ชูชัย เสนอสมดุลรัฐ-ทุน-ประชาชน เน้นมีส่วนร่วมลดเหลื่อมล้ำ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ชูชัย ศุภวงศ์ อภิปรายเน้นความจำเป็นในการสร้างสมดุลระหว่างรัฐ ทุน และภาคประชาชน โดยเรียกร้องให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านกลไกสมัชชาในทุกระดับ เพื่อผลักดันนโยบายสาธารณะที่โปร่งใส ยึดหลักความรู้และประโยชน์ส่วนรวม พร้อมเสนอให้เรียนรู้กระบวนการสรรหาจากองค์กรอิสระและผลักดันร่าง พ.ร.บ. การมีส่วนร่วมของประชาชนให้ครอบคลุมทุกภาคส่วนเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

นายชูชัย ศุภวงศ์

กราบเรียนท่านประธาน เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ กระผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ครับ ผมคิดว่าวันนี้เป็นอีกวันหนึ่ง ที่สําคัญที่ทางสภาได้หยิบเรื่องที่เป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม ในสังคมครับ ถ้าบอกว่าเรามีส่วนร่วมมากแล้ว แล้วมีส่วนร่วมมากเกินไปต้องดูที่ผลครับ ผลลัพธ์ก็คือความเหลื่อมล้ําในสังคมสูงมาก สูงที่สุดในอาเซียน (ASEAN) แต่ว่าประเทศที่มี ประชาธิปไตยทางตรง สังคมเข้มแข็ง ชุมชนเข้มแข็ง มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนความเหลื่อมล้ํา ก็ต่ํามาก เพราะฉะนั้นต้องแยกการมีส่วนร่วมกับเรื่องของการใช้เสรีภาพที่เกินขอบเขต การใช้เสรีภาพที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักการเหตุผล หรือบนพื้นฐานของความรู้ที่ถูกต้องและ ชัดเจน ท่านประธานครับ เมื่อประมาณสัก ๒๐ ปีเศษ ผมได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งคือหนังสือ ชื่อว่า สังคมเข้มแข็ง ผมพยายามค้นหาจากที่บ้านครับ พอดีตอนน้ําท่วมเข้าใจก็คงหาย ไปเยอะเลยก็ค้นไม่เจอครับ เขียนโดยศาสตราจารย์ธีรยุทธ บุญมี ในนั้นอ้างถึงข้อความ ผมอาจจะโควต (Quote) ไม่ตรงเสียทีเดียวเพราะใช้ความจําที่อ่านมากว่า ๒๐ ปีแล้ว คือ พูดถึงศาสตราจารย์ท่านหนึ่งชื่อฮันติงตัน ศาสตราจารย์ฮันติงตันได้เสนอเมื่อประมาณ ครึ่งศตวรรษที่แล้วประมาณ ๔๐-๕๐ ปี ว่าให้สนับสนุนพรรคการเมือง และนั่นหมายถึงว่า นี่คือการสร้างประชาธิปไตย ไม่ทราบว่าประชาธิปไตยแบบตะวันตกหรือประชาธิปไตย แบบไหนนะครับ แล้วก็เท่าที่ผมจําได้นะครับ ไม่มีข้อเสนออื่นในการที่ให้เปิดพื้นที่สาธารณะ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนสังคมควบคู่กันไปด้วย ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นเจตนาหรือไม่ แต่เป็นข้อเสนอถึงรัฐบาลต่าง ๆ แถบพื้นที่ที่มีความเกรงกลัวต่อกระแสของพรรคคอมมิวนิสต์ และด้วยเหตุนี้หรือเปล่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามุ่งเน้นพรรคการเมือง และมีคนจํานวน ประมาณ ๓,๐๐๐ ถึง ๕,๐๐๐ คนมาแสดงบทบาทตรงนี้อยู่ แต่ก็ละเลยเพิกเฉยการเปิดพื้นที่ สาธารณะให้กับชุมชนในทุกระดับ ต้องขอประทานโทษเรื่องนี้ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะกระทบ ทางการเมืองหรือนักเลือกตั้งทั้งหลาย แต่ว่าเพราะด้วยเหตุนี้หรือไม่ น่าจะเป็นการศึกษาวิจัย ที่เราขาดพื้นที่ที่เราเรียกว่า สมัชชาพื้นที่ในระดับชุมชน ในระดับหมู่บ้าน ในระดับตําบล เรื่อยมาจนมาถึงระดับชาติ คําว่า สมัชชา ยืมจากภาษาของยูเอ็น แอสเซมบลี (UN Assembly) ก็คือเป็นที่ที่มาประกอบกัน ในทุกภาคส่วนที่จะมาเสนอความคิดเห็นกัน นั่นล่ะครับเป็นจุดที่สําคัญ และผมก็เชื่อว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีส่วนในการที่จะเติมส่วนที่ขาดตรงนั้นไป ประชาธิปไตยในตะวันตก มีพัฒนาการของภาครัฐ ภาคทุน หรือภาคธุรกิจ รวมทั้งภาคประชาสังคมมาคู่ขนานกัน ในช่วงเวลา ๑๐๐ ถึง ๒๐๐ ปีที่ผ่านมา แต่ว่าในประเทศไทยเราหรือประเทศแถบตะวันออก ภาครัฐหรืออํานาจรัฐมันใหญ่มากแล้วรวมศูนย์ด้วย ภาคธุรกิจก็เพิ่งมาเปิดพื้นที่หลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ท่านประธานคงทราบเรื่องเหล่านี้ดีนะครับ ส่วนภาคประชาชนหรือ ภาคประชาสังคมนั้นค่อย ๆ ขยายตัวแล้วก็ไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่รวดเร็วนัก แต่แม้กระนั้น ก็ตามสังคมต้องมีดุลยภาพนะครับ ถ้าอํานาจรัฐมากไป รวมศูนย์มากไป มันก็เกิดช่องว่าง ในสังคมสูง ถ้าทุนมากไปเป็นธนกิจการเมืองเข้ามาแทรก ก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าทุนไม่สัมมา หรือเรียกว่านักวิชาการบางฝ่ายก็พูดถึงขนาดว่าเป็นทุนสามานย์ด้วยซ้ําไป ก็เราจะเห็น กฎหมายแปลก ๆ นะครับ พ.ร.บ. แข่งขันการค้าที่ไม่เป็นธรรมแต่ว่าไม่สามารถทําอะไรกับ บริษัทยักษ์ใหญ่ได้ อันนี้ครับคือที่มาของความเหลื่อมล้ําในทุกมิติที่ผมพยายามอภิปราย เสมอครับ ความเหลื่อมล้ํามันตั้ง ๕ มิติไม่เพียงเฉพาะรายได้แต่เป็นเพียงเหลื่อมล้ําทางโอกาส ทางอํานาจ ทางศักดิ์ศรีและทางสิทธิ มันไปด้วยกัน แต่ว่าพอมาถึงเหตุการณ์ ปี ๒๕๓๕ เกิดเหตุการณ์พฤษภาคมและเกิดสภาที่ไม่ปกติครับ เรามีกฎหมายดี ๆ ออกมาเยอะเลย ในช่วงยุคสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอานันท์ ปรากฏการณ์อันหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วม ของประชาชน ก็คือว่าในร่างกฎหมายแต่ละฉบับ องค์ประกอบที่คณะกรรมการทั้งหลาย ซึ่งเต็มไปด้วยข้าราชการประจําเริ่มเปิดพื้นที่ให้กับภาควิชาการ เริ่มเปิดพื้นที่ให้กับภาค ประชาสังคม ลองไปสังเกตดูสิครับ กฎหมายก่อนหน้านั้นคณะกรรมการทั้งหมดส่วนใหญ่ จะเป็นข้าราชการเป็นหลัก แล้วภาคประชาชนแทบไม่มีเลยนะครับ แล้วพัฒนาการต่อมา ก็คือมีผู้แทนของรัฐบาลท้องถิ่น ไม่ว่าเทศบาล อบต. หรืออะไรต่าง ๆ เข้ามาเพิ่มเติม นั่นคือพัฒนาการของการคลี่คลายกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่พูดเช่นนี้ ผมไม่ได้รังเกียจข้าราชการนะครับ ผมเองเป็นข้าราชการมาทั้งชีวิตและตําแหน่งสุดท้ายคือ ตําแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็เป็นตําแหน่งข้าราชการ เป็นข้าราชการ ระดับ ๑๑ เทียบเท่าปลัดกระทรวง แต่ประเด็นสําคัญอยู่ตรงที่ว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการ หรือกลไกในกฎหมายต่าง ๆ มีส่วนกําหนดคุณสมบัติครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เรา เข้าใจกันดีว่าน้ําที่เราดื่มมีไฮโดรเจน ๒ ตัวกับออกซิเจนตัวหนึ่ง แต่ทันทีที่เราเติมออกซิเจน ไปอีกตัวหนึ่งมันก็กลายเป็นคุณสมบัติอีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่เป็นน้ําครับ เป็นไฮโดรเจน เพอร์ออกไซด์ สมัยก่อนเขาเอาไปล้างแผล เขาใส่แล้วมันจะมีฟองขึ้นมา แต่ตอนหลังก็ค้นพบว่า ไม่เกิดประโยชน์ในการไปล้างแผล แต่ถ้าเอามาดื่มอาการก็อาจจะสาหัสนะครับ ต้องล้างท้อง เพราะว่าองค์ประกอบเปลี่ยนไป คุณสมบัติเปลี่ยนไป คณะกรรมการชุดนี้พยายามจะปรับ องค์ประกอบในสังคมให้มีดุลยภาพมากขึ้นไม่ให้เกิดการเหลื่อมล้ําที่มากเกินไป ท่านประธานครับ นอกเหนือจากนั้นเราจะสังเกตหลังจากปี ๒๕๓๕ เป็นต้นมา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนมากที่สุดฉบับหนึ่ง แต่เชื่อไหมว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่เราคาดหวังว่าจะสร้างการมีส่วนร่วมให้กับประชาชนมากที่สุดกลับปรากฏว่า ในแต่ละมาตราว่าด้วยสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชนเขียนไว้ตอนท้ายว่า ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ประชาชนที่ชื่นชมกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้ล่วงรู้เลยนะครับว่า มันไม่เกิดผล ผมเองก็ไม่ทราบนะครับ จนกว่ามารับหน้าที่ ทําหน้าที่เป็นรองประธานยกร่าง รัฐธรรมนูญตอนปี ๒๕๕๐ รับผิดชอบ เรื่อง หมวดสิทธิเสรีภาพการมีส่วนร่วมของประชาชน จึงทราบว่าศาลฎีกาท่านชี้ว่าสิทธิชุมชนไม่เกิด ด้วยเหตุที่ว่ากฎหมายลูกยังไม่ได้ออกมา รองรับรัฐธรรมนูญในมาตรานั้น ๆ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะฉะนั้นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะดึงเอาทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติออกกว่า ๒๐ มาตรา เราจึงบอกว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่กินได้ นั่นละครับคือพัฒนาการที่ผ่านมา แล้วรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ เขียนถึง ขนาดว่าผมจะยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมนะครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มีแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐว่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน มาตรา ๘๗ มี (๑) ถึง (๕) ลองไปอ่านเถอะครับ เป็นไปในทิศทางเดียวกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ (๑) ก็คือส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการ กําหนดนโยบายและวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมทั้งในระดับชาติและในระดับท้องถิ่น อันนี้ตรงเลยครับ (๒) ส่งเสริมสนับสนุนการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินทางการเมือง วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการบริหารสาธารณะ ท่านประธานครับ ผมคงต้องขอ เวลาท่านประธานอีกสักนิดหนึ่งครับ เพราะว่าถ้าไม่เรียงลําดับพัฒนาการที่ผ่านมาก็จะมี คนตั้งคําถามว่าทําไมต้องออกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ผมอยากจะบอกว่าอะไรที่เดินไปข้างหน้า มันถอยหลังได้ยากนะครับ แล้วมันมีหลักฐานสําคัญว่าสิ่งที่เรากําลังเดินไปข้างหน้ามันเป็น คุณกับประเทศชาติโดยเฉพาะประชาชน ที่ผมบอกว่าเป็นคุณกับประเทศชาติประชาชน ด้วยเหตุที่ว่าศาลปกครอง ท่านได้ใช้รัฐธรรมนูญมาตรา ๕๗ ตอนนั้นท่านประธานคงจําได้ หลังน้ําท่วมมีการอนุมัติเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อไปแก้ปัญหาในพื้นที่น้ําท่วม โดยไม่ผ่าน กระบวนการใด ๆ เลย ศาลปกครองท่านก็ใช้มาตรา ๕๗ วรรคสอง บอกว่า การวางแผน พัฒนาสังคม เศรษฐกิจการเมืองและวัฒนธรรม การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ การวางแผน ผังเมือง การกําหนดเขตการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และการออกกฎที่อาจมีผลกระทบต่อ ส่วนได้ส่วนเสียสําคัญของประชาชนให้รัฐจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน อย่างทั่วถึงก่อนดําเนินการ ประโยคนี้นะครับที่ทําให้เราไม่สูญเสียเงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งมาตรา ๖๗ วรรคสาม ว่าด้วยสิทธิของชุมชน ชุมชนสามารถที่จะฟ้องได้เมื่อเขา เดือดร้อนนะครับ ผมคิดว่าผมต้องขอบคุณมติ ครม. ของรัฐบาลชุดนี้ที่มีความกล้าหาญ ในการที่จะปิดเหมืองทองคํา เพราะว่ายอมรับในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน นี่คือ ผลลัพธ์นะครับ เราต้องมองผลลัพธ์ ๑๐ ปีที่ผ่านมาทําไมไม่มีมติ ครม. เช่นนี้ออกมาครับ ก็เพราะไม่กล้าตัดสินใจครับ ท่านประธานไปดูรายชื่อของคณะกรรมการบอร์ดของเหมือง แต่ละเหมืองสิครับ ว่าแต่ละท่านมีอํานาจมากแค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่ก้าวเดินไป ข้างหน้าด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมันมีรูปธรรมที่บอกว่าลดทอนความเสียหาย ของสังคมและประเทศชาติ และได้ประโยชน์ของประชาชนครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ยังส่งผลให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า สมัชชาปฏิรูปประเทศ เมื่อปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๕๖ ซึ่งมีผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ๒ ท่าน ท่านอานันท์ ปันยารชุน และท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี เข้ามาร่วมในการดําเนินการได้มติถึง ๒๑ มติ อันนี้ละครับที่เรียกว่าเป็นนโยบายสาธารณะ มติ ๒๑ มติ ท่านประธานทราบไหมครับว่าผมมีส่วนรับผิดชอบด้วยเหตุที่ว่าเป็นประธาน ติดตามมติ แล้วผ่านรัฐบาล ๒ รัฐบาลครับ เสนอไปรัฐบาลหนึ่งรัฐบาลหนึ่งก็มีมารยาท พอสมควรที่จะเอาเข้า ครม. เพื่อรับทราบและส่งให้หน่วยงานต่าง ๆ แต่อีกรัฐบาลหนึ่ง ไม่แม้แต่นําเข้า ครม. เก็บไว้เฉย ๆ ไม่ได้พิจารณาไม่ได้สนใจเลยนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามเมื่อเกิดสถานการณ์บ้านเมืองวิกฤต รัฐบาลนั้นเองก็เข้าหาท่านผู้ใหญ่ ที่ผมเอ่ยชื่อมาแล้วนะครับ บอกว่าจะขอปฏิรูปประเทศไทย จะขอปฏิรูป จะมีสภาปฏิรูป ขึ้นมา หลังจากวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๗ ๒ ปีที่ผ่านมานี้ครับก็เกิดคณะทํางานปฏิรูป ซึ่งรวบรวมทั้ง ๒๑ มติปฏิรูปประเทศรวมทั้งอื่น ๆ แล้วก็นํามาสู่การเกิดของ สปช. และ สปท. เพราะฉะนั้นกระบวนการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนในบ้านเมือง ให้เกิด การปฏิรูปประเทศไทยนั้นเป็นกระบวนการที่ขับเคลื่อนที่มีพลังและไม่มีทางที่ยับยั้งได้ และที่ ผมย้ําก็คือว่าเรามานั่งในสภาแห่งนี้ก็เกิดจากพลังของการขับเคลื่อนของภาคประชาสังคม นั่นล่ะครับ ที่มีประชาชนออกมาหลายล้านคนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนใหญ่ของชาติ บ้านเมือง มี ๒ ประเด็นเท่านั้นครับที่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตและแสดงความห่วงใยสําหรับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ กระบวนการนโยบายสาธารณะหลายท่านได้พูดนะครับ แต่ว่าตามความเห็น ของผมแล้วคิดว่าน่าจะมี ๓ กระบวนการที่สําคัญ

ข้อที่ ๑ คือกระบวนการทางปัญญา คือการสร้างนโยบายที่อยู่บนฐานของ ความรู้ เป็นโนว์เลดจ์เบส โพลิซี ฟอร์มูเลชัน (Knowledge-based Policy Formulation) ไม่ใช่อยู่ ๆ จะมาเรียกร้องอะไรแล้วก็ยกพวกกันมาโดยที่ไม่มีฐานข้อมูลความรู้ อันนี้ ก็ใช้ไม่ได้ครับ

ข้อที่ ๒ คือกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสังคม โดยเฉพาะคนที่มี ส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะคนที่เขาเดือดร้อน กระบวนการต้องเปิดเผยและโปร่งใสครับ ซึ่งร่างฉบับนี้คือคําตอบ

ข้อที่ ๓ คือกระบวนการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้คนในสังคม ถ้าเป็นไป เพื่อประโยชน์ที่แฝงเร้นของคนบางกลุ่ม ของบางพวกในยุคสมัยที่เราได้เคยเห็นมาในแต่ละ รัฐบาลนะครับ มีกระบวนการหมดครับแต่มีความแฝงเร้น ถ้าไม่ครบ ๓ กระบวนการนี้ จะเรียกว่าเป็นกระบวนการนโยบายสาธารณะไม่ได้

อีกประเด็นหนึ่งคําว่า นโยบายสาธารณะ ไม่จําเป็นจะต้องเป็นของรัฐ อย่างเดียวเท่านั้นนะครับ ของภาคธุรกิจ ของอะไรต่าง ๆ ที่มีพลังมากนะครับเขาสามารถ ที่จะกําหนดทิศทางการดําเนินงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ได้แต่มีผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้คน และสังคมได้ ๒ ประเด็นที่ผมมีความห่วงใยและกังวลนะครับก็คือว่าเรื่องกรรมการสรรหา มีบางท่านได้พูดแล้วนะครับ กรรมการสรรหาเป็นปัญหาอยู่มากเวลาเราร่างรัฐธรรมนูญ เราจะวางออกแบบอย่างไรเพื่อให้ได้กรรมการที่ไปอยู่ในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สามารถที่จะ ทําภารกิจหน้าที่ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ยากจริง ๆ ครับ แล้วผม คิดว่าถ้าเท่าที่ความรู้มีอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ ซึ่งที่ผมเสนอนี้อาจจะไม่ถูกนะครับ ผมก็คิดถึง กระบวนการสรรหาอยู่ ๒ องค์กรที่ยังเห็นว่า การเมือง ราชการ หรือแม้แต่ธุรกิจยังแทรก ไม่ได้นะครับในวันนี้ แต่วันหน้าไม่ทราบ คือบอร์ด (Board) ของไทยพีบีเอส (Thai PBS) นะครับ ไปดูกระบวนการว่าเขาทําอย่างไรนะครับ ออกแบบไว้ค่อนข้างดีแล้วบอร์ด (Board) ของ สสส. ก็ยังเข้าไปแทรกไม่ได้ อาจจะเป็นด้วยเพราะว่า ๒ องค์กรนี้ลงทุนแล้วไม่คุ้มค่า หรือเปล่าไม่ทราบนะครับ แต่ว่าเท่าที่ความรู้ที่มีอยู่ก็คืออันนี้ครับเป็นปัญหาใหญ่ แล้วผมคิดว่า องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ดําเนินการไปตามคาดหวังก็เพราะว่าส่วนหนึ่งเราไปเด็ดยอด มาจากชาติต่าง ๆ ในยุโรปซึ่งมีพัฒนาการมาร่วม ๑๐๐ ปี แต่ว่าสิ่งที่เราไม่สามารถเอามาได้ คือพัฒนาการของเขา รวมทั้งที่มา การได้มาซึ่งกรรมการขององค์กรนั้น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็คงต้องพัฒนาต่อไป เพราะว่าการมีองค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นมีประโยชน์กว่าไม่มีนะครับ แล้วก็ต้องอาศัย การพัฒนาไปเรื่อย ๆ นะครับ ส่วนประเด็น เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการนโยบายสาธารณะ พ.ศ. .... ที่ผมเรียนว่าไม่จําเป็นเฉพาะ ของภาครัฐเท่านั้นนะครับ ยังมีของภาคธุรกิจ ภาคเอกชน รวมทั้งภาคอื่น ๆ ที่สามารถที่จะ สร้างนโยบายสาธารณะที่ดีที่เกิดประโยชน์กับสังคม ชุมชน ประเทศชาติ หรือเกิด ผลประโยชน์ในทางที่ไม่ดีได้ ท่านประธานครับ ผมขอจบด้วยที่ว่าประชาธิปไตยที่ขาด การมีส่วนร่วม ไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ แต่เป็นเผด็จการรัฐสภา แต่ประชาธิปไตยที่แท้จริง คือประชาธิปไตยการมีส่วนร่วม ประชาธิปไตยทางตรงนะครับ ประชาธิปไตยของฐานล่าง ประชาธิปไตยที่นําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคม ผลงานของ สปท. ชิ้นนี้จะเป็นผลงานที่สําคัญครับ เพราะหน้าที่ของสภาแห่งนี้ เป็นหน้าที่ในการสร้าง เครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมในสังคมครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน