กราบเรียนท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมงงเล็กน้อยนะครับ ที่ผ่านมาครึ่งวันนี่ยังเป็น เพียงการหารือใช่ไหมครับ ต่อไปนี้ของจริงใช่ไหมครับ แล้ววิธีการดําเนินการประชุม เราก็จะ อภิปรายอย่างนี้ไปนะครับ ก็ขออนุญาตใช้สิทธินะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าเนื้อหา ที่สําคัญที่สุดของการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ นั้นที่แตกต่าง จากทุกครั้งที่ผ่านมามาก ๑๖-๑๗ ครั้งในอดีตนี่นะครับ ก็คือว่าเมื่อมีการยึดอํานาจ เมื่อมีการควบคุมอํานาจการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ได้กําหนดไว้ชัดเจนที่เป็นธง ของบ้านเมืองในรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ปี ๒๕๕๗ ที่ให้มีการปฏิรูปประเทศนะครับ โดยบัญญัติให้มีองค์กรที่เรียกว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. และเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) ก็ได้ให้กําเนิดสภาแห่งนี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทําหน้าที่ทํางานต่อยอดจาก สปช. เพราะฉะนั้นสิ่งที่แตกต่างที่สุดของการเปลี่ยนแปลง บ้านเมืองครั้งนี้ก็คือกําหนดไว้เป็นธงให้มีการปฏิรูปประเทศ และการปฏิรูปประเทศนั้น ก็มีทั้งระยะที่สามารถทําได้ก่อนจะเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองกลับไปสู่ระบอบตามปกติมีการเลือกตั้ง มีพรรคการเมือง แต่ในขณะเดียวกันการปฏิรูปประเทศนี้ก็ไม่สามารถจะทําได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่ง ที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) บัญญัติไว้ให้เป็นธง ๑ ในบัญญัติ ๑๐ ประการของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่ตั้งใจจะให้ถาวรที่จะกําลังร่างอยู่นี้ ๑ ใน ๑๐ ข้อก็คือ ผมย้ําว่ากําหนดให้มีกลไกที่จะ ผลักดันให้มีการปฏิรูปประเทศในด้านที่สําคัญต่อไป เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะต้องอภิปราย แล้วเสนอไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นน่าจะมีอยู่ ๒ ประเด็น
ประเด็นแรก ก็คือเนื้อหาที่จะต้องบัญญัติไว้ แต่ที่สําคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ กลไกหรือกระบวนการ เพราะว่าถ้าบ้านเมืองกลับไปสู่ระบอบการเมืองตามปกติแล้วจะมี หลักประกันอย่างไรว่ารัฐบาลใหม่ สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ หรือแม้กระทั่งวุฒิสภาชุดใหม่ นี่นะครับ เขาจะดําเนินการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปตามแนวที่ สปช. ทําไว้ หรือ สปท. กําลังทําอยู่ หรือที่รัฐบาลชุดปัจจุบัน ระบอบชุดปัจจุบันนี้กําลังทําอยู่ เพราะฉะนั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ที่เคยมีคนกล่าวไว้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป จึงจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีกลไก เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว ท่านประธานครับ เรามีคณะกรรมการที่เกี่ยวกับ การปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปบ้านเมืองมาแล้วหลายชุด ล่าสุดก็เมื่อปี ๒๕๕๓ มีชุดอาจารย์หมอประเวศ วะสี มีชุดท่านอานันท์ ปันยารชุน และทุกชุดก็ได้งานศึกษางานวิจัย เล่มสวยงาม รูปเล่มสวยตั้งไว้บนหิ้งหนังสือตลอด สิ่งหนึ่งที่จะทําให้ผลงานของ สปช. ผลงาน ของ สปท. ดําเนินอยู่ต่อไปก็คือว่าจะต้องมีกลไกพิเศษที่บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กลไกพิเศษที่แยกออกมาจากระบบบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ เพื่อทําหน้าที่เฉพาะขับดัน หรือผลักดันการปฏิรูปตามเนื้อหาที่สุดแท้แต่จะได้บรรจุไว้เป็นกรอบ ท่านประธานครับ แต่เรื่องกลไก เรื่องเนื้อหานี้นะครับ เรื่องกลไกที่จะให้มีการผลักดันขับเคลื่อนการปฏิรูป ในยุครัฐบาลต่อไปเป็นเรื่องยากที่จะอภิปรายในที่นี้ได้อย่างหมดเปลือก เพราะว่ากลไก หลายประการนี้จะต้องสอดรับกันกับร่างรัฐธรรมนูญทั้งหมด กระผมจึงมีความเห็นเป็นเบื้องต้นว่า สิ่งที่กระผมจะเสนอก็คือว่าจําเป็นที่จะต้องมีกลไกพิเศษ กลไกพิเศษนี้ก็เคยมีผู้เสนอมา ในหลากหลายรูปแบบนะครับ เป็นต้นว่ากําหนดให้มีองค์กรที่ทําหน้าที่ผลักดันเกี่ยวกับ การขับเคลื่อนหรือการปฏิรูปประเทศบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ๒. ก็คือกําหนดให้มีกระบวนการ ที่หากมีร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศที่ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. จาก สปท. จากคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่สามารถที่จะกระทําได้สําเร็จใน ๑ ปี ๖ เดือนนี้ จะต้องมีกลไก ที่ทําให้ร่างกฎหมายนั้นได้รับความสําคัญเป็นลําดับแรกที่จะได้พิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และจะต้องมีกลไกพิเศษที่มีหลักประกันว่าเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงไปโดยสาระสําคัญ ถ้าหากมีความขัดแย้งหรือความเห็นต่างระหว่าง กระบวนการนิติบัญญัติตามปกติกับองค์กรพิเศษที่ทําหน้าที่ขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้น ก็จะต้องมีกลไกที่แปรความขัดแย้งนั้นให้มีผู้ตัดสิน จะเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญในระดับ ศาลรัฐธรรมนูญหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ถึงที่สุดถ้ามีความเห็นที่แตกต่างหรือมีความขัดแย้ง ในเรื่องการผลักดันการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยองค์กรที่เป็นกลไกพิเศษนั้น กับกระบวนการนิติบัญญัติ กระบวนการบริหารราชการแผ่นดินตามปกติ ทางออกสุดท้ายที่อาจ เป็นไปได้ก็คือต้องมีช่องทางที่จะนําไปสู่การประชามติเพื่อทําให้ข้อเสนอต่าง ๆ นั้นเป็นรูปธรรม ให้เกิดขึ้นให้จงได้ แต่ขณะเดียวกันการออกแบบกลไกพิเศษนี้ก็ต้องระมัดระวังอย่างสูงว่า จะต้องไม่เป็นการไปครอบงําการบริหารราชการปกติของรัฐบาลที่ขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดิน หลังจากมีการเลือกตั้ง ซึ่งกระผมเห็นว่าคงไม่จําเป็นที่จะต้องเสนอรูปธรรมของกลไกพิเศษนี้ แต่ว่าขอเสนอและสนับสนุนให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้บัญญัติให้มีกลไกพิเศษนี้ไว้ และเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดหรือป้องกันการถูกผูกโยงนําไปเป็นเรื่องราวเดียวกันนั้น กลไกนี้ ควรจะเป็นกลไกที่เกี่ยวเนื่องเฉพาะการผลักดันการปฏิรูป ไม่ควรเป็นกลไกเดียวกับการระงับ ยับยั้งวิกฤติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต โจทย์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีให้มาโดยตลอด ท่านหัวหน้า คสช. ให้มาโดยตลอดก็คือว่าท่านต้องการ ๒ หลักประกันที่หากมีการกลับไปสู่ระบอบการเมือง ตามปกติแล้ว ๑. จะต้องมีหลักประกันให้การปฏิรูปเดินหน้าต่อไป ทั้งการปฏิรูปที่เริ่มต้นอยู่ ในช่วงปัจจุบันนี้และที่จะต้องทําในอนาคต ซึ่งในระยะหลังท่านก็ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีด้วย ๒. จะต้องมีหลักประกันที่จะต้องป้องกันวิกฤติหรือสามารถยับยั้งวิกฤติที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตได้ไม่ให้ต้องจบลงเหมือนวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อีก กระผมเห็นว่าควรจะต้อง แยกออกจากกัน ถ้าแยกกลไกการผลักดันขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้ออกมาโดยเฉพาะโดยไม่ต้อง พูดถึงเรื่องความมั่นคงก็อาจจะเป็นเรื่องที่สามารถทําความเข้าใจกับสังคมได้มากขึ้น นี่ก็เป็น ๒ ประเด็นที่เราจะต้องพูดกันคือเนื้อหา กลไก และที่สําคัญที่สุดก็คือจําเป็นที่จะต้องมี พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปฏิรูปประเทศขึ้นเป็น ๑ ในพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญที่จะต้องบรรจุไว้ถึงการทํางานของกลไก การแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างกลไก การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศกับรัฐบาลและกระบวนการนิติบัญญัติตามปกติ ซึ่งก็เป็น สิทธิของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่จะได้พิจารณาต่อไป ซึ่งกระผมเห็นว่าก็คงมีสมาชิก หลายท่านที่จะได้เสนอความเห็น เพราะสิ่งที่เราได้ยินได้ฟังอยู่ในขณะนี้และสิ่งที่เราได้รับ โจทย์มาจากท่านนายกรัฐมนตรีก็คือว่า นอกจากทําแผนปฏิรูปในระยะเวลา ๑ ปี ๖ เดือน ในระยะแรกนี้แล้วเราจะต้องมีแผนปฏิรูป ๒๐ ปี แบ่งเป็น ๔ ช่วง ช่วงละ ๕ ปี เรากําลังจะมี ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เรามีได้ทั้งหมดครับ แต่ว่าจะไม่สามารถปรากฏผลเป็นจริงได้เลย หลังจากมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่ถ้าไม่มีกลไกที่จะกํากับทิศทางของการบริหารประเทศ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นให้ต้องเดินหน้าต่อไป ผมคงมีเรื่องที่จะอภิปราย เพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ