กษิต ชี้ทิศลดก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส หนุนรัฐธรรมนูญรองรับ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑ · ๗ มกราคม ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือให้ปรับแนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจโดยยึดธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก พร้อมผลักดันให้บรรจุหลักเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ในรัฐธรรมนูญ เพื่อสอดคล้องกับพันธกรณีการลดโลกร้อนตามข้อตกลงปารีส

นายกษิต ภิรมย์

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๗ นะครับ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านมีชัยและคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กรุณามีหนังสือไปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เราได้แสดงความคิดเห็นรอบสุดท้าย ก็แล้วกัน แล้วก็ต้องขอขอบคุณท่านประธานและคณะ โดยเฉพาะท่านรองประธานอลงกรณ์ และคณะวิป (Whip) ประสานกิจการรัฐสภาที่ได้ช่วยประมวลประเด็นสําคัญ ๆ ที่เรา ได้อภิปรายกันเป็นเวลา ๒ วัน ออกมาเป็น ๔ ข้อแล้วก็ส่งไป ซึ่งกระผมเห็นว่าได้อ่าน อย่างคร่าว ๆ ก็ครอบคลุมดี ผมมีข้อเสนอประเด็นเดียวเท่านั้นเองนะครับ อันนี้สืบเนื่องมาจาก การประชุมระดับโลกที่กรุงปารีส ซึ่งมีผลออกมาในเรื่องของข้อตกลงว่าด้วยการลดโลกร้อน ซึ่งเป็นพันธกรณีของประเทศสมาชิกของสหประชาชาติทุกประเทศ และในขณะเดียวกัน รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ ก็ได้จัดทําแผน ๕ ปี จากนี้ไปจนถึง ๕ ปีข้างหน้าว่า ประเทศไทยจะมีพันธกรณีแล้วก็ภารกิจในการที่จะลดโลกร้อน หรือการเพิ่มความร้อน จากอุตสาหกรรมแล้วก็การผลิตทางด้านเกษตร การดํารงชีวิตประจําวันของประเทศไทย อย่างไร หรือที่จะขอใช้คําภาษาอังกฤษนะครับว่า เรื่องของแก๊สอีมิสชัน (Gas Emissions) การส่งออกซึ่งแก๊สนั้น อีก ๕ ปีเราก็มีเป้าหมายที่จะลด เพราะว่าข้อตกลงที่กรุงปารีสบอกว่า จะไม่ให้โลกร้อนขึ้นอีกไม่เกิน ๒ องศาเซนติเกรดไปอีก ๒๐ ปีข้างหน้าของประเทศไทย ก็ได้กําหนดไว้ว่าอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้าเราจะลดอีกประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหมายความว่าภารกิจทั้งหมด การดํารงชีวิตของคนไทยทุกคน ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมนั้น จะต้องมุ่งไปสู่การลดความร้อนที่จะออกจากประเทศไทย จะเป็นเรื่องของการใช้แอร์คอนดิชัน (Air condition) ที่บ้าน ที่สภานี้ การใช้ไฟฟ้า การใช้อาหารสัตว์เพื่อเลี้ยงวัว เลี้ยงควาย เลี้ยงสุกร แต่ว่าต้องไปทําลายปลาในทะเลเพื่อจะมาทําปลาป่น การตัดไม้ทําลายป่าเพื่อจะ มาปลูกไร่ข้าวโพด หรือจะปลูกยางพารา หรือน้ํามันปาล์ม ทั้งหมดโดยองค์รวมเป็นการทําลาย สิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันก็เพื่ออุณหภูมิความร้อนของโลก คราวนี้ในข้อที่ ๓ ของเอกสารที่ทางท่านอลงกรณ์และคณะได้ยกร่างขึ้นมาว่าด้วยเรื่องการให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจ แล้วก็ให้มีการปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติ ยังมีการพูดถึงหรือว่า จะมีข้อเสนอแนะต่อคณะของท่านมีชัยให้บรรจุสาระสําคัญ ๆ ไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ อาจจะเป็นการดําเนินการจากผลของการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วง ๕๐ ปี ที่ผ่านมาไปเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจผลิตเพื่อการส่งออก แต่ถ้าเผื่อเราจะเอาพันธกรณี ของข้อตกลงที่กรุงปารีส เมื่อวันที่ ๑๒ ธันวาคม ปีที่แล้ว และพันธกรณีและข้อผูกมัด จากถ้อยแถลงของท่าน พลเอก ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี แล้วก็แผนงาน ๕ ปีของเรา เราจะต้องเอาเรื่องของการรักษาธรรมชาติ ทรัพยากรทางธรรมชาติ รักษาสิ่งแวดล้อม สภาพความเป็นอยู่ โดยเฉพาะในตัวเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างชนบทกับตัวเมืองต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นตัวตั้งในการที่จะวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของไทย โดยเฉพาะฉบับที่ ๑๒ ที่กําลังยกร่างใกล้จะแล้วเสร็จในขณะนี้ให้สอดคล้องกับพันธกรณีที่ประเทศได้มีต่อข้อตกลง ที่กรุงปารีส ต่อไปนี้เราจะมาคิดการพัฒนาเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ที่ตัดไม้ทําลายป่า ทําลายชายเลน ชายฝั่ง ทะเล ทําลายต้นน้ําต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้ รวมทั้งการที่จะทําการเหมืองแร่ด้วย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผ่านมารัฐได้แค่สัมปทาน การทําลายอากาศ ทําลายน้ํา ป่าไม้ ชายฝั่งทะเลทั้งหมดนี้ มีผู้เสียหายโดยองค์รวมคือประเทศ ประชาชน แล้วก็โลก แต่ว่าคนที่ได้ใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้จากทรัพยากรของธรรมชาติเรียกว่าใช้ฟรีครับ ต่อไปนี้แนวคิดทางด้านการพัฒนา เศรษฐกิจใหม่บอกว่าใครใช้น้ํามากต้องจ่าย ใครทําลายเหมืองต้องจ่าย เพราะฉะนั้นเราต้อง มาเปลี่ยนระบบการคิดอ่านของการพัฒนาหรือการวางแผนเศรษฐกิจของไทยให้สอดคล้อง กับพันธกรณีที่กรุงปารีส แล้วก็ต้องเอาเรื่องธรรมชาติ เรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องทรัพยากร ทางธรรมชาติต่าง ๆ เหล่านี้มาเป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราน่าจะได้มีการปรับเปลี่ยน ถ้อยคําในข้อ ๓ ข้อ ๔ แล้วก็น่าจะเชิญข้าราชการทั้งหลายที่ได้เดินทางไปประชุมที่กรุงปารีส กับท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยเราในการที่จะแก้ไขเนื้อหาให้เหมาะสม ประเด็นสรุปของผมคือว่า ต่อไปนี้เราจะต้องเอาธรรมชาติเป็นตัวตั้งในการที่จะคิดค้นวางแผนเศรษฐกิจ จะต้องเอาหลัก เศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ามาเป็นตัวตั้ง แล้วก็ต้องบรรจุอยู่ใน เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ จะต้องเอาทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาบรรจุอยู่ใน การทําการเกษตรกรรมอีกต่อไป โดยสรุปผมขอให้มีการเปลี่ยนแนวคิดว่าด้วยการพัฒนา เศรษฐกิจที่ได้ทํากันมาในช่วง ๕๐ ปีมาสู่เศรษฐกิจที่มีความเพียงพอ ถนอม แล้วก็อนุรักษ์ ธรรมชาติ ในขณะเดียวกันเราก็จะมีชีวิตที่อยู่กับธรรมชาติได้ใกล้ชิด แล้วก็เลิกคิดในเรื่องของ การที่จะดูแค่ตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เขาเรียกว่าโกรทฟิกเกอร์ส (Growth figures) แต่ให้มาดูที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงตรัสมาเรื่องของการอยู่อย่างเพียงพอ หรือว่า พระมหากษัตริย์ของภูฏานได้บอกว่าเราต้องมาวัดไม่ใช่ที่ตัวเลขเศรษฐกิจ แต่ต้องมาวัด ที่ตัวเลขของความสุขใจ สุขกายในการดํารงชีวิตอย่างเพียงพอ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ