เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือประเด็นการจัดการน้ำอย่างองค์รวม โดยชี้ให้เห็นปัญหาการสูญเสียน้ำจำนวนมากแม้มีฝนตกเพียงพอ ระบุถึงข้อจำกัดของระบบราชการแบบส่วนกลางและการพึ่งพาน้ำฝนของเกษตรกร พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำให้เน้นท้องถิ่นมีบทบาทมากขึ้น เสริมด้วยโมเดลชุมชนมีส่วนร่วมอย่างโคก หนอง นา และการพัฒนาระบบน้ำขนาดเล็กเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำอย่างยั่งยืนภายใต้กรอบประชารัฐ
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพนะครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ นะครับ ขออนุญาตในการ ฉายเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ในการประกอบการรายงานสรุปให้กับที่ประชุมสภาด้วย ซึ่งอาจจะมีการเพิ่มเติมบางส่วนเพื่อให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
กรอบในการสัมมนาหรือกรอบในการ พูดคุยในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชนในครั้งนี้เมื่อวานเราได้ทราบจาก พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ํา เรียบร้อยแล้วนะครับว่าที่จริงการจัดการน้ํามีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการน้ําในเรื่อง ของทางเกษตร ทางอุตสาหกรรม ทางระบบนิเวศ หรือว่าการจัดการน้ําในการไล่น้ําเค็ม หรือการบริโภคอุปโภคในเรื่องของการน้ําประปาก็ตามแต่นะครับ ฉะนั้นบริบทของการเสนอ ในครั้งนี้เป็นเรื่องของการจัดการน้ําในชุมชนนะครับ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องอันหนึ่งซึ่งอาจจะมี ความแตกต่างหรือว่ามีการดําเนินการที่แตกต่างไปกว่าการจัดการน้ําขนาดใหญ่นะครับ
ในเรื่องของขอบเขต ในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชนก็จะแบ่งเป็น ๒ ส่วน คือแหล่งน้ําที่เป็นของครัวเรือนกับแหล่งน้ําที่เป็นของชุมชนเองนะครับ ซึ่งแหล่งน้ําที่เป็นของ ชุมชนเองจุดประสงค์ในการใช้ก็มีทั้งในเรื่องของด้านอุปโภค ด้านบริโภค ด้านการเกษตร แล้วก็ด้านประปานะครับ ฉะนั้นขอบเขตของการศึกษาในครั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องของแหล่งน้ํา ในชุมชนขนาดเล็กในการใช้กิจการในหลาย ๆ อย่างนะครับประเด็นของการปฏิรูปมีอยู่ ๒ ส่วนนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือปฏิรูปกฎระเบียบหรือข้อบังคับ ซึ่งทําให้การจัดการน้ําชุมชน สามารถดําเนินการไปได้ตามแนวคิดที่วางไว้นะครับ ซึ่งกฎระเบียบนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ถ้าไม่มีการปฏิรูปกฎระเบียบตรงนี้การจัดการอย่างอื่นจะเป็นไปได้ยาก
เรื่องที่ ๒ คือการปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําในชุมชนนะครับ ซึ่งการ ปฏิรูปนี้จะมีครอบคลุมทั้งในเรื่องของความเป็นเจ้าภาพ กลไกการจัดการ ระบบปฏิบัติการ นะครับ ซึ่งตรงนี้มันจําเป็นต้องมี ฉะนั้นการเสนอในครั้งนี้ก็จะไม่มีการนําเสนอเฉพาะเรื่อง กฎหมายและระเบียบอย่างเดียว แต่จะพูดถึงระบบการปฏิบัติการด้วย เพราะจริง ๆ แล้ว ระบบบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน ถ้าทําได้ดีจะเป็นการส่งเสริมชุมชนเข้มแข็งอย่างแท้จริง และเป็นการดําเนินการจากฐานรากอย่างแท้จริงนะครับ
เป้าหมายของการเสนอและการปฏิรูปครั้งนี้เรามีอยู่ ๔ อย่าง ซึ่งท่านประธาน แล้วก็ท่านชิดชัยได้พูดไปสักครู่แล้วก็คือ อันที่ ๑ การบรรเทาภาวะภัยแล้งหรือน้ําท่วมให้กับ ชุมชนเอง อันที่ ๒ คือกําหนดเจ้าภาพให้ชัดเจนในเรื่องของการจัดการแหล่งน้ําในชุมชน อย่างมีเอกภาพว่าเจ้าภาพจะเป็นใครนะครับ อันที่ ๓ คือลดความเหลื่อมล้ําทั้งคนเมือง และคนชนบท และอันที่ ๔ ก็คือเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างแท้จริง ตามกระบวนการประชารัฐ ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราทําได้บริบทตรงนี้แล้ว เป้าหมายของการปฏิรูป ทั้ง ๔ อย่างจะมีโอกาสประสบความสําเร็จอย่างสูงนะครับ
ผมจะพูดนิดหน่อยเกี่ยวกับสถานการณ์น้ํา ซึ่งที่จริงเมื่อวานได้มีการพูดกัน มากแล้วนะครับ แต่ว่าจะพูดให้เห็นชัดเจนว่าที่จริง ๆ ปริมาณน้ําในประเทศไทยที่ฝนตก ของเรานี่พอนะครับในการใช้ ซึ่งจากตัวเลขเมื่อวานได้มีการพูดถึงแล้วว่าตัวเลขของ กรมทรัพยากรน้ําก็ชัดเจนว่าปริมาณฝนตกโดยเฉลี่ย ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร นะครับ ซึ่งถือว่ามาก แต่ว่าถูกทิ้งไปประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ ถูกซึม เข้าไปใต้ดินก็ดี ไหลลงทะเลก็ดี ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ที่เราใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ คือประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ก็คือที่เราจัดเก็บไว้ ในเขื่อนเท่านั้นเอง ความต้องการน้ําในประเทศแค่ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนะครับ ซึ่งแค่ ๗๐,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง ถ้าเทียบกับปริมาณฝน ๗๐๐,๐๐๐ ล้าน ลูกบาศก์เมตร ความต้องการใช้เราแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ปัญหาที่ผ่านมาคือเราเก็บได้แค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ําฝนที่ตกมาเท่านั้นเอง อันนี้คือสาเหตุนะครับซึ่งเมื่อวาน ได้มีการพูดชัดเจนว่าปัจจุบันหรือแนวโน้มที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงในสภาพภูมิอากาศ ทั้งของประเทศไทยและของโลกมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก เราไม่สามารถจะคาดคะเน ได้ว่าเมื่อไรฝนแล้ง เมื่อไรน้ําท่วม อันนี้ก็คือสิ่งที่ชัดเจน และในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา การกระจายตัวของฝนตกก็มีแนวโน้มที่จะค่อนข้างลดลง ถ้าท่านสังเกตดูสี สีแดงจะเป็นสีที่มี ฝนตกชุก สังเกตได้ว่าฝนตกชุกจริง ๆ จะอยู่ในพื้นที่ภาคใต้เท่านั้นเองครับ พื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานค่อนข้างจะมีแนวโน้มลดลง แต่ในปริมาณโดยเฉลี่ยก็ยัง ๑,๔๐๐ มิลลิเมตร ซึ่งพอกับปริมาณของการบริโภคนะครับ อันนี้คือปริมาณน้ําที่มีอยู่ในประเทศไทยของเรา
ส่วนการบริหารจัดการน้ําในประเทศไทยที่ผ่านมาเราวางระบบของการ จัดการน้ําอยู่ที่การสร้างอ่างเก็บน้ํานะครับ ปัจจุบันสร้างอ่างเก็บน้ํา แหล่งเก็บน้ําขนาดใหญ่ จะเป็นเรื่องหลักที่เราทํากันอยู่ ปัจจุบันน้ําในประเทศของเรามีเขื่อนทั้งหมด ๒๐,๐๐๐ กว่าแห่ง เป็นเขื่อนขนาดใหญ่อยู่ประมาณ ๓๓ แห่ง ๓๓ แห่งนี้จัดการน้ําได้ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นั่นคือ การวางโครงสร้างการจัดการน้ําของเราอยู่ที่การจัดการการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่นะครับ ซึ่งเขื่อนแค่ ๔-๕ เขื่อนมีปริมาณน้ําที่เก็บไว้ถึง ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของปริมาณน้ําในประเทศ แต่การจัดการน้ําขนาดเล็กของเราค่อนข้างน้อย ก็คือแค่ประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ที่เราพูดถึงขณะนี้ก็คือส่วนที่ ๓ นี้นะครับ ซึ่งส่วนที่ ๓ นี้ถ้าทําให้ดีมันจะมีอานุภาพ ที่ค่อนข้างมาก สามารถช่วยคนทั้งประเทศได้ครับ ในสภาพที่ภูมิอากาศของเราขณะนี้ที่มี ความเปลี่ยนแปลงกันมา เราจะพบเห็นว่าความแปรปรวนของฝนกับปริมาณการน้ําไหลลง อ่างขนาดใหญ่ ท่านจะเห็นว่าแต่ละภาคฝนที่ตกลงมา ภาคเหนือเก็บได้แค่ ๘ เปอร์เซ็นต์ ภาคอีสานเก็บได้ ๓ เปอร์เซ็นต์ ภาคกลางเก็บได้ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคตะวันออกเก็บได้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ภาคใต้เก็บได้ ๔ เปอร์เซ็นต์ อีก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือไม่สามารถเก็บได้เพราะ อ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ที่เราสร้างไม่ได้ครอบคลุมถึงปริมาณน้ําฝนเหล่านี้เราเลย ถึงจะเห็นว่า ปริมาณน้ําที่ไหลลงไปค่อนข้างมาก นี่คือการจัดการที่เราทําในทุกวันนี้นะครับ พื้นที่ ชลประทานของเรา ในขณะนี้เราเป็นประเทศเกษตรกรรมนะครับ เรามีการสร้างเขื่อนมาก เขื่อนขนาดใหญ่จํานวนมาก แต่ว่าจริง ๆ พื้นที่ชลประทานของเรา พื้นที่นอกชลประทานเรา ๘๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ พื้นที่ในเขตชลประทานเราประมาณไม่ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ คือสิ่งที่เป็นอยู่ ของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามพื้นที่ปลูกข้าวเขามีพื้นที่ในชลประทาน ถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงข้ามกับเรานะครับ ฉะนั้นแสดงว่าในการจัดการน้ําของเราที่ผ่านมา เกษตรกรของเราพึ่งพาฝนฟ้าธรรมชาติเป็นหลัก เพราะ ๘๐ เปอร์เซ็นต์เราไม่สามารถ คอนโทรล (Control) น้ําได้เลย เราเพียงคอนโทรล (Control) ได้แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เพราะฉะนั้น ๘๐ เปอร์เซ็นต์คือภาวะของเกษตรกรที่พึ่งพาธรรมชาติฝนฟ้า ปีใดฝนแล้ง ปีใดน้ําท่วมก็จะเกิดผลต่อปัญหานี้ทั้งสิ้น อันนี้คือการจัดการน้ําของบ้านเรา
การบริหารจัดการน้ําที่ผ่านมาเราจัดการโดยระบบอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อวาน ได้มีการพูดถึงแล้วว่าเรามีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วย ทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ที่มีหน้าที่ในเรื่องของการสร้างอ่างเก็บน้ําในชุมชนขนาดต่าง ๆ นะครับ
บทบาทของภาครัฐค่อนข้างจะมีการแบ่งกันไปที่ว่า ถ้าเป็นบทบาทของ การสร้างอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเป็นหลัก โดยกรมชลประทาน จะเป็นหลัก อันนี้จะเป็นการทําอยู่ เพราะฉะนั้นการสร้างอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่จะมีจํานวน เท่านี้ ส่วนอ่างเก็บน้ําที่มันย่อยลงมาขนาดใหญ่แต่ว่าเป็นลักษณะลุ่มน้ําจะเป็นกระทรวง เกษตรและสหกรณ์กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่วนแหล่งเก็บน้ํา ขนาดเล็กที่จริง ๆ อย่างแหล่งเก็บน้ําในชุมชนหรือในไร่นา ในครัวเรือนก็มีหน่วยงาน อยู่ประมาณ ๔-๕ หน่วยที่จัดการอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมจัดการแหล่งน้ํา ในชุมชนขึ้นมา ต่างหน่วยต่างก็ดําเนินการไปตามอํานาจหน้าที่ ดังนั้นก็เรียนว่าแหล่งน้ํา ชุมชนหรือแหล่งน้ําขนาดเล็กที่ผ่านมามีหน่วยราชการในการดําเนินการอยู่ ไม่ใช่ไม่มีนะครับ แต่ประเด็นปัญหาที่มีอยู่ว่าลักษณะของการดําเนินการ ดําเนินการอย่างไรนะครับ ซึ่งต้อง ยอมรับว่าระบบการบริหารราชการของเราเป็นระบบบริหารราชการส่วนกลางเป็นหลัก เพราะฉะนั้นอํานาจของงบประมาณส่วนใหญ่ ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของบประมาณจะอยู่ที่ ส่วนกลาง
เพราะฉะนั้นในรูปแบบของการจัดการขนาดเล็กปัจจุบันนี้ดําเนินการ ตามที่แสดงให้เห็นในภาพฉายนี้นะครับ คือแต่ละกระทรวง กรม จะมีหน่วยงานในสังกัด ในกลุ่มจังหวัดหรือในจังหวัด แต่ละหน่วยก็จะลงไปดําเนินการถึงเป้าหมายโดยตรง คือหมู่บ้านชุมชนโดยตรง ไปเอาความต้องการมาทําคําของบประมาณ พอได้งบประมาณมา ก็ลงไปยังหน่วยงานนั้น ของชลประทานขอมาได้ก็เป็นของชลประทาน ของทรัพยากรน้ํา ขอมาได้ก็ทรัพยากรน้ํา ทรัพยากรน้ําบาดาลส่งไปได้ก็เป็นของทรัพยากรน้ําบาดาล แล้วแต่ละ หน่วยก็ไปดําเนินการขึ้นมา จะดําเนินการจะซ้ําซ้อนหรือไม่ต่าง ๆ เขาก็ดําเนินการ ประสานงานกันอยู่ แต่สิ่งที่จะเห็นได้ก็คือว่า เป็นการดําเนินการโดยส่วนราชการส่วนกลาง ลงไปทํางานในพื้นที่เป็นหลัก แต่ว่าบทบาทของจังหวัดและท้องถิ่นยังไม่ได้มีการพูดถึง อย่างชัดเจน อันนี้คือการจัดการแหล่งน้ําขนาดเล็กที่มีการดําเนินการอยู่ถึงปัจจุบันนะครับ เมื่ออนุกรรมาธิการได้ศึกษาดูว่าถ้าเราจะจัดการในแหล่งน้ําขนาดเล็กนี้เราจะเอาโครงสร้าง อะไรขึ้นมา ปัจจุบันก็มีกลไกอยู่ ๒ กลไก หน่วยราชการนี้ผมได้เรียนแล้วว่าแต่ละหน่วย ต่างหน่วยต่างดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ เรามาดูว่ามีคําสั่งอะไรไหมที่มีการพูดถึง การจัดการ ก็ปรากฏว่ามีการพูดถึงแหล่งน้ําชุมชนอยู่ ๒ กลไกหลักนะครับ อันแรก คือระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ อันนี้มีการตั้งสมัย พลเอก สุรยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตั้งตรงนี้ขึ้นมา ก็ได้มีการพูดถึง การจัดการน้ําโดยส่วนกลาง ลุ่มน้ํา แล้วก็มีการพูดถึงแค่ขึ้นทะเบียนแหล่งน้ําชุมชน ยังไม่ได้ พูดถึงแหล่งน้ําชุมชนโดยตรงว่าใครดําเนินการนะครับ
ต่อมาคณะ คสช. ได้มีการจัดตั้งอันนี้ขึ้นมาเป็น ๕ อนุกรรมการอย่างที่ ปรากฏอยู่ แล้วก็มีการเขียนแผนขึ้นมา มียุทธศาสตร์เรื่องการจัดการน้ํา ซึ่งเมื่อวานได้มี การนําเสนอแล้ว มีทั้งหมด ๖ ยุทธศาสตร์ ใน ๖ ยุทธศาสตร์นี้มียุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือ ความมั่นคงของน้ําภาคการผลิต พูดถึงเรื่องแหล่งน้ําชุมชน ก็มีการพูดถึงว่าจะดําเนินการ ในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชน แต่ว่าเป็นการดําเนินการที่มีกระทรวง กรมส่วนกลางมีการเขียน ขึ้นมา โดยถ้าเป็นแบบนี้จะใช้โครงสร้างในลักษณะเดิม คือ กรม กระทรวงเข้าไปดําเนินการ เรื่องแหล่งน้ําชุมชนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเราก็มองดูว่าในระยะที่ผ่านจนถึงทุกวันนี้ถึงแม้เรา มีแผนบริหารจัดการน้ําแล้ว แต่บริบทในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชนยังไม่มีการพูดขึ้นมา อย่างชัดเจนนะครับ เราก็ไปดูว่าแหล่งน้ําชุมชนที่ผ่านมานี้ได้มีแนวทางดําเนินการอะไรบ้าง เมื่อสักครู่ที่ท่านชิดชัยได้กรุณาพูดไปแล้วว่า เราได้ศึกษาว่าแหล่งน้ําชุมชนนี้มีความเป็นมา การดําเนินการอย่างไรบ้าง แล้วก็ขออนุญาตมีตัวอย่างโดยสังเขปนะครับว่าจริง ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนน้ําในไร่นาอยู่แล้ว ท่านพระราชทานพระราชดําริที่ให้มีการขุดสระน้ําในไร่นาให้พอเพียงเพื่อทําเกษตร ผสมผสาน ซึ่งเราก็รู้จักกันในนามทฤษฎีใหม่นะครับ อันนี้เป็นหลักการที่พระองค์ท่าน ได้พูดมาแล้วนะครับ แล้วมีการสัมมนาเรื่องแหล่งน้ําชุมชุนกันมาก ท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ซึ่งท่านเป็นอธิบดีกรมชลประทานได้มีความรู้ในเรื่องนี้อยู่แล้ว ท่านก็บอกว่าที่จริงหมู่บ้าน ชุมชนใดที่ประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ํา จึงเห็นสมควรให้ทุกหน่วยร่วมกันคิด ร่วมกันทํา และทําอย่างเป็นรูปธรรม สร้างสระเก็บน้ําประจําหมู่บ้านขึ้นมาให้เหมาะสม กับภูมิประเทศ และสภาพแหล่งน้ํา การจัดหาแหล่งน้ําขนาดเล็กที่มีความพอเพียงตรงนี้ จะมีผลมาก โดยประชาชนดําเนินการ โดยไม่จําเป็นต้องพึ่งพาภาครัฐเป็นหลัก อันนี้ท่านได้ มีการพูดตรงนี้แล้วนะครับ
เราได้ไปศึกษาตัวอย่างของแหล่งน้ําชุมชนที่ประสบความสําเร็จในประเทศไทย มันมีกี่ที่บ้าง ก็ขออนุญาตเสนอมา ๗-๘ ที่คร่าว ๆ นะครับ คงไม่ได้พูดมาก
ชุมชนที่ ๑ ก็คือที่จังหวัดบุรีรัมย์ เราก็ไปศึกษาแพตเทิร์น (Pattern) ต่าง ๆ ของการทําแหล่งน้ําชุมชนก็พบว่า แหล่งน้ําชุมชนที่ประชาชนมีส่วนร่วม แล้วร่วมกับภาครัฐ จะมีกระบวนการที่ใกล้เคียงกัน ไม่ว่าจะเป็นเวทีประชาคมก็ดี สํารวจข้อมูลก็ดี มีการนํา ประชาชนอาสาเข้าไปดําเนินการ และมีการสร้างที่เหมาะสมกับพื้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ก็มีลักษณะแบบนี้นะครับ
ชุมชนที่ ๒ ที่จังหวัดตากก็มีบริหารจัดการในลักษณะนี้ มีชุมชนเข้ามา ดําเนินการ มีการสํารวจทางน้ํา มีการจัดตั้งฝายน้ํา แล้วก็ต่อยอดด้วยเกษตรพอเพียง
ชุมชนที่ ๓ โครงการปิดทองหลังพระที่จังหวัดอุดรธานี ก็เป็นการระเบิด จากภายในขึ้นมา เป็นเรื่องของชุมชนตื่นตัว แล้วมีการสร้างฝายที่เหมาะสมกับพื้นที่เขา แล้วก็ดําเนินการเป็นประโยชน์ เรียกว่ามีการพัฒนาต่าง ๆ ที่ครบวงจรนะครับ
ชุมชนที่ ๔ ที่ สปท. เรามีก็คือของท่านอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกําธร ซึ่งผมได้ ศึกษาตรงนี้ได้มากพอสมควร ท่านเสนอเรื่อง โคก หนอง นา โมเดล (Model) ขึ้นมา ท่านมองว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานแนวความคิดไปว่า การจัดการน้ํา ถ้าขนาดใหญ่เป็นเรื่องของหน่วยราชการ ขนาดกลางก็เป็นเรื่องของหน่วยราชการ ขนาดเล็ก หรือหลุมขนมครก คงจะเป็นเรื่องของประชาชนนะครับ หลุมขนมครกมีความเหมาะสม ตามพื้นที่ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่สูง ขนาดเล็ก เป็นที่ราบ ซึ่งตรงนี้จะเรียกว่า โคก หนอง นา โมเดล (Model) ท่านบอกว่าในเรื่องของโมเดล (Model) อันนี้ โมเดล (Model) ของแหล่งน้ํา ชุมชน ถ้าประชาชนหรือเกษตรกร ๑ ราย สามารถทําหลุมขนมครกได้ ๑ ไร่ต่อ ๑ ราย ถ้าทําจํานวน ๑๐๐,๐๐๐ ราย สามารถจะทําหลุมขนมครกได้ ๑๐๐,๐๐๐ หลุม ปริมาณของ หลุมขนมครก ๑๐๐,๐๐๐ หลุม สามารถเก็บกักน้ําได้ ๔,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี มากกว่า ๔ เท่าของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ อันนี้คืออนุภาพของแหล่งน้ําขนาดเล็ก ซึ่งเราดูว่า มันอาจจะน้อย แต่ถ้าเกษตรกรทําแบบนี้ทั้งประเทศ มันมีการขยายตัว และสามารถเก็บน้ํา ได้มากกว่าแหล่งเก็บน้ําขนาดใหญ่ อันนี้ท่านได้มีการพูดไว้
ชุมชนที่ ๕ การจัดทําฝายของจังหวัดเชียงใหม่ก็มีการมีส่วนร่วมในลักษณะนี้ จะเห็นภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนดําเนินการนะครับ
ชุมชนที่ ๖ ที่ผมได้มีโอกาสได้ไปดูด้วยตัวเอง กับ พันเอก ธนศักดิ์ ซึ่งเป็น สปท. ของเรา คือธนาคารน้ําใต้ดิน เข้าไปดูเป็นหลักการในการเก็บน้ํา ในการสร้างอ่าง แล้วก็ ขุดบ่อน้ําบาดาล สร้างบ่อต่าง ๆ เพื่อดึงน้ําที่ไหลลงมาจากบนดินเข้าไปสู่ใต้ดิน แล้วก็มีการใช้ เขาเรียกว่าธนาคารน้ําใต้ดิน ซึ่งหลักการนี้เป็นหลักการที่ดี เมื่อวานเราได้มีการพูดถึงกันว่า ที่มีการขุดบ่อ ขุดน้ําบาดาลมาก ๆ แล้วเกิดการแห้ง สิ่งที่อาจารย์ได้พูดตรงนี้คือหลักการ เติมน้ําใต้ดิน ถ้าทําตรงนี้ได้สามารถจะทําให้น้ําใต้ดินมีปริมาณที่มากขึ้น ๆ ต่าง ๆ โดยหลักการที่ท่านอาจารย์ได้บอก ซึ่งถือว่าหลักการน้ําชุมชนถ้าเราเอาตรงนี้เข้ามาบวกด้วย ผมว่าหลักการน้ําจะทําได้ดีมาก ท่านก็ไปจังหวัดอุบลราชธานี ที่อําเภอน้ํายืน ก็ใช้หลักการ แบบนี้นะครับ
ชุมชนที่ ๗ คือในเรื่องของแหล่งน้ําชุมชนที่สนับสนุนโดยภาคเอกชน หรือ ซีเอสอาร์ (CSR) ตรงนี้ก็จะเรื่องของท่าน สมาชิกคงได้ดูทางทีวี (TV) นะครับ อนุกรรมาธิการ ได้เชิญบริษัทเอสซีจีเข้ามาดู เขาได้ใช้หลักการมีส่วนร่วมของชุมชนทําแหล่งขนาดเล็ก ก็จะเป็นลักษณะแบบนี้ ร่วมมือกับระหว่างภาคเอกชน ธุรกิจกับภาคราชการนะครับ
ชุมชนที่ ๘ คือ ในเรื่องขององค์กรส่วนท้องถิ่นที่มีจิตใจในการทํางาน ชุมชน มีส่วนร่วม ที่เราเชิญมา ก็จะเป็นของหนองบัวลําภู กับอุทัยธานี ก็ใช้หลักการลักษณะแบบนี้ เหมือนกัน
ชุมชนที่ ๙ ผมได้เห็นเมื่อวานซืนก็คือทางอําเภอเมืองพล จังหวัดขอนแก่น ทาง อบต. ได้ดําเนินการจัดการน้ําขึ้นมาตามโครงสร้างตรงนี้นะครับ
จากตรงนี้เองเรามองว่าถ้าให้ประสบความสําเร็จ แหล่งน้ําขนาดเล็ก ต้องดําเนินการโดยมีส่วนร่วมหลายฝ่าย ภาครัฐเป็นฝ่ายสนับสนุน ประชาชนจะเป็นหลัก แล้วดําเนินการหลากหลายรูปแบบ ตรงนี้เป็นรูปแบบ ตรงนี้เป็นรูปแบบประชารัฐ อย่างแท้จริง ในการเสนอครั้งนี้ วาระปฏิรูปครั้งนี้เราได้เสนอปฏิรูปอยู่ ๔ ประเด็นนะครับ
ประเด็นแรก คือปฏิรูปกฎระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งในรายละเอียด ท่านปิติธรรมจะมีคําพูดตรงนี้นะครับ
ประเด็นที่ ๒ คือปฏิรูปกลไก เมื่อจัดตั้งระเบียบเรียบร้อยแล้ว ปฏิรูปกลไก ให้เป็นไปตามนี้
ประเด็นที่ ๓ คือปฏิรูปกระบวนการปฏิบัติ เพราะถ้าเราไม่ปฏิรูปกระบวนการ ปฏิบัติ ก็จะกลายเป็นภาคราชการไปสั่ง แล้วชาวบ้านเป็นผู้รับผล ถ้าแบบนี้ประชารัฐจะไม่เกิด
ประเด็นที่ ๔ คือการดําเนินการปฏิรูปในเรื่องข้อมูล ทั้ง ๓-๔ อย่างนี้ เรื่องจะปรากฏอยู่ในระเบียบคําสั่งนะครับ