ศานิตย์ นาคสุขศรี หารือการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างบูรณาการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ชุมชน และภาควิชาการ พร้อมเสนอแนวทางการวางแผนน้ำอย่างยั่งยืนโดยใช้ทฤษฎีใหม่ของพระมหากรุณาธิคุณ การจัดทำแผนน้ำชุมชนที่เก็บข้อมูลระดับครัวเรือน การเติมน้ำสลับซับซ้อนระหว่างแหล่งน้ำ และการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการน้ำทุกระดับที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอเป็นแกนนำร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ และท่านสมาชิกทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๑ ขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับรายงานการปฏิรูปการจัดการ แหล่งน้ําชุมชนทั่วประเทศ และร่างระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ําแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ ผมคิดว่าเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ อย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหมาะสมกับเวลาที่ได้นําเสนอ เมื่อวานนี้เราคงได้เห็นภาพการเสนอ ในเรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรน้ําในภาพรวมของประเทศมาแล้ว และวันนี้ถือว่าเป็นการเสนอ การบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นแผนชุมชนระดับจุลภาค ผมขออนุญาตชื่นชม ท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ นะครับ ทราบว่าท่านได้ปลุกปั้นเรื่องนี้เป็นเวลา ๒๐-๓๐ ปีมาแล้วนะครับ ท่านอยู่กับพื้นที่ตลอด แล้วก็เห็นความสําคัญ จนกระทั่งพยายาม เสนอหลักคิดอะไรต่าง ๆ มาจนกระทั่งเข้าสู่สภาของเราได้ ก็ถือว่าถ้าบังเกิดผลสําเร็จขึ้นมา ถือว่าเป็นคุณูประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างจริงเลยครับ เพราะฉะนั้นการที่จะมุ่งแก้ปัญหา เรื่องนี้ถือว่าเป็นการแก้ปัญหาให้กับพี่น้องในพื้นที่หรือแอเรีย (Area) อย่างแท้จริงเลย ตามรายงาน ที่เสนอมาจากประสบการณ์ของผมที่ทํางานในพื้นที่ ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาแทนพี่น้องประชาชน นับว่ามีแผนการบริหารจัดการน้ําในชุมชน ที่สมบูรณ์ทุกมิติเลยนะครับ ต้องขอชื่นชมสําหรับข้อเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ ประชารัฐที่เข้ามามีส่วนร่วม ไม่ว่าเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน อันนี้เป็น สิ่งสําคัญ และในเรื่องสําคัญคือข้อมูลสถานการณ์แหล่งน้ําด้วย จากประสบการณ์ที่ผม เคยทําในพื้นที่ ก็ต้องยอมรับว่าน้ําเป็นสิ่งสําคัญตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชดํารัสไว้แล้วนะครับ น้ําคือชีวิต แล้วที่สําคัญในพื้นที่ที่ผมเคยอยู่คือจังหวัด สระแก้ว มันเป็นรัฐชายขอบ แล้งซ้ําซากในอดีตที่ผ่านมา แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนี้นะครับ ได้ทรงพระราชทานอ่างเก็บน้ําขึ้นมาขนาดใหญ่ ๆ ขนาดกลางประมาณ เกือบ ๑๐ แห่ง ที่สําคัญพระองค์ได้พระราชทานหลักคิด ผมคิดว่า อันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง คือแหล่งน้ําทั้งหลายให้มันเติมน้ําด้วยกันได้ ที่ผ่านมาระบบของ เรามันเติมน้ํากันไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอแล้งก็แล้งไปเลย แหล่งน้ําขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถ ไปเติมแหล่งน้ําขนาดกลางได้ มันมีตัวอย่างที่จังหวัดสระแก้วนะครับถ้าคณะกรรมการจะไปดู พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานไว้ สร้างอ่างเก็บน้ําตอนบน เขาเรียก ช่องกล่ําบน พอช่องกล่ําบนมันล้นก็มาเติมน้ําในช่องอ่างเก็บน้ําช่องกล่ําล่างได้ เสร็จแล้วถ้าอ่างน้ํา อีกอ่างหนึ่งเขาเรียกท่ากะบากแล้ง น้ําจากช่องกล่ําล่างมาเติมท่ากะบากได้ อันนี้เป็น พระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานให้ ก็ทราบว่าทาง กรมชลประทานได้เอาหลักคิดอันนี้มาสร้าง หรือการไฟฟ้าแห่งประเทศไทยสร้างเขื่อน ศรีนครินทร์นะครับ แล้วก็มาเติมให้ที่เขื่อนวชิราลงกรณ์หรือเขื่อนที่ท่าม่วง อันนี้ก็ถือว่าเป็น การพักน้ําแล้วหมุนกลับไปได้ อันนี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ผ่านมาก่อนที่จะถึงความเห็น ของคณะกรรมการ ผมอยากจะเสนอบทเรียนที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าก็อาจจะสอดคล้องกัน คือที่ผ่านมาเราขาดการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ําในระดับพื้นที่ เราไปมุ่งเฉพาะหน่วยต่าง ๆ ผมก็เลยจัดเรื่องของการวางแผนการพัฒนาแหล่งน้ําแบบบูรณาการเชิงพื้นที่ ที่สําคัญเรา บูรณาการกันกับส่วนราชการ เขาเรียก อันที่ ๑ จตุภาคี ก็คือภาครัฐ ถือว่าภาครัฐมีความสําคัญ นอกจากตัวผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งจะต้องเป็นผู้นั่งหัวโต๊ะแล้ว ในจังหวัดก็มีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกับน้ําหลายหน่วยงาน แต่พี่ใหญ่ก็คือกรมชลประทาน ซึ่งเขาจะมีความรู้ มีประสบการณ์มาก หน่วยงานอื่นก็มีนะครับ อย่างเช่น ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัด ที่มีกรมน้ํา กรมน้ําบาดาลอะไรต่าง ๆ ก็มี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีนะครับ อย่างเช่นหน่วยพัฒนาที่ดิน เพราะฉะนั้นตรงนี้ภาครัฐก็จะมีความสําคัญ แต่ว่าข้อมูลก็คือ จะไม่มีการบูรณาการ อันที่ ๒ จตุภาคีที่ ๒ ก็คือภาคท้องถิ่น ผมว่าท้องถิ่นก็มีความสําคัญ เพราะว่าเดี๋ยวนี้หน้าที่ของท้องถิ่นก็คือพัฒนาแหล่งน้ํา พัฒนาอาชีพด้วย อันนี้ก็จะต้องเข้ามา มีส่วนร่วมกัน อันที่ ๓ ก็คือท้องที่ กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือแม้แต่พี่น้องประชาชนซึ่งเขารู้พื้นที่ รู้ปัญหาดี อันที่ ๔ ซึ่งขาดไม่ได้คือภาควิชาการ เพราะว่าภาควิชาการจะเป็นองค์ความรู้ ไม่ว่า ในเรื่องของการใช้แผนที่ดาวเทียม แผนที่ระบบของจีพีเอส (GPS) อะไรก็ตาม เมื่อมาเดิน สํารวจมาพอต (Pot) จุดมันต้องพอต (Pot) ลงในพื้นที่ เพราะบางทีเราไม่รู้หรอกว่าแหล่งน้ํา ในพื้นที่เรามีมากขนาดไหน แต่ว่าเมื่อออกไปเดินสํารวจโดยพี่น้องประชาชนร่วมกับท้องที่ ท้องถิ่นนี้ แล้วลงมาพอต (Pot) จุดในแผนที่ อาจจะเป็นแผนที่ดาวเทียม แผนที่อะไรต่าง ๆ เราจะรู้เลยว่าแหล่งน้ําเป็นอย่างไรแล้วค่อยมาบูรณาการว่าอันไหนมีความสําคัญ แหล่งน้ํา ขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ แล้วก็จัดลําดับความสําคัญ แบ่งหน้าที่ไป ใหญ่ ๆ ชลประทาน คุณรับผิดชอบไป ขนาดกลาง อบจ. ไป ขนาดเล็ก คลองรูหนู ไส้ไก่ ก็แหล่งน้ําขนาดเล็ก ครัวเรือนก็ท้องถิ่นไป อบต. หรือว่าหน่วยงานต่าง ๆ หรือพี่น้องประชาชนเขามี ขีดความสามารถก็ดําเนินการเองได้ ถ้าบูรณาการอย่างนี้จะสําเร็จ และที่สําคัญขาดไม่ได้ คือสํานักงบประมาณต้องรับรู้ด้วย หลักคิดก็คือไม่มีแผนแหล่งน้ําจะไม่ให้งบประมาณเด็ดขาด ถ้าอย่างนี้ทุกภาคส่วนก็จะมีการบูรณาการกันเข้าไป ก็ฝากไว้ด้วยว่าบทเรียนอันนี้เป็น สิ่งสําคัญที่เราจะพัฒนาแหล่งน้ําในเชิงพื้นที่เข้ามา ผมเห็นด้วยทุกประการเลยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามอยากจะขอเสนอความคิดเห็นสัก ๒ ประเด็น ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องแผนแหล่งน้ําชุมชนผมว่ามีความสําคัญ แต่ที่ผ่านมานี้ ผมคิดว่าการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการใช้น้ํามันน่าจะลงไปถึงทุกครัวเรือน เหมือนบัญชีครัวเรือนว่าเขามีความต้องการใช้น้ําเท่าไร เป็นอย่างไรแต่ละครัวเรือน ถ้าลงไป ถึงครัวเรือนได้มันย่อยมากกว่าชุมชน อันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลเลยนะครับ เหมือนบัญชีทะเบียนบ้านอะไรต่าง ๆ พวกนี้ เพราะฉะนั้นในชุมชนของเราจะได้ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นน้ําอุปโภค บริโภค น้ําเพื่อการเกษตร รวมทั้งแหล่งที่มาด้วย แหล่งที่มาจะเป็น แบบไหน มาจากแหล่งน้ําธรรมชาติหรือแหล่งน้ําที่ขุดกันเองจะทําอย่างไร แล้วจะทําอย่างไร ที่จะต้องเติมน้ําด้วยการให้กันได้ ที่ผ่านมาหลักคิดของพี่น้องประชาชนถ้าไม่มีความรู้ เราจะขุดสระไว้ที่ดอนที่ที่ไม่ใช้ แต่ว่าเมื่อเสร็จแล้วหน้าแล้งจะไม่มีน้ํา มันไม่สามารถที่จะหา ที่เติมน้ําได้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนใหม่จะเห็นว่าที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานก็คือ ถ้าขุดสระแหล่งน้ําต้องขุดในที่ลุ่มเพื่อจะได้มาเติมน้ําในฤดูแล้งได้ แต่ที่ผ่านมาเราจะขุด แหล่งน้ํา ขุดสระในที่ดอนหมด แล้วก็จะเป็นแหล่งน้ําลอยฟ้าตลอดเวลา เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นสิ่งสําคัญ อยากจะให้สํารวจให้มีข้อมูลเชิงลึกในเรื่องแหล่งน้ําต่าง ๆ ปริมาณที่จะต้องใช้ ในระดับครัวเรือนหรือแหล่งที่มาด้วยเป็นอย่างไร
ประเด็นที่ ๒ ผมมีความเห็นเหมือน ขออนุญาตท่านกษิตนะครับ ก็ควรให้ ความสําคัญการจัดระดับน้ําแบบครัวเรือนหรือข้อมูลตามทฤษฎีใหม่ของพระเจ้าอยู่หัวเลย ผมว่าอันนี้ทุกครัวเรือนก็จะมีแหล่งน้ําที่สามารถใช้อุปโภค บริโภค และการเกษตรเบื้องต้น ได้นําทฤษฎีใหม่อันนี้มาใช้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเลย ๓๐ ๓๐ ๓๐ ๑๐ อะไรแบบนี้เป็นต้น นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ผมมีความเห็นว่าการจัดตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับน้ําชุมชน ทุกระดับก็เห็นด้วยนะครับควรจะต้องมีคณะกรรมการระดับ ไม่ว่าระดับจังหวัด ระดับอําเภอ จนกระทั่งถึงระดับตําบล แต่ส่วนหนึ่งที่จะฝากไว้ก็คือว่าเมื่อมีภาคประชารัฐหลายฝ่าย ผมว่าอย่างน้อยจังหวัดโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดหรือนายอําเภอมีความจําเป็นที่จะต้อง นั่งหัวโต๊ะเพราะต้องบูรณาการกับทุกฝ่าย แล้วภาควิชาการก็คงจะต้องเข้ามาให้ความรู้กับ พี่น้องประชาชน อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์อยู่ แล้วก็ให้จัดทําแผนชุมชน แผนน้ําชุมชน แผนหมู่บ้านขึ้นมา เมื่อมีแหล่งงบประมาณมาเราจะได้ให้ความสําคัญว่าอันไหนควรจะไปอยู่ ระดับ ๑ ๒ ๓ ก่อน แล้วหน่วยงานไหนควรจะรับไป แบ่งหน้าที่กันชัดเจน ก็จะแก้ปัญหา ในเชิงพื้นที่ได้ ก็ขอชื่นชมในหลักคิดของคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วขอให้การจัดทําแผน ปฏิรูปการบริหารจัดการแหล่งน้ําชุมชนได้สําเร็จตามที่ได้เสนอ ขอกราบขอบพระคุณครับ