ชาญวิทย์ เสนอรวมพลศึกษา 17 แห่งเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๖ · ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ชาญวิทย์ ผลชีวิน หารือการบูรณาการสถาบันการพลศึกษา 17 แห่งและโรงเรียนกีฬา 3 แห่งให้รวมเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ 4 ภูมิภาค เพื่อปฏิรูปโครงสร้างการกีฬาของประเทศอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและพระราชดำรัส โดยเน้นการพัฒนาบุคลากรกีฬา สนับสนุนงานวิจัย เสริมสร้างวัฒนธรรมการกีฬา และส่งเสริมเศรษฐกิจและสุขภาพของประชาชนอย่างรอบด้าน

นายชาญวิทย์ ผลชีวิน กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และ จริยธรรม ในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านโครงสร้าง การกีฬา ก็ใคร่ขอเรียนต่อที่ประชุมอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้กรุณาทราบถึงวาระปฏิรูปด้าน โครงสร้างการกีฬาคือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ อันนี้ต้องกล่าวเบื้องต้นก่อนว่า ไม่ใช่เป็นการจัดตั้งใหม่นะครับ เป็นการบูรณาการสถาบันการพลศึกษาที่มีอยู่ทั้งหมด ๑๗ แห่ง ทั่วประเทศในการยุบรวมเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ทั้ง ๔ ภูมิภาค กระผมขอกล่าวถึง ความเป็นมาในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรื่องการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ จะเห็นว่าจากวีดิทัศน์ที่ทุกท่านได้ชมไปแล้ว จะมีทั้งพระราชดํารัสขององค์พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระราชทานให้พิมพ์ในหนังสือวันกีฬาแห่งชาติ วันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑ โดยรัฐสภาได้อัญเชิญประดิษฐานไว้บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา ๒ ความว่า กีฬามีความสําคัญอย่างยิ่งสําหรับชีวิตของคนแต่ละคนและชีวิตของบ้านเมือง อันนี้เป็นพระราชดํารัสที่ท่านได้ให้ไว้ในวันที่ ๑๖ ที่ลงตีพิมพ์ในวันกีฬาแห่งชาติ และวันที่ ๑๖ ธันวาคมนั้น ถือว่าเป็นวันกีฬาแห่งชาติ สอดรับกับเจตนารมณ์ตามบทบัญญัติมาตรา ๓๙/๒ ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ๑) พุทธศักราช ๒๕๕๘ การปฏิรูปการกีฬาของประเทศได้ดําเนินการโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูป การกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เริ่มต้นจากการนํากรอบความเห็นร่วมกันในการปฏิรูปประเทศ ด้านอื่น ๆ นะครับ ที่จัดทําโดยคณะทํางานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปหรือ ศปป. ที่ได้แต่งตั้งโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งกําหนดให้มีเรื่องของการปฏิรูปการกีฬาเป็นเรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่งนะครับ สามารถ สรุปผลในขั้นต้นว่า การจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เป็นส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญของ การปฏิรูปการกีฬาของประเทศ กระผมใคร่ขอกราบเรียนให้ทราบว่า สถาบันการพลศึกษา ในประเทศไทยมีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่องยาวนานประมาณ ๑๐๐ กว่าปีแล้วครับ ตั้งแต่ เป็นโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัยแรก ๆ นะครับ ปฏิรูปมาจนเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา เป็นวิทยาลัยพลศึกษา เป็นสถาบันการพลศึกษา จนกระทั่งกําลังจะไปสู่มหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติ มีการเรียนการสอนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ในปี ๒๕๖๐ นี้ถือว่าการจัดการศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับการพลศึกษาและการกีฬา ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นสูง เช่นเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ตามพระราชปณิธานขององค์พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ กระผมขอเรียนต่อสภาอันทรงเกียรตินี้ว่า สถานการณ์ ในการที่มีแนวคิดที่จะบูรณาการสถาบันการพลศึกษาให้เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น ด้านหนึ่งคือด้านของเศรษฐกิจ การกีฬานั้นพัฒนาด้านเศรษฐกิจทั้งโดยตรงแล้วก็โดยอ้อม โดยตรงนั้นคือการพัฒนาเศรษฐกิจด้านบุคลากรทางการกีฬา อุตสาหกรรมทางการกีฬา จะเห็นได้ว่าสิ่งที่เราประสบพบเห็นมาในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ประมาณ ๑ เดือนที่ผ่านมา นักกีฬาเราหลายคนประสบความสําเร็จในระดับโลก ระดับเอเชีย แม้กระทั่งมูลค่าสโมสรของ ฟุตบอลที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก (Champ Premier League) จากมูลค่าแค่ ๔,๐๐๐ กว่าล้านบาท ณ วันนี้ ขยับขึ้นไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเศรษฐกิจตรงนี้ในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า ยุทธศาสตร์ทางด้านการกีฬา ถ้าเราไม่มีการปรับปรุง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไม่มีการปฏิรูป บุคลากรทางด้านการศึกษาของเราทั้งทางด้านการกีฬา ทั้งบุคลากรทางการกีฬา ไม่ว่าจะเป็น ในระดับภายในประเทศ ระดับชาติ แล้วก็นานาชาตินั้นจะต้องถูกพัฒนาขึ้นไปอย่างเป็นระบบ แล้วก็ก้าวขึ้นสู่นานาชาติได้ในอนาคต

ส่วนสถานการณ์ทางด้านสังคมและวัฒนธรรม ผมจะขออนุญาตย่อ ๆ สั้น ๆ นะครับ จะเห็นว่าผลกระทบทางด้านสังคมกับทางด้านการกีฬานั้นมีมากมายมหาศาล ขออนุญาตยกตัวอย่างล่าสุด ทีมวอลเลย์บอลเพิ่งกลับมาอย่างยิ่งใหญ่ ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้แพ้ ไม่ได้ผ่านการคัดเลือกเข้าโอลิมปิกนะครับ แต่เป็นปรากฏการณ์ทางสังคมที่ทําให้ประเทศไทย ยืนอยู่ในพื้นที่ทางการกีฬาของโลกได้อย่างภาคภูมิใจในความเป็นอัตลักษณ์ ในความเป็นกีฬา ที่ทําให้ทั่วโลกหันมาเห็นความสําคัญทางด้านความมีน้ําใจของนักกีฬาเรา สู้อย่างสุดฤทธิ์ สุดความสามารถ มีประเด็นที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ให้ข้อคิดกับทีมวอลเลย์บอล ไว้ได้อย่างดีมาก ๆ คือยอมรับคําตัดสินครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ทั่วโลกในวงการกีฬา ให้ความสนใจในระดับผู้นําของประเทศ ได้ออกมาชื่นชมทีมวอลเลย์บอลเรา ในขณะเดียวกัน ให้ยอมรับคําตัดสิน เมื่อวานนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ให้ การต้อนรับผู้แพ้ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่เคยมีปรากฏการณ์ทางสังคมแบบนี้มาก่อน เราจะชื่นชม แต่ใครครับ ผู้ชนะ ได้เหรียญทอง ได้เหรียญโอลิมปิกกลับมา ได้ชนะเลิศรายการ หลาย ๆ รายการกลับมา แต่เมื่อวานนี้ครับ ปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ ประเทศไทยรู้จัก แพ้ครับ แพ้อย่างมีน้ําใจนักกีฬา แพ้อย่างยอมรับคําตัดสิน แพ้อย่างผู้ยิ่งใหญ่ที่มีคน นับหมื่น ๆ คนที่สนามบินสุวรรณภูมิให้การต้อนรับครับ เป็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และท่านนายกรัฐมนตรีได้มีดําริที่จะเลี้ยงนักกีฬาวอลเลย์บอลชุดนี้ด้วยตัวท่านเอง นี่คือ สิ่งหนึ่งซึ่งผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรม สิ่งหนึ่งซึ่งอยากจะเห็นคนในประเทศ ให้ความสําคัญของวัฒนธรรมในการออกกําลังกายและเล่นกีฬา ถ้าเราสามารถสร้าง จิตวิญญาณให้คนไทยทั้งประเทศได้สนใจการออกกําลังกาย ดูแลรักษาสุขภาพ สิ่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อวานนี้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านหนึ่งได้บอกไว้ว่า ถ้าเราสามารถสร้างจิตวิญญาณ ทางการเมืองได้ เราสามารถสร้างจิตวิญญาณทางการศึกษาได้ สร้างจิตวิญญาณทางการกีฬาได้ นั่นคือวัฒนธรรมอันหนึ่ง ซึ่งถ้าเราเห็นจากทั่วโลก วันเสาร์ วันอาทิตย์ เขาจะพาลูกหลานของเขา ไปออกกําลังกาย ไปเล่นกีฬา ไปแคมปิง (Camping) ไปสันทนาการ ไปอีกหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจะทําให้เป็นวัฒนธรรมทางการกีฬาและสุขภาพ นี่คือจุดหนึ่ง ถ้ามหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติเกิดขึ้นจะเป็นเครื่องมือในการที่จะบูรณาการและพัฒนาการทางด้านสังคม และวัฒนธรรมได้อย่างดี จากพัฒนาการที่ผ่านมาของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยแห่งแรกของ ประเทศไทย ซึ่งไม่ใช่มหาวิทยาลัยการกีฬานะครับ ตั้งแต่ปี ๒๔๕๙ ซึ่งจะครบ ๑๐๐ ปีในปีนี้ การจัดตั้งมหาวิทยาลัย ประกอบด้วยเหตุผลที่หลากหลาย แล้วก็หลายแนวทาง สําหรับ สถาบันการพลศึกษาจะมีพัฒนาการเป็นมหาวิทยาลัยนั้น ประกอบด้วยแนวคิดเบื้องต้น ดังต่อไปนี้นะครับ ในเมื่อเรามีกระจายอยู่ทั้งหมด ๑๗ แห่งทั่วประเทศ เราจะบูรณาการ ให้เหลือ ๔ แห่ง เพื่ออะไรครับ

๑. เป็นการกระจายโอกาสทางการศึกษาทางด้านการกีฬาโดยตรง จะเป็น มหาวิทยาลัยเฉพาะทางครับ

๒. การจัดการศึกษาทางเลือกนําไปสู่การประกอบอาชีพในอนาคต ปัจจุบัน อาชีพบุคลากรทางการกีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักวิทยาศาสตร์การกีฬา นักโภชนาการ นักจิตวิทยา ทางการกีฬา แม้กระทั่งผู้นําแอโรบิก (Aerobic) หรือองค์ประกอบในกีฬาวิชาชีพอื่น ๆ เป็นที่ต้องการของคนทั้งประเทศ ซึ่งยังขาดแคลนอยู่อีกมากนะครับ

๓. การพัฒนาศิลปวิทยาของแต่ละแขนงในการพัฒนาการทางด้านการกีฬา ให้สูงขึ้น เราจะเห็นว่าวิทยาศาสตร์การกีฬานั้นนับว่าทุกวันนี้สําคัญต่อนักกีฬาแล้วก็บุคลากร ทางการกีฬาอย่างมาก แม้กระทั่งประชาชนทั่วไป แต่เรายังขาดผู้เชี่ยวชาญแต่ละแขนง ซึ่งจะเป็นวิชาชีพชั้นสูง ซึ่งจะพัฒนาให้ทั้งนักกีฬาของเราที่จะไปสู่ความเป็นเลิศและอาชีพ ในอนาคตนั้นได้เห็นความสําคัญในด้านวิทยาการทางด้านนี้

๔. ตอบสนองบริบทภูมิภาคของประเทศที่มีบริบททางภูมิศาสตร์ ประชากรศาสตร์ สิ่งแวดล้อม บริบททางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี แบบพหุวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ในแต่ละภูมิภาคของประเทศ ความหมายคือว่า ถ้าเรามีโอกาสเปิดได้ทั้ง ๔ ภูมิภาค บริบท ของแต่ละภูมิภาคนั้นไม่เหมือนกันนะครับ

๕. การจัดการศึกษาตามแนวนโยบายประชารัฐ โดยให้ทุกภาคส่วนเข้ามา มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาตามแนวนโยบายประชารัฐ และการจัดการอุดมศึกษา แบบมหาวิทยาลัยความร่วมมือ

กระผมใคร่ขอเรียนว่าในการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตินั้น จริง ๆ แล้ว มีวัตถุประสงค์ที่สําคัญ ๆ อยู่หลายประการนะครับ กระผมใคร่ขอนําวัตถุประสงค์แต่ละข้อ ในการดําเนินงาน อธิบายสั้น ๆ นะครับ

๑. ดําเนินการตามแนวอันเนื่องมาจากพระบรมราโชวาทและพระราชดํารัส ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เกี่ยวกับการกีฬา

๒. ก็คือผลิตบุคลากรทางการกีฬาให้มีความรู้ความสามารถทางวิชาการ และทักษะในวิชาชีพทางการกีฬา

๓. ผลิตการวิจัย ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านการกีฬา

๔. พัฒนาองค์ความรู้ด้านการกีฬา พลศึกษา วิทยาศาสตร์การกีฬา อุตสาหกรรมทางการกีฬา บริหารธุรกิจการกีฬา ศิลปศาสตร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง

๕. เสริมสร้างความแข็งแรงของวิชาชีพทางด้านการกีฬาตามนโยบายประชารัฐ

๖. เป็นแหล่งพัฒนาศิลปวิทยาการด้านการกีฬาชั้นสูง

๗. เพื่อทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้าน ศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว และกีฬาพื้นเมือง ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของไทยให้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ท่านจะเห็นจาก วีดิทัศน์ บางท่านอาจจะมีคําถามอยู่ในใจว่าทําไมเราเอามวยไทย หลังจากพระราชดํารัส ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทําไมเราเอามวยไทยมาขึ้นนําก่อน มวยไทย ศิลปะ ป้องกันตัวครับ เป็นกีฬาประจําชาติ เป็นมรดกของชาติ เป็นมรดกของประเทศไปแล้วครับ เป็นมรดกของโลกไปแล้ว มูลค่าทางการตลาดนะครับ ตอนนี้เศรษฐกิจ กระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดทําข้อมูลค่ายมวยไทยอยู่ทั่วโลกนะครับ เกือบ ๑๐,๐๐๐ ค่าย ที่มีการเรียนการสอนมวยไทย เพราะฉะนั้นท่านลองคิดถึงมูลค่าที่มันมหาศาลในอนาคต ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านวัฒนธรรม เราจะมีพิธีไหว้ครูมวยไทยทุกปี ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จะมีประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าร่วมพิธี ๔๐๐-๕๐๐ ประเทศ นี่คือมรดกของชาติแล้วก็มรดกของโลกครับ เพราะฉะนั้นจะสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ข้อนี้ครับ คือทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้านกีฬาพื้นเมืองไว้

๘. ส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาสําหรับบุคคลที่มีความสามารถพิเศษ ทางการกีฬา และบุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเห็น เลยว่าเราไม่ได้ดูแลเฉพาะนักกีฬาหรือคนปกติ เราจะดูแลถึงคนพิเศษ เราจะดูแลถึงคนพิการ

๙. เป็นมหาวิทยาลัยที่มีวิทยาเขตและโรงเรียนกีฬากระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ของประเทศเพื่อผลิตและพัฒนานักกีฬาและบุคลากรทางการกีฬา

ต่อไปก็จะเป็นรูปแบบที่คิดว่าน่าจะนําเสนอให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นนะครับ จากแนวทางการดําเนินงาน สถาบันการพลศึกษาที่มีอยู่ทั้งหมด ๑๗ แห่ง โรงเรียนกีฬา ๓ แห่ง เราจะใช้วิธีการบูรณาการโดยใช้การยุบรวม ให้เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาค ทั้ง ๔ ภาค ก็คือจะมีภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง แล้วก็ภาคใต้ เน้นย้ํา เป็นมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง แล้วก็ไม่ได้เป็นการจัดตั้งใหม่ เป็นการยุบรวม ซึ่งเราใช้โมเดล (Model) แนวคิดนี้มาจากสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งสถาบันเทคโนโลยีราชมงคลนั้น สมัยที่แล้วก่อนที่จะยุบรวมเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลนั้น สถาบันเทคโนโลยี ราชมงคลมีถึง ๓๕ วิทยาเขตนะครับ มากกว่าเรา ๒ เท่า ปัจจุบันนี้ยุบรวม มีทั้งหมด ๙ แห่ง เป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เพราะฉะนั้นเราใช้รูปแบบเดียวกันกับของสถาบันการพลศึกษามี ๑๗ วิทยาเขต ที่มีความรู้สึกว่า ได้รับความร่วมมือมากขึ้นก็คือมีโรงเรียนกีฬาอยู่ทั้งหมด ๑๓ แห่ง เราจะยุบรวมให้เหลือ ๔ แห่ง หรือ ๔ ภูมิภาค ผมจะยกตัวอย่างก็คือทางภาคเหนือนะครับ ภาคเหนือเราจะมี สถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตเชียงใหม่ มีสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตลําปาง มีสถาบัน การพลศึกษาวิทยาเขตสุโขทัย และสถาบันการพลศึกษาวิทยาเขตเพชรบูรณ์ เราจะมีสถาบัน การพลศึกษาทั้งหมด ๔ แห่ง มีโรงเรียนกีฬาอยู่ ๓ แห่ง ก็คือโรงเรียนกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียนกีฬาจังหวัดลําปาง และโรงเรียนกีฬาที่จังหวัดนครสวรรค์ จะเลือกสถาบันใดสถาบันหนึ่ง เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ สมมุติเราจะเลือกสุโขทัย หรือลําปาง หรือเชียงใหม่ หรือเพชรบูรณ์ก็แล้วแต่ ที่เหลือจะเป็นวิทยาเขตครับ ก็จะเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาประจํา ภาคเหนือ โรงเรียนกีฬาก็จะในสังกัดของมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับเราจะมีอยู่ ๔ วิทยาเขตเช่นเดียวกัน เราจะมี อุดรธานี มีมหาสารคาม มีศรีสะเกษ แล้วก็มีชัยภูมิ มีสถาบันการพลศึกษาอยู่ ๔ แห่ง มีโรงเรียนกีฬาอยู่ ๓ แห่ง มีโรงเรียนกีฬาจังหวัดศรีสะเกษ มีโรงเรียนกีฬาจังหวัด อุบลราชธานี และมีโรงเรียนกีฬาจังหวัดขอนแก่น เช่นเดียวกัน จะเลือกแห่งใดแห่งหนึ่ง เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ที่เหลือจะเป็นวิทยาเขต โรงเรียนกีฬาก็จะสังกัด ในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ต่อไปครับมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติภาคกลางนะครับ ภาคกลางจะมีอยู่ ทั้งหมด ๔ วิทยาเขต มากกว่าทั้ง ๓ ภาคอยู่ ๑ วิทยาเขตนะครับ ก็จะมีที่อ่างทอง สุพรรณบุรี สมุทรสาคร กรุงเทพฯ แต่กรุงเทพฯ ไปตั้งอยู่ที่คลอง ๑๓ ของจังหวัดปทุมธานี ชลบุรี เพราะฉะนั้นโรงเรียนกีฬาก็จะมีอยู่ถึง ๔ แห่ง มีอ่างทอง มีสุพรรณบุรี มีชลบุรี และนครนายก เช่นเดียวกันก็จะพิจารณาคัดเลือกแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ โรงเรียนกีฬาก็จะเป็นโรงเรียนในสังกัดของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาคกลาง

สุดท้ายครับก็จะเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติภาคใต้ ซึ่งมีวิทยาเขต ทั้งหมด ๔ แห่งเช่นเดียวกัน มีจังหวัดชุมพร มีจังหวัดกระบี่ มีจังหวัดตรัง แล้วก็จังหวัดยะลา โรงเรียนกีฬาจะมี ๓ แห่ง มีจังหวัดยะลา มีจังหวัดนครศรีธรรมราช และที่จังหวัดตรัง ก็จะคัดเลือกแห่งใดแห่งหนึ่งเป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ที่เหลือเป็นวิทยาเขต แล้วก็ โรงเรียนกีฬาก็จะอยู่ในสังกัดมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติประจําภาคใต้นะครับ แต่ละแห่ง ก็จะมีบริบท มีความต้องการในการเรียนการสอนซึ่งต่างกันออกไปนะครับ เพราะฉะนั้น ดังที่กล่าวมาข้างต้นในการบูรณาการยุบรวมสถาบันการพลศึกษาในครั้งนี้ก็จะมีหน่วยงาน ที่ต้องรับผิดชอบ เจ้าภาพหลักก็คงเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานะครับ สถาบัน การพลศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา อันนี้ไม่ต้องห่วงนะครับ เพราะว่า เราจะทําทุกอย่างให้เข้าสู่มาตรฐาน สกอ. นะครับ สํานักงบประมาณ สํานักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. นะครับ แล้วก็ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน อันนี้คือเราได้จัดเตรียมไว้อย่างดีพอสมควร นะครับ

สุดท้ายนี้ก็คงจะเป็นประโยชน์นะครับที่ประชาชนและประเทศชาติ จะได้รับจากการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติอย่างที่กล่าวไปแล้ว

๑. จะมีมหาวิทยาลัยเฉพาะทาง ทางด้านการกีฬาโดยตรงเพื่อเป็นทางเลือก ให้ประชาชน เยาวชน เด็กนักเรียนในการศึกษาวิชาชีพด้านการกีฬาที่มีความชัดเจนมากขึ้น ให้โอกาสเด็ก ๆ ที่สนใจทางด้านการกีฬา ประชาชน แม้กระทั่งคนสูงอายุ แม้กระทั่งคนพิการ ที่รักและสนใจในการกีฬาเขาจะได้เข้าสู่ระบบการศึกษา การเรียนการสอนที่เป็นเฉพาะทาง จริง ๆ นะครับ

๒. ใช้มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคม ความรักสามัคคี รักท้องถิ่น ปลูกฝังให้ประชาชนรักการออกกําลังกาย และเล่นกีฬาจนเป็น วิถีชีวิตครับ ถ้าเราสามารถรณรงค์ให้คนทั้งประเทศสนใจการออกกําลังกาย หันมาเล่นกีฬา สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายสูงสุดของประชากรทั่วโลกก็คือค่ารักษาพยาบาลครับ ผมจะพูด หรือสัมมนา หรือจะไปที่ไหนก็แล้วแต่ เรามี ๓๐ บาทรักษาทุกโรค ค่าใช้จ่ายมันมีแต่ จะเพิ่มมากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทําไมเราไม่ป้องกันครับ ท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์บุญสม มาร์ติน ท่านบอกว่าแพทย์มี ๒ ทางครับ ทางหนึ่งคือรักษา แต่ถ้าสามารถ ป้องกันได้ก่อนนี้ นี่ละครับเหตุผลที่ท่านมาเป็นอธิบดีกรมพลศึกษาคนแรก ท่านบอกว่า ท่านรักษาไม่ไหวแล้ว ท่านอยากป้องกันบ้าง ณ วันนี้เรายังรณรงค์ได้ไม่ถึงไหน ในการ ออกกําลังกาย ดูแลรักษาสุขภาพของประชากรไทยทั่วประเทศ ต้องบอกว่า ยังต้องได้รับ การรณรงค์ปลูกฝังค่านิยมการออกกําลัง การเล่นกีฬาให้เป็นวิถีชีวิตให้ได้

๓. ต่อไปช่วยพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจโดยรวม มีฐานข้อมูล ศูนย์รวมงานวิจัยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประชาชน ประเทศชาติ สร้างนวัตกรรม เทคโนโลยี ตลอดจนอุตสาหกรรมธุรกิจทางการกีฬา ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง ตอนนี้ กรมพลศึกษามีการประกวดนวัตกรรมทางด้านการกีฬา ท่านทราบไหมครับ เครื่องยิงลูกขนไก่ ที่น้องเมย์ซ้อมอยู่เกือบทุกวัน ถ้านําเข้าจากต่างประเทศ ๑,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาทเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เครื่องยิงลูกเทนนิสหรือเครื่องอื่น ๆ อีกเยอะแยะ คือแม้กระทั่งเครื่อง ออกกําลังกาย แต่ตอนนี้มีนักศึกษาเราประดิษฐ์คิดค้นเครื่องยิงลูกขนไก่ เครื่องออกกําลังกาย แล้วก็เครื่องยิงลูกเทนนิสต้นทุนไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง มีการประกวดนวัตกรรมที่ใช้ต้นทุนต่ํา ประสิทธิภาพสูง มีประกวด ทุกปีครับ กรมพลศึกษาจัด เพราะฉะนั้นตรงนี้จะเป็นอุตสาหกรรมทางการกีฬาอย่างดี ถ้ามี มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเปิดขึ้นมารองรับ จะมีคณะที่เปิดขึ้นใหม่เป็นคณะนวัตกรรม แล้วก็เทคโนโลยีทางการกีฬา หลาย ๆ ตัวที่ผมไม่ได้เอ่ยถึง แม้กระทั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องอะนาไลซ์ (Analyze) เกมการแข่งขัน ซึ่งโค้ช (Coach) เกรียงไกรถืออยู่ตลอด ที่ท่าน เห็นในไอแพด (iPad) นะครับ ลูกแต่ละลูก ลูกเอ (A) ลูกบี (B) ลูกซี (C) ขึ้นอย่างไร กระโดดตบ ตรงไหนสร้างอย่างไร แม้กระทั่งฟุตบอล แม้กระทั่งกีฬาอื่น ๆ มีเครื่องอะนาไลซ์ (Analyze) เครื่องวิเคราะห์ ซอฟต์แวร์ (Software) เราซื้อถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทหรือ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ละเครื่อง ซึ่งแพงมากผมเชื่อว่าคนไทยไม่แพ้ใครแล้วก็คิดค้นได้อย่างดีนะครับ

๔. นักกีฬาตลอดจนผู้เกี่ยวข้องมีแนวทางในการพัฒนาตัวเอง รัฐสามารถ ส่งเสริม สนับสนุนนักกีฬาสู่ความเป็นเลิศอย่างมีระบบตามมาตรฐานสากล เราจะต้องช่วยกัน ขับเคลื่อนให้ทั้งนักกีฬาของเรา ทั้งบุคลากรทางการกีฬาของเราเข้าสู่มาตรฐานสากล ก้าวขึ้นสู่ระดับอาเซียน (ASEAN) ด้านอื่น ๆ นะครับ เราอาจจะยังมองไม่เห็นนะครับทางด้าน อาเซียน (ASEAN) บางด้านขึ้นไปสู่ระดับโลกแล้ว บางด้านยังอยู่กลาง ๆ แต่ในระดับอาเซียน (ASEAN) กีฬานะครับ เรายังเป็นเบอร์ ๑ อยู่ครับ การศึกษา หลายคนบอกว่าเราไปอยู่ อันดับ ๘ แล้ว แต่กีฬาเราอยู่อันดับ ๑ ครับท่าน เราคงไม่ปล่อยให้มันกลับไปอยู่ต่ําลงไป กว่านั้นนะครับ

๕. นักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน บุคลากรทางกีฬา และผู้เกี่ยวข้องได้รับ การศึกษาด้านการกีฬาทําให้สามารถนําไปสู่การสร้างอาชีพ สร้างรายได้เพื่อส่งเสริม เศรษฐกิจของชาติทั้งโดยตรงแล้วก็โดยอ้อมนะครับ

๖. สุดท้ายครับ ได้ความภาคภูมิใจในมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติที่จะเปิด ตามภูมิภาคต่าง ๆ จะทําให้เด็ก นักกีฬา ประชาชนนั้นรักท้องถิ่น สร้างเกียรติยศความ ภาคภูมิใจของจังหวัด ของภูมิภาค และแสดงถึงศักยภาพ ความรัก ความสามัคคี ความเป็น น้ําหนึ่งใจเดียวกัน ส่งเสริมความร่วมมือ ความรักสามัคคีในทุกภาคส่วน

เพราะฉะนั้นการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติโดยการบูรณาการ สถาบันการพลศึกษาที่มีอยู่ทั้ง ๑๗ แห่ง และโรงเรียนกีฬาทั้ง ๑๓ แห่งนั้นท่านคงได้เห็น แนวคิด กรอบความคิด แม้กระทั่งประโยชน์ที่จะได้รับนะครับ ในต่างประเทศนั้น มีมหาวิทยาลัยการกีฬาต่าง ๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป แม้กระทั่งเอเชีย เอเชียนั้นมหาวิทยาลัยการกีฬาปักกิ่ง ที่จีนมีแล้ว เซี่ยงไฮ้ มหาวิทยาลัยเสิ่นหยาง มหาวิทยาลัยกว่างโจว มหาวิทยาลัยเฉิงตู มหาวิทยาลัยการกีฬาทั้งนั้นที่ผมได้กล่าวถึง ที่เกาหลีครับ สาธารณรัฐเกาหลีมีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติเกาหลีโดยตรงเลยนะครับ แล้วก็ที่ไต้หวันก็มีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติไต้หวัน ที่ญี่ปุ่นใช้ชื่อควบรวมเลยครับเป็น มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และการกีฬานิปปอนซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติของญี่ปุ่น อินเดียมีมหาวิทยาลัยทมิฬนาฑูนะครับ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ท่านทราบไหมครับ ในอาเซียน (ASEAN) เวียดนามมีมหาวิทยาลัยการกีฬา ๓ แห่งครับ ของเรายังไม่มีเลย ทั้ง ๆ ที่เราพร้อมกว่า จริง ๆ ถ้าปี ๒๕๔๘ ที่ผ่านมาตอนที่เปลี่ยนฐานะจากวิทยาลัยพลศึกษา เป็นสถาบันการพลศึกษา ถ้าเปลี่ยนแปลงบูรณาการตั้งแต่ตอนนั้นเป็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาติก็คงจะผ่านมาแล้ว ๑๐ ปีนะครับ เราน่าจะพัฒนาอะไรได้ดีกว่านี้เยอะ สุดท้ายก็ทางยุโรปครับ ก็จะมีเยอรมนี ลิทัวเนีย ยูเครน รัสเซีย บัลแกเรีย ที่ผมกล่าวมานี้ ส่วนใหญ่มีมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งประเทศต่าง ๆ มีความสําเร็จทางด้านการกีฬา ส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานทางด้านมหาวิทยาลัยการกีฬาของแต่ละประเทศนั้น ๆ ก็กล่าวสรุป ได้ว่าถึงเวลาหรือยังครับที่เราจะช่วยกันบูรณาการสถาบันการพลศึกษาให้เป็นมหาวิทยาลัย การกีฬาแห่งชาตินะครับ

สุดท้ายจริง ๆ ครับ ได้ลงสํารวจพื้นที่ สํารวจความคิดเห็นของประชาชนในแต่ละ ภูมิภาคเพื่อบูรณาการสถาบันการพลศึกษาให้เป็นมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ตั้งแต่ วันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๙ ได้ลงไปที่ภาคเหนือ ที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตเชียงใหม่ ไปรับฟังความคิดเห็นทั้งของประชาชน ภาครัฐ ภาคเอกชน แล้วก็ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะผู้ที่มี ส่วนได้เสียโดยตรงก็คือโรงเรียนกีฬาแล้วก็สถาบันการพลศึกษา วันพุธที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๙ ลงไปที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตกระบี่ ตัวแทนภาคใต้ วันพฤหัสบดีที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๙ ลงไปที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตอุดรธานี ซึ่งเป็นตัวแทนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันพุธที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๙ ลงไปที่สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุพรรณบุรี ซึ่งเป็น ตัวแทนของภาคกลาง แล้วก็วันศุกร์ที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๕๙ ก็ไปที่สํานักงานอธิการบดี สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชลบุรี ก็ลงไปสํารวจความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ทําการบ้าน มาอย่างดีพอสมควรนะครับ

สุดท้ายกระผมใคร่ขอขอบพระคุณท่านประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่านที่ให้โอกาสได้ชี้แจงและพร้อมที่จะรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อปรับปรุง ข้อคิดเห็น แล้วก็จะนําไปแก้ไข ส่วนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสมบูรณ์ พอสมควร จะขออนุญาตท่านประธานได้ขออนุญาตให้ท่านผู้อํานวยการสุรพล ทิพย์เสนา ได้ชี้แจงร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งก็เหมือนกับ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยทั่วไปนะครับ ซึ่งไม่มีความสลับซับซ้อนมาก ก็ขออนุญาตท่าน ผอ. สุรพล ครับ