นนี้ในฐานะ ที่เป็นหัวหน้าคณะทํางานยกร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ก็มีความเห็นส่วนตัวครับ ผลกระทบ กว้างขวางกับหน่วยงานราชการอย่างแน่นอน แต่ว่าประโยชน์ได้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง เนื้อหาสําคัญในร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการนโยบาย สาธารณะ พ.ศ. .... นี้ครับ กระผมอยากจะกราบเรียนสาระสําคัญใน ๔ เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรก ก็คือขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ ว่าจะใช้บังคับกันถึงขนาดไหน เรื่องที่ ๒ กระบวนการที่ออกแบบไว้เป็นอย่างไร เรื่องที่ ๓ คือการจัดองค์กร การจัดองค์กรที่จะดูแล กฎหมายฉบับนี้ และเรื่องสุดท้ายคือบทกําหนดโทษที่เราต้องการให้กฎหมายฉบับนี้มีผล บังคับใช้อย่างแท้จริงนะครับ เจ้าหน้าที่ขอสไลด์ (Slide) เลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

เรื่องขอบเขตของกฎหมายฉบับนี้ กราบเรียนท่านสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับว่าอยู่ใน มาตรา ๓ ซึ่งเป็นบทบัญญัติศัพท์ นะครับ นโยบายสาธารณะนี้มันยังมีขอบเขตกว้างขวางพอสมควร เอามารวมถึงแนวทาง ในการดําเนินงานของรัฐ แผนงาน โครงการพัฒนาของหน่วยงานของรัฐ ทั้งที่ดําเนินการเอง ทั้งที่ให้สัมปทาน ทั้งที่อนุญาตให้บุคคลอื่นทํา และรวมทั้งกิจกรรมใด ๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบ ต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม

กระบวนการนโยบายสาธารณะที่จะต้องเปิดให้พี่น้องประชาชนเข้ามา มีส่วนร่วมนี้ครับ จะหมายรวมทั้งตั้งแต่กระบวนการจัดทํา ดําเนินการ ตั้งแต่ริเริ่มปฏิบัติจนถึง ติดตามประเมินผล และการพิจารณาแก้ไข เปลี่ยนแปลง ยกเลิก หากพี่น้องประชาชน ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณาเห็นว่ามีผลกระทบ แล้วก็ไม่อาจมีมาตรการป้องกัน แก้ไข เยียวยาได้

ผู้ที่จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องในการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ สาธารณะดังกล่าวนั้นก็ประกอบด้วยทั้งผู้มีส่วนได้เสีย ความหมายจะครอบคลุมกว้างไปถึง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ที่โครงการเหล่านั้นดําเนินการอยู่ ผู้แทนองค์กร ภาคประชาชน ผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม ผู้แทนองค์กรภาคเอกชน และบุคคลอื่น ที่คณะกรรมการกําหนดขึ้นเป็นผู้ดูแลกฎหมายฉบับนี้ ดังนั้นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ครับ ก็จะมีความหมายกว้างขวางแล้วก็มีส่วนร่วมกันอย่างกว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง

ขอบเขตอีกส่วนหนึ่งก็คือว่า ความหมายคําว่า การมีส่วนร่วมของประชาชน ตามมาตรา ๓ นี้ครับ ก็คือการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องตามที่กล่าวแล้วข้างต้นเข้ามา มีส่วนร่วมในกระบวนนโยบายสาธารณะ ตั้งแต่ริเริ่มจัดทําจนกระทั่งถึงประเมินผลนะครับ เพื่อนําไปสู่การตัดสินใจ

แน่นอนที่สุดเอาต์พุต (Output) สําคัญในการที่ทําการมีส่วนร่วมคือการ ให้เกิดฉันทามติขึ้น ตามมาตรา ๓ ที่บัญญัติศัพท์ไว้ว่า ฉันทามตินี้ต้องหมายถึง ผลที่ได้รับ ความคิดเห็นอย่างทั่วถึง จะต้องมีการสื่อสารกัน ๒ ทาง แล้วแสวงหาทางออกในประเด็นต่าง ๆ ไม่ได้เป็นผลจากการลงมติ เพราะว่าการสื่อสารกัน การรับฟังความคิดเห็นมันไม่จําเป็น จะต้องใช้กระบวนการลงคะแนนเสียงหรือลงประชามติ แล้วก็ไม่จําเป็นจะต้องมีความเห็น เป็นเอกฉันท์ใด ๆ แล้วก็ฉันทามตินี้ก็จะนําไปสู่การประกอบการตัดสินใจของหน่วยงาน ของรัฐในกระบวนการนโยบายสาธารณะในแต่ละขั้นตอน แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่ก้าวล่วงไปถึง กระบวนการตัดสินใจนะครับ ขอให้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจแค่นั้นเอง ยกเว้นแต่ว่า การตัดสินใจเมื่อประกอบการตัดสินใจเสร็จแล้วท่านต้องทําประกาศ และหากมีผลกระทบ ก็จะมีมาตรการเยียวยาอย่างไร ซึ่งอยู่ในกระบวนการของเนื้อหากฎหมายนะครับ

หลักการทั่วไปของการมีส่วนร่วม เรากําหนดในร่างกฎหมายฉบับนี้ให้เป็น สิทธิของพี่น้องประชาชนครับ และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐที่จะต้องจัดทําขึ้น ตามมาตรา ๖ และมาตรา ๗ นะครับ ส่วนรายละเอียดหากบัญญัติอยู่ในกฎหมายจะทําให้ กฎหมายเยิ่นเย้อนะครับ ก็จะให้คณะกรรมการได้พิจารณากําหนดหลักเกณฑ์วิธีการ สาระสําคัญต่าง ๆ ตามมาตรา ๘ และมาตรา ๑๑ นะครับ รวมทั้งมาตรา ๒๐ (๔) คือกําหนด ประเภทขอบเขตของนโยบายสาธารณะที่จะให้พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วม แต่ในการให้ พี่น้องประชาชนมีส่วนร่วมจะต้องให้ข้อมูลข้อเท็จจริงก่อนดําเนินการรับฟังความคิดเห็น เป็นเบื้องต้น ทั้งนี้ก็ให้คํานึงถึงความปลอดภัยสาธารณะและความมั่นคงของรัฐด้วยนะครับ เรื่องนี้ก็บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑ นะครับ

กระบวนการต่อไปก็คือว่าหากนโยบายสาธารณะมีผลกระทบต่อพี่น้อง ประชาชนและชุมชนทั้งด้านคุณภาพชีวิต ทั้งส่วนตัว แล้วก็สังคมนี่ครับต้องรับฟัง ความคิดเห็นอย่างทั่วถึงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ฉันทามติ แล้วผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง อาจจะยื่นคําร้องหากหน่วยงานของรัฐเปิดกระบวนการมีส่วนร่วมไม่ทันใจนะครับ พูดง่าย ๆ ว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ยื่นคําร้องให้หน่วยงานของรัฐดําเนินการโดยไม่ชักช้าเพื่อนําไป ประกอบการตัดสินใจ ซึ่งหากนโยบายสาธารณะนั้นมีผลกระทบต่อคุณภาพของชีวิต และสังคมตามมิติต่าง ๆ แล้ว ถึงแม้จําเป็นต้องทําเพื่อประโยชน์สาธารณะท่านจะต้องมี มาตรการป้องกัน ต้องมีมาตรการเยียวยา ต้องมีมาตรการแก้ไขผลกระทบต่าง ๆ ในประกาศ ที่จะต้องประกาศให้พี่น้องประชาชนได้ทราบตามมาตรา ๑๒ ครับ ประกาศนั้นจะต้องมี เหตุผลแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบในการกําหนดทางเลือก ตัดสินใจทางเลือกที่เหมาะสม พร้อมกับมาตรการป้องกันแก้ไขเยียวยาผลกระทบและความคุ้มค่ากับทางเลือกที่ท่าน ได้เลือกใช้ในการดําเนินงานนโยบายสาธารณะดังกล่าวนะครับ ในระหว่างที่ดําเนินการ นโยบายสาธารณะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็มีสิทธิยื่นคําร้องต่อหน่วยงานดําเนินการเพื่อดําเนินการ มาตรการหรือแก้ไขผลกระทบ เมื่อประกาศไปแล้วเห็นว่าหน่วยงานเพิกเฉยละเลย ไม่ดําเนินการตามมาตรการที่ประกาศ ก็ยื่นคําร้องต่อหน่วยงานให้ดําเนินการนะครับ แล้วก็ หากมีผลกระทบที่คิดว่ามันร้ายแรงก็สามารถยื่นให้หน่วยงานพิจารณาแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกนโยบายสาธารณะนั้นเสียนะครับ ส่วนเมื่อยื่นคําร้องต่อหน่วยงานแล้ว หากหน่วยงานเพิกเฉยละเลยไม่ดําเนินการผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ยื่นคําร้องให้คณะกรรมการ ซึ่งได้ออกแบบไว้วินิจฉัยต่อไปตามมาตรา ๑๖ นะครับ ก็คือเมื่อพ้น ๓๐ วันนับตั้งแต่ ยื่นคําร้องขอเข้าไปมีส่วนร่วมหรือขอให้หน่วยงานของรัฐแก้ไข ปรับปรุง ผลกระทบต่าง ๆ หรือไม่ดําเนินการตามมาตรการตามที่ประกาศไว้ตามมาตรา ๑๕ เมื่อพ้น ๓๐ วัน ก็ให้ยื่น คําร้องให้คณะกรรมการวินิจฉัยแล้วคณะกรรมการจะต้องวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน นะครับ หากมีผลจําเป็นก็ขยายได้ไม่เกิน ๖๐ วันครับ เมื่อยื่นคําร้องต่อคณะกรรมการ คณะกรรมการวินิจฉัยแล้วผู้มีส่วนเกี่ยวข้องยังไม่เห็นด้วยกับคําวินิจฉัยก็ให้สิทธิยื่นฟ้อง ต่อศาลปกครองตามมาตรา ๑๗ ต่อไป ฉะนั้นการออกแบบก็จะออกแบบตั้งแต่การอุทธรณ์ ต่อคณะกรรมการและนําความขึ้นฟ้องต่อศาลปกครองในกระบวนการตัดสินในที่สุดนะครับ

ในด้านการจัดองค์กร ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระภาคที่ ๓ นะครับ ออกแบบไว้ ให้มีคณะกรรมการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ ตามมาตรา ๑๘ นะครับ แล้วให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเราไม่ได้จัดตั้ง หน่วยงานใหม่นะครับ สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนปี ๒๕๔๘ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันนะครับ แล้วหน่วยงานที่ดําเนินการอยู่ก็เป็นหน่วยงานภายในของสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี องค์กรที่จัดตั้งขึ้นที่เป็นคณะกรรมการ กําหนดให้นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานนะครับ มีผู้แทนจากภาคส่วนราชการในระดับปลัดกระทรวง ๔ ท่าน มีผู้แทน องค์กรปกครองท้องถิ่น ๒ ท่าน ผู้ทรงคุณวุฒิ ๕ ท่าน ผู้แทนภาคประชาชน ๕ ท่าน และมี ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการครับ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ที่สําคัญนะครับก็ยังอยู่ในมาตรา ๒๐ มีที่สําคัญได้แก่ ๑. การกํากับดูแล ส่งเสริม สนับสนุน ๒. การพิจารณาวินิจฉัยคําร้องของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ผมกราบเรียนไปตั้งแต่ต้นในกระบวนการ ยื่นอุทธรณ์นะครับ ๓. การพิจารณาวินิจฉัยมาตรฐานการมีส่วนร่วมของกฎหมายอื่น ซึ่งตาม มาตรา ๕ ได้บัญญัติว่า หากกฎหมายอื่นกําหนดมาตรฐานการมีส่วนร่วมที่ไม่ต่ํากว่ากฎหมาย ฉบับนี้ก็ให้ดําเนินการตามมาตรฐานของกฎหมายเฉพาะนั้น ๆ ไปได้นะครับ การวินิจฉัยก็ให้ เป็นอํานาจของคณะกรรมการใน (๒) ต่อไปอํานาจหน้าที่ ๔. กําหนดระเบียบเกี่ยวกับ หลักเกณฑ์และวิธีการ แล้วก็ขอบเขต ประเภท ชนิด ลักษณะของนโยบายสาธารณะที่อยู่ ภายใต้การบังคับของพระราชบัญญัตินี้ และ ๕. ประการที่สําคัญเรากําหนดให้คณะกรรมการ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาครับ เพราะหวังให้มีผลบังคับใช้ในการที่จะ สามารถขอความร่วมมือ แล้วก็ขอเอกสารข้อเท็จจริงต่าง ๆ ได้นะครับ ใครที่ไม่ให้ความ ร่วมมือก็มีบทกําหนดโทษ ตามบทกําหนดโทษที่จะบัญญัติภายหลังนะครับ

ส่วนการได้มาซึ่งคณะกรรมการในภาคผู้แทนของเอกชนและประชาสังคม ก็จะให้มีคณะกรรมการสรรหาขึ้น ๓ คน ประกอบด้วย ท่านที่ ๑ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ท่านที่ ๒ คือประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และท่านที่ ๓ คือประธานกรรมการ ร่วมสถาบันภาคเอกชน คือ กกร. นะครับ ๓ สถาบันภาคเอกชนนะครับ ก็คือหอการค้า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และถ้าจําไม่ผิดของสมาคมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งเขามีการประชุมร่วมกันนะครับ แล้วก็มีประธานร่วมอยู่ท่านหนึ่ง

แล้วส่วนสุดท้ายก็คือบทกําหนดโทษนะครับ ซึ่งจะมีเนื้อหาสาระสําคัญอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรก คือจะพิจารณาโทษกับผู้ที่ไปทําการขัดขวางไม่ให้เกิดกระบวนการ มีส่วนร่วมนี้ การขัดขวางนี้หมายถึงการที่ไปทําให้เกิดการดําเนินการไม่ได้นะครับ เราจะเห็น หลายเวทีสาธารณะนะครับ มีการขัดขวางกันขึ้นหรือทําให้การดําเนินการไม่บรรลุ ไม่อาจ ดําเนินการบรรลุได้ตามที่กําหนดนะครับ เรื่องที่ ๒ ก็คือลงโทษผู้ที่บิดเบือนหาประโยชน์ ในกระบวนการมีส่วนร่วมเราจะเห็นหลายเวทีหลายกระบวนงานมีคนไปแอบอ้าง และแสวงหาประโยชน์จากพี่น้องประชาชนตั้งเป็นตัวแทนแล้วก็เรียกหาผลประโยชน์เหล่านี้ เป็นต้น ผู้บิดเบือนก็จะมีบทลงโทษไว้ เรื่องที่ ๓ เรามีบทลงโทษสําหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามคําสั่ง ของคณะกรรมการ ก็เป็นคําสั่งของการให้มาชี้แจงหรือคําสั่งขอเอกสารต่าง ๆ นะครับ แต่โทษอาญาที่กําหนดตามร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นลหุโทษนะครับ ก็คงไม่ร้ายแรงมาก ก็กําหนดเพียงลหุโทษเท่านั้นเองเป็นชั้นลหุโทษเป็นเนื้อหาสาระสําคัญ

กราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้เจตนาอยากจะให้เป็นกฎหมายกลางสําหรับ กระบวนการการมีส่วนร่วม ยกระดับจากระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งไม่มีผลบังคับใช้ แล้วก็มีระดับหน่วยงานภายในซึ่งดําเนินการ แล้วก็การร่วมไม้ร่วมมือจาก หน่วยงานต่าง ๆ ตามระเบียบก็มีไม่ค่อยเยอะเท่าไร แต่กราบเรียนว่าในขณะนี้จากการรับฟัง ความคิดเห็น จากการเชิญมาสัมมนา ทุกหน่วยงานในขณะนี้ได้พัฒนาหน่วยงานที่ทําหน้าที่ รับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนได้เพิ่มขึ้นเป็นลําดับนะครับ เท่าที่ทราบตั้งแต่ กรมชลประทาน กรมทางหลวง ทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า เขาเริ่มจะมีหน่วยงานเหล่านี้ ขึ้นภายใน เพราะว่าเห็นความสําคัญและอาจจะเป็นเพราะระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีได้ทํา ให้เกิดการพัฒนาขึ้น ผมคิดว่าหลักการการที่ร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อจะเป็นมาตรฐานกลาง ให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้ดําเนินงาน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน กระผม ขอกล่าวสรุปสาระสําคัญเพียงเท่านี้ครับ กราบขอบพระคุณมากครับท่านประธาน