รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑/๒๕๕๙ เป็นพิเศษ
วันพฤหัสบดีที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
สําหรับร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. .... นั้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ และได้ส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาออกมาเป็นกฎหมายด่วนแล้ว เรื่องนี้ก็กราบเรียน ที่ประชุมเพิ่มเติมว่าในการประสานงานนั้นเมื่อได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ผมก็ได้ไปประสานงานกับรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้ประสานงานกับท่านประธาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ประสานงานกับท่านประธานศาลฎีกา ได้ประสานงาน กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างนี้เป็นต้น ด้วยตนเองนะครับ ก็กราบเรียนให้ที่ประชุมทราบด้วย
เรื่องที่ ๒ เรื่องรับทราบการที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขอรับฟัง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยผมได้รับหนังสือจากท่านประธาน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ แจ้งว่า โดยที่มาตรา ๓๙/๑ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๕๕๗ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมฉบับเดิม บัญญัติให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนําบทบัญญัติ มาตรา ๓๕ มาบังคับใช้โดยอนุโลม ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวบัญญัติให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต้องจัดทําร่างรัฐธรรมนูญให้ครอบคลุมเรื่องกลไก จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป เกี่ยวกับเรื่องนี้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงใคร่ขอทราบว่าในปัจจุบัน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้ดําเนินการเพื่อเสนอแนะให้มีการปฏิรูปในเรื่องใด อย่างไรบ้าง และมีระยะเวลาการปฏิรูปที่เร่งด่วนเพียงใด จําเป็นต้องบัญญัติรองรับ ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพียงใด ทั้งนี้ เพื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้นําไปประกอบ การพิจารณาในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ซึ่งได้จัดวางเอกสารไว้ประจําที่นั่ง ของท่านสมาชิกแล้ว จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ
เรื่องนี้อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ ข้อเท็จจริงก็คือว่าท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้เคยมีหนังสือขอความเห็นจาก สปท. มาก่อนแล้ว เราก็ได้มีการจัดประชุมเรื่องนี้ ๒ วันเต็ม ซึ่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ทําหนังสือตอบท่านไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน เพราะท่านให้เดดไลน์ (Deadline) ไว้ภายในวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ต้องขอเอาความจริง มากราบเรียนให้ที่ประชุมทราบ และเพื่อความปลอดภัย จากการที่ผมได้เรียนถาม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เทียนฉาย ซึ่งเป็นประธาน สปช. เดิม เกี่ยวกับวาระปฏิรูปที่เป็น วาระการพัฒนาประมาณ ๘-๙ วาระนั้น ก็ได้ความรู้ว่าเป็นการปฏิรูปซึ่งเราไม่สามารถ ทําได้เสร็จภายในช่วงเวลาที่เราทําหน้าที่อยู่ ด้วยเหตุนั้นนั่นละคือเรื่องที่จะต้องส่งไปให้ กรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีศาสตราจารย์ ดอกเตอร์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ซึ่งได้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่พับไปแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อความปลอดภัย นอกเหนือจากที่ท่านเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ทําหนังสือเกี่ยวกับ ความเห็นของท่านสมาชิก สปท. เกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญเป็นรายบุคคลส่งไปเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายนแล้ว เพื่อความปลอดภัยผมก็ทําเรื่องนี้ไปอีกต่างหากว่าวาระพัฒนาของ สปช. ดังกล่าวนั้นก็เป็นอย่างนั้น แล้วเมื่อมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับท่านประธานคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านประธานมีชัย ผมก็เรียนให้ท่านทราบอย่างนี้ ท่านบอกว่าอันนั้นใช่ และท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็ได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่พับไปนั้นไว้ในหมวดปฏิรูป ต่างหากเลยทีเดียว นั่นคือคําพูดของท่านประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้พูดกับผมอย่างนั้น ได้บรรจุไว้ต่างหากเลยทีเดียว แต่ในกรณีของท่านท่านก็จะต้องมีรูปแบบของท่านโดยเฉพาะ อีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นสรุปก็คือว่าจริง ๆ แล้ว สปท. เองได้ส่งความเห็นและข้อเสนอแนะ ของเราไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าท่านทําหนังสือ ซ้ํามาใหม่อย่างที่กราบเรียนให้ทราบเมื่อสักครู่นี้ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วเราก็นําเข้า ที่ประชุมวิป (Whip) เมื่อวานนี้ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศเมื่อวานนี้ก็ได้มีการหารือกันแล้วเราก็คิดว่าเพื่อตอบท่านไปอีกทีหนึ่งเราก็ควรมา พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุนั้นท่านอลงกรณ์กับที่ประชุมวิป (Whip) เมื่อวานนี้จึงตกลงกันว่า เราก็มีร่างความเห็นดังกล่าวประมาณ ๔ ข้อด้วยกันที่ได้แจกให้ท่านสมาชิกพิจารณา ในวันนี้ว่าท่านจะเห็นด้วยกับร่าง ๔ ข้อนั้นไหม หรือไม่เห็นด้วยประการใด หรือเพียงแต่ จะยืนยันให้ส่งความเห็นว่าที่เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้ส่งไปเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน นั้นขอยืนยันตามนั้นก็ได้ ในขณะเดียวกันซึ่งเราจะต้องปรึกษาหารือกันต่อไปนะครับ แล้วในขณะเดียวกันในระหว่างทางนั้นหลังจากที่เราส่งความเห็นของท่านสมาชิก จากการประชุม ๒ วันเต็มของเราไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ซึ่งเดี๋ยวผมก็ส่งไป อีกต่างหากกรณีแบบเดียวกับที่ สปช. เดิมได้ทําไว้ เพื่อให้ครอบคลุมทุกเรื่องทุกประเด็น ๘-๙ เรื่องในวาระพัฒนาไป ในระหว่างทางกรรมาธิการบางด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการเมืองก็ได้มีการติดต่อแสดงความคิดเห็นกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง อาจจะทําในนามของกรรมาธิการหรือทําในนามของสมาชิก สปท. เป็นการส่วนตัว ผมว่าอันนั้นเป็นสิทธิ เสรีภาพที่ท่านทําได้ด้วยจิตสํานึกในหน้าที่ความรับผิดชอบของท่าน แต่อย่างไรก็ตามในการกระทําในแต่ละอย่างเราคงจะต้องแยกแยะว่าเป็นการกระทําส่วนตัว ในฐานะสมาชิก สปท. ผู้หนึ่ง หรือว่าเป็นการกระทําของกรรมาธิการแต่ละด้าน เช่น ด้านการเมือง ด้านการศึกษา ด้านกฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมอย่างนี้ เราต้องพูด ให้ชัดเจนในการแสดงจุดยืนหรือแสดงความเห็นของเรา แต่ในกรณีความเห็นของ สปท. นั้น ก็จะต้องเป็นความเห็นของ ๒๐๐ คนของเรา เราต้องพูดให้ชัดเจนนะครับอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ก็อยากเรียนหารือกับท่านว่าท่านกรุณาพิจารณาเอกสารที่แจกให้ท่านแล้ว ประมาณ ๔ ข้อนั้นเป็นตุ๊กตาว่า ๑. ท่านจะเห็นชอบด้วยในหลักการทั้ง ๔ ข้อนั้นไหมโดยรวม หรือว่าท่านจะไม่เห็นชอบกับหลักการโดยรวมอันนั้นนะครับ ก็เรียนปรึกษา เรียนปรึกษา อีกข้อหนึ่งก็คือแล้ววันนี้เรายังจําเป็นอยู่หรือไม่ที่จะอภิปรายเพิ่มเติมจากการที่เราประชุม สภา สปท. ไป ๒ วันเต็มเรื่องความเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญ เรียนเชิญท่านกษิต
ผม กษิต ภิรมย์ นะครับ
ขอประทานโทษนิดหนึ่งนะครับ คือก็มีผู้ที่ส่งรายชื่อมาดังนี้นะครับ ก็ขออนุญาตนิดหนึ่ง คือผู้ที่ขออภิปรายเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะดังกล่าวเป็นพิเศษ ก็ได้แก่ ๑. ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ๒. ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ๓. ท่านธานินทร์ ผะเอม ๔. ท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ๕. ท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ๖. ท่านนิกร จํานง เพราะฉะนั้นตอนนี้ขอต่อเนื่อง นิดหนึ่งนะครับ เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ และท่านนิกร จํานง จะอยู่ในรายที่ ๒ หรือรายที่ ๖ ที่ท่านจองไว้รายที่ ๖ ตามนั้นนะครับ ขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์
กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ นะครับ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านมีชัยและคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กรุณามีหนังสือไปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เราได้แสดงความคิดเห็นรอบสุดท้าย ก็แล้วกัน แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานและคณะ โดยเฉพาะท่านรองประธานอลงกรณ์ และคณะวิป (Whip) ประสานกิจการรัฐสภาที่ได้ช่วยประมวลประเด็นสําคัญ ๆ ที่เรา ได้อภิปรายกันเป็นเวลา ๒ วัน ออกมาเป็น ๔ ข้อแล้วก็ส่งไป ซึ่งกระผมเห็นว่าได้อ่าน อย่างคร่าว ๆ ก็ครอบคลุมดี ผมมีข้อเสนอประเด็นเดียวเท่านั้นเองนะครับ อันนี้สืบเนื่องมาจาก การประชุมระดับโลกที่กรุงปารีส ซึ่งมีผลออกมาในเรื่องของข้อตกลงว่าด้วยการลดโลกร้อน ซึ่งเป็นพันธกรณีของประเทศสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเทศ และในขณะเดียวกัน รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็ได้จัดทําแผน ๕ ปี จากนี้ไปจนถึง ๕ ปีข้างหน้าว่า ประเทศไทยจะมีพันธกรณีแล้วก็ภารกิจในการที่จะลดโลกร้อน หรือการเพิ่มความร้อน จากอุตสาหกรรมแล้วก็การผลิตทางด้านเกษตร การดํารงชีวิตประจําวันของประเทศไทย อย่างไร หรือที่จะขอใช้คําภาษาอังกฤษนะครับว่า เรื่องของแก๊สอีมิสชัน (Gas Emissions) การส่งออกซึ่งแก๊สนั้น อีก ๕ ปีเราก็มีเป้าหมายที่จะลด เพราะว่าข้อตกลงที่กรุงปารีสบอกว่า จะไม่ให้โลกร้อนขึ้นอีกไม่เกิน ๒ องศาเซนติเกรดไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้าของประเทศไทย ก็ได้กําหนดไว้ว่าอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้าเราจะลดอีกประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าภารกิจทั้งหมด การดํารงชีวิตของคนไทยทุกคน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมนั้น จะต้องมุ่งไปสู่การลดความร้อนที่จะออกจากประเทศไทย จะเป็นเรื่องของการใช้แอร์คอนดิชัน (Air condition) ที่บ้าน ที่สภานี้ การใช้ไฟฟ้า การใช้อาหารสัตว์เพื่อเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงสุกร แต่ว่าต้องไปทําลายปลาในทะเลเพื่อจะมาทําปลาป่น การตัดไม้ทําลายป่าเพื่อจะ มาปลูกไร่ข้าวโพด หรือจะปลูกยางพารา หรือน้ํามันปาล์ม ทั้งหมดโดยองค์รวมเป็นการทําลาย สิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็เพื่ออุณหภูมิความร้อนของโลก คราวนี้ในข้อที่ ๓ ของเอกสารที่ทางท่านอลงกรณ์และคณะได้ยกร่างขึ้นมาว่าด้วยเรื่องการให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจ แล้วก็ให้มีการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ ยังมีการพูดถึงหรือว่า จะมีข้อเสนอแนะต่อคณะของท่านมีชัยให้บรรจุสาระสําคัญ ๆ ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นการดําเนินการจากผลของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วง ๕๐ ปี ที่ผ่านมาไปเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจผลิตเพื่อการส่งออก แต่ถ้าเผื่อเราจะเอาพันธกรณี ของข้อตกลงที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ปีที่แล้ว และพันธกรณีและข้อผูกมัด จากถ้อยแถลงของท่าน พลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี แล้วก็แผนงาน ๕ ปีของเรา เราจะต้องเอาเรื่องของการรักษาธรรมชาติ ทรัพยากรทางธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่ โดยเฉพาะในตัวเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างชนบทกับตัวเมืองต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นตัวตั้งในการที่จะวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย โดยเฉพาะฉบับที่ ๑๒ ที่กําลังยกร่างใกล้จะแล้วเสร็จในขณะนี้ให้สอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศได้มีต่อข้อตกลง ที่กรุงปารีส ต่อไปนี้เราจะมาคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ที่ตัดไม้ทําลายป่า ทําลายชายเลน ชายฝั่ง ทะเล ทําลายต้นน้ําต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ รวมทั้งการที่จะทําการเหมืองแร่ด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผ่านมารัฐได้แค่สัมปทาน การทําลายอากาศ ทําลายน้ํา ป่าไม้ ชายฝั่งทะเลทั้งหมดนี้ มีผู้เสียหายโดยองค์รวมคือประเทศ ประชาชน แล้วก็โลก แต่ว่าคนที่ได้ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้จากทรัพยากรของธรรมชาติเรียกว่าใช้ฟรีครับ ต่อไปนี้แนวคิดทางด้านการพัฒนา เศรษฐกิจใหม่บอกว่าใครใช้น้ํามากต้องจ่าย ใครทําลายเหมืองต้องจ่าย เพราะฉะนั้นเราต้อง มาเปลี่ยนระบบการคิดอ่านของการพัฒนาหรือการวางแผนเศรษฐกิจของไทยให้สอดคล้อง กับพันธกรณีที่กรุงปารีส แล้วก็ต้องเอาเรื่องธรรมชาติ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องทรัพยากร ทางธรรมชาติต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราน่าจะได้มีการปรับเปลี่ยน ถ้อยคําในข้อ ๓ ข้อ ๔ แล้วก็น่าจะเชิญข้าราชการทั้งหลายที่ได้เดินทางไปประชุมที่กรุงปารีส กับท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยเราในการที่จะแก้ไขเนื้อหาให้เหมาะสม ประเด็นสรุปของผมคือว่า ต่อไปนี้เราจะต้องเอาธรรมชาติเป็นตัวตั้งในการที่จะคิดค้นวางแผนเศรษฐกิจ จะต้องเอาหลัก เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ามาเป็นตัวตั้ง แล้วก็ต้องบรรจุอยู่ใน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ จะต้องเอาทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาบรรจุอยู่ใน การทําการเกษตรกรรมอีกต่อไป โดยสรุปผมขอให้มีการเปลี่ยนแนวคิดว่าด้วยการพัฒนา เศรษฐกิจที่ได้ทํากันมาในช่วง ๕๐ ปีมาสู่เศรษฐกิจที่มีความเพียงพอ ถนอม แล้วก็อนุรักษ์ ธรรมชาติ ในขณะเดียวกันเราก็จะมีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติได้ใกล้ชิด แล้วก็เลิกคิดในเรื่องของ การที่จะดูแค่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เขาเรียกว่าโกรทฟิกเกอร์ส (Growth figures) แต่ให้มาดูที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสมาเรื่องของการอยู่อย่างเพียงพอ หรือว่า พระมหากษัตริย์ของภูฏานได้บอกว่าเราต้องมาวัดไม่ใช่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ต้องมาวัด ที่ตัวเลขของความสุขใจ สุขกายในการดํารงชีวิตอย่างเพียงพอ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ท่านประธานครับ
เดี๋ยวครับ ขอบคุณครับ
ท่านประธานครับ ผมเสรีครับ
ขอประทานโทษนิดหนึ่งท่านเสรีครับ คณะบุคคลขออนุญาตเข้าฟังการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันพฤหัสบดีที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๙ คณะบุคคล ดังกล่าวก็คือ คณะสภานักศึกษา องค์การบริหารองค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จํานวน ๕๓ คน ขอยินดีต้อนรับครับ ขอบคุณ ขอเชิญท่านเสรี เมื่อสักครู่นี้ มีรายชื่อจองไว้แล้วนะครับ เชิญท่านเสรี
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สปท. ต้องกราบขออภัยท่านสมาชิกที่ลงชื่อไว้ ซึ่งผมเข้าใจว่าการลงชื่อของ สมาชิกเป็นเรื่องขออภิปรายในวาระที่กําหนดไว้ ซึ่งเป็นเรื่องของแผนปฏิรูปต่าง ๆ ที่อยู่ใน วาระ แต่สิ่งที่ท่านประธานได้ขอหารือที่ประชุมผมว่าเป็นเรื่องเฉพาะหน้า ซึ่งน่าจะต้อง ทําความเข้าใจกันก่อน ก่อนที่จะมีการอภิปราย หรือมีการเสนอความเห็นเกี่ยวกับ ที่ท่านประธานได้หารือ ซึ่งในเรื่องนี้ท่านกษิต ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านก็ยังเข้าใจผิด แล้วก็สําคัญผิดว่าเอกสารที่อยู่แนบท้ายหนังสือของท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เป็นเอกสารที่ทางท่านรองประธานอลงกรณ์และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้จัดทําขึ้น ตรงนี้ต้องกราบเรียนกับท่านประธานเพื่อทํา ความเข้าใจก่อน และสมาชิกที่นั่งอยู่รอบ ๆ ผมก็ยังสับสนในเอกสารฉบับนี้ว่าเป็นเอกสาร ที่คณะได้จัดทําขึ้นมาได้อย่างไร ผมว่าเราน่าจะขออนุญาตหารือท่านประธานนะครับ กราบเรียนว่าเอกสารที่ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญส่งมานั้นเป็นเอกสารฉบับแรก ส่วนเอกสารฉบับที่ ๒ ไม่ใช่เอกสารที่คณะใดทําขึ้นมา ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้รับเป็นร่างรัฐธรรมนูญของเดิมชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ มาตรา ๒๖๔ ถึงมาตรา ๒๖๗ ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาสาระตามข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ นี้ ในคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็นํามาเพื่อจะมาหารือ กับที่ประชุมว่าจะส่งในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวเกี่ยวกับการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ส่งไปให้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญของท่านอาจารย์มีชัยหรือไม่ อย่างไร อันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่อยู่ในที่ประชุม ดังนั้นเอกสารฉบับนี้จึงถูกจัดทําขึ้นมาโดยเอาเลขมาตราในร่างรัฐธรรมนูญเดิมออก ส่วนข้อความทั้งหมดใน ๔ มาตรา ก็คือมาใส่เลขใหม่เป็นข้อ ๑ ถึงข้อ ๔ ต้องให้สมาชิก ได้เข้าใจด้วย มิฉะนั้นแล้วก็จะทําให้เข้าใจว่าเป็นเอกสารที่คณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นคนจัดทํา ไม่ใช่นะครับ อันนี้ต้องขอทํา ความเข้าใจ ส่วนข้อเสนอดังกล่าวนั้นผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไรหรอกนะครับ เพราะผม ก็กราบเรียนในที่ประชุมไปแล้วว่าเอกสารที่จะพิจารณาในเรื่องของที่ท่านกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญสอบถามความเห็นมานั้นเป็นเรื่องที่กรรมาธิการแต่ละคณะน่าจะไปพิจารณาก่อน ถ้าหากว่าให้สมาชิกได้มาเสนอความเห็นก็จะเป็นความเห็นส่วนตัวเหมือนคราวที่แล้ว ซึ่งคราวที่แล้วได้มีการอภิปรายแล้วเสนอไปคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านประธาน ได้กรุณาบอกว่าส่งไปให้ท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ผมก็ฟังจากท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านก็บอกว่าสิ่งที่ส่งไปนั้นส่งไปเยอะ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อ่านไม่ทันหรอก แล้วแทบจะไม่ได้อ่านด้วยซ้ําไป เพราะว่างานของท่าน ภารกิจของท่าน ก็มีภารกิจมากมาย ดังนั้นถ้าเรามาอภิปรายในวันนี้อีกมันก็จะคือแบบเดิมนะครับ แล้วข้อสําคัญ เอกสารที่จัดทํามา ๔ ข้อนี้เป็นเอกสารซึ่งเป็นไปตามร่างรัฐธรรมนูญเดิมฉบับที่ สปช. นั้น ได้มีมติคว่ําร่างนั้นไปแล้ว แล้วเนื้อหาสาระถ้าดูทั้งหมดก็เป็นรายละเอียด ไม่ใช่กลไกอย่างที่ หนังสือท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญสอบถามมานะครับ ในหนังสือของท่านบอกว่า ต้องการจะทราบว่ามาตรา ๓๕ (๑๐) ซึ่งมีกลไกต่าง ๆ จะมีอะไรบ้างในการที่เกี่ยวกับการปฏิรูป แต่ถ้าหากว่าท่านประธานดูเอกสาร ๔ ข้อนี้ เมื่อคืนผมก็ไปนั่งดูนะครับ ก็ปรากฏว่าทั้ง ๔ ข้อนี้ มีรายละเอียดทั้งหมดเลย แล้วรายละเอียดทั้งหมดนั้นคืองานที่จะต้องปฏิรูปในสภานี้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นในปีครึ่งการจะปฏิรูปให้สําเร็จผมว่าเราจะต้องทําให้สําเร็จ แต่ถ้าเกิดเราส่งอันนี้เข้าไป หรือที่ประชุมเห็นควรให้ส่งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นั่นหมายความว่าเราเอางานเราทั้งหมดนี้ บอกว่าเอาไปใส่ในร่างรัฐธรรมนูญเสียแล้วเราจะปฏิรูปอะไร มันก็จะขัดแย้งกัน แล้วส่วน ของการที่จะเสนอว่าปฏิรูปด้านต่าง ๆ นั้น กรรมาธิการช่วงก่อนนั้นใน สปช. คณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านการเมือง ซึ่งมีท่านอาจารย์สมบัติ ธํารงธัญวงศ์ เป็นประธาน แล้วในคณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายที่ผมเป็นประธานก็มีการเสนอร่างรัฐธรรมนูญ ยกร่างไปให้ ๑๑๕ มาตรา แล้วก็ไม่มีเรื่องของการปฏิรูป เพียงแต่ว่าเราเปลี่ยนเรื่องการปฏิรูปนั้น เป็นเรื่องการพัฒนาประเทศ เพราะว่าการปฏิรูปนั้นเป็นชั่วครั้งชั่วคราว ช่วงระยะเวลา ดังนั้นถ้าหากว่าที่ประชุมจะเสนอแล้วเอาเอกสารฉบับนี้ส่งไปทั้งหมดก็เท่ากับว่าเราเอาร่างเดิม ซึ่งตกไปแล้วส่งไปให้กรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขาอีก ผมก็ไม่เห็นด้วยนะครับ ส่วนถ้าจะอภิปราย เรื่องอื่น ๆ ผมก็สงวนสิทธิ์เอาไว้ถ้าหากว่าจะให้เสนอความคิดเห็นเสนอกับกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญต่อไป ขอบคุณครับ
เชิญท่านอลงกรณ์ครับ
ท่านประธาน สปท. ท่านสมาชิก ผมใคร่ขอชี้แจงประเด็นการประชุมวิป (Whip) สปท. เมื่อวานนะครับ ร่างข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ของ สปท. ที่ท่านสมาชิกได้รับ อยู่ในมือขณะนี้เป็นร่างข้อเสนอแนะของวิป (Whip) สปท. ครับ ไม่ใช่ของใครทั้งสิ้น ซึ่งความจริงท่านประธานเสรีก็เป็นหนึ่งในวิป (Whip) ก็น่าจะเข้าใจกระบวนการทํางาน ของวิป (Whip) ว่าเมื่อมีการพิจารณาในชั้นของวิป (Whip) แล้วมีมติอะไรก็ถือว่าเป็นมติของ วิป (Whip) ซึ่งจะต้องถืออย่างนั้น เหมือนที่เวลาท่านทําข้อเสนอเป็นมติของคณะกรรมาธิการ แต่ละคณะ ไม่ว่าจะมีเอกสารข้อพิจารณามาจากที่ไหนก็ตาม มาจากกระทรวง มาจากสมาชิก หรือกรรมาธิการท่านใด เมื่อเป็นมติของกรรมาธิการท่านนั้นเขาไม่ถือว่าเป็นของกระทรวงโน้น กระทรวงนี้ครับ เป็นของกรรมาธิการนี่คือกระบวนการทํางานของวิป (Whip) ของเรา ประเด็นเรื่องตัวข้อเสนอแนะดังกล่าวนี้สืบเนื่องมาอย่างที่ท่านกษิตได้พูดถึงคือเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน เราได้เปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อให้สมาชิกได้มีความเห็นส่งให้กับคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ได้อภิปรายทั่วไปเรียบร้อยส่งความเห็นไปแล้วถึง กรธ. เพราะฉะนั้น เมื่อมีหนังสือขอความเห็นเพิ่มเติมมาแล้วก็เนื่องจาก กรธ. จะมีการประชุมในวันที่ ๑๑-๑๗ เพื่อจัดทําร่างแรกให้แล้วเสร็จภายใน ๒๙ มกราคม จึงได้เป็นแนวทางที่ท่านประธาน ให้เราพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องเพื่อพิจารณา ดังนั้นจําเป็นที่เราจะต้องประมวลความเห็น เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ให้ครบตามกรอบปฏิรูป ๑๑ ด้าน แล้วก็ให้เห็นถึงกลไก ในตัวร่างข้อเสนอแนะดังกล่าว แม้ว่าจะมีที่มาที่ไปทั้งในส่วนที่เป็นตัวร่างของรัฐธรรมนูญ ในชุดท่านบวรศักดิ์ก็ดี เป็นข้อเสนอที่มาจาก สปช. แต่เราก็ทําหน้าที่ต่อยอด สปท. ทําหน้าที่ต่อยอด เมื่อเห็นว่าตัวบทบัญญัติดังกล่าวอันเป็นร่างข้อเสนอนั้นได้เขียนไว้ครอบคลุม ตามแนวทางที่เราอภิปรายเมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒. ก็คือมีการกําหนดกลไกรวมทั้ง ตัวการยกร่างกฎหมายที่จําเป็นต่อการปฏิรูปก็ดี การยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อการปฏิรูปก็ดี มีอยู่ใน ๔ ข้อ ท่านสมาชิกคงจะได้อ่านและเห็นแล้วก็คงจะได้พิจารณาต่อไป เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ก็อยากทําความเข้าใจว่ากระบวนการทํางานของเราจากนี้ ในส่วนของรัฐธรรมนูญก็คงจะเป็นอีกรอบหนึ่งที่เราจะส่งไปแต่คงจะไม่ส่งเป็นความเห็น เฉพาะแต่ละท่านแล้ว ท่านมีความเห็นว่าอยากจะเห็นความเห็นของ สปท. ก็ต้องมีตัวร่าง ที่เป็นข้อเสนอแนะที่เป็นกิจจะลักษณะ ไม่ใช่เป็นความเห็นที่สรุปของแต่ละท่านส่งไป หรือคณะกรรมาธิการแต่ละคณะส่งไป ซึ่งความจริงก็ควรจะต้องผ่านที่ประชุม สปท. ทุกคณะเช่นกันจึงจะกล่าวได้ว่าเป็นในนาม สปท. ขณะเดียวกันก็อยากจะให้ท่านเลขานุการ วิป (Whip) ขออนุญาตท่านประธานอนุญาตให้ท่านเลขานุการวิป (Whip) ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ได้ชี้แจงครับ
ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ
เชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน
ท่านประธานครับ ก่อนท่านคํานูณจะพูด ขออนุญาตครับ เสรีครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ต้องกราบเรียน เพื่อทําความเข้าใจที่ท่านรองประธานอลงกรณ์ได้กรุณาให้ข้อคิดว่าวิป (Whip) เห็นอย่างไร ก็ต้องเป็นไปตามนั้น ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่าในคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศถ้าหากว่าท่านเคยเป็น ส.ส. มาก่อนหรือในวุฒิสภาก็ตาม ในคณะกรรมาธิการย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ และในคณะกรรมาธิการเองถ้าหากว่า มีมติอะไรไปแล้วเสียงข้างน้อยเขาก็สงวนได้ ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นอย่างไรแล้วบอกว่า คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีมติไปแล้วต้องเป็นไปตามนั้น สิ่งที่เรานํามาพิจารณาในที่ประชุมเราต้องบอกสมาชิกให้ทราบว่าเรื่องราวที่มาเป็นอย่างไร มิฉะนั้นสมาชิกก็ไม่ทราบความเป็นจริงครับ ถ้าเราเอาเฉพาะส่วนที่เราต้องการแล้วนํามา บรรจุในที่ประชุมพิจารณามันก่อให้เกิดความเข้าใจผิดกันได้ ดังนั้นผมในฐานะเป็น กรรมาธิการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนหนึ่ง ผมเห็นควรว่าก่อนที่จะอภิปรายหรือพูดอะไรสมาชิกต้องรู้ข้อเท็จจริงก่อนว่าเอกสารที่ได้รับ เป็นเอกสารที่มาที่ไปอย่างไรดังนั้นในที่ประชุมเองไม่ใช่ผมคนเดียวนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอพรพันธุ์ก็ไม่เห็นด้วย แล้วก็บอกว่าถ้าคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศมีมติไปแล้วผมไม่มาบอกกับที่ประชุมผมว่านั่นคือผมไม่รับผิดชอบ แต่ละคนย่อมมีความเห็นที่ต่างกันได้ แล้วถ้าหากว่ามันไม่ตรงกันให้ที่ประชุมตัดสินก็ได้ ในสภาเป็นอย่างนี้ครับ ถ้าหากท่านไปบอกว่าคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นอย่างไรต้องเป็นอย่างนั้นทั้งหมดผมว่าท่านเข้าใจผิด ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณท่านเสรีนะครับ ที่ท่านเสรีพูดถูกต้อง ก็คือว่าเราเคารพสิทธิของเสียงข้างมาก แต่ขณะเดียวกันเราก็คุ้มครองสิทธิของเสียงข้างน้อยด้วย แล้วการที่ท่านเอาเสียงข้างน้อย มาพูดให้ที่ประชุมฟังก็ชอบ มีความชอบธรรมที่จะทําได้นะครับ ผมขอเรียนเชิญท่านคํานูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิก วุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็จะขอชี้แจงในฐานะเลขานุการ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ท่านประธานครับ ในช่วงปลายปีท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านก็ได้ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยาวในช่วงปีใหม่ ท่านก็บอกว่าขณะนี้กําลังพิจารณาว่าควรที่จะบรรจุ เนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องทําในระยะต่อไปหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศ ใช้แล้วควรจะบรรจุอะไร อย่างไรไว้บ้าง โดยส่วนตัวของท่าน ท่านเห็นควรว่าควรบรรจุ เรื่องการปฏิรูปการศึกษา แล้วก็กระบวนการยุติธรรมในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นท่านขอทราบความเห็นจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ผมก็ได้ทราบในระยะต่อมาว่าทางท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านได้ทําหนังสือถึง ท่านประธาน วันที่ ๒๙ ธันวาคม และหนังสือมาถึงสํานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม เวลา ๑๐.๑๕ นาฬิกา ตามเอกสารแผ่นแรกนี้นะครับ ซึ่งเป็นช่วงเวลา ใกล้ปีใหม่ แล้วก็เป็นหนังสือด่วนที่สุด สาระสําคัญก็คือมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ทาง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจําเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติถึงเรื่องกลไกการผลักดันการปฏิรูป ประเทศในด้านสําคัญต่าง ๆ ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ก็เพราะเป็นบทบังคับตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ ที่มีอยู่ ๑๐ อนุมาตรา ซึ่งผมมักจะเรียกเสมอว่า เป็นบัญญัติ ๑๐ ประการนะครับ มาตรา ๓๕ (๑๐) ก็บัญญัติไว้ว่า คือการร่างรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยจะต้องมีกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป เพราะฉะนั้นก็เป็นความจําเป็นที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องได้ทราบว่าการปฏิรูป ประเทศในด้านสําคัญต่าง ๆ ที่จะต้องบัญญัติไว้ต่อไปสําหรับการปฏิรูปในอนาคตควรจะต้อง มีกรอบ มีแนวทางอย่างไรบ้าง ดังนั้นแม้ว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะไม่ได้มี อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงเหมือนสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เป็นผู้อนุมัติ ในเบื้องต้น แต่เนื่องจากว่ามีอํานาจหน้าที่ในการเสนอแนะในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ก็ชอบอยู่แล้วที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้กรุณามีหนังสือสอบถามมา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะได้อภิปรายหรือไม่อภิปรายต่อจากนี้ไปก็คือประเด็นว่าเราเห็นสมควรจะ ให้มีการบัญญัติถึงเรื่องทิศทางการปฏิรูปประเทศในด้านสําคัญต่าง ๆ รวมทั้งกลไก และกระบวนการอย่างไรไว้ในร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะไม่ใช่เป็นการอภิปรายที่ซ้ํากับ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนครับ นั่นเป็นการอภิปรายทั่วไปนะครับ แต่อันนี้เป็นการอภิปราย ที่เมื่อมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ซึ่งก็คาดว่าภายในปีนี้หรือภายในปีหน้า และการปฏิรูป ประเทศไม่สามารถจะดําเนินการได้เสร็จสิ้นในระบอบปัจจุบัน ซึ่งไม่มีทางจะเสร็จสิ้นได้ อยู่แล้วภายใน ๑ ปี ๖ เดือน ก็จําเป็นที่จะต้องมีกรอบบังคับไว้สําหรับรัฐบาลต่อไป ไม่ว่าจะมาจากไหน จากพรรคใด อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ควรเป็นกรอบ เป็นแนวทาง ที่มีความกว้าง มีความยืดหยุ่นตามสมควร เพราะว่าทิศทางในการปฏิรูปในเบื้องหน้านั้นหากบัญญัติเฉพาะ จากความจําเป็นหรือความตกผลึกในวันนี้ไม่คิดถึงในอนาคตอย่างเช่นที่ท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิต ภิรมย์ ได้อภิปรายไปก็จําเป็นที่จะต้องเขียนอย่างกว้างเอาไว้ อันนี้คือสิ่งที่ท่านประธานนําเสนอเข้ามาในเรื่องด่วนในวันนี้ ซึ่งก็ได้ทราบจากการประสานงาน กับทางเจ้าหน้าที่ว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกําลังจะไปประชุมเพื่อพิจารณาขั้นสุดท้าย สําหรับร่างแรกนอกสถานที่ในวันที่ ๑๑ ถึงวันที่ ๑๗ มกราคม คือตลอดสัปดาห์หน้า เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราสามารถที่จะอภิปรายมีข้อสรุปในเบื้องต้นส่งไปให้กรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญภายในสุดสัปดาห์นี้ ภายในวันเสาร์วันอาทิตย์นี้ก็จะเป็นประโยชน์ครับ ทราบมาว่าทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติข้อเสนอสุดท้ายเขาก็จะส่งถึงมือกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญภายในวันที่ ๑๐ มกราคม วันอาทิตย์ด้วยซ้ําไปครับ อันนี้คือที่มาที่ท่านประธาน กรุณาบรรจุเรื่องนี้แทรกเข้ามาในเรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ทราบ โดยส่วนตัวหลังจากผม ทราบเรื่องนี้ในช่วงปีใหม่ผมก็ได้ประสานงานกับท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ว่าเราควรจะได้ มีการหารือเรื่องนี้เป็นการด่วนแล้วก็ได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเมื่อบ่ายวานนี้ และในการเสนอกระผมก็รําลึกขึ้นมาได้ว่า ในอดีตคือสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. นั้น ซึ่งมีหน้าที่สําคัญเกี่ยวกับการเสนอแนะ เรื่องการปฏิรูปประเทศ แล้วก็มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกันนะครับ ก็ได้เคยทํางานเกี่ยวกับข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศโดยกรรมาธิการ ๑๘ คณะ แล้วก็เสนอ ไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วที่ตกไป ในร่างแรกตกผลึกออกมามากกว่า ๑๐ มาตรา ยาวเหยียดเลย เพราะว่าทุกคณะกรรมาธิการก็ต้องการให้เรื่องที่จะปฏิรูปประเทศ ในอนาคตบรรจุเป็นหลักประกันไว้ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายเมื่อมันยาวไปก็ได้มีการทํางานร่วมกัน ระหว่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสมาชิก สปช. อยู่ด้วยกับตัวแทนกรรมาธิการ ๑๘ คณะ หรือเกือบทุกคณะที่เข้ามาร่วมประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ท่านสมาชิกที่เป็น สปช. ในอดีตที่ร่วมทํางานอยู่ด้วยสามารถที่จะเล่าความเป็นมาให้ฟังได้ ในที่สุดก็ตกผลึกออกมา บรรจุไว้ในเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปที่จะต้องเกิดขึ้นผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไป เขารวมไว้ใช่ครับ ๔ มาตรา ผมเองก็นําเสนอต่อท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ว่าได้ช่วยนําเรื่องนี้เข้าไปสู่ที่ประชุมวิป (Whip) ไม่ใช่เพื่อให้เห็นชอบนะครับ เพื่อให้เป็นตุ๊กตา เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าถ้าเราจะเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปในนามของ สปท. ถ้าเรา อภิปรายกันแล้ว มีข้อเสนอเป็นเหมือนคราวที่แล้วก็คือเป็นปึกเลย สมาชิกแต่ละท่าน อภิปรายกันอย่างไร หรืออภิปรายกันให้กรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะไปทําการบ้านมาเอากลับ เข้ามาอีกก็จะใช้เวลาค่อนข้างมากแล้วก็จะเป็นเอกสารที่เยอะมากครับ เป็นไปได้ไหม ที่จะมีตุ๊กตาหรือตัวอย่างที่ผู้ที่มีหน้าที่ในอดีตที่เขาเคยทําร่วมกันมา ซึ่งเราไม่จําเป็นจะต้อง เห็นด้วยทั้งหมดก็ได้เป็นตัวอย่างให้ที่ประชุม สปท. ในวันนี้ได้ดูว่านี่เป็นเพียงตัวอย่างท่านก็ อภิปรายกัน มติออกมาก็อาจจะเป็นไปได้ว่าไม่เห็นด้วยเลยทั้ง ๔ ข้อนี้ จะทําขึ้นมาใหม่ เห็นด้วยบางข้อ มีข้อสังเกตว่าให้เพิ่มเติมประการใด มติเป็นอย่างไร ก็แนบส่งไปยังกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านจะ เห็นด้วยทั้งหมด เห็นด้วยบางส่วน หรือไม่เห็นด้วยเลย ก็มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น อันนี้ก็คือ ความเป็นมาทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องที่เอาเอกสารจากที่ใดมาทั้งสิ้น ผมก็ยอมรับครับถ้าจะเป็นความผิดก็เป็นความผิดของกระผมได้ครับ และกระผมก็ขออภิปราย ตามความเป็นจริง ตามความปรารถนาดีว่าถ้าสามารถจะให้มีตุ๊กตา หรือให้มีตัวอย่างได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ในการประชุมเมื่อวานนี้ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ท่านได้บอกว่าในเมื่อนําเสนอต่อสภาก็ไม่ควรจะใช้รูปแบบของร่างรัฐธรรมนูญชุดเก่า ก็ให้ปรับเป็นข้อเสนอของที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเมื่อตรวจดูแล้วทั้ง ๔ ข้อ ก็ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับข้อเสนอที่เราได้เคยอภิปรายกันในครั้งก่อน ๒ วัน ก็นําเสนอเข้ามา ณ ที่นี้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สามารถเพิ่มเติมได้ หรือถ้าที่ประชุมเห็นว่าไม่ควรจะแตะต้องเลยทําขึ้นใหม่ทั้งหมดก็สามารถทําได้เช่นกันครับ เพียงแต่ว่าข้อเสนอใดที่ควรจะมีไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถ้าไปได้ทันก่อนวันที่ ๑๑ มกราคม คือวันจันทร์นี้ก็จะมีความสําคัญอย่างยิ่งโดยนัย เพราะว่าอาจจะมีส่วนที่ปรากฏ ออกมาในร่างแรก อันนี้ก็คือความเป็นมาทั้งหมดที่กระผมขออนุญาตชี้แจงในฐานะ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. และในฐานะส่วนตัวเพื่อชี้แจงที่มา ของเอกสารนี้
ในส่วนที่ ๒ ขออนุญาตอภิปรายสั้น ๆ ว่าในฐานะ สปท. โดยส่วนตัวว่า กระนั้น ก็ดีเอกสาร ๔ ประการนี้ก็เป็นเพียงเนื้อหา สิ่งหนึ่งที่สภาแห่งนี้จําเป็นจะต้อง อภิปรายอย่างยิ่งก็คือกลไกในการผลักดันให้มีการปฏิรูปต่อไป เพราะไม่ว่าเราจะเขียนไว้ ๔ ข้อ ๒ หน้ากระดาษ ยาวกว่านี้หรือสั้นกว่านี้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าปราศจากกลไก ที่จะขับเคลื่อน ที่จะเป็นตัวกําหนด หรือกํากับให้รัฐบาลต่อ ๆ ไปได้ปฏิบัติตามกรอบอันนี้ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะโดยปกติแล้วรัฐบาลที่เขามาจากระบอบการเมืองตามปกติ มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง เขาก็ชอบที่จะบริหารประเทศ กําหนดทิศทางของประเทศตามกลไก ของพรรคการเมือง ของสภาผู้แทนราษฎร กระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ ปัญหาท้าทาย ประการสําคัญที่สุดก็คือว่าเราจะทําอย่างไรครับ การปฏิรูปประเทศอย่างไรก็ไม่เสร็จสิ้น ภายใน ๑ ปี ๖ เดือนแน่นอน แต่สิ่งที่จะส่งต่อต่อไปจะมีกลไกอย่างไรที่มีหลักประกันว่า บ้านเมืองจะต้องมีทิศทางการปฏิรูปไปตามกลไกนี้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลไกนี้จะต้อง ไม่ไปครอบงําการบริหารประเทศของรัฐบาลตามปกติ อันนี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย และผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้า คสช. ก็ได้กล่าวย้ําเสนอมาไม่ต่ํากว่า ๑๐-๒๐ ครั้ง ว่าสิ่งที่พวกเราจะต้องช่วยกันคิดก็คือจะทําอย่างไรให้มีกลไกที่เป็นหลักประกันได้ว่า การปฏิรูปประเทศจะต้องดําเนินต่อไปหลังจากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลตามปกติ ซึ่งก็ชอบ ที่จะได้มีการอภิปรายกันต่อไปนะครับ กระผมเองมีความเห็น แต่คิดว่าการอภิปรายในชั้นนี้ จะขอเพียงชี้แจงความเป็นมาของเอกสารและของการบรรจุเป็นระเบียบวาระพิเศษในวันนี้ ถ้ามีโอกาสกระผมจะขออนุญาตอภิปรายถึงกลไกที่ควรจะมี หรือที่อาจจะต้องมีต่อไปครับ ในชั้นนี้ขอใช้สิทธิแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ก่อนที่ผมจะเรียนเชิญท่านนิกร ผมขอเพื่อต่อเนื่องกับการประชุมของ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ขอเรียนเชิญ ท่านอลงกรณ์นิดหนึ่ง
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าในการบริหารกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรานั้นมีคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา สปท. ทําหน้าที่ในการเป็นฟันเฟืองสําคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดระเบียบวาระการประชุม ให้ สปท. เราได้มีการประชุมตามที่ที่ประชุมได้กําหนดไว้ในทุกวันจันทร์ วันอังคาร หรือถ้า ไม่มีวาระสําคัญก็จะงดเว้นนะครับ แต่เนื่องจากว่านี่เป็นสัปดาห์แรกของปีใหม่ แล้วเป็นปี ที่ท่านประธานประกาศให้เป็นปีแห่งการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จึงเป็นช่วงเวลาการส่งออกรายงานของเราไปยังคณะรัฐมนตรี หรือไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หลังจากที่เราได้จัดทําแผนปฏิรูปมาแล้ว ๓๐ วัน แล้วก็นําเสนอผ่านความเห็นชอบในวันที่ ๒๑-๒๓ ธันวาคมที่ผ่านมา แต่ว่าเรายังไม่มีแผนรวมของ สปท. เพราะฉะนั้นวิป (Whip) จึงได้มีการพิจารณาในเรื่องนี้ และท่านประธานก็ได้มีดําริให้มีการบรรจุในระเบียบวาระ การประชุม ซึ่งเดิมก็เป็นวันนี้ครับ แต่เนื่องจากว่ามีเรื่องด่วนที่ทาง กรธ. ได้ขอความร่วมมือมา และดังที่ท่านเลขานุการวิป (Whip) ได้ชี้แจงคือเขาจะมีการประชุมจัดทําร่างแรกให้เสร็จ ตั้งแต่วันที่ ๑๑-๑๗ และขอความเห็นมา ดังนั้นจึงได้มีการประชุมวิป (Whip) แล้วก็มีมติว่า ให้เปลี่ยนระเบียบวาระการประชุม ให้วันนี้เป็นการพิจารณาตัวร่างข้อเสนอของ สปท. ที่จะมีความเห็นไปยัง กรธ. ดังนั้นในการเปลี่ยนแปลงระเบียบวาระการประชุม ท่านประธาน จึงขอให้ผมได้แจ้งที่ประชุมเพื่อได้ทราบว่าวันนี้ พรุ่งนี้ และวันจันทร์ วันอังคาร จะมีประชุม อะไรมันเป็นความเกี่ยวเนื่องกัน สําหรับวันนี้ทราบแล้วนะครับ ส่วนวันพรุ่งนี้นั้นจะเป็นวาระ ที่เราจะส่งออกหรือไม่ หากว่ามีมติเห็นชอบก็ส่งให้คณะรัฐมนตรี หรือถ้าเห็นว่าจะต้องให้ กรรมาธิการที่นําเสนอผ่านมาสู่ที่ประชุม สปท. นั้นได้กลับไปปรับปรุงนะครับ ก็จะเป็นวาระ ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม จํานวน ๓ เรื่องนะครับ
๑. คือการจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬาแห่งประเทศไทย ที่เรียกเป็น ภาษาอังกฤษว่า ไทยแลนด์ อินสทิทิวต์ ออฟ สปอร์ต ไซเอินซ์ (Thailand Institute of Sport Science) ทีไอเอสเอส (TISS) นะครับ
๒. ก็คือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ เนชันนัล สปอร์ต ยูนิเวอร์ซิตี (National Sport University) เอ็นเอสยู (NSU)
๓. คือการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งยังไม่เคยมีมาก่อน และผ่านการประสานงานของกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย และท่านรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบไปเรียบร้อยแล้วนะครับ
วาระที่ ๒ ของวันพรุ่งนี้ ก็จะเป็นเรื่องของรายงานแผนการปฏิรูป ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่องแก้ไขเพิ่มเติม ร่างพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นะครับ
ส่วนวันที่ ๑๑ มกราคม คือวันจันทร์หน้านะครับ ก็จะมีการพิจารณา เรื่องร่างแผนการปฏิรูปประเทศของคณะกรรมาธิการในด้านต่าง ๆ ที่ได้เลื่อนมาจาก การประชุมในคราวนี้เป็นพิเศษ ก็คือแผนปฏิรูปรวมของ สปท. เพื่อเป็นเหมือนโรดแมป (Road map) โดยแบ่งออกเป็นระยะครึ่งปีแรก ก็คือโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ ของแม่น้ํา ๕ สายก่อนการเลือกตั้ง แล้วก็การปฏิรูปหลังการเลือกตั้งโดยมีกรอบ ๒๐ ปี ตามยุทธศาสตร์ชาติ โดยแบ่งออกเป็นระยะ ๕ ปีแรก ๕ ปีที่ ๒ ๕ ปีที่ ๓ และ ๕ ปีสุดท้าย เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสอดคล้องกับนโยบาย บริหารของรัฐบาลแต่ละชุดนะครับ แต่ทั้งนี้ในเรื่องดังกล่าวในที่ประชุมวิป (Whip) ก็ได้มอบ ให้กับประธานคณะกรรมาธิการทุกคณะ ซึ่งได้ส่งร่างมาแล้วได้ไปดําเนินการให้อยู่ในรูปแบบ เดียวกัน แล้วจะได้พิจารณาในวันจันทร์นะครับ
ส่วนการประชุมวันอังคารที่ ๑๒ มกราคม จะมีเรื่องพิจารณาก็คือรายงาน แผนปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม จํานวน ๒ เรื่องครับ
๑. การส่งเสริมอุตสาหกรรมการกีฬา
๒. การพิจารณาแผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๖
จึงเรียนท่านประธานผ่านไปยังที่ประชุมให้รับทราบครับ
ขอบคุณครับ ขณะนี้มีผู้ยกมืออยากจะอภิปรายทั่วไปตามลําดับดังนี้ครับ ท่านนิกร กับท่านวันชัย ท่านสถิตย์ยกมือก่อน ก็เป็นท่านนิกร ท่านสถิตย์ แล้วก็ท่านวันชัยนะครับ ขอเรียนเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคม ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมอยู่ลําดับ ๖ แต่ขณะนี้ถือว่าเป็นการหารือก่อนเข้าวาระก็เลยอาจจะใช้โอกาสนี้ จริง ๆ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ลําดับ ๖ ที่มีอยู่ก็ตัดออกไป ผมให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่นําเข้ามาสู่วาระ ท่านประธานครับ ผมคงจะพูดด้วยความไม่สบายใจอยู่บ้างว่าถ้าท่านจําได้ในการอภิปรายครั้งแรกตอนเรา เปิดสภากัน ผมได้พูดถึงว่าความเป็นไปความเป็นมาแล้วก็สถานการณ์ของ สปท. ว่าเรา มีข้อจํากัดอะไรบ้างตามกฎหมาย แล้วก็ผมได้ชี้ไว้เรื่องหนึ่งที่สําคัญ ผมบอกว่าขณะนี้สิ่งที่เรา จะต้องทําอย่างเร่งด่วนเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนคือการสรุปประเด็นเพื่อจะประสานกับทาง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานจําได้ ก็คือรีบสรุปประเด็นว่าประเด็นที่เรา ทําการปฏิรูปต่อเนื่องต่อไปแต่ว่าผมยังพูดไว้ชัด ๆ ว่าไม่อย่างนั้นเราจะตกรถไฟ แต่ปรากฏว่า ในฝ่ายบริหารผมไม่ทราบว่าโดยใคร เหมือนกับว่าเป็นท่านอลงกรณ์ได้ตอบว่าไม่จําเป็น เพราะว่าเรามีหน้าที่ทํางานสืบต่อ เราไม่มีเรื่องที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับ กรธ. เลย แต่หลังจากนั้น มีการประชุมแล้วก็มีการอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการปฏิรูปนี่ละ แล้วผมก็ยังโทรศัพท์ไปหากรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าทําไมเขาไม่เชิญท่านมาฟังหรือ ก็ปรากฏว่าเราไม่ได้เชิญ เราพูดกันเอง แล้วผมก็ถามในที่ประชุมว่าแล้วข้อสรุปต่าง ๆ ที่เราจะส่ง ก็บอกว่ามีการสรุปความเห็นที่เราคุยกันวันนั้น ๒ วันส่งไปแล้ว เท่ากับว่า เราไม่ต้องทําอะไรอีกแล้วเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมไม่เชื่อ ผมยังมีความเห็นว่าอย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องเกี่ยวข้องกันอยู่แน่นอน ดังนั้นตอนเราตั้งกรรมาธิการขึ้นมาแล้วเราก็ยกร่าง ข้อบังคับเราก็ตั้งกรรมาธิการวิสามัญมาคอยดูแลเรื่องนี้ เป็นคนจัดการแล้วก็จะได้สรุปประเด็น วางแผนว่าเราต้องทําอะไรบ้าง เร่งด่วนแค่ไหน อย่างไร อยู่ในข้อบังคับ หลังจากนั้นมา ก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น ผมเองอยู่ในคณะกรรมาธิการที่ท่านอลงกรณ์บอกว่า เมื่อสักครู่นี้เหมือนราวกับว่าเราทํางานแบบเกินเลยไปนิดหนึ่งก็คือคณะกรรมาธิการปฏิรูป ด้านการเมือง ในตรงนั้นเองเราได้สรุปกันเสร็จแล้วเราก็คิดว่าของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ด้านการเมืองที่ผมเสนอวันนั้นว่าจะต้องสรุป เพราะว่าประเด็นปฏิรูปเรามีเยอะใส่ให้เขา บรรจุไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐให้ได้ ถ้าหลุดตรงนั้นเท่ากับเรื่องเราปฏิรูปมันจะ หายไปหมดเลย เท่ากับว่าไม่มีความหมาย เราก็ทําฝันของเราไปเรื่อย แต่ว่าถ้ารัฐธรรมนูญ กําหนดตรงก็ตรงไปถ้าไม่ตรงเราจะตกรถไฟเลย แต่ว่าประเด็นของการเมืองไม่อยู่ใน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะไปอยู่ในหมวดคณะรัฐมนตรี ไปอยู่ในหมวดรัฐสภา ไปอยู่ในหมวดอื่นหมดเลย รวมทั้งในหมวดของที่เป็นเรื่องการเลือกตั้งจะไปอยู่ในเรื่อง กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ก็ไม่อยู่ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอยู่แล้ว เราก็เลยจําเป็นมาก ไม่อย่างนั้นเราตกรถไฟ คือเราต้องวิ่งขึ้นรถไฟ แต่ผมเรียนว่าในคณะกรรมาธิการปฏิรูป ด้านการเมืองนี้เราประชุมเสร็จตั้งนานแล้ว แต่เรารอเอามาเข้าที่ประชุมสภาแห่งนี้ก่อน วันนั้นพอประชุมเสร็จปั๊บ พอที่ประชุมเห็นชอบใช่ไหมครับ ท่านประธานบอกว่าเห็นชอบ ของด้านการเมือง ตอนบ่ายเราก็ไปหาอาจารย์มีชัยเลย เอาไปยื่นเลย ไม่ได้ก้าวข้ามเลยสักนิดหนึ่ง แต่ทีนี้ถ้าสมมุติว่ามีอยู่ในนี้แล้ว ผมถามว่าในนี้ ๔ ข้อมีเรื่องการเลือกตั้งอยู่ตรงไหน ถ้าสมมุติไม่ต้องยื่นในวันนั้น ไม่มี มีการจัดการเรื่องพรรคการเมืองอยู่ตรงไหน ไม่มี นี่เป็นเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเกือบล้วน ๆ ของอาจารย์บวรศักดิ์ เพราะฉะนั้น ถ้าสมมุติว่าอย่างคณะกรรมาธิการชุดสื่อมวลชนในนี้ก็ไม่มี เพราะไปอยู่ในหมวดว่าด้วย เรื่องสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย อยู่ในส่วนโน้น ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นผมเรียน ท่านประธานว่าความเห็นตรงนี้เป็นความเห็นที่อาจจะมีการรวบรวมมา แต่ผมเรียนว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องติดตามดูว่าทางท่านอาจารย์มีชัยหรือว่าทางกรรมการที่จะยกร่าง เขามีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านได้ให้ความเห็นไว้นานแล้ว ผมตามเรื่องรัฐธรรมนูญ ทุกวันเพราะมีหน้าที่ที่จะต้องตาม ท่านบอกว่าหลายประเด็นเราจะดูรัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่ผ่านมาแล้ว รวมทั้งบางที ของอาจารย์บวรศักดิ์ด้วย เพิ่งมารวบรวมประเด็นอื่นเรื่องจะมี ส.ส. กันอย่างไร จะมีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทางอ้อมอะไรนั่นเป็นประเด็นที่อาจจะเขียนได้ แต่ประเด็น เรื่องการบริหาร กรรมาธิการ ๒๑ ท่านอาจจะไม่มีความชํานาญเรื่องนี้ คงจะต้องอ้างอิง จากแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วเพราะเป็นเรื่องการบริหารล้วน ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ใช่เป็นลักษณะของการมาแจกแจงเป็นเรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องที่อาจจะต้องดูเรื่องเก่า ทีนี้ถ้าเราจะดูนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าประเด็นใน ๔ ข้อ ตรงนี้ดูเหมือนจะดี แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่าแล้วคณะกรรมาธิการที่เขาสรุปประเด็นปฏิรูปไว้ เสนอไปแล้วเอาเขาไปไว้ที่ไหน หมายความว่าเราก็ทํากันเกือบตายมาเดือนหนึ่งแล้ว ก็สรุปสุดท้ายไปเอาของอาจารย์บวรศักดิ์มาแม้ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ว่าของคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ที่อยู่ตรงนี้อยู่ตรงไหน เขาเห็นชอบหรือยัง วิป (Whip) เข้าไปวันนั้นก็เพิ่งรู้วันนั้นว่า จะมีการประชุมเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี่ ๑ วันผมพยายามตรวจสอบ ก็อยากจะเรียน ท่านประธานว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องไปดูในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ ฉบับต่าง ๆ ว่ามีมาเป็นอย่างไร ฉบับแรกนี่นะครับ ผมอภิปรายไปเสียเลยท่านประธานครับ ฉบับแรกก็คือฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นอันแรกที่มี ทั้งหมดมีอยู่ ๑๙ มาตรา ไม่ได้แยก นี่เป็นครั้งแรก ที่มีแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญเพื่อกําหนดทางเดิน ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้มีรายละเอียด พัฒนาต่อมาในปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ มีจํานวนน้อยมาตราแต่แยก เป็นประเด็นครบหมด ซึ่งผมเชื่อด้วยตัวเองว่าที่ยกร่างน่าจะเอาฉบับนี้เป็นหลักเยอะ ฉบับปี ๒๕๕๐ เพราะว่าค่อนข้างจะสมบูรณ์ มีเรื่องกฎหมาย เรื่องบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอะไรนี่มีอยู่มากตามสมควรแล้ว ของอาจารย์บวรศักดิ์เองที่ยกขึ้นมา ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของอาจารย์บวรศักดิ์เองชุดที่ร่างขึ้นมามีทั้งหมด ๑๙ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๗๗ ถึงมาตรา ๙๕ ที่ล้มไปแล้ว ในนี้ก็มีรายละเอียดครบและไปเขียนขมวด เอาไว้อีกที ในนี้ก็มีเป็นด้านต่าง ๆ ตามแนวคิดของ สปช. ตอนนั้น แต่ สปช. เองก็ยุบไปแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ผ่าน ทีนี้ประเด็นของเราเองที่ต้องมาพิจารณาคือการเสนอไปยัง เรื่องนี้ ถ้าผมจะโทษก็คือว่าเรามาหลังพิงฝาในวันสุดท้าย เพราะคิดว่าเราไม่เกี่ยว ผมมองว่าเป็น การตัดสินใจที่ผิด เราเกี่ยวเพราะเขามีหนังสือมา และจะเอาวันสองวันเราก็เลยกลับตัวไม่ทัน แต่อย่างไรก็ตามเรามาลวก ๆ ไม่ได้ เราต้องให้เวลาคณะกรรมาธิการแต่ละชุดไปรวบรวมว่า คณะกรรมาธิการแต่ละชุดมีประเด็นปฏิรูปอะไรบ้างไม่ใช่เราไปเอาของฉบับนี้มา ตรงนี้ เป็นการข้ามคนที่เขาทํางานไว้ ผมไม่เห็นด้วยอย่างมากตรงนี้แม้ว่าจะดีกว่าก็ตาม แต่ว่า โดยหลักการไม่ใช่เรื่องที่จะทําได้ ประเด็นที่ผมอยากจะยกตัวอย่างซึ่งขออนุญาตท่านกษิตไปแล้ว เช่นเรื่องเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ เรื่องการเมืองผมไม่พูดถึงเพราะว่า เรายื่นไปแล้ว แล้วก็ไปอยู่ในหมวดอื่น ๆ ไม่ใช่หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทําเสร็จแล้ว เรื่องนี้ มีอยู่อันเดียวในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็คือว่าเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่เราขอไปแล้วว่าให้บรรจุลงในแผนการศึกษาด้วย ขออาจารย์มีชัยไว้แล้ว อย่างเช่นเศรษฐกิจ มีเรื่องการเงิน การคลัง ปฏิรูปโครงสร้างภาษี มีอยู่ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ของฉบับชั่วคราว ฉบับที่เราอยู่ตอนนี้ของ คสช. ก็มีระบุไว้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉบับนี้เชื่อได้ว่าการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทางเศรษฐกิจไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะมีทั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่แล้วเป็นต้นแบบ แล้วแถมมีขมวดไว้โดยรัฐธรรมนูญ ของ คสช. ก็คือชั่วคราวล็อกไว้ชัดเรื่องนี้คงไม่หลุด แต่หลายเรื่องเช่นความรู้พื้นฐาน ทางด้านการเงินของปี ๒๕๔๐ ก็ไม่มี ของปี ๒๕๕๐ ก็ไม่มี ฉบับชั่วคราวก็ไม่มี ของอาจารย์บวรศักดิ์ มีอยู่ในมาตรา ๘๙ ของฉบับชั่วคราว เราคงต้องมาเทียบแบบนี้ทีละข้อ ๆ ของเศรษฐกิจ บ้างก็มี บ้างก็ไม่มีนะครับ เรื่องปฏิรูปการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ปี ๒๕๔๐ ไม่มี ปี ๒๕๕๐ ไม่มี รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ไม่มี ของอาจารย์บวรศักดิ์ก็ไม่มี ถ้าเราอยากจะให้มีเราขอให้มี ในรัฐธรรมนูญในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐดีไหม ทํานองนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเอากลับมาทบทวนใหม่โดยเร็วนะครับ แล้วก็เอาประเด็นของคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ที่เสนอปฏิรูปเร่งด่วนแล้วขอให้มีการบรรจุเอาไว้ ก็รถไฟยังไม่ออก แต่ว่าเรา จะให้คนอื่นขึ้นแทนเราไม่ได้ เราต้องรับผิดชอบกันเอาเองในสภาแห่งนี้ ก็นําเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากครับ สําหรับท่านต่อไปที่จะขออภิปรายทั่วไปที่มีคิวอยู่ก็คือท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ และอดีต ปลัดกระทรวงการคลัง ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยที่ได้มีการกล่าวพาดพิงถึงเรื่องการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจ จึงขออนุญาต ท่านประธานสภากราบเรียนว่าแนวทางการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจนั้นจะเป็นแนวทาง การปฏิรูปที่สอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวคือ เศรษฐกิจจะต้องเติบโต เศรษฐกิจ จะต้องลดความเหลื่อมล้ํา เศรษฐกิจจะต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม บนพื้นฐานของความยั่งยืน ทางด้านการเงินและการคลัง ดังนั้นการที่จะทําให้เศรษฐกิจพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงจะละเลย ข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ เราจะไปทิ้งความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจแล้วมาลดความเหลื่อมล้ํา เพียงอย่างเดียวเราก็กําลังจะทําให้ทุกคนเสมอภาคกันบนความยากไร้ เพราะฉะนั้น การเติบโตก็ต้องมุ่งต่อไป การลดลงของความเหลื่อมล้ําก็ต้องเดินหน้าในอัตราที่เร่งมากกว่า เช่นเดียวกันในเรื่องการพัฒนาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคําว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งแท้ที่จริงแล้วไม่ได้เริ่มที่การประชุมที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในระยะเวลาที่ผ่านมาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่สหประชาชาติได้ประชุมหารือและลงมติ ในเรื่องนี้แล้วตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๘๗ การพัฒนาไปสู่ความยั่งยืนดังที่ว่านั้นจะไปละเลยว่า ต่อไปนี้เราไม่ต้องดูว่าเศรษฐกิจจะเจริญเติบโตเพียงใด ก็อาจจะเป็นการพัฒนาที่ไม่ได้ทําให้ เศรษฐกิจของประเทศก้าวไปข้างหน้า เพราะอย่างไรก็ตามประเทศไทยอยู่ในสังคมโลก ประเทศไทยจะต้องเติบโตต่อไป ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างเสมอภาคแต่ไม่เติบโตนั้น เป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เองจึงจะต้องสร้างความเติบโตต่อไปให้เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเสมอภาค ซึ่งการสร้างความเสมอภาคในที่นี้เศรษฐกิจ เพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะจะต้องนําไปสู่การวัดดัชนีแห่งความสุขด้วย การวัดดัชนี แห่งความสุขนั้นมิได้วัดเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ แต่วัดถึงชีวิตความเป็นอยู่ วัดว่าระดับ การศึกษาที่มีคุณภาพนั้นมีเพียงใด วัดว่าคุณภาพของสุขภาพหรือระบบสาธารณสุขมีเพียงใด ตอบสนองต่อคนส่วนใหญ่มากน้อยแค่ไหน และในการพัฒนานั้นจะไม่ใช่เป็นการพัฒนา ที่เผาผลาญทรัพยากรธรรมชาติทั้งหมดเพื่อให้เติบโตเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา แต่จะต้องพัฒนา โดยรักษาสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นเป็นมรดกให้กับคนรุ่นหลังที่จะเติบโตและพัฒนาต่อไป การจะเดินหน้าพัฒนาไปในทิศทางที่กล่าวนั้นก็จะต้องเป็นการพัฒนาที่ควบคู่กันไประหว่าง เศรษฐกิจกระแสหลัก คือเศรษฐกิจที่เป็นแนวคิดในปัจจุบันที่ดําเนินอยู่ก็จะต้องผลักดันกันต่อไป ควบคู่กันไป จะต้องดําเนินการปฏิรูปในแนวทางของเศรษฐกิจกระแสใหม่ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ บนพื้นฐานชีวภาพ เศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเชิงสังคม ด้วยเศรษฐกิจกระแสใหม่นี้เอง จะเป็นส่วนสําคัญที่ผลักดันให้มีความเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันลดความเหลื่อมล้ํา และยังรักษาทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย จึงขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนถึงแนวคิด ของการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ผมเห็นด้วยกับท่านนิกร จํานง ว่าคงจะต้องบรรจุ อยู่ในรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าจะให้การปฏิรูปนี้เป็นการปฏิรูปที่อยู่ยาวต่อไปหลังจาก การเลือกตั้ง มิฉะนั้นแล้วก็เป็นเพียงแนวคิด เป็นเพียงข้อเสนอที่เสนอเป็นรายงาน แต่ปราศจากการสัมฤทธิผล กราบขอบพระคุณครับท่านประธานที่เคารพ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และหัวหน้าสํานักงานทนายความ ขอเรียนเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานและท่านรองประธานได้กรุณา ขออภัยนะครับ ชี้แจงตั้งแต่ต้น เหมือนที่ท่านเลขาธิการชี้แจงเรื่องคงไม่ยาวมาถึงขณะนี้ แรก ๆ พวกเรานั่งฟังแล้วก็งงกันมา โดยตลอดก็เลยสับสน เอาละแต่ผ่านไปแล้ว แต่กราบเรียนว่าถ้ากระชับตรง แล้วเนื้อว่า เป็นที่มาที่ไปเป็นอย่างนี้ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าพวกเรา อยากไปด้วยกัน อยากทํางานให้สัมฤทธิผล แต่การสื่อสาร ความเข้าใจถ้าตรงกันหมด เข้าใจเหมือนกันหมด แล้วทุกอย่างจะเดินไปด้วยกันได้ดี เพราะฉะนั้นการชี้แจงเพื่อให้เข้าใจนั้น เป็นสิ่งสําคัญ นั่นเป็นเบื้องต้น ซึ่งขออนุญาตประทานโทษกราบเรียนไว้นะครับ
ประการต่อมานั้นก็อย่างที่ ขออภัยเอ่ยนาม ประธานเสรีได้กล่าวไว้ มติวิป (Whip) นั้นเป็นเพียงแนวทางที่จะนําเข้าสู่ต่อที่ประชุม มิได้หมายความว่าเป็นมติของ สปท. แล้วก็มิได้หมายความว่ามติวิป (Whip) มีอย่างใดแล้ว สปท. จําเป็นจะต้องดําเนินการตาม มติวิป (Whip) นั้น เพราะเราต้องมาปรึกษาหารือกัน เพราะฉะนั้นก็กราบเรียนว่ามติวิป (Whip) หาได้ครอบงําสมาชิกไม่ เป็นเพียงแนวทางซึ่งพวกเราจะได้มาพูดคุยกันต่อไป และมิได้ หมายความว่าเอกสารดังกล่าวเมื่อมาเป็นมติวิป (Whip) แล้วที่ประชุมต้องเห็นชอบ ผมเชื่อว่าเข้าใจตรงกัน
ประการต่อมา ผมอยากจะขอตั้งเป็นข้อสังเกตต่อท่านประธาน และคณะทํางานทั้งมวล ผมเชื่อว่าท่านประธานและท่านสมาชิกทั้งหมดคงเข้าใจตรงกันว่า รัฐธรรมนูญนั้นสําคัญ คสช. ครม. สนช. ประชาชนทั้งประเทศเห็นว่ารัฐธรรมนูญสําคัญ การสร้างบ้านแปลงเมืองเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองนี้รัฐธรรมนูญสําคัญ หนังสือท่านประธานได้รับวันที่ ๓๐ ธันวาคม ขออภัยนะครับ อันนี้คุยกันแบบด้วยความเคารพ ท่านรู้ว่าเรื่องนี้สําคัญ และคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขาจะไปต่างจังหวัดวันที่ ๑๑ ถ้าท่านจะกรุณาเมตตาเห็นเป็นความสําคัญอย่างยิ่งยวด ๔ ๕ ๖ ๗ ทําไมไม่รีบทําเสีย นี่ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ เพราะมันเป็นความสําคัญของบ้านของเมือง ผมจึงบอกว่า เมื่อวันนี้มาถึงเรื่องที่ท่านรองประธานอลงกรณ์บอกไว้ว่าจะประชุมวันพรุ่งนี้ มะรืนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ผมยังมองว่าเป็นเรื่องเล็กกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นด้วยความเคารพ วันเสาร์ วันอาทิตย์ถ้าจะต้องประชุมก็ต้องประชุม วันจันทร์ไปยื่นกับเขาก็ต้องไปยื่น เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากกราบเรียนต่อท่านประธานและที่ประชุมว่าเป็นไปได้อยากให้คณะกรรมาธิการ แต่ละคณะซึ่งมีทั้งหมด ๑๑ บวก ๑ ๑๒ คณะไม่เยอะเกินไป ให้เขาไปคุยกันให้ตกผลึก วันนี้วันที่เท่าไรนะครับ วันที่ ๗ เขาคุยกันวันที่ ๗ วันที่ ๘ ก็ได้ หรือเขาคุยวันที่ ๗ จบ ให้นําเสนอต่อท่านประธาน แล้วก็ประมวลมาต่อที่ประชุม แล้วก็บอกว่าทั้งหมดนี่ละคือของ สปท. เพราะอย่างที่ท่านประธานบอกแล้วว่าใครอาจจะเสนอส่วนตัว กรรมาธิการจะเสนอ มันไม่มีน้ําหนักเหมือนกับเสนอไปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมเชื่อว่า กรธ. จะให้ความสําคัญมากกว่ากรรมาธิการหรือโดยส่วนตัว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการอภิปรายกัน หลากหลายเยอะเหมือนที่หลายท่านตั้งข้อสังเกตว่าไม่อย่างนั้นเขาจะมาอ่านอย่างไรไหว จับประเด็นอย่างไรถูก ถ้าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองว่าไป ๑ ๒ ๓ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน ๑ ๒ ๓ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ๔ ๕ ๖ ทุก ๆ ด้าน แล้วที่ประชุมเรามาช่วยกันดูอีกครั้งหนึ่ง จะเป็นวันอาทิตย์ก็ยังต้องเอาเลยครับท่านประธาน มันจะได้มีพลัง มีน้ําหนัก เรื่องอันนี้ก็เป็นเพียงตุ๊กตาเท่านั้น แต่หาจําเป็นไม่ต้องเอาตุ๊กตา มาพิจารณาในวันนี้ ผมจึงกราบเรียนด้วยความเคารพ และอยากให้ท่านประธาน และที่ประชุมได้โปรดพิจารณา เพราะผมเชื่อว่าแต่ละคณะกรรมาธิการไปคุย ๆ กันแล้ว อาจจะได้ ๒ ๓ ๔ ประเด็น ของผมก็มีอยู่แล้วพรึบเดียวผมเชื่อว่าวันนี้ของผมก็จบ แล้วเรา ก็มาช่วยกันดูในนามของ สปท. ทั้งมวล จากนั้นก็เสนอไปว่านี่คือความเห็น เพราะฉะนั้น ผมอยากให้ท่านประธานและที่ประชุมได้โปรดพิจารณาเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ เสนอเข้าไปเลยครับ และอยากให้ทําเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เรื่องอื่นพักได้ หรือจะทําไป พร้อมกันก็แล้วแต่จะพิจารณาครับ กราบเรียนต่อที่ประชุมด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณนะครับ ขอเชิญท่านอลงกรณ์
กราบเรียนท่านประธานครับ เพื่อความเข้าใจตรงกันในเรื่องกรอบอํานาจหน้าที่ ของ สปท. นะครับ เราต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จะปฏิบัติตามใจชอบหรือความคิดเห็น ส่วนตัวนั้นความจริงก็เป็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความตั้งใจดี แต่ว่าในนาม สปท. ต้องดําเนินภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมใคร่ขออนุญาต ให้ท่านสมาชิกได้ทราบข้อความ แล้วก็ความเป็นไปว่าทําไม สปท. จึงเกี่ยวข้องกับการยกร่าง รัฐธรรมนูญน้อยมาก มันไม่เหมือน สปช. นะครับ ท่านต้องแยกแยะช่วงเวลาเหตุการณ์ และสถานะให้ชัดเจน
ประการแรก ก็คือภายใต้มาตรา ๓๙/๒ สปท. มีหน้าที่ในเรื่องของ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผล ของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ และให้นํามาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) เท่านั้น และวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านลองไปดูมาตรา ๓๑ ท่านจะเข้าใจว่าทําไม สปท. ดําเนินการเช่นนี้ เราดําเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญครับ ในมาตรา ๓๑ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด หลายวรรค และหลายวงเล็บ แล้วเขาตัดอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับ รัฐธรรมนูญของเรา ซึ่งเดิมให้ สปช. ไว้หมดเลยครับ และในมาตราที่เกี่ยวกับกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าจะต้องรับฟังความคิดเห็นทุกองค์กรนี้ไม่มีของ สปท. เลยครับ ผมจะอ่านให้ท่านฟัง จะได้เกิดความเข้าใจตรงกัน เดี๋ยวจะสับสนระหว่างงาน สปช. งาน สปท. และทําให้งานของเราเดินหน้าไป ถึงแม้ภายในกรอบรัฐธรรมนูญก็ตาม ซึ่งเรามีงานเร่งด่วนคือเรื่องการปฏิรูป มาตรา ๓๑ (๑) คือหน้าที่ของเรานี่ครับ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทาง และข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความมั่นคง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ดําเนินการในวรรคสอง คือในการดําเนินการตาม (๑) หากเห็นว่ากรณีใดจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติจัดทํา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไป ตรงนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่ท่าน ขออภัยเอ่ยนาม ท่านนิกร ได้พูดถึงว่า ผมบอกว่าไม่เกี่ยวเลย ไม่ใช่ ทุกครั้งผมจะยืนยันว่า สปท. มีหน้าที่สามารถ จัดทําร่างกฎหมายและร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ว่าทําไมเขาตัด (๒) ของมาตรา ๓๑ (๒) เขียนไว้ว่าอะไรรู้ไหมครับ ซึ่งนั่นคือตอนเป็น สปช. (๒) คือเสนอ ความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านเข้าใจไหมครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังสุดที่ให้มี สปท. เกิดขึ้น เขาก็ต้องกําหนดที่มาและอํานาจหน้าที่ แต่อํานาจหน้าที่ดังกล่าวนี้ไปโยงในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และแก้ไขปี ๒๕๕๘ นี้ครับ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็มาดูว่า สปท. มีกรอบอํานาจหน้าที่ อะไรเราก็ทําเต็มที่ ส่วนที่ ๒ คือถ้าหากเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนี้เกี่ยวข้องแค่ไหน
ประการที่ ๑ ในบทบัญญัติที่เดิมกําหนดให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง รับฟังความคิดเห็น ระบุเลยนะครับ จากแม่น้ํา ๕ สายก็แล้วกัน เขาตัด สปท. ออกไปเลยครับ
ประการที่ ๒ อํานาจหน้าที่ของ สปท. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ใน (๒) ซึ่งเดิมเป็นอํานาจหน้าที่ของ สปช. ที่จะต้องเสนอแนะความเห็นไปยังคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ เขาก็ตัดเราออกไปเลยครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความเข้าใจเราคง ตรงกันนะครับ ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก เพียงแต่ว่าการดําเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนนี้ ท่านประธานก็ได้เรียนที่ประชุมไปแล้วว่าเมื่อมีขอความเห็นมา เราไม่ได้ริเริ่มเองนะครับ เพราะเรารู้ดีว่ากรอบอํานาจหน้าที่เราเป็นอย่างไร เมื่อมีการขอความเห็นมาจาก ท่านประธานมีชัย เราก็นัดประชุมวันที่ ๑๐ แล้วก็ประมวลความเห็นส่งไป แล้วท่านประธานเอง ก็ได้หารือเพื่อต่อยอดต่อเนื่องจากทาง สปช. ท่านประธานเทียนฉาย และการทํางานของ สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เราต้องต่อยอด ก็นําเสนอวาระพัฒนาไปให้กับท่านมีชัย และสุดท้าย ท่านกรรมาธิการแต่ละคณะที่ได้พิจารณาแล้วท่านมีความเห็นจะส่งความเห็นไปในชั้นของ กรรมาธิการท่านก็ส่งไป แล้วก็ไม่ได้ตัดสิทธิสมาชิกที่จะส่งความเห็นเป็นส่วนตัว ผมเชื่อว่า ทุกคนในที่นี้ ๒๐๐ คนเห็นความสําคัญของรัฐธรรมนูญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนะครับ และเห็นว่าเป็นกฎหมายสูงสุด เพียงแต่กรอบอํานาจหน้าที่ของเราในนาม สปท. นะครับ ผมย้ําว่าในนาม สปท. ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราต้องดําเนินการ เพราะจะเห็นว่าไม่ได้มีการริเริ่ม จากส่วน สปท. แต่ว่าเป็นเรื่องขอความร่วมมือครั้งนี้เช่นกันครับ ไม่ใช่จะตกขบวนอะไร เพราะเราส่งไปตั้งแต่ก่อนกําหนดที่ท่านประธานมีชัยขอว่าให้ส่งภายใน ๓๐ พฤศจิกายน เราประชุมตั้งแต่ ๑๐ พฤศจิกายนแล้วครับ ไม่ถึง ๑ เดือนหลังจากที่เราก่อร่างสร้างตัว ของเราขึ้นมา และครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ท่านขอ เมื่อขอก็มาพิจารณาในชั้นวิป (Whip) กันว่าเราจะส่งอะไรไปล่ะ จะส่งอะไรไป ระหว่างนี้ ก็ดําเนินการส่งไปแล้ว ทีนี้ถ้าจะส่งไปต้องไม่ซ้ํากับการอภิปรายทั่วไปที่สมาชิกได้เสนอ ความเห็นและการที่เปิดให้กรรมาธิการได้เสนอไป และแม้แต่วันที่ ๒๑-๒๓ ถือว่า เป็นความเห็นชอบแผนปฏิรูปของแต่ละด้าน ท่านจะเสนอไปก็ถือว่าท่านก็เสนอได้ ไม่ได้ปิดกั้น เพียงแต่ว่าถ้าจะเสนอในนาม สปท. เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สุดท้ายผมอยากจะเรียนให้ฟังก็แล้วกันว่า ในตอนที่เป็น สปช. แล้วต้องตกตายไปด้วยกันกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะว่าความเห็นที่ต่างกันอย่างมาก คณะกรรมาธิการหลายคณะใน สปช. เสนอความเห็นแตกต่างและไม่ยอมรับกันและกัน ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จนสู้กันในนาทีสุดท้ายก็เลยตกตายไปด้วยกัน ระหว่างแฝดอิน-จัน คราวนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงตัดหน้าที่บทบาท สปท. ในเรื่อง รัฐธรรมนูญที่ต่างไปจาก สปช. ครั้งกระนั้น สปช. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสียงข้างมากจากสมาชิกของ สปช. การพิจารณาในวาระแรก วาระสุดท้ายในการเห็นชอบหรือไม่อยู่ที่ สปช. นั่นคือ สปช. ครับ แล้วก็ไม่เห็นชอบ ก็ตกตายไปด้วยกัน สปท. จึงถูกออกแบบมาใหม่เพื่อป้องกันมิให้เกิด เหตุการณ์ดังกล่าวอีก ส่วนสมาชิกท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ท่านก็ต้องไปคุยกับคนที่เขา ตรากฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ว่าเมื่อ สปท. มีกรอบอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ที่ผมได้เรียนท่านคือมาตรา ๓๙/๒ แล้วก็มาตรา ๓๑ ชัดเจน แต่ท่านประธานก็ได้กรุณาว่า ไม่ได้ปิดกั้นท่านสมาชิกจะส่งความเห็นด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านสังคม ด้านศึกษา ให้กับ กรธ. แต่ กรธ. เขาภายใต้อํานาจหน้าที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดเลย เขาตัด สปท. ออกไป จากเดิม สปช. อยู่ในแม่น้ํา ๕ สายที่จะต้องรับฟังข้อเสนอแนะ ตัดเราออกไปเลย เพราะฉะนั้นเราก็ดําเนินการทางสายกลางว่าเพื่อให้การขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยคํานึงถึง ความสําคัญเรื่องรัฐธรรมนูญด้วย แล้วต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นฉบับปฏิรูป เราก็เห็นว่า ๑. ถ้าจะดําเนินการเรื่องนี้ก็ให้เป็นการประสานร่วมมือกันระหว่าง ๒ ฝ่าย ๒. ก็คือว่ารูปแบบ การนําเสนอให้อยู่ในทางพอดี ๆ ไม่ผูกมัดรัดรึงกันจนกระทั่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้ง ๓. ก็คือในการดําเนินการเรื่องนี้ก็ให้มีเรื่องกลไกที่เกี่ยวโยงกัน นั่นก็คือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่จําเป็นต่อการปฏิรูป นั่นคือหน้าที่ของเรา เพราะฉะนั้นที่กังวลว่า เราจะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ หรือเราจะไม่มีกฎหมายในชั้นที่สูงไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้แล้วเกรงว่า จะตกขบวนเรื่องการปฏิรูป ไม่เป็นไรครับ เรามีมาตราที่กําหนดหน้าที่เราแล้วคือการจัดทํา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จําเป็นต่อการปฏิรูปก็บัญญัติหน้าที่เรา ก็เป็นเรื่อง ที่คณะกรรมาธิการแต่ละคณะจะดําเนินการ ผมก็เพียงชี้แจงให้เห็นว่ากรอบอํานาจหน้าที่ แล้วก็ความสําคัญของรัฐธรรมนูญที่ท่านสมาชิกได้ติติงเรื่องนี้เห็นตรงกัน ส่วนกระบวนการ ต้องเรียนว่าก็ดําเนินการอย่างพอเหมาะพอควร ส่วนสมาชิกหรือกรรมาธิการที่พร้อมจะเสนอ ความเห็น หรือส่งเข้ามาให้ขอมติ สปท. ท่านก็ส่งเข้ามาที่วิป (Whip) วิป (Whip) ก็มีความเห็นส่งไป เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขามีเวลา ๑๘๐ วันครับ นี่เป็นกระบวนการเพียงร่างรอบแรกเท่านั้นเอง เมื่อเขาเสนอวันที่ ๒๙ มกราคม หลังจากนั้น เขาจะถามความเห็นมาอีกครับ เรายังมีกระบวนการของการเสนอความเห็นทบทวนหรือไม่ อย่างไร ก็เป็นสิทธิของ กรธ. นะครับ แต่ว่ากระบวนนี้ไม่ได้จบ ณ สัปดาห์นี้ ยังมีกระบวนการ ต่อเนื่องครับ
ท่านประธานครับ
เดี๋ยวตามคิวนะครับ
ท่านประธาน นิดเดียวครับ พอดีพาดพิงผม ขอนิดเดียวครับท่านประธาน ด้วยความเคารพ
โอเค (Okay) ครับ เรียนเชิญ
ขอบพระคุณท่านประธาน ผม วันชัย สอนศิริ สปท. เผอิญท่านรองประธานอลงกรณ์ชี้แจงแล้วเดี๋ยวจะทําให้ที่ประชุมนั้นเข้าใจผมผิด ก็เลยขออนุญาต ความจริงไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องพาดพิงอะไรตามข้อบังคับเกินไป แต่เดี๋ยวกําลัง บอกว่าพวกเราทําตามใจ แล้วก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าไม่ได้ทําตามใจ เราเห็น ความสําคัญเรื่องรัฐธรรมนูญ แล้วก็อยากกราบเรียนต่อท่านประธานว่าถ้าท่านรองประธานอลงกรณ์อยากชี้แจงอะไรเยอะ ๆ วันหลังลงมานั่งข้างล่างดีกว่า มากไป ด้วยความเคารพจริง ๆ ทุกคนสติปัญญาเท่ากัน ไม่ได้หมายความว่าเป็นรองประธานแล้วจะครอบงําตรงนั้นตรงนี้ ความคิดทุกสิ่งทุกอย่าง เข้าใจเหมือนกันหมด รู้เรื่องเหมือนกันหมด ที่มาที่ไปไม่ได้รู้ดีกว่ากันหมด เบา ๆ พอสมควร น้อย ๆ นั่งข้างบนด้วยความเคารพ เพียงแต่บอกว่าผมเห็นวันนี้เป็นเรื่องกะทันหัน แล้วก็เสนอไปอย่างนี้ แล้วท่านฟังดูถ้าที่ประชุมเขาว่าอย่างไรท่านก็พิจารณา ไม่ใช่ไปเที่ยว อ้างนั่นอ้างนี่แล้วครอบงําว่าต้องเดินไปตามนี้ ถ้าที่ประชุมเขาเอาตามที่ท่านรองประธานอลงกรณ์ ก็ว่าไป ถ้าที่ประชุมเขาเอาตามผม หรือว่าตามเสียงส่วนใหญ่ก็ว่าไป เพราะฉะนั้นก็อยากจะ ชี้แจงว่าสิ่งที่ผมกราบเรียนต่อที่ประชุมนี้ผมเห็นว่าเรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสําคัญ เรื่องอื่น ๆ พักไว้ก่อนได้ไหม ให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะไปพิจารณา แล้วมันจะสั้น กระชับ ดีกว่าปล่อยให้อภิปรายกัน ๑-๒ วัน แล้วก็จะได้ประเด็น ผมคิดว่าประเด็นที่ผมเสนอนั้น เป็นประโยชน์อย่างสําคัญต่อประเทศชาติ และที่ท่านชี้แจงมานั้นเข้าใจหมด ไม่ต้องตอบโต้ ผมก็ได้ ขอบพระคุณครับ
ผมขอคิวตามลําดับดังนี้นะครับ อันนี้เป็นการอภิปรายทั่วไป หรือการหารือก็ตาม ขอเรียนอย่างนี้ครับ ผมจะขอจากท่านนิกร แล้วก็มาท่านกษิต ภิรมย์ แล้วก็ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ขอเรียนเชิญท่านครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง ขอใช้สิทธิ พาดพิงครับ เพราะผมได้พูดไปแล้ว ประเด็นก็คืออย่างนี้ครับ จริง ๆ แล้วถูกต้องตามที่ ท่านรองประธานอลงกรณ์ได้พูดไว้ ผมเห็นข้อจํากัดตรงนี้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าเขาตัด เรื่องรัฐธรรมนูญออกไป แต่ว่าเราทําการเมืองอยู่ก็พอจะรู้ว่าต้องทําอย่างไร ผมเรียนว่า แต่เดิมผมคิดถึงขนาดนี้ เพราะผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญสําคัญมาก ถ้าเราไม่สามารถจะมีผล ต่อรัฐธรรมนูญสภาแห่งนี้ก็สูญเปล่า ผมยืนยัน นี่เป็นโอกาส ผมคิดถึงขั้นว่าถ้าเราส่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ไม่ได้ เราส่งให้ คสช. ยังได้เลย เพราะ คสช. เขาตั้ง กรธ. ขึ้นมา เราส่งไปทางนั้นเพราะเรามีอํานาจส่ง ประเด็นรัฐธรรมนูญนี้ส่งไปที่ คสช. แล้ว คสช. ยังส่งต่อได้เลย มันมีทางไปถ้าเราไม่ถอดใจ แต่ถ้าเราถอดใจแล้วอย่างไรก็ไปไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้ว เราจะมาสรุปส่งไปทําไม มันผิดรัฐธรรมนูญ เขาขอมาก็ไม่ต้องส่งเพราะว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้อํานาจ ส่งไปก็ไลฟ์บอย ไม่ต้องส่ง ถ้าเราจะยึดถือตรรกะแบบนั้น ผมก็เป็นห่วงเรื่องนี้อยู่ ตอนที่กรรมาธิการการเมืองของเราเสนอเรื่องไปยังท่านประธานมีชัย เราก็ห่วงเขาจะบอกว่า คุณไม่มีหน้าที่ ส่งมาทําไม เราใช้อย่างนี้ครับ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองโดยท่านเสรีทําหนังสือไปว่าเราอ้างถึงตามที่คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณากําหนดกรอบการทํางานเมื่อวันจันทร์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน เขาแถลงว่าอย่างนี้ กําหนดให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติ แห่งชาติ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และบุคคลทั่วไป ส่งความเห็นภายในวันสุดท้าย คือวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ หนังสือฉบับนี้ออกโดยท่านมีชัย ก็หมายความว่าเรามีสิทธิ เต็มตามที่ประธานขอมาในฐานะที่เราเป็นองค์กร ดังนั้นตอนที่เราเสนอหนังสือนี้ไปที่ประธานมีชัย ได้ประสานประธานมีชัยเราก็เขียนไปแบบนี้เพื่อจะได้ไม่ไปขัดกับรัฐธรรมนูญเพราะว่า มันมีทางไป อย่างที่ผมเรียนแล้วว่าถ้ารัฐธรรมนูญไม่ให้ไป สมมุติว่าท่านประธานมีชัย ไม่ประกาศอย่างนี้ เราสามารถส่งไปที่ คสช. ให้ คสช. ช่วยส่งไปอีกทีหนึ่ง เพราะเขาดูแล ทั้งหมดอยู่องค์รวมอยู่ก็ยังทําได้ ดังนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าเราต้องตัดสินใจให้ชัดถ้าเรากึ่งรับกึ่งถอย แบบนี้แล้วเราคิดว่าไม่ต้องทําอะไรก็ไม่ต้องทํา ประเด็นที่เขาให้มาเราก็ตอบไปว่าเนื่องด้วยรัฐธรรมนูญมาตรานี้ สปท. ไม่สามารถเกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้ได้ ดังนั้นเราสงวนไม่ส่งความเห็นมาก็ได้ ให้ถูกไป ผมนําเรียนครับว่าเราต้อง มีใจกันหน่อยทําเรื่องพวกนี้ เพราะว่าคือมีปืนก็ใช้ปืน ไม่มีปืนก็ใช้ดาบ ไม่มีดาบก็ใช้มีด ไม่มีมีดก็ใช้หินทุบกันก็เอาถ้าเราตั้งใจนะครับ คือแบบนี้ไม่ได้ท่านประธาน มันจะไม่เป็นมรรคเป็นผล ขอบคุณครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ผมหารือ ไม่ได้อภิปราย ผมหารือ ๒ นาทีครับท่านประธาน ขอบคุณที่อนุญาตครับ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับที่ ๑๙๗ ไม่ได้ยื่นอภิปรายครับ เพราะว่าอภิปรายไปแล้ว และนอกจากอภิปรายแล้วก็ได้ส่งเรื่องไปยัง กรธ. ในเรื่อง ข้อเสนอแนะ ความคิด ความเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญ เราเป็น ๑ ในแหล่งที่ กรธ. เขาอยากจะทราบความคิดความเห็น ประชาชนก็ดี อีกจากหลายทิศทางก็ดี นักธุรกิจก็ดี เพราะฉะนั้นเราเป็นแหล่งหนึ่งส่งไปในนามคณะกรรมาธิการด้วย ส่งไปในนามส่วนตัวด้วย คงถึงมือแล้วโดยผ่านท่านประธานละครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้ว่าเราเป็นสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และเราตั้งอกตั้งใจว่าในปีใหม่นี้ ก็ออกตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ปลายปี เราจะต้องไปด้วยความเร็วแล้ว ไม่ใช่เรามานั่งขับ ๆ หยุด ๆ ครึ่งวันแล้วครับเราพูดกันมา ผมเริ่มจะหาฝั่งไม่เจอ บางครั้งเราถอยหลังด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นคงจะต้องรีบขับ ถ้าหากว่าเราไม่รีบขับเคลื่อนผมดูแล้วแผนการปฏิรูปของเราถ้าไม่รีบขับเคลื่อนเราต้องอยู่ นานกว่ารัฐบาลถึงจะปฏิรูปสําเร็จ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ในเรื่องความคิด ความเห็น ข้อเสนอแนะร่างรัฐธรรมนูญเราส่งไปรอบหนึ่งแล้ว คราวนี้เป็นเรื่องของการส่งเพิ่มเติม ถ้ามีก็แค่นั้นละครับ คณะกรรมาธิการแต่ละคณะ หรือสมาชิกแต่ละบุคคล ถ้ามีก็ส่งเพิ่มเติม สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้มีก็คือเราควรจะเตรียมชุดไปชี้แจงประกอบ คณะกรรมาธิการคณะผม คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมส่งไป ในนามคณะกรรมาธิการด้วย ผมส่งไปในนามส่วนตัวด้วย เราเตรียมไปชี้แจงประกอบ เพราะเราเป็นแม่น้ํา ๕ สายที่ไหลมารวมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างไหล วันนี้น่าจะบอกว่า ใครจะมีเติมอีกหลังจากที่ส่งไปแล้ว ก็แค่นั้นเอง ประเด็นอยู่แค่นั้น ๑๑.๑๐ นาฬิกาแล้ว ประเด็นอยู่แค่นี้จริง ๆ อย่าถอยหลังครับ เดินหน้าอย่างเดียวครับ ขอบคุณครับ
ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการภาค ๑ นะครับ ต่อไปนี้ก็ขอเรียนเชิญ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ที่ ๗ ก็เป็นเรื่องของการหารือวิธีการทํางานของเรานะครับ ก่อนอื่นเลยท่านประธานครับ เราก็เพิ่ง ฉลองปีใหม่ทําบุญตักบาตรกันมา แล้วก็หวังว่าการทํางานของเราจะราบรื่นใน ๑๒ เดือน ข้างหน้า ผมก็อยากจะขอบิณฑบาตเพื่อน ๆ สมาชิกทุกท่าน ขอบิณฑบาตนะครับ อะลุ่มอล่วยกันนิดหนึ่งเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ วิธีการทํางาน อย่าตงฉินกันถึงขนาดนั้นเลยนะครับ เรามาเถียงกันในเรื่องเนื้อหา แต่อย่าใช้เวลาในการที่จะเถียงกับกฎเกณฑ์ วิธีการทํางาน เพราะพวกเรามีความเคารพท่านประธานเป็นที่สุด จริง ๆ เมื่อท่านเริ่มว่าขอให้เรา ได้อภิปราย ๔ ประเด็นเพื่อจะส่งไปต่อคุณมีชัย ถ้าเผื่อไม่คิดอะไรมากก็ว่ากันไปอันนี้ แล้วผมก็อยากจะให้นี่เป็นแบบปฏิบัติของการทํางานกันว่าเราอยู่ ๒๐๐ คน ผมได้เคยพูดว่า เราไม่มีพรรค ไม่มีพวก อาจจะมีอีโก้ (Ego) มากน้อยนิดหน่อยก็อะลุ่มอล่วยกันนิดนะครับ ผมขอฝากเพื่อน ๆ ท่านสมาชิกทุกท่านผ่านท่านประธานไปด้วย
ส่วนประเด็นที่ ๒ ผมขอเสนอวิธีการทํางานนะครับ เอาตรงนี้เสียก่อนว่า สัปดาห์นี้นะครับ วันพฤหัสบดี วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ ถึงวันจันทร์ก็ได้ ขอให้เรามา ระดมสมองเพื่อจะมีข้อยุติส่งไปที่ท่านประธานมีชัย โดยเอาเอกสารที่ทางท่านอลงกรณ์ และคณะได้ทําไว้ แต่วิธีการนี้ผมอาจจะเห็นต่างกับคุณวันชัยนิดหนึ่งว่าผมขอเสนอให้วันนี้ จะถึงกี่โมงกี่ยามก็ได้ให้เป็นการอภิปรายโดยสมาชิกเท่าที่ประสงค์จะอภิปรายทั้งวัน ส่วนพรุ่งนี้ผมขอเสนอให้มีการประชุมโดยองค์ประกอบของที่ประชุมนี้คือประธานกรรมาธิการ ๑๑ คณะ บวก ๑ คณะคือทางด้านต่อต้านคอร์รัปชันบวกทางฝ่ายท่านประธาน รองประธาน แล้วก็คณะวิป (Whip) แล้วก็มาพิจารณาเนื้อหาช่วงพรุ่งนี้วันศุกร์ แล้วถ้าเผื่อจะเรียกเรามาประชุมวันเสาร์ วันอาทิตย์เพื่อจะให้ความเห็นชอบทั้งเนื้อหาที่จะส่งไป ที่ท่านมีชัย แล้วก็หนังสือปะหน้าที่จะลงนามโดยท่านประธานด้วย เพราะต้องมีการอ้างอิงว่า เราได้เคยมีการส่งข้อมูล จะเป็นโดยส่วนตัวหรือโดยกรรมาธิการต่าง ๆ เราได้มีการประชุม เมื่อเดือนพฤศจิกายนไปแล้ว แล้วก็ภายในวันจันทร์เป็นอย่างช้า หรือวันอังคารก็ได้เพราะว่า กว่าท่านมีชัยจะประชุม ถึงจะประชุมไปก่อนล่วงหน้า ๒-๓ วันก็ไม่เป็นไร เราก็ยังสามารถ ที่จะส่งข้อมูลไปได้ ส่วนอันที่ ๒ ผมก็เห็นด้วยกับท่าน พลตํารวจโท อํานวยว่าเราน่าจะ กําหนดตัวที่จะไปชี้แจงต่อคณะของท่านมีชัยถ้าเผื่อเขามีความประสงค์ หรือว่ามีข้อสงสัย อย่างใดต่อข้อเสนอแนะของเรา หรือว่าข้อเสนอที่เราได้สรุปกันมาก่อนหน้านี้ หรือจะเป็น บทสรุปของบรรดากรรมาธิการต่าง ๆ ที่ได้ส่งไปให้ทางท่านมีชัยเป็นการต่างหากนะครับ ส่วนวิธีการทํางานต่อไปนี้ผมเห็นว่าเป็นแค่คณะวิป (Whip) หรือว่าคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงไม่พอ บวกประธานกรรมาธิการ ไปด้วยได้ไหมครับ หรือจะเป็นที่ประชุมที่จะคู่ขนานกันไป เพราะว่าประธานกรรมาธิการ แต่ละท่านจะได้พูดในนามของกรรมาธิการ ไม่อย่างนั้นอาจจะทําให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ไปไม่ราบรื่น ผมคิดว่ามีแค่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็วิป (Whip) ที่ไปอีก ๔ คนจากตรงโน้นตรงนี้ผมว่าไม่เป็นการเพียงพอ ภาระรับผิดชอบ จะอยู่ที่ประธานกรรมาธิการประสานกับท่านประธาน รองประธานให้เป็นกิจจะลักษณะ ผมคิดว่าการทํางานแบบนี้จะรวดเร็วแล้วก็ครอบคลุม แล้วก็รู้ว่าใครรับผิดชอบมากกว่านะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งนะครับ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งสําหรับการทํางาน ๑๒ เดือนข้างหน้า ผมไม่เห็นด้วยกับ การที่จะทยอยให้แต่ละกรรมาธิการส่งผลงานที่สําเร็จมา บางอย่างเตี๊ยมกันมาตั้งแต่ สปช. เสร็จตั้งแต่ในมุ้งแล้วนะครับ แล้วก็มาเสนอ ต้องมีการจัดลําดับความสําคัญกันเสียก่อนว่า การอภิปราย การปรึกษาหารือใน สปท. ใหญ่นั้นจะเป็นด้วยเรื่องอะไรบ้าง ผมอยากจะเสนอว่า ขณะที่รัฐบาลได้มีข้อมติการดําเนินต่าง ๆ มีเรื่องที่ควรจะได้มีการนํามาสู่ที่ประชุมอันนี้ ผมยกตัวอย่างเช่นทางรถไฟสายด่วนความตกลงระหว่างประเทศจีนกับประเทศไทย แล้วก็ ดูราบรื่นดี แล้วพอประเทศจีนเรียกดอกเบี้ย ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ก็ไปไม่ได้ เพราะว่าประเทศจีน ทําความเข้าใจให้กับฝ่ายไทยว่าเป็นแค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วถ้าเผื่อเราจะทุ่มเงินไปที่รถไฟทางด่วนซึ่งผมยังหาประโยชน์จากฝ่ายไทยไม่ได้ เพราะผมไม่เคยเห็นตัวเลขสินค้าที่จะขนส่งแล้วก็นักท่องเที่ยวประเทศจีนจะมากี่สิบล้านคน ผมไม่เห็นการเชื่อมโยงระหว่างประเทศจีนกับ สปป. ลาว แล้วก็ สปป. ลาวกับประเทศไทย ยังไม่เคยประชุมกันเลย แล้วประเทศไทยก็ไม่เคยประชุมกับประเทศมาเลเซีย กับประเทศสิงคโปร์ แล้วก็ประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย สปป. ลาว ทั้ง ๔ ประเทศไม่เคยประชุมกันเลย แต่ว่าเจ้าเรื่องคือประเทศจีน อันนี้น่าหวาดกลัว แล้วก็รัฐบาลจะเป็นชุดที่แล้ว ชุดนี้ก็ไม่เคย บอกอะไรเป็นอะไร ขณะที่เราบอกว่าเราจะต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แล้วเราจะทุ่ม ทรัพยากรไปที่รถไฟความเร็วสูงอันนี้ แล้วก็รางคู่ทั่วประเทศว่าอย่างไรมันต้องวิ่งคู่ขนานกันไป การจัดงบประมาณต่าง ๆ อย่างไร เพราะฉะนั้นการดําเนินการมติต่าง ๆ ของคณะรัฐบาลนั้น มีเรื่องสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวกับทุกประเด็นของ ๑๑ คณะกรรมาธิการของการปฏิรูปของสภานี้ครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเสนอว่า ๑๒ เดือนข้างหน้าต้องมีการประสานงานอย่างใกล้ชิด ระหว่างคณะรัฐบาลต้องส่งคนมาที่นี่เพื่อมาชี้แจง ไม่อย่างนั้นเราก็ทําการปฏิรูปในแต่ละ กรรมาธิการไปอย่างหนึ่ง รัฐบาลก็มีมติมาอย่างหนึ่งตามข้อเสนอแนะของบรรดาข้าราชการประจํา อย่างนี้เป็นไปไม่ได้ครับ แล้วผมคิดว่าถึงจุดหนึ่งก็ต้องมีการประสานงานกันระหว่าง สนช. กับ สปท. ว่าทิศทางของการที่จะออกกฎหมายเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม แล้วก็เพื่อลดการเหลื่อมล้ํานั้นจะเป็นอย่างไร
ส่วนประเด็นสุดท้าย ผมจะไม่ขอตอบโต้เพื่อนสมาชิก สปท. ท่านสถิตย์อดีต ปลัดกระทรวงนะครับ ผมขอพูดประเด็นเดียวเพราะว่าเราได้พัฒนากันมาอย่างนี้ด้วย อัตราการเจริญเติบโต ใช้โกรท (Growth) เป็นตัวตั้งถึงได้มีความเหลื่อมล้ําในสังคม แล้วจะฆ่ากันตายที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นแนวคิดนี้ผมคิดว่าไม่ทันสมัยแล้วค่อนข้างจะเชย แต่ว่าขอใช้โอกาสหน้าโต้เถียงอภิปรายด้วยความอะลุ่มอล่วยและด้วยสาระเนื้อหาว่าจะ พัฒนาประเทศไทยอย่างไรเพื่อไม่ให้มีความเหลื่อมล้ําอยู่ในสังคมไทยอีกต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ขอบพระคุณครับ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ประกอบด้วยประธานคณะกรรมาธิการทุกด้านอยู่แล้ว บวก ๑ อันนั้นคือท่านมาอยู่ในนี้แล้ว นั่นคือองค์ประกอบหลักของเราเลยทีเดียว กราบเรียนเพียงแค่นี้ ขอบพระคุณครับ ต่อไป ขอเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและอดีต กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ใคร่ขออนุญาต ให้ข้อคิดเห็นและอภิปรายในเรื่องที่ท่านประธานได้กรุณากําหนดไว้ในวันนี้ ด้วยความเคารพ ในความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกทุกท่านซึ่งก็มีหลากหลาย และผมคิดว่าก็มีหลายความคิด ที่เป็นประโยชน์ เราก็ได้ใช้เวลาไปแล้วประมาณ ๑ ชั่วโมงครึ่งในการหารือ เรื่องที่ ท่านประธานได้กําหนดในวันนี้เป็นเรื่องด่วน คือเรื่องข้อคิดเห็นต่อการกําหนดกลไกในการปฏิรูป ไว้ในรัฐธรรมนูญตามที่ท่านประธาน กรธ. ได้ขอมา ผมเองก็ได้พบกับท่าน กรธ. บางท่านที่เรา ส่งมาในครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน เขาอ่านไม่ไหวมันเยอะและไม่เป็นประเด็น เรื่องเดียวกันมีคนคิด ๓-๔ คน เขาก็ต้องไปตัดสินอีก สมัยผมร่างรัฐธรรมนูญอยู่ ๖ เดือน ก็เช่นเดียวกัน ถ้าส่งมาแบบนั้นให้เจ้าหน้าที่ไปอ่าน เจ้าหน้าที่สรุปมาก็ยังเยอะอีก เพราะฉะนั้นต้องสะเด็ดน้ํา ต้องเป็นความคิดที่สอดคล้องกันของสภาแห่งนี้ เรื่องหนึ่งต้องมี ประเด็นเดียว คราวนี้ตอนนี้เขาขออะไรเรามาเขาขอมาชัดเจนเรื่องของกลไกในการปฏิรูป ตาม (๑๐) ของมาตรา ๓๕ ไม่ได้ขอเรื่องอื่น ขณะนี้เขาร่างเสร็จแล้วที่เขาจะไปชะอํา อาทิตย์หน้า ไปเพื่อขัดเกลาเพื่อลงรายมาตรา เพื่อกําหนดต่าง ๆ แต่เท่าที่ท่านประธาน กรธ. ได้ให้สัมภาษณ์ในเรื่องการปฏิรูปนั้นท่านยังไม่ได้ถึงกับตัดสินใจชัดเจนว่าท่านจะใส่มากน้อย แค่ไหน ซึ่งด้วยคอนเซปต์ (Concept) ด้วยแนวคิดในการร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ. ก็พยายามให้กระชับ อะไรที่เป็นเนื้อหาก็จะไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องส่งไปในระยะเวลา ๒-๓ วัน ก็น่าจะเป็นความคิดเห็น หรือกลไกในการปฏิรูปตามที่ท่านประธาน กรธ. ท่านได้กรุณาทําหนังสือมา เมื่อท่านประธาน ได้กรุณาให้ต้นแบบมา ๔ มาตรา ที่จริงไม่ใช่ ๔ มาตรา หรือไม่ใช่ ๔ ข้อ ถ้าเราเอาบวก ๆ กัน เข้าไปก็ประมาณ ๑๖-๑๗ เรื่อง สอดคล้องกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านต่าง ๆ ของเราที่ขาดไปมีอยู่ประมาณสัก ๓ ด้าน คือขาดด้านกีฬา ขาดด้านสื่อสารมวลชน แล้วก็ขาดเรื่องที่สําคัญเรื่องหนึ่งคือเรื่องยุทธศาสตร์ ซึ่งท่านประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินก็ได้ส่งเรื่องนี้ตรงไปแล้ว เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการทํางานให้ได้ผลลัพธ์และสัมฤทธิผลใน ๒-๓ วันนี้ก็มีหลายท่าน พยายามจะเสนอวิธีการทํางาน ต้นแบบอันนี้ก็ไม่มีอะไรที่ไม่ดี ก็เอามาดูกันได้ มาพูดจากันได้ มาเสริมมาแต่ง มาตัดมาต่อ มาเพิ่ม ผมคิดว่าเพื่อให้การส่งไปมีประโยชน์แล้วเขานําไปใช้ได้ก็น่าจะออกมาเป็นความเห็นเดียว ในแต่ละเรื่อง เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียนเสนอว่าให้อภิปรายกันไปวันนี้จนไม่มีใคร ต้องการอภิปรายเพิ่มเติม คณะกรรมาธิการแต่ละคณะก็รับฟังเพราะว่าท่านจะได้ฟัง ความเห็นของเพื่อนของท่านต่อซึ่งเขาไม่ได้อยู่ในคณะท่านแล้วก็ไปประมวล ถ้าจะให้ดี ให้โอกาสเขาประชุมพรุ่งนี้เช้าก็ยังได้สักครึ่งวันถึงเที่ยง แยกประชุมแต่ละคณะเพื่อที่จะไป ไฟนัลไลซ์ (Finalize) ของแต่ละคณะเองแล้วก็ส่งไปให้ท่านประธานลงนามส่งให้ ท่านประธาน กรธ. ในช่วงบ่ายช่วงเย็นก็จะเป็นประโยชน์ กรอบก็ไม่ควรจะยาวนักเพราะว่า ในรัฐธรรมนูญเขาจะไม่เขียนยาว เพราะฉะนั้นท่านก็ต้องตัดสินใจ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง ที่ สปท. ร่วมกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วได้พยายามที่จะกลั่น จากประมาณ ๑๐ หน้า ๑๒ หน้า ให้เหลือประมาณ ๒ หน้าครึ่ง หรือเหลือประมาณสัก ๑๒-๑๓ ประเด็นหลัก ๆ จริง ๆ บางเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในนี้ไม่ใช่ว่าไม่ได้กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ อย่างเรื่องการเมืองก็แยกแยะอยู่ในที่ต่าง ๆ ในหมวดว่าด้วยสภา หมวดว่าด้วยคณะรัฐมนตรี หรือหมวดทั่วไปของภาคการเมือง ในบางเรื่องอย่างยุทธศาสตร์ก็ทราบว่าได้มีกําหนดไว้แล้ว ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ในบางส่วน เพราะฉะนั้นแนวทางในการดําเนินงานผมคิดว่า ก็ควรจะดําเนินการตามที่ท่านประธานได้กําหนดคือให้อภิปรายดูว่าจะมีอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ผมขออนุญาตไปเร็ว ๆ ไม่เกิน ๒-๓ นาทีเท่าที่ได้ดูมาแล้วนี้ อย่างในข้อ ๑ ก็พูดถึง เรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ก็มีเรื่องตํารวจอยู่ ซึ่งก็เป็นเรื่องฮอต (Hot) ที่เรา เห็นพ้องต้องกันอยู่แล้ว เรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ก็มีพูดถึงการมีส่วนร่วม ของพลเมืองในการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นเรื่องสําคัญที่จะต้องเน้นย้ํา เช่นเดียวกับ การปกครองท้องถิ่น ก็พูดถึงรูปแบบการพัฒนาพื้นที่ว่าควรจะมีรูปแบบขององค์กรบริหาร แบบใด เรื่องการป้องกันและการปราบปรามการทุจริต อันนี้ก็มีเขียนไว้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งจนเราตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ในเรื่องการศึกษา ผมคิดว่าเขียนไว้ค่อนข้างจะครอบคลุม ส่วนกรรมาธิการจะไปเพิ่มเติมอะไรก็แล้วแต่ อาจจะมีเรื่องสาธารณสุขซึ่งท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนของเรายังไม่ค่อยจะ แฮปปี้ (Happy) มากนัก ทั้งสั้นและอาจจะกินใจความที่ท่านเห็นสมควร เรื่องของสังคม และแรงงานก็มีกล่าวไว้พอสมควร ศิลปะ วัฒนธรรมเป็นเรื่องสําคัญที่จะต้อง ให้ความสําคัญเพราะเป็นทุนทางวัฒนธรรมแห่งชาติ แล้วก็มีเรื่องคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งก็ถือว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน ในข้อ ๓ การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ มีเขียนไว้ถึง ๓ ข้อย่อย เขียนไว้ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจท่านเพิ่งกรุณากล่าวไป เมื่อสักครู่นี้ และที่สําคัญคือเน้นลดความเหลื่อมล้ํา ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในมาตรา ๓๕ ที่จะลด ความเหลื่อมล้ําของประชาชนในประเทศ ในข้อสุดท้ายพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะเพิ่มเติมปารีสอะกรีเมนต์ (Paris Agreement) ที่เกี่ยวกับก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ให้มีความทันสมัยขึ้นก็ได้ตามที่มีท่านสมาชิก บางท่านได้เสนอ ส่วนเรื่องพลังงาน เท่าที่ผมดูแล้วก็เน้นในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่จะเข้าถึงข้อมูลด้านพลังงานและมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย เรื่องพลังงานอ่านดูแล้ว ก็ไม่ติดใจใน ๕ บรรทัดนี้ แล้วเรื่องสุดท้ายคือเรื่องที่ผมคิดว่ามีความสําคัญเช่นเดียวกัน ในการขับเคลื่อนประเทศ คือการวิจัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม นี่ก็เป็นเรื่องซึ่งถ้าคณะไหนจะเพิ่มเติม จะตัดออกผมคิดว่าก็ให้โอกาสเขา แล้วก็ให้ประธาน แต่ละคณะนําส่งท่านประธานในวันพรุ่งนี้ ส่วนถ้าท่านประธานคิดว่าเพื่อประโยชน์ ในการทํางานของแต่ละกรรมาธิการ ผมอยากจะเสนอให้ประชุมครึ่งวันเช้า กรรมาธิการ แยกไปประชุม แล้วเราก็มาประชุมตามวาระต่อสักเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา ซึ่งวาระที่มีไว้ ก็ยังสามารถจะประชุมต่อไปได้ในวันถัด ๆ ไปถ้าไม่จบ ก็มีเรื่องกราบเรียนเป็นข้อคิดเห็น เพียงแค่นี้ครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากเลยครับ ผมฟังดูแล้วรู้สึกว่าเป็นไปได้เหมือนกันที่เราจะมอบให้กรรมาธิการ แต่ละคณะไปปรึกษาหารือภายในคณะของตนเอง แล้วก็ทําข้อเสนอมาประมาณสัก ๒-๓ เรื่อง เสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อท่านไปทํามาเรียบร้อยแล้ว ทุกคณะก็คงจะต้องมีของตัวอย่างที่ได้มีการอภิปรายกันพอสมควร เสร็จแล้วเมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ในแง่หนึ่งผมส่งให้ไปให้ กรธ. เลยในนามของ สปท. เองก็ได้ นั่นก็คือวิธีหนึ่งเหมือนกัน เพราะว่าเราก็ต้องมอบความรับผิดชอบไว้ให้แต่ละคณะเป็นต้น
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งครับ
เชิญท่านอํานวย เดี๋ยวขอประทานโทษนิดหนึ่ง โอเค (Okay) ท่านอํานวย คือยังจะมีคิว ต่อจากนี้นะครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ครับ ขออนุญาตต่อเนื่องนิดเดียวครับ ขอบพระคุณท่านเลิศรัตน์ครับ ตรงกันเลยครับตรงนี้ เพื่อให้ที่ประชุมได้เห็นภาพ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมส่งเรื่องไปยัง กรธ. เรื่องหนึ่งที่โฆษก กรธ. ออกมาพูดชัดเจน ก็คือปฏิรูปด้านการศึกษากับตํารวจ และผมตามดูเรื่องนี้โดยละเอียดทุกตัวอักษรครับ เรื่องของตํารวจตรงกับที่เราส่งไปเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เขายกประเด็นมา ประเด็นที่ ๑ เรื่องการแทรกแซงของฝ่ายการเมืองชัดลงละเอียดลึกไปถึงที่มาของ ก.ตร. อย่างไร ๑๖ คน มาจากไหน เหมือนกันหมดเลย เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ ที่ยังเป็นปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือ งานสอบสวนจะอยู่หรือไม่อยู่ใน สตช. เท่านั้นเอง ซึ่งตรงนี้ยังไม่ตกผลึก ผมตามเมื่อเช้านี้ บอกว่าตรงนี้ยังไม่ยุติ ที่ผมบอกว่าเราควรตั้งชุดรอไปชี้แจงทําความเข้าใจตรงนี้ละครับ นั่นคือแม่น้ํา ๕ สายไปไหลรวมกัน โดยมีท่านประธานอยู่ที่ปากน้ําโพจะได้เป็น แม่น้ําเจ้าพระยา ฉะนั้นต้องตั้งชุดครับ ขอบพระคุณท่านกษิต ภิรมย์ ที่เห็นด้วย ผมเชื่อว่า ในสภานี้ทุกคนเห็นด้วยที่เราต้องไปชี้แจงประกอบ ถ้าส่งเปเปอร์ (Paper) ไปอย่างเดียว บางครั้งไม่ใช่จะต่อว่าว่าเขาไม่เข้าใจนะครับ เขาอ่านผ่าน ๆ แต่ไม่ได้เน้น เราไปชี้แจง ประกอบ สืบกับสอบแยกไม่ได้ ผมไปชี้แจงไม่เกิน ๑๐ นาทีเขาต้องเข้าใจครับ แล้วเขาจะต้อง ทําตาม ไม่ใช่ทําตามเพราะเราไปบังคับให้เขาทํานะครับ ทําตามแบบที่เราเสนอไปทั้งหมด ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณ ทีนี้ต่อไปก็ขอตามคิวนะครับ ท่านจินดา ท่านอํานวยแล้วนะครับ ท่านนิกรแล้ว ต่อไป ก็จะเป็นท่านเสรีทีหลังครับ ขอเชิญท่านจินดา วงศ์สวัสดิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ กระผม นายจินดา วงศ์สวัสดิ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๒๖ นะครับ ท่านประธานครับ ข้อหารือวันนี้ ผมก็มีข้อเสนอแนะที่จะเป็นข้อหารือท่านประธาน ท่านประธานคงทราบนะครับ ท่านสมาชิก ก็คงทราบว่าประเทศเรามีปัญหา ประชาชนเขาถึงเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศ และประเด็นนี้ที่รัฐบาลโดยคณะ คสช. เขาเห็นด้วยกับที่ประชาชนเรียกร้องว่าประเทศเรา มีปัญหา เขาจึงต้องการปฏิรูป เขาถึงได้ตั้ง สปช. ขึ้นมาแล้วก็มาเป็น สปท. ของเรา วัตถุประสงค์ก็คือเพื่อเราจะระดมสมองเสนอแนวทางการปฏิรูปประเทศเพื่อแก้ปัญหา ประเทศตามที่ประชาชนเรียกร้อง วันนี้เราทําหน้าที่เป็นข้อเสนอแนะ รวบรวมปัญหาทั้งหมด เพื่อเสนอให้รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลในปัจจุบันหรือรัฐบาลในอนาคต นําประเด็นที่เราคิดวิเคราะห์ เรียบร้อยแล้วไปแก้ปัญหา ไปปฏิรูป ไปดําเนินการ อันนี้คือหลักที่เราคิดกันอยู่วันนี้ และท่านกรรมาธิการทั้งหมดที่คิดกันอยู่ทุกวันนี้ แต่ท่านประธานครับ ผมก็ติดตามข่าวสารท่านประธานมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ท่านเห็น ความสําคัญของการปฏิรูปประเทศนะครับ ท่านถึงถามเราว่าในรัฐธรรมนูญจะให้เขียนอะไรบ้าง เพราะว่าถ้าไม่เขียนในรัฐธรรมนูญเลย สปช. จบไป สปท. จบไป ได้เอกสารมาเล่มหนึ่ง แล้วก็ไม่มีการดําเนินการต่อไปเลย ก็จะเป็นอย่างนี้ตลอดแล้วประเทศก็มีปัญหา ปัญหาก็สะสม เป็นดินพอกหางหมูมาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันนี้ปัญหามากมายมหาศาล ฉะนั้นผมคิดว่า ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญท่านเห็นความสําคัญแล้วท่านอยากจะเห็นการปฏิรูป ประเทศของเราให้ดําเนินการต่อไปโดยไม่เสียของที่ทางรัฐบาลตั้ง สปช. หรือ สปท. มา ถ้าหมดไป ๒ ปีกว่าหมดเงินไปหลายร้อยล้านบาท ถ้าได้เล่มเดียวแล้วไม่มีการบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญเลยก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเกิดขึ้นเลย เหมือนการศึกษาทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา ไม่ว่าอะไรตั้งขึ้นมาศึกษาเสร็จเอาทิ้งไว้ครับ ไม่มีทางได้ดูครับ แล้วก็จะไม่เกิดการปฏิรูป ไม่เกิดการแก้ปัญหา ไม่เกิดการพัฒนา แต่ผมอยากเรียนท่านประธานว่า ณ ปัจจุบันนี้ สปท. เรามี ๑๑ คณะกรรมาธิการ บวกอีก ๑ คณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมถามว่า ๑๑ คณะกรรมาธิการ มีกี่เรื่องที่จะปฏิรูปประเทศเรา ครอบคลุมทุกเรื่อง ทุกประเด็น เป็นร้อย ๆ เรื่อง ร้อย ๆ ประเด็น ถามว่าจะเขียนอย่างไรในรัฐธรรมนูญ ที่สมาชิกทุกท่านเสนอนี้ก็อยากจะให้มีทุกประเด็น ที่เข้าไปเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ท่านประธานเขาบอกว่ารัฐธรรมนูญเขียนให้สั้น กระชับ ชัดเจน ตรงประเด็น ฉะนั้นต้องมาคิดดูว่าเราจะทําอย่างไรให้การปฏิรูปประเทศ หรือข้อคิดเห็นที่เราเสนอตั้งแต่ สปช. สปท. จะได้รับการดําเนินการต่อไปไม่ว่ารัฐบาล ชุดปัจจุบัน หรือรัฐบาลในอนาคตให้ทําต่อเนื่องไปไม่มีสิ้นสุด เพราะการปฏิรูปต้องไม่ยุติเพียง แค่ สปท. เราหมดสมัย ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญคือท่านมีชัยก็เลยถามเรามาว่า จะให้บรรจุอะไร แต่ถ้าเราจะเอาบรรจุเข้าไปทุกเรื่องทั้งหมด ผมบอกเลยรัฐธรรมนูญนะครับ ผมว่า ๙๙๙ มาตราก็คงไม่จบครับ แต่ผมมีข้อคิดเห็นที่อยากจะเสนอท่านประธาน ลองดูว่า เป็นไปได้ไหมคือไม่เสียทั้งเราและไม่เสียของที่ สปช. สปท. คิดมาด้วย และเขียนรัฐธรรมนูญ ไม่ยาวด้วย สั้นมาตราเดียวครอบคลุม สปช. สปท. ทั้งหมดแก้ปัญหาทุกเรื่องหมดเลย ผมอยาก เสนอท่านประธานอย่างนี้ว่าลองคุยกับท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ หรือทําหนังสือก็ได้ ขอให้เขาเพิ่มหมวดการปฏิรูปประเทศเข้ามา ๑ หมวด หมวดเดียวครับ ไม่ต้องเพิ่มมากเลย เพราะผมไม่แน่ใจว่าในรัฐธรรมนูญมีหรือเปล่าหมวดนี้ เรื่องของการปฏิรูปประเทศ เพราะเป็นเรื่องสําคัญที่ประชาชนเรียกร้องมานาน และปัญหามันสะสม ถ้าเขียนหมวดเดียวว่า การปฏิรูปประเทศแล้วเขียน ๑ มาตรา บอกว่าการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ให้ดําเนินการ ต่อเนื่อง โดยให้ยึดกรอบแนวทางตามข้อเสนอของ สปท. เป็นแนวทางในการปฏิรูป ฉะนั้น ทุกเรื่องที่เราเสนอไปกี่ร้อยเล่มก็ตาม รัฐบาลอีกกี่รัฐบาลที่มาถ้ารัฐธรรมนูญไม่ถูกยกเลิกไป จะต้องเอากรอบที่เราคิดนี้มาเป็นหลักการในการที่จะปฏิรูป แล้วเขาก็จะไปปรับปรุง แก้ไข อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งตามระยะเวลา ตามสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลา แต่กรอบที่เราเสนอนี้ จะไม่เสียหาย แล้วจะครอบคลุมทุกประเด็น ไม่ต้องมาเถียงว่าประเด็นนี้ก็ไม่ได้เขียน ก็ไม่ได้เขียนหรอกครับ รับรองอย่างที่ท่านสมาชิกหลายคนได้เสนอ ผมก็เสนอในการประชุม คราวที่แล้วเรื่องของระบบการเลือกตั้ง แต่ผมไม่ทราบว่ากรรมาธิการได้อ่านหรือเปล่า ผมก็เชื่อว่า ไม่ได้อ่านหรอกเพราะผมเขียนแค่ ๒ หน้ากระดาษ แต่รวมทั้งหมดสภาและที่อื่นอีกผมว่า ๑๐ เล่มยังไม่พอด้วยซ้ําไป และกรรมาธิการ ๒๑ คนจะเอาอะไรมา ฉะนั้นข้อเสนอผมผมคิดว่าก็คงไม่ถึงกรรมาธิการหรอกครับ คือถึงแต่ไม่ได้อ่าน ไม่รู้เรื่อง หรอกครับว่าผมเสนออะไรไว้บ้าง มีผลดีผลเสียอย่างไร ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรครับ ผมก็นิ่งฟังอยู่ เพราะอะไร เพราะผมคิดว่าความคิดเห็นเราก็ไม่ใช่ว่าจะถูกเสียทั้งหมด หรือดีทั้งหมด ตอนนี้กรรมาธิการเขาก็เอาตามที่กรรมาธิการคิดแต่แรกก็คือเลือกตั้งใบเดียว ก็เลือกทั้ง ส.ส. เขต ส.ส. บัญชีรายชื่ออะไรก็แล้วแต่ ถ้าถึงเวลามาพอเขาเสนอร่างแรก วันที่ ๒๙ มกราคม ผมก็จะขอวิพากษ์วิจารณ์บ้าง เพราะผมเห็นว่ามีจุดอ่อนเยอะมากเลย ในระบบเขา เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่ากลับมาในประเด็นของเราครับ ถ้าจะให้ดี ครอบคลุมทุกอย่าง และต่อเนื่อง ผมก็อยากเสนอให้อย่างที่ผมเสนอท่านประธานเมื่อสักครู่นี้ ตั้งขึ้นมาหมวดหนึ่ง ปฏิรูปประเทศ ครอบคลุมทุกประเด็น ของเราไม่ต้องมาตั้งมารีบทําให้ ครบทุกประเด็นและเสนอไป อย่างไรก็ไม่ได้เขียนหมดหรอกครับ ผมกล้ารับประกันได้ครับ เขียนไม่หมดหรอกครับ ที่ท่านประธานวิป (Whip) สปท. เราเสนอมา ๔ ประเด็น ก็มีไม่รู้ กี่สิบเรื่องนะครับ และจะเขียนเป็นอย่างไร ต่อให้ทั้ง ๔ เรื่องเขียนอีก ๕ มาตราก็ไม่หมด เป็นไปไม่ได้ครับ ต้องเขียนมาตราหลักมาตราเดียวก็คือประเด็นปฏิรูปแล้วให้ยึดตามกรอบ ของ สปช. กราบขอบคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ
ขอบพระคุณครับ ขณะนี้มีคณะบุคคลขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็คือโพรเฟสเซอร์ (Professor) ดอกเตอร์จีรี โวด์แรค ประธานฝ่ายแพทย์ของฟีฟ่า (FIFA) และคณะ จํานวน ๕ คน เวลคัม (Welcome) ที่ประชุมก็ได้หารือกันมามากพอสมควรแล้วนะครับ ก็จะขออนุญาตนําเข้าสู่ประเด็นในการพิจารณาในวันนี้นะครับ ก็ขอเชิญท่านอลงกรณ์ ดําเนินการ
กราบเรียนท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติในการพิจารณา เพื่อเสนอแนะความเห็นไปยังกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ซึ่งท่านสมาชิกได้แสดงความจํานง ในการอภิปราย ก็จะมีการอภิปรายตามลําดับนะครับ โดยที่ท่านประธานก็เห็นว่าจะยืดหยุ่น ในเรื่องของเวลาที่เคยกําหนดไว้ โดยท่านแรกก็จะเป็นท่านคํานูณ สิทธิสมาน นะครับ
กราบเรียนท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมงงเล็กน้อยนะครับ ที่ผ่านมาครึ่งวันนี่ยังเป็น เพียงการหารือใช่ไหมครับ ต่อไปนี้ของจริงใช่ไหมครับ แล้ววิธีการดําเนินการประชุม เราก็จะ อภิปรายอย่างนี้ไปนะครับ ก็ขออนุญาตใช้สิทธินะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าเนื้อหา ที่สําคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้นที่แตกต่าง จากทุกครั้งที่ผ่านมามาก ๑๖-๑๗ ครั้งในอดีตนี่นะครับ ก็คือว่าเมื่อมีการยึดอํานาจ เมื่อมีการควบคุมอํานาจการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ได้กําหนดไว้ชัดเจนที่เป็นธง ของบ้านเมืองในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ที่ให้มีการปฏิรูปประเทศนะครับ โดยบัญญัติให้มีองค์กรที่เรียกว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. และเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็ได้ให้กําเนิดสภาแห่งนี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทําหน้าที่ทํางานต่อยอดจาก สปช. เพราะฉะนั้นสิ่งที่แตกต่างที่สุดของการเปลี่ยนแปลง บ้านเมืองครั้งนี้ก็คือกําหนดไว้เป็นธงให้มีการปฏิรูปประเทศ และการปฏิรูปประเทศนั้น ก็มีทั้งระยะที่สามารถทําได้ก่อนจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองกลับไปสู่ระบอบตามปกติมีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง แต่ในขณะเดียวกันการปฏิรูปประเทศนี้ก็ไม่สามารถจะทําได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่ง ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) บัญญัติไว้ให้เป็นธง ๑ ในบัญญัติ ๑๐ ประการของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ตั้งใจจะให้ถาวรที่จะกําลังร่างอยู่นี้ ๑ ใน ๑๐ ข้อก็คือ ผมย้ําว่ากําหนดให้มีกลไกที่จะ ผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศในด้านที่สําคัญต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องอภิปราย แล้วเสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นน่าจะมีอยู่ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือเนื้อหาที่จะต้องบัญญัติไว้ แต่ที่สําคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ กลไกหรือกระบวนการ เพราะว่าถ้าบ้านเมืองกลับไปสู่ระบอบการเมืองตามปกติแล้วจะมี หลักประกันอย่างไรว่ารัฐบาลใหม่ สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ หรือแม้กระทั่งวุฒิสภาชุดใหม่ นี่นะครับ เขาจะดําเนินการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปตามแนวที่ สปช. ทําไว้ หรือ สปท. กําลังทําอยู่ หรือที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ระบอบชุดปัจจุบันนี้กําลังทําอยู่ เพราะฉะนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ที่เคยมีคนกล่าวไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป จึงจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีกลไก เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านประธานครับ เรามีคณะกรรมการที่เกี่ยวกับ การปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปบ้านเมืองมาแล้วหลายชุด ล่าสุดก็เมื่อปี ๒๕๕๓ มีชุดอาจารย์หมอประเวศ วะสี มีชุดท่านอานันท์ ปันยารชุน และทุกชุดก็ได้งานศึกษางานวิจัย เล่มสวยงาม รูปเล่มสวยตั้งไว้บนหิ้งหนังสือตลอด สิ่งหนึ่งที่จะทําให้ผลงานของ สปช. ผลงาน ของ สปท. ดําเนินอยู่ต่อไปก็คือว่าจะต้องมีกลไกพิเศษที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กลไกพิเศษที่แยกออกมาจากระบบบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ เพื่อทําหน้าที่เฉพาะขับดัน หรือผลักดันการปฏิรูปตามเนื้อหาที่สุดแท้แต่จะได้บรรจุไว้เป็นกรอบ ท่านประธานครับ แต่เรื่องกลไก เรื่องเนื้อหานี้นะครับ เรื่องกลไกที่จะให้มีการผลักดันขับเคลื่อนการปฏิรูป ในยุครัฐบาลต่อไปเป็นเรื่องยากที่จะอภิปรายในที่นี้ได้อย่างหมดเปลือก เพราะว่ากลไก หลายประการนี้จะต้องสอดรับกันกับร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด กระผมจึงมีความเห็นเป็นเบื้องต้นว่า สิ่งที่กระผมจะเสนอก็คือว่าจําเป็นที่จะต้องมีกลไกพิเศษ กลไกพิเศษนี้ก็เคยมีผู้เสนอมา ในหลากหลายรูปแบบนะครับ เป็นต้นว่ากําหนดให้มีองค์กรที่ทําหน้าที่ผลักดันเกี่ยวกับ การขับเคลื่อนหรือการปฏิรูปประเทศบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒. ก็คือกําหนดให้มีกระบวนการ ที่หากมีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศที่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. จาก สปท. จากคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะกระทําได้สําเร็จใน ๑ ปี ๖ เดือนนี้ จะต้องมีกลไก ที่ทําให้ร่างกฎหมายนั้นได้รับความสําคัญเป็นลําดับแรกที่จะได้พิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และจะต้องมีกลไกพิเศษที่มีหลักประกันว่าเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปโดยสาระสําคัญ ถ้าหากมีความขัดแย้งหรือความเห็นต่างระหว่าง กระบวนการนิติบัญญัติตามปกติกับองค์กรพิเศษที่ทําหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น ก็จะต้องมีกลไกที่แปรความขัดแย้งนั้นให้มีผู้ตัดสิน จะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในระดับ ศาลรัฐธรรมนูญหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ถึงที่สุดถ้ามีความเห็นที่แตกต่างหรือมีความขัดแย้ง ในเรื่องการผลักดันการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยองค์กรที่เป็นกลไกพิเศษนั้น กับกระบวนการนิติบัญญัติ กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ ทางออกสุดท้ายที่อาจ เป็นไปได้ก็คือต้องมีช่องทางที่จะนําไปสู่การประชามติเพื่อทําให้ข้อเสนอต่าง ๆ นั้นเป็นรูปธรรม ให้เกิดขึ้นให้จงได้ แต่ขณะเดียวกันการออกแบบกลไกพิเศษนี้ก็ต้องระมัดระวังอย่างสูงว่า จะต้องไม่เป็นการไปครอบงําการบริหารราชการปกติของรัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดิน หลังจากมีการเลือกตั้ง ซึ่งกระผมเห็นว่าคงไม่จําเป็นที่จะต้องเสนอรูปธรรมของกลไกพิเศษนี้ แต่ว่าขอเสนอและสนับสนุนให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้บัญญัติให้มีกลไกพิเศษนี้ไว้ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือป้องกันการถูกผูกโยงนําไปเป็นเรื่องราวเดียวกันนั้น กลไกนี้ ควรจะเป็นกลไกที่เกี่ยวเนื่องเฉพาะการผลักดันการปฏิรูป ไม่ควรเป็นกลไกเดียวกับการระงับ ยับยั้งวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โจทย์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้มาโดยตลอด ท่านหัวหน้า คสช. ให้มาโดยตลอดก็คือว่าท่านต้องการ ๒ หลักประกันที่หากมีการกลับไปสู่ระบอบการเมือง ตามปกติแล้ว ๑. จะต้องมีหลักประกันให้การปฏิรูปเดินหน้าต่อไป ทั้งการปฏิรูปที่เริ่มต้นอยู่ ในช่วงปัจจุบันนี้และที่จะต้องทําในอนาคต ซึ่งในระยะหลังท่านก็ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีด้วย ๒. จะต้องมีหลักประกันที่จะต้องป้องกันวิกฤติหรือสามารถยับยั้งวิกฤติที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตได้ไม่ให้ต้องจบลงเหมือนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อีก กระผมเห็นว่าควรจะต้อง แยกออกจากกัน ถ้าแยกกลไกการผลักดันขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้ออกมาโดยเฉพาะโดยไม่ต้อง พูดถึงเรื่องความมั่นคงก็อาจจะเป็นเรื่องที่สามารถทําความเข้าใจกับสังคมได้มากขึ้น นี่ก็เป็น ๒ ประเด็นที่เราจะต้องพูดกันคือเนื้อหา กลไก และที่สําคัญที่สุดก็คือจําเป็นที่จะต้องมี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศขึ้นเป็น ๑ ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่จะต้องบรรจุไว้ถึงการทํางานของกลไก การแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างกลไก การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับรัฐบาลและกระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ ซึ่งก็เป็น สิทธิของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้พิจารณาต่อไป ซึ่งกระผมเห็นว่าก็คงมีสมาชิก หลายท่านที่จะได้เสนอความเห็น เพราะสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ในขณะนี้และสิ่งที่เราได้รับ โจทย์มาจากท่านนายกรัฐมนตรีก็คือว่า นอกจากทําแผนปฏิรูปในระยะเวลา ๑ ปี ๖ เดือน ในระยะแรกนี้แล้วเราจะต้องมีแผนปฏิรูป ๒๐ ปี แบ่งเป็น ๔ ช่วง ช่วงละ ๕ ปี เรากําลังจะมี ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เรามีได้ทั้งหมดครับ แต่ว่าจะไม่สามารถปรากฏผลเป็นจริงได้เลย หลังจากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ถ้าไม่มีกลไกที่จะกํากับทิศทางของการบริหารประเทศ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นให้ต้องเดินหน้าต่อไป ผมคงมีเรื่องที่จะอภิปราย เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเรียนเชิญท่านธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผม ธานินทร์ ผะเอม สปท. หมายเลข ๗๔ และกรรมาธิการขับเคลื่อนการบริหารราชการ แผ่นดิน ขอเสนอต่อท่านประธานผ่านไปยัง กรธ. เพื่อขอให้พิจารณาบรรจุเรื่องผังเมือง และการใช้ประโยชน์ที่ดินไว้ในกรอบของการขับเคลื่อนภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กําลัง ดําเนินการยกร่างอยู่ในปัจจุบัน อันที่จริงในหน้า ๒ ของเอกสารที่แจก ก็ได้ระบุเรื่องระบบผังเมือง ที่จะต้องมีการปฏิรูปอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคณะกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน และมีความสําคัญต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ทั้งในระดับองค์รวมระดับพื้นที่นะครับ ผังเมืองถือว่าเป็นกลไกที่สําคัญในการพัฒนาเชิงกายภาพของประเทศที่จะต้องดําเนินการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางด้านอื่น ๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมซึ่งปัจจุบัน การขับเคลื่อนตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่เราประกาศใช้มาแล้ว ๑๑ แผน มากกว่าครึ่งศตวรรษ ตรงนี้เราได้ละเลยมาไม่ได้ให้ความสําคัญเท่าที่ควร ระบบของผังเมือง ในปัจจุบันยังขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทั้งในระดับภาพรวมของประเทศ ระดับภาค ระดับจังหวัด เมือง และระดับชุมชน มีขั้นตอนการดําเนินงานที่ค่อนข้างซับซ้อน ไม่กระชับ แล้วก็ไม่เป็นปัจจุบัน เราอาจจะยังขาดการเทคโนโลยีไอที (IT) แล้วทําให้เกิด ความไม่ชัดเจน รวมทั้งการเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสม ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องที่จะทําให้กระบวนงานมีความกระชับมากขึ้น มิเช่นนั้นแล้ว จะส่งผลกระทบต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ความไม่คุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร ทางกายภาพในพื้นที่ รวมทั้งการสูญเสียโอกาสในการยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย กระผมขอเรียนเพิ่มเติมในเรื่องความสัมพันธ์ของผังเมือง ที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินได้เล็งเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน และพยายามจะเชื่อมโยงให้สัมพันธ์กับยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๒) ซึ่งจะถือว่าเป็นแชปเตอร์ (Chapter) แรก หรือว่า ๕ ปีแรก ของกระบวนการพัฒนาเพื่อที่จะผลักดันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีให้เป็นไปในทิศทาง ที่ชัดเจน แล้วก็เปิดโอกาสที่จะให้มีการมีส่วนร่วม ซึ่งตรงนี้ทั้ง ๒ ส่วน ทั้งยุทธศาสตร์ชาติ และร่างแผน ๑๒ ซึ่งเดินมาประมาณครึ่งค่อนทางของกระบวนการวางแผนได้ให้ความสําคัญ กับการพัฒนาพื้นที่และเมือง ให้มีการกระจายของการพัฒนาบนพื้นฐานการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วน หมายถึงร่วมคิดร่วมทํานะครับ ยกระดับศักยภาพในการแข่งขัน ของประเทศไปพร้อมกัน ทั้งนี้ การขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่และเมืองด้วยระบบผังเมือง จะต้องไม่ยึดแต่ผลประโยชน์เชิงเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว ต้องคํานึงถึงผลประโยชน์ ในเชิงสังคมและการรักษาไว้ซึ่งสมดุลของสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะทําให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้ อย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินได้ขอให้ท่านประธาน สปท. ได้กรุณาผลักดันให้เรื่อง ระบบผังเมืองเข้าบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนประเด็นสําคัญภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อที่กรรมาธิการเองจะได้ดําเนินการสร้างความชัดเจนของเรื่องกลไกและกระบวนการ ที่มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องขอขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเรียนเชิญ ท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ นะครับ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ แล้วก็ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก่อนอื่นต้องกราบขอบพระคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้สกัดจาก ๔ ข้อที่เสนอไปยัง กรธ. ว่าขาดด้านใดด้านหนึ่งไป ก็ปรากฏว่าขาดด้านกีฬา สื่อสารมวลชน และยุทธศาสตร์ ทั้ง ๆ ที่ในวันพรุ่งนี้จะมีการพิจารณา ด้านกีฬาและสื่อสารมวลชนที่สภาให้ความสําคัญบรรจุเป็นวาระแรกเนื่องจากเป็นคณะ ที่มีความรวดเร็วแล้วก็เห็นผลงานอย่างเป็นรูปธรรม ความสําคัญของการบรรจุถ้อยคํา เรื่องการกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญที่กําลังจัดทําอยู่ในขณะนี้เป็นการตอบสนองความต้องการ ของประชาชน และเป็นหัวใจสําคัญในการปฏิรูปการกีฬาอย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้น ของการนําเรื่องการกีฬาและการออกกําลังกายเข้ามาพัฒนาประเทศ ทั้งนี้การเสนอ ให้มีการบรรจุถ้อยคําเรื่องการกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นผลสืบเนื่องมาจากคณะทํางาน เตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้กับคนในชาติของศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป หรือ ศปป. ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะ คสช. นะครับ ได้กําหนดกรอบความเห็นร่วมเพื่อการปฏิรูป ประเทศไทยเอาไว้ ที่กําหนดให้มีการปฏิรูปการกีฬาไว้ในกรอบความคิดเห็นร่วมด้านอื่น ๆ ต่อมาคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ก็ได้รับแนวทางปฏิรูปการกีฬา ดังกล่าวมาพิจารณา รวมทั้งได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศอีกหลายครั้ง จนได้ข้อสรุปว่าจะต้องมีคําว่า กีฬา บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ นั่นเป็นเรื่องความสําคัญของ คําว่า กีฬา ที่จะบรรจุในรัฐธรรมนูญ ต่อไปสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเรื่องที่รัฐจะต้องปฏิบัติ ให้บริการแก่สาธารณชนในการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ รวมทั้งพึงจะต้องบัญญัติให้องค์กรบริหารท้องถิ่นมีอํานาจและหน้าที่ในการพัฒนา สุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ดังกล่าวจึงได้นําเสนอท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคือท่านบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขออนุญาตเอ่ยนาม เพื่อพิจารณาให้ความสําคัญและสนับสนุนให้มีการยกร่างถ้อยคํา คําว่า กีฬา ไว้ในรัฐธรรมนูญ ในเวลาต่อมาคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้พิจารณาและบรรจุ ถ้อยคํา คําว่า กีฬา ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไป ซึ่งบรรจุไว้ ในมาตรา ๙๔ ขออนุญาตอ่านถ้อยคํานิดหนึ่งในมาตรา ๙๔ รัฐต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนา การกีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน และต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนา การกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ รวมทั้งจัดให้มีการบริหารจัดการด้านการกีฬาที่เป็น ระบบทันสมัย มีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม ทั้งนี้ โดยต้องส่งเสริมและสนับสนุน ให้ประชาชน ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม อันนี้เป็นการสร้างความปีติยินดี และสร้างความหวังให้แก่ประชาคมกีฬาและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นรากฐาน สําคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬาของประเทศไทยให้สามารถบรรลุ วัตถุประสงค์ที่ประชาชนทั่วทั้งประเทศต่างคาดหวังไว้นะครับ เพราะเมื่อมีบทบัญญัติ ในรัฐธรรมนูญเรื่องการกีฬาเป็นครั้งแรกก็จะช่วยให้ประชาคมกีฬาและประชาชน มีความมั่นใจต่อการพัฒนาการกีฬาที่เป็นระบบทันสมัย แล้วก็มีมาตรฐานสามารถให้บริการ แก่ประชาชนและสังคมได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันจะเป็นรากฐานนําไปสู่การพัฒนากีฬา เพื่อสุขภาพของประชาชน เพื่อศักดิ์ศรีของประเทศ เศรษฐกิจ และเพื่อความมั่นคง เนื่องจาก รัฐบาลทุกคณะจะต้องถือปฏิบัติและดํารงบทบาทในการดูแลการกีฬาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญ ในระยะเวลา ๘๓ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๙ ฉบับ แต่ไม่มีฉบับใดเลยที่บรรจุคําว่า กีฬา ไว้ในรัฐธรรมนูญแม้แต่ฉบับเดียว อย่างไรก็ตามก็เป็นที่ น่าเสียดายอย่างยิ่งที่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวก็ไม่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่าในปัจจุบันนี้คุณประโยชน์ของการกีฬา มิใช่เป็นเพียงการสร้างสุขภาพและพลานามัยของประชาชน หรือการแข่งขันเพื่อความเป็นเลิศ และสร้างชื่อเสียงเกียรติภูมิในเวทีนานาชาติ หรือการสร้าง มิตรภาพระหว่างประเทศดังเช่นในอดีตเท่านั้น แต่การกีฬากําลังได้รับการพัฒนาให้เป็น กลไกในการรวมพลังน้ําใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย เพื่อสร้างความรัก ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ความกตัญญู และความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ทรงมี พระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชนชาวไทย ดังจะเห็นได้จากโครงการไบค์ ฟอร์ มัม (Bike for Mom) และไบค์ ฟอร์ แดด (Bike for Dad) เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคมที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ประชาชนชาวไทยทั้งอยู่ในประเทศไทยแล้วก็พํานักอยู่ในต่างประเทศจํานวนไม่น้อยกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน ต่างพร้อมใจกันใช้กีฬาเป็นเครื่องรวมใจ ร่วมกิจกรรมการกีฬาและการออก กําลังกายเพื่อสุขภาพด้วยการปั่นจักรยานด้วยรอยยิ้มที่สดใสเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข และหลอมรวมจิตใจเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวเพื่อถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เป็นบทบาทสําคัญของการกีฬาในการขับเคลื่อนให้บังเกิดขึ้นมาได้ กระผมขอกราบเรียนว่าการมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการกีฬาในรัฐธรรมนูญแม้เพียงมาตราเดียว หรือกล่าวให้ปรากฏไว้ในมาตราใดมาตราหนึ่งก็จะเป็นประโยชน์และคุณูปการต่อการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการกีฬาและการดํารงอยู่ของการกีฬาของประเทศชาติอย่างมีมาตรฐาน มีศักดิ์ศรี และสร้างศักยภาพความเป็นเลิศ นํามาสู่ความภาคภูมิใจร่วมกันของชนชาวไทย ได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อเป็นเช่นนี้กระผมจึงใคร่ขอกราบเรียนท่านประธานสภาผ่านไปยังประธาน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และท่านกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาพิจารณาให้ความสําคัญ แก่การกีฬาของชาติ และโปรดสนับสนุนให้มีการบรรจุถ้อยคําเรื่องการกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับที่กําลังจะเกิดขึ้นก็จะเป็นพระคุณแก่ประชาคมกีฬาและประชาชนของประเทศชาติอย่างยิ่ง กระผมขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมทราบครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านชาญวิทย์ ผลชีวิน ผู้ตรวจราชการและโฆษก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อดีตโค้ช (Coach) ฟุตบอลทีมชาติไทย
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ชาญวิทย์ ผลชีวิน สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๗ นะครับ ท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ได้เกริ่นนําไปแล้ว ถึงความสําคัญของการบรรจุถ้อยคํา คําว่า การกีฬา เข้าไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ ผมคง จะไม่เกริ่นนํามากมายไปกว่านั้นแล้วนะครับ กรณีนี้เป็นกรณีที่ผ่านมาทั้งหมด ๘๓ ปี ๑๙ ร่างรัฐธรรมนูญไม่เคยมีแม้แต่ฉบับเดียวที่จะบรรจุคําว่า การกีฬา ไว้ในรัฐธรรมนูญ ผมจะ ขออนุญาตกล่าวสั้น ๆ แล้วก็ได้ใจความเพื่อให้คนไทยทั้งประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ การสนับสนุนทางด้านการกีฬา ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา เอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านเป็นทั้งประธานกรรมาธิการตั้งแต่เป็น สปช. ตั้งแต่เป็น สปท. ปัจจุบันท่านได้ร่างหนังสือ ถึงประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับ ทั้ง ๒ ท่านมาแล้ว เพราะฉะนั้น ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคนหนึ่งและอยู่ในวงการกีฬา เป็นตัวแทน ของคนกีฬาทั้งประเทศก็ว่าได้ อยากเห็น ๘๓ ปี ๑๙ ฉบับ ฉบับนี้ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็น ฉบับสุดท้ายของผมหรือเปล่าที่อยากเห็นร่างรัฐธรรมนูญบรรจุคําว่า การกีฬา ไว้ในประเทศไทย เป็นครั้งแรก นโยบายประชารัฐของ คสช. หรือรัฐบาลชัดเจนจะต้องปฏิรูปการกีฬาเป็นวาระที่ ๑๙ ส่งไม้ต่อมาที่ไม้ที่ ๒ ก็คือ สปช. ยกร่างขึ้นมาแล้วครับ ไม้ที่ ๓ ก็คือ สปท. เราที่จะต้องวิ่งเข้าต่อ ท่านนึกถึงภาพวิ่งผลัด ๔ คูณ ๑๐๐ เมตร ไม้ที่ ๓ คือ สปท. ไม้สุดท้ายคือใครครับ กรธ. ครับ ที่จะต้องบรรจุถ้อยคํา คําว่า การกีฬา ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ พวกเราถือว่าเป็นไม้สุดท้าย ทั้ง ๒๐๐ ชีวิตฝากถึงท่านประธานส่งผ่านไปยังประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้กรุณาเห็นความสําคัญการกีฬาของชาติดังที่ท่าน พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ได้กล่าวไว้แล้ว ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ฝากไว้เป็นครั้งสุดท้ายในการที่จะขับเคลื่อนแล้วก็ปฏิรูปประเทศ ให้ประสบความสําเร็จโดยการบรรจุคําว่า การกีฬา อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบพระคุณครับ ต่อไปขอเรียนเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ผมก็เห็นใจท่านผู้เป็นประธานเวลามีความเห็น ที่หลากหลาย แต่ผมดูเนื้อหาที่มาของเรื่องที่เรากําลังพิจารณาอยู่วันนี้แล้วก็คือว่า ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาให้เกียรติสภาของเราสอบถามมา ท่านกําลัง ร่างรัฐธรรมนูญก็ใกล้จะเสร็จร่างแรกแล้ว แล้วตามข่าวก็จะมีการไปประชุมระดมสมองกัน ในสัปดาห์หน้าแล้ว สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศมีประเด็นปฏิรูปอะไรที่คิดว่าสําคัญ ควรจะเสนอให้อยู่ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ เมื่อวานมีการประชุมกรรมการวิป (Whip) ซึ่งผม ก็เป็นกรรมการอยู่ด้วยท่านหนึ่ง ก็มีการอภิปรายหลากหลายว่าควรจะมีตุ๊กตาตั้งต้นตัวอย่างที่ สภาปฏิรูปแห่งชาติซึ่งผมเองก็เป็นสมาชิกอยู่ด้วยแต่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เขาได้ทําไว้ กระผมอยากจะขอเรียนท่านประธานแล้วก็ท่านสมาชิกซึ่งอย่างน้อยก็มีประมาณ ๑๔๐ ท่านที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในครั้งนั้นว่าในสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราในครั้งนั้นมีคณะกรรมาธิการถึง ๑๘ คณะ แล้วแต่ละคณะก็คิดประเด็นปฏิรูปต่าง ๆ นานา ด้วยความเจตนาดีทั้งสิ้น และในแต่ละคณะเองบางคณะก็มีความเห็นที่หลากหลายแตกแยก กันเป็น ๒ ฝ่ายก็มีนะครับ ในร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก ประเด็นการปฏิรูปมียาวถึง ๑๐ กว่ามาตรา เป็นภาค ๔ ของรัฐธรรมนูญ เมื่อผ่านการพิจารณาไปก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ายาวเกินไป แล้วเป็นการผูกมัดรัฐบาลในอนาคตมากเกินไป เราควรจะเขียนเรื่องของการปฏิรูปในมุมมอง ของภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า แอสไพเรชัน (Aspiration) เราอยากจะเห็นประเทศไปใน ทิศทางไหน แต่ไม่ใช่มัดมือชกว่าคุณต้องจัดสรรงบประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ไปใช้เรื่องนี้ คงเขียนอย่างนั้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะมองว่ารัฐธรรมนูญที่คนรุ่นลูกรุ่นหลานเขาจะ ใช้คนรุ่นเราเห็นว่าอะไรเป็นเรื่องสําคัญที่อยากจะฝากไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ท่านประธานวิป (Whip) เมื่อวานนี้ท่านประธานลุกออกไป ท่านรองประธานอลงกรณ์ ก็ทําหน้าที่แทน ผมก็เห็นเอกสารว่าหนังสือของท่านมีชัยมีแนบภาค ๔ ที่ยุบเหลือ ๔ มาตราแล้ว ผมก็ว่าเป็นตุ๊กตาที่ดี ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยทั้งหมด แต่ว่ามาจากกระบวนการที่ยาวนาน และผมต้องเรียนว่ากว่าจะเหลือ ๔ มาตรา ตอนนั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ตั้งคุณหมอชูชัยเป็นประธาน ผมก็เห็นใจท่านเหมือนกันเหมือนจับปูใส่กระด้งเพราะทุกคน ก็อยากจะได้ยาว ๆ อยากจะได้ของตัว แต่ในที่สุดก็ออกมาเป็นร่างนี้ ๔ มาตรา เพราะฉะนั้น ผมก็คิดว่าวันนี้ในเมื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ให้โอกาสถามเรามา เราก็ควรจะ มีความเห็นกลับไป ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับหลาย ๆ ท่านที่อภิปรายว่าควรจะส่งกลับไปให้ แต่ละคณะกรรมาธิการซึ่งตอนนี้เหลือ ๑๐ คณะกรรมาธิการสามัญแล้วไปดูสิว่าควรจะมีอะไร เพราะผมเชื่อว่าจะยาวกว่าเดิมอีก แล้วถ้าทําแบบนั้นก็คงไม่เสร็จภายในอาทิตย์สองอาทิตย์หรอก แล้วก็จะไม่ทัน เราก็จะตกรถไฟไปด้วยกันทั้งหมดเลย เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เขาก็จะร่างไปเลย เพราะฉะนั้นผมก็เลยจะขอใช้สิทธิอภิปรายโดยวิจารณ์ใน ๔ ข้อที่มีคน ทําตุ๊กตาไว้นะครับ จะดีหรือไม่ดีอย่างไรเราก็ส่งให้เขาไปดู แล้วผมอยากจะเสนอว่าเราก็ส่งว่า เราได้ดู ๔ ข้อของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วสมาชิกมีความเห็นหลากหลายแบบนี้ แล้วก็จดมาเลยว่าท่านไหนพูดว่าอย่างไร แต่อย่าจดให้ยาวนัก แล้วก็ส่งให้ประธานกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญท่านก็มีวิจารณญาณเอง ท่านคงไม่เอาของเราทั้งหมดเหมือนกับคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วเขาไม่เอาของผมทั้งหมดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะ ขอเรียนว่าผมได้อ่านใน ๔ ข้อนี้ซึ่งคณะกรรมาธิการชุดที่แล้วได้ทําไว้ผมก็อยากจะเน้นใน ๒-๓ เรื่องที่ผมเห็นด้วยนะครับ
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งเลยว่า (๑) ที่บอกว่า มาตรการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ ปัจจุบันบ้านเรามีกฎหมายเยอะมาก มีนักกฎหมายเยอะมาก แต่การบังคับกฎหมายแย่มาก เห็นคนละเมิดกฎหมายอยู่ทุกวัน ในเรื่องจราจรนี้เห็นเลยขับรถไปก็มีคนย้อนศร จอดรถ ไม่เป็นที่เป็นทางอะไรเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราอยากจะเห็นการปฏิรูปในเรื่องการบังคับใช้ กฎหมาย ถ้าเราบังคับใช้กฎหมายดี ๆ เราไม่ต้องมีตํารวจเยอะ ๆ หรอกครับ แล้วเราไม่ต้องมี เรือนจําเยอะ ๆ แล้วคนเคารพกฎหมาย ปฏิรูปสํานักงานตํารวจแห่งชาติผมว่าเขียนแค่นี้ ก็เพียงพอแล้วไปดูว่าปฏิรูปอย่างไรให้เหมาะสมกับสังคมไทย ไม่ต้องไปเขียนบังคับว่าจะแยก ตรงนั้นไว้ตรงนี้ ตรงนี้ไว้ตรงนั้น เรื่องของการจัดทํายุทธศาสตร์ชาติผมก็เห็นด้วยว่าควรจะมี ประเทศควรจะเน้นเรื่องการลดความเหลื่อมล้ําทางสังคมและทางเศรษฐกิจ อันนี้เขียนไว้ก็ดี แต่ว่าไม่ได้ลงลึกไปถึงวิธีการจะทําอย่างไรนะครับ เรื่องปฏิรูปการศึกษาผมเห็นว่าจําเป็น ประเทศไทยเราจะก้าวหน้าไปได้ต้องมีคุณภาพของคนที่ดี แล้วนักการศึกษาบ้านเรา ก็มีเยอะมากอีกเช่นเดียวกัน แต่ทําไมการศึกษาของเราเมื่อตัวชี้วัดเทียบกับประเทศอื่นแล้ว เรายังสู้กับคนในอาเซียน (ASEAN) ชาติในอาเซียน (ASEAN) หลายชาติไม่ได้ทั้งที่เราก็เป็น ประเทศที่มีประวัติยาวนานในเรื่องการศึกษา เพราะฉะนั้นสิ่งที่สมาชิกอาจจะอภิปรายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เขาเขียนอยู่ ๖ บรรทัดเพียงพอหรือยังที่จะกําหนดวิชัน (Vision) การปฏิรูปการศึกษา ของประเทศไทยในอนาคตดีหรือไม่ดีอย่างไรก็อภิปรายไป แต่ผมเห็นว่าก็ครอบคลุม ผมเอง อยากจะเน้นว่าการศึกษาควรให้คนคิดเป็น ทําเป็น ไม่ใช่เน้นว่าจะต้องมีมหาวิทยาลัย เยอะ ๆ หรือว่าจะต้องจบปริญญาสูง ๆ แต่เน้นว่าให้คนมีคุณภาพ เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม แล้วการศึกษาก็ควรจะรวมถึงเรื่องการกีฬาด้วย เพราะเราก็ท่องกันมาตั้งแต่เด็ก ๆ กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทําคนให้เป็นคน เพราะฉะนั้นก็เห็นด้วย
ในเรื่องของการสาธารณสุขก็มีข้อขัดแย้งในสภาปฏิรูปแห่งชาติครั้งที่แล้ว มีความเห็นแตกต่างกันไป แต่ผมคิดว่าก็วิจารณ์กันที่เขียนอยู่ ๓-๔ บรรทัดเป็นทิศทาง ที่เหมาะสมหรือไม่ ส่งเสริมให้คุณภาพของการสาธารณสุขของประเทศดีขึ้นหรือแย่ลง หรือว่าการที่จะกระจายให้การรักษาเท่าเทียมกันเลยทําให้การรักษามีคุณภาพหรือเปล่า เราควรจะควบคุมอัตราค่าบริการของภาครัฐหรือเอกชนหรือเปล่า ผมคิดว่าเราไม่ควร ไปลงลึกขนาดนั้น ควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและผู้ที่มาเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ รัฐสภาในอนาคตเขากําหนด แต่ควรจะบอกว่าเราอยากเห็นคนไทยสุขภาพดี ปลอดโรค ปลอดภัย และเมื่อเจ็บป่วยก็ได้รับการดูแลตามสมควรนะครับ
ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อเช้าท่านกษิต ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยนามท่าน ผมก็เห็นด้วยกับท่านนะครับ เมื่อวานคณะกรรมาธิการผมก็เชิญผู้อํานวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกมาเล่าให้ฟังว่าปารีสแอคคอร์ด ๒๐๑๕ (Paris Accord 2015) เป็นอย่างไร ตกลงกันว่าอย่างไร และผมก็จําได้ตอนที่เขายกร่างภาค ๔ ผมก็ยังเสนอว่า ควรจะเลือกใส่คําว่า จัดทําบัญชีก๊าซเรือนกระจก ใส่ไปด้วย จะได้เป็นการตระหนักรู้ว่า ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ควรจะมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ว่าเราก็ต้อง ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสมฐานะของเราที่เป็นประเทศ อีเมอร์จิงอีโคโนมี (Emerging economy) เป็นประเทศกําลังพัฒนา เราคงไปทําเท่ากับประเทศในยุโรปไม่ได้ แต่ว่าเป็น พันธะร่วมกัน ประเทศไทยเราปล่อยไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ของโลก เป็นลําดับที่ประมาณ ๒๕-๒๖ แต่ว่า ๒ ประเทศแรกที่เขาปล่อยมากที่สุดคือ ประเทศจีนกับประเทศสหรัฐอเมริกา ๒ ประเทศเท่านี้รวมกันก็ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว ของโลก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องการปฏิรูปด้านทรัพยากรธรรมชาติ ถ้าจะพูดถึงอนาคต ก็ควรพูดถึงพันธกรณีต่อสังคมโลก ต่อลูกหลานที่เราควรจะนําไปสู่สังคมคาร์บอน (Carbon) ต่ํา ด้วยการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สําหรับเรื่องของพลังงานซึ่งเป็นเรื่องที่ผม เป็นกรรมาธิการอยู่ ผมว่าที่เขียนมีอยู่ ๔ บรรทัดก็มีความเพียงพอ สมาชิกในคณะกรรมาธิการ ผมอาจจะบอกว่าต้องการให้ยาวกว่านี้เพราะสําคัญ แต่ว่าเวลาเราไปประชุมกับคนส่วนใหญ่ เขาก็บอกว่าถ้าคุณเขียนยาวกว่านี้คนอื่นเขาจะยาวแบบนี้ ซึ่งเราก็เอาหลัก ๆ หลัก ๆ ก็คือ การบริหารจัดการเรื่องพลังงานต้องมีธรรมาภิบาล มีส่วนร่วม แล้วก็ไปเพื่อความมั่นคง ด้านพลังงานของประเทศ มีพลังงานใช้อย่างเพียงพอต่อเนื่องในราคาที่เป็นธรรม เพราะฉะนั้น โดยรวมผมคิดว่าตุ๊กตา ๔ ข้อที่ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติเขาทําไว้ก็มีบางข้ออาจจะต้องปรับแก้ ผมก็อยากจะสนับสนุนข้อที่ผมได้พูดไปคือเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดทํายุทธศาสตร์ชาติ การขจัดความเหลื่อมล้ําทางสังคม และทางเศรษฐกิจ เรื่องวินัยทางการเงิน การคลัง ผมต้องเรียนว่าบางรัฐบาลบางเรื่องไม่กล้าทําเพราะว่าเสีย คะแนน แต่ว่าเรามาในวิธีพิเศษก็ต้องกล้าทํา ผมก็คิดว่าเรื่องของการจัดระบบภาษีให้เป็นธรรม อย่างภาษีที่ดิน ภาษีมรดก อาจจะกระทบคนที่มีฐานะดี แต่ว่าเพื่อความเป็นธรรม สังคมก็ควรจะต้องมีการตัดสินใจทํา เพราะว่าถ้ารอให้รัฐบาลหน้าหรือสภาหน้ามาก็เป็นเรื่องยาก ที่จะตัดสินใจนะครับ แล้วก็ในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ผมก็อยากว่าทําอย่างไรถึงจะให้ ไปได้ควบคู่กับการพัฒนา เรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นโดยรวมผมก็เห็นด้วยในหลักการกับ ๔ ข้อที่มีอยู่ แล้วก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่าวันนี้ข้อคิดเห็นของสมาชิกทุกคนที่ได้ อภิปรายก็น่าจะสรุปรวมแล้วก็แนบท้ายไปว่าสมาชิกได้อภิปรายใน ๔ ข้อที่สภาชุดที่แล้ว เขาทําไว้มีความเห็นอย่างนี้ ก็ขอมอบให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปประกอบการพิจารณาว่า ท่านควรจะเอาอะไรไปบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังร่างอยู่ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณมากครับ ขอเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. ก็ขอกราบเรียนท่านประธานเป็นอันดับแรกก่อน ต่อเนื่องจาก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านคุรุจิตซึ่งอภิปรายไปเมื่อสักครู่นะครับ ในประเด็น เรื่องเกี่ยวกับเอกสารข้อเสนอแนะ ๔ ข้อ โดยบอกว่าเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการชุดที่แล้ว หรือ สปช. ชุดที่แล้วนะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านคุรุจิตว่า ๔ ข้อดังกล่าวนี้ ไม่ใช่ผ่าน สปช. แต่เป็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๔ ถึงมาตรา ๒๖๗ เป็นร่าง ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สปช. ชุดที่แล้วลงมติคว่ําร่างนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้น สปท. จึงไม่อาจที่จะเอาเอกสารชุดนี้ส่งไปให้ กรธ. โดยเป็นมติของ สปท. ไม่ได้ ด้วยความเคารพนะครับ อีกส่วนหนึ่งก็คือเนื้อหาสาระในเอกสารดังกล่าวนี้ ท่านคํานูณ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็บอกไว้แล้วว่าเป็นตัวอย่าง แต่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเมื่อวานนี้ผมก็ฟังไม่ชัดนะครับ บอกว่าเป็นตัวอย่าง เพียงแต่บอกว่าเป็นร่างมาตราเดิมที่จะไม่ใส่เลขเข้ามาแล้วจะแก้เป็นเลขใหม่ ซึ่งก็อย่างที่ เรียนแล้วว่าก็ไม่ได้เห็นด้วยไปแล้ว เพราะฉะนั้นขอยืนยันว่าร่าง ๔ ข้อนี้ไม่ใช่ร่างที่จะส่ง กรธ. ในนามของ สปท. ได้เพราะมีความเห็นที่แตกต่างกันมากเหลือเกิน นี่คือข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ในเนื้อหาสาระดังกล่าวนี้เราอาจจะเข้าใจผิดว่า เป็นเรื่องการปฏิรูปสําคัญที่จะต้องเสนอ กรธ. ไปทั้งหมด เพราะว่าการที่จะเสนอเรื่องของ การปฏิรูปนั้นเขาบอกว่าต้องเป็นเรื่องสําคัญ แต่ในรายการทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นทั้งหมดของประเทศ นี่คือความยุ่งยากครับ ถ้าหากว่าเสนอไปบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญผมเชื่อได้ว่ากรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ๑. ไม่เอาแน่นอน ๒. ตามหนังสือของท่านอาจารย์มีชัย ท่านประธาน กรธ. ท่านก็แจ้งมาชัดเจนว่าในเรื่องสําคัญ ๆ นั้นท่านต้องนําไปดําเนินการตามมาตรา ๓๕ (๑๐) ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ (๑๐) เขาบอกว่าอย่างไรครับ เขาบอกว่า กรธ. ต้องร่างรัฐธรรมนูญ ใน (๑๐) บอกว่ากลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป เขาไม่ได้พูดรายละเอียด เขาขอเพียงแต่ว่าเรื่องสําคัญ นี่อันที่ ๑ อันที่ ๒ เขาขออะไรครับ กรธ. เขาต้องการอะไร เขาต้องการกลไก หรือบางคนก็เรียกว่า กน-ละ-ไก กลไกคือวิธีการ หรือมาตรการต่าง ๆ ที่จะนําไปปฏิรูป เขาไม่ได้ขอรายละเอียดเลยครับ เขาขอวิธีการ มาตรการ ระบบ ซึ่งในข้อเสนอดังกล่าวนี้มีทั้งระบบ มีทั้งกลไก วิธีการ แล้วก็อื่น ๆ อีกเยอะแยะเลย ซึ่งไม่ได้พูดถึงว่ากลไกดังกล่าวนั้นทําอย่างไรด้วย เขาบอกว่ากลไกดังกล่าวที่ขอนี้จะทําอย่างไร ไม่ใช่เสนอว่าให้มีกลไกอย่างเดียว เพราะคําว่าให้มีกลไกอย่างเดียวเป็นเรื่องหลักการ แต่เขา ขอว่าแล้วจะเสนออย่างไร ถ้าเราเสนอไปโดยไม่มีวิธีการ ไม่มีระบบ ไม่มีมาตรการ แล้วเสนอไป นั่นคือเราไม่รู้เรื่อง นี่คือข้อสาระที่ต้องกราบเรียนว่าเนื้อหาสาระเหล่านี้ถ้าหากนําเสนอ แล้วเอาความเห็นเสนอไปซึ่งจะซ้ํากับของเดิมหรือเพิ่มเติมผมไม่ขัดข้อง แต่อย่าใช้วิธีการ เอาเรื่องที่ตกไปแล้วของสภาชุดที่แล้วสอดแทรกเข้ามา ปลุกให้ฟื้นขึ้นมาโดยวิธีการที่จะบอก อ้างว่าเป็นเพียงแค่ตัวอย่าง อันนี้ทําให้เสียหายทั้งสภาว่าเราไม่ได้ และข้อสําคัญคือสภา สปท. ครับท่านประธาน เขาให้ทํางานต่อจาก สปช. แต่ในร่างที่เสนอมานี้ไม่ใช่งานของ สปช. แต่กลับกลายเป็นมติของ สปช. ที่ลงมติไม่รับร่างนี้ อันนี้ก็กราบเรียนว่าในประเด็นเรื่อง ของการที่จะเสนอเอกสารดังกล่าว แต่เรื่องนี้ที่จะเสนอคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเห็นความสําคัญในเรื่องนี้ตั้งแต่แรก ทั้ง ๆ ที่ท่านรองประธานเองพูดตลอดว่า สปท. นั้นไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ก็เลยทําให้ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสําคัญตามไปด้วย แต่ในคณะกรรมาธิการด้านการเมืองของเรา มีความเชื่อมโยงทางด้านการเมือง เพราะปัญหาทางการเมืองส่วนใหญ่ก็จะถูกบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญ เมื่อมีความเชื่อมโยงกรรมาธิการก็เลยนําเสนอข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะไปยังคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประธานสภาเราเองบอกว่าการเสนอดังกล่าวนั้น เป็นเรื่องกรรมาธิการ เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับสภา ถูกต้องครับ เพราะว่าเรายืนหลักนั้นมาตลอด แต่พอมาวันนี้เรามาให้ความสําคัญว่าที่ กรธ. เขามีหนังสือสอบถามความเห็นในเรื่องกลไก การปฏิรูปด้านต่าง ๆ นี้มีอะไรบ้าง เราก็เลยหยิบยกขึ้นมาเพื่อจะให้ความสําคัญ แต่สิ่งที่ เราทําไปนั้นเราไม่ได้ส่งไปแค่ กรธ. อย่างเดียวนะครับ ในคณะกรรมาธิการเราทําหนังสือปะหน้า นําเอกสารทั้งหมดนั้นส่งท่านประธานสภาไปด้วย ส่งให้ท่านประธานสภาไปเมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ไปพร้อมกับท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ส่งเป็น ๒ ชุดเลย ชุดหนึ่ง ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อีกชุดหนึ่งให้กับท่านประธานสภาไป ดังนั้นในเมื่อ ถ้าจะให้ความสําคัญตรงนี้กันนอกจากกรรมาธิการชุดผมแล้วนะครับท่านประธาน ยังมีคณะกรรมาธิการชุดอื่นที่ทําเช่นเดียวกันคือส่งไปที่ กรธ. แล้ว ก็เลยกลับกลายเป็นว่า สิ่งที่กรรมาธิการบางคณะอาจจะไม่ทุกคณะส่งไปที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้น กลายเป็นบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวไปเหมือนประชาชนคนหนึ่งเสนอความเห็นไปเท่านั้น ดังนั้นผมเองส่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไปแล้ว ส่งท่านประธานสภาไปแล้ว เพื่อให้เป็นมรรคเป็นผล ผมก็ขอให้ท่านประธานผ่านสภาแห่งนี้ทั้งสภานําหนังสือพร้อม ข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองส่งไปอีกครั้งหนึ่ง โดยผ่านท่านประธานสภาให้เป็นทางการ ให้เป็นเรื่องเป็นราว ไม่ใช่ส่งไปแค่โดยส่วนตัวเท่านั้น แต่ถือว่าเมื่อมีการประชุมในที่ประชุมแห่งนี้แล้วก็น่าที่จะเอาของแต่ละกรรมาธิการที่จัดทํา หรือส่งไปแล้วนั้นส่งไปในนามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอีกครั้งหนึ่ง อย่างน้อย ก็ถือว่าผ่านสภาแห่งนี้ไปแล้ว ซึ่งรายละเอียดเป็นกระบวนการต่าง ๆ ที่จะแก้ปัญหา ทางการเมืองของประเทศในคณะผม โดยแบ่งออกเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ๖ หัวข้อ
หัวข้อที่ ๑ คือผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง อันนี้คือแก้ปัญหาให้ได้นักการเมืองที่ดี มีกระบวนการ มีกลไก มีมาตรการในการที่จะเสนอให้ได้นักการเมืองที่ดีได้อย่างไร
หัวข้อที่ ๒ เป็นเรื่องของระบบพรรคการเมือง เสนอกลไกการปฏิรูปพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองนั้นมีคณะกรรมการบริหารส่วนหนึ่ง คนเลือกตั้งก็อีกส่วนหนึ่ง นี่คือแก้ ระบบพรรคการเมืองให้มีประสิทธิภาพ ให้มีคุณภาพมากขึ้น
หัวข้อที่ ๓ เป็นเรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ก็เสนอกลไกการแก้ปัญหา ในเรื่องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เราเห็นเลยว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมานั้นมีปัญหาเรื่องของคนมา ลงทุนเป็นธุรกิจการเมือง เป็นกลุ่มทุน โดยคนเหล่านี้เป็นคนที่มีเงิน มีทุน เป็นผู้มีอิทธิพล แล้วที่ผ่านมากลุ่มนี้ก็ยังสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากมาย และคนเหล่านี้คือคนที่อยู่ใน บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) คณะกรรมาธิการเราขอตัดปาร์ตี้ลิสต์ (Party list) ออก เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องของกลุ่มทุนหรือปัญหาต่าง ๆ ที่ได้กราบเรียนไป
หัวข้อที่ ๔ เสนอวิธีการกํากับ ควบคุม การตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ เราเสนอเป็นกลไกเป็นระบบให้มีการตรวจสอบและการใช้อํานาจรัฐที่มีประสิทธิภาพ นี่คือ สิ่งที่กรรมาธิการเสนอไปนะครับ
หัวข้อที่ ๕ เราเสนอในเรื่องของการเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย เราเสนอเป็นหลักการสําคัญแล้วก็เริ่มทํา แล้วก็ยังสามารถที่จะ ทําต่อไปได้ใน ๒๐ ปีข้างหน้าตามนโยบายที่พูดคุยกันอยู่
และหัวข้อสุดท้าย ก็คือการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ คณะกรรมาธิการเราเสนอแนวทางการแก้ปัญหาไว้นะครับ ซึ่งส่วนหนึ่งเข้าใจว่าน่าจะมีส่วน ในการที่จะนําไปเป็นหลักการสําคัญอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ และที่สําคัญอีกอันหนึ่งก็คือ การที่จะเสนอดังกล่าวนั้นบางเรื่องเราเข้าใจครับ อาจจะไปอยู่ในบทเฉพาะกาล อาจจะไป อยู่ในรายละเอียดที่จะต้องมีกฎหมายลูกออกมา ดังนั้นในเรื่องเกี่ยวกับการนําเสนอ ไปให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น ในส่วนคณะกรรมาธิการเราจัดทําไป เรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ขอกราบเรียนท่านประธานโดยครบถ้วน ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณท่านเสรีค่ะ ต่อไปเชิญท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตวุฒิสมาชิก เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันได้พิจารณา จดหมายของท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญโดยละเอียดนะคะ ดิฉันต้องขออภัยว่า เมื่อวานนี้ที่เราประชุมกันไม่ได้อ่านอันนี้อย่างละเอียดเพียงพอ เมื่ออ่านแล้วท่านจะได้ ทราบว่าความเห็นของดิฉันคือว่าท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ต้องการสิ่งที่ เฉพาะเจาะจงมากและเกี่ยวข้องกับการปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตเมื่อไรเลย เพราะท่านต้องการทราบว่าในปัจจุบันสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศได้ดําเนินการเพื่อเสนอแนะให้มีการปฏิรูปเรื่องใด อย่างไร และมีระยะเวลา การปฏิรูปที่เร่งด่วนเพียงใด จําเป็นต้องบัญญัติรองรับในรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้ก็คง หมายถึงว่าต้องอาศัยการเขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านต้องการก็คือ สิ่งที่เรากําลังจะขับเคลื่อนกันอยู่ในคณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ในขณะนี้นะคะ แล้วก็ความจริง ไม่ต้องการตุ๊กตาที่ไหนเลย แต่ละคณะกรรมาธิการก็มีการขับเคลื่อนวาระที่เร่งด่วนอยู่แล้ว เพียงแต่ให้เสนอขึ้นมาว่าแต่ละคณะกรรมาธิการมีเรื่องอะไรบ้าง ๒ เรื่อง ๑ เรื่อง อย่างบางคณะกรรมาธิการก็ขับเคลื่อนอยู่เรื่องเดียวแล้วทําอย่างไร แล้วก็จําเป็นต้องมีกฎหมาย ซึ่งควรจะเขียนเอาไว้เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าอันนี้นํามาสู่ ตุ๊กตาที่ท่านเสนอมาซึ่งเป็นการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ดิฉันคิดว่าด้านอื่นก็ไม่อยากจะก้าวล่วงเข้าไป แต่ถ้าเผื่อว่าจะเกี่ยวข้องกับทางด้านสาธารณสุข ซึ่งดิฉันเกี่ยวข้องอยู่ตั้งแต่ต้น ก็จะเห็นได้ว่า สิ่งที่เสนอมาบอกว่าเป็นตัวอย่างนั้น ในเรื่องของการเสนอการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ เสนอทางด้านสาธารณสุขนะคะ เสนอให้มีการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพ การเงิน การคลัง ของกองทุนสุขภาพให้มีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ปฏิรูประบบสุขภาพปฐมภูมิ พัฒนากลไก กํากับดูแลระบบสุขภาพให้มีคุณภาพและการให้บริการสุขภาพที่เป็นธรรม โดยให้มีราคา และค่าบริการที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ อันนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเท่าไรเลยกับสิ่ง ที่เรากําลังเสนอผ่าน สปท. ให้อยู่ในวาระของการขับเคลื่อนประเทศนะคะ ถ้าสมมุติว่า ดําเนินการไปอย่างที่ได้มีการเสนอแนะให้มีมติจากสภา สปท. อันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันกังวล อยู่ตลอดเวลาว่าเราจะมีการลงมติกันอย่างไร มันมีตั้งหลายข้อ บางข้อหลายคนก็เห็นด้วย บางข้อก็มีข้อขัดแย้งที่ไม่เห็นด้วย หรือแตกต่างกับวาระขับเคลื่อน ที่เราเสนอโดยสิ้นเชิง ซึ่งวาระขับเคลื่อนในด้านสาธารณสุขที่ระบุมาในตัวอย่างนี้ ซึ่งถ้าหากว่า จะถูกส่งไปดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ล้าสมัยไปแล้วค่อนข้างจะริจิด (Rigid) หรือว่าเคร่งครัดเกินไปที่จะกําหนดชัดเจนในวิธีการต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นการผูกมัด อันนี้ไม่ควรจะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบสุขภาพซึ่งมีการปรับเปลี่ยน อยู่เสมอแล้วก็เป็นพลวัตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะไปเขียนกําหนดราคาค่าบริการ หรืออะไรไว้ได้อย่างไรให้เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ และผู้ให้บริการ ซึ่งอันนี้ ถ้าเป็นภาครัฐทั้งหมดก็ไม่ต้องคิดถึงเพราะว่ารัฐเป็นผู้ออกเงินทั้งหมด แต่อันนี้จะหมายถึง ภาคเอกชนด้วยหรือไม่ก็ต้องคิดให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ให้บริการด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นมีความขัดแย้งกันอยู่เช่นนี้ ดิฉันก็เลยคิดว่าจําเป็นจะต้องทบทวนในสิ่งที่เรากําลัง ทําอยู่ว่าเราจะส่งวาระขับเคลื่อนของ สปท. ที่คณะกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ดําเนินการอยู่ไป และอาจจะบางวาระขับเคลื่อนไม่ต้องอาศัยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเลยก็ได้ ท่านก็จะได้ไม่ต้อง เสียเวลาที่จะเสนอเรื่องนั้นไป เราอาจจะพิจารณาในการใช้วิธีการอื่น ๆ ต่อไป เพราะฉะนั้น คงไม่ใช่ที่จะใช้ตุ๊กตาอันนี้ แล้วถึงเวลาลงมติจะลงไปว่าเราเห็นชอบอันนี้หรือไม่เห็นชอบ หรือว่าจะให้ลงมติเป็นข้อ ๆ ไปซึ่งดิฉันคิดว่าก็จะเสียเวลามาก แล้วสมมุติว่ามีข้อบางข้อ ซึ่งเรามองเห็นว่ายังใช้ไม่ได้ อาจจะพ่วงติดเข้าไปในการลงมติก็เป็นได้ในภาพรวม ท่านจะเสนอให้มีการนําเอาคําแถลงหรือคําอภิปรายของทุกคนแนบไปด้วยก็จะเป็น การแก้ไขได้ในระดับหนึ่ง แต่ที่ดีที่สุดดิฉันยังขอเสนอว่าน่าจะทําตามจดหมายของท่านมีชัย ที่เขียนตรงไปตรงมา อ่านง่ายเข้าใจที่สุดว่ามีการปฏิรูปเรื่องใดในขณะนี้ก็ส่งไปว่า มีการปฏิรูปเรื่องใด ระยะเวลาการปฏิรูปที่เร่งด่วนเพียงใด ต้องการให้เสร็จภายใน ๑ ปีครึ่ง หรือ ๖ เดือน จําเป็นต้องมีบัญญัติรองรับในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ต้องมี ขอให้เขียนไว้ว่าอย่างนี้ ๆ หรือว่าไม่จําเป็น เราจะใช้มาตรา ๔๔ อะไรทํานองนั้น ก็ตรงไปตรงมาเช่นนี้ แล้วก็คงจะ ไม่มีข้อที่จะต้องมาลงมติในเรื่องซึ่งบางครั้งเราก็รับไม่ได้จริง ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม พลเอก รัชกฤต กาญจนวัฒน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๒๓ ครับ สิ่งที่ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องการ กระผมในฐานะ ของประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และคณะได้ส่งไปให้ท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ เมื่อเดือนที่แล้วครับ ก็คือสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ปรากฏอยู่ในหมวดการคลังและงบประมาณ ในร่างรัฐธรรมนูญครับ โดยมีรายละเอียดอยู่ด้วยกัน ๗ มาตรา ได้ส่งไปเรียบร้อยแล้ว ตามโจทย์ที่ท่านต้องการ มีคนเซ็นรับรองร่วมในการดําเนินการต่าง ๆ อยู่ถึง ๙ ท่าน แต่ไม่รู้ว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาหรือไม่เพราะท่านคงได้รับเอกสาร อย่างมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเพื่อตอบสนองในสิ่งที่ท่านประธานและสมาชิก กําลังจะดําเนินการอยู่ขณะนี้ก็คือ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบงบประมาณและการคลังภาครัฐ ขอเสนอ ให้เพิ่มเติมบางข้อความในร่างที่ท่านประกอบ ถ้าท่านจะใช้ร่างนี้นะครับ ยกตัวอย่างเช่น ในหน้า ๑ ในหัวข้อที่ ๒ บริหารราชการแผ่นดินและจัดสรรงบประมาณตามยุทธศาสตร์ชาติ และแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่จะเพิ่มในประเด็นที่เกี่ยวกับกฎหมายที่จะ ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญตามที่คณะอนุกรรมาธิการได้ยกร่างไว้แล้วมีตัวเอกสาร เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อประกอบ เพื่อให้ท่านใช้ประโยชน์ในการที่จะส่งไปควบคู่กันด้วย หรือจะเพิ่มเติมข้อความในร่างที่ท่านเขียนในข้อเสนอแนะเพื่อขยายความให้เด่นชัดยิ่งขึ้น เป็นประเด็นที่เป็นรูปธรรมครับ สิ่งที่ได้เสนอไปแล้วรวมอยู่ใน ๗ มาตราของหมวดการคลัง และงบประมาณนั้นก็เพื่อให้มีการดําเนินนโยบายการคลังและงบประมาณของภาครัฐ อย่างเป็นรูปธรรม มีการกําหนด มุ่งแม้กระทั่งป้องกันการดําเนินนโยบายประชานิยม ที่เกิดปัญหา ยกตัวอย่างเช่น ข้อความนะครับ เพื่อป้องกันการดําเนินนโยบายที่มุ่งสร้าง ความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชาชน ในระยะยาว การอนุมัตินโยบาย มาตรการ หรือโครงการใด ๆ ให้มีการวิเคราะห์ภาระ งบประมาณและภาระทางการคลังทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และสังคม ให้ระบุปริมาณและแหล่งที่มาของเงินในการสนับสนุนการดําเนินนโยบายดังกล่าว นี่เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่ต้องการผลักดันให้ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญในหมวดการคลัง และการงบประมาณครับ เมื่อไปพูดถึงด้านการคลังนะครับ ก็พยายามเสนอข้อความที่เป็น รูปธรรมว่าการจัดเก็บภาษีอากรเพื่อเป็นรายได้แผ่นดินจะต้องจัดเก็บจากฐานภาษีต่าง ๆ ให้ครบฐาน ทั้งจากฐานรายได้ ฐานการซื้อขาย และจากฐานทรัพย์สิน นี่คือตัวอย่างใน ๗ มาตรา ขออนุญาตผมจะกล่าวโดยสรุปนะครับในบางประเด็น ให้มีการจัดระบบภาษีเป็น ๒ ระดับ คือภาษีระดับชาติและภาษีระดับท้องถิ่น ขอความกรุณาช่วยไปขยายความ ในร่างที่ท่านเตรียมไว้ด้วยเพื่อให้เห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นรูปธรรมยิ่ง ๆ ขึ้นนะครับ อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญก็คือร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจําปีและร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณเพิ่มเติม ต้องแสดงงบประมาณรายรับ ตรงนี้เป็นจุดที่สําคัญนะครับ ต้องแสดง งบประมาณรายรับและงบประมาณรายจ่ายประจําปี ตรงนี้เป็นจุดที่จะมีผลในการดําเนินการ ที่นํามาสู่การเปลี่ยนแปลงที่มากพอสมควรนะครับ ตลอดจนการจัดสรรงบประมาณตาม ภารกิจของหน่วยงานและตามพื้นที่ โดยต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและการกระจาย งบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ําของประชาชน และเพื่อการพัฒนาอย่างเสมอภาค ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็จะมีอีกหลายประเด็นนะครับ รายละเอียดจะอยู่ในเอกสารที่ ทางคณะอนุกรรมาธิการและคณะได้ส่งออกไปแล้วนะครับ มีผู้เซ็นรับรองรวมทั้งสิ้น ๙ ท่าน มีรายละเอียดทั้ง ๗ มาตรา ในหมวดการคลังและงบประมาณปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญได้ดําเนินการต่าง ๆ ต่อไป เพราะฉะนั้นทาง คณะอนุกรรมาธิการขอเสนอในประเด็นนี้เพื่อให้ท่านพิจารณาเพิ่มเติมเข้าไปในข้อสรุปที่จะ ส่งออกจาก สปท. ต่อไปในอนาคตครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปเชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่ประชุม สปท. ที่เคารพ กระผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม ขออนุญาตอภิปรายในนามส่วนตัว ไม่ใช่เป็นในนามตัวแทนของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ซึ่งผมสังกัดอยู่ครับ หัวข้อที่ผมจะขออภิปรายแบ่งออกเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ๒ เรื่อง เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าด้วยเรื่องกระบวนการ ซึ่งเราได้หารือกันบ้างแล้วในภาคเช้าแต่จําเป็นที่ผมจะต้อง ขออภิปรายเพิ่มเติม เพราะว่าน่าจะเป็นประโยชน์ และเรื่องที่ ๒ ก็ขอเข้าไปในเรื่องเนื้อหา ของการเสนอที่จะบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญครับ เกี่ยวกับกระบวนการในการดําเนินการของ สปท. ของเรา ถ้าผมดูในข้อบังคับการประชุม สปท. แล้วไม่ยากเลยครับ แล้วก็ต้องชื่นชมว่า คณะกรรมาธิการนี้ยกร่างข้อบังคับไว้ดีมาก โดยมี ๓ ช่องทางที่ดําเนินการเพื่อจะได้ตอบ หนังสือ ส่งข้อมูลเป็นการบ้านกลับไปถึงท่านประธานมีชัย ช่องทางที่ ๑ อาศัยข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) ข้อบังคับเราเขียนไว้ชัดเจนว่าประธาน สปท. ท่านสามารถแต่งตั้งกรรมการเพื่อดําเนินการกิจการใด ๆ ได้ ตอนนี้ผมมองเห็นแล้วว่า การที่จะตอบหนังสือไปถึงท่านประธานมีชัย นี่คือเป็นภารกิจพิเศษครับ เพราะฉะนั้น ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) ท่านประธานสามารถแต่งตั้งกรรมการเพื่อดําเนินการกิจการใด ๆ ได้ ตั้งหรือไม่ตั้งก็แล้วแต่ท่านนะครับ ข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ให้มีคณะกรรมการประสานงาน การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งผมไม่ทราบว่าตอนนี้มีตัวตนหรือยัง (๑) มีอํานาจหน้าที่ ในการประสานงานกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ครม. คสช. ประสานงานกับคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ จริง ๆ แล้วภารกิจตอนนี้มันเริ่มแล้วครับ ภารกิจในการที่จะประสานงานกับ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนี่เริ่มแล้ว แต่ถ้าตามข้อบังคับ ข้อ ๑๕ ถ้ายังไม่มี คณะกรรมการชุดนี้ก็ไม่ว่าอะไรครับ ไปข้อบังคับ ข้อ ๗๗ (๒) คณะกรรมาธิการวิสามัญหรือวิป (Whip) มีอํานาจในการพิจารณาเรื่องอื่นใดตามที่สภามอบหมายหรือตามที่ประธานสภา มอบหมาย ก็สุดแท้แต่ท่านประธานจะเลือกเอาข้อไหน แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบ ข้อ ๑๐ (๕) ให้แต่งตั้งคณะกรรมการคณะพิเศษขึ้นมาครับ เพื่อดําเนินการกิจการใด ๆ ในที่นี้ก็คือ เพื่อดําเนินการรวบรวม ยกร่างข้อเสนอที่จะส่งไปยังท่านประธานมีชัย ตรงนี้ ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) ผมชอบ ข้อ ๑๐ (๕) มากกว่าที่เจรจาสายวิป (Whip) ครับ ผมเข้าใจว่าวิป (Whip) นี่ค่อนข้างมีเรื่องที่จะต้องพิจารณาเยอะแยะมากมาย แต่นี่เป็น เรื่องเฉพาะกิจจริง ๆ ที่จะต้องพูดถึงเรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้น ต่อไปในเรื่องเนื้อหาครับ ผมขอให้คําตอบเลยว่าในใจของผมที่เราคุยกันตั้งนานในกระดาษที่บอกว่า ๓ ข้อบ้าง ๔ ข้อบ้างเป็นกระดาษ ๒ หน้านี้ ผมคิดว่าโดยส่วนตัวผมแล้วไม่จําเป็นจะต้องนําไป บรรจุในรัฐธรรมนูญเลย ผมอาจจะพูดเสียงดัง ๆ ชัด ๆ แบบนี้ครับ ไม่จําเป็นนะครับ เพราะอะไร เพราะว่าสุดท้ายเราก็มีทางออก เนื้อหาต่าง ๆ ของการที่จะปฏิรูปนั้นเราสามารถ ไปบรรจุอยู่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญได้อยู่แล้ว แล้วก็สามารถเขียนได้ดีที่สุด เขียนให้เท่ที่สุดด้วย แล้วก็การเสนอยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ก็เป็นภารกิจหน้าที่ของ สปท. อยู่แล้วที่เราสามารถจะเสนอแนะได้ เพราะฉะนั้นเนื้อหา ที่จะเสนอบรรจุต่อไปทางท่านประธานมีชัย ในใจผมมีสั้น ๆ แค่นี้ครับ ข้อ ๑ มาตรา ๑ ให้พูดแต่เฉพาะเรื่องเจตนารมณ์ของการปฏิรูป วัตถุประสงค์ของการปฏิรูป ข้อผูกพันของใคร ฝ่ายบริหารฝ่ายอะไรที่จะต้องดําเนินการตามการปฏิรูปนั้นต้องระบุไว้ในเจตนารมณ์นะครับ กําหนดวัตถุประสงค์ ระยะเวลาเป็นช่วง ๆ จะบังคับหรือไม่ก็แล้วแต่ และมาตรา ๒ ซึ่งท่านคํานูณได้อภิปรายไปแล้วให้มีกลไก ก็คือให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปขึ้นมา คณะหนึ่ง จะเรียกชื่อเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ไม่ขัดข้องนะครับ คือให้มีองค์กรนั่นละ คือมีคณะตัวบุคคลที่เข้ามาดูแลขับเคลื่อน ดูแล เฝ้ามองการปฏิรูปต่าง ๆ ในระยะยาว ถือว่าเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ข้อ ๓ ก็คือให้มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ นั่นเอง และใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเขาก็จะกําหนดรายละเอียดต่าง ๆ คณะบุคคล องค์กร ภารกิจ หน้าที่ แม้แต่กระทั่งเนื้อหารายละเอียดที่จะใส่เข้าไปในเรื่องของ การปฏิรูปก็อยู่ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนี้อยู่แล้ว จะใส่เข้าไปยาวกี่สิบหน้า กี่ร้อยหน้า ก็ใส่เข้าไปให้เต็มที่เลย เรามีเวลาอีกหลายเดือนในการที่จะยกร่างพระราชบัญญัตินั้น เพียงแต่ว่าในรัฐธรรมนูญนี้ก็คงจะใส่เฉพาะหัวข้อการปฏิรูปใหญ่ ๆ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ บอกว่ามีอยู่ ๑๐ เรื่อง เราอาจจะขยายให้ละเอียดนิดหนึ่ง อาจจะเป็น ๑๕ เรื่อง ๑๘ เรื่อง ๒๐ เรื่อง หรือเรื่องอื่น ๆ ก็เติมเข้าไปได้ คิดว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วนะครับ แล้วสุดท้ายคงจะต้องไปเทียบดูว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับท่านอาจารย์มีชัยนั้นได้เขียนเอาไว้มากน้อยเพียงไหน ดีไม่ดีมันก็จะมาซ้ําซ้อนกับข้อเสนอการปฏิรูปที่เรากําลังคุยกันอยู่นี้หลายเรื่องนะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วผมคิดว่าไม่จําเป็นเลยที่จะต้องลงไปในเนื้อหารายละเอียด ของการปฏิรูป แล้วก็โชคดีที่เมื่อคราวมี สปช. สภาปฏิรูปแห่งชาติ เขาได้มีการตั้ง คณะอนุกรรมาธิการยกร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปเอาไว้แล้ว คณะหนึ่ง แล้วก็มีหลายท่าน ถ้าผมจําไม่ผิดก็มาเป็นสมาชิก สปท. อยู่ในนี้ด้วย โดยมีท่านคุณหมอชูชัย ศุภวงศ์ เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะ มาถ่ายทอดความรู้ เนื้อหา แทกติก (Tactic) อะไรต่าง ๆ ที่จะใส่เข้าไปในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้นด้วย ขออภิปรายเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับดอกเตอร์ดุสิต มีรายชื่อที่แจ้งเหลืออีกเพียงท่านเดียวนะครับ ก่อนจะขอความเห็นชอบ ก็คือท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ อดีตปลัด สํานักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็เป็นอดีต สปช. นะครับ ท่านเป็นประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอเชิญครับ
พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ : กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ สปท. หมายเลข ๑๑๘ นะครับ ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปราย บางส่วนก็เห็นด้วย เรียนตรง ๆ บางส่วนก็ยังมีข้อกังวลอยู่ แต่ผมว่ามีประเด็นหนึ่งที่น่าจะเห็นตรงกันก็คือว่า สิ่งที่ สปช. ได้พยายามทํา ทําอย่างไรให้สิ่งที่ทําภายหลังจากที่ครบกําหนดหรือสิ้นวาระ ของ สปท. แล้วจะได้มีการดําเนินการโดยต่อเนื่อง ฉะนั้นจึงคิดว่าในร่างรัฐธรรมนูญ หรือรัฐธรรมนูญฉบับนี้สมควรจะต้องมีบทเฉพาะกาล ขออนุญาตอ่านครับท่านประธาน วาระปฏิรูปใดที่เสนอโดยสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและได้รับความเห็นชอบ จากคณะรัฐมนตรีในขณะที่รัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้ หากการปฏิรูปนั้นยังดําเนินการ ไม่แล้วเสร็จเมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือคณะรัฐมนตรีนั้นสิ้นวาระ ให้วาระ การปฏิรูปที่ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จนั้นเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ชาติ ฉะนั้นตรงนี้ ก็จะมีอยู่ ๒ ส่วน เป็นกลไกที่เกิดขึ้น กลไกแรก ก็คือ สปช. ได้ดูและ สปท. ได้ดูเพิ่มเติม แล้วส่งไปยังคณะรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีโดยส่วนราชการทั้งหลาย กระทรวงทั้งหลาย ก็จะต้องเอาไปพิจารณา ถ้าพิจารณาแล้วจึงจะเสนอกลับไปที่คณะรัฐมนตรีว่าเห็นชอบ หรือไม่ เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบนั้น ฉะนั้นได้มีกลไกที่กลั่นกรองมาพอสมควร ฉะนั้นที่เรา เป็นห่วงกันอยู่ว่าหลังจาก ๑๘ เดือน หรือ ๒๒ เดือนก็ตาม สิ่งที่เราใช้ความพยายามอยู่ จะเกิดผลหรือไม่บทเฉพาะกาลตรงนี้จะช่วย ทีนี้นอกจากจะช่วยแล้วเราก็ยังมองต่อไปด้วยว่า สิ่งที่ยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จไปโยงอยู่กับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์ชาติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วได้บัญญัติเอาไว้ว่าการบริหารราชการแผ่นดินต้องดําเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติ การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดสรรงบประมาณ ต้องดําเนินการ ตามยุทธศาสตร์ชาติ และเท่าที่ติดตามดูนะครับ ยุทธศาสตร์ชาติในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบันก็ได้รับความสําคัญ จะมากหรือน้อยต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้วหรือไม่ ไม่อาจจะทราบได้ ฉะนั้นบทเฉพาะกาลนี้จึงมีความสําคัญ ที่กระผมเห็นว่าสมควรจะต้อง มีการบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ครับ ขอบพระคุณครับ
เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ คือตัวร่างพยายามให้ตอบโจทย์จดหมาย ของท่านมีชัยคือประเด็นวาระปฏิรูปทั้งหลายให้ครอบคลุม ๒. ก็คือเรามีกลไกอะไรที่จะเสนอ เช่น กลไกในรูปของกฎหมาย กลไกในรูปของคณะกรรมาธิการ หรือคณะกรรมการ หรือว่า สมัชชาอะไรทํานองนี้นะครับ ทุกคณะผมคิดว่าเราผ่านวันที่ ๒๑ วันที่ ๒๓ มาแล้ว มันตกผลึกตรงนั้นมาแล้วว่าอะไรเร่งด่วน อะไรปฏิรูปก่อนหลังเลือกตั้ง เพราะฉะนั้น ก็เอาตรงนั้น ถ้าเห็นว่าจะเพิ่มเติมจากตรงนี้ก็เสนอมานะครับ อย่างที่กรณีท่านยงยุทธ เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ก็คือคิดไปถึงเรื่องบทเฉพาะกาลด้วยว่า ถ้าหากว่าไม่เสร็จแล้วจะเชื่อมโยงอย่างไรรวมทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ชาติด้วย ต่อไปเผอิญ มีอีก ๓ ท่านนะครับ ขอเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ใจหายวาบเลย นึกว่าจะไม่ได้อภิปราย เพราะท่านประธานบอกว่าเหลือท่านยงยุทธอีกท่านเดียว ท่านประธานครับ ผม เฉลิมชัย เครืองาม สปท. หมายเลข ๓๑ ก็ได้ฟังสมาชิกหลายท่าน อภิปรายแสดงความคิดเห็นมาก็เกือบ ๒ ชั่วโมง ทุกท่านก็ถูกทั้งนั้นนะครับไม่มีใครผิด เพียงแต่ว่าเป็นการมองหรือว่าวิเคราะห์ประเด็นต่าง ๆ ตามมุมมองที่น่าจะเป็น ทั้งนี้ทั้งนั้น ปริศนาอยู่ที่หนังสือฉบับนี้คือฉบับที่ส่งจากท่านประธานมีชัยมาถึงท่านประธาน สปท. เสียดายนะครับ ช่วงประมาณ ๑๐ โมง ๑๐ โมงครึ่ง ๑๑ โมงนี่ ถ้าคิดกันแบบง่าย ๆ เร็ว ๆ ก็ม้าเร็ววิ่งไปที่ข้างหลังเท่านั้นเองติดกัน เคาะประตูถามท่านมีชัยเลยว่า ท่านอาจารย์ครับ หนังสืออันนี้เรากําลังอภิปรายกันจะให้เราพูดเรื่องอะไร จะให้เรานําเสนอหนังสือ ในประเด็นอะไร อย่างไรบ้าง เราก็จะได้คําตอบ ก็ไม่ต้องเสียเวลา อาจจะฮิต ทู เดอะ พอยท์ (Hit to the point) ไปได้เลย แต่ไม่เป็นอะไรครับมันก็ผ่านมาแล้ว เพียงแต่ผมก็ได้ทํา การบ้านมาบ้าง แล้วก็ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากที่ท่านพูดถึงว่าสิ่งที่ สปท. จะช่วยเหลือทาง กรธ. นี่อะไร อย่างไรบ้าง คําตอบก็แล้วแต่เป็นดุลพินิจของ ท่านประธานแล้วก็สมาชิกในห้องแห่งนี้ คือเข้าใจว่าทาง กรธ. เดิมทีโจทย์ของเขามีคําตอบ อยู่แล้วว่าเขาจะปฏิรูปเรื่องใหญ่ ๆ ที่เขาเห็นว่าเร่งด่วน มีความจําเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครเถียงเลย พูดที่ไหนถูกที่นั่น ๒ เรื่อง ท่านประธานก็คงทราบ เรื่องแรก ก็คือเรื่องการปฏิรูปการศึกษา เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องการปฏิรูปกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ๒ เรื่องนี้มันถูก ทุกวินาที เป็นเรื่องที่จะต้องปฏิรูป จนมีคําตอบว่าถ้าปฏิรูป ๒ เรื่องนี้แล้วเรื่องอื่น เดี๋ยวค่อยทําก็ได้ประเด็นก็คือนอกจาก ๒ เรื่องนี้แล้วเขายังไม่ตกผลึกมันน่าจะมีเรื่องอื่นอีก รัฐธรรมนูญยังไม่ยาวเกินไปจนถึงขนาดว่าจะไม่ให้ปฏิรูปเรื่องอื่นอีกแล้ว จะไม่เขียนบัญญัติ เอาไว้เลย เพราะฉะนั้นยังพอจะมีพื้นที่เหลืออยู่ที่ให้เราคิดเรื่องการปฏิรูปเสนอไปที่ กรธ. ได้บ้าง คือเขาต้องการให้เราเป็นเสมือนเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นธิงก์แท็งก์ (Think tank) ในการที่จะทําเรื่องปฏิรูป เพราะถ้าจะมองข้าม สปท. ไปเลยก็เหมือนหัวหลักหัวตอ ตั้ง สปท. มาแล้วให้ทําปฏิรูป แต่พอร่างรัฐธรรมนูญเวลาจะพูดถึงเรื่องปฏิรูปจะไม่ทํา ความเข้าใจไม่ถามเราเลยผมว่าใจจืดใจดําไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่มาของหนังสือฉบับนี้ ก็ถามทาง สปท. ว่าท่านจะมีความคิดเห็นอย่างไร ท่านประธานครับ ในมือผมมีเอกสาร ๒ ชุด ซ้ายและขวา ชุดหนึ่งคือรัฐธรรมนูญฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์ร่างแรก ชุดที่ ๒ คือ รัฐธรรมนูญฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์อีกนั่นละ แต่เป็นร่างที่ถูกตีตกไปโดย สปช. ทั้ง ๒ ร่างนี้ ความแตกต่างที่ชัดเจนอยู่ในหมวดว่าด้วยการปฏิรูป ร่างแรก ๑๐ หน้า ๑๐ กว่ามาตรา ลงรายละเอียดเลย ปฏิรูปเรื่องไหน วาระอะไร อย่างไร ทําอะไร อย่างไรบ้าง ก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ข้อเสียได้มีผู้อภิปรายไปแล้วว่าเป็นการไปผูกมัดการดําเนินตามนโยบายของรัฐบาล จะทําให้มีปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดินในอนาคต
ร่างที่ ๒ ย่อลงมาสรุปจาก ๑๐ กว่าหน้า ๑๐ กว่ามาตราลงมาเหลือ ๔ มาตรา ประมาณ ๒ หน้าเศษ ๆ แต่ผมอ่านดูแล้วก็ติดใจ ผมในฐานะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมผมก็ไม่เห็นด้วย เพราะว่า ไปย่อของผมมากเกินไป สิ่งที่ควรจะใส่ก็ไม่ใส่ สิ่งที่ใส่แล้วไม่ใช้ภาษาหรือว่าใช้ถ้อยคํา ที่ยังไม่ถูกต้อง ไม่รัดกุมพอจะมีปัญหาเรื่องของการตีความในอนาคตก็น่าจะมีการแก้ไข แต่ ๒ อันนี้ตอบโจทย์ที่อาจารย์มีชัยถามมาหรือเปล่า ผมตอบว่าก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ (๑๐) เขาบอกว่าให้ทํากลไก เขาอยากจะได้ธิงก์แท็งก์ (Think tank) อยากจะได้ข้อเสนอแนะว่าการปฏิรูปเรื่องต่าง ๆ วาระต่าง ๆ ทําไปแล้ว ถ้าไม่สําเร็จ หรือมีข้อขัดแย้งในอนาคต หรือรัฐบาลเขาไปแก้กฎหมายเสีย ไปทําอะไร ที่ไม่เป็นไปตามที่ สปช. หรือ สปท. ทําเอาไว้ใครจะเป็นคนตัดสิน ใครจะเป็นคนบอกว่า ต้องทําอย่างนี้ ต้องทําอย่างนั้น ใครเป็นคนทํา อันนี้คือสิ่งที่เขายังคิดไม่ออก เขาอยากจะให้เราช่วยคิด บางเรื่องผ่าน ครม. ในอนาคตไปแล้ว ครม. ตีตกไป เราอุตส่าห์ทําแทบตาย สมมุติเรื่องมันค้างอยู่เขาก็ถาม นั่นเป็นนัยว่าจะให้ใครเป็น คนตัดสินใจ ในรัฐธรรมนูญฉบับของอาจารย์บวรศักดิ์เขามีคนตัดสิน มีคณะกรรมการ คปป. หรือคณะกรรมการอะไรก็แล้วแต่ทําเอาไว้ แต่ก็ถูกตีตกไปแล้ว เขาอยากจะได้คําตอบตรงนี้ ว่าถ้าไม่มี คปป. สปท. อยากจะให้คณะไหน องค์กรไหนเป็นคนพิจารณา เราใช้เวลามา ๒ ชั่วโมงเรายังไม่ได้ให้คําตอบเขา เราไปพูดเรื่องในรายละเอียดของการปฏิรูปวาระต่าง ๆ เสียหมด แต่เรื่องที่เขาอยากจะได้คําตอบ พูดง่าย ๆ ว่าทาง กรธ. ไม่อยากจะถูกด่าฝ่ายเดียวครับ เสนอกลไก เสนอคณะอะไรขึ้นมาให้เป็นคนทําเรื่องอนาคตเดี๋ยวก็ถูกด่าอยู่ฝ่ายเดียว เรื่องอะไรล่ะ สปท. ช่วยคิดให้หน่อย คปป. ไม่มี แล้วจะมีอะไรแทน ก็มีผู้เสนอไปแล้วว่า ให้มีคณะกรรมการปฏิรูป หรือจะชื่ออะไรก็แล้วแต่ และให้มีกฎหมาย พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูป โดยส่วนตัวผมก็เห็นด้วย และผมก็เชื่อว่าอันนี้น่าจะเป็น การตอบโจทย์ เป็นทางออก เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของการปฏิรูปในอนาคตว่าช่องทาง ของการปฏิรูปควรจะเป็นอย่างไร ส่วนเรื่องวาระ หรือประเด็นต่าง ๆ ของการปฏิรูปนั้น เป็นเรื่องของรายละเอียดที่ไปว่ากันในอนาคต เพราะฉะนั้นเอกสารทั้ง ๒ ชุดนี้แทบจะไม่ต้อง ส่งไป ใครคิดก็คิดออก ขออภัยคุณหมอชูชัยท่านเข้ามาแล้ว ผมอยากจะให้ท่านประธาน เปิดโอกาสให้คุณหมอชูชัยช่วยอภิปรายให้สักนิดหนึ่ง โดยส่วนตัวผมนะครับ ผมเห็นด้วย กับอาจารย์ดุสิต ควรจะต้องมีคณะทํางาน คณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่ง มาย่อ มาย่อย มาสรุปประเด็นต่าง ๆ ที่เราพูดกันทั้งหมดตั้งแต่ ๑๐ โมง ๑๐ โมงครึ่ง รวมทั้งสิ่งที่ เราคิดว่าต้องมีกลไกต่าง ๆ ที่จะเสนอ กรธ. ให้เขาใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญเสนอไป ผมอยากจะเสนอให้คุณหมอชูชัยเป็นประธานคณะทํางานหรือคณะกรรมการชุดนี้ เพราะว่า ท่านทําเรื่องนี้มาจะมีคําตอบเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ท้ายที่สุดท่านประธานครับ การปฏิรูปนั้น จะสําเร็จหรือไม่สําเร็จไม่ได้เห็นผลภายในระยะเวลาสั้น ๆ มันใช้เวลานาน แต่กลไกต่างหาก ที่จะเป็นตัวกําหนดกฎเกณฑ์กติกาในอนาคตว่าจะเหลว จะแท้ง หรือจะโต ถ้าหากว่า กลไกนั้นไม่สามารถกํากับดูแลได้เหมือนดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีท่านกังวลมาก ผมแทบจะพูด แทนใจท่านนายกรัฐมนตรีได้ว่าท่านกังวลเรื่องนี้มากที่สุดในเรื่องของการปฏิรูปว่าถ้าในช่วง รัฐบาลนี้ทําไม่สําเร็จ อะไรจะเป็นตัวกํากับในการกําหนดว่าอนาคตของการปฏิรูปประเทศ จะเป็นอย่างไร กลไกต่าง ๆ ที่จะใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญนั่นละคือฮาร์ดแวร์ (Hardware) เราอย่าไปกังวลเรื่องซอฟต์แวร์ (Software) เลยครับ ซอฟต์แวร์ (Software) นี้เปลี่ยนแปลง ได้ทุกวินาที แต่ฮาร์ดแวร์ (Hardware) นี้เราช่วยคิดเสนอเข้าไปอีกสักพารากราฟ (Paragraph) หนึ่งก็ยังดี ผมขอเสนอที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา อย่านะครับ อันนี้ส่วนตัวนะครับ ท่านเสนอไปว่าประเด็นปฏิรูปสาธารณสุข ปฏิรูปสังคม ปฏิรูปเศรษฐกิจ กระบวนการยุติธรรม ปฏิรูปสิ่งแวดล้อม ปฏิรูปพลังงาน ปฏิรูปนั่นปฏิรูปนี่ ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เสนอไปเขาไม่อ่านหรอกครับ เขาอยากจะให้เราเป็นธิงก์แท็งก์ (Think tank) ให้เขาว่าถ้ารัฐบาลทําไม่สําเร็จ สปท. เสนอมาหน่อยสิว่าจะทําอย่างไร กลไกครับ ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ต่างหาก ขอบคุณครับ
ขอบคุณมากครับ เชิญคุณถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า เป็นอดีตสมาชิก สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ ดิฉันมีหลายประเด็นที่อยากจะตั้งข้อสังเกต ดิฉันอ่านรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑ เขาบอกว่าให้สภาปฏิรูปแห่งชาติมีหน้าที่อะไรบ้าง คือเขาบอกว่าให้ สปท. เอาตรงนี้มาใช้ โดยอนุโลม คือไปดูในมาตรา ๓๙/๒ บอกว่าให้นํามาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง ในมาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง เป็นเรื่องของการศึกษา วิเคราะห์ จัดทําแนวทาง เสนอแนะ ไปจนกระทั่งถึง ข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญก็เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นดิฉันเชื่อว่าเราสามารถที่จะ เสนอแนะได้ นอกจากนี้ดิฉันก็ไปดูตารางการทํางานของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เขาบอกว่าวันที่ ๑๑-๑๗ จะเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อพิจารณาร่างทั้งฉบับ แล้ววันที่ ๑๘-๒๖ ก็ทบทวนถ้อยคํา วันที่ ๒๙ ก็จะส่งร่างให้หน่วยงานเผยแพร่ได้แล้ว แล้วภายในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์นี้ก็เป็น วันสุดท้ายที่ คสช. ครม. สนช. รวมทั้ง สปท. และบุคคลทั่วไป จะส่งความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นเรายังมีเวลาเพื่อที่จะ ให้มีการพิจารณาถ่องแท้มากขึ้น แล้วจดหมายของท่านอาจารย์มีชัยก็บอกว่าเพื่อกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญจะทําร่างให้ครอบคลุมเรื่องกลไก เพราะว่าในรัฐธรรมนูญกําหนดว่า เขาจะต้องครอบคลุมถึงกลไก คําว่า กลไก คืออะไร ดิฉันก็ไปเปิดพจนานุกรม ราชบัณฑิตยสถานว่ากลไก คือระบบที่จะทําให้เกิดความสําเร็จ กลไกเป็นตัวจักร ที่จะทํางานให้สําเร็จ เป็นทั้งคน เป็นทั้งกระบวนการ เป็นทั้งอะไรก็ว่าไป เพราะฉะนั้นกลไก พวกเราเข้าใจ สิ่งที่พวกเรากําลังทําอยู่ก็ถูกต้องแล้ว แล้วหลายคณะกรรมาธิการ ก็มีการทบทวนมองว่าประเด็นอะไรที่ควรจะปฏิรูปแล้วก็ได้เสนอไปแล้ว และบัดนี้ คณะอนุกรรมการของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งดิฉัน เป็นอนุกรรมการอยู่คนหนึ่งดิฉันก็เห็นแล้ว แล้วก็ได้รวบรวมส่งให้คณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเรียบร้อยแล้วสําหรับข้อเสนอที่ส่งไป เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวล แต่ว่าคราวนี้ จดหมายของท่านอาจารย์มีชัยได้ถามเราว่ามีข้อเสนอแนะปฏิรูปในเรื่องใด อย่างไร และมีระยะเวลาอย่างไร เพราะฉะนั้นเป็นทั้งโพรเซส (Process) เป็นทั้งคอนเทนต์ (Content) ดิฉันคิดว่าเราก็เดินมาถูกทางทุกท่าน เพราะฉะนั้นเวลายังพอมี คงจะไม่ใช่สิ้นสุด ในวันนี้ที่เราจะไปทบทวน แล้วอีกอย่างหนึ่งนะคะ ประเด็นที่เสนอมาในวันนี้เป็นสิ่งที่ ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทําไว้ดิฉันคิดว่าก็ไม่เสียหาย เพราะว่าตรงนั้น ก็มีประเด็นที่มาจากวิสดอม (Wisdom) ของ สปช. ชุดที่ผ่านมานะคะ ในแต่ละ คณะกรรมาธิการก็ทํากันมาแล้วก็ส่งมาที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็ใส่ไว้ ถึงแม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะตกไป แต่ว่าก็ยังมีประเด็นสาระที่ได้มาจากการรวบรวม ความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งความคิดเห็นของ สปช. ที่ดี ๆ ใส่ไว้ เราก็เอามาทบทวน มาพิจารณาได้ ดิฉันคิดว่าเรายังพอมีเวลาเราก็เสนอเข้าไปใหม่ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา แล้วนอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่ดิฉันอยากจะพูดถึงก็คือดิฉันอยู่ในคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เราก็ได้ทําเสนอไปแล้วในระดับหนึ่ง ตั้งแต่เรื่องของการมียุทธศาสตร์ชาติ เพราะเราคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญมากที่จะต้องมี ในรัฐธรรมนูญ เรื่องของการปฏิรูประบบงบประมาณที่จะต้องมีการจัดสรรอย่างเป็นธรรม รวมทั้งเรื่องของการยึดหลักธรรมาภิบาลด้วย การบริหารราชการแผ่นดินที่จะต้องยึดหลัก ธรรมาภิบาล รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณที่คํานึงถึงความเสมอภาค หรือเรื่องของ การมีส่วนร่วมในทางการเมืองที่จะต้องคํานึงถึงความเสมอภาค หรือแม้กระทั่งเรื่องของ การกําหนดสัดส่วน หรือแม้กระทั่งเรื่องของการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนที่จะต้อง ให้มีความหมายมากขึ้นที่ประชาชนจะต้องมีตัวแทนเข้าไปอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะกรรมาธิการร่วมอย่างน้อย ๑ ใน ๓ แล้วก็มีมาตรการที่ช่วยเหลือประชาชน ในการที่จะทํากฎหมายเสนอสภาให้ง่ายขึ้นอะไรอย่างนี้นะคะ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราได้เสนอไปแล้ว แล้วก็คาดหวังว่าจะมีการพิจารณาโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่ว่าถ้าจะเอาเป็น เรื่องของการปฏิรูป ดิฉันคิดว่าก็ยังมีประเด็นที่อาจจะเสนอเพิ่มเติมไปได้ ซึ่งทําให้ ความคิดเห็นของ สปท. ไม่หายไปจากการร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ ดิฉันคิดว่ายังพอมีเวลา แล้วก็คงจะไม่สิ้นสุดในวันนี้ เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าเขายังรับฟัง ไปจนกระทั่งถึงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ขอบพระคุณค่ะ
ต่อไปเชิญ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน และสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กระผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปรายข้อเสนอแนะ การปฏิรูปด้านต่าง ๆ ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ใน (๑) ที่จะให้มีบัญญัติไว้ว่า จัดให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ จัดให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี พัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือกและการระงับข้อพิพาทระหว่างประชาชน ปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมทางอาญาและสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ตลอดจนองค์กร ในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งบูรณาการกระบวนการยุติธรรมของ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น ขอกราบเรียนว่าในส่วนนี้ในคําจํากัดความของคําว่า กระบวนการ ยุติธรรม นั้น หมายถึงวิธีการดําเนินการแก่ผู้ที่ประพฤติฝ่าฝืนกฎหมายโดยอาศัยองค์กร และบุคลากรที่กฎหมายให้อํานาจไว้ ซึ่งแบ่งออกเป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และกระบวนการยุติธรรมทางแพ่ง ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา องค์กรและบุคลากร ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาประกอบด้วย ๑. พนักงานสอบสวนหรือตํารวจ ๒. ทนายความ ๓. พนักงานอัยการ ๔. ศาลยุติธรรม ๕. กรมราชทัณฑ์ ส่วนกระบวนการ ยุติธรรมทางแพ่ง องค์กรและบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมทางแพ่งประกอบด้วย คู่ความ ศาลยุติธรรม และเจ้าพนักงานบังคับคดี จากความหมายดังกล่าวนั้นผมจึงขอนําเสนอว่า การใช้คําที่ผมอ่านไปเมื่อสักครู่นี้ว่าจะบัญญัติไว้อย่างไร ผมก็เป็นห่วงว่าเนื่องจากข้อความนี้ จะไปปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ และเมื่อมีคนมาอ่านรัฐธรรมนูญแล้วจะมีความเข้าใจว่าสภาแห่งนี้ ไม่มีบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนี้อยู่เลยหรือ ไม่เข้าใจคําว่ากระบวนการยุติธรรมเลยหรือ ขออนุญาตนําเสนอเพื่อปรับปรุงคําให้เหมาะสมเป็นดังนี้นะครับ จัดให้มีมาตรการบังคับใช้ กฎหมายที่มีประสิทธิภาพ จัดให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมายและคดี พัฒนากระบวนการยุติธรรมทางเลือกและการระงับข้อพิพาทระหว่างประชาชน ปฏิรูป กระบวนการยุติธรรมทางอาญาและองค์กรในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งบูรณาการกระบวนการยุติธรรมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะว่า สํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม จึงไม่จําเป็นต้องใช้ คําซ้อนขึ้นมาเดี๋ยวคนจะเข้าใจผิดว่าสํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นไม่ได้อยู่ในกระบวนการ ยุติธรรมครับ อันนี้ประเด็นที่ ๑ นะครับ
ประเด็นที่ ๒ เนื่องจากเรื่องที่จะเสนอให้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นกําหนด ไว้ ๔ ข้อ ผมอยากจะเสนอกราบเรียนเพื่อโปรดพิจารณาเพิ่มข้อ ๕ เป็นดังนี้นะครับ เพื่อทําให้กระบวนการในการปฏิรูปหรือการขับเคลื่อนบรรลุผลเป็นรูปธรรมในอนาคตก็ควร จะบัญญัติเพิ่มไปในข้อ ๕ อีกข้อหนึ่ง คือว่าควรมีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน เพื่อควบคุม กํากับดูแล และติดตามการปฏิรูปให้เป็นไปตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับที่มาของคณะกรรมการ บทบาท และขอบเขตหน้าที่ ให้กําหนดไว้ ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญครับ จึงขอกราบเรียนผ่านท่านประธานเพื่อพิจารณาครับ
ขอบคุณครับ ก็ช่วยกันต่อช่วยกันเติมนะครับจะได้สมบูรณ์ เชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีต สปช. และอดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ เชิญครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ได้กรุณา ถามความเห็นแล้วผมถือว่าเป็นการให้เกียรติทาง สปท. ด้วยเหตุที่ว่าเป็นสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ในส่วนที่ขับเคลื่อนได้เราก็ขับเคลื่อนไป แต่ว่าในส่วนที่เป็นสาระสําคัญ ที่จะต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่จําเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นเครื่องมือ เป็นมาตรการสําคัญที่จะสร้างความมั่นใจในอนาคตว่าแผ่นดินนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนใหญ่ ก็คือการปฏิรูปนั่นเอง ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับ ว่าในช่วงที่เป็น สปช. และเป็นรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป ชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ผมมีหน้าที่รับผิดชอบหมวดปฏิรูปนะครับ รัฐธรรมนูญมีทั้งหมด ๔ ภาคด้วยกัน ภาคที่ ๔ ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่มีภาคนี้ และให้ความสําคัญตรงนี้ขึ้นมา ก็เป็นไปตามเจตจํานงของการเรียกร้องของพลเมืองกลุ่มต่าง ๆ ที่ผมอภิปรายหลายครั้งว่าแม้มีความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ต้องการเห็นการเปลี่ยนใหญ่ในบ้านเมือง อันนั้นเป็นการตอบสนองเจตจํานงนั้นที่จะให้มี การปฏิรูปในภายภาคหน้า ใน สปช. เองก็ตั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปถึง ๑๘ คณะด้วยกัน ถ้าสังเกตดูก็จะพบว่าในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) เราระบุไว้แค่ ๑๑ ด้าน แต่ว่าในที่สุดแล้ว สมาชิก สปช. ก็เห็นความสําคัญในด้านอื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นไปเป็น ๑๘ คณะ และผมในฐานะ ที่จะต้องสกัดความสําคัญในด้านต่าง ๆ ก็จะต้องทํางานกับ ๑๘ คณะนี้ ซึ่งก็ประชุมกัน หลายครั้งมาก และผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ๑๘ คณะหรือ ๑๘ ชุดเกือบทั้งหมด เห็นด้วยกับที่บรรจุในรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดเป็นตัวเลขผมคิดว่ากว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็แน่นอน บางคณะ บางชุดก็อาจจะเห็นต่างไปบ้างแต่ว่านั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา งานที่ สปช. ทิ้งไว้ แล้วก็คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ทิ้งไว้มีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน ซึ่งผมมีความเชื่อว่าทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ชุดท่านอาจารย์มีชัยก็คงจะหยิบ มาพิจารณาต่อนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือสาระสําคัญใน ๔ มาตราด้วยกัน ดังนั้นก็ตกผลึกว่าจะต้อง มีการปฏิรูปทั้ง ๑๕ ด้าน อันนั้นก็เห็นตามที่เอกสารได้แจกแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่ ของ สปท. คงเห็นสอดคล้องแต่ว่าก็มีบางท่านที่เห็นไม่สอดคล้อง ก็เป็นไปตามที่ท่านประธาน สปท. ของเราก็ให้ทิศทางว่างานที่ สปช. ทําเราก็ควรจะมาพิจารณาแล้วก็สานต่อ ไม่จําเป็นต้องไปเริ่มใหม่
เรื่องที่ ๒ ก็คือใน ๔ มาตรานั้นมีความไม่กระจ่างชัดก็นํามาใส่ไว้ในบันทึก เจตนารมณ์ขยายความ ๔ มาตราจนชัดเจน เพราะว่าแต่เดิมนั้นมีประมาณ ๑๕ มาตรา ๑๕ มาตรานั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์บอกว่าต้องสรุป ให้กระชับก็สรุปเหลือ ๔ มาตราดังที่เห็น แต่ว่าเพื่อความชัดเจน เพื่อความมั่นใจ ก็เขียนในบันทึกเจตนารมณ์ให้ชัดเจน บันทึกเจตนารมณ์มีความหมาย มีความสําคัญนะครับ เพราะว่าเขียนไว้ในมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญเลยว่าบันทึกเจตนารมณ์เมื่อไปทํากฎหมาย เมื่อไปพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมให้นําบันทึกเจตนารมณ์ไปใช้ ไม่มีรัฐธรรมนูญ ฉบับไหนที่เคยเขียนได้ขนาดนี้ครับ อันนั้นก็เพื่อความมั่นใจเพราะว่าเราจะต้องไปทํา ประชามตินะครับ
ผลงานชิ้นที่ ๓ คือการจัดทําร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปฏิรูปประเทศ อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ ท่านที่เป็นผู้แทนของ สปช. จาก ๑๘ ชุด ๑๘ คณะ ก็ทํางานร่วมกันอย่างรีบเร่ง แต่ในกระบวนการทํางานผมอยากจะเรียนว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีมติที่เป็นเอกฉันท์ไม่มีผู้แทนชุดไหนคัดค้านเลย แล้วประเด็นที่ไม่เห็นพ้องต้องกัน ก็อภิปรายจนตกผลึกแล้วก็ไม่ต้องลงมติ เพราะฉะนั้นร่างฉบับนี้ก็นําเสนอต่อที่ประชุม สปช. เพื่อทราบไม่ใช่ไปเพื่อให้ สปช. ลงมติหรืออะไรต่าง ๆ เพราะว่ากระบวนการจัดทํา ร่างเอกสารเป็นการศึกษาเพื่อนําไปสู่การทําร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ต่อไป อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเรียนให้ที่ประชุมทราบว่ากระบวนการความเป็นมาของ สปช. แล้วก็คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ได้มีการดําเนินการอย่างไร
ทีนี้ถ้าถามผมว่าที่อาจารย์มีชัยถามมาเราจะเสนออะไรในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับกําลังร่างอยู่นี้นะครับ ผมคิดว่ามีสาระสําคัญ ๓ เรื่องด้วยกันที่จะต้องพิจารณา บรรจุลงไปนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเป้าหมาย ทิศทาง เนื้อหาสาระการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ใน ๔ มาตราผมคิดว่ามีความชัดเจนพอประมาณ แต่ว่าถ้าเขา เขียนบันทึกเจตนารมณ์ซึ่งผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านอาจารย์มีชัยร่างอยู่ เขียนบันทึกเจตนารมณ์หรือไม่ ถ้าใช้ ๔ มาตราบวกกับบันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วที่ไม่ผ่าน สปช. ผมคิดว่าอันนั้นจะเป็นสาระที่ครบถ้วนและมีความชัดเจน
เรื่องที่ ๒ คือกลไกในการทําหน้าที่ปฏิรูปประเทศต่อเนื่องสืบไป ตรงนี้ชุดที่แล้ว ไปเขียนคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองหรือที่เรียกว่า คปป. บังเอิญต้องไปใส่บทบาท หน้าที่หลายเรื่องด้วยกันนะครับ เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมือง ไม่สู้จะปกติเท่าไร ผมยังยืนยันว่าเราคงต้องมีคณะกรรมการหรือกลไกที่จะทําหน้าที่ ในการปฏิรูปสืบเนื่องต่อไปนะครับ จะเรียกว่าอะไร องค์ประกอบจะต้องมาปรับเพื่อให้เกิด การยอมรับมากขึ้นอย่างไร อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา แต่ว่าต้องมีเรื่องกลไกที่จะ ทําหน้าที่ต่อ
เรื่องที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าสําคัญมากนะครับ ไปในทุกเวทีที่ดอกเตอร์ถวิลวดีจัด หรืออะไรต่าง ๆ เราจะถูกถามว่าปฏิรูปด้านต่าง ๆ มีอะไรบ้าง คนที่สนใจแต่ละด้าน เขาก็จะดู เรื่องสหกรณ์ของท่านชูชาติที่ทํามีหรือไม่ เรื่องเกษตรพันธสัญญามีหรือไม่ เรื่องตํารวจมีหรือไม่ จะถูกถามอย่างนี้ละครับ แต่คําถามอันหนึ่งที่เป็นคําถามร่วมก็คือว่า สังคมจะมีความมั่นใจอย่างไรว่ากระบวนการปฏิรูปจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตถ้าเมื่อสิ้น รัฐบาลนี้ไปแล้ว อันนั้นเป็นคําถามใหญ่มาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็มาเพิ่ม ๑ มาตรา ผมจะลองอ่านให้ดูนะครับ ซึ่งการเขียนมาตรานี้ผมคิดว่าเป็นการต้องใช้ความกล้า พอสมควรนะครับ แต่ว่าเป็นความกล้าที่อยู่บนพื้นฐานของเจตจํานงของประชาชนของพลเมือง กลุ่มต่าง ๆ เราได้เขียนไว้ในบททั่วไปในภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๒๕๗ เขียนไว้อย่างนี้ครับ ผมจะอ่านแค่วรรคแรก บทบัญญัติ ในภาคนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน และประชาชนด้วย ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูป และการสร้างความปรองดองตามหลักการที่ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนั้นที่สําคัญก็คือร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ และอื่น ๆ อีกหลายฉบับที่บรรจุใน ๔ มาตรา ผมกล่าวแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าก่อให้เกิดความรับผิดชอบ ผมคิดว่าท่านประธาน มีประสบการณ์ในรัฐสภา ประสบการณ์ในการบริหาร เป็นรัฐมนตรีมา มาตรานี้ถ้าไม่รับผิดชอบ ก็สามารถยื่นดําเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายได้ ตามมาตรา ๑๕๗ ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ได้ยินคุ้น ๆ ประจําว่าถ้าไม่ดําเนินการ เมื่อก่อให้เกิดความรับผิดชอบก็เป็นหน้าที่ เมื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องไปดูมาตรา ๑๕๗ อันนี้ผมคิดว่าตอนที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนตรงนี้เราเขียนด้วยความลําบากใจพอประมาณ เพราะว่าหลังจากนั้น แล้วต้องส่งร่างฉบับนั้นให้คณะกรรมการกลไกต่าง ๆ รวมทั้ง ครม. ไปพิจารณา แต่ว่าน่าแปลกใจ ทาง ครม. ไม่ได้ท้วงติงมาตรานี้เลย แต่ว่าไปท้วงติงในประเด็นอื่น ๆ ที่มีความห่วงใยซึ่งผม ได้เคยอภิปรายไปแล้ว นั่นคือสาระสําคัญที่ผมอยากให้เห็นถึงความเป็นมาความเป็นไปนะครับ
และในประเด็นสุดท้ายผมอยากจะเรียน ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก ที่เสนอให้ตั้งคณะทํางานนะครับ เข้าใจว่าเป็นท่านอาจารย์หมอเฉลิมชัย เครืองาม ที่เสนอให้มีคณะทํางาน และขอบคุณ ที่ให้เกียรติผมที่จะให้เป็นประธานคณะทํางานชุดนี้ แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับเวลา แล้วก็ขึ้นอยู่กับเพื่อนสมาชิกจะพิจารณาอีกที แต่ผมอยากจะเรียนไว้เป็นประโยคสุดท้ายว่า เรื่องที่อยู่ในรัฐธรรมนูญจะเกิดความมั่นใจที่นําไปสู่การลงประชามติ แล้ว ๑๐ ปีที่ผ่านมา พลเมืองกลุ่มต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ต้องการเห็นการเปลี่ยนใหญ่ของชาติบ้านเมือง อันนั้น เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งสําคัญแม้เราจะใช้เวลามากกว่านี้ก็จําเป็น ต้องขอบคุณ ท่านอาจารย์มีชัยแล้วก็คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันที่ให้โอกาสได้เสนอ ความเห็นนี้ ขอบคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้แสดงความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับ ร่างข้อเสนอแนะการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้วนะครับ เรามีผู้อภิปรายทั้งสิ้น ๑๕ ท่าน แล้วก็มีข้อเสนอแนะที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมตัวร่างดังกล่าว แล้วก็ที่มีเพิ่มเติมรวมทั้งข้อเสนอ ในเรื่องกลไกอื่น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นเพื่อความรอบคอบ ได้ปรึกษาท่านประธานแล้วก็ขอมอบ หน้าที่ให้กับประธานกรรมาธิการแต่ละคณะไปประชุมหารือเพื่อที่จะปรับปรุงแก้ไขตัวร่าง ข้อเสนอแนะของวิป (Whip) แล้วก็ส่งให้กับท่านประธาน สปท. ภายในเวลา ๑๒.๐๐ นาฬิกา ของวันจันทร์เพื่อที่ท่านประธานจะได้มีหนังสือส่งให้กับทาง กรธ. ในวันเดียวกัน
สําหรับระเบียบวาระต่อไป ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี
ท่านวิทยาเชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ คือเมื่อสักครู่ท่านสรุปว่าจะให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะไปทําเรื่องสรุปดูแล้วส่ง ท่านประธานภายในวันจันทร์ใช่ไหมครับ คราวนี้ผมคิดว่าเพื่อให้ความรอบคอบเหมือน เพื่อนสมาชิกที่ขออนุญาตเอ่ยนาม อาจารย์ถวิลวดีได้แนะนําไว้ ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการ ทุกคณะไปทบทวนดู มีเรื่องใดที่จําเป็นต้องไปแตะในรัฐธรรมนูญซึ่งท่านอาจารย์มีชัยกําลัง พิจารณาร่างอยู่ก็ให้นําเรื่องนั้น แล้วถ้าเป็นไปได้อย่าเพิ่งรีบเสนอวันจันทร์เลยครับ นํากลับมาสภานี้อีกครั้งหนึ่ง สมมุติว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม มีเรื่องอะไรที่จําเป็นต้องเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองมีหลายเรื่องครับ ที่ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มต้นทันทีไม่ใช่รอเวลารัฐธรรมนูญเสร็จ หรือระยะเวลา ๒๐ ปี เช่นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมทํามาอย่างไร คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเขาก็มีข้อสรุปแล้ว ทีนี้ถ้ากลับเข้ามาทบทวน อีกสักครั้งให้เพื่อนสมาชิกได้ร่วมกันตกแต่งรับฟังความคิดเห็นในประเด็นที่ว่าอย่างนั้นให้เกิด ความรอบคอบขึ้นมาเราก็จะได้ข้อสรุปที่เป็นมติจากสภาโดยตรง แล้วคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกีฬา ศิลปะ วัฒนธรรม การศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม หรือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านศึกษามีเรื่องอะไรสรุปเข้ามา พวกผมที่เป็นเพื่อนสมาชิกก็จะช่วยกันดูอีกสักครั้งหนึ่ง ถ้าเราสรุปได้อย่างนั้นครับท่านประธาน เราก็จะมีความสมบูรณ์ในส่วนที่ต้องไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจารย์มีชัยผมเข้าใจว่า ท่านต้องการตามกรอบเวลาที่ท่านกําลังดําเนินการ ฟังเราดูสิท่านร่างไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ ๔-๕ เรื่องแล้วที่ถกเถียงกันในทางสังคม สปท. คิดอย่างไร ท่านจะได้นําไปประกอบ การพิจารณา แต่ว่าถ้าลอย ๆ กลับไปสรุปแล้วส่งไปเลย ผมก็คิดว่าเหมือนกับส่งรายงาน ที่เราสรุปกันแล้วทั้ง ๑๒ คณะกรรมาธิการ เพราะฉะนั้นอยากให้มีการประชุมสักครั้งหนึ่ง เพื่อนําข้อสรุปแต่ละคณะมาว่ากันครับ
ขอบคุณครับ ก็จะนําข้อเสนอแนะท่านวิทยาไปหารือท่านประธาน แต่ว่า ในเบื้องต้นขอให้ทุกคณะไปปรับปรุงเพิ่มเติมหรือจะเสนออะไรขึ้นมา เช่น อย่างกรณี ท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ก็เห็นว่าควรจะมีบทเฉพาะกาล สมาชิกบางท่านก็เสนอว่าเขียนให้ชัดไปเลยว่า ให้มีคณะกรรมาธิการว่าด้วยการปฏิรูป อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นก็ให้ดําเนินการให้เสร็จ ภายในเช้าวันจันทร์ ส่วนว่าจะมีการประชุมในวาระที่ท่านวิทยาเสนอโดยเอาข้อเสนอต่าง ๆ มาพิจารณาในวันจันทร์ หรือไม่ หรือในสัปดาห์หน้าหรือไม่ก็จะหารือท่านประธานนะครับ แล้วก็ต้องเรียนว่า รัฐธรรมนูญยังไม่ได้จบวันนี้ เพียงแต่ว่าทาง กรธ. ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าวันที่ ๒๙ มกราคมนี้ จะเสร็จร่างแรกเท่านั้น หลังจากนั้นจะมาขอความเห็นอีกครั้งหนึ่งเพราะเรายังไม่เห็นร่างเลย ที่นําเสนอก็เสนอในมุมคิดของเราแต่เรายังไม่เห็นร่างเลยเป็นแต่เพียงการแถลงข่าว เป็นวัน ๆ แต่ว่าตัวร่างเอง กรธ. เขายังทําไม่เสร็จเลยครับ ก็จะเปิดเผยได้วันที่ ๒๙ แล้วก็ จะได้เห็นกันเป็นทางการ จากนั้นก็จะเป็นการพิจารณาให้ความเห็นรอบ ๒ อีก รอบ ๓ อีก ก็ยังได้ แล้วผมก็คิดว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของพวกเราที่จะเห็นว่ากลไกที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปนั้นควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญในรูปลักษณะใด อย่างไร ก็ยังมีเวลา แต่ว่า ในการพิจารณาวันนี้ก็ได้เสร็จสิ้นในชั้นของการรับฟังความคิดเห็น ต่อไปก็เป็นไปตามข้อเสนอ ของสมาชิกให้กรรมาธิการรีบเร่งไปดําเนินการแล้วก็นําความเห็นมา แล้วก็รับข้อแนะนํา ของท่านวิทยาเพื่อไปหารือท่านประธานว่าจะมีการมาพิจารณารวบยอดอีกครั้งหรือไม่ อย่างไร ก็จะแจ้งให้ทราบนะครับ
ก่อนที่จะปิดประชุม ผมขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่าจะมีการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งต่อไป นอกจากวันพุธนี้แล้ว ในสัปดาห์หน้าก็คือ วันจันทร์ที่ ๑๑ และวันอังคารที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๙ สําหรับหนังสือนัดประชุมและเอกสาร ระเบียบวาระการประชุมทางเจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้วนะครับ วันนี้หมดระเบียบวาระ การประชุม ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุม ผมขอปิดประชุมครับ