ชูชัย ศุภวงศ์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปประเทศและเสนอแผนการปฏิรูปทั้ง 15 ด้าน พร้อมขอความมั่นใจว่ากระบวนการปฏิรูปจะดำเนินต่อไปหลังจากที่รัฐบาลปัจจุบันสิ้นสุดลง
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม นายแพทย์ชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ได้กรุณา ถามความเห็นแล้วผมถือว่าเป็นการให้เกียรติทาง สปท. ด้วยเหตุที่ว่าเป็นสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ในส่วนที่ขับเคลื่อนได้เราก็ขับเคลื่อนไป แต่ว่าในส่วนที่เป็นสาระสําคัญ ที่จะต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่จําเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าเป็นเครื่องมือ เป็นมาตรการสําคัญที่จะสร้างความมั่นใจในอนาคตว่าแผ่นดินนี้ต้องได้รับการเปลี่ยนใหญ่ ก็คือการปฏิรูปนั่นเอง ผมอยากจะเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกอย่างนี้ครับ ว่าในช่วงที่เป็น สปช. และเป็นรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูป ชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ ผมมีหน้าที่รับผิดชอบหมวดปฏิรูปนะครับ รัฐธรรมนูญมีทั้งหมด ๔ ภาคด้วยกัน ภาคที่ ๔ ว่าด้วยการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่มีภาคนี้ และให้ความสําคัญตรงนี้ขึ้นมา ก็เป็นไปตามเจตจํานงของการเรียกร้องของพลเมืองกลุ่มต่าง ๆ ที่ผมอภิปรายหลายครั้งว่าแม้มีความคิดเห็นทางการเมืองที่ต่างกันแต่สิ่งที่เหมือนกันคือ ต้องการเห็นการเปลี่ยนใหญ่ในบ้านเมือง อันนั้นเป็นการตอบสนองเจตจํานงนั้นที่จะให้มี การปฏิรูปในภายภาคหน้า ใน สปช. เองก็ตั้งคณะกรรมาธิการปฏิรูปถึง ๑๘ คณะด้วยกัน ถ้าสังเกตดูก็จะพบว่าในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) เราระบุไว้แค่ ๑๑ ด้าน แต่ว่าในที่สุดแล้ว สมาชิก สปช. ก็เห็นความสําคัญในด้านอื่น ๆ ก็เพิ่มขึ้นไปเป็น ๑๘ คณะ และผมในฐานะ ที่จะต้องสกัดความสําคัญในด้านต่าง ๆ ก็จะต้องทํางานกับ ๑๘ คณะนี้ ซึ่งก็ประชุมกัน หลายครั้งมาก และผมอยากจะเรียนท่านประธานว่า ๑๘ คณะหรือ ๑๘ ชุดเกือบทั้งหมด เห็นด้วยกับที่บรรจุในรัฐธรรมนูญ ถ้าพูดเป็นตัวเลขผมคิดว่ากว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ก็แน่นอน บางคณะ บางชุดก็อาจจะเห็นต่างไปบ้างแต่ว่านั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา งานที่ สปช. ทิ้งไว้ แล้วก็คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ทิ้งไว้มีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน ซึ่งผมมีความเชื่อว่าทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้ชุดท่านอาจารย์มีชัยก็คงจะหยิบ มาพิจารณาต่อนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือสาระสําคัญใน ๔ มาตราด้วยกัน ดังนั้นก็ตกผลึกว่าจะต้อง มีการปฏิรูปทั้ง ๑๕ ด้าน อันนั้นก็เห็นตามที่เอกสารได้แจกแล้ว ซึ่งผมเชื่อว่าสมาชิกส่วนใหญ่ ของ สปท. คงเห็นสอดคล้องแต่ว่าก็มีบางท่านที่เห็นไม่สอดคล้อง ก็เป็นไปตามที่ท่านประธาน สปท. ของเราก็ให้ทิศทางว่างานที่ สปช. ทําเราก็ควรจะมาพิจารณาแล้วก็สานต่อ ไม่จําเป็นต้องไปเริ่มใหม่
เรื่องที่ ๒ ก็คือใน ๔ มาตรานั้นมีความไม่กระจ่างชัดก็นํามาใส่ไว้ในบันทึก เจตนารมณ์ขยายความ ๔ มาตราจนชัดเจน เพราะว่าแต่เดิมนั้นมีประมาณ ๑๕ มาตรา ๑๕ มาตรานั้นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์บอกว่าต้องสรุป ให้กระชับก็สรุปเหลือ ๔ มาตราดังที่เห็น แต่ว่าเพื่อความชัดเจน เพื่อความมั่นใจ ก็เขียนในบันทึกเจตนารมณ์ให้ชัดเจน บันทึกเจตนารมณ์มีความหมาย มีความสําคัญนะครับ เพราะว่าเขียนไว้ในมาตราหนึ่งในรัฐธรรมนูญเลยว่าบันทึกเจตนารมณ์เมื่อไปทํากฎหมาย เมื่อไปพิจารณาในกระบวนการยุติธรรมให้นําบันทึกเจตนารมณ์ไปใช้ ไม่มีรัฐธรรมนูญ ฉบับไหนที่เคยเขียนได้ขนาดนี้ครับ อันนั้นก็เพื่อความมั่นใจเพราะว่าเราจะต้องไปทํา ประชามตินะครับ
ผลงานชิ้นที่ ๓ คือการจัดทําร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การปฏิรูปประเทศ อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ ท่านที่เป็นผู้แทนของ สปช. จาก ๑๘ ชุด ๑๘ คณะ ก็ทํางานร่วมกันอย่างรีบเร่ง แต่ในกระบวนการทํางานผมอยากจะเรียนว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มีมติที่เป็นเอกฉันท์ไม่มีผู้แทนชุดไหนคัดค้านเลย แล้วประเด็นที่ไม่เห็นพ้องต้องกัน ก็อภิปรายจนตกผลึกแล้วก็ไม่ต้องลงมติ เพราะฉะนั้นร่างฉบับนี้ก็นําเสนอต่อที่ประชุม สปช. เพื่อทราบไม่ใช่ไปเพื่อให้ สปช. ลงมติหรืออะไรต่าง ๆ เพราะว่ากระบวนการจัดทํา ร่างเอกสารเป็นการศึกษาเพื่อนําไปสู่การทําร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญที่สมบูรณ์ต่อไป อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมอยากจะเรียนให้ที่ประชุมทราบว่ากระบวนการความเป็นมาของ สปช. แล้วก็คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดอาจารย์บวรศักดิ์ได้มีการดําเนินการอย่างไร
ทีนี้ถ้าถามผมว่าที่อาจารย์มีชัยถามมาเราจะเสนออะไรในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับกําลังร่างอยู่นี้นะครับ ผมคิดว่ามีสาระสําคัญ ๓ เรื่องด้วยกันที่จะต้องพิจารณา บรรจุลงไปนะครับ
เรื่องที่ ๑ ก็คือเป้าหมาย ทิศทาง เนื้อหาสาระการปฏิรูปประเทศด้านต่าง ๆ ซึ่งความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว ใน ๔ มาตราผมคิดว่ามีความชัดเจนพอประมาณ แต่ว่าถ้าเขา เขียนบันทึกเจตนารมณ์ซึ่งผมไม่ทราบว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่ท่านอาจารย์มีชัยร่างอยู่ เขียนบันทึกเจตนารมณ์หรือไม่ ถ้าใช้ ๔ มาตราบวกกับบันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่แล้วที่ไม่ผ่าน สปช. ผมคิดว่าอันนั้นจะเป็นสาระที่ครบถ้วนและมีความชัดเจน
เรื่องที่ ๒ คือกลไกในการทําหน้าที่ปฏิรูปประเทศต่อเนื่องสืบไป ตรงนี้ชุดที่แล้ว ไปเขียนคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปและการปรองดองหรือที่เรียกว่า คปป. บังเอิญต้องไปใส่บทบาท หน้าที่หลายเรื่องด้วยกันนะครับ เพราะว่าสถานการณ์บ้านเมือง ไม่สู้จะปกติเท่าไร ผมยังยืนยันว่าเราคงต้องมีคณะกรรมการหรือกลไกที่จะทําหน้าที่ ในการปฏิรูปสืบเนื่องต่อไปนะครับ จะเรียกว่าอะไร องค์ประกอบจะต้องมาปรับเพื่อให้เกิด การยอมรับมากขึ้นอย่างไร อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา แต่ว่าต้องมีเรื่องกลไกที่จะ ทําหน้าที่ต่อ
เรื่องที่ ๓ ซึ่งผมคิดว่าสําคัญมากนะครับ ไปในทุกเวทีที่ดอกเตอร์ถวิลวดีจัด หรืออะไรต่าง ๆ เราจะถูกถามว่าปฏิรูปด้านต่าง ๆ มีอะไรบ้าง คนที่สนใจแต่ละด้าน เขาก็จะดู เรื่องสหกรณ์ของท่านชูชาติที่ทํามีหรือไม่ เรื่องเกษตรพันธสัญญามีหรือไม่ เรื่องตํารวจมีหรือไม่ จะถูกถามอย่างนี้ละครับ แต่คําถามอันหนึ่งที่เป็นคําถามร่วมก็คือว่า สังคมจะมีความมั่นใจอย่างไรว่ากระบวนการปฏิรูปจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตถ้าเมื่อสิ้น รัฐบาลนี้ไปแล้ว อันนั้นเป็นคําถามใหญ่มาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็มาเพิ่ม ๑ มาตรา ผมจะลองอ่านให้ดูนะครับ ซึ่งการเขียนมาตรานี้ผมคิดว่าเป็นการต้องใช้ความกล้า พอสมควรนะครับ แต่ว่าเป็นความกล้าที่อยู่บนพื้นฐานของเจตจํานงของประชาชนของพลเมือง กลุ่มต่าง ๆ เราได้เขียนไว้ในบททั่วไปในภาค ๔ การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง หมวด ๑ บททั่วไป มาตรา ๒๕๗ เขียนไว้อย่างนี้ครับ ผมจะอ่านแค่วรรคแรก บทบัญญัติ ในภาคนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน และประชาชนด้วย ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูป และการสร้างความปรองดองตามหลักการที่ กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการนั้นที่สําคัญก็คือร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศ และอื่น ๆ อีกหลายฉบับที่บรรจุใน ๔ มาตรา ผมกล่าวแล้วนะครับ ท่านประธานครับ ถ้าก่อให้เกิดความรับผิดชอบ ผมคิดว่าท่านประธาน มีประสบการณ์ในรัฐสภา ประสบการณ์ในการบริหาร เป็นรัฐมนตรีมา มาตรานี้ถ้าไม่รับผิดชอบ ก็สามารถยื่นดําเนินการตามกระบวนการตามกฎหมายได้ ตามมาตรา ๑๕๗ ผมไม่ใช่นักกฎหมาย แต่ได้ยินคุ้น ๆ ประจําว่าถ้าไม่ดําเนินการ เมื่อก่อให้เกิดความรับผิดชอบก็เป็นหน้าที่ เมื่อไม่ปฏิบัติหน้าที่ก็ต้องไปดูมาตรา ๑๕๗ อันนี้ผมคิดว่าตอนที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเขียนตรงนี้เราเขียนด้วยความลําบากใจพอประมาณ เพราะว่าหลังจากนั้น แล้วต้องส่งร่างฉบับนั้นให้คณะกรรมการกลไกต่าง ๆ รวมทั้ง ครม. ไปพิจารณา แต่ว่าน่าแปลกใจ ทาง ครม. ไม่ได้ท้วงติงมาตรานี้เลย แต่ว่าไปท้วงติงในประเด็นอื่น ๆ ที่มีความห่วงใยซึ่งผม ได้เคยอภิปรายไปแล้ว นั่นคือสาระสําคัญที่ผมอยากให้เห็นถึงความเป็นมาความเป็นไปนะครับ
และในประเด็นสุดท้ายผมอยากจะเรียน ต้องขอบคุณเพื่อนสมาชิก ที่เสนอให้ตั้งคณะทํางานนะครับ เข้าใจว่าเป็นท่านอาจารย์หมอเฉลิมชัย เครืองาม ที่เสนอให้มีคณะทํางาน และขอบคุณ ที่ให้เกียรติผมที่จะให้เป็นประธานคณะทํางานชุดนี้ แต่ว่าทั้งหลายทั้งปวงก็ขึ้นอยู่กับเวลา แล้วก็ขึ้นอยู่กับเพื่อนสมาชิกจะพิจารณาอีกที แต่ผมอยากจะเรียนไว้เป็นประโยคสุดท้ายว่า เรื่องที่อยู่ในรัฐธรรมนูญจะเกิดความมั่นใจที่นําไปสู่การลงประชามติ แล้ว ๑๐ ปีที่ผ่านมา พลเมืองกลุ่มต่าง ๆ ล้วนแล้วแต่ต้องการเห็นการเปลี่ยนใหญ่ของชาติบ้านเมือง อันนั้น เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งสําคัญแม้เราจะใช้เวลามากกว่านี้ก็จําเป็น ต้องขอบคุณ ท่านอาจารย์มีชัยแล้วก็คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันที่ให้โอกาสได้เสนอ ความเห็นนี้ ขอบคุณครับ