นิกร ชี้จำเป็นต้องประสาน กรธ. ด่วน ห้ามตกรถกระบวนการปฏิรูป

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑ · ๗ มกราคม ๒๕๕๙

นิกร จํานง หารือความจำเป็นเร่งด่วนในการสรุปประเด็นการปฏิรูปเพื่อประสานกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมแสดงความกังวลว่าหากไม่ดำเนินการทันเวลาอาจทำให้กระบวนการปฏิรูปล้มเหลวและตกรถไฟตามแผนงานที่กำหนดไว้

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ ท่านประธานครับ จริง ๆ ผมอยู่ลําดับ ๖ แต่ขณะนี้ถือว่าเป็นการหารือก่อนเข้าวาระก็เลยอาจจะใช้โอกาสนี้ จริง ๆ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน ลําดับ ๖ ที่มีอยู่ก็ตัดออกไป ผมให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่นําเข้ามาสู่วาระ ท่านประธานครับ ผมคงจะพูดด้วยความไม่สบายใจอยู่บ้างว่าถ้าท่านจําได้ในการอภิปรายครั้งแรกตอนเรา เปิดสภากัน ผมได้พูดถึงว่าความเป็นไปความเป็นมาแล้วก็สถานการณ์ของ สปท. ว่าเรา มีข้อจํากัดอะไรบ้างตามกฎหมาย แล้วก็ผมได้ชี้ไว้เรื่องหนึ่งที่สําคัญ ผมบอกว่าขณะนี้สิ่งที่เรา จะต้องทําอย่างเร่งด่วนเป็นฉุกเฉินเร่งด่วนคือการสรุปประเด็นเพื่อจะประสานกับทาง คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าท่านประธานจําได้ ก็คือรีบสรุปประเด็นว่าประเด็นที่เรา ทําการปฏิรูปต่อเนื่องต่อไปแต่ว่าผมยังพูดไว้ชัด ๆ ว่าไม่อย่างนั้นเราจะตกรถไฟ แต่ปรากฏว่า ในฝ่ายบริหารผมไม่ทราบว่าโดยใคร เหมือนกับว่าเป็นท่านอลงกรณ์ได้ตอบว่าไม่จําเป็น เพราะว่าเรามีหน้าที่ทํางานสืบต่อ เราไม่มีเรื่องที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับ กรธ. เลย แต่หลังจากนั้น มีการประชุมแล้วก็มีการอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับความเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการปฏิรูปนี่ละ แล้วผมก็ยังโทรศัพท์ไปหากรรมการร่างรัฐธรรมนูญว่าทําไมเขาไม่เชิญท่านมาฟังหรือ ก็ปรากฏว่าเราไม่ได้เชิญ เราพูดกันเอง แล้วผมก็ถามในที่ประชุมว่าแล้วข้อสรุปต่าง ๆ ที่เราจะส่ง ก็บอกว่ามีการสรุปความเห็นที่เราคุยกันวันนั้น ๒ วันส่งไปแล้ว เท่ากับว่า เราไม่ต้องทําอะไรอีกแล้วเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมไม่เชื่อ ผมยังมีความเห็นว่าอย่างไรก็ตาม เรายังคงต้องเกี่ยวข้องกันอยู่แน่นอน ดังนั้นตอนเราตั้งกรรมาธิการขึ้นมาแล้วเราก็ยกร่าง ข้อบังคับเราก็ตั้งกรรมาธิการวิสามัญมาคอยดูแลเรื่องนี้ เป็นคนจัดการแล้วก็จะได้สรุปประเด็น วางแผนว่าเราต้องทําอะไรบ้าง เร่งด่วนแค่ไหน อย่างไร อยู่ในข้อบังคับ หลังจากนั้นมา ก็มีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น ผมเองอยู่ในคณะกรรมาธิการที่ท่านอลงกรณ์บอกว่า เมื่อสักครู่นี้เหมือนราวกับว่าเราทํางานแบบเกินเลยไปนิดหนึ่งก็คือคณะกรรมาธิการปฏิรูป ด้านการเมือง ในตรงนั้นเองเราได้สรุปกันเสร็จแล้วเราก็คิดว่าของคณะกรรมาธิการปฏิรูป ด้านการเมืองที่ผมเสนอวันนั้นว่าจะต้องสรุป เพราะว่าประเด็นปฏิรูปเรามีเยอะใส่ให้เขา บรรจุไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐให้ได้ ถ้าหลุดตรงนั้นเท่ากับเรื่องเราปฏิรูปมันจะ หายไปหมดเลย เท่ากับว่าไม่มีความหมาย เราก็ทําฝันของเราไปเรื่อย แต่ว่าถ้ารัฐธรรมนูญ กําหนดตรงก็ตรงไปถ้าไม่ตรงเราจะตกรถไฟเลย แต่ว่าประเด็นของการเมืองไม่อยู่ใน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะไปอยู่ในหมวดคณะรัฐมนตรี ไปอยู่ในหมวดรัฐสภา ไปอยู่ในหมวดอื่นหมดเลย รวมทั้งในหมวดของที่เป็นเรื่องการเลือกตั้งจะไปอยู่ในเรื่อง กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ก็ไม่อยู่ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐอยู่แล้ว เราก็เลยจําเป็นมาก ไม่อย่างนั้นเราตกรถไฟ คือเราต้องวิ่งขึ้นรถไฟ แต่ผมเรียนว่าในคณะกรรมาธิการปฏิรูป ด้านการเมืองนี้เราประชุมเสร็จตั้งนานแล้ว แต่เรารอเอามาเข้าที่ประชุมสภาแห่งนี้ก่อน วันนั้นพอประชุมเสร็จปั๊บ พอที่ประชุมเห็นชอบใช่ไหมครับ ท่านประธานบอกว่าเห็นชอบ ของด้านการเมือง ตอนบ่ายเราก็ไปหาอาจารย์มีชัยเลย เอาไปยื่นเลย ไม่ได้ก้าวข้ามเลยสักนิดหนึ่ง แต่ทีนี้ถ้าสมมุติว่ามีอยู่ในนี้แล้ว ผมถามว่าในนี้ ๔ ข้อมีเรื่องการเลือกตั้งอยู่ตรงไหน ถ้าสมมุติไม่ต้องยื่นในวันนั้น ไม่มี มีการจัดการเรื่องพรรคการเมืองอยู่ตรงไหน ไม่มี นี่เป็นเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเกือบล้วน ๆ ของอาจารย์บวรศักดิ์ เพราะฉะนั้น ถ้าสมมุติว่าอย่างคณะกรรมาธิการชุดสื่อมวลชนในนี้ก็ไม่มี เพราะไปอยู่ในหมวดว่าด้วย เรื่องสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทย อยู่ในส่วนโน้น ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นผมเรียน ท่านประธานว่าความเห็นตรงนี้เป็นความเห็นที่อาจจะมีการรวบรวมมา แต่ผมเรียนว่า ถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องติดตามดูว่าทางท่านอาจารย์มีชัยหรือว่าทางกรรมการที่จะยกร่าง เขามีท่าทีอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านได้ให้ความเห็นไว้นานแล้ว ผมตามเรื่องรัฐธรรมนูญ ทุกวันเพราะมีหน้าที่ที่จะต้องตาม ท่านบอกว่าหลายประเด็นเราจะดูรัฐธรรมนูญฉบับเก่าที่ผ่านมาแล้ว รวมทั้งบางที ของอาจารย์บวรศักดิ์ด้วย เพิ่งมารวบรวมประเด็นอื่นเรื่องจะมี ส.ส. กันอย่างไร จะมีวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทางอ้อมอะไรนั่นเป็นประเด็นที่อาจจะเขียนได้ แต่ประเด็น เรื่องการบริหาร กรรมาธิการ ๒๑ ท่านอาจจะไม่มีความชํานาญเรื่องนี้ คงจะต้องอ้างอิง จากแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้วเพราะเป็นเรื่องการบริหารล้วน ๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องข้อกฎหมาย ไม่ใช่เป็นลักษณะของการมาแจกแจงเป็นเรื่องกฎหมาย เป็นเรื่องที่อาจจะต้องดูเรื่องเก่า ทีนี้ถ้าเราจะดูนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าประเด็นใน ๔ ข้อ ตรงนี้ดูเหมือนจะดี แต่ประเด็นปัญหาก็คือว่าแล้วคณะกรรมาธิการที่เขาสรุปประเด็นปฏิรูปไว้ เสนอไปแล้วเอาเขาไปไว้ที่ไหน หมายความว่าเราก็ทํากันเกือบตายมาเดือนหนึ่งแล้ว ก็สรุปสุดท้ายไปเอาของอาจารย์บวรศักดิ์มาแม้ว่าจะดีหรือไม่ดี แต่ว่าของคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ที่อยู่ตรงนี้อยู่ตรงไหน เขาเห็นชอบหรือยัง วิป (Whip) เข้าไปวันนั้นก็เพิ่งรู้วันนั้นว่า จะมีการประชุมเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นประเด็นนี่ ๑ วันผมพยายามตรวจสอบ ก็อยากจะเรียน ท่านประธานว่าถ้าอย่างนั้นเราก็ต้องไปดูในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ ฉบับต่าง ๆ ว่ามีมาเป็นอย่างไร ฉบับแรกนี่นะครับ ผมอภิปรายไปเสียเลยท่านประธานครับ ฉบับแรกก็คือฉบับปี ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นอันแรกที่มี ทั้งหมดมีอยู่ ๑๙ มาตรา ไม่ได้แยก นี่เป็นครั้งแรก ที่มีแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญเพื่อกําหนดทางเดิน ซึ่งตรงนี้ก็ไม่ได้มีรายละเอียด พัฒนาต่อมาในปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๕๐ ท่านประธานครับ มีจํานวนน้อยมาตราแต่แยก เป็นประเด็นครบหมด ซึ่งผมเชื่อด้วยตัวเองว่าที่ยกร่างน่าจะเอาฉบับนี้เป็นหลักเยอะ ฉบับปี ๒๕๕๐ เพราะว่าค่อนข้างจะสมบูรณ์ มีเรื่องกฎหมาย เรื่องบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอะไรนี่มีอยู่มากตามสมควรแล้ว ของอาจารย์บวรศักดิ์เองที่ยกขึ้นมา ในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของอาจารย์บวรศักดิ์เองชุดที่ร่างขึ้นมามีทั้งหมด ๑๙ มาตรา ตั้งแต่มาตรา ๗๗ ถึงมาตรา ๙๕ ที่ล้มไปแล้ว ในนี้ก็มีรายละเอียดครบและไปเขียนขมวด เอาไว้อีกที ในนี้ก็มีเป็นด้านต่าง ๆ ตามแนวคิดของ สปช. ตอนนั้น แต่ สปช. เองก็ยุบไปแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ไม่ผ่าน ทีนี้ประเด็นของเราเองที่ต้องมาพิจารณาคือการเสนอไปยัง เรื่องนี้ ถ้าผมจะโทษก็คือว่าเรามาหลังพิงฝาในวันสุดท้าย เพราะคิดว่าเราไม่เกี่ยว ผมมองว่าเป็น การตัดสินใจที่ผิด เราเกี่ยวเพราะเขามีหนังสือมา และจะเอาวันสองวันเราก็เลยกลับตัวไม่ทัน แต่อย่างไรก็ตามเรามาลวก ๆ ไม่ได้ เราต้องให้เวลาคณะกรรมาธิการแต่ละชุดไปรวบรวมว่า คณะกรรมาธิการแต่ละชุดมีประเด็นปฏิรูปอะไรบ้างไม่ใช่เราไปเอาของฉบับนี้มา ตรงนี้ เป็นการข้ามคนที่เขาทํางานไว้ ผมไม่เห็นด้วยอย่างมากตรงนี้แม้ว่าจะดีกว่าก็ตาม แต่ว่า โดยหลักการไม่ใช่เรื่องที่จะทําได้ ประเด็นที่ผมอยากจะยกตัวอย่างซึ่งขออนุญาตท่านกษิตไปแล้ว เช่นเรื่องเศรษฐกิจของคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ เรื่องการเมืองผมไม่พูดถึงเพราะว่า เรายื่นไปแล้ว แล้วก็ไปอยู่ในหมวดอื่น ๆ ไม่ใช่หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ทําเสร็จแล้ว เรื่องนี้ มีอยู่อันเดียวในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐก็คือว่าเรื่องการศึกษาวัฒนธรรมประชาธิปไตย ที่เราขอไปแล้วว่าให้บรรจุลงในแผนการศึกษาด้วย ขออาจารย์มีชัยไว้แล้ว อย่างเช่นเศรษฐกิจ มีเรื่องการเงิน การคลัง ปฏิรูปโครงสร้างภาษี มีอยู่ในนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๔ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ของฉบับชั่วคราว ฉบับที่เราอยู่ตอนนี้ของ คสช. ก็มีระบุไว้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นฉบับนี้เชื่อได้ว่าการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทางเศรษฐกิจไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะมีทั้งในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่แล้วเป็นต้นแบบ แล้วแถมมีขมวดไว้โดยรัฐธรรมนูญ ของ คสช. ก็คือชั่วคราวล็อกไว้ชัดเรื่องนี้คงไม่หลุด แต่หลายเรื่องเช่นความรู้พื้นฐาน ทางด้านการเงินของปี ๒๕๔๐ ก็ไม่มี ของปี ๒๕๕๐ ก็ไม่มี ฉบับชั่วคราวก็ไม่มี ของอาจารย์บวรศักดิ์ มีอยู่ในมาตรา ๘๙ ของฉบับชั่วคราว เราคงต้องมาเทียบแบบนี้ทีละข้อ ๆ ของเศรษฐกิจ บ้างก็มี บ้างก็ไม่มีนะครับ เรื่องปฏิรูปการสร้างสังคมผู้ประกอบการ ปี ๒๕๔๐ ไม่มี ปี ๒๕๕๐ ไม่มี รัฐธรรมนูญชั่วคราวก็ไม่มี ของอาจารย์บวรศักดิ์ก็ไม่มี ถ้าเราอยากจะให้มีเราขอให้มี ในรัฐธรรมนูญในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐดีไหม ทํานองนี้ครับท่านประธาน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเอากลับมาทบทวนใหม่โดยเร็วนะครับ แล้วก็เอาประเด็นของคณะกรรมาธิการ ชุดต่าง ๆ ที่เสนอปฏิรูปเร่งด่วนแล้วขอให้มีการบรรจุเอาไว้ ก็รถไฟยังไม่ออก แต่ว่าเรา จะให้คนอื่นขึ้นแทนเราไม่ได้ เราต้องรับผิดชอบกันเอาเองในสภาแห่งนี้ ก็นําเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ