พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ หารือปัญหาการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน โดยเน้นความสำคัญของชุมชนเข้มแข็งในการพัฒนาประเทศ ชี้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งเกิดซ้ำซากแม้มีทรัพยากรเพียงพอ จึงเสนอปฏิรูประบบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการเรียนรู้จากโมเดลสำเร็จในพื้นที่ต่าง ๆ และการบูรณาการกลไกชุมชนกับหน่วยงานท้องถิ่น พร้อมผลักดันธรรมนูญการใช้น้ำร่วมกันและระบบข้อมูลกลางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างมีส่วนร่วมและเป็นระบบ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพรักทุกท่าน ผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สมาชิกหมายเลข ๓๙ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะ นําเสนอปัญหาเรื่องการจัดการแหล่งน้ําชุมชนเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนเข้มแข็ง ท่านทั้งหลายก็คงจะเห็นความสําคัญของชุมชนนะครับ เพราะทุกปัญหามันลงไปอยู่ที่ชุมชน ทั้งหมด สิ่งที่เราพูดกันทั้งหมดมันจะลงไปที่ชุมชน หากชุมชนมีปัญหาน้อยหรือชุมชนเข้มแข็ง เราเองก็สามารถขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างดีนะครับ เพราะฉะนั้นชุมชน มีหลาย ๆ ท่าน เปรียบเทียบเหมือนกับว่าเป็นฐานรากของประเทศ เป็นเสาเข็ม ประเทศถ้าจะขับเคลื่อน หรือเจริญก้าวหน้าก็ขึ้นอยู่กับชุมชน เพราะฉะนั้นในหลาย ๆ ครั้งมีการอภิปรายก็จะพูดถึง เรื่องชุมชน ชุมชนเป็นหลัก แนวความคิดเกี่ยวกับชุมชนเข้มแข็งมีมานานมาก ถ้าเผื่อของ กระทรวงมหาดไทยก็จะเริ่มต้นตั้งแต่ จปฐ คือความจําเป็นพื้นฐาน แล้วก็มีหน่วยงาน เข้ามารับ ไม่ว่าจะเป็นกรมการพัฒนาชุมชน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีมาอย่าง ต่อเนื่อง แม้กระทั่งในการแก้ปัญหาอาชญากรรม แก้ปัญหายาเสพติดก็พูดถึงเรื่องชุมชน เข้มแข็ง เพราะหากชุมชนเข้มแข็ง ปัญหาสังคมต่าง ๆ ก็จะหมดไป ตรงกันข้ามหากสังคม อ่อนแอปัญหาก็จะเกิดขึ้นมากมาย ทั้งด้านเศรษฐกิจก็เช่นเดียวกัน หากชุมชนเข้มแข็ง มีกําลังซื้อ เศรษฐกิจก็จะเติบโต เช่นเดียวกันทางด้านการเมืองหากชุมชนเข้มแข็งมีความ เป็นตัวของตัวเองสูงก็จะถูกปลุกระดมไปในด้านต่าง ๆ ได้ลําบากยากมากขึ้น ตัวนี้คือ ชุมชนเข้มแข็ง กลับมาถึงเรื่องประเด็นน้ํานะครับ เราจะเห็นว่าปัญหาน้ําท่วม ภัยแล้ง มีอยู่คู่ ประเทศไทยมานมนาน ปีแล้วปีเล่า จะมากน้อยก็สุดแต่ดินฟ้าอากาศของแต่ละปี เพราะฉะนั้น เป็นปัญหาที่ยาวนานจนเราได้ยินคําว่า ซ้ําซาก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันท้าทายฝีมือความเป็น คนไทยที่เราจะแก้ไขปัญหานี้ให้หมดไปหรือให้เบาบางไปจากสังคมให้ได้ เราเองทราบดีว่า ปริมาณน้ําฝนเหลือเฟือ ได้มีการพูดหลายครั้งในสภานี้ ไม่ต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เราต้องเร่งระบายเพื่อไม่ให้น้ําท่วม แต่พอเราระบายเสร็จ ก็เหมือนกับเวรกรรม เกิดภัยแล้ง ตามมา มีปัญหาทางด้านการดํารงชีพของชาวบ้านในฤดูหน้าแล้งหรือแม้กระทั่งฤดูฝน เช่นเดียวกัน
ประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะพูดว่าองค์ความรู้ของเราไม่ขาดนะครับ องค์ความรู้ ไม่ขาด ตั้งแต่โครงการหลวง หรือโครงการตามพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรานี้ ท่านทรงนําร่องทําเป็นตัวอย่างไว้เยอะในหลาย ๆ พื้นที่ ในหลายภูมิภาคนะครับ ไม่ว่า จะเป็นโครงการขุดสระขนมครก แก้มลิง ทฤษฎีแก้มลิง ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ทฤษฎีใหม่ พวกเหล่านี้ พวกฝายต่าง ๆ มีมากมายให้เห็นชัดเจน แล้วก็มีปราชญ์ชาวบ้าน หรือมีผู้ให้ ความสนใจนําไปทําต่ออย่างมากมายทั่วประเทศนะครับ แต่ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ําท่วมของ เรายังคงอยู่นะครับ แล้วก็หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้มีมาก ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยก็ ๒ หน่วยงาน คือกรมทรัพยากรน้ํา กับกรมทรัพยากรน้ําบาดาลนะครับ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีหลายกรมครับ อย่างกรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ในกระทรวง มหาดไทยก็มี ปภ. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็กรมการปกครอง แล้วรวมทั้ง อปท. ในระดับต่าง ๆ นะครับ คณะทํางานของกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้ลงไปดูในปัญหาต่าง ๆ ศึกษาองค์ความรู้ว่า ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีอะไรบ้าง ในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญชัดเจนนะครับ ฉบับที่กําลังจะมีประชามตินี้ ว่าในส่วนที่ผมจะยกตัวอย่างในเรื่องการปฏิรูป ชัดเจนว่า การปฏิรูปต้องการให้สังคมเกิดความเป็นธรรม สงบสุข ลดความเหลื่อมล้ําต่ําสูงของคน ในสังคมนะครับ แล้วก็มีอีกหลายมาตราเกี่ยวกับเรื่องพูดถึงแหล่งน้ําในชุมชนนะครับ ซึ่งต้อง ขอบคุณคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บรรจุหลังจากที่ได้มารับฟังการอภิปรายใน สปท. ท่านก็ได้บรรจุและเพิ่มเติมเรื่องแหล่งน้ําในรัฐธรรมนูญในหลาย ๆ ประเด็น ก็ต้องขอกราบ ขอบพระคุณครับ ส่วนพอมาถึงกฎหมายระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ก็มีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี ออกในปี ๒๕๕๐ นะครับ สมัย พลเอก สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ก็กําหนดเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ําทรัพยากรไว้มากพอสมควรนะครับ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการนโยบายน้ําแห่งชาติ มีคณะกรรมการนโยบายลุ่มน้ํา ซึ่งในอดีตลุ่มน้ําก็มีอยู่ ประมาณ ๒๕ ลุ่มน้ําเป็นหลัก แล้วก็มีลุ่มน้ําสาขาอยู่อีกประมาณ ๒๕๐ กว่าลุ่มน้ําสาขาเศษ ๆ แล้วในนั้นก็จะมี ซึ่งในความเข้าใจก็คงจะเป็นแหล่งน้ําขนาดใหญ่ ก็คือเป็นพวกของชลประทาน แหล่งน้ําขนาดกลาง แต่ในระเบียบนี้จะพูดถึงแหล่งน้ําขนาดเล็ก ในเรื่องการจัดทําทะเบียน แล้วไม่ได้พูดถึงกลไกต่าง ๆ ในการปฏิรูปเลย ในการที่จะบริหารจัดการให้มีแหล่งน้ํา ครอบคลุมอย่างทั่วถึงนะครับ สรุปว่าเราเองเราไม่ขาดองค์ความรู้ เรามีกฎหมายและระเบียบ พอสมควร เรามีหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรามีงบประมาณ แต่เราไม่สามารถจัดการปัญหานี้ ได้นะครับ คณะทํางานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมเขามอง ลึกลงไปอีกปัญหามันอยู่ตรงไหน ทําไมถึงแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ ผลสุดท้ายก็ไปดูที่ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี แล้วไปดูการแก้ไขปัญหาแหล่งน้ําในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ประสบความสําเร็จ ไม่ว่าจะเป็นของสถาบันสารสนเทศว่าด้วยทรัพยากรน้ําและการเกษตร (องค์การมหาชน) ของดอกเตอร์รอยล ผมต้องขออนุญาตเอ่ยนามอีกหลาย ๆ นามนะครับ หรือแม้กระทั่งของอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร ของเรานี้ ท่านก็ทําไว้เยอะนะครับ หรือแม้กระทั่ง ของ อบจ. ที่จังหวัดอุทัยธานีก็เป็นรูปแบบที่ดี อบจ. ของจังหวัดหนองบัวลําภู ของคุณหมอ ศราวุธก็ทําไว้ดีนะครับ หรือแม้กระทั่งที่อําเภอน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานี ของพระภิกษุสงฆ์ ที่ทรงนําชาวบ้านทําก็ทําไว้ดี ในเรื่องการเติมน้ําใต้ดินลงไป เป็นการเติมน้ําใต้ดินและเติม น้ําบาดาลก็ทําไว้ดีนะครับ แล้วก็มีรูปแบบของเอกชน ไม่ว่าจะเป็นของบริษัทปูนซีเมนต์ไทย ที่ทําเป็นลักษณะซีเอสอาร์ (CSR) ก็ทําไว้ดี แล้วก็อธิบายถึงด้วยว่าเขาไปชักจูง ไปชวน ชาวบ้านให้เป็นเจ้าของแหล่งน้ําชุมชนได้อย่างไร เขามีวิธีการที่ดี พาชาวบ้านไปดู ชาวบ้าน เห็นแล้วอยากทําก็ให้ชาวบ้านมาทํา เป็นคนวางแผน เขาสามารถทําได้ดี มีลักษณะเหมือน ความเป็นเจ้าของนะครับ แล้วก็มีที่บริษัท ไออาร์พีซี จํากัด ก็ทําไว้ดีที่จังหวัดบุรีรัมย์ แล้วจากการที่ไปทํานี่มันก็สอดคล้องกับของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือท่านรัฐมนตรีปีติพงศ์ เพื่อนอํานวยศิลป์รุ่นเดียว กับผม ที่พูดถึงเรื่องการเกษตร เพราะมันมีน้ําแล้วมันก็ไปต่อยอดเรื่องการเกษตร แบบที่ บุรีรัมย์นี่ชัดเจนครับ ที่อําเภอลําปลายมาศ พอกรมทรัพยากรน้ําบาดาลไปเจาะน้ําบาดาล ให้เขาสามารถที่จะปลูกเมล่อนหรือแตงญี่ปุ่น สามารถขายได้ เป็นพืชที่ใช้น้ําน้อยแล้วก็อายุสั้น ๖๕ ถึง ๘๐ วัน สามารถทําได้นะครับ หรือแม้กระทั่งมองเห็นหน้าท่านผู้ว่าราชการจังหวัด สานิตย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ก็ทําไว้ดีโครงการของท่านก็เป็นตัวอย่างที่เรา เอามาดูทั้งหมด เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมมีความ มุ่งมั่นพยายามที่จะแก้ปัญหานี้ให้ได้มากที่สุดที่จะมากได้ แล้วก็สามารถที่จะไปเชื่อมโยง เรื่องการเกษตรในหน้าแล้ง เรื่องการปลูกต้นไม้ในชุมชนหรือแม้กระทั่งรวมถึงเรื่องการ ปลูกป่าด้วยพวกเหล่านี้ ซึ่งเราเองเราอยากจะต่อเนื่องไปถึงตัวนั้นในเรื่องการที่จะทําให้ ชุมชนเข้มแข็ง ผลสุดท้ายเราเจอจําเลยครับ ก็คือเรื่อง การบริหารจัดการแหล่งน้ําในชุมชน นี่คือเป็นตัวที่เราไปเจอว่าที่เราทําไม่ได้เพราะอะไร เพราะเราขาดคนที่เป็นเจ้าภาพ ขาดความ เป็นเอกภาพ ขาดการบูรณาการกัน เมื่อวานนี้ผมอ่านข่าวท่านนายกรัฐมนตรี ไปประชุม ที่ศูนย์ราชการก็พูดถึงคําว่าบูรณาการ ซึ่งราชการนี่เราจะใช้ศัพท์ตัวเหล่านี้มากมาย ในเอกสาร เราจะเห็นชัดว่ามีพูดถึง มีเจ้าภาพ มีการบูรณาการกัน ทําเถอะครับ ถ้าทําให้มันเกิดผล เป็นจริงทําไปเถอะสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคมลงไปดูลึก แม้กระทั่งว่าในระดับจังหวัด ในระดับอําเภอ ในระดับพื้นที่นี้ ไปดูจนถึงกระบวนการปฏิบัติ ในพื้นที่นี่เราอยากให้เกิดจริง อยากให้ ประชาชนเป็นเจ้าของจริง เป็นเจ้าภาพจริงในพื้นที่ เราลงไปจนถึงกระบวนการปฏิบัตินะครับ อยากให้เขาเป็นเจ้าของจริง ๆ อยากให้ในชุมชนหนึ่งเขารู้ว่าเขาเองใน ๑ ปี จะต้อง ใช้น้ําเท่าไร เพราะมันมีมาตรฐานการคํานวณอยู่แล้วว่า ๑ คน จะต้องใช้น้ําเท่าไรต่อวัน ต่อสัปดาห์ ต่อปี มันมีหมดครับ แล้วก็ให้เขาจัดทําผัง มีให้เขาจัดทําทะเบียนแหล่งน้ําชุมชน ขึ้นมาให้ได้ ให้เขาบริหารจัดการ เพราะชาวบ้านทุกแห่ง ทุกตําบล เขาจะมีปราชญ์ชาวบ้าน รู้เรื่องน้ําดีพอสมควรนะครับ เหมือนกับที่ท่านสุรินทร์พูดเมื่อวานนี้ เพื่อนผมไปทําโรงงานน้ําที่อําเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี สํารวจข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แล้วคลาดเคลื่อนนิดหนึ่ง แต่ปราชญ์ ชาวบ้านนี่เขาไม่ได้ใช้ใบตอง เขาไม่ได้ใช้เครื่องมือแบบที่ท่านสุรินทร์พูด เขาใช้กะลามะพร้าว ไปวางตามจุดต่าง ๆ สามารถที่จะเจาะลงไปแล้วสามารถที่ทําโรงงานน้ําดื่มขายได้ แล้วน้ํา มีคุณภาพด้วย นี่คือปราชญ์ชาวบ้าน เพราะฉะนั้นโจทย์ในการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ําในชุมชน ก็คือขาดความเป็นเจ้าภาพในทุกระดับ เราถึงได้จัดว่าในระดับจังหวัดนี้จะต้องมีเจ้าภาพ เรามองไปที่ตัวผู้ว่าราชการจังหวัด มองไปดูที่นายก อบจ. จะต้องเป็นคู่แฝดกันเป็นหลัก ฝ่ายเลขานุการก็จะต้องมีปลัดจังหวัดคู่กับพวกฝ่ายของปลัดของ อบจ. เพื่อที่จะอยู่ในพื้นที่ แล้วก็มีส่วนราชการอื่น แล้วก็ภาคประชาชน ภาคเอกชนอยู่ในนั้น เราเสนอ นําเสนอ
ส่วนในระดับอําเภอเป็นระดับปฏิบัติการ ผมถือว่าเป็นปฏิบัติการ ก็จะเอา นายอําเภอคู่กับรองนายก อบจ. ทําเป็นหลัก แล้วก็มีปลัดอาวุโสที่อยู่ข้างล่างนั้นเป็นเลขานุการ ร่วมกับตัวแทนของ อบจ. พวกเหล่านี้ คือเราพยายามจะมองขึ้นไป พอในพื้นที่ก็เอานายก อบต. คู่กับกํานัน ผู้ใหญ่บ้านละครับ ผมยังมองเห็นกลไกเหล่านี้ที่จะทําได้ ที่จะจัดการ สิ่งเหล่านี้ให้มันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอของเราก็คือจะมีการเพิ่มเติมระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี ๒๕๐๐ หลายท่านอาจจะเป็นห่วงว่าจะมีความซ้ําซ้อนไหม กับอย่างที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมก็ได้พูดไปหน่อยว่า อย่าง พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํา ประเภทที่ ๑ เราก็ไม่รู้ว่าจะออกนานเท่าไร แล้วก็จริง ๆ แล้วสิ่งที่ นําเสนอวันนี้ก็คือเป็นผู้ใช้น้ําประเภท ๑ เพราะใน พ.ร.บ. นั้นจะมีกําหนดว่ามีผู้ใช้น้ําอยู่ ๓ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑ ประเภทที่ ๒ ประเภทที่ ๓ ซึ่งในประเภทที่ ๑ นั้นจะต้องไป ออกกฎกระทรวงออกอะไรอีกขึ้นมาเยอะถ้า พ.ร.บ. ผ่าน ซึ่งเราเองเราคงรอไม่ได้ รอปัญหา ไม่ได้เพราะปัญหามันเกิด เพราะยังไม่แน่ใจว่าพอถึงหน้าฝนดีใจที่หน้าฝนจะทําให้น้ําท่วม หรือเปล่า ซึ่งเราก็ไม่แน่ใจ น้ําอาจจะท่วมได้ เพราะฉะนั้นที่รัฐบาลทํามาก็ชื่นชมที่ขุดสระ ขนมครก สระพวง สระน้ําในนาของประชาชนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วม เสียสระละ ๒,๕๐๐ บาทเพื่อเป็นค่าน้ํามัน นี่ถือว่ามีส่วนร่วมเพราะเขาเป็นเจ้าของ เจ้าของที่ เจ้าของ สระ เจ้าของเงินด้วย ที่ออก มีส่วนร่วม แทนที่จะรอให้รัฐทําให้ฝ่ายเดียวนะครับ ซึ่งแนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดที่ใช้คําว่า ระเบิด หรือริเริ่มระเบิดจากข้างในชุมชน หรือริเริ่มความต้องการของประชาชนเป็นคนเสนอขึ้นมานะครับ ซึ่งโชคดีที่คณะทํางาน ของเราก็มีท่าน พลเอก ปราการ ชลยุทธ ท่านก็มีประสบการณ์ตรงด้านนี้ เราก็ได้เอา ประสบการณ์ตรงของท่านมาใช้ แล้วก็ได้รับคําแนะนําจากเพื่อน สปท. ว่าแหล่งน้ําในชุมชน ถ้าเป็นกึ่งของเอกชน ควรจะมีธรรมนูญการใช้น้ําร่วมกันเพื่อไม่ให้มีความขัดแย้งในอนาคต ทําไว้เสียเลยให้มีธรรมนูญน้ําร่วมกันในการใช้ อันนี้ก็หันไปมองเห็น ขออนุญาตเอ่ยนาม คือ ท่านกษิต ท่านก็บอกว่าไปดูเสียเถอะ ตั้งแต่วันที่ผมอภิปรายวันแรกว่าอันไหนมันขาดก็ไปเติม ให้มันเต็ม เหมือนกับที่ครั้งเยอรมันตะวันออกรวมกับเยอรมันตะวันตกเป็นเยอรมันเดียว เหล่านี้มันก็จะชัดเจนถ้ามีทะเบียนมีข้อมูลชัดเจน
ส่วนเรื่องข้อมูลครับ ผมขอพูดอีกประเด็นนิดหนึ่งว่าเรื่องข้อมูลนี้เราไม่ขาด นะครับ เรามีสถาบันสารสนเทศว่าด้วยทรัพยากรน้ํา มีจิสดา (GISTDA) มีกรมทรัพยากรน้ํา มีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ต่างคนต่างมีข้อมูล แต่ข้อมูลกลางที่สมบูรณ์ ยังไม่ชัดเจน ตัวเหล่านี้เป็นตัวที่คณะทํางานของกรรมาธิการลงไปดูแบบละเอียด แล้วก็ ได้นําเสนอกับท่าน เพราะฉะนั้นก็อยากจะเห็นระเบียบนี้แก้แล้วสามารถใช้ได้ สามารถเป็น จริงได้แก้ปัญหาให้การจัดการแหล่งน้ําในชุมชนได้ ผมในส่วนตัวก็ขอเชิญชวนท่านสมาชิก ทุกท่านได้ให้เกียรติอภิปรายนะครับ ขอเชิญชวน และในโอกาสต่อไปที่จะลงรายละเอียด ผมก็ขอเชิญชวนเพื่อน สปท. คือท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต จะเป็นคนลงในรายละเอียด แล้วก็ เติมด้วยอดีตท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดปิติธรรม ท่านก็เคยไปอยู่ในกรรมการลุ่มน้ําสาขา มีประสบการณ์ทางด้านลุ่มน้ํามาโดยตรง เพราะฉะนั้นผมขอเรียนเชิญท่านเพิ่มพงษ์ครับ