อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องหน้าที่และความรับผิดชอบของสปท. ตามรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปประเทศและหน้าที่ของสปท. ในการปฏิรูปด้านต่างๆ และขอความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป
กราบเรียนท่านประธานครับ เพื่อความเข้าใจตรงกันในเรื่องกรอบอํานาจหน้าที่ ของ สปท. นะครับ เราต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จะปฏิบัติตามใจชอบหรือความคิดเห็น ส่วนตัวนั้นความจริงก็เป็นเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความตั้งใจดี แต่ว่าในนาม สปท. ต้องดําเนินภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ผมใคร่ขออนุญาต ให้ท่านสมาชิกได้ทราบข้อความ แล้วก็ความเป็นไปว่าทําไม สปท. จึงเกี่ยวข้องกับการยกร่าง รัฐธรรมนูญน้อยมาก มันไม่เหมือน สปช. นะครับ ท่านต้องแยกแยะช่วงเวลาเหตุการณ์ และสถานะให้ชัดเจน
ประการแรก ก็คือภายใต้มาตรา ๓๙/๒ สปท. มีหน้าที่ในเรื่องของ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ สืบต่อจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผล ของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่ และให้นํามาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) เท่านั้น และวรรคสองมาใช้บังคับโดยอนุโลม ท่านลองไปดูมาตรา ๓๑ ท่านจะเข้าใจว่าทําไม สปท. ดําเนินการเช่นนี้ เราดําเนินการภายใต้รัฐธรรมนูญครับ ในมาตรา ๓๑ มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด หลายวรรค และหลายวงเล็บ แล้วเขาตัดอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องกับ รัฐธรรมนูญของเรา ซึ่งเดิมให้ สปช. ไว้หมดเลยครับ และในมาตราที่เกี่ยวกับกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญที่ระบุว่าจะต้องรับฟังความคิดเห็นทุกองค์กรนี้ไม่มีของ สปท. เลยครับ ผมจะอ่านให้ท่านฟัง จะได้เกิดความเข้าใจตรงกัน เดี๋ยวจะสับสนระหว่างงาน สปช. งาน สปท. และทําให้งานของเราเดินหน้าไป ถึงแม้ภายในกรอบรัฐธรรมนูญก็ตาม ซึ่งเรามีงานเร่งด่วนคือเรื่องการปฏิรูป มาตรา ๓๑ (๑) คือหน้าที่ของเรานี่ครับ ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทาง และข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ตามมาตรา ๒๗ เพื่อเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี คณะรักษาความมั่นคง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ดําเนินการในวรรคสอง คือในการดําเนินการตาม (๑) หากเห็นว่ากรณีใดจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติ หรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับ ให้สภาปฏิรูปแห่งชาติจัดทํา ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติเพื่อพิจารณาต่อไป ตรงนี้หมายความว่าอย่างไรครับ ความจริงไม่ได้เป็นอย่างที่ท่าน ขออภัยเอ่ยนาม ท่านนิกร ได้พูดถึงว่า ผมบอกว่าไม่เกี่ยวเลย ไม่ใช่ ทุกครั้งผมจะยืนยันว่า สปท. มีหน้าที่สามารถ จัดทําร่างกฎหมายและร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ แต่ว่าทําไมเขาตัด (๒) ของมาตรา ๓๑ (๒) เขียนไว้ว่าอะไรรู้ไหมครับ ซึ่งนั่นคือตอนเป็น สปช. (๒) คือเสนอ ความเห็นหรือข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ในการจัดทํา ร่างรัฐธรรมนูญ ท่านเข้าใจไหมครับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังสุดที่ให้มี สปท. เกิดขึ้น เขาก็ต้องกําหนดที่มาและอํานาจหน้าที่ แต่อํานาจหน้าที่ดังกล่าวนี้ไปโยงในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๗ และแก้ไขปี ๒๕๕๘ นี้ครับ เมื่อเป็นเช่นนี้เราก็มาดูว่า สปท. มีกรอบอํานาจหน้าที่ อะไรเราก็ทําเต็มที่ ส่วนที่ ๒ คือถ้าหากเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญนี้เกี่ยวข้องแค่ไหน
ประการที่ ๑ ในบทบัญญัติที่เดิมกําหนดให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะต้อง รับฟังความคิดเห็น ระบุเลยนะครับ จากแม่น้ํา ๕ สายก็แล้วกัน เขาตัด สปท. ออกไปเลยครับ
ประการที่ ๒ อํานาจหน้าที่ของ สปท. ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ ใน (๒) ซึ่งเดิมเป็นอํานาจหน้าที่ของ สปช. ที่จะต้องเสนอแนะความเห็นไปยังคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ เขาก็ตัดเราออกไปเลยครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าความเข้าใจเราคง ตรงกันนะครับ ไม่มีใครผิดใครถูกหรอก เพียงแต่ว่าการดําเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนนี้ ท่านประธานก็ได้เรียนที่ประชุมไปแล้วว่าเมื่อมีขอความเห็นมา เราไม่ได้ริเริ่มเองนะครับ เพราะเรารู้ดีว่ากรอบอํานาจหน้าที่เราเป็นอย่างไร เมื่อมีการขอความเห็นมาจาก ท่านประธานมีชัย เราก็นัดประชุมวันที่ ๑๐ แล้วก็ประมวลความเห็นส่งไป แล้วท่านประธานเอง ก็ได้หารือเพื่อต่อยอดต่อเนื่องจากทาง สปช. ท่านประธานเทียนฉาย และการทํางานของ สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เราต้องต่อยอด ก็นําเสนอวาระพัฒนาไปให้กับท่านมีชัย และสุดท้าย ท่านกรรมาธิการแต่ละคณะที่ได้พิจารณาแล้วท่านมีความเห็นจะส่งความเห็นไปในชั้นของ กรรมาธิการท่านก็ส่งไป แล้วก็ไม่ได้ตัดสิทธิสมาชิกที่จะส่งความเห็นเป็นส่วนตัว ผมเชื่อว่า ทุกคนในที่นี้ ๒๐๐ คนเห็นความสําคัญของรัฐธรรมนูญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันนะครับ และเห็นว่าเป็นกฎหมายสูงสุด เพียงแต่กรอบอํานาจหน้าที่ของเราในนาม สปท. นะครับ ผมย้ําว่าในนาม สปท. ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราต้องดําเนินการ เพราะจะเห็นว่าไม่ได้มีการริเริ่ม จากส่วน สปท. แต่ว่าเป็นเรื่องขอความร่วมมือครั้งนี้เช่นกันครับ ไม่ใช่จะตกขบวนอะไร เพราะเราส่งไปตั้งแต่ก่อนกําหนดที่ท่านประธานมีชัยขอว่าให้ส่งภายใน ๓๐ พฤศจิกายน เราประชุมตั้งแต่ ๑๐ พฤศจิกายนแล้วครับ ไม่ถึง ๑ เดือนหลังจากที่เราก่อร่างสร้างตัว ของเราขึ้นมา และครั้งนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ท่านขอ เมื่อขอก็มาพิจารณาในชั้นวิป (Whip) กันว่าเราจะส่งอะไรไปล่ะ จะส่งอะไรไป ระหว่างนี้ ก็ดําเนินการส่งไปแล้ว ทีนี้ถ้าจะส่งไปต้องไม่ซ้ํากับการอภิปรายทั่วไปที่สมาชิกได้เสนอ ความเห็นและการที่เปิดให้กรรมาธิการได้เสนอไป และแม้แต่วันที่ ๒๑-๒๓ ถือว่า เป็นความเห็นชอบแผนปฏิรูปของแต่ละด้าน ท่านจะเสนอไปก็ถือว่าท่านก็เสนอได้ ไม่ได้ปิดกั้น เพียงแต่ว่าถ้าจะเสนอในนาม สปท. เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สุดท้ายผมอยากจะเรียนให้ฟังก็แล้วกันว่า ในตอนที่เป็น สปช. แล้วต้องตกตายไปด้วยกันกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะว่าความเห็นที่ต่างกันอย่างมาก คณะกรรมาธิการหลายคณะใน สปช. เสนอความเห็นแตกต่างและไม่ยอมรับกันและกัน ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จนสู้กันในนาทีสุดท้ายก็เลยตกตายไปด้วยกัน ระหว่างแฝดอิน-จัน คราวนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงตัดหน้าที่บทบาท สปท. ในเรื่อง รัฐธรรมนูญที่ต่างไปจาก สปช. ครั้งกระนั้น สปช. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เสียงข้างมากของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสียงข้างมากจากสมาชิกของ สปช. การพิจารณาในวาระแรก วาระสุดท้ายในการเห็นชอบหรือไม่อยู่ที่ สปช. นั่นคือ สปช. ครับ แล้วก็ไม่เห็นชอบ ก็ตกตายไปด้วยกัน สปท. จึงถูกออกแบบมาใหม่เพื่อป้องกันมิให้เกิด เหตุการณ์ดังกล่าวอีก ส่วนสมาชิกท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ท่านก็ต้องไปคุยกับคนที่เขา ตรากฎหมายรัฐธรรมนูญนะครับ แต่ว่าเมื่อ สปท. มีกรอบอํานาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ที่ผมได้เรียนท่านคือมาตรา ๓๙/๒ แล้วก็มาตรา ๓๑ ชัดเจน แต่ท่านประธานก็ได้กรุณาว่า ไม่ได้ปิดกั้นท่านสมาชิกจะส่งความเห็นด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง ด้านสังคม ด้านศึกษา ให้กับ กรธ. แต่ กรธ. เขาภายใต้อํานาจหน้าที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดเลย เขาตัด สปท. ออกไป จากเดิม สปช. อยู่ในแม่น้ํา ๕ สายที่จะต้องรับฟังข้อเสนอแนะ ตัดเราออกไปเลย เพราะฉะนั้นเราก็ดําเนินการทางสายกลางว่าเพื่อให้การขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยคํานึงถึง ความสําคัญเรื่องรัฐธรรมนูญด้วย แล้วต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นฉบับปฏิรูป เราก็เห็นว่า ๑. ถ้าจะดําเนินการเรื่องนี้ก็ให้เป็นการประสานร่วมมือกันระหว่าง ๒ ฝ่าย ๒. ก็คือว่ารูปแบบ การนําเสนอให้อยู่ในทางพอดี ๆ ไม่ผูกมัดรัดรึงกันจนกระทั่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้ง ๓. ก็คือในการดําเนินการเรื่องนี้ก็ให้มีเรื่องกลไกที่เกี่ยวโยงกัน นั่นก็คือพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่จําเป็นต่อการปฏิรูป นั่นคือหน้าที่ของเรา เพราะฉะนั้นที่กังวลว่า เราจะไม่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ หรือเราจะไม่มีกฎหมายในชั้นที่สูงไปเกี่ยวข้องเรื่องนี้แล้วเกรงว่า จะตกขบวนเรื่องการปฏิรูป ไม่เป็นไรครับ เรามีมาตราที่กําหนดหน้าที่เราแล้วคือการจัดทํา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่จําเป็นต่อการปฏิรูปก็บัญญัติหน้าที่เรา ก็เป็นเรื่อง ที่คณะกรรมาธิการแต่ละคณะจะดําเนินการ ผมก็เพียงชี้แจงให้เห็นว่ากรอบอํานาจหน้าที่ แล้วก็ความสําคัญของรัฐธรรมนูญที่ท่านสมาชิกได้ติติงเรื่องนี้เห็นตรงกัน ส่วนกระบวนการ ต้องเรียนว่าก็ดําเนินการอย่างพอเหมาะพอควร ส่วนสมาชิกหรือกรรมาธิการที่พร้อมจะเสนอ ความเห็น หรือส่งเข้ามาให้ขอมติ สปท. ท่านก็ส่งเข้ามาที่วิป (Whip) วิป (Whip) ก็มีความเห็นส่งไป เพราะคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเขามีเวลา ๑๘๐ วันครับ นี่เป็นกระบวนการเพียงร่างรอบแรกเท่านั้นเอง เมื่อเขาเสนอวันที่ ๒๙ มกราคม หลังจากนั้น เขาจะถามความเห็นมาอีกครับ เรายังมีกระบวนการของการเสนอความเห็นทบทวนหรือไม่ อย่างไร ก็เป็นสิทธิของ กรธ. นะครับ แต่ว่ากระบวนนี้ไม่ได้จบ ณ สัปดาห์นี้ ยังมีกระบวนการ ต่อเนื่องครับ