คํานูณ ชี้จำเป็นต้องวางกลไกขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศต่อเนื่อง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑ · ๗ มกราคม ๒๕๕๙

คํานูณ สิทธิสมาน หารือถึงความจำเป็นในการวางกรอบและกลไกการปฏิรูปประเทศในร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อไปสามารถดำเนินการต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นว่าต้องมีกลไกกำกับที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่เพียงการบัญญัติในเอกสารเท่านั้น และเรียกร้องให้สภาร่วมขับเคลื่อนด้วยการเร่งพิจารณาส่งข้อเสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญก่อนการประชุมขั้นสุดท้าย

นายคํานูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็จะขอชี้แจงในฐานะเลขานุการ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ท่านประธานครับ ในช่วงปลายปีท่านประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านก็ได้ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนยาวในช่วงปีใหม่ ท่านก็บอกว่าขณะนี้กําลังพิจารณาว่าควรที่จะบรรจุ เนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะต้องทําในระยะต่อไปหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศ ใช้แล้วควรจะบรรจุอะไร อย่างไรไว้บ้าง โดยส่วนตัวของท่าน ท่านเห็นควรว่าควรบรรจุ เรื่องการปฏิรูปการศึกษา แล้วก็กระบวนการยุติธรรมในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นท่านขอทราบความเห็นจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ ผมก็ได้ทราบในระยะต่อมาว่าทางท่านอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ ท่านได้ทําหนังสือถึง ท่านประธาน วันที่ ๒๙ ธันวาคม และหนังสือมาถึงสํานักงานประธานสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม เวลา ๑๐.๑๕ นาฬิกา ตามเอกสารแผ่นแรกนี้นะครับ ซึ่งเป็นช่วงเวลา ใกล้ปีใหม่ แล้วก็เป็นหนังสือด่วนที่สุด สาระสําคัญก็คือมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ทาง กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจําเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติถึงเรื่องกลไกการผลักดันการปฏิรูป ประเทศในด้านสําคัญต่าง ๆ ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ก็เพราะเป็นบทบังคับตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ ที่มีอยู่ ๑๐ อนุมาตรา ซึ่งผมมักจะเรียกเสมอว่า เป็นบัญญัติ ๑๐ ประการนะครับ มาตรา ๓๕ (๑๐) ก็บัญญัติไว้ว่า คือการร่างรัฐธรรมนูญ อย่างน้อยจะต้องมีกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสําคัญต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป เพราะฉะนั้นก็เป็นความจําเป็นที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องได้ทราบว่าการปฏิรูป ประเทศในด้านสําคัญต่าง ๆ ที่จะต้องบัญญัติไว้ต่อไปสําหรับการปฏิรูปในอนาคตควรจะต้อง มีกรอบ มีแนวทางอย่างไรบ้าง ดังนั้นแม้ว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจะไม่ได้มี อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงเหมือนสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เป็นผู้อนุมัติ ในเบื้องต้น แต่เนื่องจากว่ามีอํานาจหน้าที่ในการเสนอแนะในเรื่องการปฏิรูปประเทศ ก็ชอบอยู่แล้วที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะได้กรุณามีหนังสือสอบถามมา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราจะได้อภิปรายหรือไม่อภิปรายต่อจากนี้ไปก็คือประเด็นว่าเราเห็นสมควรจะ ให้มีการบัญญัติถึงเรื่องทิศทางการปฏิรูปประเทศในด้านสําคัญต่าง ๆ รวมทั้งกลไก และกระบวนการอย่างไรไว้ในร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะไม่ใช่เป็นการอภิปรายที่ซ้ํากับ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤศจิกายนครับ นั่นเป็นการอภิปรายทั่วไปนะครับ แต่อันนี้เป็นการอภิปราย ที่เมื่อมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว ซึ่งก็คาดว่าภายในปีนี้หรือภายในปีหน้า และการปฏิรูป ประเทศไม่สามารถจะดําเนินการได้เสร็จสิ้นในระบอบปัจจุบัน ซึ่งไม่มีทางจะเสร็จสิ้นได้ อยู่แล้วภายใน ๑ ปี ๖ เดือน ก็จําเป็นที่จะต้องมีกรอบบังคับไว้สําหรับรัฐบาลต่อไป ไม่ว่าจะมาจากไหน จากพรรคใด อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ควรเป็นกรอบ เป็นแนวทาง ที่มีความกว้าง มีความยืดหยุ่นตามสมควร เพราะว่าทิศทางในการปฏิรูปในเบื้องหน้านั้นหากบัญญัติเฉพาะ จากความจําเป็นหรือความตกผลึกในวันนี้ไม่คิดถึงในอนาคตอย่างเช่นที่ท่านสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิต ภิรมย์ ได้อภิปรายไปก็จําเป็นที่จะต้องเขียนอย่างกว้างเอาไว้ อันนี้คือสิ่งที่ท่านประธานนําเสนอเข้ามาในเรื่องด่วนในวันนี้ ซึ่งก็ได้ทราบจากการประสานงาน กับทางเจ้าหน้าที่ว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกําลังจะไปประชุมเพื่อพิจารณาขั้นสุดท้าย สําหรับร่างแรกนอกสถานที่ในวันที่ ๑๑ ถึงวันที่ ๑๗ มกราคม คือตลอดสัปดาห์หน้า เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราสามารถที่จะอภิปรายมีข้อสรุปในเบื้องต้นส่งไปให้กรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญภายในสุดสัปดาห์นี้ ภายในวันเสาร์วันอาทิตย์นี้ก็จะเป็นประโยชน์ครับ ทราบมาว่าทางสภานิติบัญญัติแห่งชาติข้อเสนอสุดท้ายเขาก็จะส่งถึงมือกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญภายในวันที่ ๑๐ มกราคม วันอาทิตย์ด้วยซ้ําไปครับ อันนี้คือที่มาที่ท่านประธาน กรุณาบรรจุเรื่องนี้แทรกเข้ามาในเรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ทราบ โดยส่วนตัวหลังจากผม ทราบเรื่องนี้ในช่วงปีใหม่ผมก็ได้ประสานงานกับท่านรองประธาน คนที่หนึ่ง ว่าเราควรจะได้ มีการหารือเรื่องนี้เป็นการด่วนแล้วก็ได้เสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเมื่อบ่ายวานนี้ และในการเสนอกระผมก็รําลึกขึ้นมาได้ว่า ในอดีตคือสภาปฏิรูปแห่งชาติหรือ สปช. นั้น ซึ่งมีหน้าที่สําคัญเกี่ยวกับการเสนอแนะ เรื่องการปฏิรูปประเทศ แล้วก็มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกันนะครับ ก็ได้เคยทํางานเกี่ยวกับข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศโดยกรรมาธิการ ๑๘ คณะ แล้วก็เสนอ ไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่แล้วที่ตกไป ในร่างแรกตกผลึกออกมามากกว่า ๑๐ มาตรา ยาวเหยียดเลย เพราะว่าทุกคณะกรรมาธิการก็ต้องการให้เรื่องที่จะปฏิรูปประเทศ ในอนาคตบรรจุเป็นหลักประกันไว้ทั้งสิ้น แต่สุดท้ายเมื่อมันยาวไปก็ได้มีการทํางานร่วมกัน ระหว่างกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นสมาชิก สปช. อยู่ด้วยกับตัวแทนกรรมาธิการ ๑๘ คณะ หรือเกือบทุกคณะที่เข้ามาร่วมประชุมกันอย่างเคร่งเครียด ท่านสมาชิกที่เป็น สปช. ในอดีตที่ร่วมทํางานอยู่ด้วยสามารถที่จะเล่าความเป็นมาให้ฟังได้ ในที่สุดก็ตกผลึกออกมา บรรจุไว้ในเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปที่จะต้องเกิดขึ้นผูกพันกับรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไป เขารวมไว้ใช่ครับ ๔ มาตรา ผมเองก็นําเสนอต่อท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ว่าได้ช่วยนําเรื่องนี้เข้าไปสู่ที่ประชุมวิป (Whip) ไม่ใช่เพื่อให้เห็นชอบนะครับ เพื่อให้เป็นตุ๊กตา เพื่อให้เป็นตัวอย่างว่าถ้าเราจะเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการปฏิรูปในนามของ สปท. ถ้าเรา อภิปรายกันแล้ว มีข้อเสนอเป็นเหมือนคราวที่แล้วก็คือเป็นปึกเลย สมาชิกแต่ละท่าน อภิปรายกันอย่างไร หรืออภิปรายกันให้กรรมาธิการทั้ง ๑๒ คณะไปทําการบ้านมาเอากลับ เข้ามาอีกก็จะใช้เวลาค่อนข้างมากแล้วก็จะเป็นเอกสารที่เยอะมากครับ เป็นไปได้ไหม ที่จะมีตุ๊กตาหรือตัวอย่างที่ผู้ที่มีหน้าที่ในอดีตที่เขาเคยทําร่วมกันมา ซึ่งเราไม่จําเป็นจะต้อง เห็นด้วยทั้งหมดก็ได้เป็นตัวอย่างให้ที่ประชุม สปท. ในวันนี้ได้ดูว่านี่เป็นเพียงตัวอย่างท่านก็ อภิปรายกัน มติออกมาก็อาจจะเป็นไปได้ว่าไม่เห็นด้วยเลยทั้ง ๔ ข้อนี้ จะทําขึ้นมาใหม่ เห็นด้วยบางข้อ มีข้อสังเกตว่าให้เพิ่มเติมประการใด มติเป็นอย่างไร ก็แนบส่งไปยังกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่ท่านจะ เห็นด้วยทั้งหมด เห็นด้วยบางส่วน หรือไม่เห็นด้วยเลย ก็มีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น อันนี้ก็คือ ความเป็นมาทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องที่เอาเอกสารจากที่ใดมาทั้งสิ้น ผมก็ยอมรับครับถ้าจะเป็นความผิดก็เป็นความผิดของกระผมได้ครับ และกระผมก็ขออภิปราย ตามความเป็นจริง ตามความปรารถนาดีว่าถ้าสามารถจะให้มีตุ๊กตา หรือให้มีตัวอย่างได้ ก็จะเป็นเรื่องที่ดี ในการประชุมเมื่อวานนี้ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ท่านได้บอกว่าในเมื่อนําเสนอต่อสภาก็ไม่ควรจะใช้รูปแบบของร่างรัฐธรรมนูญชุดเก่า ก็ให้ปรับเป็นข้อเสนอของที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเมื่อตรวจดูแล้วทั้ง ๔ ข้อ ก็ไม่ได้ขัดหรือแย้งกับข้อเสนอที่เราได้เคยอภิปรายกันในครั้งก่อน ๒ วัน ก็นําเสนอเข้ามา ณ ที่นี้ ซึ่งสามารถแก้ไขได้ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ สามารถเพิ่มเติมได้ หรือถ้าที่ประชุมเห็นว่าไม่ควรจะแตะต้องเลยทําขึ้นใหม่ทั้งหมดก็สามารถทําได้เช่นกันครับ เพียงแต่ว่าข้อเสนอใดที่ควรจะมีไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญถ้าไปได้ทันก่อนวันที่ ๑๑ มกราคม คือวันจันทร์นี้ก็จะมีความสําคัญอย่างยิ่งโดยนัย เพราะว่าอาจจะมีส่วนที่ปรากฏ ออกมาในร่างแรก อันนี้ก็คือความเป็นมาทั้งหมดที่กระผมขออนุญาตชี้แจงในฐานะ เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สปท. และในฐานะส่วนตัวเพื่อชี้แจงที่มา ของเอกสารนี้

ในส่วนที่ ๒ ขออนุญาตอภิปรายสั้น ๆ ว่าในฐานะ สปท. โดยส่วนตัวว่า กระนั้น ก็ดีเอกสาร ๔ ประการนี้ก็เป็นเพียงเนื้อหา สิ่งหนึ่งที่สภาแห่งนี้จําเป็นจะต้อง อภิปรายอย่างยิ่งก็คือกลไกในการผลักดันให้มีการปฏิรูปต่อไป เพราะไม่ว่าเราจะเขียนไว้ ๔ ข้อ ๒ หน้ากระดาษ ยาวกว่านี้หรือสั้นกว่านี้บรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าปราศจากกลไก ที่จะขับเคลื่อน ที่จะเป็นตัวกําหนด หรือกํากับให้รัฐบาลต่อ ๆ ไปได้ปฏิบัติตามกรอบอันนี้ ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะโดยปกติแล้วรัฐบาลที่เขามาจากระบอบการเมืองตามปกติ มีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง เขาก็ชอบที่จะบริหารประเทศ กําหนดทิศทางของประเทศตามกลไก ของพรรคการเมือง ของสภาผู้แทนราษฎร กระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ ปัญหาท้าทาย ประการสําคัญที่สุดก็คือว่าเราจะทําอย่างไรครับ การปฏิรูปประเทศอย่างไรก็ไม่เสร็จสิ้น ภายใน ๑ ปี ๖ เดือนแน่นอน แต่สิ่งที่จะส่งต่อต่อไปจะมีกลไกอย่างไรที่มีหลักประกันว่า บ้านเมืองจะต้องมีทิศทางการปฏิรูปไปตามกลไกนี้ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งกลไกนี้จะต้อง ไม่ไปครอบงําการบริหารประเทศของรัฐบาลตามปกติ อันนี้เป็นสิ่งที่ท้าทาย และผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านหัวหน้า คสช. ก็ได้กล่าวย้ําเสนอมาไม่ต่ํากว่า ๑๐-๒๐ ครั้ง ว่าสิ่งที่พวกเราจะต้องช่วยกันคิดก็คือจะทําอย่างไรให้มีกลไกที่เป็นหลักประกันได้ว่า การปฏิรูปประเทศจะต้องดําเนินต่อไปหลังจากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลตามปกติ ซึ่งก็ชอบ ที่จะได้มีการอภิปรายกันต่อไปนะครับ กระผมเองมีความเห็น แต่คิดว่าการอภิปรายในชั้นนี้ จะขอเพียงชี้แจงความเป็นมาของเอกสารและของการบรรจุเป็นระเบียบวาระพิเศษในวันนี้ ถ้ามีโอกาสกระผมจะขออนุญาตอภิปรายถึงกลไกที่ควรจะมี หรือที่อาจจะต้องมีต่อไปครับ ในชั้นนี้ขอใช้สิทธิแต่เพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ