กษิต ภิรมย์ หารือประเด็นการบริหารจัดการน้ำอย่างเร่งด่วน โดยเสนอให้ใช้ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นแนวทาง พร้อมผลักดันการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่ประสานงานกับท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายในการขุดลอกแหล่งน้ำอย่างเร่งด่วน โดยไม่รอกระบวนการกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งอย่างยั่งยืน รวมถึงเน้นการกักเก็บน้ำฝน การใช้ข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศเพื่อจัดทำสถิติแหล่งน้ำทั่วประเทศ และเสนอให้พัฒนาอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือควบคู่กับแหล่งน้ำขนาดเล็กในชุมชน เพื่อเสริมความมั่นคงทางน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ครับ ผมว่าเรื่องการตั้งใจที่จะให้ชุมชนทั่วประเทศมีน้ําที่จะใช้ในชีวิตประจําวัน แล้วก็การเพาะปลูก มันเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็สําคัญยิ่ง แล้วก็มีความเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่ง อันนี้ก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในหลักการ แต่ผมก็มีข้อสังเกตมีข้อเสนอบางประการด้วย คือ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าทําไมไม่เอาทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาเป็นนโยบายในการดําเนินการ เพราะว่าภายใต้ทฤษฎีใหม่อันนี้เป็นเรื่องของการแบ่งที่ดิน ออกมาเป็น ๔ ส่วนใช่ไหมครับ ๓๐ ๓๐ ๓๐ แล้วก็ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่อยู่อาศัย ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นแหล่งน้ํา แล้วอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์เป็นที่เพาะปลูก แล้วอีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์อาจจะเป็นที่สําหรับปลูกป่าเล็ก ๆ ก็ได้ ในที่ดินของแต่ละเกษตรกรหรือว่า อาจจะขยายไปในระดับหมู่บ้าน แล้วก็ใช้ทฤษฎีใหม่เป็นหลัก เพราะว่าตัวหัวใจที่สําคัญ คือมันต้องมีแหล่งน้ํา ในพื้นที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะทําให้ทุกหมู่บ้าน แล้วก็ทุกครัวเรือนมีน้ําอย่างน้อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ในพื้นที่เพาะปลูกแล้วก็ที่อยู่อาศัย ทําให้ เป็นวาระแห่งชาติแล้วก็เร่งด่วนเลย แล้วก็ไม่ต้องรอช้าครับ เพราะว่ากระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทยก็อยู่ในพื้นที่กันทั่ว ฝ่ายโยธาธิการของทั้ง ๒ กระทรวง ก็มีเครื่องมือ เครื่องใช้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วก็กระทรวงอื่น ๆ ก็มี รวมทั้งกระทรวงคมนาคมด้วย แล้วช่วงนี้ก็แล้งมานานก่อนที่ฤดูฝนจะมาก็ยังมีเวลา ประมาณอีกสัก ๓ อาทิตย์ ทําไมเราไม่ระดมกันทั่วประเทศในการที่จะใช้เครื่องมือเครื่องจักร ที่เรามีอยู่ในมือทั่วประเทศนั้นไปช่วยชาวบ้านขุดลอก แล้วก็ชาวบ้านที่อยู่ในหมู่บ้านหรือว่า ท่านกํานัน ๗,๐๐๐ ท่านด้วยกัน สามารถที่จะบอกกับเรา สปท. กับรัฐบาลได้วันนี้เลยว่า ตรงหมู่บ้านตรงไหนแล้วก็บ้านของใครที่มีแหล่งน้ําอยู่แล้ว แล้วก็มีแหล่งน้ําธรรมชาติ ที่สามารถที่จะเร่งในการที่จะขุดลอกได้ ทําอย่างเร่งด่วนเลยครับ เครื่องมือเครื่องใช้ของ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงอื่น ๆ มากมายมหาศาล ระดมเอามาใช้ ก็อาจจะเป็นไปได้ในกรอบของ ซีเอสอาร์ (CSR) ความรับผิดชอบของบริษัทเอกชน ที่กําลังทําการก่อสร้างให้โครงการหลวงอยู่นั้น วันไหนหยุดก็ขอยืมมาช่วยด้วยนะครับ อันนี้ ก็สามารถที่จะระดมให้เรามีแหล่งน้ําเพียงพอทั่วประเทศได้ภายใน ๖ เดือน ผมคิดว่าสามารถ ที่จะกระทําได้ผมขอเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติเร่งด่วน ใช้ทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเป็นตัวตั้ง แล้วทุกหมู่เหล่าก็ระดมกันมา แล้วก็ไหน ๆ จะปฏิรูปกันแล้ว มันมี ๒๐-๓๐ หน่วยงานที่ทําเรื่องแหล่งน้ําอยู่ เราก็ได้คุย ๆ กันมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ก็ทําไมไม่ให้มันมีหน่วยงานกลางที่ทําเรื่องน้ํา จะสังกัดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์หรือว่า จะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็อยู่ในวิสัยที่เราน่าจะตกลงกันได้ใน สปท. ไม่ใช่มันกระจัดกระจายอยู่
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่ผมมีข้อสงวนและไม่อยากจะให้ไปยุ่งด้วย คือน้ําบาดาล มันแทบจะเป็นกฎเกณฑ์ระหว่างประเทศแล้ว เขาไม่ยอมที่จะให้ใช้น้ําบาดาลเอาขึ้นมาเพราะ มันจะทําให้ดินยุบ แล้วก็ดินเค็มอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ถ้าเผื่อจะทําแบบประเทศอิสราเอล คือเอาน้ําเสียนี้อัดลงไปข้างล่างให้มันกรองแล้วก็ดึงขึ้นมาใช้อันนั้นไม่เป็นไร เพราะมันเป็น เรื่องของรีไซเคิล (Recycle) แต่ว่าอยู่ดี ๆ ไปเอาน้ําดี ๆ จากใต้บาดาลมาใช้เป็นสิ่งที่ไม่ควร แล้วถ้าเผื่อฝนตกมหาศาลกักได้แค่ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ เรายังมีศักยภาพที่จะกักได้อีก มากมายมหาศาลเป็นแสน ๆ ลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะในภาคอีสานซึ่งน้ําส่วนใหญ่หายไป แล้วก็เทไป อย่าไปโทษอดีตก็แล้วกันนะครับ ตอนนี้เราอยู่ สปท. แล้ว มาตั้งหลักกันใหม่ว่า เราจะต้องกักน้ําให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เราก็จะไม่อายประเทศไต้หวัน ไม่อายประเทศ เกาหลีใต้ และที่สําคัญที่สุดคือไม่อายประเทศเวียดนาม แล้วถ้าเผื่อเรานอนหลับทับสิทธินี่ ประเทศพม่ามีก็คงจะเร่งไม่ได้ เขาก็จะมีการชลประทานไว้ใช้แค่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ พูดกันมา ไม่รู้กี่รัฐบาลแล้วมันก็ยัง ๒๐ เปอร์เซ็นต์อยู่ของเขตชลประทาน เอาทํากันในรัฐบาลนี้นะครับ แล้วก็ให้มันมีการขุดลอกกักน้ําให้มากที่สุด ไม่ให้น้ําไหลลงทะเล กักน้ําฝนไว้ให้มันมากที่สุด เท่าที่จะมากได้
ส่วนอีกประเด็นหนึ่ง คือเราพูดถึงชุมชนน้ํา เราก็ต้องเริ่มที่ชุมชนนะครับ ขอใช้ภาษาอังกฤษคําว่า บอตทอมอัป (Bottom Up) เพราะว่าที่เรากําลังทําอยู่ก็คือท็อปดาวน์ (Top Down) คือเรานั่งกันอยู่ที่นี่แล้วเราก็เริ่มที่จะสั่งการลงไป คงจะต้องผ่านรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทยไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้งหมดเลย แต่ว่า ณ วันนี้เราน่าจะดําเนินการ รวบรวมทําสถิติได้จากภาพถ่ายทางอากาศของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทําได้ ภาพที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คงจะมีแล้ว ภาพทั่วประเทศไทย ผมอยากจะได้รับสถิติว่า ณ วันนี้เรามีแหล่งน้ําเท่าไร ทั้งที่ เป็นธรรมชาติ ทั้งที่มนุษย์ได้ทํา จากนั้นจะได้เริ่มต้นกันได้ครับ เราต้องมีสถิติเสียก่อน
ส่วนประเด็นที่ ๒ ก็คืออาจจะขอให้รัฐบาลทํางานอย่างใกล้ชิด อย่างน้อยก็แค่ ๑ กรมเท่านั้นเองในกระทรวงมหาดไทย คือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพราะมี เจ้าหน้าที่อยู่ทั่ว เพื่อไปให้เขาช่วยสอบถามว่า ณ วันนี้มีข้อเสนอหรือมีความต้องการของ แต่ละชุมชนและหมู่บ้านในเรื่องที่จะพัฒนาแหล่งน้ําขุดลอกนี้มากน้อยแค่ไหนเราจะได้จัด ระดับความสําคัญ แล้วก็ขอให้ทางกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทยลงพื้นที่ช่วยชาวบ้าน ขุดลอกน้ําได้ ก็เป็นการทํางานร่วมกัน เพราะว่าถ้าเผื่อจะรอเรื่องของเราไปที่รัฐบาลกว่าจะ ออกมาเป็น พ.ร.บ. หรือว่าแก้ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีเพิ่มมาตรา ๔๕ อะไรต่าง ๆ มันใช้ เวลาไปอีกพักใหญ่ แล้วมันก็เป็นเรื่องที่ต้องมีคําสั่งไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ตอนนี้มันก็มีคําสั่ง จากรัฐบาลกลางไปที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมากมายมหาศาล ผมคิดว่าเราลัดคิวสักนิดหนึ่ง ทํางานโดยตรงกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น แล้วก็ถามว่าตอนนี้ชาวบ้านทั่วประเทศนี่ เขาอยากจะให้รัฐช่วยเขาขุดลอกคลอง หนองน้ํา และบึงนี้มากน้อยแค่ไหน แล้วใครจะช่วย ลงขัน นอกจากงบของหน่วยราชการส่วนกลางแล้ว อบจ. ต้องเข้ามาครับ เป็นสําคัญนะครับ แล้วประสานกับทางเทศบาล แล้วก็ อบต. แล้วก็ทางภาคเอกชน สภาหอการค้าทั่วประเทศไทย ๗๖ สภาหอการค้าก็น่าจะมีส่วนร่วมในการที่จะพัฒนาแหล่งน้ํา ผมก็อยากจะขอเสนอสั้น ๆ ทํางานกันง่าย ๆ รวดเร็ว แล้วก็จะได้ผล แล้วตอนนี้เป็นช่วงแล้งที่ยังจะขุดลอกได้นะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้าย ก็คือจะพูดกันเรื่องบ่อน้ําเล็ก ๆ คงไม่เป็นการเพียงพอ พวกเราไปดูงานที่ประเทศอิสราเอล ไปดูงานที่ประเทศอินเดีย แล้วโดยเฉพาะไปดูงานที่ ประเทศไต้หวัน แล้วก็ไปดูงานที่ประเทศจีน เขามุ่งที่การมีอ่างน้ําขนาดใหญ่ แล้วเขาก็จะ ไม่มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม แล้วในประเทศไทยก็จะไม่มีปัญหา หรือมีปัญหาน้อยลงกับพวก เอ็นจีโอ (NGOs) ถ้าเผื่อคิดจะไปสร้างเขื่อน เพราะฉะนั้นเราจะต้องสร้างอ่างน้ําขนาดใหญ่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยเฉพาะในภาคเหนือแล้วก็ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อันนี้ต้อง ทําครับ เพื่อจะได้กักน้ําให้มากที่สุด แล้วก็โดยเร็วที่สุด เราสามารถที่จะหาแหล่งหรือว่า หุบเขาธรรมชาติที่สามารถที่จะกักน้ําเป็นอ่างขนาดใหญ่ได้ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าจะดําเนินการ ควบคู่ไปกับการที่จะมีแหล่งน้ําขนาดเล็กให้กับชุมชน ขอบคุณมากครับท่านประธาน