สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๓ · ๗ เมษายน ๒๕๕๘

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

จะมีสมาชิก ท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ต่อไปจะเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

วาระที่ ๖.๑ ตั้งกรรมการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์แทนตําแหน่งที่ว่าง แทนคุณทิชา ณ นคร ที่ลาออก นะครับ ขอเชิญประธาน กรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เสนอรายชื่อผู้ที่จะมาเป็น กรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่างครับ

พลเอก พอพล มณีรินทร์

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม พลเอก พอพล มณีรินทร์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๕๓ ขอเสนอศาสตราจารย์ ชัชนารถ เทพธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๕๔ เป็นกรรมาธิการปฏิรูป การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แทนตําแหน่งที่ว่าง ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผู้รับรองถูกต้องครับ ขอบคุณนะครับ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ฉะนั้นผู้ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่างลง คือดอกเตอร์ชัชนารถ เทพธรานนท์ ใช่ไหมครับ

วาระที่ ๖.๒ ตั้งกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน แทนตําแหน่งที่ว่าง กรณีนี้แทนคุณอนันตชัย คุณานันทกุล ที่ลาออก ขอเรียนเชิญประธาน กรรมาธิการปฏิรูปการแรงงาน เสนอรายชื่อผู้ที่จะมาเป็นกรรมาธิการแทนตําแหน่งที่ว่างครับ เชิญครับ

นายสุชาติ นวกวงษ์

ท่านประธานครับ ผม รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ทําการแทนประธานกรรมาธิการปฏิรูปการแรงงานนะครับ ขอเสนอชื่อตามที่ คุณอนันตชัย คุณานันทกุล ได้ลาออกจากกรรมาธิการด้านแรงงานนะครับ ขอเสนอชื่อ นายชิตชัย จิวะตุวินันท์ เป็นกรรมาธิการครับ ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ผู้รับรองถูกต้อง ขอบคุณครับ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ถือว่า ที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ เพราะฉะนั้นผู้ที่ได้รับเลือกเป็นกรรมาธิการแทนตําแหน่ง ที่ว่างลง คือคุณชิตชัยนะครับ ขอกลับเข้าระเบียบวาระตามปกติ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

คือรายงานการพิจารณาของคณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เรื่อง ข้อเสนอการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ได้พิจารณาเสร็จแล้ว เอกสารเพิ่มเติม ผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางให้ท่านสมาชิก เพื่อประกอบการพิจารณาแล้วนะครับ

เรียนท่านสมาชิกนะครับ เกี่ยวกับรายงานการปฏิรูปเรื่องนี้ สืบเนื่องมาจาก ในคราวประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๒/๒๕๕๗ เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบรายงานเรื่องหลักประกันความมั่นคงด้านรายได้ เพื่อการยังชีพของผู้สูงอายุ ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เป็นผู้เสนอ และให้คณะกรรมาธิการนําข้อเสนอแนะ ของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรื่องการดูแลสวัสดิการของผู้สูงอายุ เกี่ยวกับการเกษียณอายุ สุขภาพ ครอบครัวและการให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมไปพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จ ภายในเวลา ๓ เดือน คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส คณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง และคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่น ได้มีการประชุมและมีความเห็นร่วมกันให้แจ้งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาแต่งตั้ง คณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย เพื่อทําหน้าที่ ในการจัดทําแนวทางการพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ของประเทศไทยด้านสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจและอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

บัดนี้คณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ได้พิจารณาศึกษาเรื่องข้อเสนอการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยในขั้นกรอบความคิดเห็น รวบยอดและประเด็นปฏิรูปที่สําคัญเสร็จแล้ว และคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมได้เห็นชอบแล้ว จึงได้เสนอรายงานให้ที่ประชุมสภาพิจารณาต่อไป

ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

และเพื่อให้ ที่ประชุมมีข้อมูลประกอบการพิจารณาอย่างครบถ้วน ผมได้อนุญาตให้คณะกรรมการปฏิรูป ระบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยได้เข้าชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย ทั้งนี้ตามข้อบังคับ ข้อ ๖๓ เรียนเชิญครับ

นายอําพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม นายแพทย์อําพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส จากการที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอรายงานเรื่องหลักประกันความมั่นคง ด้านรายได้เพื่อการยังชีพของผู้สูงอายุ การเร่งรัดการดําเนินการตามพระราชบัญญัติกองทุน การออมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๔๗ ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติได้มีมติ เห็นชอบข้อเสนอดังกล่าว และที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการไปศึกษาจัดทํา ข้อเสนอเกี่ยวกับสวัสดิการผู้สูงอายุในครั้งนั้นเพื่อเสนอต่อ สปช. ดังที่ท่านประธานได้เรียนต่อ ที่ประชุมไปสักครู่นี้นะครับ ประกอบกับต่อมาสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราได้เห็นชอบต่อวาระ การปฏิรูปสําคัญทั้งหมด ๓๖ วาระ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือวาระที่ ๓๐ เป็นวาระการปฏิรูป ระบบรองรับสังคมสูงอายุหรือสังคมสูงวัย โดยมอบให้คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มเป้าหมายนี้รับผิดชอบ เนื่องจากการดําเนินการเรื่องดังกล่าวที่ท่านประธานได้เรียนที่ประชุมไปแล้วว่าเกี่ยวข้องกับ กรรมาธิการหลายชุดนะครับ ทางคณะกรรมาธิการประกอบด้วยคณะกรรมาธิการปฏิรูป ด้านเศรษฐกิจ การเงินการคลัง คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสาธารณสุขและ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็คณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมได้ เสนอต่อท่านประธานได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งเป็นลักษณะครอส คัทติง (Cross cutting) เพื่อทําการศึกษาและให้ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงอายุหรือ สังคมสูงวัยนะครับ ขณะนี้คณะกรรมการชุดดังกล่าวซึ่งมีดอกเตอร์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นประธานและมีกรรมการและที่ปรึกษารวม ๒๕ ท่านได้จัดทําข้อเสนอ การปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงอายุหรือสังคมสูงวัยเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ในระดับ กรอบความคิดและสาระสําคัญของการปฏิรูป ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานได้เรียนเชิญ ท่านประธานคณะกรรมการปฏิรูปฯ ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ ปิ่นทองได้เป็นผู้รายงานเสนอต่อ ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ขอกราบเรียนเชิญครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญดอกเตอร์ เจิมศักดิ์ครับ

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในฐานะประธานกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ท่านประธานครับท่านประธานได้กรุณาแต่งตั้งคณะกรรมการ ชุดนี้เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ปีนี้ แล้วก็มีรายชื่อคณะกรรมการดังที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร ผมจะไม่ขออ่านซ้ํา จะขอให้ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติกรุณาดูในเอกสาร จะพบว่าคณะกรรมการชุดนี้ประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่ทําการศึกษาวิจัยรู้จริงเกี่ยวกับ เรื่องสังคมสูงวัยจํานวนมากที่มาช่วยกรรมการ แล้วก็ประกอบไปด้วยประธานกรรมาธิการถึง ๓ ท่าน และที่สําคัญที่สุดท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติได้กรุณามาเป็นกรรมการชุดนี้ด้วย คือท่านอาจารย์เทียนฉาย และคณะกรรมการชุดนี้ได้ดําเนินการเกือบจะเสร็จสิ้นหมดแล้ว เหลือแต่เพียงการแก้ไขกฎบัตร กฎหมายและมติ ครม. ที่จะนําไปสู่การปฏิรูปสังคมสูงวัย ท่านผู้มีเกียรติครับ เอกสารที่ท่านได้รับอยู่มีอยู่ ๓ ชิ้น ชิ้นที่ ๑ จะเป็นรายงานสรุป หรือรายงานหลัก ท่านดูชิ้นนั้นก็น่าจะเพียงพอ แต่ถ้าท่านอยากจะดูในรายละเอียดว่า ถ้าจะปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัยที่เราจะเกิดแน่ ๆ จะดูทางด้านเศรษฐกิจ ดูทางด้านสังคม ดูทางด้านสภาพแวดล้อม และดูทางด้านสุขภาพ ก็อยู่ในเล่มที่ ๒ และในเล่มที่ ๓ เป็นความเอื้อเฟื้อของอาจารย์ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์ ที่เขียนเป็นการ์ตูนของการเตรียม สภาพแวดล้อมเพื่อผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็ก เป็นการเตรียมสภาพแวดล้อมทีเดียว เป็นยูนิเวอร์ซัล ดีไซน์ (Universal design) เป็นการออกแบบที่เราก็พิจารณา ในแนวเดียวกันว่าผู้สูงอายุก็ดี ผู้พิการก็ดี และเด็กก็ดี ควรจะได้รับการดูแลสภาพแวดล้อม อย่างไร ท่านประธานครับรายงานนี้ได้รวบรวมงานศึกษาวิจัยที่พวกเราโชคดี เพราะคณะกรรมการดังกล่าวนั้นประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่ทําการศึกษาวิจัยมายาวนาน เราได้มีการประชุมและประชุมเชิงปฏิบัติการหรือที่เรียกว่าเวิร์กช็อป (Workshop) และขณะเดียวกันได้ลงไปในพื้นที่จังหวัดพิจิตรเพื่อดูการทํางานของชุมชน ดูการทํางานของ โรงพยาบาล ดูการทํางานของ รพ.สต. วัด โรงเรียน ชมรมผู้สูงอายุ ที่จะเป็นแบบอย่างที่ดี ที่ทําให้เราได้ความคิดความอ่านเยอะ และขณะเดียวกันได้เชิญหน่วยงานของรัฐ องค์กรพัฒนาภาคเอกชน เอกชน มารับฟังและมาทดสอบประเด็นปฏิรูปที่จะเสนอต่อไปนี้ และได้มีการพิจารณาปรับปรุงรายงานข้อเสนอเป็นที่เรียบร้อย ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า คําว่า สังคมสูงวัยไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุเท่านั้น หลายคน อาจจะเข้าใจว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานเรื่องของสังคมผู้สูงอายุ แต่ไม่ใช่ คําว่า สังคมสูงวัย คือเรื่องของโครงสร้างประชากรในประเทศไทยที่กําลังจะมีผู้สูงอายุในสัดส่วนจํานวน ที่มากขึ้น ๆ แล้วก็มากขึ้น เป็นเพราะว่าเราคุมกําเนิดได้ดีเมื่อปีประมาณ ๒๕๑๓ เป็นเพราะว่าเรามีวิทยาศาสตร์การแพทย์ดีทําให้พวกเราอายุยืนยาวขึ้น แต่เมื่อเวลาไล่เข้ามา เรื่อย ๆ บัดนี้สังคมผู้สูงวัยประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยแล้ว และกําลังจะเกิดปัญหา อย่างรวดเร็วและรุนแรงถ้าไม่มีการปฏิรูประบบเพื่อรองรับ ท่านผู้มีเกียรติครับเราเข้าสู่ สังคมสูงวัย คือมีผู้สูงอายุ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนประชากรตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ และในปี ๒๕๖๕ อีก ๗ ปีข้างหน้าเราจะมีจํานวนผู้สูงอายุถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวน ประชากรเพิ่มขึ้น ๒ เท่าในเวลา ๒๒ ปี และในอีก ๗ ปีข้างหน้า ท่านลองคิดดูสิครับขณะที่ คนวัยทํางานน้อยลง คนที่พร้อมไม่มีลูกหรือมีลูกน้อย ส่วนคนที่ไม่พร้อมพ่อแม่วัยใสมีลูกมาก คุณภาพของประชากรจะเป็นอย่างไร การเสียภาษีอากร วิกฤติการคลังจะเป็นอย่างไรในอนาคต ถ้าเราไม่เตรียมปฏิรูป ระบบรองรับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเสนอสภาพที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่า สถานการณ์ในประเทศไทยนั้นในปัจจุบันนี้เป็นอย่างไรบ้าง โดยที่จะขอให้ท่านดูวิดีโอ (Video) ดังต่อไปนี้ที่คณะกรรมการได้ตั้งใจทําเพื่อเสนอกับท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ประมาณสัก ๙ นาที เชิญชมเลยครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดวีดิทัศน์)

ท่านประธานครับ นั่นคือวิดีโอ สั้น ๆ ที่สะท้อนให้เห็นสภาพการณ์ปัญหาของประเทศไทยที่เกิดขึ้นแล้วและกําลังจะทวี ความรุนแรงอย่างรวดเร็วในช่วง ๗ ปีข้างหน้า ผมดีใจที่วันนี้มีหนุ่มสาวมานั่งฟัง แล้วก็ได้ดูวิดีโอเมื่อสักครู่นี้ อยากจะเรียนท่านทั้งหลาย ที่กําลังลุกขึ้นนี่ยืนสักนิดหนึ่ง อยากจะเรียนว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติเรากําลังทํางานเพื่อปฏิรูป ระบบสังคมสูงวัย ไม่ใช่เพื่อพวกเราหรอกครับ เพราะว่าพวกเรานี่อีก ๑๐-๒๐ ปีก็คงไม่อยู่แล้ว แต่คนพวกท่านนะครับกําลังจะต้องรับภาระต่อไปในอนาคต จะต้องเจออย่างแน่นอนสังคม สูงวัยและถ้าเราไม่เตรียมพร้อมด้วยระบบเกิดปัญหาแน่นอน เพราะฉะนั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติ กําลังปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยด้วยแนวคิดอยู่ ๕ ประการ

ประการที่ ๑ เรามีแนวคิดว่าต้องให้สังคมตระหนักว่าผู้สูงอายุเป็นพลัง ในการขับเคลื่อนสังคม ผู้สูงอายุไม่ใช่เป็นผู้ที่มีภาระของสังคม แต่มีพลังเป็นคลังปัญญา เป็นคลังประสบการณ์ที่จะช่วยสังคมได้

ประการที่ ๒ เรามองว่าการสร้างสังคมและสภาพแวดล้อมที่บุคคลทุกช่วงวัย และทุกกลุ่มประชากรสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ประการที่ ๓ เราจะส่งเสริมการมีส่วนร่วมของจตุพลังทั้งท้องถิ่น ท้องที่ องค์กรชุมชน และหน่วยงานของรัฐในชุมชน เน้นการบริหารจัดการตนเอง โดยไม่ต้อง รอการดําเนินงานจากภาครัฐที่ไม่มีความยืดหยุ่น

ประการที่ ๔ การดูแลผู้สูงอายุ เราจะได้เน้นเรื่องการสร้างนําการซ่อม และการประคับประคองผู้สูงอายุให้อยู่ในสภาพที่สามารถดูแลตนเองให้ได้นานที่สุด มากกว่า การที่จะให้อยู่ในสถานบริบาลโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน และ

ประการสุดท้าย เราจะปฏิรูปเพื่อเตรียมความพร้อมในระบบเศรษฐกิจ สังคม บริการสุขภาพให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรไทยที่เปลี่ยนแปลงไป

ท่านผู้มีเกียรติครับ เราใช้ดอกลําดวนเป็นสัญญลักษณ์ในการแสดง คอนเซ็ปชวล ดีไซน์ (Conceptual Design) ท่านเห็นดอกลําดวนที่ปรากฏอยู่นี้มีเพียง ๓ กลีบ แต่เราต้องจงใจที่จะให้มี ๔ กลีบ เพราะต้องการเสริมสร้างความมั่นคง ๓ กลีบ ทําไมใช้ลําดวน เพราะดอกลําดวนนั้นมีกลีบแข็งแล้วก็มีกลิ่นหอม สัญลักษณ์ของผู้สูงวัย จึงใช้ดอกลําดวน กลีบหนึ่งก็คือเราต้องสร้างระบบรองรับทางด้านเศรษฐกิจเพื่อสร้าง อีกกลีบหนึ่ง เป็นการสร้างทางด้านสภาพแวดล้อม สังคมและสุขภาพ เราจึงมี ๔ กลีบด้วยกัน

กลีบที่ ๑ ด้านเศรษฐกิจ เรามุ่งหวังจะสร้างหลักประกันทางรายได้ และการออมให้กับผู้สูงอายุและประชากรรุ่นใหม่ และเพิ่มศักยภาพให้ระบบเศรษฐกิจไทย ภายใต้บริบทสังคมสูงวัย

กลีบที่ ๒ ในด้านสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะ เราจะสร้างชุมชน ที่น่าอยู่สําหรับสังคมสูงวัย ส่งเสริมบ้านปลอดภัยในวัยเกษียณ และในเรื่องของสุขภาพ เราจะสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม ปฏิรูประบบบริการสุขภาพ สร้างและจัดระบบดูแลสุขภาพชุมชนเมือง และทางด้านสังคมที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อให้วัยสูงอายุมีคุณภาพ เสริมศักยภาพครอบครัวไทยในบริบท สังคมสูงวัย เพิ่มศักยภาพและบทบาทของชุมชนเพื่อคนทุกวัย เร่งรัดการทํางานเชิงรุก ของภาครัฐและเอกชนเพื่อรองรับสังคมสูงวัย แล้วก็เพิ่มคุณค่าของผู้สูงอายุ

ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ คณะกรรมการจะได้ลงรายละเอียด ในกลีบลําดวนแต่ละกลีบโดยที่จะขอให้ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรเวศม์ สุวรรณระดา เสนอ และท่านอาจารย์ดอกเตอร์สมชัย ฤชุพันธุ์ เป็นผู้เสนอประเด็นปฏิรูป ด้านเศรษฐกิจ ท่านรองศาสตราจารย์ไตรรัตน์ จารุทัศน์ จะเสนอประเด็นปฏิรูป ด้านสภาพแวดล้อม แพทย์หญิงลัดดา ดําริการเลิศ จะเสนอประเด็นปฏิรูปด้านสุขภาพ ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วิพรรณ ประจวบเหมาะ จะเสนอประเด็นปฏิรูปด้านสังคม และดอกเตอร์ประกาศิต กายะสิทธิ์ จะสรุปประเด็นเพื่อเสนอประเด็นที่ต้องเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีและพระราชบัญญัติที่ต้องแก้ไข ผมจะขออนุญาตแนะนําทั้ง ๖-๗ ท่าน ที่นั่งอยู่ ข้างหน้าผมตรงนี้ละครับกับท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เพราะท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่มาช่วยงาน ของเรา ผมจะขออนุญาตท่านประธานเริ่มจากเศรษฐกิจก่อนโดยขอท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์วรเวศม์ สุวรรณระดา เชิญครับ

รองศาสตราจารย์วรเวศม์ สุวรรณระดา กรรมการ 🔗

เรียนท่าน ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายวรเวศม์ สุวรรณระดา กรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย จะขอนําเสนอการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ โดยจะขอนําเสนอข้อเสนอใน ๒ ประเด็นดังต่อไปนี้ นะครับ

ประเด็นแรกที่เราจําเป็นที่จะต้องเสนอก็คือว่าเราจําเป็นที่จะต้องปฏิรูป การสร้างหลักประกันทางรายได้สําหรับผู้สูงอายุและประชากรรุ่นใหม่ ถามว่าเพื่ออะไร ก็เพื่อให้ประชาชนรู้จักการวางแผนชีวิตของตนเองและครอบครัวด้วยการออมตั้งแต่ วัยทํางาน แล้วก็ทําให้ระบบการออม ระบบบํานาญ ระบบประกันสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีการบูรณาการกันให้มีความเพียงพอ มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าพึงประสงค์ ของหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ

ประเด็นที่ ๒ ที่มีความจําเป็นจะต้องปฏิรูปก็คือว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้อง ปฏิรูปเพื่อเพิ่มศักยภาพหรือความกระปรี้กระเปร่า ความกระฉับกระเฉงให้กับระบบ เศรษฐกิจของไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและช่วยหนุนเสริมให้ประชากร วัยทํางานได้ทํางานอย่างเต็มศักยภาพไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเกี่ยวกับครอบครัวของตน

ต่อไปนี้ผมจะขออนุญาตขยายความสักนิดหนึ่งว่าทําไมเราจะต้องให้ ความสําคัญกับ ๒ ประเด็นนี้ ก่อนอื่นนะครับผมจะขอกล่าวถึงข้อเสนอด้านการปฏิรูป เกี่ยวกับหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพสําหรับผู้สูงอายุและประชากรวัยทํางานก่อนนะครับ จริง ๆ แล้วสังคมไทยเรากําลังเผชิญประเด็นความท้าทายอยู่ ถามว่าประเด็นความท้าทาย ที่ว่านี้คืออะไร สังคมไทยเรามีปัจจัยหลายประการที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุในอนาคตรุ่นอย่างผมนี่ละครับกําลังที่จะขาดหลักประกัน ทางรายได้เมื่อเข้าสู่ในวัยชราภาพ

ปัจจัยที่ ๑ แต่เดิมหรือในปัจจุบันผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะพึ่งพาลูกหลาน ทางด้านรายได้ แต่ผู้สูงอายุในอนาคตพึ่งพาลูกหลานได้น้อยลงเนื่องจากเรามีลูกกันน้อยลง

ปัจจัยที่ ๒ ผู้สูงอายุจะมีอายุยืนขึ้นเรื่อย ๆ ทําให้ค่าใช้จ่ายยามชราภาพ เพิ่มสูงขึ้นจนอาจจะทําให้เงินออมที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิตไม่พอต่อการยังชีพ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเขา

ปัจจัยที่ ๓ คนวัยทํางานในปัจจุบันก็น่าเป็นห่วง มีผลการสํารวจ หลายการสํารวจที่บ่งบอกว่าคนวัยทํางานในปัจจุบันที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต ขาดการเตรียมความพร้อมทางด้านการเงิน

ปัจจัยที่ ๔ เมื่อเราลองหันมาดูระบบหลักประกันด้านรายได้ที่เรามีอยู่ใน ปัจจุบัน ดังในสไลด์ (Slide) ที่ ๑๑ ที่อยู่ในมือของทุกท่านจะเห็นได้ว่าปัจจุบันแม้ว่าประเทศไทย เราจะมีหลักประกันทางรายได้ยามชราภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบบํานาญ ระบบประกันสังคม หรือระบบการออมที่มีอยู่มากมายหลายระบบก็ตาม แต่เรายังมีปัญหาครับที่จะต้องเร่งแก้ไข ในปัจจุบันอย่างที่เห็นในสไลด์ประชาชนแต่ละกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างในบริษัท สถานประกอบการเอกชน หรือว่ากลุ่มประชากรกลุ่มที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะเรียกเขาว่า เป็นแรงงานนอกระบบ คนแต่ละกลุ่มก็สังกัดระบบบํานาญแต่ละระบบแตกต่างกันไป อย่างยกตัวอย่างเช่น ข้าราชการเขาก็จะมีบํานาญ เงินออมจากกองทุนบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการหรือ กบข. ลูกจ้างเอกชนก็จะได้สิทธิประโยชน์ชราภาพจากกองทุนประกันสังคม บางบริษัทได้ช่วยจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ เขาก็จะมีเงินก้อนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกก้อนหนึ่ง ตอนนี้กลุ่มลูกจ้างเอกชนกลุ่มนี้ที่รับสิทธิประโยชน์ชราภาพจากกองทุนประกันสังคม ก็ยังมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุอีกด้วย อันนี้เราเรียกว่าบํานาญหลายชั้นนะครับ ส่วนแรงงานนอกระบบก็มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพนะครับ แล้วก็ถ้าเขาสมัครใจสะสมเงิน ในกองทุนการออมแห่งชาตินะครับ ซึ่งคงกําลังจะมีการดําเนินการในเร็ว ๆ นี้ เขาก็จะได้รับ เงินบํานาญจาก ๒ ส่วนที่ว่า แต่เราก็ยังคงมีปัญหาครับ แม้ว่าเราจะมีระบบมากมาย ต่าง ๆ เหล่านี้ ปัญหาที่ว่านี้เป็นอย่างไร มีด้วยกัน ๓ ปัญหาที่ผมอยากจะนําเรียนท่านสมาชิก ทุกท่านในที่นี้

ปัญหาแรกระบบที่มีอยู่แม้ว่าจะมีมากมายครอบคลุมคนหลายกลุ่มก็ตาม แต่การบริหารจัดการแยกส่วนออกจากกันโดยสิ้นเชิง เราไม่มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์ ของระบบหลักประกันด้านรายได้ในยามชราภาพ ระบบที่เป็นอยู่นี้ถ้าถามกันตรง ๆ แล้ว มันสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนวัยทํางานในยามชราภาพได้ดีพอแล้วหรือยัง เรามีระบบ ต่าง ๆ มากมายนะครับ แต่ระบบเหล่านี้ขาดความเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน สมมุติว่า คนวัยทํางานคนหนึ่งย้ายเปลี่ยนที่ทํางาน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หากระบบเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกัน จะส่งผลให้คนเหล่านี้ที่ย้ายงานไปมาเสียประโยชน์ ท้ายที่สุดแม้ว่าเราจะมีระบบรองรับ มากมายแต่ก็ทําให้เขาขาดความมั่นคงทางการเงินในยามชราภาพไปโดยปริยาย พอระบบ ต่าง ๆ นี่บริหารแยกส่วนกันแล้วสิ่งที่เป็นปัญหาตามก็คือว่าการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ก็จะแยกส่วนออกจากกันด้วย การตัดสินใจที่แยกส่วนออกจากกันนี้มีโอกาสที่จะทําให้ ค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบต่าง ๆ นี้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่จําเป็น แล้วก็ไม่สามารถ ควบคุมได้ในภาพรวม คงจะทําให้เกิดปัญหาทางการเงินการคลังในระยะยาวให้กับรัฐบาล ในอนาคต

ปัญหาประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะนําเรียนก็คือว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังคงมีความเหลื่อมล้ําอยู่ระหว่างกลุ่มประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของจํานวนเงิน ที่เขาได้รับเมื่อในยามชราภาพ ดังสไลด์ในหน้าที่ ๑๓ สมมุติว่าเราลองไม่เอา ระบบออมกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ กบข. หรือว่ากองทุนการออมแห่งชาติมาคิดสักครู่หนึ่ง ดูเพียงแค่เงินจากระบบบํานาญและประกันสังคมที่มีอยู่ ดังที่ผมได้สรุปในสไลด์ที่ ๑๓ เราก็จะเห็นได้ว่าอย่างกลุ่มแรงงานนอกระบบเขาก็จะได้รับบํานาญในรูปของเบี้ยยังชีพ เพียงเดือนละ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งตรงนี้เราก็ทราบกันดีว่าต่ํากว่าระดับ เส้นความยากจนอีก สมาชิกกองทุนประกันสังคมที่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ชราภาพก็จะได้ เบี้ยยังชีพและสิทธิประโยชน์ชราภาพอีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ชราภาพ ในช่วงนี้คงจะได้อยู่ที่ประมาณ ๓,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือนมากที่สุด ในส่วนของข้าราชการ ก็มีสูตรคํานวณซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเดือนสุดท้าย หรือเงินเดือนเฉลี่ย ๖๐ เดือนสุดท้าย ระยะเวลาราชการต่าง ๆ ก็แล้วแต่กรณี เราจะเห็นว่าความเหลื่อมล้ํายังคงมีอยู่ในแต่ละระบบ เพราะว่าแต่ละระบบก็ถูกสร้างขึ้นมาในห้วงเวลาที่ต่างกัน วัตถุประสงค์ที่ต่างกัน

ปัญหาประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะนําเรียนก็คือว่าระบบบํานาญที่ผมกล่าวไป เมื่อสักครู่ยังเป็นระบบที่พึ่งพาภาษีอากรเป็นหลัก ขณะเดียวกันอย่างที่ท่านเห็นในวิดีโอ เมื่อสักครู่ ผลของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรทําให้เราทราบว่าสัดส่วนของจํานวน ประชากรวัยทํางานต่อประชากรวัยสูงอายุ ๑ คนจะลดลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันประชากร วัยทํางาน ๔.๑๕ คนต่อประชากรวัยสูงอายุ ๑ คน ถ้าเปรียบเทียบประเทศไทยเป็นครอบครัว ครอบครับหนึ่ง ก็เหมือนกับมีคนวัยทํางาน ๔.๑๕ คน ๔ คนกว่า ๆ ดูแลผู้สูงอายุ ๑ คน แต่ในอนาคตอีก ๒๐ ปีข้างหน้าตัวเลขนี้จะลดลงเหลือต่ํากว่า ๒ ถ้าเป็นบ้านก็อาจจะเหลือแค่ ๒ สามีภรรยาดูแลผู้สูงอายุซึ่งเป็นบุพการีของตนเพียง ๑ คน หากเรายังมีระบบบํานาญ ที่รองรับผู้สูงอายุด้วยภาษีอากรเป็นหลัก ภาระทางการเงินการคลังก็จะตกไปสู่ประชากร วัยทํางานที่กําลังลดลงเรื่อย ๆ แล้วก็จะหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ จากประเด็นที่ท้าทาย สังคมไทยในปัจจุบันที่ผมกล่าวมานั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป โดยผมจะขอเสนอข้อเสนอที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ๓ ข้อ

ข้อแรกเราเสนอให้มีการจัดตั้งกลไกในระดับชาติเพื่อกําหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ด้านบํานาญ เพื่อให้มีหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพที่ครอบคลุม ประชาชนทุก ๆ กลุ่มให้มีระบบที่สามารถจัดสรรรายได้ที่เพียงพอในการดํารงชีวิตในยามชราภาพ ให้กับประชาชนสูงอายุและเป็นระบบที่มีความยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เป็นระบบ ที่มีความยั่งยืนทางการเงินการคลัง โดยหน้าที่หลักของกลไกระดับชาติที่ควรจะมีนี้ มีด้วยกันอยู่ ๓ ข้ออย่างที่เห็นในสไลด์ก็คือ

ข้อแรกกลไกระดับชาตินี้จะต้องกําหนดทิศทาง ชี้ทิศให้ได้ว่าเราจะมุ่งไปทางไหน กําหนดเป้าหมาย นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ แล้วก็กํากับดูแลระบบต่าง ๆ ให้มีเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน

ข้อ ๒ จัดระเบียบและสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดขึ้นระหว่างระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ ออกแบบกฎกติกาเพื่อการเชื่อมต่อ ใครย้ายงานก็จะต้องสามารถเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ได้ เมื่อย้ายไปทํางานหรือว่าย้ายไปสู่ระบบอื่น

ข้อ ๓ ก็คือว่าจะต้องประมาณการภาระทางการเงินการคลังในระยะยาวของ รัฐบาลอย่างสม่ําเสมอ เน้นว่าอย่างสม่ําเสมอ ทั้งนี้แนวทางที่กลไกระดับชาติควรยึดถือ ในการกําหนดทิศทางของระบบหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพหรือผมขอใช้คําว่า พิมพ์เขียวควรจะมีด้วยกันอย่างน้อย ๕ ข้อ

ข้อแรกก็คือว่ามันควรที่จะบูรณาการระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งระบบบํานาญ ระบบประกันสังคมและระบบการออมเพื่อยามชราภาพเข้าด้วยกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ระหว่างประชาชนกลุ่มต่าง ๆ

ข้อ ๒ เราควรที่จะต้องเน้นการมีส่วนร่วมจ่ายของประชาชนในการ สร้างหลักประกัน ไม่พึ่งพาเฉพาะเพียงแค่ภาษีอากรเพียงอย่างเดียว

ข้อ ๓ ถ้าเป็นไปได้เน้นการใช้ระบบบังคับเพื่อสร้างหลักประกันยามชราภาพ ที่มั่นคงยิ่งขึ้นให้กับประชาชน

ข้อ ๔ สร้างกลไกเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ เมื่อมีการโอนย้ายนะครับ ระหว่างที่มีการเปลี่ยนงาน และ

ข้อ ๕ ที่เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็อาจจะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชุดอื่น ๆ ก็คือเราควรที่จะสร้างระบบเชื่อมโยง ระบบการออมและระบบสวัสดิการชุมชนเข้าด้วยกัน ให้การออมชุมชนนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการออมหรือระบบบํานาญระดับชาติ ถามว่าทําไมเราต้องเน้นตรงนี้ ประชากรวัยทํางานของประเทศไทยมีมากถึง ๒ ใน ๓ ของประชากรวัยทํางานทั้งหมดอยู่เป็นแรงงานนอกระบบ เขาอาจจะทํางานในที่ที่ ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง เราต้องอาศัยกลไกชุมชนเพื่อที่จะดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาร่วมสร้าง หลักประกันด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ข้อเสนอข้อที่ ๒ เสนอว่าขอเปลี่ยนสถานะของกฎหมายของเบี้ยยังชีพสําหรับ ผู้สูงอายุจากพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย เบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุให้เป็นพระราชบัญญัติบํานาญพื้นฐาน ถามว่าทําไมถึงจะต้องทํา อย่างนี้นะครับ ก็เพื่อไม่ให้เบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุเป็นประชานิยมหรือเป็นเครื่องมือในการหาเสียง ของคนบางกลุ่ม แล้วก็เพื่อให้เบี้ยยังชีพทําหน้าที่เป็นบํานาญพื้นฐานนะครับ ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษ เบสิค เพนชั่น (Basic pension) ซึ่งปัจจุบันมันก็ทําหน้าที่นี้ส่วนหนึ่ง เพราะว่าก็มีผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดที่ได้รับเบี้ยยังชีพส่วนนี้ แต่เรายังอยากเห็นมันทําหน้าที่ ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็ต้องระวังในการที่เราจะทําให้เบี้ยยังชีพเป็นบํานาญพื้นฐาน ถามว่า เราควรที่จะต้องระวังเรื่องอะไรนะครับ ก็คือระวังว่าไม่ให้บํานาญพื้นฐานเป็นภาระ ทางการเงินในระยะยาวสําหรับรัฐบาลมากจนเกินไป เพราะว่าแหล่งที่มาของเงินที่สําคัญ ของบํานาญพื้นฐานก็มาจากภาษีอากร

ข้อ ๒ บํานาญพื้นฐานจะต้องอยู่บนหลักที่ว่าเป็นหลักประกันที่ทําให้ผู้สูงอายุ ไม่ตกอยู่ในภาวะยากจน

ข้อ ๓ บํานาญส่วนที่เสริมอื่น ๆ จะต้องใช้หลักการมีส่วนร่วมจาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการประกันสังคมหรือการออม

ข้อเสนอข้อที่ ๓ ข้อสุดท้าย ก็คือส่งเสริมให้มีระบบการออมเพื่อยามชราภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราควรที่จะผลักดันให้กองทุนสํารองเลี้ยงชีพสําหรับลูกจ้างในปัจจุบัน ซึ่งเป็นภาคสมัครใจอยู่เปลี่ยนเป็นภาคบังคับ แล้วก็ดึงให้นายจ้างเข้ามามีส่วนร่วมในการแบกภาระ ของกองทุนสํารองเลี้ยงชีพเพื่อลูกจ้างของตนด้วย ตรงนี้ก็มีความสอดคล้องกับข้อเสนอข้อที่ ๒ อย่างไรนะครับ บํานาญพื้นฐานที่เปลี่ยนมาจากเบี้ยยังชีพการันตี (Guarantee) ให้ผู้สูงอายุไม่ตกสู่ภาวะยากจน บํานาญหรือหลักประกันด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาเสริม มาตรฐานการดํารงชีวิตให้มากยิ่งขึ้น ก็ควรดึงมาจากการออมเป็นสําคัญ ซึ่งในส่วนนี้ หลังจากที่ผมได้นําเสนอเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะขอเรียนเชิญท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ได้มาขยายความตรงนี้ให้มีความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น

ประเด็นปฏิรูป ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะนําเรียนก็คือว่าเรามีความจําเป็น ที่จะต้องเพิ่มศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ประเด็นท้าทายอันนี้ขอเรียนว่ามันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต สาเหตุของการขาดแคลนแรงงานที่ว่านี้มันมาจากไหน มันมาจาก ๔ สาเหตุด้วยกัน

ข้อแรก ก็คือว่าประชากรวัยทํางานมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ อันนี้ทุกท่าน คงทราบกันดี เลยทําให้แรงงานมีภาวะขาดแคลน

สาเหตุข้อที่ ๒ ก็คือประชากรวัยเด็กลดลงเรื่อย ๆ เช่นกัน จากทัศนคติ ที่เปลี่ยนไป จากพฤติกรรมของคนหนุ่มสาว วัยสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป ตรงนี้ก็ส่งผล ให้ประชากรวัยทํางานมีแนวโน้มลดลงไป แล้วก็ส่งผลต่อความขาดแคลนแรงงานเป็นลูกโซ่

สาเหตุที่ ๓ ประชากรวัยทํางานออกจากตลาดแรงงานเร็วเกินไปก่อนวัยอันควร ทั้ง ๆ ที่คนไทยในภาพรวมเรามีอายุยืนขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ ทุกท่านก็ยังคงแข็งแรงอยู่ นี่ก็เป็นโอกาสที่ทําให้เราสูญเสียศักยภาพทางด้านแรงงานไป นอกจากนั้นแล้วการที่เรามีอายุยืน ขึ้นเรื่อย ๆ แต่เลิกทํางานเร็ว นอกจากส่งผลกระทบการขาดแคลนแรงงานในระดับมหภาคแล้ว ในระดับบุคคล ในระดับครอบครัวมันก็มีผลกระทบเช่นกัน ถามว่ามีผลกระทบอย่างไร ก็คือส่งผลเสียต่อวัยทํางานในแง่ของหลักประกันด้านรายได้นะครับ

สาเหตุที่ ๔ แม้ว่ามีคนจํานวนหนึ่งอยู่ในวัยทํางานที่อาจจะเรียกว่า เป็นวัยต้น ๆ วัยกลาง ๆ อายุไม่มาก อย่างเช่นผมเป็นต้นอย่างนี้ คนกลุ่มนี้ก็มีโอกาสที่จะเลิก ทํางานกลางคันได้เหมือนกัน โดยมีสาเหตุมาจากภาระครอบครัวนะครับ ไม่ว่าจะเป็นไม่มีใคร ช่วยดูแล หรือไม่มีใครช่วยเลี้ยงลูก หรือไม่มีใครช่วยมาดูแลบุพการี พ่อแม่ที่มีภาวะพึ่งพา พี่น้องที่จะมาช่วยดูแลก็มีจํานวนน้อยลง สาเหตุจากตรงนี้ก็อาจจะทําให้คนส่วนหนึ่งตัดสินใจ ออกจากงานกลางคัน ภาพในสไลด์ที่ ๒๒ สะท้อนให้เห็นสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน การขาดแคลนแรงงานจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประชากรวัยทํางานที่มีประสิทธิภาพ สูงวัย ๒๕-๔๙ ปีก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ประชากรรุ่นที่จะออกจากตลาดแรงงาน คืออายุประมาณสัก ๕๐-๕๙ ปี ก็มีจํานวนมากกว่าประชากรรุ่นที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลุ่มที่อายุ ๑๕-๒๔ ปี ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ของตลาดแรงงานนี่ก็จะลําบาก ขึ้นตามลําดับ จากประเด็นท้าทายที่ว่ามานี้จึงมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปอย่างน้อย ๓ ข้อ

ข้อแรกเรามีความจําเป็นที่จะต้องดึงประชากรวัยทํางานและประชากร วัยสูงอายุให้ทํางานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราต้องใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เป็น ประโยชน์สูงสุด

หลังจากที่ดึงคนกลุ่มนี้ให้ทํางานกันอย่างเต็มที่แล้ว ถ้ายังมีปัญหาอยู่อีก เราก็อาจจะต้องคิดในเรื่องของการเพิ่มคนเข้ามาเสริมศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย โดยจะต้องคิดในเรื่องของการสนับสนุนให้ผู้พร้อมที่จะมีบุตร หรือสนับสนุนให้ผู้ที่กําลังเลี้ยงดูบุตร ให้ได้มีบุตรที่มีคุณภาพ หรือเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพเพื่อเป็นการสร้างทุนมนุษย์ ที่มีคุณภาพในอนาคต ถ้ายังไม่พอเราก็อาจจะต้องพิจารณาไปถึงยาแรงด้วยการส่งเสริม การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป

ผมขออนุญาตนําเรียนรายละเอียดโดยสังเขปสั้น ๆ ก่อนจบการนําเสนอนะครับ

ในกรณีของประชากรที่อายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ในส่วนนี้เราควรที่จะต้องส่งเสริม ให้เขาได้ทํางานที่เหมาะสมกับวัยวุฒิ ประสบการณ์และสมรรถภาพของร่างกาย เราควรที่จะ ส่งเสริมสถานประกอบการ หน่วยงานของภาครัฐ เอกชนให้มีการจ้างประชากรวัยสูงอายุ ให้ทํางานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรูปแบบอาจจะต้องยืดหยุ่นนะครับ อาจจะต้องคิดถึงเรื่องของ การขยายอายุเกษียณ การจ้างงานต่อเนื่อง อาจจะเป็นแบบประจําหรือแบบบางเวลา โดยที่รัฐบาลควรจะจัดให้มีแรงจูงใจโดยมาตรการเงินอุดหนุนหรือมาตรการทางภาษีอากร

ในส่วนของสิ่งที่ต้องคิดเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขยายระยะเวลา การทํางาน ในกรณีของภาคราชการเราอาจจะต้องพิจารณาแล้วล่ะครับว่า เราจะปรับปรุง หรือขยายอายุเกษียณหรือไม่ อย่างไร การดําเนินการอาจจะต้องเป็นไปอย่างมีขั้นตอน กําหนดปีเป้าหมายที่จะขยายอายุเกษียณ ค่อย ๆ ขยับ หรืออาจจะให้มีความแตกต่าง ระหว่างอาชีพก็ได้ในส่วนของภาคราชการ

ในกรณีของภาคเอกชนสิ่งที่เป็นคําสําคัญก็คือตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขยายอายุเกษียณ การจ้างงานต่อ หรือการจ้างกลับมาทําใหม่ บางเวลาหรือเต็มเวลา

ในส่วนของประชากรวัยทํางานที่อายุ ๒๕-๔๙ ปี ซึ่งจริง ๆ คนกลุ่มนี้ทํางาน อย่างขยันขันแข็งอยู่แล้ว เราจะต้องทําอย่างไรที่ให้เขาไม่ออกไปจากกําลังแรงงาน ไม่ออก ไปจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร สิ่งที่สมควรผลักดันก็คือในเรื่องของนโยบายสนับสนุน ครอบครัว หรือใช้ภาษาอังกฤษว่าแฟมิลี ซับพอร์ท โพลิซี (Family support policy) เพื่อลดภาระในการเลี้ยงดูบุตร หรือดูแลพ่อแม่วัยสูงอายุของประชากรวัยกลุ่มนี้ ซึ่งเรื่องนี้ ก็จะมีความเชื่อมโยงกับข้อเสนอด้านสังคม ซึ่งก็จะมีผู้นําเสนอในลําดับต่อไป สิ่งที่พึงทํา มีทั้งจัดบริการดูแลเด็ก ดูแลผู้สูงอายุโดยภาคส่วนต่าง ๆ ผลักดันให้นายจ้างได้มีบทบาท ในการสนับสนุนครอบครัวภายใต้ระบบสวัสดิการของนายจ้าง อย่างเช่นในเรื่องของการลา เพื่อการเลี้ยงดูบุตรหรือการดูแลบุพการี และเราต้องให้ความสําคัญให้มาตรการสนับสนุนกับ ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับเด็กตามลําพัง หรือที่เราเรียกว่าสคริปต์ เจเนอเรชัน (Script generation) เพราะว่าการที่ผู้สูงอายุดูแลเด็กนั้นมันมีเรื่องของช่องว่างของวัย การที่จะดูแลเด็กในครอบครัวที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับเด็กตามลําพังก็ควรที่จะมีมาตรการเสริมเข้าไป และที่สําคัญเราอาจจะต้องคิดไปถึงในเรื่องของมาตรการในการสร้างงานให้อยู่ใกล้บ้าน เพื่อที่ประชากรวัยทํางานจะได้ลดการย้ายถิ่น

ในส่วนของประชากรวัย ๑๕-๒๔ ปี ซึ่งอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนนั้น เราก็อาจจะดึงเขามาใช้ประโยชน์ได้โดยการส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้ได้มีการทํางานบางเวลา ให้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของการสนับสนุนการมีบุตร การเลี้ยงดูบุตรเพื่อสร้างทุนมนุษย์ ที่มีคุณภาพในอนาคตนั้น เราควรที่จะต้องมีมาตรการลดภาระในการดูแลบุตรด้วย มาตรการ ทางการเงินการคลัง ส่งเสริมให้พ่อแม่มีเวลาที่มีคุณภาพให้กับลูกด้วยการส่งเสริม ให้มีสวัสดิการเกี่ยวกับการลาเพื่อการเลี้ยงดูบุตร สนับสนุนให้มีระบบบริการดูแลเด็กระหว่าง ที่พ่อแม่ทํางาน ซึ่งตรงนี้ก็คือมาตรการสนับสนุนครอบครัวนั่นเอง

สุดท้ายอย่างที่ผมได้นําเรียนว่า แม้ว่าเราจะดึงศักยภาพของประชากรทุกกลุ่ม ออกมา เราพยายามจะสนับสนุนให้ครอบครัวได้เลี้ยงดูบุตรเพื่อที่จะเป็นทุนมนุษย์ ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต ถ้าวิธีการเหล่านั้นยังแรงไม่พอเราก็อาจจะที่จะต้องคิดถึง มาตรการอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่นการดึงคนไทยที่มีคุณภาพสมองไหลต่าง ๆ ให้กลับเข้ามา ทํางานในประเทศ สนับสนุนการเปลี่ยนสัญชาติให้แรงงานต่างชาติที่มีคุณภาพให้มีสัญชาติไทย หรือว่าสร้างแรงจูงใจให้แรงงานคุณภาพชาวต่างประเทศเข้ามาทํางานในประเทศไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเสนอในการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจที่พวกเราคิดว่า มีความสําคัญต่อการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัยต่อไปครับ

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพรักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สปช. เลขที่ ๒๐๔ ในฐานะกรรมการปฏิรูป ระบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยนะครับ ขออนุญาตนําเสนอแนวคิด ในการที่จะปฏิรูปเรื่องสังคมผู้สูงอายุนี้ในด้านทางเศรษฐกิจนะครับ สังคมผู้สูงอายุ ความจริง คนที่สูงอายุมีในทุกสังคมและมีมาตลอด ในประเทศไทยก็มีนะครับ แต่ละประเทศก็มีวิธีการ ที่จะจัดการปัญหานี้ ดูแลปัญหานี้แตกต่างกัน วิธีการของประเทศไทยเป็นวิธีการที่ดี และเราใช้มานานแล้วก็คือการใช้ครอบครัวเป็นหลัก ให้ลูกหลานเลี้ยงดูพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ก็อบอุ่นดี คนแก่ก็รู้สึกว่าได้อุ้มชูลูกหลานก็มีความสุข ลูกหลานก็อยู่ได้ใกล้ชิดปู่ย่าตายาย ก็ได้ฟังเรื่องเล่าเก่า ๆ ของปู่ย่าตายายเป็นการถ่ายทอดบทเรียนซึ่งกันและกัน เรามอบภาระ ในการเลี้ยงดูคนชราให้กับครอบครัวซึ่งเป็นวิธีการที่ดีมาก ได้พิสูจน์ในโลกแล้วว่า มันเป็นวิธีการที่ก่อเกิดความสงบสุขในสังคม แต่ว่าวิธีการสภาพการณ์อย่างนี้กําลังถูกทําลาย ไปโดยวัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาในรูปของความเจริญ พอเจริญขึ้นครอบครัว ที่เคยใหญ่ก็จะมีขนาดเล็กลง แล้วก็ประกอบกับมีเหตุที่ว่าเราประสบความสําเร็จ ในการดําเนินนโยบายวางแผนครอบครัวมาระยะหนึ่งก็เลยทําให้คนเกิดน้อย ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์การแพทย์ก็เจริญรุ่งเรืองมากทําให้คนแก่นี่ตายยากลง ก็เลยทําให้ปรากฏว่า โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป มีองค์ประกอบของคนชรามากขึ้นมันก็เลยเป็นโจทย์ใหม่ ที่เข้ามาซึ่งเราก็อยากจะใช้วิธีการเดิม เพราะผมคิดว่าวิธีการเดิมที่ให้ครอบครัวดูแลคนชรา เป็นวิธีการที่ดี แต่ก็เห็นอยู่ว่าวิธีการเดิมจะรับภาระไม่ไหว แล้วกําลังถูกทําลาย เพราะฉะนั้น เราจึงต้องคิดออกแบบวางระบบใหม่ที่จะรองรับสังคมวัยชราซึ่งกําลังเกิดขึ้นและเกิดขึ้นแล้ว ในประเทศไทยนะครับ คราวนี้ระบบที่จะออกแบบผมคิดว่ามันควรจะตอบสนอง วัตถุประสงค์อยู่ ๓-๔ ประการตามนี้นะครับ

อันที่ ๑ ผมคิดว่ามันต้องสอดคล้องกับลักษณะของวัฒนธรรมไทยซึ่งมีข้อเด่น อยู่ ๒ อย่าง

อันแรก ก็คือว่าการมีความเอื้ออาทรต่อกัน มีสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็งแล้ว ก็กําลังรับภาระดูแลคนชราอย่างดีในขณะนี้ ส่วนนี้ผมคิดว่าเราจะต้องถือเป็นด้านหลัก เป็นของดีที่เรามีแล้วยังต้องรักษาต่อไป สิ่งที่จะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ก็เพื่อรองรับแล้วก็ เพิ่มเติมเพื่อให้มันมีหลักประกันมากขึ้น แต่ไม่ควรจะเอาสิ่งใหม่ไปทําลายระบบเก่าที่ดีอยู่แล้ว

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีเสรีภาพแล้วก็ยอมให้คนมีฐานะ แตกต่างกันค่อนข้างมาก เวลาคนชราแล้วเราจะบอกว่าพอแก่แล้วหมด ถอดยศ ถอดหัวโขน หมดแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเสมอภาคกันทุกคน ต้องมีรายได้เท่ากัน ต้องมีฐานะเดียวกัน ผมว่าคงยาก คงต้องยอมรับว่าแม้คนชราก็ยังมีฐานะความเป็นอยู่การดํารงชีวิตที่แตกต่างกัน กับคนชราคนอื่นตามสภาพของแต่ละคน ทีนี้ถ้าเกิดอย่างนี้แล้วก็ต้องมีหลักประกันว่ารัฐจะไป ให้แต่ละคนไม่เท่ากันมันคงเป็นไปไม่ได้ ต้องวางระบบที่สามารถรองรับความแตกต่าง ในฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งดํารงอยู่ก่อนที่จะชราให้สามารถแคร์รี (Carry) ไปได้ในยามชรา แล้วโดยที่ไม่ไปเดือดร้อน โดยที่ไม่ไปก่อเกิดความอยุติธรรม นั่นเป็นประการแรกที่ระบบ ควรจะสร้างขึ้น

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าควรจะสร้างเป็นสังคมที่เรียกว่า อินคลูซีฟ (Inclusive) อินคลูซีฟคือการยอมรับทุกภาคส่วนของสังคมว่าเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคม ควรได้รับ สิทธิการดูแล และควรมีหน้าที่มีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ หรือเด็กหรือคนพิการ ทุกคนที่เป็นสมาชิกของสังคมควรได้รับการคํานึงถึงการมีสิทธิ มีหน้าที่ เรียกว่า อินคลูด (Include) ทั้งหมด เป็น อินคลูซีฟ โซไซที (Inclusive society)

ประการต่อไป ผมเห็นว่าภาวะการเป็นสังคมวัยชรามันเป็นปรากฏการณ์ ธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นแล้วและหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะกล่าวว่าเป็นวิกฤติก็ได้ เวลานี้เกิดขึ้นทั่วโลก ถ้ามาเป็นวิกฤติ ผมก็อยากจะเห็นว่าเรามีแนวคิดที่จะเปลี่ยนวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส หมายถึง ว่าทําอย่างไร ที่เราเห็นว่าภาวะความเป็นสังคมคนชราต้องมาถึงเราแน่นอนแล้วก็หลีกเลี่ยง ไม่ได้ มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าโอเค (OK) เมื่อเรามีคนชราเยอะก็เป็นภาระ เห็นคนชรา เป็นภาระ เห็นสังคมวัยชราเป็นภาระ เราก็ต้องรับภาระนี้ แล้วต้องเดินช้าลง ต้องเติบโต น้อยลง ต้องมีความสุขน้อยลง แต่ความจริงมองได้อีกอย่างหนึ่งว่าในเมื่อมันเป็นสิ่งซึ่งปรากฏขึ้นแล้ว แล้วมันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อเสียก็มีเยอะ ข้อดีก็มีอยู่ ถ้าเราสามารถขยายบทบาท ของส่วนที่ดีของมันแล้วก็ใช้ประโยชน์แต่ส่วนที่ดีของมันมาเป็นโอกาสแล้วก็ลดความเสียหาย อันเกิดจากส่วนที่เสียของมัน เราก็จะมีทรี ทรัสต์ (Tree Trust) ที่ถูกต้องและสามารถ ใช้ประโยชน์จากวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสได้นะครับ

ทีนี้เราก็ต้องการจะเห็นว่าคนชราของเราทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ อย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะที่เป็นมนุษย์ ก็คือมีมาตรฐานการดํารงชีพขั้นต่ําขั้นหนึ่งที่ทุกคน ควรจะได้รับ ระบบที่เราจะวางจะต้องให้หลักประกันว่าทุกคนจะสามารถมีอาหารพอกิน มีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม มีเครื่องนุ่งห่ม มีการเข้าถึงยารักษาโรค เพราะสิ่งจําเป็นพื้นฐาน ต้องทําให้เขาสามารถเข้าถึงได้ มีได้ แล้วด้วยการให้เขามีรายได้ แล้วด้วยการจัดสวัสดิการ อย่างไรก็ตาม ระบบควรจะวางไว้เพื่อให้คนชราสามารถดํารงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีในวัยชรา ทุกคน

นอกจากนั้นเพื่อจะให้เกิดระบบนี้เราก็คิดว่าควรจะได้มีการจัดระบบที่เรียกว่า เป็นระบบเครือข่ายแห่งความปลอดภัยทางสังคม ภาษาอังกฤษเรียกว่า โซเชียล เซฟตี เน็ท (Social Safety Net) ซึ่งเป็นระบบที่ยั่งยืน ที่ไม่ล้มตัวเองและไม่ไปทําให้คนอื่นล้ม โดยเฉพาะทางด้านการคลัง อันนี้ก็จะมีรายละเอียดอยู่ว่า

ประการแรก คือระบบที่สร้างขึ้นจะต้องไม่ยกภาระส่วนใหญ่ของระบบ ไปให้กับงบประมาณแผ่นดิน ถ้าใช้งบประมาณแผ่นดินมารองรับเราคงจะต้องเก็บภาษี เพิ่มขึ้นอีกเยอะ แล้วก็คนที่จะเสียภาษีก็จะไม่มี จะน้อยลง เพราะคนที่เข้าในวัยทํางาน จะน้อยลง เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นระบบที่ไม่เป็นภาระต่อการคลัง ไม่ทําให้การคลัง ล้มละลาย ต้องเป็นระบบที่การคลังสามารถยั่งยืนได้

ประการที่ ๒ ก็คือว่าจะต้องทําให้คนที่ต้อง มันจะเป็นระบบการออม เพื่อการชราภาพ เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายก็จะต้องมีการออม ก็ต้องให้คนที่ออมเขาอยู่ ในฐานะที่แบกรับภาระการออมได้ ไม่ใช่ไปเรียกร้องให้เขาส่งเงินจนกระทั่งเขาไม่มีจะกิน แล้วรอไว้สําหรับวัยชราจะได้มีฐานะดี แต่ตอนนี้ก็อดอยากไปก่อนอะไรอย่างนี้ มันก็จะไม่ยุติธรรม ระบบต้องคํานึงถึงตรงนี้ด้วย

ประการที่ ๓ ก็คือว่าต้องเป็นระบบที่รองรับให้มีรายได้ในวัยชราที่เพียงพอ สําหรับการดํารงชีวิตตามสถานภาพ แปลว่าแต่ละคนมีสถานภาพไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็อาจจะมีรายได้ไม่เท่ากันเมื่อตอนวัยชรา แต่รายได้ที่ตนเองได้ไม่เท่ากันนั้น มันจะมาจากไหน ถ้ามาจากภาษีที่เก็บมาจากทุกคนมันก็ไม่ยุติธรรม แต่ถ้ามาจากการออม ของตัวเองที่เป็นระบบแล้วตัวเองได้สะสมไว้ ก็ย่อมจะเป็นได้ เพราะฉะนั้นระบบที่ออกก็ต้อง คํานึงถึงตรงนี้ด้วย ขณะเดียวกันระบบที่ออกแบบก็ควรจะต้องครอบคลุมกว้างขวาง แล้วครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือเป็นคนเชื้อสายใด คนต่างจังหวัดหรือคนในกรุง คนบ้านนอกหรือว่าคนในป่าเขาอะไรอย่างนี้ อันนี้เสนอเป็น ระบบที่เรียกว่า ระบบ ๓ เสาหลัก จะมีเสาอยู่ ๓ เสา

เสาหลักอันแรกคือเสาที่เป็นพื้นฐานที่จะให้หลักประกันต่อคนไทยทุกคน ที่แก่แล้วและกําลังจะแก่ต่อไป มีหลักประกันในการดํารงชีวิต เข้าถึงปัจจัยในการดํารงชีวิต ขั้นพื้นฐานได้

ระบบที่ ๒ จะเป็นระบบที่บังคับให้คนที่มีฐานะระดับหนึ่งที่สามารถ ทําการออมได้ แล้วก็ให้เขาทําการออมแบบบังคับเพราะเขามีฐานะที่จะออมได้ ตั้งเป็นกองทุนการออมภาคบังคับขึ้น เป็นเสาที่ ๒ อันนี้จะเป็นรายได้เพิ่มเติมของคน ที่มีปัญญาจะออม เป็นเงินของเขาเอง แต่ว่าเขาเลื่อนเวลาการใช้ไปเก็บไว้ในกองทุน เพื่อให้เกิดการออมเพื่อให้มาใช้ในวัยชรา นั่นเสาที่ ๒

ส่วนเสาที่ ๓ จะเป็นการออมแบบผูกพันที่สมัครใจ คือไม่บังคับ แต่เป็น คอนแทร็คชวล (Contractual) ผูกพัน มีระบบที่ต้องนําส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจํา สําหรับคนที่ต้องการจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก ๒ ระบบแรก เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็น ๓ ระบบ ๓ ชั้นอย่างนี้ ชั้นที่ ๑ อันแรกเลยเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานซึ่งต้องบังคับสําหรับทุกคน แล้วก็เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิอันนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีคนแก่ที่เป็นชาวไทย ที่อดอยากหิวโหย เจ็บป่วยไม่สามารถไปหาหมอได้อะไรอย่างนี้ ผมจะอธิบายว่าแต่ละเสา จะมีลักษณะอย่างไร

เสาแรก จะเป็นระบบบังคับ ครอบคลุมคนไทยทุกคนโดยใช้เลขประจําตัวประชาชน ๑๓ หลัก อันนี้ก็จะครบถ้วนทุกคน

ประการที่ ๒ คือเป็นระบบที่มีการแยกเงินออมไว้เป็นกองทุนต่างหาก เรียกว่า (ฟันเดด) Funded คําว่าฟันเดดหรืออันฟันเดด (Unfunded) เป็นตัวสําคัญ ที่พึงทําความเข้าใจ คือภาระในการต้องใช้จ่ายในวัยชราหรือภาระการจ่ายบํานาญ มันเป็นภาระซึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนที่คนงานเริ่มเข้าทํางานในวันแรก ก็รู้แล้วในที่สุดอีก ๓๕ ปี คนนี้จะต้องเกษียณแล้วต้องมีภาระ ระบบบํานาญของไทยยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นชัดง่าย ๆ คือระบบบํานาญของข้าราชการเป็นระบบที่เรียกว่า อันฟันเดด คือไม่ได้แยกเงินไว้ต่างหาก ก็คือว่าเงินที่จ่ายบํานาญให้ผม วันนี้ผมเป็นข้าราชการบํานาญ วันนี้รับบํานาญอยู่ เงินที่จ่าย ให้ผมเป็นบํานาญในวันนี้ผมได้รับทุกเดือนมันเป็นเงินภาษีอากรที่เก็บมาในวันนี้ เก็บมาในปีนี้ เก็บจากคนที่ทํางานอยู่ ณ วันนี้ ถามว่าคนที่ทํางานอยู่ ณ วันนี้ได้รับบริการ ทางการสาธารณะที่ผมทําเมื่อ ๓๕ ปีที่แล้วหรือไม่ ตอบว่าไม่ได้รับ และคนที่ได้รับไปไหน ทําไมไม่มาจ่ายบํานาญให้ผม คนที่ได้รับอาจจะตายไปหมดแล้วหรือยังอยู่ หรือเกษียณไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นระบบนี้จึงเป็นระบบที่ก่อให้เกิด เขาเรียกว่าอินเทอร์ เจเนอเรชัน ซับซิดี (Inter generation subsidy) เป็นการอุดหนุนข้ามรุ่น ก็คือคนที่ทํางานในปัจจุบัน ต้องจ่ายภาษีเพื่อมาเลี้ยงดูข้าราชการบํานาญอย่างผม ซึ่งได้ทํางานให้บริการไปแล้ว เมื่อ ๓๕ ปีที่แล้วนะครับ แต่ถ้าระบบที่ถูกต้องก็คือว่าเมื่อ ๓๕ ปีที่แล้วที่ผมทํางานให้บริการ มันต้องกันไว้ว่าในที่สุดแล้วผมจะชราภาพและรับบํานาญ ต้องเป็นภาระเท่าไรก็แยกไว้เลย แยกไว้เป็นกองทุนต่างหาก ความจริงประเทศไทยเคยพยายามทํา เขาเรียกเงินออม หรือเงินอะไรสักอย่าง สมัยผมรับราชการยังมีอยู่ ปรากฏว่าไม่ได้แยกเป็นกองทุนจริง คือเป็นตัวเลขเฉย ๆ แล้วรัฐบาลก็เอาเงินไปใช้หมดแล้วตอนหลังเขาก็เลยยกเลิกไป อันนี้ก่อเกิดผล ๒ อย่าง ๑. ก็คืออินเตอร์ เจเนอเรชัน ซับซิดี การอุดหนุนข้ามรุ่นคน อันหนึ่ง

อันที่สอง จะเป็นการปกปิดภาระที่แท้จริงไม่ได้เปิดเผย จะยกตัวอย่างบริษัท จะเห็นชัด อันนี้คืออันฟันเดด ไลอะบิลิตี (Unfunded liability) หรือ ออบลิเกชัน (Obligation) คือข้อผูกพันซึ่งพึงต้องชําระในอนาคตเป็นข้อผูกพันซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เป็นหนี้ ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ว่าเราไม่ได้เตรียมเงินไว้ ไมได้แยกเงินไว้นะครับ เพราะฉะนั้นระบบ ที่เราวางใหม่ทั้ง ๓ พิลลาร์ (Pillar) จะเป็นระบบที่ฟันเดด ทั้งหมด ต้องมีการแยกเงินไว้ ต่างหากนะครับ

ประการต่อไปก็คือว่า พิลลาร์ วัน (Pillar one) จะเป็นระบบที่เป็นแบบ กําหนดสิทธิประโยชน์ คือเอาเงินส่งเข้าไปในกองทุนแล้วเขาก็รวมไว้ในกองทุนนั่นล่ะ ไม่รู้ว่า เงินใครส่งเท่าไร เพราะส่งตามเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน คนที่มีเงินเดือนสูง ก็จะส่งมาก คนที่เงินเดือนต่ําก็จะส่งน้อย แต่ว่าเวลาได้รับประโยชน์มันได้รับตามเงื่อนไขว่า ถ้าเข้าโรงพยาบาลได้เท่าไร ถ้าป่วยแล้วจ่ายให้ ถ้าแก่ให้เดือนละเท่าไร ไม่คํานึงถึงว่าเขาส่งไป เท่าไร เขาไม่ได้แยกบัญชีว่าใครส่งเท่าไร ระบบนี้ก็มีการเกื้อกูลกันระหว่างคนที่มีฐานะ แตกต่างกัน แต่ระบบนี้มันก็จะก่อเกิดปัญหาได้ในอนาคตถ้าวางแบบไม่ดีนะครับ เพราะว่าคนที่เข้าเป็นสมาชิกเขาจะรู้ว่าเขาจะได้รับสิทธิอะไรบ้าง สิทธินี้กําหนดแน่นอน แล้วพอถึงเวลาเขาก็เรียกร้องรับตามนั้น แต่ว่าถ้าเงินไม่มีก็จะเป็นภาระก็จะล้มได้นะครับ แล้วก็เป็นระบบที่มีผู้ส่งเงินเข้ากองทุน ๒ ฝ่ายหรือฝ่ายเดียว ของประเทศไทยใช้เป็น ระบบ ๓ ฝ่าย ซึ่งไปเอามาจากประเทศสแกนดิเนเวีย อันนี้คือยกตัวอย่างของ กองทุนประกันสังคมของไทย คือมีฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และมีฝ่ายรัฐบาลด้วยนะครับ แต่ทั่ว ๆ ไปในนานาชาติจะใช้เป็น ๒ ฝ่าย คือนายจ้างและลูกจ้าง แต่ถ้าไม่มีนายจ้างก็จะเป็น ฝ่ายเดียว ผู้ประกอบการอิสระซึ่งเป็นนายจ้างของตัวเองนะครับ ที่ต้องเป็นฝ่ายเดียวพอดี ของเราไปออกแบบ กอช. ไปคิดถึงว่าคนยากคนจนไม่มีปัญญาจะส่งรัฐบาลต้องช่วยอะไรต่าง ๆ แต่ความจริงคอนเซปต์ (Concept) คือคนที่ไม่มีนายจ้าง คนที่ไม่มีนายจ้างก็รวมถึงคนจน ที่ค้าขายหรือทํานาอะไรด้วย แต่ว่ามันก็รวมถึงนายแพทย์ ซึ่งเปิดคลินิกเอง หรือว่านักบัญชี ที่เปิดรับการตรวจสอบบัญชีเอง หรือว่าทนายความที่ได้รับว่าความเป็นห้างร้านของตัวเอง พวกนี้เขาไม่มีนายจ้างทั้งนั้นแต่เขาไม่ใช่คนจนนะครับ เขาไม่ใช่คนมีรายได้น้อย เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วเขาได้ไปทั้งส่วนที่เป็นกําไรและส่วนที่เป็นค่าแรง เพราะเขาเป็นเจ้าของกิจการเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ถูกแล้วควรจะเป็นฝ่ายเดียวรัฐบาลยังไม่ต้องยุ่ง แต่ไม่ใช่รัฐบาล ไม่รับผิดชอบนะ รัฐบาลยังมีภาระต้องรับผิดชอบในที่สุดซึ่งเดี๋ยวผมจะกล่าวถึง แต่ว่าตัวนี้ ก็จะเป็น ๒ ฝ่าย

ข้อต่อไป อันนี้จะเป็นแหล่งสนองรายได้ที่เพียงพอสําหรับการมีสิ่งจําเป็น ในการดํารงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีแต่ว่าไม่ฟุ่มเฟือย ก็ควรจะมีกองทุนเดียวหรือ ๒ กองทุน กองทุนที่อาจจะปรับปรุงเพื่อเอาเข้าระบบพิลลาร์ ๑ ได้ก็คือกองทุนประกันสังคม กองทุน กอช. รวมทั้งเบี้ยคนชราด้วย และกองทุนขั้นพื้นฐานควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ ทางภาษี ขณะนี้ก็ให้อยู่แล้ว

ส่วนพิลลาร์ที่ ๒ เสาที่ ๒ นี้ ขณะนี้เราไม่มี ควรจะไปทํากฎหมายขึ้น เป็นการออมแบบบังคับ แต่บังคับสําหรับคนที่มีรายได้ ผมใช้ว่าเอกซ์ (X) บาทขึ้นไป จะเป็น เอกซ์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือเอกซ์ เป็น ๒๐๐,๐๐๐ บาท อะไรก็ได้นะ คือเขามีรายได้ เพียงพอที่จะออมเพิ่ม แล้วก็มีรายได้มากขึ้นเมื่อวัยชรา แต่ก็เป็นเงินของเขานะครับ ก็จะเป็น ระบบฟันเด็ดและระบบที่มีการกําหนดจํานวนเงินออมที่ส่งเข้ากองทุน รู้ว่าใครส่งเท่าไร ใครส่งมากได้มาก ใครส่งน้อยได้น้อย ซึ่งต่างจากกองทุนแรก กองทุนระบบที่ ๒ นี้ มันจะสามารถรองรับสภาวะความเป็นจริงที่คนไทยก่อนเกษียนมีฐานะไม่เท่ากัน หลังเกษียน ก็คงมีฐานะไม่เท่ากันได้โดยใช้เงินของตนเอง ก็จะเป็นแบบ ไบพาร์ไทต์ (Bipartite) กับซิงเกิลพาร์ตี้ (Single party) ๒ ฝ่ายนะครับหรือว่าฝ่ายเดียว เป็นรายได้เพิ่มเติมในวัยชรา ควรจะมีสักกองทุนเดียวหรือ ๒-๓ กองทุน ไม่ควรมีมาก ขณะนี้ยังไม่มีกองทุนประเภทนี้ เพราะว่าเรายังไม่มีกฎหมายบังคับให้ออม แต่ว่าสามารถจะปรับปรุงให้ กบข. ผมว่าเป็นได้ กองทุนสํารองเลี้ยงชีพก็เป็นได้ จะเป็นพื้นฐาน รวมเข้ามาก็จะมีหลักประกันมากขึ้น แล้วก็จะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ส่วนเสาที่ ๓ เป็นการออมโดยสมัครใจซึ่งทําได้หลากหลาย มีได้หลายกองทุน แล้วก็เป็นแบบ ดีไฟน์ คอนทริบิวชัน (Defined Contribution) คือใครส่งมากก็ได้มาก ส่งน้อย ก็ได้น้อย ขณะนี้ก็มีพวก อาร์เอ็มเอฟ (RMF) แอลทีเอฟ (LTF) ซึ่งใช้ประโยชน์อยู่ ถามว่า บทบาทรัฐบาลเป็นอย่างไร อันนี้ผมอยากจะให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างการประกันสังคม กับการสังคมสงเคราะห์ ที่เราจะทํานี้คือระบบประกันสังคม คือให้ช่วยตัวเอง ให้ช่วยด้วยกัน แบบผู้ที่รับประโยชน์จะเป็นสมาชิกต้องเสียค่าประกัน ถ้าอย่างนั้นรัฐบาลก็สบาย ไม่ต้องยุ่งอะไร รัฐบาลไม่รับผิดชอบเลย ไม่ใช่ รัฐบาลนี้มีหน้าที่ออกแบบวางระบบแล้ว ดําเนินการจัดตั้งระบบต่าง ๆ เหล่านี้พร้อมทั้งกํากับดูแลให้ระบบดําเนินการไปได้นะครับ เพื่อสนองระบบบํานาญที่มีความยั่งยืนและเพื่อให้คนชราทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ อย่างมีศักดิ์ศรี นั่นประการแรก

ประการที่สอง รัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือคนที่ตกหลุมสังคมแม้ว่าจะมี หลักประกันถึง ๓ ชั้นแล้วก็ตาม ก็ยังมีคนที่ตกหลุมสังคมได้ ตรงนั้นต้องการ การสังคมสงเคราะห์ หรือเวลาที่กิจการพิลลาร์ วัน มันเกิดล้มขึ้นมารัฐบาลก็ต้องช่วย รัฐบาล อย่างไร ๆ ก็ต้องรับผิดชอบ หลีกหนีความรับผิดชอบไปไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่จําเป็น ต้องรับผิดชอบโดยเอาเงินภาษีในเบื้องแรกมาจ่ายให้ทุกคนที่เป็นคนชรา ในการที่บอกนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่เห็นใจคนแก่หรืออะไร แต่ผมคิดว่ามันเป็นระบบที่จะช่วยสร้างหลักประกัน ให้ทุกคนมีฐานะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมตามสภาพ แล้วก็มีความยั่งยืนทางการคลัง สังคมสามารถเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ขออนุญาตนําเสนอแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายไตรรัตน์ จารุทัศน์ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปที่เคารพ ข้าพเจ้า นายไตรรัตน์ จารุทัศน์ คณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ขอนําเสนอข้อเสนอปฏิรูปด้านสภาพแวดล้อมครับ หลังจากที่ฟัง ท่านอาจารย์วรเวศน์กับอาจารย์สมชัยพูดถึงการกินดีแล้ว ก็ต้องพูดถึงการอยู่ดีด้วยนะครับ การอยู่ดีของผู้สูงอายุในที่นี้สภาพแวดล้อมที่ว่านี้คงไม่ครอบคลุมเฉพาะเรื่องบ้านพักอาศัย เท่านั้น เราจะครอบคลุมทั้งเรื่องสิ่งอํานวยความสะดวก อย่างเช่น โรงพยาบาล ตลาดนัด การบริการสาธารณะ อย่างเช่นการบริการขนส่งเพื่อให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้นด้วย ทั้งในบ้านและนอกบ้าน ทั้งในเมืองและชนบทนะครับ ข้อเท็จจริงพบว่าผู้สูงอายุไทยอยู่ตามลําพังประมาณสัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็แนวโน้ม เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ คุณตาคุณยายเหล่านี้จะอยู่ในชนบทกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไม่คิดจะย้าย ไปที่ไหน จากการสํารวจพบว่าแม้กระทั่งยามเจ็บป่วย คุณตาคุณยายเหล่านี้ยังอยากกลับไป แม้กระทั่งตายที่บ้านเสียด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นข้อเท็จจริงก็คือผู้สูงอายุไทยอยู่กัน ๒ คนตายาย อยู่ในชนบท บ้านที่ท่านอยู่เป็นอย่างไรบ้างนะครับ จากการสํารวจพบว่าบ้านที่คุณตาคุณยาย อยู่ ๓๐-๔๐ ปีมาแล้ว คุณตาคุณยายเหล่านี้เคยหกล้มในบ้าน ประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เคยหกล้มนะครับ จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าอัตราการเสียชีวิตจากการหกล้ม ของผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ในปี ๒๕๕๑ ๔.๕ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นเกือบ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๖ แล้วก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ แสดงว่าอะไรครับ แสดงว่าบ้านที่คุณตาคุณยาย อยู่ปัจจุบันไม่มีความปลอดภัย จากข้อมูลพบว่าหลังจากที่คุณตาคุณยายหกล้มในบ้าน ค่าผ่าตัดกระดูกสะโพก ๘๐,๐๐๐- ๑๕๐,๐๐๐ บาท จะแพงกว่าค่าปรับปรุงห้องน้ํา ค่าติดตั้ง ราวจับคือในห้องน้ํา เพราะฉะนั้นการปรับสภาพแวดล้อมในบ้านมีความสําคัญ มีความคุ้มค่ากว่า นอกจากนี้แล้วพบว่าการประสบอุบัติเหตุนอกจากบริเวณห้องน้ําแล้วก็มีทางเดินรอบ ๆ บ้าน ด้วยนะครับ หลังจากที่คุณตาคุณยายหกล้มในบ้านอยากจะไปโรงพยาบาล สิ่งที่ค้นพบก็คือ ท่านออกจากบ้านนะครับ ท่านไปโรงพยาบาลได้อย่างไรบ้าง ก็เดินไปที่ป้ายรถเมล์ ฟุตบาททางเท้า ระบบขนส่งมวลชนปัจจุบันก็ไม่รองรับสําหรับสังคมผู้สูงอายุ จากการสํารวจ พบว่าอาคารภาคขนส่งได้คะแนนแค่ ๔๓ เปอร์เซ็นต์จาก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ไม่รวมอาคารของราชการที่มีคะแนนการประเมินแค่ประมาณ ๒๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง นอกจากบ้านไม่ปลอดภัยแล้ว ชุมชนท่านก็ไม่น่าอยู่ด้วยครับ ทางคณะกรรมการปฏิรูป เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ ก็เลยมีข้อเสนอ ๕ ข้อดังต่อไปนี้นะครับ

อันดับแรกคือการสร้างชุมชนให้น่าอยู่สําหรับสังคมสูงวัย

อันดับ ๒ คือส่งเสริมบ้านปลอดภัยสําหรับผู้สูงอายุ

อันดับ ๓ เป็นเรื่องสําคัญมากก็คือการกําหนดให้มีที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม โซเชียล เฮาส์ซิง (Social Housing) แล้วก็ส่งเสริมอุตสาหกรรมและธุรกิจเพื่อรองรับสังคม ผู้สูงวัย และปรับแก้กฎหมาย

ข้อเสนอข้อแรก เราเรียกว่า การส่งเสริมชุมชนน่าอยู่สําหรับสังคมผู้สูงวัย ทางสหประชาชาติกําหนดไว้ว่าประเทศใดในโลกนี้ถ้าจะปรับปรุงชุมชนให้น่าอยู่สําหรับ ผู้สูงวัยต้องมีทั้งหมด ๘ เรื่องด้วยกัน ผมจะขอแบ่งเป็น ๒ กลุ่มนะครับ

กลุ่มแรก คือสภาพแวดล้อมทางกายภาพ เราต้องปรับปรุงที่อยู่อาศัย และปรับปรุงพื้นที่ภายนอกและตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นทางเท้า โรงพยาบาล สวนสาธารณะ แล้วก็ปรับปรุงระบบขนส่งมวลชน ไม่ว่าขนส่งในระบบเมืองหรือว่าขนส่งในชนบทด้วยนะครับ

ชุดที่ ๒ เป็นสภาพแวดล้อมทางสังคม แทบไม่น่าเชื่อเลยทางสหประชาชาติ ให้ความสําคัญกับสภาพแวดล้อมทางสังคมด้วยเพื่อให้ชุมชนน่าอยู่ ก็คือการส่งเสริม ให้ผู้สูงอายุเหล่านี้มีส่วนร่วมในสังคม เป็นที่ยอมรับในสังคม ที่สําคัญคือการเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารและการสื่อสาร ไม่ว่าท่านอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ คุณตาคุณยายก็สามารถเข้าถึง ข้อมูลข่าวสารได้

ข้อเสนอที่ ๒ คือการส่งเสริมบ้านปลอดภัยสําหรับผู้สูงอายุ มีหลักการ ๓ ข้อ คือการปรับปรุงเรื่องกายภาพให้ปลอดภัย คุณตาคุณยายสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ในบ้าน เข้าถึงง่ายและสามารถสร้างแรงกระตุ้นได้ ให้ท่านอยากอยู่ในบ้าน ให้ท่านอยู่ในบ้าน อยู่ในที่เดิมให้นานที่สุด

สําหรับข้อเสนอข้อที่ ๓ ซึ่งเป็นข้อสําคัญของชุดนี้ คือการมีนโยบาย หลักประกันด้านที่อยู่อาศัยสําหรับประเทศที่เจริญแล้ว อย่างเช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศมาเลเซียก็ตาม เขาจะมีนโยบายส่งเสริมที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม คือกําหนดให้มีสัดส่วนของที่อยู่อาศัยเพื่อสังคม ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของโครงการที่อยู่อาศัยต่าง ๆ อย่างเช่น โครงการบ้านจัดสรรหรือว่าพวกอาคารชุดทั้งหลาย ต้องมี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ไว้ สําหรับคนกลุ่มนี้ คนกลุ่มนี้รองรับนอกจากผู้สูงอายุแล้ว ก็รองรับทั้งคนพิการด้วยนะครับ เพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเหล่านี้สูงวัยในที่เดิม ไม่ต้องถูกย้ายไปนอกสถานที่แล้วก็ไปนอกบ้าน

ข้อเสนอข้อที่ ๔ ถ้ามองการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเป็นโอกาส มันก็เป็นโอกาสครับ เพราะว่ามันจะมีธุรกิจอุตสาหกรรมที่เติบโตพร้อมกับเรื่องสังคมสูงวัยสูงมาก โดยเฉพาะ ประเทศที่เจริญแล้ว ส่วนใหญ่ก็เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเรามีนโยบายส่งเสริม อุตสาหกรรมและธุรกิจเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยก็นับเป็นโอกาสที่ดี ของเราเองประเทศไทย ก็จะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยก่อนประเทศเพื่อนบ้านในเออีซี (AEC) แต่ถ้าเราปรับตัวก่อนโอกาส ธุรกิจเหล่านี้ก็จะเป็นโอกาสที่ค่อนข้างดีมากนะครับ นอกจากนี้แล้วการปรับปรุงถนนหนทาง ระบบขนส่งมวลชนก็ถือว่าเป็นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่คุ้มค่า ลงทุนในเม็ดเงิน ที่เท่ากัน แต่เราได้อินคลูซิฟ โซไซตี เราได้ยูนิเวอร์ซอล ดีไซน์ ทุกคนสามารถรองรับได้ด้วยครับ

เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยนะครับ ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงบ้าน หรือว่าปรับปรุงสภาพแวดล้อม เราอาศัยมติ ครม. ให้กระทรวงมหาดไทยปรับแก้ กฎกระทรวง สิ่งอํานวยความสะดวกในอาคารสําหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ ซึ่งเราประกาศมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ มาแล้วนะครับ แล้วก็มีประกาศกฎกระทรวงของกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ปี ๒๕๕๕ มีมติ ครม. ให้บังคับใช้กฎกระทรวง ๒ กฎกระทรวง ดังกล่าว กับอาคารที่ก่อนหน้านี้ให้ปรับปรุงสิ่งอํานวยความสะดวกให้ครบแล้วเสร็จภายใน ๒ ปี ทั้งหมด ทั้ง ๕ มาตรการเหล่านี้จะทําให้ผู้สูงอายุอยู่ในชุมชนเดิม มีสภาพการอยู่อาศัย อยู่ดีและกินดีครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวลัดดา ดําริการเลิศ กรรมการ 🔗

ดิฉันจะขออนุญาตรายงาน ข้อเสนอทางด้านการปฏิรูปสังคมผู้สูงวัยด้านสุขภาพนะคะ โดยทั่วไปเราก็คงเข้าใจดีอยู่แล้ว ว่าพอเข้าสู่สังคมสูงวัยหรือเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมากขึ้น สิ่งที่ตามมานี้เป็นไปตามธรรมชาติ คือสภาพการถดถอยของร่างกาย แต่ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลจนกระทั่งถึงว่าเป็นภาระ มากจนเกินไปนะคะ ดิฉันขออนุญาตฉายภาพให้เห็นนะคะว่าสถานการณ์ด้านสุขภาพ ของผู้สูงอายุไทยเป็นอย่างไร ปัจจุบันเรามีผู้สูงอายุประมาณ ๙.๗ ล้านคน จากคนวัยแรงงาน ก็คือวัยแรงงานช่วง ๔๕-๕๙ ปี ๑๔ ล้านคน ในกลุ่มผู้สูงวัย ๙.๗ ล้านคน ถึงแม้ว่าจะมีเรื่อง ของค่าใช้จ่ายในปัจจุบันในด้านสุขภาพประมาณ ๑.๔ แสนล้านบาทก็ตาม แต่เราก็สามารถ ที่จะมองเห็นว่าผู้สูงวัยใน ๓ กลุ่มนี้ไม่ได้เป็นภาระต่อสังคมไปทั้งหมดนะคะ โดยส่วนใหญ่ ของผู้สูงวัยทั้งหมด ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนนี้นะคะ เป็นผู้สูงอายุที่อยู่ในกลุ่มที่พึ่งพาตนเอง ได้ช่วยเหลือสังคมได้แล้วก็มีศักยภาพที่จะให้แก่สังคมได้นะคะ โดยที่มีผู้สูงอายุกลุ่มที่พึ่งพิง บางส่วนเพียงแค่ ๑.๕ ล้านคน และอีกส่วนหนึ่งที่ต้องพึ่งพาทั้งหมดประมาณ ๙๐,๐๐๐ คน ภาวะพึ่งพาทั้งหมดขึ้นอยู่กับอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความเสื่อมถอยของร่างกายอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตแล้วก็การทํานุบํารุงรักษาสุขภาพในช่วงก่อนที่เข้าสู่วัยสูงอายุ แล้วก็ในช่วงเข้าล่วงสู่วัยสูงอายุด้วยนะคะ ในช่วงสถานการณ์สุขภาพปัจจุบันถึงแม้ว่าในกลุ่ม ผู้สูงอายุที่พึ่งพาตนเองได้เสียเป็นส่วนใหญ่นะคะ ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐-๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ยังมีปัญหาสุขภาพ ถึงแม้ว่าจะช่วยเหลือตัวเองได้ มีความแข็งแรงไปโน่นไปนี่ได้ ๙๕ เปอร์เซ็นต์มีปัญหาสุขภาพ ปัญหาสุขภาพได้แก่อะไรบ้าง ซึ่งก็เป็นโรคที่พบกันโดยทั่วไป ในคนไทยก็คือเรื่องของโรคความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวาน แล้วก็ข้อเข่าเสื่อม แต่ก็จะสังเกตว่าจะมีผู้สูงอายุที่มีปัญหาติดเตียงเพียงแค่ร้อยละ ๑ เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มผู้สูงอายุแม้ว่าจะมีโรคจํานวนมาก แต่ก็ยังสามารถที่จะดูแลตัวเองและดูแลผู้อื่นได้ ซึ่งกลุ่มนี้สามารถที่จะดํารงชีวิตและควบคุมปัญหาสุขภาพได้นะคะ โดยที่ไม่ตกเป็นภาระ ของผู้อื่นและตนเองนะคะ โดยที่ประเด็นท้าทายสําหรับในผู้สูงวัยกลุ่มใหญ่ก็คือเรื่องของการ มีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเพื่อที่จะดํารงสถานะสุขภาพให้อยู่ในภาวะ ที่แข็งแรงแล้วก็พึ่งพาตนเองได้ยาวนานที่สุดจนกระทั่งถึงใกล้วาระสุดท้ายก็จากไป อย่างมีศักดิ์ศรีแล้วก็สงบสุขนะคะ เพราะฉะนั้นการเข้าถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคจึงมีความสําคัญมากในการที่จะ ดํารงรักษาเอาไว้ซึ่งสถานภาพของสุขภาพของผู้สูงวัยไว้นะคะ ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีปัญหา เรื่องการเข้าถึงอยู่ ปัญหาท้าทายอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าเมื่อล่วงเข้าสู่วัยสูงอายุมากขึ้น เนื่องจากอายุยืนยาวขึ้น ภาวะถดถอยของสภาพสมองจะมีปัญหาเรื่องสมองเสื่อม ซึ่งภาษา ทางการแพทย์เรียกว่าเป็นไปตามสิ่งที่เรียกว่าเจอริแอทริก ซินโดรม (Geriatric syndrome) คือความเสื่อมถอยตามธรรมดาของวัยไปเรื่อย ๆ เมื่อเรามีอายุยืนสูงขึ้น ๆ เราก็จะพบปัญหา สภาพของสมองเสื่อมมากขึ้น เมื่อก่อนนี้คนไทยอายุไม่ยืนก็ ๖๐ ปีเศษ ๆ ภาวะสมองเสื่อม ยังไม่ทันมาก็จากไปแล้วแต่ปัจจุบันเราจะพบมากขึ้น

อันที่ ๒ ก็คือว่าในปัจจุบันระบบบริการสุขภาพไทย เราจะพบว่าเรามีระบบ การเจ็บป่วยเฉียบพลันแล้วก็เข้าโรงพยาบาล เมื่อรักษาหาย พ้นจากขีดอันตรายแล้ว ทางโรงพยาบาลก็จะให้กลับไปสู่บ้านเพื่อฟื้นฟู ในขณะที่สภาพร่างกายก็ยังไม่พร้อม คือหายดี แต่ว่ายังไม่พร้อมเท่าไร ยังอ่อนแอ ยังอ่อนเพลียอยู่อะไรอย่างนี้ หรือต้องการการฟื้นฟูสภาพ เพื่อให้กลับเข้าสู่สภาพเดิมมากที่สุด ซึ่งปัจจุบันนี้เรายังไม่มีระบบการดูแลที่เรียกว่า สเต็ป ดาวน์ แคร์ (Step down care) หรือ อินเตอร์มีเดียต แคร์ (Intermediate Care) ระยะกลาง เพื่อที่ระบบนี้เป็นระบบที่จําเป็นที่เรียกว่าลดการเข้านอนโรงพยาบาล โดยไม่จําเป็น อันที่ ๒ คือลดความพิการซ้ําซ้อนและการกลับเข้าสู่โรงพยาบาล เนื่องจาก ภาวะแทรกซ้อนเมื่อกลับไปดูแลต่อเนื่องที่บ้านไม่ได้ ซึ่งระบบนี้มีความสําคัญในแง่ ของการป้องกันภาวะพึ่งพิงระยะยาว นอกจากนี้ในสภาพปัจจุบันสังคมไทยจัดระบบบริการสุขภาพ ได้ลงไปจัดบริการที่พยายามที่จะลงไปสู่ที่บ้านและชุมชนมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาท้าทาย ปัจจุบันนี้ก็คือว่าในชุมชนเมืองเองที่ไม่ค่อยมีสภาพของความเป็นชุมชน ความสัมพันธ์กัน ฉันท์ญาติพี่น้องมีน้อยในส่วนที่เป็นสังคมชุมชน การจัดระบบบริการโดยการพึ่งพาอาศัย ครอบครัวและชุมชนเป็นฐานจึงมีข้อจํากัดมาก นอกจากนี้พอในเขตเมืองจะพบว่าบทบาท ความเอื้ออาทรกันลดน้อยลง แต่บทบาทที่เริ่มมีมากขึ้นคือการจัดบริการจากภาคส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นของภาคเอกชนหรือองค์กรเอกชนทางศาสนาเป็นต้น ซึ่งการจัดบริการแบบนี้ ยังขาดการสร้างมาตรฐานหรือกลไกการกํากับมาตรฐานเพื่อให้การบริการดูแลผู้สูงอายุนั้น เป็นไปตามเป้าประสงค์ที่พึงคาดหวัง นอกจากนี้แล้วเมื่อผู้สูงอายุเจ็บป่วยเข้าสู่ระยะ ช่วงปลายของชีวิต สิ่งที่เรายังขาดก็คือว่าระบบการดูแลระยะท้าย ซึ่งในการศึกษาพบว่า คนไทยจะมีค่าใช้จ่ายสูงสุดในการดูแลสุขภาพอยู่ในช่วง ๖ เดือนสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเป็นการดูแลระยะท้ายที่เอาไปไว้ในโรงพยาบาลซึ่งเป็นการดูแลค่าใช้จ่ายที่แพง แล้วก็ไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงวัยและครอบครัว แต่เนื่องจากไม่มีทางเลือก ไม่มีระบบ ระบบการดูแลระยะท้ายจึงเป็นสิ่งที่ยังขาดหายไปในระบบบริการสุขภาพไทย ซึ่งดิฉันอยากจะดูตามผังอันนี้ว่าระบบการดูแล ระยะกลาง ระยะยาว หรือระยะท้าย เราจะมี ๒ พาร์ท (Part) ใหญ่ ๆ นี่ก็คือการดูแลนอกสถานบริการ ก็คือการดูแลในครอบครัว และชุมชนซึ่งเป็นฐานหลักของการดูแล มีตั้งแต่การดูแลพื้นฐานเป็นการดูแลทางสังคม ดูแลทางการพยาบาลเล็กน้อย รวมทั้งไปถึงการดูแลที่ซับซ้อน ซึ่งในสถานบริการเรา มีอย่างครบถ้วน แต่ว่านอกสถานบริการหรือที่บ้านและชุมชนการจัดบริการก็มีอยู่บ้าง ประปราย สิ่งที่ขาดไปก็คือว่าการจัดระบบบริการดูแลระยะกลาง การดูแลชั่วคราว แล้วก็การดูแลระยะสุดท้าย ซึ่งทําให้อย่างไร ทําให้เกิดการผลักดัน ทําให้เกิดการ ไม่มีทางเลือกของครัวเรือนจึงต้องส่งผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรังหรือว่าอยู่ในระยะสุดท้ายเข้าสู่ สถานบริการ ซึ่งถ้ามาดูเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายในการประมาณการสุขภาพของผู้สูงอายุใน ๑๒ ปีข้างหน้า ในขณะนี้เรามีผู้สูงอายุประมาณ ๙,๕๐๐,๐๐๐ คน ค่าใช้จ่ายในปี ๒๕๕๓ การฉายภาพ ก็จะพบว่าจะเพิ่มจาก ๖๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่ในส่วนที่ กระทรวงการคลังแล้วก็กระทรวงสาธารณสุขได้ทําการฉายภาพประมาณการไว้ ว่าในปี ๒๕๕๗ ของจริงก็คือว่าเรามีค่าใช้จ่ายสวัสดิการด้านค่ารักษาพยาบาลประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต่อไปในปีข้างหน้าที่เราเป็นสังคมสูงวัยสุดยอดนี่ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ ก็จะทะยานถึง ๑๘ ล้านล้านบาท ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ตัวแปรที่สําคัญก็คือการเข้าถึง การจัดบริการกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค แล้วเมื่อมีสุขภาพดีจากการป้องกันโรคที่ดี ค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็จะลดทอนลง การฉายภาพอันนี้เป็นไปตามสภาพปกติในปัจจุบัน ที่การเข้าถึงยังไม่มากนัก ซึ่งในเรื่องของการฉายภาพค่าใช้จ่ายก็พบว่ามันจะเพิ่มขึ้นจาก สัดส่วนของจีดีพี (GDP) จาก ๐.๖๔ ขึ้นเป็น ๑.๑ นะคะ ซึ่งปัจจุบันนี้ก็จะมีตัวเลขใหม่แล้ว ซึ่งตัวแปรทั้งหลายก็ขึ้นอยู่กับเรื่องของการเข้าถึง เรื่องของแนวทางการลดค่าใช้จ่าย แล้วก็การเปลี่ยนแปลงทางสถานะสุขภาพของประชาชน อย่างไรก็ตามเราจะพบว่า ในผู้สูงอายุนี่เรามีสูงอายุกลุ่มที่ดูแลตัวเองได้ ช่วยเหลือสังคมได้จํานวนมาก แล้วจากปรากฏการณ์นี้ก็คือมีพัฒนาการในการดูแลตนเองของครอบครัว ชุมชน ไม่ใช่ว่าไม่มี ใครดูแลกันเลย แล้วเราก็พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ ถ้าได้รับการหนุนเสริม ในการสร้างเสริมสุขภาพกันภายในชุมชนที่เน้นในเรื่องของการสร้างนําซ่อม ไม่ใช่นําไปซ่อม สุขภาพอย่างเดียว โดยที่ปัจจุบันก็จะมีกลไกอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านอยู่ แล้วก็เป็น กลไกที่จะช่วยเหลือดูแลในการที่จะสร้างเสริมสุขภาพสําหรับผู้สูงอายุที่ยังพึ่งพาตัวเองได้ หรือพึ่งพาตัวเองได้น้อยเพื่อให้คงสถานภาพ สุขภาพ การช่วยเหลือตัวเองได้นานที่สุด แล้วก็กลไกเหล่านี้ในครอบครัวชุมชนก็จะพบว่าบทบาทขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จะมีความสําคัญมากในการร่วมกับชุมชน หรือเป็นแกนในจตุพลังอย่างที่ท่านประธาน ได้เรียนเอาไว้แล้วว่าเป็นแกนในการที่จัดสรรบริการต่าง ๆ ในชุมชนเพื่อที่จะดูแลกันเอง แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจํากัดในเรื่องของอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือระเบียบต่าง ๆ ในการรองรับให้ อปท. สามารถดูแลคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุได้ นอกจากนี้แล้วองค์ประกอบอื่น ๆ ในสถาบัน ในทางชุมชนก็จะมีทั้งสถาบันทางศาสนา องค์กรทางการศึกษาอื่น ๆ หน่วยงานอื่น ที่จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมด้วยช่วยกันในการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน เพราะฉะนั้นข้อเสนอด้านปฏิรูป การปฏิรูปด้านสุขภาพก็มีอยู่ ๓ ข้อหลัก ดิฉันขอเสนอ ทีละข้อนะคะ

ข้อแรก ในเรื่องของการส่งเสริมชุมชนให้เข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม โดยที่ข้อนี้ ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษว่าอินคลูซีพ คอมมิวนิที (Inclusive community) นั่นก็คือว่า การที่ทําให้ทุกภาคส่วนในชุมชนมีความเข้มแข็งมารวมตัวกันไม่ว่าจะเป็นท้องถิ่น ท้องที่ วัด โรงเรียน อาสาสมัครหรือครอบครัวผู้สูงอายุเอง มาทําให้เกิดการรวมตัว รวมกลุ่ม ของผู้สูงอายุในการสร้างเสริมสุขภาพกันเองในชุมชน เนื่องจากว่าปัจจุบันหน่วยงานต่าง ๆ ก็พยายามที่จะลงพื้นที่ ต่างคนต่างลง ผลตามมาก็คือเกิดความซ้ําซ้อนหรือขาดความต่อเนื่อง ทําให้พลังของการขับเคลื่อน ดูแลกันเองในชุมชนมันไม่มีพลังเท่าที่ควร จึงสมควรให้มีกลไก ในโครงสร้างในเชิงการบูรณาการในระดับพื้นที่ แล้วก็ทําให้มีกฎ กติกา ระเบียบต่าง ๆ ที่ทําให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ในการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ได้อย่างเต็มที่

ข้อที่ ๒ การปฏิรูประบบบริการสุขภาพในทุกระดับให้มีคุณภาพและให้มี ความต่อเนื่องเพื่อที่จะทําให้ยกระดับเป้าหมายของการดูแลมาสู่คุณภาพชีวิตให้ได้ โดยที่แนวคิด หลักคิดก็คือการมุ่งใช้ชุมชนและท้องถิ่นเป็นฐาน โดยที่วิธีการก็คือ การสนับสนุน ส่งเสริมการสร้างเสริมสุขภาพก่อนที่จะมีการเจ็บป่วย เรียกได้ว่าสร้างนําซ่อมนะคะ

ระยะที่ถัดมาเมื่อมีการเจ็บป่วยจะต้องเข้าสู่หน่วยบริการสุขภาพ หลังจาก ออกมาแล้วจะต้องมีระบบบริการที่รองรับที่ทําให้มีการเตรียมการในการฟื้นฟูสภาพก่อนที่จะ กลับไปดูแลต่อที่บ้านเพื่อลดความพิการและลดภาวะพึ่งพิงที่จะเกิดขึ้นนะคะ รวมทั้ง เรื่องของการดูแลระยะยาวซึ่งขณะนี้ทางสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกับกระทรวง สาธารณสุขก็ร่วมกันขับเคลื่อนอยู่ ประเด็นปัญหาก็ยังมีปัญหาเรื่องของผู้ดูแลที่ยังขาดแคลน โดยเฉพาะสังคมเมืองนะคะ

เรื่องที่ ๔ ก็คือเรื่องการบริการสุขภาพแบบประคับประคองที่ยังขาดหายไป คือการดูแลระยะสุดท้ายหรือการดูแลแบบประคับประคองนะคะ

ข้อเสนอในข้อที่ ๓ ก็คือเรื่องของข้อจํากัดที่เราพบว่าข้อจํากัดของบริการ ในเขตเมืองในการเข้าถึงยังมีปัญหาอยู่ ก็ขอเสนอเรื่องของการสร้างและจัดระบบดูแลสุขภาพ ชุมชนในเขตเมืองทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนะคะ โดยการที่หน่วยบริการภาคส่วนอื่น ๆ ที่เป็นภาคเอกชนควรจะมีแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานในการดูแล รวมทั้งกระบวนการ ตรวจสอบนะคะ กําหนดให้มีมาตรฐานและมีกลไกที่มีกฎหมายรองรับในการกํากับมาตรฐาน ในมาตรฐานนี้นอกจากมาตรฐานของหน่วยจัดบริการแล้วก็ยังต้องมีมาตรฐานของผู้ดูแล หรือเรียกว่าผู้บริบาลที่จัดส่งไปดูแลตามบ้านแล้วก็กลไกในการตรวจสอบคุณภาพนะคะ

สุดท้ายก็คือว่าการดูแลผู้สูงอายุที่มีความซับซ้อนทางสุขภาพมากขึ้น จําเป็นต้องมีกําลังคนที่เป็นวิชาชีพซึ่งขณะนี้มีจํากัดมาก มีน้อยมากนะคะ ไม่สามารถที่จะ รับมือกับสังคมสูงวัยในอนาคตได้ ดังนั้นจึงควรที่จะมีการเร่งรัดพัฒนากําลังคนด้านสุขภาพ ให้เพียงพอกับความต้องการที่เกิดเพิ่มมากขึ้นในอนาคตค่ะ ขอบคุณค่ะ

รองศาสตราจารย์วิพรรณ ประจวบเหมาะ กรรมการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน วิพรรณ ประจวบเหมาะ ขออนุญาตนําเรียนเสนอถึงข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อรองรับระบบสังคมสูงวัยในด้านสังคมค่ะ จริง ๆ แล้วมิติสังคมนี้มักจะถูกละเลยเพราะว่าจะเห็นผลช้าที่สุด เพราะว่าต้องมีการเปลี่ยน ทัศนคติ เปลี่ยนพฤติกรรมหรือการพัฒนาคุณภาพของคนซึ่งใช้เวลานานมากนะคะ พอสมควรทีเดียว เพราะฉะนั้นเมื่ออายุรัฐบาลต่าง ๆ ค่อนข้างสั้น ประเด็นนี้มักจะถูกละเลย หรือมองข้ามไปนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วมิติทางสังคมสําคัญมาก และในครั้งนี้ดิฉันเอง ก็ฝากความหวังไว้อย่างมากกับการปฏิรูปในครั้งนี้ว่าเรื่องทางสังคมจะได้รับความสนใจนะคะ

สําหรับเป้าประสงค์ในการที่จะปฏิรูปในครั้งนี้จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์หลัก ของเราก็คือจะต้องการให้คนไทยเราพึ่งตัวเองได้นานที่สุดนะคะ มีหลักประกันที่มั่นคง ไปจนถึงบั้นปลายของชีวิต แล้วก็เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมเป็นพลังให้กับสังคมได้นานที่สุด ไม่ใช่อยู่อย่างอมทุกข์ อมโรคนะคะ แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าการปฏิรูปในครั้งนี้เรายังยึดจุดเด่น ของสังคมไทยก็คือผู้สูงอายุอยู่กับครอบครัวหรืออยู่ในชุมชนให้นานที่สุดเท่าที่จะทําได้ ซึ่งขณะนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมดอิจฉาประเทศไทยนะคะ เพราะว่าระบบตรงนี้ของเรา เป็นระบบที่เด่นมาก ประเทศที่พัฒนาแล้วที่ผลักผู้สูงอายุออกไปอยู่นอกบ้านหรือไปอยู่ใน สถานสงเคราะห์ หรือสถานบริบาลขณะนี้ประสบปัญหาว่าค่าใช้จ่ายสูงมากแล้วผู้สูงอายุเอง ก็ไม่ปรารถนา เพราะฉะนั้นการปฏิรูปครั้งนี้เราคงต้องรักษาจุดเด่นของชาติไทยเราเอาไว้ ให้ได้นะคะ แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่แต่เพื่อผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนทุกวัยนะคะ

ทีนี้ประเด็นในการปฏิรูปสังคมนี้จะมีเยอะหน่อยนะคะ ถึง ๕ ประเด็นด้วยกัน แล้วก็มีการถกเถียงกันในกรรมการพอสมควรทีเดียวว่าอันไหนก่อน อันไหนหลังล่ะ จัดลําดับความสําคัญสิ บ้างก็บอกว่ากระจายอํานาจแล้วก็เอาชุมชนเป็นหลักก่อนแล้วกัน บ้างก็บอกว่าเขากําลังอยู่ในกระแสตรงนี้ก็ผลักให้รัฐทํางานแบบเชิงรุกไปเลยก็แล้วกันนะคะ แต่ที่เรียงตรงนี้จะเรียงตามลําดับ เริ่มจากตัวเองก่อนนะคะ ก็คือให้คนไทยแต่ละคนเตรียมให้พร้อมเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ ตามมาด้วยเรื่องของ ครอบครัว ตามมาด้วยเรื่องของชุมชน ตามมาด้วยภาครัฐและเอกชนเข้ามามีบทบาท และที่สําคัญก็คือเรื่องของการเพิ่มคุณค่าผู้สูงอายุด้วย อันนี้เดี๋ยวก็คงจะต้องกราบ ขอความคิดเห็นจากท่านสมาชิกนะคะว่าจะมีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการจัดลําดับ ความสําคัญอย่างไรนะคะ ขอไล่ไปทีละประเด็นก็แล้วกันนะคะ

ข้อเสนอประการแรกจะเป็นเรื่องของการเตรียมคนไทยให้พร้อม เพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ถ้ามองในภาพรวมของประเทศไทย ประเทศไทย เราไม่รวย การจะหวังพึ่งรัฐแต่อย่างเดียวคงยาก แล้วเราเองก็มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ รัฐบาลบ่อยมาก อันนี้ก็เป็นภาพในระดับมหภาค ส่วนภาพในระดับจุลภาคเองประเด็นท้าทาย ที่เราเห็นอยู่ก็คือว่าปัญหาของผู้สูงอายุในวันนี้เกิดจากการที่ผู้สูงอายุเองไม่ได้เตรียมตัวมา ในอดีตแล้วประวัติศาสตร์นี้ดูเหมือนกําลังจะซ้ํารอย เพราะจากข้อมูลที่เป็นอยู่เองนี้ คนรุ่นใหม่เองก็ยังไม่เตรียมพร้อม ยังเพลินอยู่นะคะ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ําตา อันนี้ก็เป็น ประเด็นท้าทายที่สําคัญ ถ้าท่านอาจจะอยากดูในตารางต่อไปที่จะเป็นข้อมูลนะคะว่า ไม่ค่อยมีการเตรียมตัวกันเท่าไรสําหรับคนรุ่นต่อไปนะคะ เพราะฉะนั้นแนวทางการปฏิรูป ที่จะขอเสนอ

ข้อแรกก็จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการวางแผนชีวิตให้คนเกิด อย่างมีคุณภาพ สูงอายุอย่างมีคุณค่า อันนี้คงต้องเปลี่ยนหรือปฏิรูปแนวคิดทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของการวางแผนครอบครัว การคุมกําเนิดไม่ให้มีลูกแล้วนะคะ จริง ๆ แล้วคงต้อง มองไปไกลเป็นการวางแผนชีวิตทั้งชีวิตเพื่อที่จะให้ตัวเองเป็นที่พึ่งของตนเองได้ แล้วถึงจะเป็นที่พึ่งของสังคมได้ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นใหญ่ที่จะต้องเร่งดําเนินการนะคะ

ส่วนที่ ๒ ที่สําคัญก็คือการปฏิรูปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาอบรมต่าง ๆ เพื่อจะเร่งรัดพัฒนาคุณภาพของคนทุกวัย ซึ่งตั้งแต่วัยเด็กเองก็คงจะต้องอาศัยระบบ การศึกษาที่จะเตรียมเด็กวันนี้ให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในวันข้างหน้าในทุกมิติเพื่อจะขจัด ความไม่รู้ทั้งในเชิงวิชาการ ทั้งในการใช้ชีวิต ทั้งในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมทั้งหมดต้องมา แล้วก็ให้เขารู้จักวางแผนชีวิตทั้งหมดของเขาเองด้วย สําหรับคนที่ไปในวัยแรงงานแล้ว ซึ่งจะเป็นคนที่แบกภาระหนักของประเทศในสังคมสูงวัยเลยทีเดียวนี้นะคะ ก็ผ่านระบบ การศึกษาไปแล้ว ตรงนี้ก็คงต้องมีการเร่งรัดเพิ่มทักษะแรงงานหรือผลิตภาพของเขา รวมทั้งทักษะในการวางแผนชีวิตของคนกลุ่มนี้ด้วยนะคะ ด้วยระบบการอบรมหรือสื่อหรืออะไร ก็ว่าไปในส่วนนี้ แล้วก็ที่สําคัญก็คือกลุ่มคนอายุ ๔๐-๕๐ ปี ซึ่งเป็นคลื่นลูกยักษ์ที่กําลังเคลื่อน เข้าเป็นประชากรสูงอายุในอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ต้องเร่งเตรียมตัวในทุกมิติ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีปัญหาต่อไป

อีกส่วนหนึ่งที่สําคัญก็คือเรื่องของการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตนะคะ คงไม่ต้องไปตั้งโรงเรียนกันใหม่ เพราะว่าขณะนี้มีโรงเรียนหลายแห่งเกือบจะต้องปิดตัวลง เพราะไม่มีเด็กจะเรียนอยู่แล้ว ก็ใช้สถานที่เดิมนั่นล่ะค่ะเป็นสถานที่ให้วัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุหรือวัยแรงงานเข้ามารับการอบรมหรือเรียนรู้เพิ่มเติมในโรงเรียนด้วย ก็จะเป็น โรงเรียนของคน ๓ วัย ที่สําคัญคือระบบทั้งหมดไปไม่ได้เพราะว่าขณะนี้สื่อมีอิทธิพลมาก โดยเฉพาะสื่อสาธารณะทั้งหมดในทุกรูปแบบ คงจะต้องช่วยกันปลุกกระแสและสร้างความตระหนัก ให้คนเห็นว่าเกิดอย่างมีคุณภาพ สูงอายุอย่างมีคุณค่า อันนี้เริ่มตั้งแต่แต่งก่อนอยู่นะคะ ไม่ใช่อยู่ก่อนแต่ง

ต่อมาก็คือเรื่องของครอบครัว หลังจากคนแล้วศักยภาพของครอบครัวสําคัญ ภาพที่เป็นอยู่ตรงนี้ว่ามีประเด็นท้าทายมากในเรื่องทางประชากรก็คือว่าคนสูงอายุรุ่นหลัง จะมีแนวโน้มที่จะมีลูกน้อยกว่าไปเรื่อย ๆ แล้วก็จะมีคนที่ไม่มีลูกเพิ่มขึ้นด้วย

ประเด็นที่ ๒ ถ้าจะดูในสไลด์ก็จะเห็นชัดว่าก็จะมีแนวโน้มที่ลูกจะย้ายถิ่น ไปทํางานที่อื่นห่างไกลจากพ่อแม่มากขึ้นด้วย และที่สําคัญก็คือคนในวัยแรงงานเองถ้าดูไป จะเห็นชัดเลยว่าประชากรวัยแรงงานที่จะมาเกื้อหนุนผู้สูงอายุนี้เองก็ลดลงอย่างมาก อย่างที่มีพูดกันแล้วหลายท่านนะคะ ก็คือขณะนี้ก็จะมีผู้สูงอายุ ๕-๖ คนจะมีคน ในวัยแรงงานคนหนึ่งมาดูแลนะคะ แต่ว่ามองไปอีกประมาณ ๒๐-๒๕ ปีข้างหน้าก็จะเหลือประมาณ ๒-๓ คนต่อ ๑ คน เพราะฉะนั้นหมายความว่าเราต้องเร่งในเรื่องพัฒนาผลิตภาพของแรงงานเราอย่างมาก เพราะฉะนั้นประเด็นท้าทายที่สําคัญในอนาคตของเรานี้นะคะก็คือผู้สูงอายุที่เป็นโสด หรือไม่มีลูกใครจะเป็นคนดูแล อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจะหวังหุ่นยนต์ก็คงยากเพราะเรา ไม่ร่ํารวย แต่ถ้าจะหวังจากแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านก็ขอให้ระวังนิดหนึ่งนะคะ ภายใน ๒๐ ปีข้างหน้าทั้งหมดในประชาคมอาเซียน (ASEAN) จะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เพราะฉะนั้นเขาคงไม่มาอยู่ดูแลพ่อแม่เราหรอกค่ะ เขาคงกลับไปหรือมาดูรุ่นเรา เขาคงกลับไปดูแลพ่อแม่เขาเอง หรือกลับไปทํางานที่บ้านเขานะคะ

อีกส่วนหนึ่งที่สําคัญก็คือแนวทางหรือข้อเสนอในการปฏิรูป เพราะฉะนั้น ข้อตรงนี้จะมีเยอะนิดหนึ่งแต่ขอจะไปเร็ว ๆ โดยสรุปก็คือส่งเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ ตรงนี้ประเด็นใหญ่ก็คือว่าเรื่องเพศศึกษามีการพูดกันมากว่า ๕๐ ปีแล้วก็ไม่กล้าสอนกันสักที แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เพศศึกษาแล้วค่ะ ขอเปลี่ยนเป็นชีวิตครอบครัวศึกษาจะทําอย่างไร ให้ครอบครัวยั่งยืน มั่นคง เข้มแข็งเป็นเรื่องใหญ่ การวางแผนชีวิตเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้น ภาพแม่วัยใสหรือการเป็นพ่อแม่ก่อนวัยอันควรจะไม่เกิดขึ้น ก็ลองนึกดูก็แล้วกันนะคะว่า ถ้าเกิดต้องฉลอง แม่ฉลองอายุ ๖ รอบ แล้วก็ลูกฉลองอายุ ๕ รอบ มันจะคืออะไร สังคมไทย จะเป็นอย่างไรต่อไปนะคะ

อีกส่วนหนึ่งก็คือต้องส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนเข้ามาจัดการให้มีทางเลือก ที่เหมาะสม การคุมกําเนิดหรือการวางแผนครอบครัวยังจําเป็นอยู่เพื่อป้องกันพ่อแม่วัยใส แต่ขณะเดียวกันคนอีกกลุ่มหนึ่งอยากมีลูก พร้อมที่จะมีลูก แต่ไม่สามารถมีลูกได้ เพราะว่า มีภาวะมีบุตรยากเพราะว่าแต่งงานช้าหรืออะไรก็ตาม ตรงนี้ก็ต้องมีระบบบริการที่จะเข้ามาช่วย เพราะขณะนี้ค่าใช้จ่ายสูงมากถ้าอยากจะมีลูกคนหนึ่งนะคะ นอกจากนี้ก็คงจะต้องมีการ นอกจากเราเคยมีการให้ลาไปดูแลลูกได้แล้ว ก็คงต้องมีการให้ทั้งผู้หญิง ผู้ชายลาไปดูแล พ่อแม่ได้ด้วยเช่นกันนะคะ

ส่วนอื่น ๆ ก็จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องของทั้งภาครัฐเอกชนควรจะเข้ามามีบทบาท ให้มากขึ้น เช่น การจัดสถานดูแล คราวนี้ไม่ใช่แต่เด็กอย่างเดียวผู้สูงอายุในที่ทํางานด้วย อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่สร้างขวัญกําลังใจแล้วก็เพิ่มผลิตภาพของกําลังแรงงานด้วย นอกจากนี้ ก็จะมีว่าแม้กระทั่งหลังเกษียณอายุการทํางานไปแล้วภาครัฐและเอกชนเองก็อาจจะมีการจัด สวัสดิการหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เขาเหล่านั้นด้วยไม่ได้ทอดทิ้งเขาไปเลย และที่สําคัญ อีกรูปแบบหนึ่งก็คือว่าเราคงต้องมีการส่งเสริมธุรกิจเอกชนที่จะเข้ามาดูแลหรือจัดบริการ ดูแลเด็กแล้วก็ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพด้วยนะคะ แล้วก็ถ้าจะให้ครอบครัวอยู่ได้ประเด็นสําคัญ ก็คือคงต้องลดการย้ายถิ่น เพราะฉะนั้นคงจะต้องเพิ่มโอกาสการมีงานทําในภูมิภาค เพื่อให้เขาย้ายไปทํางานใกล้ ๆ บ้าน แล้วก็กลับมาดูแลครอบครัวได้นะคะ

และส่วนที่สําคัญที่ทิ้งไม่ได้อีกเช่นกันก็คือสื่อ สื่อจะมีบทบาทสําคัญมาก ในการที่จะสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว จากครอบครัวมาแล้วก็จะเป็นส่วนของชุมชน ชุมชนในที่นี้ก็ต้องเป็นชุมชนเพื่อคนทุกวัยด้วย อันนี้คงเป็นภาพในข่าวเมื่อ ๒-๓ วันก่อนนะคะ ถ้าท่านดูข่าวในวันนั้นก็จะมีตัววิ่งเต็มเลยค่ะ เอสเอมเอส (SMS) แต่จะพูดอย่างเดียวว่า ประทับใจมากคุณตาคุณยายรักกันจริง เป็นรักอมตะ รักนิรันดร์อะไรก็ว่าไปนะคะ แต่ตัวเอง นั่งดูภาพแล้วสะท้อนใจว่า ๑๐ เดือนที่ผ่านมาชุมชนหายไปไหน เพราะฉะนั้นเรื่องของ บทบาทชุมชนก็จะเป็นเรื่องสําคัญมากสําหรับสังคมสูงวัย ซึ่งในประเด็นนี้ก็จะมีข้อเสนอแนะ ในการปฏิรูปอยู่หลายด้านด้วยกัน

อันแรกก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพและบทบาทขององค์การบริหารท้องถิ่น ตรงนี้ก็คงต้องดึงเข้ามาให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่สั่งให้ทํา แล้วก็ถ้าเขาต้องการ งบประมาณเพิ่มก็ให้เพิ่มแต่ว่าให้เขาทํางานด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรเพิ่มด้วยนะคะ แล้วก็ท้องถิ่นมักจะบ่นเรื่องของระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อต่อการที่จะทํางาน ในการช่วยเหลือ ในการพัฒนาคนในพื้นที่หรือจัดสวัสดิการให้คนในพื้นที่ตรงนี้ก็คงต้องมีการ เปลี่ยนแปลง แล้วก็คงจะต้องมีการพัฒนากําลังคนของท้องถิ่นทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ไปควบคู่กันด้วยนะคะ ท้องถิ่นอย่างเดียวไม่พอ ส่วนสําคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือสรรพกําลังทั้งหมดที่อยู่ในท้องถิ่นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นท้องที่ องค์กรชุมชน หรือแม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐในชุมชนเอง เช่น รพ.สต. อะไรต่าง ๆ ก็ต้อง ผนึกกําลังกันเข้ามาช่วยงานด้านนี้นะคะ

และส่วนที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือว่ายุคต่อไปนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วมาก ต้องจับตา ต้องเฝ้าระวัง เพราะฉะนั้นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและเที่ยงตรง การบริหารจัดการในระดับท้องถิ่นเองก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเพื่อที่จะไปจัดแผน ทําแผนรองรับได้ถูกต้องนะคะ

นอกจากนี้เองอีกส่วนหนึ่งที่สําคัญก็คือกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะชมรม และชมรมหนึ่งที่น่าเป็นห่วงมาก ๆ ก็คือไม่ค่อยมีเสียงกับใครเขา ก็คือชมรม ผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นกระบอกเสียงที่แท้จริงสําหรับผู้สูงอายุได้ต้องเข้มแข็งด้วย แล้วก็การที่ ชมรมเข้มแข็งนอกจากจะเป็นประโยชน์กับผู้สูงอายุเองแล้ว ที่สังเกตก็คือผู้สูงอายุไทยไม่ค่อย ทําอะไรเข้าตัวค่ะ แต่จะมองสังคม เพราะฉะนั้นถ้าเขามีบทบาทเขาก็จะช่วยกําหนดอนาคต ของชุมชนของสังคมได้ด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องของชมรมนะคะ

อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นห่วงมากและต้องตั้งขึ้นมาเป็นระบบพิเศษคือคนในเมืองค่ะ คนในเมืองนี้ดูเหมือนจะดีนะคะ ใกล้ระบบบริการทุกอย่าง แต่ใกล้แล้วก็มีความเหลื่อมล้ํา สูงสุด เข้าไม่ถึงสูงสุดด้วย และชุมชนก็ยังอ่อนแอมากที่สุดเมื่อเทียบกับชนบท เพราะฉะนั้น ก็คงต้องมีการพัฒนาระบบที่จะมารองรับเฉพาะกลุ่ม เช่น ระบบเข้าเยี่ยมบ้านตรงนี้ก็คงต้องช่วย สําหรับผู้สูงอายุที่จน ในเมืองหรืออยู่ในภาวะยากลําบาก แต่ว่าคนที่เขามีฐานะปานกลาง หรือฐานะดีเขาไม่เปิดบ้านให้เข้าเยี่ยมด้วยซ้ําไป ตรงนั้นก็คงต้องมีระบบอื่น ๆ โดยเฉพาะ ระบบผู้ดูแลรับจ้าง ซึ่งขณะนี้เป็นที่ต้องการมาก ๆ แต่ว่ายังขาดการกํากับควบคุมทั้งในเรื่อง ราคาและคุณภาพบริการนะคะ

นอกจากนี้เองเรื่องของระบบวิสาหกิจเพื่อสังคมตรงนี้ก็คงเข้ามาช่วยเสริม ในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือหรือว่าการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับผู้สูงอายุในเมืองได้

และอีกส่วนหนึ่งที่สําคัญก็คือเรื่องของภาครัฐและภาคเอกชนเองที่ผ่านมานี่ การทํางานทั้งหมดยังเป็นการทํางานเชิงรับมากกว่าเชิงรุก ภาพที่เวลาไปประเมิน แผนผู้สูงอายุก็จะได้ภาพกลับมาว่าหัวไม่ทํา หางก็ไม่เดิน ก็เป็นระบบแบบนี้ เพราะฉะนั้น มันก็จะขาดการทํางานเชิงรุก ขาดการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ และภาคเอกชนเองก็ยังมี ส่วนร่วมค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นก็เกรงว่าจะไม่ทันกาลกับความเร็วของการเป็นสังคมสูงวัย ของไทยเรานะคะ เพราะฉะนั้นก็จะมีข้อเสนอที่สําคัญ ๆ ประการแรกก็คงต้องกําหนดเรื่องนี้ ให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ไม่ใช่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามนโยบายของแต่ละรัฐบาล แล้วก็ที่สําคัญก็ต้องมีกลไกที่จะแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วย เพราะว่า ส่วนใหญ่จะเป็นแผนนิ่งมากกว่า มีแผนแล้วแต่ไม่สามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้ในทุกระดับ แล้วก็ต้องมีการปฏิรูปกองทุนผู้สูงอายุ ไม่ใช่ไปเน้นเรื่องของการให้กู้ยืมอย่างเดียว หรือการให้ใช้ในโครงการต่าง ๆ อย่างเดียว แต่ว่าคงต้องผลักให้เอากองทุนนี้มาใช้ในการ ให้ภาครัฐ ภาคเอกชนที่จะเข้ามาทํางานด้านผู้สูงอายุสามารถใช้ได้ด้วย แล้วก็ที่เรียนไปแล้ว คือว่าระบบฐานข้อมูลเป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ ข้อมูลตรงนี้ต้องมีการพัฒนาให้ทันสมัยอยู่เสมอ และที่สําคัญต้องเชื่อมโยงระหว่างภาพรวมของประเทศจนไปถึงท้องถิ่น แล้วก็ภาคเอกชนเอง เราก็คงต้องมีกลไกที่จะดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้นด้วย

และประเด็นสุดท้ายที่ไม่อาจจะละเลยได้นะคะ ก็คือเรื่องของการพัฒนา ระบบกลไกพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้สูงอายุ เพราะว่าเราจะเห็นภาพผู้สูงอายุที่ถูกล่อลวง มากขึ้น หรือคนที่อยู่ในสภาพนอนติดเตียงจัดการทรัพย์สมบัติตัวเองไม่ได้ ตรงนี้ต้องมีระบบ เข้ามาดูแล

สําหรับประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการเพิ่มคุณค่าผู้สูงอายุ ก็จะเห็น เรื่องของมนุษย์ป้า เจ้าย่าอะไรก็ว่าไปนะคะ แก่ขนาดนี้แล้วจะไปทําไมเป็นประเด็นที่พูดกัน มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วภาพของคนหนุ่มสาวที่มองผู้สูงอายุก็เป็นเชิงลบมากขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เปลี่ยนไป ก็จะมองว่าผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพน้อย เป็นภาระในการดูแลในยามเจ็บป่วย อะไรต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเราคงต้องปรับเปลี่ยนมุมมองของทั้งสังคมว่า ผู้สูงอายุเป็นพลัง ไม่ใช่ภาระ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าดูในยามวิกฤติของชาติในขณะนี้ ผู้ที่เข้ามากู้ชาติก็คือผู้สูงอายุ เป็นพลังหลักอยู่ทั้งหมด แต่ตรงนี้เราอย่าลืมว่าผู้สูงอายุยังมีพลังไปจนถึงช่วงวัยปลายกว่า ที่ร่างกายจะถดถอย เพราะฉะนั้นตรงนี้สังคมไทยต้องกลับมาตระหนักในส่วนนี้ โดยเฉพาะ สื่อสําคัญมาก ๆ ที่จะส่งเสริม ไม่ใช่พออายุ ๒๐ ปี ก็ให้เล่นเป็นแม่ เป็นยายแล้ว มองดูในเชิงลบไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นหรือหลายรายการก็จะมองแต่ผู้สูงอายุว่าเป็นภาระ อะไรต่าง ๆ มีรายการน้อยมากที่จะมองว่าผู้สูงอายุเป็นพลังที่สําคัญในสังคม

แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือคงจะต้องเพิ่มโอกาสอย่างจริงจังให้ผู้สูงอายุเข้ามา มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมไม่ว่าจะเป็นส่วนร่วมในการทํางาน หรือเรามีเรื่องของพลังสมอง พลังปัญญาเยอะแยะเลยแต่ถามว่าได้ดึงมาใช้ไหม ไม่ค่อยได้ดึงชื่อก็อยู่บนหิ้งแบบนั้นนะคะ

ส่วนสุดท้ายที่สําคัญก็คือการที่จะเพิ่มโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าถึง ระบบเทคโนโลยีทั้งหมดเพื่อที่จะลดช่องว่างระหว่างวัย เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เสนอมานี้ อยากจะเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องของการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัยเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก และไม่อาจรั้งรอได้ เพราะว่าคลื่นสึนามิลูกใหญ่ของผู้สูงอายุกําลังเคลื่อนเข้ามาขณะนี้มีอยู่ ประมาณ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ภายในอีก ๒๕ ปีข้างหน้าจะเป็นประมาณ ๒๐ ล้านคน และขณะนี้เราก็ได้เสียสมดุลในโครงสร้างทางประชากรไปแล้วก็คือว่าเรามีเด็กลดลง แล้ววัยแรงงานก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัยนี้ จึงต้องมองคนเป็นองค์รวม มองตลอดช่วงชีวิต คนคนเดียวไม่ตายก่อนวัยอันควรก็จะเป็น ผู้สูงอายุในที่สุดนะคะ ต้องเร่งพัฒนา สร้างระบบรองรับในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพและสิ่งแวดล้อมค่ะ ก็ขอฝากความหวังไว้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติในเรื่องนี้ด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ กรรมการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกสภาทุกท่าน หลังจากที่เราได้รับฟังข้อมูลในหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มิติ จากท่านคณะกรรมการต่าง ๆ แล้วก็ลงลึกไปในเชิงประเด็นหลาย ๆ อย่าง ตอนนี้ ผมขออนุญาตนําทุกท่านกลับมามองภาพรวมของการปฏิรูปอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า จริง ๆ แล้วในภาพรวมของการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยเราใช้คอนเซปต์ ใช้หลักการ ในการปฏิรูปทั้งหมด ๔ ด้านด้วยกัน นั่นก็คือในด้านของตัวเศรษฐกิจ ตัวสภาพแวดล้อม ตัวสังคม ตัวสุขภาพ โดยที่ใช้พลังการมีส่วนร่วมของแต่ละภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม แล้วก็ท้องถิ่น อันนี้ก็จะเป็นภาพรวมต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมการแต่ละท่านได้พยายามลงลึกถึงรายละเอียด ทีนี้ผมขออนุญาตนําสรุป เป็นเชิงประเด็นในแต่ละด้านนิดหนึ่งนะครับว่ากลไกในการทํางานของเราเป็นอย่างไร หลังจากที่ท่านอาจารย์วิพรรณได้กล่าวสรุปแล้วเราจะเห็นได้ว่าประการสําคัญเลยโครงสร้าง พื้นฐานในด้านประชากรน่าจะเป็นคีย์ (Key) สําคัญนะครับ เนื่องจากว่าเราเสียสมดุลไปแล้ว คลื่นมนุษย์ในด้านของผู้สูงวัยจะก้าวเข้ามาในระยะเวลาอันรวดเร็วคิดว่าถ้าเกิดว่าเรายังคง ออกแบบระบบบริการต่าง ๆ ระบบเศรษฐกิจ ระบบสุขภาพบนฐานความคิดของโครงสร้าง ประชากรชุดเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันนั้นมันจะทําให้เราประสบปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นขอย้อนกลับนะครับ ถ้าเกิดว่าเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ นโยบายหรือกลไก ในการปฏิรูปของเราเรามุ่งเน้นอยู่ที่ ๒ ด้านด้วยกัน

อันแรกเลยก็คือเพิ่มนโยบายหลักประกันทางด้านการออม อันนี้เป็นประเด็น ที่สําคัญมาก ทางอาจารย์ได้นําเสนอกลไก คณะกรรมการได้นําเสนอกลไกก็คือว่าเราจะต้อง มีการเปลี่ยน จะต้องมีการนํา พ.ร.บ. ปรับจากเบี้ยยังชีพให้เป็นระบบบํานาญพื้นฐานให้ได้ อันนั้นคืออันแรกเลยเพราะว่าตัวนั้นจะเป็นตัวที่เราช่วยดูระบบหลักประกันในภาพรวมของ หลาย ๆ ระบบให้มีความเชื่อมต่อ ให้มีความสอดคล้อง แล้วก็มีความรับผิดชอบร่วมกัน

อันที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของการเพิ่มพลังเศรษฐกิจ อันนี้ก็ชัดเจน เพราะว่า โครงสร้างประชากรที่อาจารย์ได้เรียนให้เราทราบแล้ว โครงสร้างประชากรวัยแรงงาน เราจะลดลงเรื่อย ๆ เราอาจจะหวังพึ่งคนทํางานจากประเทศเพื่อนบ้านได้อีกไม่นานนัก เพราะว่าเขาก็จะประสบปัญหาแบบเดียวกับเรา เราจะทําอย่างไรจึงจะสามารถที่จะเพิ่มแรง เศรษฐกิจตรงนี้ได้ มันก็จะมีนโยบายหลายอย่างที่เราได้นําเสนอ อย่างเช่น การดึงเอาวัยแรงงานช่วงต้น ช่วงอายุของ ๑๕-๒๔ ปีมาเริ่มในการทํางาน เริ่มในการฝึกฝน ใช้ประสบการณ์ชีวิต ฝึกทักษะ ในการทํางานก่อน เปิดโอกาส ลองคิดดูนะครับ ว่าวัยแรงงานของเราตั้งแต่ช่วงอายุ ๑๕-๒๔ ปี คือ ๙ ปีของวัยแรงงาน คนไทยเราเลี้ยงลูกนานมากนะครับ กว่าผมจะได้ทํางานอายุ ๒๓-๒๔ ปี ไปเรียนจบปริญญาเอกกลับมาอายุ ๓๐ กว่าปี กว่าจะได้เริ่มงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ ถ้าเทียบ กับต่างชาติที่เขาเริ่มทํางานตั้งแต่มัธยมปลายไฮสคูล (High School) การฝึกทักษะ นิสัยการออม มันเริ่มมาจากตรงนั้น ไม่ว่าเราจะผลักดันนโยบายอย่างไรก็ตามถ้าไม่มีการฝึกทักษะ ฝึกนิสัย นโยบายของเราก็จะเป็นแต่นโยบายในการเชิญชวนมากกว่า เพราะฉะนั้นช่วงแรกก็คือการดึง แรงงานช่วงต้นให้ออกมาทํางานมากขึ้น

อันที่ ๒ ก็คือการรักษาแรงงาน ณ ปัจจุบัน ว่าเราจะสนับสนุนเขาอย่างไร นโยบายที่สําคัญก็คือนโยบายสนับสนุนครอบครัว ภาระที่ต้องเพิ่มขึ้นจากการดูแลพ่อแม่ แล้วก็ลูกหลาน ทําอย่างไรเราจึงจะทํางานได้อย่างหมดห่วง นโยบายส่งเสริมการเกิด ถ้าเราจะเร่งรัดว่าคนมีคุณภาพให้มีลูกมากขึ้น ผมยังสงสัยส่วนหนึ่งถ้าหากว่ามีลูกแล้วภาระ มันเพิ่มขึ้น หลาย ๆ ท่านคงลังเล นโยบายที่ต้องควบคู่ไปคือการสนับสนุนนโยบายของ ครอบครัวต่าง ๆ เหล่านี้

สุดท้ายก็คือกลุ่มที่เป็นผู้สูงวัยหรือผู้สูงวัยช่วงต้น ตั้งแต่อายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ทําอย่างไรเราถึงจะมีกลไก พ.ร.บ. การจ้างงาน หรือว่าสวัสดิการที่ยืดหยุ่น แล้วก็สามารถ ที่จะให้เลือกได้ว่าเราจะทํางานตั้งแต่อายุ ๖๕ ปี ไล่ไปถึงอายุ ๖๕ ปีหรือ ๗๐ ปี ขึ้นอยู่กับ ประเภทของงานและความพร้อม อันนั้นคือข้อสรุปของเชิงเศรษฐกิจว่าต้องทําควบคู่กัน ๒ อัน

อันแรก คือเร่งรัดเรื่องการออม

อันที่ ๒ ก็คือทําอย่างไร พลังงาน แรงงานของเราในช่วงของวัยแรงงาน จึงจะอยู่ในระบบให้นานที่สุดนะครับ

อันถัดมาก็จะเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบในเรื่องของสภาพแวดล้อม ตัวสภาพแวดล้อมต้องขอเรียนว่ามันรวมถึงสภาพแวดล้อม สิ่งอํานวยความสะดวก และบริการสาธารณะ อันนี้อยากจะให้สังคมได้มองว่าจริง ๆ แล้วมันคือการลงทุนในเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเราทําการก่อสร้างหนัก ๆ เลยนะครับ ปรับถนน ปรับทางเดิน ปรับระบบสาธารณสุข การขนส่ง ในช่วงประมาณสัก ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว อันนั้นเป็นความคิดอยู่บนฐานของโครงสร้างประชากร ณ ขณะนั้น ซึ่งมีกําลังแรงงาน กําลังวัยหนุ่มสาวจํานวนมาก เมื่อก่อนนี้เราคิดว่าการข้ามถนนเราก็สร้างทางม้าลาย เราสร้างทางม้าลายเกือบจะทุกทางแยกเลยนะครับ แต่ ณ ปัจจุบันผู้สูงอายุประสบ ความยากลําบากมากในการข้ามทางม้าลาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่โครงสร้างพื้นฐาน ในด้านสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยน แล้วมันคือ การลงทุนเพื่อนําไปสู่ธุรกิจแบบใหม่ ๆ สําหรับสังคมสูงวัยที่จะตามมานะครับ นอกจากนี้ การเร่งรัดการผลักดันนโยบายหลายตัวมีอยู่แล้วนะครับ เช่น นโยบายกฎกระทรวง ของกระทรวง พม. ของกระทรวงมหาดไทย แต่อาจจะขาดในเรื่องของการผลักดัน ให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อันนั้นก็จะเป็นสิ่งที่เราสามารถกระทําได้เลยนะครับ

ถัดมาก็คือในเรื่องของตัวความมั่นคงทางด้านของที่อยู่อาศัย อันนั้นก็จะเป็น อีกหนึ่งนโยบายสําคัญที่ต่อไปในอนาคตด้วยสภาพที่อาจารย์หลาย ๆ ท่านก็บอกแล้วว่า เราไม่มีความพร้อม ประชากรส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อม ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัยเป็น ๑ ในปัจจัย ๔ ทําอย่างไรเราจึงจะสามารถให้เขา มีความปลอดภัย ๑ ในปัจจัย ๔ อันนั้น ข้อเสนอก็คือการออกนโยบายในเรื่องของ โซเซียล เฮาส์ซิง ในด้านของการสร้างสัดส่วนหรือกําหนดโควตาของอสังหาริมทรัพย์ ว่าต่อไปมันควรจะมีสักจํานวนเท่าไร อันนี้ไม่ใช่สวัสดิการนะครับ แต่ว่าเป็นการเปิดโอกาส ให้เขาสามารถที่จะมาครอบครองที่อยู่อาศัยได้อย่างง่ายขึ้น

ถัดมาจะเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบในเรื่องของสุขภาพ อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ ในเรื่องของสุขภาพเองโดยระบบบริการ ณ ปัจจุบันสิ่งที่คณะกรรมการได้วิเคราะห์ออกมา ก็คือการจะต้องการใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลัก เป็นแกน เป็นหัวใจ ในขณะเดียวกัน ระบบบริการที่ขาดหายคือระบบบริการระยะกลาง คือช่วงรอยต่อระหว่างการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลแล้วก็กลับมารักษาพยาบาลที่บ้าน เมื่อก่อนนี้พอเรากลับมาที่บ้านเราอาจจะมี ลูกหลาน ๕ คน ๖ คน ผลัดกันดูแล แต่ ณ ปัจจุบันมันไม่ใช่แล้ว เรามีลูกน้อยลง เรามีหลานน้อยลง กลับไปก็ต้องอยู่คนเดียว การออกจากโรงพยาบาลกลับไปที่บ้าน โดยที่บ้านยังไม่พร้อมที่จะดูแลหรือดูแลไม่ถูกวิธี สิ่งที่ ตามมาก็คือการเจ็บซ้ํา รักษาซ้ํา ซึ่งก็จะสิ้นเปลืองงบประมาณในด้านการรักษาอีกเช่นกัน หรือร้ายที่สุดเลยถ้าเกิดว่าการรักษาพยาบาลในบางกรณี เช่นหลอดเลือดสมองแตก หกล้ม กายภาพสําคัญมาก ถ้าเราไม่สามารถทํากายภาพได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาก็คือภาวะพิการ กลายเป็นภาวะพึ่งพาแบบถาวร ก็จะตกเป็นภาระในการรับผิดชอบอีกแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าเราสามารถเพิ่มระบบบริการในระยะกลางโดยใช้ชุมชน โดยใช้ระบบภาครัฐที่มีการปรับเปลี่ยนเข้าไปเสริมการทํางานของครอบครัว อันนี้ก็จะสามารถช่วยได้เป็นอย่างมาก สอดคล้องกันกับข้อเสนอทางด้านของสิ่งแวดล้อมว่า ในรายบุคคล ในส่วนบุคคล ถ้าเราปรับสภาพแวดล้อมของบ้านให้ปลอดภัย มันคุ้มค่ากว่ามากเลย กับการที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายหกล้มแล้วต้องไปรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล อันนี้ก็จะสอดคล้องกันในด้านของสุขภาพ

ถัดมาก็ในเรื่องของสังคม ในด้านของสังคมอย่างที่อาจารย์ได้เรียนให้ทราบว่า เป็นสิ่งสําคัญและเป็นพื้นฐาน การออกแบบระบบบริการมันควรจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของ โครงสร้างประชากรในแต่ละช่วงมีความสอดคล้องกัน รักษาสมดุล ไม่อย่างนั้นก็จะเห็นแล้ว ว่าตอนนี้สมดุลเราขาดไปแล้ว เราขาดกําลังแรงงาน ผู้สูงอายุเรากําลังสูงขึ้น ในขณะที่สภาพ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย สภาพแวดล้อม ระบบบริการ ระบบประกันสังคม ยังไม่พร้อมเลยสักอย่าง อันนี้บ่งชี้ให้เห็นชัดเจนนะครับว่าเราขาดลอส (Loss) ในการสร้าง สมดุลของแต่ละช่วงวัย แต่ละเจเนอเรชัน (Generation) แต่ละช่วงชีวิตที่เติบโตมา เพราะฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์ก็คือว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะมีคณะกรรมการ มีนโยบาย ในการที่จะดูในเรื่องของการวางแผนครอบครัว หรืออาจารย์ใช้คําว่า วางแผนชีวิตในมิติใหม่ ที่ต้องบูรณาการในการทํางานในเชิงของโครงสร้างประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจ ไปด้วยกัน อันนั้นก็จะเป็นข้อเสนอหลัก ๆ

สิ่งสําคัญถัดมาก็คือในเรื่องของทัศนคติ อันนี้น่าจะเป็นวาระของการพัฒนา ระยะยาว เราจะทําอย่างไรให้สังคมเรามีทัศนคติที่ดีในการที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข แล้วก็ความเท่าเทียมกันทางด้านของศักดิ์ศรี ผู้สูงอายุทุกท่าน คนทุกคน แม้แต่กลุ่มเฉพาะ เช่นคนพิการก็ตาม ทุกคนมีศักดิ์ศรี ทุกคนเป็นพลังของสังคม ทําอย่างไรเราจึงจะมี คณะกรรมการ มีกลไก มีการส่งเสริมให้สังคมสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข อันนี้ก็คือข้อสรุปของคณะกรรมการในด้านการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย สามารถ สรุปได้ตามอาจารย์แต่ละท่าน ด้านเศรษฐกิจ ด้านของสภาพแวดล้อม ด้านของสุขภาพ แล้วก็ด้านสังคม เราอาจจะจําสั้น ๆ ได้เลยนะครับว่า การปฏิรูปครั้งนี้ก็เพื่อทํานโยบาย ด้านของการกินดี อยู่ดี สุขภาพดี แล้วก็สังคมดี ผมก็ขออนุญาตใช้เวลาสรุปในช่วงนี้ แต่เพียงเท่านี้ครับ

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่ผมเป็นประธานกรรมการต้องขอบพระคุณกรรมการทุกท่านที่ช่วยกันทํารายงาน ฉบับนี้ แล้วก็ช่วยกันนําเสนอที่ผมคิดว่าครอบคลุมพอสมควร ก็ต้องขอบพระคุณสมาชิก ที่กรุณาตั้งใจฟัง ผมนั่งอยู่บนนี้ได้พูดกับคุณหมออําพลว่าสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีความตั้งใจสูงมากในเรื่องนี้ ก็ต้องขอขอบพระคุณ ผมอยากจะเติมนิดเดียวใช้เวลา ๑ นาที คือเรื่องการออมเรามีเงินเกษียณหลายประเภท ทั้งราชการ ทั้งเอกชน และทั้งผู้ที่ทํางานนอกระบบ ซึ่งไม่เป็นเอกภาพเลย และเราก็ขาดด้วยว่าคนที่ทําราชการอาจจะย้ายงานมาอยู่เอกชน ไม่สามารถจะโอนย้ายการออมหรือบําเหน็จบํานาญต่อไปได้ หรือเอกชนจะไปทํางานราชการก็ดี ระบบพวกนี้คงจะต้องสร้างให้ได้ในประเทศไทย ขณะเดียวกันโรงเรียนในชนบทปัจจุบันนี้ ขาดนักเรียน สถานที่ว่าง ครูก็ว่าง ถ้าเราให้ผู้สูงอายุที่มีประสบการณ์ มีภูมิปัญญาได้เข้าไปทํางานร่วมกันกับเด็กนักเรียน ผมคิดว่าผู้สูงอายุจะมีความสุขและขณะเดียวกันก็ได้ถ่ายทอดประสบการณ์กับนักเรียน เพราะฉะนั้นโรงเรียนจึงเป็นโรงเรียนของคนทุกวัยไม่ใช่แต่เฉพาะนักเรียน และอย่างที่ เมื่อสักครู่นี้ท่านเลขานุการพูดว่าเราทําอย่างไรที่จะให้เด็กได้ทํางานเพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ปัจจุบันนี้ เด็กก็เรียนหนังสืออย่างเดียว แต่ถ้าหากว่าการทํางานเพิ่มมากขึ้นและให้ผู้สูงอายุได้ทํางานด้วย ประกอบกันสังคมก็จะเอาวิกฤติทําให้เป็นโอกาสได้ ท่านสมาชิกครับผมอยากจะฟังท่านแล้ว ละครับทีนี้ คณะกรรมการตั้งใจจะฟังท่าน อยากจะฟังว่าท่านจะเสนอหรือให้เราเพิ่มเติม อะไรจะได้เป็นการปฏิรูประบบที่เราจะเข้าสู่สังคมสูงวัยอันรวดเร็วและรุนแรงได้ทันกาล ได้ทําให้เป็นจริงเป็นจัง โดยเฉพาะท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ อาจารย์เทียนฉาย เป็นกรรมการชุดนี้อยู่คงอยากจะมีอะไรอภิปราย ผมคิดว่าพวกเราก็คงจะยินดีใช่ไหมครับ ถ้าท่านประธานจะอภิปรายบ้าง ผมก็รู้สึกอย่างนั้นนะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ผมคิดว่าเดี๋ยวให้ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นน่าจะดีกว่า ของผมจะไปฝากไว้ นอกรอบ ขอความกรุณาท่านละไม่เกิน ๕ นาทีนะครับ รายชื่อตอนนี้ยาวเหยียด ขออนุญาต อ่านสัก ๕ รายชื่อก่อนนะครับ คุณปรีชา บุตรศรี คุณกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ คุณผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ คุณคุรุจิต นาครทรรพ คุณภัทรียา สุมะโน เริ่มจากคุณปรีชา บุตรศรี ดีไหมครับ ๕ นาทีครับ

นายปรีชา บุตรศรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมการ ตลอดจนเพื่อนสมาชิกที่รักและเคารพทุกท่านครับ ผมคิดว่า เรื่องการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งที่พวกเราจะต้อง ทั้งตระหนัก แล้วก็ทั้งตระหนก คําว่า ตระหนัก ก็คือเราต้องให้ความสําคัญกับมัน คําว่า ตระหนก ก็คือเราจะต้องตื่นตัว อะเลิร์ท (Alert) กับสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุผล ๓ ประการ ด้วยกัน

ประการที่ ๑ นี้นะครับ สังคมสูงวัยนั้นมาเร็ว มาแรง เหมือนคลื่นสึนามิ ถ้าเราไม่มีระบบเตือนภัยที่ดีอาจจะพากันตายทั้งหมดก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงคิดว่า เราควรจะต้องรีบดําเนินการอะไรนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องระบบแรงงานที่ขาดแคลน เวลานี้เราก็ต้องใช้ แรงงานต่างชาติไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว เขมร อะไรต่าง ๆ ไปที่ห้างไหนก็เจอแต่พวกต่างชาติ ทั้งนั้น อันนี้เห็นอยู่ชัดเจนครับ

ประการที่ ๓ ก็คือ แก่แล้วยังจน ก็คือไม่ได้มีการวางระบบรากฐาน ด้านการออมมาก่อน

เพราะฉะนั้นทั้ง ๓ เรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องทั้งตระหนัก แล้วก็ทั้งตระหนก ทีนี้คณะกรรมการได้วางระบบเอาไว้ดีมากเป็นกลีบลําดวน ๔ กลีบ ผมขออธิบายสั้น ๆ ว่าตั้งแต่เรื่องของเศรษฐกิจที่เราต้องการให้เน้นการสร้างหลักประกัน ให้มั่นคงในยามชราให้มีการออมอย่างนี้เป็นต้น หรือว่าเรื่องของทางด้านสุขภาพก็ทําให้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวก็ดี เป็นชุมชนก็ดีได้ให้ความสําคัญกับเรื่องของการดูแลสุขภาพ ของผู้สูงวัยในเวลาอันที่สมควรถูกต้อง เรื่องของด้านสังคมก็เสริมสร้างศักยภาพ ทั้งครอบครัวก็ดี ทั้งชุมชนก็ดี ให้เข้ามามีส่วนดูแล รวมทั้งสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เรื่องในบ้าน เรื่องในอาคารต่าง ๆ เรื่องในสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญทั้งสิ้น ผมมีประเด็นข้อสังเกตอยู่เพียงสั้น ๆ ๒-๓ ประการนะครับ

ประการที่ ๑ ก็คือ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเห็นกลไกระดับชาติหรือที่เรียกว่า เป็นเนชันแนล บอดี (National Body) นี่นะครับ ซึ่งจะต้องรีบมี รีบทํา เพื่อที่จะมาดูแล ภาพรวมในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งคณะกรรมการได้บอกว่าให้มาทําหน้าที่หลัก ๆ ใน ๓ เรื่องด้วยกัน นะครับ

อันที่ ๑ ก็คือ กําหนดทิศทาง กําหนดนโยบายให้เกิดความเป็นเอกภาพ

ประการที่ ๒ ก็คือการประมาณภาระทางการเงินการคลังระยะยาว

และที่สําคัญประการที่ ๓ ก็คือทบทวนระบบกองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบําเหน็จบํานาญ กองทุน กบข. หรือว่าระบบประกันสังคม ซึ่งมีความเหลื่อมล้ํา มีทั้งระบบที่ออมโดยสมัครใจ มีทั้งระบบบังคับ ซึ่งมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่มีกลไก อันนี้มาดูแลมันก็จะทําให้เกิดความลักลั่นกัน เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน และที่สําคัญ ก็คือเมื่อมีการเปลี่ยนงานมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้ อันนี้เราจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคณะกรรมการเข้ามาดูแล ซึ่งในชั้นนี้ท่านคณะกรรมการ ไม่ได้บอกไว้ บอกแต่เพียงเป็นเนชันแนล บอดี ซึ่งในความเห็นผมผมคิดว่ามันน่าจะต้องเป็น ในรูปของคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งอาจจะมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการอาจจะต้องมาจาก ๓ กลุ่มด้วยกัน ก็คือกลุ่มที่เป็นตัวแทนภาครัฐ เช่น ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข เหล่านี้เป็นต้น และอีกกลุ่มหนึ่งก็ผู้แทนจากกองทุน กบข. กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ กองทุนที่มีอยู่แล้วเข้ามาเป็นกรรมการ และกลุ่มที่ ๓ ก็คือผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่จะมาทําหน้าที่เป็นคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งคิดว่ามีความจําเป็น และต้องรีบทําในเวลาอันรวดเร็ว

ประการที่ ๒ ที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือว่าปัญหาเรื่องของแรงงานที่กําลัง จะขาดแคลน ปัญหาของคนที่ต้องไปทํางานไกลบ้าน ปัญหาที่คนแก่อยากทํางานแล้วก็ไม่มีงานทํา ปัญหาเด็ก ๆ วัยรุ่นอยากมีงานทํา อันนี้เป็นปัญหาสําคัญอย่างยิ่ง ซึ่งผมคิดว่ากลไก ในการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ผมอยากจะเสนอแนวคิดเรื่องของธนาคารแรงงานหรือเรียกว่า เลเบอร์ แบงก์ (Labor bank) ผมขออธิบายสั้น ๆ ว่าคําว่า เลเบอร์ แบงก์ คืออะไร ซึ่งผมเคยทดลองทําแล้วที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ทําแล้วก็ประสบความสําเร็จในระดับหนึ่ง ก็คือ

ประการแรก ส่งเสริมให้มีการลงทะเบียนผู้ต้องการมีงานทํา คุณจบอะไร คุณมีความสามารถอะไร มีทักษะอะไร เราไปลงทะเบียนไว้ ในขณะเดียวกันเราก็ลงทะเบียน ผู้ที่ต้องการจ้างงาน คือนายจ้างเป็นบริษัทอะไร เป็นห้างอะไร ต้องการแรงงานอะไร ต้องการทักษะอะไร

ประการที่ ๒ ก็คือมีการแมตชิง (Matching) จับคู่ระหว่างคนที่ต้องการมีงานทํา กับคนที่ต้องการจ้างงาน และ

ประการที่ ๓ ก็คือว่าต้องสร้างระบบข้อมูลให้ครอบคลุมทั้งประเทศเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นทุกตําบล ทุกอําเภอให้มีบริษัทอะไรที่ต้องการจ้างงาน แล้วก็มีแรงงานอะไรที่ต้อง ขายแรงงาน อันนี้ถ้าเราสร้างระบบเครือข่ายแรงงานอันนี้ก็จะส่งเสริมทําให้แก้ปัญหาได้ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาคนที่ต้องการทํางานใกล้บ้านก็ดี คนชราที่ต้องการ ได้ทํางานในวัยเกษียณก็ดี รวมทั้งคนหนุ่มสาวที่ต้องการจะมีงานทํา ต้องการมีคนใช้เลี้ยงลูก ก็สามารถหาได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของระบบธนาคารแรงงาน ผมคิดว่าเป็นเรื่องหนึ่ง ที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้สามารถที่จะสําเร็จลุล่วงได้ครับ ผมก็มีข้อสังเกตสั้น ๆ แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ ค่ะ

นางกัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน กัญญ์ฐญาณ์ ภู่สวาสดิ์ หมายเลข ๐๐๔ ค่ะ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ได้ทําให้เกิด กรรมการชุดนี้ แล้วก็ทําให้ได้มีการนําเรื่องนี้ขึ้นมาพูดแล้วเพื่ออย่างน้อยการเผยแพร่ก็ทําให้ สังคมได้เริ่มตระหนักแล้วว่าสังคมผู้สูงวัยของเราได้เกิดขึ้นแล้ว แล้วที่สําคัญต้องขอขอบคุณ ทีมของอาจารย์ ทีมนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิที่มาร่วมอยู่ในกรรมการชุดนี้ ซึ่งท่านทํางานหนักมาก แล้วก็ช่วยให้เราได้เห็นภาพที่ครอบคลุมในทุกมิติ ก็ชื่นชมในส่วนของที่ได้ทําการศึกษาด้วยค่ะ แต่คราวนี้ดิฉันเองทํางานในภาคปฏิบัติอยู่ในพื้นที่ ๓๐ กว่าปีรับราชการ แต่ว่าสิ่งที่เราเห็น จริง ๆ ดิฉันอยากให้เป็นอย่างที่ข้อเสนอที่ทางกรรมการเสนอมา แต่สิ่งที่เราเป็นห่วง ดิฉันเอง เป็นห่วงว่าข้อเสนอเหล่านี้จะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากน้อยแค่ไหน

ประเด็นแรก ก็คือในเรื่องของการทํางานของภาครัฐ ภาครัฐเอง หลายหน่วยงานลงไปทําร่วมกัน แต่มันก็จะเป็นลักษณะของการทํางานแบบแยกส่วน ถึงจะบูรณาการก็ทํางานแบบขนมเปียกปูน มันก็ไม่ได้บูรณาการเนื้อเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉันว่าตรงนี้เดี๋ยวจะเสนอว่าคงจะต้องดูด้วย ในเรื่องของบูรณาการนับตั้งแต่ระดับกระทรวง มันจะสัมพันธ์กันตั้งแต่ระดับนโยบาย การส่งต่อนโยบายของการทํางานร่วมกัน อันที่ ๒ มันจะมีปัญหาในเชิงปฏิบัติ เวลาเราทํางาน ในพื้นที่มันจะมีเรื่องของระบบงบประมาณของแต่ละกระทรวงไปไม่พร้อมกัน เพราะนั้น บางทีถึงแม้ในพื้นที่อยากจะบูรณาการการทํางานร่วมกัน แต่ว่าเงินงบประมาณ แต่ละกระทรวงไปไม่พร้อมกันมันก็ทําไม่ได้

แล้วก็อีกประการหนึ่ง วันนี้ราชการเราทํางานโดยขึ้นอยู่กับตัวชี้วัด ตัวชี้วัด ตรงนี้มันเป็นปัญหาอย่างมากเลยในการทํางาน เพราะว่าบางทีมันไปตอบโจทย์กันไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องไปปรับตรงนี้ด้วย ดิฉันเองอยากจะให้เลิกตัวชี้วัดด้วยซ้ําไป เพราะว่า มีปัญหามากเลย

อีกประการหนึ่ง สิ่งที่อยากจะฝากคือเมื่อกี้มีท่านเสนอว่ามีผู้อภิปราย ท่านผู้ว่าฯ ปรีชาบอกว่ามีกลไกระดับชาติ ดิฉันเห็นด้วยในกลไกระดับชาติ แต่ท่านต้องไปดู อยากเสนอทางกรรมการว่าไปดู ณ วันนี้กลไกเราก็เยอะมากในระดับชาติ ไม่รู้ว่ากรรมการกี่ชุด เรามีทั้งกรรมการผู้สูงอายุ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยซ้ําในกรรมการชุดนี้ มีกรรมการ ด้านเด็ก เพราะเราบอกว่าเราจะต้องดูตั้งแต่ช่วงวัยเด็กไปถึงผู้สูงอายุ แต่ละกรรมการเหล่านี้ ท่านทราบไหมคะว่าเวลาเขาคิด เวลาเขานึก เขาก็นึกถึงแต่วัยของเขา ทําก็ทําวัยเขา เพราะฉะนั้นต้องไปปรับเปลี่ยนตรงนั้นว่ากลไกเหล่านั้นที่มีเยอะแยะในระดับชาติ มันมีอะไรบ้างที่สามารถจะมาโยงใยแล้วก็คิดร่วมกัน แล้วก็ต้องเข้าใจในคอนเซปต์ หรือว่าในเรื่องนี้ร่วมกัน เพราะฉะนั้นเวลาคิดเขาต้องคิดนอกเหนือจากวัยของเขา เช่นวัยกรรมการเด็กก็ต้องคิดเกินจากวัยเด็กแล้ว ก็ไปคิดถึงเรื่องการเตรียมตัวในอนาคต ของเขาด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันไม่อยากจะไปสร้างกลไกใหม่ ๆ แต่ลองดูสิว่ากลไกเหล่านั้น ที่มีอยู่เดิมในระดับชาติจะสามารถมาหลอมรวมแล้วก็มาคิดร่วมกันได้ไหม

ส่วนอีกประการหนึ่ง ปัญหาอุปสรรคมาดูในชุมชน เราอยากให้ชุมชนเข้มแข็ง แล้วก็โดยใช้ อปท. หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นฐานในการทํางาน สิ่งที่เราเจอ ในการทํางานมาตลอดก็คือเรื่องของระเบียบ ระเบียบของท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจะเห็นว่า หลาย ๆ ท่านที่มาจากท้องถิ่นก็จะพูดตรงกันตลอดว่าถ้าไม่ปรับในเรื่องของกฎระเบียบ ก็ไม่มีทางว่าจะสําเร็จได้ ไม่มีทางจะขับเคลื่อนทุกเรื่องที่จะใช้ท้องถิ่นเป็นฐาน เพราะฉะนั้น ต้องปรับเรื่องกฎหมายระเบียบ แล้วข้อสําคัญงบประมาณก็ต้องจัดให้เขา เราคิดแต่ว่าเขามีงบ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ งบเองส่วนหนึ่งมันจะมีเรื่องของผู้สูงอายุ ก็ไปเรื่องของเบี้ยยังชีพ มันก็ไปพูล (Pool) ที่เขา แต่เขาก็ไปใช้เรื่องอื่นไม่ได้ ขณะเดียวกันงบประมาณที่เราอยากให้เขาทํา เช่น ยกตัวอย่างเพื่ออยากจะเสริมหนุนในเรื่องของกลุ่ม เราบอกเราอยากให้เห็นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มวัยทํางาน กลุ่มเยาวชนที่เขาจะได้เตรียมการ เตรียมพร้อมเพื่อที่จะไปสู่สังคมผู้สูงวัย แต่เขาจะไปเสริมหนุนได้อย่างไรในเมื่องบประมาณเองเขาก็ไม่เพียงพอที่จะทํากันตรงนี้ รวมไปถึงกับระเบียบที่มันขัดกับเขาด้วย เพราะฉะนั้นมันไปไม่ได้เลย

ส่วนอีกประการหนึ่ง ดิฉันเองอยากจะเสนอให้ใช้งานวิจัยมาใช้ในการทํางาน ในเรื่องนี้ เพราะว่าช่วงที่ทํางานอยู่ในส่วนภูมิภาคเราเจอปัญหามากเลยว่าเรื่องนี้ เพราะว่า แต่ละกลุ่มแต่ละวัยก็จะมีความแตกต่างกัน วัยผู้สูงอายุถ้าไปดูไม่ใช่แค่วัยเป็นผู้สูงอายุ จะมีผู้สูงอายุแต่ละประเภทที่ไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน จะทําอย่างไร เพราะฉะนั้นแต่ละวัย ก็ใช้วิธีการที่ไม่เหมือนกัน ดิฉันมองว่างานวิจัยจะมีส่วนในการช่วยเสริมทําให้เราได้มองเห็น วิธีการในการทํางานที่มันจะสอดคล้องและตอบโจทย์ได้มากขึ้น ก็มีข้อเสนอเพียงแค่นี้ ขอบคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญท่านผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ค่ะ

นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ สมาชิกหมายเลข ๑๔๓ นะคะ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งคณะกรรมการทุกท่านที่ได้พยายามจะสร้าง ฮิวแมน ซิเคียวริตี (Human security) หรือความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเราได้เกิดขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๕ ถือว่า เป็นกระทรวงแรกของโลกนะคะ แต่ว่า ๑๒ ปีที่ผ่านมาสิ่งที่ไม่ประสบความสําเร็จก็มาจาก ความที่ว่าทุกภาคทุกส่วนยังไม่ได้ให้ความสําคัญเรื่องของความมั่นคงของมนุษย์ที่จะต้อง หลอมหลวมกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ถือโอกาสว่าเป็นโชคดีมากที่คณะกรรมาธิการ และคณะกรรมการได้หลอมหลวมแนวคิดต่าง ๆ แล้วก็ออกมาเสนอวันนี้นะคะ สิ่งที่ต้อง ขอขอบคุณเป็นพิเศษในฐานะเป็นผู้สูงอายุคนหนึ่ง แล้วก็หวังอย่างมากว่าเพื่อน ๆ ผู้สูงอายุ จะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงจริงจัง ในเรื่องของที่ท่านได้เสนอที่ประชุมทั้งหมดจะเห็นได้ว่า ได้ครอบคลุมทุกด้านแล้ว สมกับที่ว่าเป็นดอกลําดวน ซึ่งมีทั้งเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ สิ่งแวดล้อมเป็นกลีบ แต่ว่าตรงไส้ในของมันท่านพูดแต่ท่านไม่ได้เขียนลงไป คือว่ากินดีอยู่ดี แล้วก็สุขภาพดี ที่จริงแล้วเป็นกลีบในที่สําคัญมาก ๆ นะคะ แต่ว่าสิ่งที่ท่านได้ทํามา ขออนุญาตเพิ่มเป็นข้อสังเกตเพิ่มเติม ในส่วนของกลุ่มที่สําคัญคือกลุ่มที่ ๑ ผู้ที่ช่วยตัวเองได้ ได้กลับกลายมาเป็นกลุ่มที่ ๒ หรือกลุ่มที่ ๓ ด้วยเหตุที่เราพูดกันว่าตัณหากลับที่จริงไม่ใช่นะคะ ที่จริงเป็นเรื่องของความอยากมี อยากเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือความรัก โลภ โกรธ และหลงนะคะ เพราะฉะนั้นกลุ่มที่ ๑ จะมีพวกเหล่านี้เกิดขึ้น จะถูกหลอกมากขึ้น ทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา เพราะฉะนั้นกลุ่มเหล่านี้จะต้องการความช่วยเหลืออย่างไร คณะกรรมาธิการและคณะกรรมการได้เสนอแนะโดยเฉพาะอย่างยิ่งขออนุญาตกล่าวถึง ท่านสมชัย และท่านอาจารย์วิพรรณที่ได้กรุณาพูดถึงในเรื่องของเสาที่ ๓ เสาที่ ๓ ในเรื่องของเศรษฐกิจที่เรามุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างหลักประกันทางรายได้ และเพิ่มศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ แต่เราไม่ได้มองเรื่องรายจ่าย รายจ่ายเป็นเรื่องที่ สําคัญมาก ๆ นะคะ การดูแลรายจ่ายของผู้สูงวัย ก็เลยอยากจะเรียนเพิ่มเติมในส่วนที่ เกี่ยวกับเสาที่ ๓ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือในเรื่องของการที่เราจะเอาระบบของต่างประเทศ เช่น ในเรื่องของซีซีอาร์ซี (CCRC) เช่น ในส่วนที่เกี่ยวกับกองทุนชุมชนผู้เกษียณที่จะได้รับ การดูแลอย่างต่อเนื่อง เราควรหรือไม่ที่จะมาสร้างทรัสตี (Trustee) ขึ้นมาในประเทศไทย เพื่อจะมาดูแลการใช้จ่ายของผู้สูงอายุโดยสมัครใจ ตั้งแต่เขาพอจะยังมีสติสัมปชัญญะ ครบถ้วนบริบูรณ์ จนกระทั่งถึงเขาขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมองเสื่อม ซึ่งจะมีมากขึ้น ๆ ทุกวันนะคะ จะดูแลเขาเหล่านี้ได้อย่างไรที่จะไม่ให้คนมาหลอกเขา ไม่ว่าจะเป็นญาติพี่น้อง หรือบุคคลภายนอกก็ตาม เพราะฉะนั้นตรงนี้อยากจะเสนอ เพราะเหตุที่ว่าเราเคย พูดกันถึงว่าอยากให้มีทรัสตีในประเทศไทย คําตอบก็คือบอกว่าไม่มีกฎหมาย เพราะฉะนั้น เราจะทําอย่างไรก็ให้มีกฎหมายเสีย แล้วก็มีการกํากับดูแล ผู้ดูแลผู้สูงวัยไม่ให้เขาถูกหลอก อีกต่อไปนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือในเรื่องของการที่ว่าอยากจะให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างเป็น รูปธรรมแล้วก็มีผลอย่างแท้จริง เพื่อประโยชน์สุขของผู้สูงวัยอย่างเต็มที่ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมกับรายงานของคณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย และข้อเสนอการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยของคณะกรรมาธิการนะครับ ผมได้รับ เอกสารนี้เมื่อวันศุกร์ก็มีความหนามากเพราะมีทั้ง ๒ วันรวมกันมา เผอิญเป็นวันหยุดยาว ก็เลยมีเวลาได้อ่านอย่างเต็มที่ อ่านแล้วก็รู้สึกวางไม่ลง เพราะรู้สึกว่ามีเนื้อหาที่มีคุณภาพมาก เต็มไปด้วยสถิติการวิเคราะห์ที่มีเหตุมีผล แล้วก็ตั้งอยู่บนความพอดี พอเพียงแบบไทย ๆ เมื่อเช้านี้เปิดทีวีมาฟังข่าวกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็กําลัง โปรโมท (Promote) เปิดตัวโครงการเชิดชูผู้สูงอายุแห่งชาติ วันพรุ่งนี้วันที่ ๘ เมษายน เป็นวันผู้สูงอายุแห่งชาติ ผมก็อยากจะเรียนว่ารายงานของคณะกรรมการชุดนี้ผมอ่านดูแล้ว แทบจะไม่มีข้อติมีแต่ข้อชม แล้วก็อาจจะมีข้อสังเกตฝากท่านกรรมาธิการไปในบางประเด็นนะครับ ท่านได้นําเสนอแล้วก็สรุปไว้อย่างดีมาก ดูตารางแนบท้ายของรายงานก็สามารถจะอ่าน และได้เข้าใจง่ายว่าข้อเสนอของท่านมีอะไร แล้วการที่ท่านมีครอส ฟังก์ชั่น (Cross function) จากกรรมาธิการหลาย ๆ คณะก็ทําให้รายงานออกมาค่อนข้างจะบาลานซ์ (Balance) ในเรื่องเศรษฐกิจผมก็เห็นด้วยที่ท่านสมชัยพูดว่าทําอย่างไรที่เราจะดูแลผู้สูงอายุ จัดระบบสวัสดิการทั้งหลาย แต่ก็ไม่ให้เป็นภาระกับระบบการเงินการคลังของประเทศ รายงานของท่านได้เขียนว่าเมื่อ ๔๐ ปี ๕๐ ปีก่อนคนไทยทํางาน ๕ คน สนับสนุนคนสูงอายุ ๑ คน เปลี่ยนมาเป็น ๓ คน ตอนนี้จะเหลือ ๒ คนแล้ว และไม่ช้าโครงสร้างเราคงเปลี่ยนจาก ระบบเจดีย์ ปิรามิด เป็นระบบคนโท หรืออาจจะเป็นเหมือนในสภานี้ซึ่งตอนนี้เป็นระบบเห็ดแล้ว เพราะว่าในสภานี้ผมไม่ทราบว่าอภิปรายถือว่ามีส่วนได้เสียได้หรือเปล่า เพราะว่าปีนี้ก็จะอายุ ๖๐ ปีไม่รู้ว่าจะวางระบบเพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์หรือเปล่าแต่คิดว่าไม่ใช่ ประเด็นนี้ เป็นปัญหาของประเทศชาติ จริง ๆ แล้วเป็นปัญหาของคนหนุ่มสาวมากกว่าว่าทําอย่างไร เขาถึงจะต้องแบกภาระคนอีกจํานวนมากซึ่งตอนนี้ก็มีเป็นหลายล้านคน ผมก็อยากจะฝาก ประเด็นในเวลาที่เหลือน้อยว่าข้อเสนอด้านสังคมของท่านและด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสภาพแวดล้อม หนังสือนี้ก็ดีมาก ผมคงจะไปอ่านที่หัวนอนหรือในห้องน้ํา เพื่อว่าผมจะปรับปรุงห้องน้ําในอนาคตเมื่อผมแก่ตัวจะทําอย่างไร หรือว่าห้องนอน จะปรับปรุงอย่างไร ก็คิดว่าจะต้องไปเผยแพร่คงไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ แต่ข้อเสนอ หลาย ๆ ด้านของท่าน ด้านสังคมและด้านสุขภาพก็อยากให้ท่านต้องจัดไพรออริตี้ (Priority) ลําดับความสําคัญด้วย เพราะว่าประเทศเรามีเงินจํากัด เพราะฉะนั้นควรจะดูว่าอะไรสําคัญ ควรจะทําก่อน ทําหลัง เราคงทําทุกอย่างพร้อมกันไม่ได้ในรายงานของท่านนะครับ แล้วผมเห็นด้วยที่จะทําให้ระบบเบี้ยหวัด ท่านเรียกว่าอะไร เบี้ยหวัดยังชีพอะไรนี่ เปลี่ยนเป็น ระบบบํานาญพื้นฐานแห่งชาติ แล้วก็แยกอันนี้ออกมาเป็นพระราชบัญญัติเพื่อไม่ให้มีการหาเสียง ประชานิยมแข่งกันว่าพรรคไหนจะให้เบี้ยบํานาญสูงกว่ากันและในที่สุดประเทศก็แบงก์รัพท์ (Bankrupt) เอาเงินของอนาคต ของคนในอนาคตอีกเจนเนอเรชันมาใช้เสียก่อนตอนนี้ ก็ทําให้มันถูก แล้วก็ยึดโยงกับมาตรฐานเช่นสภาพยากจนทางอาหารที่ท่านดีไฟน์ (Define) ไว้ว่าสภาพัฒน์กําหนดว่า ๑,๓๐๐ บาทต่อเดือน อันนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีนะครับ ผมอยากจะ ฝากว่าเรื่องที่ท่านเสนอบางเรื่องรัฐไม่จําเป็นต้องทําเอง บางครั้งรัฐเข้าไปทําเองมันจะยุ่ง แล้วก็เปลืองไม่มีประสิทธิภาพ บางเรื่องที่เอกชนทําได้ก็ควรให้เขาทํา ผมนึกได้ตอนนี้ก็เรื่อง ของการออมเพื่อประกันสุขภาพ ประชากรที่มีกําลังมีสถานะสูง มีความโชคดีกว่าก็ไม่ควร จะต้องให้ไปพึ่งพารัฐมาก ควรจะพึ่งพาตนเองให้ได้มากที่สุด ระบบการออม ระบบประกันภัย ระบบประกันสุขภาพ ท่านควรจะส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้า ถ้ามีแพร่หลายมากขึ้น เขาจะแข่งขันและเบี้ยประกันก็จะถูกลงนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือบทบาทของศาสนา ผมคิดว่าวัฒนธรรมไทยอย่างที่ ท่านสมชัยพูดเรามีความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี และต้องดูแลพ่อแม่ อยากให้วัฒนธรรมนี้ ยังคงอยู่ต่อไป ทําอย่างไร ไม่ใช่ว่ารัฐเข้าไปจัดการหมดแล้วคนไทยก็เป็นแบบคนฝรั่ง เขาไม่ดูแลพ่อแม่ บทบาทของศาสนา วัด มัสยิด หรือแม้แต่โบสถ์ เป็นที่พึ่งพาทางใจ ของคนนะครับ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ท้องถิ่นอาจจะช่วยได้ก็คือทําให้มีสวนสาธารณะที่ร่มรื่นมากขึ้น เพราะคนแก่ อยากจะไปออกกําลังกาย ไปเดินสูดอากาศบริสุทธิ์ กรุงเทพมหานครนี้มีน้อยเหลือเกิน ท่านไปที่สวนลุมพินีจะเห็นว่าคนแก่เต็มไปหมด เขาไม่มีที่จะไป แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ ขอเวลานิดหนึ่งท่านประธานนะครับ เรื่องแรงงานที่ท่านเสนอว่าอาจจะพิจารณาให้สัญชาติไทย กับแรงงานต่างด้าว อันนี้ผมอยากจะให้ท่านดูให้ดีหน่อยนะครับ ผมเองไปต่างประเทศมามากนะครับ เห็นเขาใช้คนสูงอายุในงานที่มีประโยชน์ เช่น อยู่ในสวนสนุก สวนสาธารณะก็เป็นผู้จัดคิว ให้เข้าคิวให้เป็นระเบียบ หรือบางทีเดี๋ยวนี้เรามีกล้องซีซีทีวี (CCTV) เยอะนะครับ อันนี้จ้างคนสูงอายุจะมีความรอบคอบไปดูกล้องซีซีทีวีว่ามีขโมยขโจรตรงไหน เฝ้าดูแล สวนสาธารณะหรือที่ที่ล่อแหลมหรือในต่างประเทศเขาใช้คนสูงอายุจ้างไปเขียนใบสั่งนะครับ ไม่จําเป็นต้องเป็นตํารวจพกปืนไปเขียนใบสั่ง ส่วนผู้ที่ไปเก็บเงินหรือไปดูว่าท่านทําผิด ท่านพกปืนได้ แต่ไปเขียนใบสั่งไม่จําเป็นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ฝากด้วยนะครับ อย่างที่กราบเรียน นะครับ ต้องขอชมเชยและชื่นชมรายงานของท่านกรรมการชุดนี้ แล้วก็ขอสนับสนุน อย่างเต็มที่ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านภัทรียา สุมะโน ค่ะ

นางภัทรียา สุมะโน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ภัทรียา สุมะโน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออนุญาตอภิปรายสนับสนุนข้อเสนอ การปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยทุกด้านเลยนะคะ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม สุขภาพและสังคม โดยในเวลาที่จํากัดก็จะขออภิปรายเฉพาะลําดวนกลีบสุดท้าย ก็คือด้านสังคมนะคะ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันขออนุญาตเรียนว่าดิฉันได้ทํารายการ โทรทัศน์ชื่อสูงวัยใจเกินร้อย ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง ๑๑ มา ๓ ปีแล้วนะคะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้สาธารณชนได้ตระหนักในคุณค่าของผู้สูงวัยค่ะ เราได้ไปสัมภาษณ์ผู้สูงวัยที่แข็งแรง มีความสามารถและทํางานเพื่อสังคมมาเป็นร้อย ๆ คน แล้วทั่วประเทศนะคะ ดิฉันกล่าวถึงรายการนี้ก็เพื่อที่จะตอบคําปรารภของดอกเตอร์วิพรรณ ในเรื่องของสื่อที่ว่าไม่มีรายการโทรทัศน์ที่เกี่ยวกับผู้สูงวัยเลย อย่างน้อยก็มีรายการนี้ รายการหนึ่งที่เอ็นบีที (NBT) นะคะ เดี๋ยวดิฉันก็จะพูดในประเด็นต่อไปด้วยค่ะ และนอกจากนั้นก็จะขอเรียนว่ามีข้อมูลจากท่านเหล่านั้นที่เวลาเราไปเราจะถามถึง ความเห็นท่านเกี่ยวกับผู้สูงวัยท่านก็จะบอกว่าอยากให้บุคคลต่าง ๆ ที่กําลังอายุสัก ๕๐ ปี กว่า ได้เตรียมความพร้อมในอนาคตว่าหลัง ๖๐ ปีแล้วจะทําอะไร อย่างไร เช่น บางท่านก็มี การออมไว้ล่วงหน้าเมื่ออายุ ๕๐ ปี ดังนั้นดิฉันก็จะนําเข้าสู่เรื่องประเด็นที่ ๑ ที่จะอภิปรายก็ คือการเตรียมความพร้อมเพื่อการสูงวัยอย่างมีคุณภาพและการวางแผนชีวิตเมื่อสูงวัย ซึ่งดิฉันสนับสนุนข้อเสนอปฏิรูประบบที่จะกําหนดให้สังคมสูงวัยและผู้สูงอายุ เป็นวาระแห่งชาตินะคะ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่ทุกหน่วยงานจะได้เดินหน้าในเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กัน ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งนะคะ นอกจากนี้ผู้สูงวัยเหล่านี้ถ้าหากว่ากําหนดเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ทั้งหน่วยงานภาครัฐก็ดี ภาคเอกชนก็ดี ก็จะได้มามีส่วนร่วมด้วยกันในการที่จะทําให้สังคม เกิดความตระหนักถึงความสําคัญของผู้สูงวัย ไม่ใช่เป็นเพียงคนชราที่นั่งเลี้ยงหลานหรือว่า รอวันจากโลกนี้ไปอย่างไร้คุณค่า

ประเด็นต่อไปคือเรื่องของการปฏิรูปสื่อสาธารณะ เพื่อปลุกกระแสสังคม ให้ตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมในยามสูงวัย คือสื่อมีหลายประเภทด้วยกันนะคะ คําว่า สื่อสาธารณะ นั้นคงหมายถึงทุกประเภท แต่สื่อที่มีอิทธิพลที่สุดที่เราต้องยอมรับ แม้ทุกวันนี้ก็คือสื่อโทรทัศน์นะคะ ทุกวันนี้รายการโทรทัศน์ที่ส่งเสริมคุณค่าผู้สูงอายุก็มีอยู่ ๒ รายการเท่านั้นเอง ก็คือสูงวัยใจเกินร้อยทางเอ็นบีทีกับลุยไม่รู้โรยทางไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งทั้ง ๒ รายการนี้นะคะ ก็ทํามาไล่ ๆ กันประมาณ ๓-๔ ปี แล้วก็ผลัดกันได้รางวัลทุกปีเลยค่ะ รางวัลส่งเสริมรายการโทรทัศน์ ส่งเสริมคุณค่าผู้สูงอายุ เพราะมันไม่มีรายการอื่นนะคะ มี ๒ รายการนี้สลับกัน เพราะฉะนั้นก็อยากที่จะมีการให้สื่อโทรทัศน์และสื่ออื่น ๆ ทุกประเภทนี้นะคะ ได้ให้ความสําคัญและส่งเสริมคุณค่าของผู้สูงวัย สื่อมวลชน ที่เป็นหนังสือพิมพ์ก็ควรที่จะเลิกใช้คําว่า มนุษย์ป้า เมื่อเวลาจะดูถูกสุภาพสตรีหรือผู้หญิง ที่เขาเป็นข่าวอะไร เขาใช้คําว่า มนุษย์ป้า ว่าขี้บ่น จู้จี้หรือว่ารู้สึกว่าเป็นมนุษย์ที่ไร้สาระมากเลยนะคะ ต่อไปก็อาจจะมีมนุษย์ลุงด้วย ไม่ทราบว่ามีหรือยัง ตอนนี้ยังมีแต่มนุษย์ป้าก็ควรจะเลิกใช้ได้แล้ว เพราะมันเป็นการดูถูกมากเลยนะคะ ดูถูกผู้สูงวัย

ต่อไปนะคะ ในประเด็นที่ ๓ ดิฉันก็สนับสนุนเรื่องของการเพิ่มศักยภาพ กลุ่มชมรมในชุมชนค่ะ นั่นคือชมรมผู้สูงอายุ ซึ่งถ้าหากในกรุงเทพฯ ก็มีกรุงเทพมหานคร ส่งเสริมอยู่ค่อนข้างจะดีมากเลยนะคะ ทั้ง ๕๐ เขตเท่าที่พบมา แต่ว่าในต่างจังหวัด ก็จะกระพร่องกระแพร่ง คือเป็นเรื่องของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทยก็ช่วยกัน แต่ว่าถ้าหากว่า องค์กร อปท. ไหนที่เขาเห็นความสําคัญของผู้สูงอายุเขาก็สนับสนุนมาก ชมรมก็เข้มแข็ง แต่บางแห่งเขาไม่สนใจชมรมก็ไม่เข้มแข็ง เพราะฉะนั้นก็อยากที่จะให้มีการพัฒนาตรงนี้ ไปพร้อม ๆ กันค่ะ

ต่อไปเรื่องการใช้ประโยชน์จากไอที (IT) ท่านคงจะเคยได้ยินชมรมหนึ่งที่ชื่อว่า โอลด์ พีเพิล เพลย์ ยัง (Old People Play Young) หรือ โอพีพีวาย (OPPY) ของคุณหญิงชัชนี จาติกวณิช ขออภัยที่เอ่ยนาม ๑๐ กว่าปีมาแล้วที่ตั้งและเข้มแข็งมากในการที่ทําให้ผู้สูงอายุ มาสนุกในการใช้ไอที แล้วก็ท่านเหล่านั้นก็จะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากในการที่สามารถทํา ในสิ่งที่คนวัยรุ่นเขาทําได้นะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากสนับสนุนตรงนี้ตามข้อเสนอปฏิรูป ระบบที่เสนอมาแล้ว

ส่วนเรื่องของโรงเรียน ๓ วัย ดิฉันไม่แน่ใจว่ามีหลักสูตรการสอนด้านไอที หรือไม่ ถ้ามีก็ขอให้เพิ่มขึ้น ถ้าไม่มีก็ขอให้มีขึ้นนะคะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันสรุปว่า สนับสนุนข้อเสนอการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยของคณะกรรมการนี้ทุกประเด็นนะคะ ทั้งนี้เพื่อที่ว่าในอนาคตประเทศไทยเราก็จะมีแต่ผู้สูงอายุที่สูงวัยอย่างมีคุณค่าและชรา อย่างมีความสุขค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ อีก ๕ ท่านต่อไปนี้นะคะ มีท่านวินัย ดะห์ลัน ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุชาติ นวกวงษ์ ท่านสารี อ๋องสมหวัง ท่านคณิศร ขุริรัง และท่านหาญณรงค์ เยาวเลิศ นะคะ ขอเชิญท่านวินัย ดะห์ลัน ค่ะ

นายวินัย ดะห์ลัน 🔗

ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ ผม วินัย ดะห์ลัน หมายเลข ๑๘๕ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมเช่นเดียวกับทางคณะกรรมการท่านอื่นนะครับ ได้เห็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านประชากรศาสตร์นั่งอยู่บนเวทีหลายท่านนะครับ เห็นแล้วก็อบอุ่นนะครับ ผมโชคดีอย่างหนึ่งก็คือในช่วงเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วได้ไปเรียนในยุโรป ในช่วงนั้นเขามีปัญหา เรื่องของประชากรลด ตัวเลขของประชากรขณะนั้นการเพิ่มขึ้นของประชากร ๐.๕ กว่า ถ้าเรามาดูแล้วของเราขณะนี้ ๐.๓๕ แต่ในขณะนั้นทางยุโรปเขาก็ค่อนข้างจะซีเรียส (Serious) กับเรื่องนี้มากนะครับ แล้วก็ได้มีการทํามาตรการอยู่หลายอย่างในการที่จะ แก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต วันนี้ปัญหาเขาสมบูรณ์แบบแล้วนะครับ แล้วเราก็ควร จะต้องเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นจากที่ในยุโรปนะครับ สิ่งที่ทางนั้นเขาพยายามนั้นก็คือเรื่อง ของการที่จะเพิ่มประชากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทดแทนประชากรจากการนําเอา ประชากรจากที่อื่นเข้าไปหรือการเพิ่มการเกิดของประชากรในประเทศของเขา แต่อย่างไรก็ตาม ก็ค่อนข้างจะทําได้ยากนะครับ ในกรณีของการทําให้ประชากรของเขานั้นเพิ่มขึ้น ถ้าเรามาดู ผมก็อยากจะเสนอ ๒-๓ ประเด็นนะครับ ขอเสนอเป็นในลักษณะที่เราแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งกันและกัน คงไม่กล้าที่จะบอกว่าเรามีประสบการณ์มากกว่า เพราะท่านที่อยู่ข้างหน้านั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้นนะครับ สิ่งที่อยากจะให้ทาง คณะกรรมาธิการได้เห็นก็คือว่าการประเมินตัวเลขของเราอาจจะคลาดเคลื่อนไปได้มาก เนื่องจากว่าขณะนี้นั้นปัญหามันจะกระทบเข้ามาอย่างรุนแรงนะครับ ผมยกตัวอย่าง ๓๐ ปีที่แล้วนั้นการเพิ่มประชากรของเรา ๓.๐ ตอนนี้มันลดลงมาเหลือ ๐.๓ ภายในเวลา ๓๐ ปีนั้นลดลงไป ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราย้อนหลังกลับไป ๒ ปีที่ผ่านมา ๐.๕๗ ตอนนี้ ๐.๓๕ ลดลงไป ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในช่วงหลังนี้จะลดลงหนักหน่วงกว่า นั่นหมายความว่าเรากําลังจะเผชิญปัญหาอย่างรุนแรงแล้วก็รวดเร็วอย่างที่มีท่านบอกว่า เป็นสึนามินั้นเห็นภาพเลยนะครับ

อันที่ ๒ ที่ผมอยากจะขอแลกเปลี่ยนก็คือถ้าเราจะต้องทํานั้นอาจจะต้องมอง ไปใน ๒ มิติ อันที่ ๑ ก็คือเรื่องของการดูแลภาวะของผู้สูงอายุ แต่อีกอันหนึ่งที่อยากจะให้ มองไปด้วยพร้อม ๆ กันก็คือการเพิ่มประชากร ขณะนี้เราคุยกันในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย ในส่วนของการรองรับผู้สูงอายุในเรื่องของการจัดหารายได้ของผู้สูงอายุ เราเห็นด้วยว่า ในอนาคตนั้นประเทศไทยคงไม่มีเงิน เราอยู่ในภาวะที่เป็นไทยแลนด์ พาราดอกซ์ (Thailand paradox) ก็คือว่าเรามีประชาชนกรลดในขณะที่เรายากจน คนอื่นนั้น เขาประชากรลดนั้นเขารวยแล้ว เขาถึงได้ประชากรลด ของเรามีปัญหา สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้ เราหาหนทางในการที่จะพัฒนาอย่างมาก เพราะว่าจะมีส่วนในการที่จะพัฒนาอาชีพของ ผู้สูงอายุก็คือเรื่องของเอสเอมอี (SME) เราพูดกันในเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย การทําหน้าที่ การทํางานในอาชีพของเอสเอมอีนั้นก็จะทําให้เขาสามารถที่จะไม่ต้องเกษียณอายุ ถ้าสมมุติว่าเราสามารถที่จะพัฒนาในเรื่องนี้ ในประเทศมาเลเซียประกาศไว้ชัดเจน ปี ๒๐๒๐ เขาจะทําให้เอสเอมอีมีรายได้อย่างน้อยที่สุด ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เพื่อที่จะเตรียมการ รองรับของสังคมผู้สูงอายุเขาประกาศไว้ชัดเจน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของชุมชนบําบัด สังคมบําบัด ซึ่งท่านคุรุจิตขออภัย ที่เอ่ยนามนะครับ ท่านพูดในเรื่องนี้ไว้ผมคิดว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ขณะนี้ถ้าเราดูเรื่องของ ศักยภาพของประชากรที่อยู่ในภาคศาสนา ยกตัวอย่างเช่น ๒๐๐,๐๐๐ รูปของพระสงฆ์ ๖๐,๐๐๐ คนของคณะกรรมการอิสลาม ๑๐,๐๐๐ คนของคณะกรรมการโบสถ์ ในทั้ง ๓ ศาสนาหลัก คนเหล่านี้ถ้าสามารถที่จะนํามาใช้ให้เป็นทรัพยากรที่มีศักยภาพเนื่องจาก ผู้สูงอายุนั้นเขาจะติดวัด ติดโบสถ์ ติดสุเหร่ามากขึ้น ทําให้คนเหล่านั้นมีส่วนในการที่จะ เข้ามาทํางานทางด้านชุมชนบําบัดก็จะมีส่วนที่จะช่วยนะครับ

ในเรื่องของการเพิ่มประชากร ผมก็ยังไม่อยากให้เราคิดเฉพาะในเรื่องของการ เพิ่มประชากรในกลุ่มที่มีความพร้อม เพราะว่ายุโรป อเมริกาล้มเหลวจากกรณีในการทํางาน เช่นนั้นมาแล้ว ถ้าเราดูนั้นเราจะเห็นได้ว่าการเพิ่มของประชากรในแต่ละกลุ่มของประชากรนั้น ไม่เท่ากันนะครับ ยกตัวอย่างเช่นประชากรในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างซึ่งเป็นมุสลิม ในภาคอีสานตอนล่างซึ่งเป็นคนกลุ่มชนที่มีเชื้อสายเขมร คนพวกนี้มีสัดส่วนของการเพิ่ม ประชากรสูงกว่าคนกลุ่มอื่น อย่างเช่นในกลุ่มของมุสลิมนั้นเพิ่มมากกว่าค่าเฉลี่ยของ ประชากร ๔ เท่า ในขณะที่คนในกลุ่มที่เป็นอีสานใต้นั้นเพิ่มขึ้นมากกว่า ๒ เท่า กรณีอย่างนี้นั้น เราควรจะต้องรองรับว่าคนเหล่านี้จะกลายมาเป็นอนาคตของประชากรไทยเรา เขาเป็นคนไทย เพราะฉะนั้นอยากจะให้มองในเรื่องของการพัฒนาประชากรกลุ่มนี้ในลักษณะที่เอื้อ ต่อการดํารงชีวิต ต่อวัฒนธรรม ต่อประเพณีของเขาเพื่อที่จะทําให้เขาเข้ามามีส่วนในการที่ จะแก้ปัญหาเรื่องของสังคมในบ้านเรานะครับ

เรื่องของการแก้ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งนะครับ ก็คือเรื่องของปัญหาสังคม ทรานเซ็กส์ (Transex) งานวิจัยจากคณะทํางานด้านชีววิทยาที่ตีพิมพ์เมื่อปีที่ผ่านมา เดอะ ควอเทอร์ลี รีวิว ออฟ ไบรโอโลจี (The Quarterly Review of Biology) สรุปออกมา ชัดเจนจากหลายมหาวิทยาลัยว่าคําว่า เกย์ยีนนั้นไม่มี (Gay Gene) มันจะเป็นปัญหาของเอพิเจเนติกส์ (Epigenetics) ก็คือเรื่องของสารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ดีใจที่กระทรวงสาธารณสุขได้ยกเลิกสารบีพีเอ (BPA) หรือไบฟีนีล เอ (Biphenyl A) ไปเรียบร้อยแล้ว แม้ว่าจะต้องรออีกสักปี หรือปีครึ่ง เพื่อให้บังคับใช้อย่างสมบูรณ์ แต่ว่ากรณี ของบิสฟินีล เอ นั้น มีรายงานว่ามีส่วนอย่างสําคัญในการที่จะทําให้เด็ก ๆ นั้นเกิดภาวะ ทราน เซ็กส์ชวล (Tran sexual) หรือการเบี่ยงเบนทางเพศ อันนั้นเป็นเรื่องหนึ่งของการ สารเคมี แต่มีเอพิเจเนติกส์อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่งานวิจัยออกมา

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านวินัยคะ คือท่านต้องรักษาเวลาแล้วค่ะ วันนี้เรามีเวลาน้อยมากค่ะ

นายวินัย ดะห์ลัน

ผมขออนุญาตอีกนิดเดียวอีก ๑ นาที ก็คือเรื่องของ อิทธิพลของแมส มีเดีย (Mass media) ผมก็อยากจะให้ทางคณะกรรมการคิดถึงเรื่องนี้ด้วย เนื่องจากว่ามีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องของการทําให้เกิดภาวะทรานเซ็กส์ในชุมชน ผมก็ขออนุญาตให้ประสบการณ์เพียงเท่านี้นะครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ดอกเตอร์สุชาติ นวกวงษ์ ค่ะ

นายสุชาติ นวกวงษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม สุชาติ นวกวงษ์ ท่านประธานครับ ขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ที่นําเสนอเรื่องปฏิรูปการรองรับระบบเข้าสู่ผู้สูงอายุนะครับ ขอบคุณที่คิดถึงผู้สูงอายุ ทั้ง ๆ ที่คนคิดก็อาจจะเป็นผู้สูงอายุ แล้วก็ในห้องนี้ก็มีผู้สูงอายุ กว่าผมหลายคน ผมเรียกพี่เสมอ ผมก็ยินดีเป็นน้องเสมอครับ ท่านประธานครับ การอภิปรายตรงนี้ผมนึกถึงพื้นที่ ๒ ส่วนครับ ท่านประธานครับ พื้นที่ที่มีผู้สูงอายุมีพื้นที่ใน ชนบท แล้วก็มีพื้นที่ในเมือง ซึ่ง ๒ พื้นนี้นะครับ มีความแตกต่างกันในเชิงของสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ พื้นที่ชนบทมีความใกล้ชิดกันระหว่างประชาชน ระหว่างพี่น้อง แต่ขณะที่ ในเมืองมีความแตกต่างกัน ความใกล้ชิดกัน ความสนิทสนมกันของประชาชนหรือของพี่น้อง มีน้อย เพราะฉะนั้น ๒ พื้นที่นี้ก็มีความแตกต่างกันในเชิงของผู้สูงอายุ ผมมองเรื่องของ ผู้สูงอายุเป็น ๔ เรื่องด้วยกันนะครับ

อันที่ ๑ สถานการณ์ของผู้สูงอายุนะครับ เห็นด้วยว่าผู้สูงอายุตอนนี้มาเร็ว และมาแรง มาเร็วจริง ๆ ครับ เมื่อ ๔๐ ปีก่อนที่แล้วผมก็เป็นเด็กครับ แล้วก็หลาย ๆ คนในนี้ ก็เป็นเด็กเช่นเดียวกัน แต่พอมาถึงปีนี้ก็กลายเป็นผู้สูงอายุไปแล้ว เพราะฉะนั้นปิรามิด ประชากรในเชิงของสามเหลี่ยมปิรามิดประชากรคงไม่มีอีก เพราะว่าขณะนี้การเกิดนี้ ลดน้อยลง เราเดินไปในที่สาธารณะเราจะพบสุภาพสตรีที่อุ้มท้องเดินผ่านมานี่น้อยมาก อันนี้เป็นการยืนยันได้ว่าการเกิดน้อยลงจริง ๆ

ทีนี้เรื่องที่ ๒ ครับ เรื่องที่ท้าทาย เมื่อเราเห็นว่าสังคมผู้สูงอายุมาจริง ๆ มันท้าทายครับ ท้าทายอย่างไรครับ ท้าทายว่าความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ของผู้สูงอายุในอนาคตจะมีจริงหรือเปล่า จะทําได้หรือไม่ ผู้สูงอายุจะมีความเสี่ยงในการที่จะ ยืนอยู่ในสังคมอย่างไร แล้วก็ภาครัฐจะสามารถดูแลคุ้มครองผู้สูงอายุได้จริงหรือไม่ ในอีก ๑๐ ปี ๑๕ ปีข้างหน้า ภาระงบประมาณอาจจะต้องสูงถึง ๑๘ ล้านล้านบาท อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้นําเสนอ เราจะเอาเงินมาจากไหน ภาระทางด้านภาษีที่ประชาชน ส่วนหนึ่งจะต้องจ่ายให้กับรัฐจะเพียงพอหรือไม่ ก็เป็นเรื่องที่ท้าทายเหมือนกันครับ ท่านประธานครับ

เรื่องที่ ๓ ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วนี่นะครับ เราจะต้องทําอย่างไรจึงจะรองรับ สังคมผู้สูงอายุได้ กระผมคิดว่าอย่างนี้นะครับ การทําให้ผู้สูงอายุมีความเข้มแข็ง มีสุขภาพดี เป็นเรื่องสําคัญ ถ้ามองในเมืองก็คือต้องสร้างแหล่งพักผ่อนที่สามารถออกกําลังกายได้ แต่ถ้าหากว่ามองในพื้นที่ชนบท ผมมองว่าโรงพยาบาลสุขภาพตําบลนี่เป็นศูนย์ ที่ทําการศึกษาศูนย์ที่สามารถให้ความรู้กับประชาชนรวมทั้งผู้สูงอายุด้วย เพราะฉะนั้น ผู้สูงอายุควรจะมีที่ยืนในจุดที่เป็นโรงพยาบาลสุขภาพตําบล ทําอย่างไรละครับ เพราะฉะนั้น โรงพยาบาลสุขภาพตําบลต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นการที่ไปครอส คัทติง กับกรรมาธิการด้านสาธารณสุขโดยให้โรงพยาบาลสุขภาพตําบล มีส่วนร่วมในการดูแลผู้สูงอายุเป็นสิ่งจําเป็นมากครับ แล้วก็เรื่องของสภาพแวดล้อมในบริเวณนั้น ๆ ควรจะต้องดูแลให้ครบถ้วน

ข้อที่ ๔ ครับท่านประธานครับ ผมดูเวลาของผมก็จะเหลือน้อยลงไปนะครับ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมองไปข้างหน้าว่าเราจะรองรับสังคมผู้สูงวัยอย่างไรนะครับ ก่อนอื่นผมคิดว่าเราต้องมีสํานักงานผู้สูงอายุ จะตั้งขึ้นอย่างไรใน สปสช. หรือจะตั้งขึ้นเป็น เอกเทศก็ตามใจนะครับ แต่ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามตัวเลขผู้สูงวัยคงจะต้องเปลี่ยนนะครับ จาก ๖๐ ปี เป็น ๖๕ ปีได้ไหมครับ จึงจะบอกว่าเป็นผู้สูงวัย อันนี้คือตัวเลขที่อาจจะต้อง เปลี่ยนไป เพราะว่าคน ๖๐ ปียังทํางานได้เข้มแข็ง อย่างเช่นท่านประธานของผมเป็นต้นนะครับ ท่านก็เข้มแข็งนะครับ นอกจากนั้นเรื่องของระบบฐานข้อมูลต้องมีการลงทะเบียนนะครับ ลงทะเบียนทําไมครับท่านประธานครับ ลงทะเบียนยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้สูงวัยนะครับ ผมมีอีก ๒ ข้อ นิดเดียวครับ

ทีนี้การส่งเสริมให้ผู้สูงวัยมีงานทํา ทําอย่างไรครับ บทบาทของศาสนา ในชนบท วัด ยังเป็นเรื่องที่ผู้สูงวัยเข้าไปทํากิจกรรมได้นะครับ ผมเห็นว่าตรงนี้ เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาให้ผู้สูงวัยเป็นผู้นํา ต้องส่งเสริมต่อไปนะครับ

อีกประการหนึ่งครับ สถานที่ต่าง ๆ ที่สามารถสํารวจแล้วก็วางโครงสร้าง พื้นฐานทางด้านสิ่งแวดล้อมให้ดีเพื่อรองรับผู้สูงวัยในพื้นที่ชนบทนะครับ อบต. ต้องเข้าไป มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ขอขอบคุณครับท่านประธานที่เคารพครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ดิฉันขอเรียนย้ําว่าท่านใช้เวลาเท่าที่มีอยู่นะคะ เพราะว่า ไม่อย่างนั้นวันนี้เราจะไม่เสร็จหรอกค่ะ เพราะว่าดิฉันต้องเลิกภายในบ่ายสองโมงแน่นอนค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสารี อ๋องสมหวัง ค่ะ

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง 🔗

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ดิฉัน สารี อ๋องสมหวัง นะคะ ก่อนอื่นดิฉันขอชื่นชม รายงานของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นรายงานที่ดีมากนะคะ แล้วก็เห็นความรอบด้านในทุกมิติ ของผู้สูงอายุที่คิดว่าเราจะเดินไปข้างหน้าในสังคมผู้สูงอายุนะคะ ดิฉันขออนุญาตสนับสนุน เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยนะคะ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่กรรมาธิการได้จัดทํานับเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ก็มีความสมบูรณ์อยู่ในตัวรายงานมากทีเดียวนะคะ ดิฉันขออนุญาตพูดถึงหลักการซึ่งคิดว่า ดิฉันก็สนับสนุนทางคณะกรรมาธิการที่จะกําหนดให้มีระบบบํานาญแห่งชาติ ให้มีหลักประกันทางรายได้ของผู้สูงวัยนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าอันนี้มีความสําคัญเนื่องจากว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่เรามีอยู่ในระบบมันไม่ได้มีความชัดเจนว่าจะมีอย่างไร ยกเว้นอาจจะเทียบเคียง กับอายุเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่สามารถที่จะทําให้ผู้สูงอายุดํารงชีวิตได้อย่างเหมาะสมนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็สนับสนุนหลักการเรื่องระบบบํานาญแห่งชาติ

อันที่ ๒ ดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีมากที่เราจะมีคณะกรรมการกลาง ที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายเพื่อเป็นกลไกในการจัดทํานโยบายและแผนพัฒนาระบบบํานาญแห่งชาติ ให้เป็นระบบเดียว บูรณาการกฎหมายและหน่วยงานต่าง ๆ ที่จัดการเรื่องบํานาญในปัจจุบัน ดิฉันคิดว่าเรามีบทเรียนจากเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่มีความเหลื่อมล้ํา จนถึงปัจจุบันและไม่สามารถจัดการได้นะคะ ที่เรามี ๓ ระบบ แล้วก็ทั้ง ๓ ระบบ ต่างมีความเหลื่อมล้ํากันอยู่ และดิฉันต้องขอบคุณนะคะที่คณะกรรมาธิการได้เห็นประเด็นนี้ และประเด็นนี้เป็นประเด็นสําคัญของคณะกรรมาธิการที่จะทําให้เกิดกลไกแห่งชาติ แล้วก็บูรณาการทําให้เกิดความเท่าเทียม ความเสมอภาค แล้วก็ความเป็นธรรม กับทุกกลุ่ม ทุกฝ่ายในเรื่องระบบบํานาญประชาชนนะคะ ดิฉันก็สนับสนุนที่จะทําให้เกิด การจัดบํานาญพื้นฐานถ้วนหน้าให้ผู้สูงวัยแบบรายเดือนที่เลยเส้นความยากจนนะคะ อันนี้ดิฉันคิดว่ามีความสําคัญ แล้วก็รวมทั้งสนับสนุนให้ประชาชนมีระบบการออมที่เรียกว่า สร้างแรงจูงใจให้คนที่มีกําลังออม ออมได้มากขึ้นนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็สนับสนุน คณะกรรมาธิการใน ๔ กรอบหลักที่ดิฉันได้เรียนไปแล้ว

ประเด็นที่ ๒ ดิฉันมีรูปธรรมที่สนับสนุนการปฏิรูปด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งเห็นชัดเจนนะคะว่าขณะนี้มีรูปธรรมที่ผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่ที่บ้านดูทีวีดาวเทียม แล้วก็มักจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพนะคะ โดยเฉพาะไม่ว่าจะเป็นความดันสูง เบาหวาน ต่าง ๆ ก็มักจะเป็นเหยื่อของสินค้าที่โฆษณาในทีวีดาวเทียม เคเบิลทีวีต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่มากมายแล้ว หลายคนก็อาจจะเรียกว่าต้องเอาเงินสวัสดิการของตัวเองอาจจะ ๖๐๐-๗๐๐-๘๐๐ บาท ไปซื้อน้ําผลไม้เหล่านี้ในราคาที่แพงขวดหนึ่งหลายสตางค์นะคะ ซึ่งอันนี้ก็คิดว่าจะจัดการอย่างไร หรือระบบสุขภาพที่กําลังจะเกิดขึ้นจะมีข้อมูลอย่างไรให้กับผู้สูงอายุกลุ่มนี้ ซึ่งดิฉันมีกรณี ที่เสียชีวิตเนื่องจากว่ายุติการใช้ยาโรคเรื้อรังของตัวเอง และบริโภคเรียกว่าผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารเหล่านี้จนกระทั่งสุดท้ายเสียชีวิตนะคะ มีกรณีที่เกิดขึ้นจริง แล้วก็

กรณีที่ ๒ ที่เพิ่งได้รับรู้จากการไปมีส่วนร่วมกับทีมที่อยุธยาซึ่งดิฉันเห็นว่า มีจริง ๆ ก็มีข้อเสนอแล้วนะคะว่าเราจะทําเรื่องมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุอย่างไร แต่ดิฉันคิดว่ารูปธรรมจริง ๆ ขณะนี้เกิดขึ้นเยอะอย่างเช่นที่อยุธยาก็มีบางหมู่บ้านก็อาศัย หมู่บ้านจัดบริการให้กับผู้สูงอายุ แล้วก็รับเลี้ยงดูผู้สูงอายุโดยที่บางครั้งก็มีปัญหานะคะ คนดูแลก็ไม่ดูแลก็นับว่าเป็นเรื่องร้องเรียนที่สําคัญในส่วนของหน่วยงานที่ทําหน้าที่ คุ้มครองผู้บริโภคหรือเรียกว่าอาจจะไม่มีมาตรฐานเลยในแง่ของการที่ดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งโครงสร้างพื้นฐาน น้ําสะอาดต่าง ๆ ก็ไม่มีนะคะ อันนี้ก็เป็นเรื่องร้องเรียน ที่ดิฉันอยากนําเรียนจากในส่วนของหลายจังหวัดที่ไปมาแล้วก็พบเรื่องนี้เป็นกรณีร้องเรียนนะคะ ก็อยากเห็นว่าสิ่งเหล่านี้จะเอาไปรวม แต่ดิฉันเห็นว่ามีข้อเสนออยู่แล้วบางส่วนที่จะรวม ในเรื่องเหล่านี้อยู่ในการดูแลผู้สูงอายุด้านสุขภาพ ดิฉันก็ต้องขอบคุณแล้วก็ชื่นชม ดิฉันคิดว่า เป็นรายงานที่ดีแล้วก็อยากเห็นว่าจะมีการเดินหน้าโดยเฉพาะการจัดทํากฎหมาย ซึ่งดิฉัน ก็สนับสนุนนะคะมีกฎหมายหลายฉบับเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พ.ร.บ. บํานาญพื้นฐานแห่งชาติ การแก้ไขกฎหมายเพื่อที่จะทําให้เกิดการบูรณาการกันตามวาระปฏิรูปกฎหมายนะคะ ดิฉันก็สนับสนุน ขอบพระคุณมากค่ะท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านคณิศร ขุริรัง ค่ะ

นายคณิศร ขุริรัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจากจังหวัดหนองบัวลําภูครับ ในวงจรชีวิตของมนุษย์ ที่จะต้องผ่านพบนั้นจะต้องผ่านพบตั้งแต่วัยทารก วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และสุดท้ายวัยผู้ใหญ่ จนถึงวัยผู้สูงวัย สิ่งที่น่าเป็นห่วงสําหรับผู้สูงวัยนั้นก็คือผู้คนในสังคม แม้กระทั่งลูกหลานเอง ไม่ดูแลมองข้ามความสําคัญไป ผมจะขออนุญาตแบ่งผู้สูงวัยออกเป็น ๒ ส่วน

ส่วนแรก ผู้สูงวัยที่อยู่ในสังคมเมือง

ส่วนที่ ๒ คือผู้สูงวัยที่อยู่ในสังคมชนบท นั่นก็คือผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่ตามบ้านนอก ตามชนบทห่างไกล

สําหรับผู้เฒ่าผู้แก่ที่อยู่บ้านนอกตามชนบทห่างไกลนั้น มีหน้าที่เพียงเฝ้าบ้าน เลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน เข้าวัดฟังธรรม สําหรับผู้สูงอายุที่อยู่ในสังคมเมืองหากมีกําลังวังชา มีกําลังทรัพย์ก็อาจจะได้ท่องเที่ยวไปกับพรรคพวกเพื่อนฝูง ไปกับลูกหลานบ้าง แต่ทั้ง ๒ กลุ่มนั้นก็ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่ถูกทอดทิ้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวทําให้ ศักยภาพของผู้สูงอายุนั้นถดถอยลง เราจะต้องเสริมสร้างศูนย์การเรียนรู้ในชุมชนให้เข้ามามี บริบทดังต่อไปนี้ครับ

๑. ด้านสุขภาพ จะต้องทําให้ผู้สูงอายุหรือผู้สูงวัยนั้นมีสุขภาพกายที่ดี มีสุขภาพจิตที่แจ่มใสเบิกบาน จะต้องมีระบบหมอครอบครัวหรือหมอประจําบ้านโดยใช้กลไก ที่มีอยู่ เช่น อสม. หรือโรงพยาบาลชุมชนต่าง ๆ ในชุมชน ในหมู่บ้านนั้น การตรวจคัดกรอง ไม่ว่าจะเป็นตรวจความดัน ตรวจเบาหวานถือว่าเป็นสิ่งสําคัญมากสําหรับผู้สูงอายุในชนบท การทันตกรรมจะทานข้าวให้อร่อย กินดี อยู่ดี ฟันต้องดีครับ ทันตกรรมก็มีส่วนสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง การมองเห็น จักษุแพทย์จะต้องไปตรวจการวัดสายตา แว่นที่มีคุณภาพจะต้อง ปรากฏขึ้นในสังคมผู้สูงอายุในชนบท นอกจากนั้นเครื่องช่วยฟังในผู้สูงอายุที่การได้ยิน บกพร่องก็ต้องจัดหาให้ ส่งเสริมให้

ทางด้านสังคม จะต้องให้ผู้สูงอายุนั้นอยู่กับคนในสังคมไม่ว่าจะคนต่างวัย ลูกหลาน ครอบครัวอยู่อย่างมีความสุข การทัศนศึกษา การท่องเที่ยว ผู้สูงวัยผู้สูงอายุนั้น ถ้าครอบครัวไม่มีกําลังเงิน กําลังทรัพย์ยากครับที่จะได้ไปท่องเที่ยว ไปทัศนะศึกษาในสถานที่ สําคัญหรือสถานที่ท่องเที่ยวสําคัญในประเทศไทย ผมก็เห็นแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เท่านั้นที่ได้ส่งเสริมให้ผู้สูงอายุนั้นได้มีโอกาสไปทัศนะศึกษา ไปไหว้พระ ไปปฏิบัติธรรม ในต่างจังหวัด ซึ่งตรงนี้ก็มีส่วนสําคัญและควรจะส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น ได้ดําเนินการต่อไปและอย่างต่อเนื่อง

ด้านเศรษฐกิจ จะต้องทําให้ผู้สูงอายุนั้นมีคุณค่าไม่เป็นภาระกับครอบครัว หรือเป็นภาระอย่างน้อย โดยการส่งเสริมอาชีพ ฝึกอาชีพ การจักสานต่าง ๆ เป็นเศรษฐกิจ ในครอบครัว ในชุมชนนะครับ

สิ่งที่ผมจะขอเสนอแนะ นั่นก็คือทําอย่างไรจะให้มีศูนย์ผู้สูงวัยแบบที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทําศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก่อนวัยเรียน โรงเรียนผู้สูงวัยนั้น เราจะทําแบบมหาวิทยาลัยเปิด โดยให้มาลงทะเบียนจัดวันเรียน วันจันทร์ วันอังคาร วันพุธ หรือเว้นไปก็แล้วแต่จะกําหนดการต่าง ๆ ไว้ ตอนเช้า ๘ โมงเช้าก็มาเข้าโรงเรียนเคารพธงชาติ ออกกําลังกาย ทํากิจกรรมสันทนาการ นันทนาการ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ทํางานฝีมือ สอนงานฝีมือทักษะอาชีพต่าง ๆ กับกลุ่มผู้สูงอายุ ทํากิจกรรมนันทนาการ ดนตรี กีฬา สุขภาพ รวมทั้งวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั่นละ ที่อยู่ใกล้กับประชาชนที่สุด ด้านหน้าผมก็เป็นนายกสันนิบาตอยู่ท้องถิ่น ด้านข้างผมเป็นคุณหมอ เป็นนายกเทศมนตรีเมืองสารคามทํามาอยู่ตลอด เพราะฉะนั้นเราต้องสนับสนุนเพราะเขา ใกล้ชิดกับประชาชน รู้ประชาชนทุกคนว่าใครเป็นผู้สูงอายุ ใครมีปัญหาอย่างไร

สุดท้ายเพื่อความมั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนของประเทศไทยเราจะต้องเตรียม ความพร้อมให้ผู้สูงอายุเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยได้อย่างมีความสุขและมีคุณค่าครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านสมาชิกคะดิฉันขอเรียนย้ํานะคะว่าท่านใช้เวลาเฉพาะที่ท่านมีแล้วกัน เพราะว่าไม่อย่างนั้นวันนี้ต้องเลิกบ่าย ๒ โมง เพราะว่าต้องไปประชุมแม่น้ํา ๕ สาย วันนี้เวลาบ่าย ๓ โมงค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านหาญณรงค์ เยาวเลิศ ค่ะ

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการที่เสนอเรื่องนี้ เพราะผมคิดว่าการเสนอเรื่องนี้เพื่อให้ทันกับการรองรับกับสังคมที่จะสูงวัยขึ้นทุก ๆ วัน แล้วก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น แล้วก็ประเด็นที่เสนอนี้ เช่น ประเด็นด้านเศรษฐกิจ ด้านสภาพแวดล้อม ด้านสุขภาพและด้านสังคม ผมเปิดดูตามเอกสารนี้แล้วผมคิดว่าเห็นด้วย ในมาตรการเรื่องของการปรับปรุงกองทุนเลี้ยงชีพเพื่อที่จะผลักดันให้มีการรองรับเรื่องอย่างนี้ มากยิ่งขึ้น ผมยกตัวอย่างเช่น บางครั้งผู้สูงวัยอาจจะไม่ได้ดูแลโดยลูกหลานอย่างเดียว เราไม่อยากให้ผู้สูงวัยไปอยู่บ้านคนชรา เราไม่อยากให้ผู้สูงวัยไปอยู่รวมกันเหมือนกับถูกทอดทิ้ง แต่ทําอย่างไรให้ผู้สูงวัยอยู่กับบ้าน แล้วก็มาตรการของเงินออมที่ออมไปแก้ไขกฎระเบียบของ เงินออมให้ครอบคลุมถ้าผู้สูงวัยต้องการที่ลูกหลานไม่มีโอกาสได้ดูแลจะครอบคลุม โดยการครอบคลุมกับค่าจ้างที่เป็นพยาบาลพี่เลี้ยงในการที่จะดูแลมากยิ่งขึ้น อันนี้ผมคิดว่า น่าจะปรับอันนี้เข้าไปด้วยกัน แต่มีข้อเสนออยู่แล้วละครับท่านประธานอยู่ในเรื่องของ เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเรื่องสุขภาพในหน้า ๓๙ ในเรื่องของการพิจารณาการจัดระบบ โครงสร้างของเมือง เรื่องของการพิจารณาเรื่องกฎระเบียบให้มันครอบคลุมมากขึ้น วันนี้ถ้ายกตัวอย่างว่าผู้สูงวัยสามารถมีเงินออม แล้วในช่วงที่เกิดอาการไข้ป่วยสามารถมีเงิน ที่จะจ้างพี่เลี้ยงมาดูแลได้ด้วยมันก็จะทําให้ผู้สูงวัยและอยู่ในสภาพแวดล้อมของบ้านดีขึ้น อันนี้เกิดขึ้นกับครอบครัว ผมเองก็มีผู้สูงวัยแล้วก็สามารถที่จะจ้างดูแล แต่ถ้ามีเงินออมที่มา จากการออมตั้งแต่ต้น แล้วก็รองรับมาตรการเหล่านี้ไว้อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นทางออกที่ดี สําหรับครอบครัวที่จะให้ดูแลผู้สูงวัยนอกจากคนในครอบครัวด้วยกันเอง แต่หลัก ๆ นี้ ก็คือคนในครอบครัวนะครับ แต่ว่ามีบางช่วงจังหวะที่อาจจะต้องมีพี่เลี้ยง หรือมีพยาบาลพี่เลี้ยง ที่จะมาคอยช่วยดูแล

อีกอันหนึ่งผมคิดว่าได้เห็นเรื่องมาตรการในการปรับแก้เรื่องของ สภาพแวดล้อม แล้วก็มีมาตรการในเรื่องของการปรับ เรื่องแก้ไขกฎระเบียบบางอัน ผมคิดว่า อันนี้เห็นด้วยนะครับ แต่ว่ามาตรการเหล่านี้จะนําไปสู่การออกแบบเพื่อรองรับกับองค์กรท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นได้อย่างไรที่จะให้มีแบบเหล่านี้ ที่สอดคล้องกัน แล้วก็แบบเหล่านี้ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับแบบที่มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นทางเดินทางลาด หรือระบบสาธารณสุขที่จะมาออกแบบเพื่อรองรับกับการใช้ระบบสาธารณสุขอย่างนี้ คือระบบห้องน้ํา เส้นทางเดิน หรือระบบทางลาดที่พร้อมที่จะบริการผู้สูงวัยมากขึ้น ซึ่งผมคิดว่า บ้านเราน่าจะมีบทเรียนที่ดีในการที่จะมีมาตรการรองรับ เราเคยได้ฟังว่ามีประเทศนั้น ประเทศนี้ที่มีผู้สูงวัยเยอะ เช่น ประเทศญี่ปุ่นมาขอซื้อที่แล้วต้องการที่จะให้ผู้สูงวัยเขามาอยู่ ในหมู่บ้านจัดสรรเหล่านี้ ซึ่งในหลายพื้นที่หลายจังหวัด จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดกาญจนบุรีก็เคยมีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น แต่นั่นเหมือนกับว่าเราผลักภาระไป แต่ข้อเสนอนี้ผมคิดว่าไม่ได้ผลักภาระ แต่ข้อเสนอนี้คือการวางมาตรการรองรับในทางที่ดี เพื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่อยู่กับลูกหลาน อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่อยู่กับสังคมที่อยู่ได้ แต่ว่าทั้งหมดมันอาจจะมีการปรับแก้มากขึ้น เช่น การบริการกับชุมชนในการรองรับ อาจจะพูดแบบให้เป็นรูปธรรมอย่างนี้ลําบาก แต่ว่าถ้ามันมีมาตรการรองรับอย่างนี้ได้ แล้วก็มีเศรษฐกิจรองรับ เช่น มีเงินออม ลูกหลานไม่เดือดร้อน แล้วก็เงินออมนั้นเพื่อที่จะพยุง ให้กับผู้สูงวัยนั้นอยู่กับครอบครัวได้อย่างมีความสุขอันนี้ผมว่าข้อเสนอนี้สมควรสนับสนุนแล้ว ก็มีมาตรการที่รองรับเป็นรูปธรรมต่อไป ผมคงใช้เวลาเพียงแค่นี้นะครับ เพื่อให้เวลา กับท่านอื่นต่อไป ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ๕ ท่านต่อไปคือท่านวิทยา กุลสมบูรณ์ ท่าน พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ แล้วก็ท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านวิทยา กุลสมบูรณ์ ค่ะ

นายวิทยา กุลสมบูรณ์

เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการ สังคมสูงวัย สสว. ครับ ผม นายวิทยา กุลสมบูรณ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลขที่ ๑๘๔ ครับ เนื่องจากมีเวลาจํากัดผมได้เขียนข้อที่ผมจะอภิปรายส่งไปในไลน์ประกอบครับ หากเวลาหมดให้ท่านบอกนะครับผมจะเลิกเลยครับ เห็นด้วยครับกับข้อเสนอของ คณะกรรมการสังคมผู้สูงวัยทั้งหมดครับ การนําเสนอมีความครอบคลุมคอมพรีเฮนซีฟ (Comprehensive) มีความครบถ้วนอินฟอร์เมทีฟ (Informative) แล้วก็มีทิศทางไดเร็กทีฟ (Directive) อย่างมากครับ กลีบลําดวน ๔ ดอก ๔ ส. นะครับ เกิดวิสัยทัศน์ที่ สปช. จะเสนอต่อผู้มีอํานาจทางการบริหารที่ท่านจะ นําไปก่อรูปพันธกิจ เพราะว่า สปช. มีหน้าที่สร้างวิสัยทัศน์ แต่มิสชัน (Mission) คงเป็นเรื่อง ของผู้มีอํานาจที่จะปฏิรูปในไม่ช้าครับ กลีบลําดวนดอกแรกคือเศรษฐกิจนะครับ ท่านได้มอง การใช้ทรัพยากรรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ปรับนโยบายประชานิยม เป็นสังคมสวัสดิการ ปรับผู้สูงวัยในเรื่องบํานาญ ในเรื่องของเบี้ยเป็นเรื่องบํานาญและการออม น่าชื่นชมครับ เรื่องการออมการประกัน มีผู้เสนอว่าเอกชนควรทํา แต่วันนี้ผู้สูงวัยถูกหลอกทั่วประเทศกว่า แสนคน มีการหลอกให้เป็นสมาชิก ๑,๕๐๐ บาท จะให้เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท คนกลุ่มหนึ่ง หาเงินนับ ๑๐๐ ล้านบาทจากผู้สูงวัยครับ สังคมไทยยังไม่มีกลไกป้องกัน เปราะบาง เอาเปรียบ โหดร้ายกับเงินที่มีไม่มากของผู้สูงอายุครับ เรื่องนี้กรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค คงจะต้องร่วมมือกับคณะผู้สูงวัยว่าเราจะปฏิรูปเชิงระบบอย่างไรไม่ให้ผู้สูงวัยโดนหลอกครับ

ประการที่ ๒ เรื่องสุขภาพ ข้อเสนอเรื่องการดูแลการบริการ การมีส่วนกับ ชุมชนดีมากครับ แต่ผู้สูงวัยก็ยังเป็นเหยื่อดังที่ท่านสารีได้ปรารถนาว่าเป็นเหยื่อโฆษณา มีทุกข์ล้นเหลือจากการโฆษณา เสียสตางค์แถมโรค โฆษณาขายยา อาหารเสริม สมุนไพร อย่างมากมาย จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับต้องเรียนท่านนายกสันนิบาตนะครับ ท่านนายกองค์การบริหารท้องถิ่นทั้งหลายครับ มีข้อมูลว่าเดือนหนึ่งจ่ายสตางค์เกินเงินเบี้ยยังชีพ ลูกหลานต้องเอาเงินมาเพิ่มแถมหลายโรค อันตรายมีสเตียรอยด์ (Steroid) มีน้ําตาล สภาผู้สูงอายุ องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสภาวิชาชีพสุขภาพครับจะร่วมกันแก้ปัญหา การลวง การหลอกเหล่านี้ได้ไหม นอกจากนี้นะครับการหายามากินของผู้สูงอายุ ยาตีกัน บอกต่อแบ่งปันกันจนไม่รู้โทษรู้ภัย เป็นเรื่องที่ต้องมีการปกป้องครับ

ประการที่ ๓ เรื่องสิ่งแวดล้อมท่านอาจารย์ไตรรัตน์ได้เสนอเรื่องยูนิเวอร์ซอลดีไซน์ ผมเห็นผลงานของท่านนะครับ เรื่องที่ท่านทําสถานีอนามัย รพ.สต. โดยการมีส่วนร่วม ประชาสังคมมาออกแบบสถาปัตยกรรมชื่นชมมากครับ แต่เราก็ได้พบครับว่าผู้สูงวัยจํานวนหนึ่ง ขณะนี้มาอาศัยเช่าสถานที่อยู่บางแห่งไม่แพงครับ แต่ก็มีมาตรฐานต่ํา คับแคบไม่เหมาะสม น้ําก็เหม็น คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคลงพื้นที่ที่จังหวัดหนึ่งนะครับ ก็มีท่านมาบอกว่า เราจะทําอย่างไรครับ กฎกติกาควรจะมีไหมครับ เป็นมาตรฐานและเป็นหน้าที่ ของใครครับ พม. หรือกระทรวงสาธารณสุขหรือ สคบ. หรือองค์การอิสระจะร่วมกับ สภาวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม ท้ายที่สุดครับด้านสังคม อันนี้สําคัญมากที่จะต้องมองผู้สูงวัย เป็นกลุ่มพลัง กลุ่มผู้สูงวัยทั้งสภาผู้สูงอายุ สมาคมผู้สูงวัย ชมรมกลุ่มในพื้นที่ต้องร่วมกันครับ กับองค์การอิสระคุ้มครองผู้บริโภคตามรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นครับ ยึดโยงผลักดันปัญหาของ ผู้สูงวัยตามปัญหาและพลังของท่านครับ

สรุปผมขอเสนอให้มีการปกป้องพิทักษ์ผู้สูงวัยไม่ให้ถูกลวงถูกหลอก เสียเงิน เสียสุขภาพ ไม่ได้ที่อยู่อาศัยทั้งที่ต้องจ่ายสตางค์ ผมมองเห็นพลัง ๘,๐๐๐,๐๐๐ คนในวันนี้ครับ และ ๒๕ ล้านคนในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าที่จะนําทางโดยองค์กรผู้สูงอายุทั่วประเทศครับ ผู้สูงอายุเป็นพลัง การเป็นผู้สูงอายุได้คือมีอภิสิทธิ์ครับ เกิดมาแล้วเป็นไม่ได้ทุกคน เราคงไม่มองเพียงภาพติดเตียงป่วยเป็นภาระครับ แต่ผมเชื่อว่าในห้องนี้ทุกท่านเห็นอีกภาพหนึ่ง คือสังคมจะพัฒนาต้องพึ่งพาผู้สูงวัยครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านพลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ค่ะ

พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ 🔗

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผมมีเรื่องที่จะเสนอสัก ๓ เรื่องนะครับ

เรื่องแรกคงต้องยอมรับว่าผมนั้นเป็นมนุษย์ลุงจริง ๆ ครับ ได้รับใช้สิทธินี้ เพราะเขาก็เรียกผมลุงเอกทั้งนั้น ผมได้ดูแลแล้วเมื่อกี้มีบางท่านได้มาพูดกับผมว่าฟังนําเสนอ แล้วรู้สึกห่อเหี่ยวเพราะว่าตัวเองเป็นผู้สูงอายุแล้วเขาสู่วัยที่บอกว่าจะเกิดปัญหาโน้น ปัญหานี้ นะครับ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ดี ใน สปช. เองผมก็คิดว่าเข้ากับบรรยากาศ เพราะ สปช. เองก็มีผู้สูงวัย ไม่ต่ํากว่า ๑๖๓ คน ในสภาปฏิรูปแห่งนี้ แล้วผมขอชื่นชมเอกสารที่แจกมาให้รวมทั้งเอกสาร ฉบับนี้ ผมดูแล้วน่าพิมพ์แจกจ่ายเยอะ ๆ โดยเฉพาะเวลามีงานศพอะไรน่าจะไปไว้ที่นั่นก็เกิด ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลด้วยนะครับ

เรื่องเศรษฐกิจผมมีเรื่องเสนอแนะเรื่องเดียวก็คือว่าคงจะมีหลายท่านที่ไม่ไปรับเงิน ที่เขาให้สําหรับผู้ที่สูงวัยไม่ว่าจะเป็น ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐ บาท ผมคิดว่าคง จะมีเยอะ ถ้าเผื่อมีเยอะแล้วรายได้ตรงนี้ไม่ได้ออกไปผมว่าน่าจะเข้าไปสู่กองทุนผู้สูงอายุจะได้ หรือไม่ ถ้าเผื่อตรงนี้ได้ก็จะเป็นการดี แล้วก็นําไปใช้เกี่ยวกับกิจการที่ท่านได้วางแผนเอาไว้ ทั้งหมด

เรื่องที่ ๒ เรื่องต่างประเทศ ก็มีท่านอ้างอิงบ้างนิดหน่อย แต่ผมอยากจะฝาก อย่างนี้ ในฐานะที่เคยไปดูเขาในเรื่องเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้สูงวัยนะครับ ที่เขาเป็นสถานดูแล ผู้สูงวัย ผมฝากอย่างนี้ว่าในระบบของเขากับเราแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในบริบทของภูมิสังคมนะครับ แตกต่างกันทางวัฒนธรรมด้วย ผมไปกับครอบครัวหนึ่งเขามีคุณแม่เขาซึ่งแก่มากแล้ว ซึ่งลูกก็ไม่สามารถที่จะดูแลแม่ได้ เขาต้องให้แม่ไปไว้ที่สถานเลี้ยงคนชรา ถึงแม้ว่าตัวเอง จะมีความร่ํารวยขนาดไหนก็ต้องไปอยู่อย่างนั้น บ้านเราคงทําไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น จะเอารูปแบบนี้ไม่ได้

อีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องต่างประเทศเขามีการศึกษาในเรื่องนี้เลยโดยตรงถึง ระดับปริญญาเลยนะครับ ของเราก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นก็ได้ คงจะต้องมีการศึกษา แล้วก็เพื่อที่ผู้ที่จะทํากิจการ ผู้ที่จะทําการดูแลผู้สูงวัยต่อไปนี้น่าจะมีการศึกษาที่เป็นทาง วิชาการให้มากขึ้น เขาจะมีการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี อนุปริญญา แล้วก็ประกาศนียบัตรต่าง ๆ ของเราจะมีโรงเรียนอภิบาลซึ่งผมก็ได้เห็นมานานแล้ว นานมากกว่า ๑๐ ปี เพียงแต่ไม่แน่ใจ ว่าได้มีการทําเรื่องมาตรฐานโรงเรียนอภิบาลหรือเปล่า แล้วโดยเฉพาะโรงเรียนอภิบาล ของเราไปเก็บเอาเด็ก ๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งจะมีข้อเสียนิดหนึ่งก็คือเด็ก ๆ พวกนี้มักจะอยู่กับ ปู่ย่าตายาย แล้วก็เป็นคนที่อาจจะฟังเสียงบ่นไม่ค่อยได้นะครับ แล้วสุดท้ายเขาต้องมาอยู่ โรงเรียนอภิบาลเพื่อดูแลคนแก่เขาจะดูแลอย่างไร ตรงนี้ผมก็คิดว่าน่าจะมีการศึกษา ลองสร้างมาตรฐานของโรงเรียนอภิบาลให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นนะครับ ในสังคมไทยเป็นสังคม อุปถัมภ์ครับ ผมคิดว่าส่วนดีของสังคมอุปถัมภ์เรามีการดูแลกันเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมอยากให้การทําเรื่องผู้สูงอายุกระจายลงไปสู่ท้องถิ่นให้เยอะ ๆ อย่าพยายามอยู่ในเมืองใหญ่ อยู่ท้องถิ่นน่าจะดีกว่า สาเหตุที่บอกว่าอย่าพยายามอยู่เมืองใหญ่แล้วก็มาใช้สถานที่รวม ผมเคยไปดูครั้งหนึ่งการเลี้ยงเด็กกําพร้าเขามีการโปรโมทประชาสัมพันธ์ในสถานเลี้ยงเด็กกําพร้า ก็คือว่าเด็กกําพร้าคนไหนที่มีฝรั่งรับไปเป็นลูกแล้วเขาจะมาว่าคนนี้มีฝรั่งรับไปโน้นประเทศนี้ ผมว่ายิ่งสร้างความเจ็บช้ําน้ําใจให้กับเด็กคนอื่นที่ไม่มีคนเอาไปเลี้ยงดู เช่นเดียวกับคนชรา เหมือนกันถ้าเผื่อท่านไปอยู่ร่วมกันเสร็จ พอเขาอยู่ร่วมกันเสร็จมีลูกเต้า ลูกหลานมาเยี่ยมเยียน เขาก็ดีใจนะครับ แต่คนที่ไม่มีมาเลยมันยิ่งเจ็บช้ําน้ําใจมากขึ้นอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องดูแล สร้างสมดุลตรงนี้ให้ดีนะครับ แล้วก็ผมมีโอกาสไปบรรยายเครือข่ายหญิงไทยในยุโรปมา ๒ ครั้ง ก็ขอเรียนอย่างนี้ว่าต่อไปเราไม่ใช่ผู้สูงอายุจะมีเฉพาะคนไทยนะครับ เพราะว่าที่ผมไป ยุโรปมาเมื่อ ๓ ปี ที่ไปบรรยายเขามีคนไทยที่เป็นผู้หญิงไทยไปแต่งงานแล้วในยุโรป ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งวันนี้น่าจะถึง ๕๐๐,๐๐๐ คนแล้ว ไม่ใช่น้อยเลยนะครับ แล้วเขาเริ่ม ทยอยกลับมาที่ประเทศไทยมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ ใครที่ไปกับคณะกรรมาธิการ ศิลปวัฒนธรรมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคงจะเห็นว่ามีฝรั่งมังค่าเดินเต็มไปหมดทั้งอุดรธานี หนองคาย เพราะฉะนั้นก็มีเขากลับมาอยู่ในประเทศไทยนี้เยอะมากขึ้น ตรงนี้เราจะดูแล อย่างไรบ้าง แต่ว่าเขามีเงินประกันสังคมสูงนะครับ คงไม่มีปัญหาตรงนี้

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเกี่ยวกับผมคิดว่าคงจะต้องให้ท้องถิ่นช่วยดูแลตรงนี้ เป็นสิ่งที่ดี เพราะท้องถิ่นดูแลเรื่องเด็กเล็กอยู่แล้ว ให้ดูแลเรื่องคนชราด้วย แต่ข้อเสียก็คือว่า ต้องทําแผนแล้วก็เขียนออกมาเป็นรูปของกฎหมายให้ชัดเจน เพราะว่าวันนี้ท้องถิ่นที่มีปัญหา ก็เพราะว่าทํางานต่าง ๆ ดีมากเลย แต่ว่าไม่มีกฎหมายรองรับ เมื่อมีการตรวจจาก สตง. ก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้อย่าให้เกิดขึ้นนะครับ

แล้วก็ผมคิดว่าอีกเรื่องหนึ่งเรื่องสุดท้ายก็คือว่าเรื่องเกี่ยวกับออนไลน์ (Online) ผมเห็นด้วยมีท่านเสนอเรื่องออนไลน์ เรื่องใช้ไอทีเข้ามาช่วยเหลือ ไอทีนี้น่าจะ ช่วยเหลือในลักษณะเดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะเปิดในโทรศัพท์แล้วมองเห็นว่าผู้สูงอายุต่าง ๆ อยู่อย่างไรทั้งสามารถดูผ่านโทรศัพท์ก็ได้ ของผมก็ใช้กับที่บ้านก็สามารถดูได้ที่บ้านทําอะไร อยู่ต่าง ๆ พวกนี้ เพราะฉะนั้นระบบออนไลน์นอกจากใช้ในการที่เป็นออบเซิร์ฟ (Observe) แล้ว สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลที่เราเก็บข้อมูลทั้งหมด การดูแลผู้สูงอายุจะต้องทําอย่างไร หนังสือ เล่มนี้ทั้งเล่มอยู่ในเว็บไซต์ (Website) เข้าไปดูได้ ออนไลน์ แล้วก็ข้อมูลของเราทั้งหมดเข้าไปอยู่ในออนไลน์ทั้งหมดนี่สามารถ ที่จะช่วยขยายทําให้ประชาชนที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุได้เข้าใจยิ่งขึ้นนะครับ

ประการสุดท้ายที่ท่านเสนอไว้ว่ามีโรคความดันสูง ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เบาหวาน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เข่าเสื่อม ๙ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าตรงนี้ต้องกระจายความรู้เป็นพื้นฐาน แล้วสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับในการป้องกันเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ตั้งแต่คนที่ยังอยู่วัยกลางคน เพื่อให้เขาได้ดูแลตัวเองไม่ให้ไปสู่โรคความดัน ไม่ให้ไปสู่โรคเบาหวานและโรคเข่าเสื่อมต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ค่ะ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสงขลา ก็ขออนุญาตเรียนว่าขอชื่นชมกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งคณะกรรมการการปฏิรูปเพื่อจะรองรับผู้สูงวัยนะครับ ทั้ง ๒ ชุดได้ร่วมกันทํางาน แล้วก็มีผลงานที่อยากจะกราบเรียนว่าเป็นผลงานที่ดีมากนะครับ ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องของการที่จะมีพระราชบัญญัติบํานาญพื้นฐาน ซึ่งจะเปิดโอกาส ให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าถึงระบบบํานาญด้วย เรื่องระบบบํานาญนี้ ต้องขออนุญาตเรียนว่า พวกผมในฐานะที่เป็น สปช. จังหวัด ได้ไปจัดเวทีในหลาย ๆ แห่ง แล้วก็เสียงความเห็น ของพี่น้องประชาชนได้พูดถึงเรื่องนี้ แล้วก็ผมเชื่อมั่นว่าหากเขาได้ทราบว่าเรามีการนําเสนอ ในเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระที่สําคัญด้วย ก็คงจะดีใจที่ได้รับรู้ว่า สปช. ได้ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ และการที่พวกผมจะไปจัดเวทีเพิ่มเติมเราก็จะได้นําเรื่องนี้ไปบอกเล่าพี่น้องประชาชนด้วยนะครับ แต่อย่างไรก็ตามก็ขอมีข้อสังเกตสัก ๒-๓ ประการนะครับ เพื่อที่จะเพิ่มเติม อาจจะ ไม่เพิ่มเติมแต่ว่าเพื่อจะให้เกิดความชัดเจนขึ้น ความจริงผมมีข้อสังเกตอยู่ ๔-๕ ข้อ แต่ว่า หลายข้อนั้นท่านผู้อภิปรายล่วงหน้าก็ได้พูดถึงไปแล้ว ก็ขอจะไม่พูดซ้ําให้เสียเวลานะครับ

ข้อสังเกตแรกก็คือห่วงใยเรื่องผู้สูงวัยในชนบทครับ เพราะว่าจากรายงาน และจากข้อมูลที่เราทราบกันอยู่ว่าผู้สูงวัยนั้นอยู่ในชนบทถึงมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใน รายงานนี้ก็ตรงกันนะครับ ใน ๗๐ เปอร์เซ็นต์นี้ผมเรียนว่าการที่ผู้สูงวัยในชนบทได้เข้าถึง ระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่ในอดีตมีมาแล้ว และในอนาคตที่คิดว่าจะมีเพิ่มขึ้นจากการ ที่นําเสนอรายงานนี้ และการจะมีพระราชบัญญัติต่าง ๆ ออกมารองรับ ก็ยังมีความห่วงใยอยู่ว่า ถึงเวลาที่ไปปฏิบัติจริงนั้นผู้สูงวัยในชนบทก็อาจจะมีความยากลําบากอยู่อีกมาก แล้วก็ต้องใช้ เวลาพอสมควร ก็อยากจะให้การนําเสนอหรือการที่จะผลักดันเรื่องนี้ต่อไป ได้เพิ่มความสําคัญอย่างไรให้เห็นชัดว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของผู้สูงวัยที่อยู่ในชนบทนั้นสามารถ ที่จะเข้าถึงระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้น มีระบบมารองรับเพิ่มขึ้นในอนาคตได้ ในอัตราความเร่ง หรือในระยะเวลาที่ไม่แตกต่างจากผู้สูงวัยที่อยู่ในชุมชนเมืองมากนัก เพราะว่าความพร้อมในชนบทหลาย ๆ ด้านคงจะมีปัญหาอยู่มาก ซึ่งในเรื่องนี้ก็ขออนุญาต เรียนว่าเป็นไปได้ที่เราจะต้องเพิ่มน้ําหนักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในชนบท ซึ่งวันนี้อาจจะเป็นองค์การบริหารส่วนตําบล แล้วมีโอกาสที่จะยกระดับขึ้นมาเป็นเทศบาล ทั้งหมดในอนาคต จะเพิ่มขีดความสามารถแล้วก็เพิ่มบทบาท ในรายงานนี้เท่าที่ผมดูอยู่ ในเฟรม (Frame) ที่ประมาณสัก ๗๐ ซึ่งอยู่ในหน้า ๓๕ ก็ได้พูดย้ําเอาไว้ถึงบทบาทของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งในอนาคตก็จะเปลี่ยนเป็นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จะต้องเพิ่มบทบาทในการดูแลผู้สูงวัยให้มากขึ้น จะโดยระบบใดก็แล้วแต่ จะโดยระบบภาษี หรือโดยระบบอื่นใดที่จะทําให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ในอนาคตได้สามารถทําหน้าที่อันนี้ได้ดีขึ้น และอาจจะต้องเป็นเงื่อนไขพิเศษ อาจต้องปรับแก้กฎหมายหรืออะไรต่ออะไรอีกหลาย ๆ อย่าง ก็อยากจะให้รายงานนี้ ได้ให้เพิ่มความสําคัญนะครับ

สุดท้ายนะครับ ในเวลาที่จํากัดนี้นะครับ ทุกท่านก็ทราบอยู่แล้วว่าสังคมไทยนั้น เป็นสังคมที่ผู้สูงวัยหรือผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นบุพการียังเป็นที่รักใคร่นับถือและห่วงใย ของลูกหลาน การดูแลผู้สูงวัยโดยเฉพาะบุพการีถือเป็นสิ่งที่ได้แสดงออกถึงความกตัญญูนะครับ แล้วก็ถือเป็นมงคลแก่ชีวิตด้วยของผู้ที่เข้าไปมีส่วนดูแล ตรงนี้เองในระบบการดูแลผู้สูงวัย ที่เราจะนํามาใช้นี้อาจจะเป็นการไปเอาตัวอย่างของต่างประเทศมามากมาย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ แต่ก็อยากจะทําอย่างไรว่าให้คํานึงถึงความที่ประเทศไทยนั้น สังคมไทยนั้นได้ให้ความสําคัญ กับเรื่องของการดูแลผู้สูงวัยโดยเฉพาะผู้เป็นบุพการีอยู่ด้วย การกําหนดกฎเกณฑ์เงื่อนไขใด ๆ ถึงขั้นที่จะมีพระราชบัญญัติหรือมีข้อกําหนดต่าง ๆ ออกมาในอนาคตตามแนวทางที่ได้ นําเสนอนี้อยากจะให้คํานึงถึงในความที่เราเป็นสังคมไทยที่ให้ความสําคัญกับเรื่องของการ ดูแลผู้สูงวัยที่เป็นบุพการี เพราะสิ่งเหล่านี้ถือว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตและเป็นสิ่งดีงาม ของสังคมไทยทั้งในแง่วัฒนธรรมและคุณธรรมของความเป็นสังคมไทยที่ดีนะครับ ก็อยากจะขอฝากในส่วนนี้ไว้ด้วยนะครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ค่ะ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านประธานครับ ในกลุ่มคนพิการกลุ่มใหญ่ที่สุดก็คือกลุ่มผู้สูงอายุนะครับ ในคนพิการประมาณ ๑,๙๐๐,๐๐๐ คน จะมีผู้สูงอายุประมาณ ๑,๒๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าสูงวัยโรคที่จะเกิดขึ้นข้างหน้ากับคนพิการมันจะเป็น โทน (Tone) เดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นเป้าหมายต้องชัดเจนนะครับท่านประธาน เป้าหมายของประเทศไทยเราต้องสร้างเป้าหมายให้ชัดเจนว่าเราจะต้องทําสังคมสําหรับ ทุกคนหรือฝรั่งเรียกว่าอินคลูซีฟ โซไซตี นะครับ ถ้าจะแปลให้ไพเราะก็คือสังคมอยู่เย็นเป็นสุข ถ้วนหน้าท่านประธานครับ ทีนี้เราจะไปสู่เป้าหมายสังคมอยู่เย็นเป็นสุขถ้วนหน้า ท่านประธานครับ ผมสนับสนุนเต็มที่ดอกลําดวน ๔ กลีบนี้นะครับ

กลีบแรกนี่ผมจะให้ความสําคัญที่ด้านสังคมครับท่านประธาน โดยเฉพาะเรื่อง การประชาสัมพันธ์หรือเรื่องการสร้างความเชื่อ ความเข้าใจที่มีต่อผู้สูงอายุ การเพิ่มคุณค่า ของผู้สูงอายุนั้นผมว่าสําคัญมาก เราจะทําอย่างไรให้สังคมไทยเชื่อว่าผู้สูงอายุคนพิการไม่ใช่ ภาระแต่ก็เป็นพลัง เพราะฉะนั้นต้องส่งเสริมให้คนไทยตระหนักในแก่นของศาสนาพุทธ ที่เชื่อว่ามนุษย์เราทุกคนพัฒนาความสามารถได้อย่างไร้ขอบเขต รวมทั้งผู้สูงอายุคนพิการ ด้วยครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นสังคมไทยเราต้องเน้นงานด้านนี้ให้มากครับ โดยเฉพาะ สื่อมวลชนแล้วก็ต้องเน้นกิจกรรมที่ท้าทายให้ผู้สูงอายุสามารถทําได้สารพัดเรื่องที่ หนุ่ม ๆ สาว ๆ อาจจะคาดไม่ถึง อันนี้จะเป็นพลังให้กับคนที่จะมีกําลังใจว่าถึงสูงอายุ เราก็ทําได้สารพัดอย่างนะครับ

แก่นศาสนาพุทธอันที่ ๒ ก็คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตนและต้องเป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ ท่านพระพรหมคุณากรณ์บอกว่าประเทศไทยเรามักจะตกอันหลัง คือตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เป็นที่พึ่งคนอื่นได้เราหายไป ผมว่าอันนี้ต้องเน้นที่จะทําอย่างไรให้ทุกคนรวมทั้งผู้สูงอายุคนพิการ พยายามพึ่งตนเองให้ได้มากที่สุดในทุกเรื่อง ในชีวิตประจําวันตลอดจนเรื่องยังชีพ ครับท่านประธาน แล้วก็ไปเกื้อกูลคนอื่นได้ด้วยในสิ่งที่ตัวเองทําได้นะครับ

หลักอันที่ ๓ ก็คือสันโดษวัตถุมุ่งสร้างกุศลกรรม อันนี้ก็แก่นศาสนาพุทธครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นก็ต้องเน้นให้เราอยู่อย่างง่าย ๆ แล้วก็เอาสิ่งที่เราเหลือ ไปเกื้อกูลคนอื่น

แล้วก็กํากับอันสุดท้ายครับ คนไทยจะไปสวรรค์ได้ต้องไปกับคนอื่นครับ ท่านประธาน เพื่อไม่ให้คนแก่ถูกหลอกให้ไปซื้อสวรรค์ครับท่านประธาน

ผมว่าหลักเกณฑ์อันที่ ๒ ครับ สําคัญอย่างยิ่งก็คือเรื่องสภาพแวดล้อม ผมเห็นด้วยครับสภาพแวดล้อมทางกายภาพหรือบริการยังไม่เพียงพอครับท่านประธาน สภาพแวดล้อมยังมีเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่องครับ เช่น โทรคมนาคม การสื่อสาร เทคโนโลยี เทคโนโลยีสิ่งอํานวยความสะดวก สิ่งเหล่านี้จะต้องทําให้เอื้อสําหรับทุกคนครับท่านประธาน พอเอื้อสําหรับทุกคนผู้สูงอายุก็ใช้ได้ คนพิการก็ใช้ดีครับท่านประธาน เพราะว่าบางครั้ง ผู้สูงอายุพูดไม่ชัด พออายุมากมันชักพูดไม่ชัดนี่นะครับ มันต้องมีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย ที่จะให้ผู้สูงอายุสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ซึ่งเดี๋ยวนี้มันมีเทคโนโลยีสิ่งอํานวยความสะดวก ซึ่งเราเรียกว่าบริการล่ามทางไกล อันนี้ก็จะเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีอุปสรรค ปัญหาเหมือนกับคนพิการในหลายเรื่องสามารถสื่อสารกับคนอื่นได้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเน้นอีกหลายเรื่อง อย่างเช่นเว็บไซต์ก็ต้องเป็นเว็บไซต์ที่ให้สมาร์ท โฟน (Smart phone) มันเข้าไปได้สบาย ก็คือเอื้อให้ทุกคนเข้าถึงและเข้าไปใช้ประโยชน์ ได้ในข้อมูลข่าวสารสารสนเทศที่ผมพูด เพราะฉะนั้นสภาพแวดล้อมอันแรกต้องเริ่มด้วย ยูนิเวอร์ซอล ดีไซน์ คือออกแบบสําหรับทุกคน อะไรที่มันออกแบบสําหรับทุกคนไม่ได้ ก็ต้องมีสิ่งอํานวยความสะดวก เช่นบ้านมันเก่าแล้วมีบันไดเราไม่ต้องไปรื้อ แต่เราสามารถ มีอุปกรณ์เข้าไปช่วยแทน หรือถ้าช่วยแทนไม่ได้ก็ต้องมีที่ฝรั่งเรียกว่า รีเซนเนเบิล แอดคอมโมเดชัน (Reasonable accommodation) คือการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผล เช่นมีคนบริการยก อย่างปลอดภัย รู้เทคนิคในการที่จะทําให้เราขึ้นไปใช้บริการอื่น ๆ ได้ เพราะฉะนั้น สภาพแวดล้อมเอื้อสําหรับทุกคนสําคัญมาก แม้แต่สตีฟ จอบส์ คิดไอโฟน (iPhone) มา ก็ยังคิดไอโฟนสําหรับทุกคน ผมมีความสุขทุกวันนี้ก็เพราะไอโฟนของสตีฟ จอบส์ นั่นละครับ นั่งทํางานได้ทุกอย่าง แม้แต่ประชุมกับท่านประธานก็เช็กเมลล์ (Check mail) ได้ เข้าไลน์ (Line) ได้ เล่นเฟสบุก (Facebook) ได้ สารพัดอย่างครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่คิดสําหรับ ทุกคนนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ

เรื่องสุดท้าย เรื่องเศรษฐกิจก็ต้องเน้นเศรษฐกิจสําหรับทุกคนครับ ในเมื่อรัฐบาลเรากําลังเน้นดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) เพราะดิจิทัล (Digital) ที่กําลังจะเข้ามาข้างหน้า ผมอยากให้คิดถึงทุกคนเพื่อให้ผู้สูงอายุ คนพิการสามารถใช้ดิจิตอล หรือทําให้ดิจิตอล อีโคโนมิ เป็นประโยชน์สําหรับทุกคนแล้วมันเกื้อกูลกับเรื่องที่เราพูดไปแล้ว เพราะว่าดิจิตอล อีโคโนมิ มันจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมนุษย์เราเชื่อว่าเรามีความสามารถ อย่างไร้ขอบเขต และยินดีทําเรื่องที่ท้าทาย มันจึงเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ในดิจิทัล อีโคโนมี อันนี้ผมขอตอกย้ําครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ยินดีค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก

นางเตือนใจ สินธุวณิก 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชนค่ะ ก่อนอื่นดิฉันก็ขอแสดงความชื่นชมด้วยความจริงใจแด่คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอาย ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสทุก ๆ ท่านเลยนะคะ รวมทั้งคณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุของประเทศไทย ทุกท่านด้วยค่ะ ที่ได้กรุณาคิดอย่างรอบด้านจริง ๆ ในการที่จะทําให้เราเปลี่ยนผ่านในยุค ของการปฏิรูปนี้ไปสู่การเป็นสังคมของผู้สูงอายุ ในฐานะที่ดิฉันเป็นข้าราชการบํานาญคนหนึ่ง อยากจะขอเสนอความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของข้าราชการบํานาญดังนี้ว่า ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเรื่องของการที่เราจะมีการคิดที่จะวางแผนอย่างเป็นระบบด้วยการขยายอายุเกษียณ ราชการ ซึ่งปัจจุบันเราทราบกันดีว่าในฝ่ายของทางศาลสถิตยุติธรรมนั้นหรือว่าบางสาขา อาชีพที่หายาก ก็มีการยืดอายุราชการมากกว่า ๖๐ ปีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามดิฉันคิดว่าขณะนี้ เรื่องของสุขภาพอนามัยของข้าราชการก็มีอายุ หมายถึงว่าสุขภาพแข็งแรง อายุ ๖๐ ปีแล้ว ก็ยังมีกําลัง สมอง สติปัญญาอะไรต่าง ๆ สุขภาพแข็งแรงก็น่าจะมีการขยายอายุเกษียณ ราชการออกไป แต่ทราบว่าเป็นเรื่องที่จะต้องใช้งบประมาณค่อนข้างมาก ดังนั้นก็จะต้องมี ขั้นตอนในการดําเนินการ ดิฉันอยากจะขอเสนอดังนี้ว่า จากประสบการณ์ที่เคยเป็น ข้าราชการนั้นจะรู้ว่าอยากจะขอเสนอให้รัฐบาล รวมทั้งรัฐวิสาหกิจนั้นได้มีโครงการให้มี เออร์ลี รีไทร์ (Early retire) หรือว่าการเกษียณอายุก่อนเวลา อันนี้ก็เหมาะสําหรับ ข้าราชการหลายๆ ท่านที่อาจจะสุขภาพไม่ดี เป็นไปได้นะคะ ยังไม่ ๖๐ ปี อายุหรือว่า ทางด้านสุขภาพมีปัญหาแล้ว ดังนั้นทุก ๆ ปีในระหว่างที่เตรียมการให้เป็นขยายอายุราชการนั้น ก็ขอให้มีโครงการเกษียณอายุราชการต่อเนื่องไปทุกปี ทั้งนี้เพื่อให้คนที่มีความจําเป็นแล้วก็มี สุขภาพไม่ดีนั้นจะได้ลาออกไป เราก็จะได้เตรียมการในเรื่องของงบประมาณต่าง ๆ ได้

อีกอันหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอกราบเรียนเสนอ ก็คือเรื่องของการที่อยากให้มี การตั้งคลังสมองประเทศไทยอย่างเป็นทางการค่ะ อันนี้ก็จากประสบการณ์ที่มีคลังสมอง วปอ. ดิฉันทราบดีว่าในสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ รวมดิฉันเองนั้นก็จัดอยู่ในผู้สูงอายุ ดังนั้น เราทุกคนก็ยังมีกําลังแรงกายที่จะลงพื้นที่ต่าง ๆ ทํางานแข่งขันกันได้อย่างมากทีเดียว ดังนั้นอยากจะขอเสนอให้ทางคณะกรรมการท่านดอกเตอร์เจิมศักดิ์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามได้คิดถึงเรื่องการจัดตั้งคลังสมองแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ คนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกนั้นขออย่าจํากัดเฉพาะข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ แต่ภาคเอกชนที่เก่ง ๆ มีประสบการณ์ดี ๆ เชิญท่านเข้ามาเลย ซึ่งทุกคนสมัครเป็นสมาชิกได้ แต่มีข้อแม้ว่า ต้องมีการตรวจร่างกายอย่างจริงจัง ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ สุขภาพสมอง ความแข็งแรง ของร่างกาย มีการคัดเลือกหรือว่าแยกประเภทให้เป็นทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง การค้าอะไรต่าง ๆ แล้วให้มาเป็นคลังสมองของประเทศ อยากขอเสนอว่าอาจจะใช้บุคลากร และสถานที่ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมารองรับคลังสมองประเทศไทย ที่จะทํากันอย่างจริงจัง อันนี้ดิฉันคิดว่าจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง

ประการถัดไป ขออนุญาตสนับสนุนเกี่ยวกับเรื่องของการร่างพระราชบัญญัติ บํานาญพื้นฐาน ซึ่งคิดว่าการแก้ไขเกี่ยวกับเรื่องนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ ลดความเหลื่อมล้ําได้เป็นอย่างดี แล้วการแก้ไข พ.ร.บ. กองทุนสํารองเลี้ยงชีพสําหรับลูกจ้าง ในปัจจุบันนั้นดิฉันเห็นด้วยว่าต้องทําเป็นภาคบังคับ ทั้งนี้คนที่มีกําลังที่จะทํางานนั้นดิฉัน เชื่อมั่นว่าถ้าทุกคนเข้าใจในหลักของการที่เราจะออมวันนี้โดยมีรัฐบาลหรือว่านายจ้างร่วมลงด้วย อย่างที่ข้าราชการเป็นอยู่นั้นก็จะเกิดความเสมอภาค ลดความเหลื่อมล้ําได้เป็นอย่างดี

อีกอย่างหนึ่งขอเสนอเป็นประการสุดท้าย คืออยากขอให้รัฐบาลนั้น ได้ส่งเสริมระบบการออมและการประกันชีวิต ที่เรียกว่าประกันชีวิตและออมเงินด้วยอย่างจริงจัง ด้วยการที่ให้มีส่วนลดของการที่จะหักภาษีเงินได้ให้มากขึ้น ดิฉันคิดว่าอันนี้จะเป็นจุดชนวน ให้ทุกคนรู้สึกว่าอยากจะทําประกันชีวิตที่เป็นการออมด้วย อันนี้ก็จะเป็นการผ่อนแรง ของทางรัฐบาลเอง และตัวของผู้ประกันชีวิตที่เป็นการออมทรัพย์ด้วย อันนี้ดิฉันคิดว่าจะเป็น ประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเราเป็นอย่างยิ่งทีเดียวค่ะ ขอขอบพระคุณท่านประธาน และคณะกรรมาธิการทุกท่านค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ อีก ๕ ท่านถัดไปนะคะ ท่านจุรี วิจิตรวาทการ ท่านทิวา การกระสัง ท่านธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ท่านนาวาอากาศเอก ไพศาล จันทรพิทักษ์ แล้วก็ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ต่อไปขอเชิญท่านอาจารย์จุรี วิจิตรวาทการ ค่ะ

นางจุรี วิจิตรวาทการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพและกรรมาธิการที่เคารพนะคะ ดิฉันคิดว่าประเทศไทยเรานั้นมีอะไรจุดอ่อนอันหนึ่งก็คืออะไรดีเราไม่ค่อยชมเชย เพราะฉะนั้นดิฉันขอชมเชยคณะกรรมการก่อน คิดว่างานที่ทํามาดีมาก มีความรอบคอบ รอบด้านและมีหลาย ๆ มิติที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

ทีนี้ประเด็นของผู้สูงอายุ ดิฉันคิดว่านอกจากเศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม จะดีแล้ว ประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้เน้นนิดหนึ่ง คือสุขภาพทางอารมณ์ จิตใจของคนที่สูงอายุ ในศาสตร์ทางด้านชราภาพศึกษา เจอรอนทอลอจี (Gerontology) จะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้าน ให้ความรู้ความเข้าใจ ให้เป็นที่ปรึกษา ให้คําแนะนํา เพราะว่าพอสูงอายุแล้วบางทีอารมณ์ ก็จะผันแปรและมีความน้อยเนื้อต่ําใจ มีเรื่องของความรู้สึกที่ว้าเหว่และอะไรอื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นประเด็นที่ดิฉันคิดว่าต้องมีผู้เชี่ยวชาญ มีความเฉพาะเจาะจง ที่ช่วยส่งเสริมด้านนี้ ลูกหลานก็อาจจะอยู่ห่างไกล ต้องทํางาน มีชีวิตของตัวเอง เพราะฉะนั้น มีความจําเป็นที่ต้องมีโพรเฟซชันเนอร์ (Professioner) มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ที่จะช่วย ผู้สูงอายุด้วย

ทีนี้มาถึงประเด็นเพื่อนบ้านของเราประเทศหนึ่งคือสิงคโปร์ ดิฉันไม่ได้ชื่นชม ทุกอย่างของเขา แต่ในนโยบายทางสังคมเกี่ยวกับผู้สูงอายุในเชิงรุกที่เขาทํามาหลาย ๆ ปีแล้ว ดิฉันคิดว่ามีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง อย่างเช่นนอกจากกฎหมายอนุญาตให้ฟ้องลูก ที่ไม่ดูแลพ่อแม่แล้ว เขาก็ยังมีมาตรการทางสังคมอีกหลายอย่างที่น่าชื่นชม อย่างเช่น ให้เด็กในโรงเรียน รณรงค์ให้เด็กเข้าใจ เห็นใจ และอยากได้ปู่ย่าตายายอยู่ด้วยกัน อันนั้นเพราะเขาเชื่อว่าความเอื้ออาทรต่อกันในครอบครัวมันน้อยลง เพราะว่าด้วยกระแส ของโลกาภิวัตน์และความเจริญทันสมัยต่าง ๆ และคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น เขาก็เลย มีการรณรงค์ แต่ที่ดิฉันชื่นชมเป็นพิเศษคือการรณรงค์ทางสื่อที่ประเทศสิงคโปร์ทํา เวลาเราไปสิงคโปร์ถ้าเราเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้สักพักจะมีรายการสารคดีสั้น ๆ ให้เห็นถึง ความรักผูกพันของพ่อแม่กับลูก บางทีเป็นเรื่องจริง บางทีเป็นเรื่องสร้างขึ้น แต่ดีมากค่ะ เพราะทําให้เกิดแรงบันดาลใจ ทําให้เกิดความรู้สึก เกิดจิตสํานึกถึงคุณค่าของความเป็น ครอบครัวและบุญคุณที่พ่อแม่มีต่อลูกในวัยเด็ก ดิฉันคิดว่าอยากให้มีประเด็นนี้ ที่ท่านคณะกรรมการได้พูดถึงสื่อแล้ว แต่ดิฉันคิดว่าถ้ามีอะไรที่มากขึ้นจะทําให้ทั้งสังคมดีขึ้น การที่เราจะไปหวังพึ่งให้ชุมชน แก้ไขปัญหาอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าคนในชุมชนทําไปด้วยไม่มีจิตวิญญาณเอื้ออาทรเห็นใจ หรือเอาใจผู้ใหญ่มาใส่ใจตัวเองดิฉันคิดว่ามันก็ไม่ได้ผลเต็มที่ เพราะฉะนั้นการรณรงค์ ต้องเป็นระดับชาติที่มีการสร้างความเข้าใจ ความเอื้ออาทรเผื่อแผ่ต่อกัน และความเห็นคุณค่า ของผู้สูงอายุโดยเฉพาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ เรื่องนี้ต้องเข้าใจเพราะเราจะมีความรู้สึก อย่างคําว่า มนุษย์ป้า มันมีดับเบิล มีนนิง (Double meaning) นะคะ ดูถูกคนแก่แต่ดูถูกผู้หญิงแก่ด้วยมากกว่าผู้ชายแก่ เพราะไม่มี มนุษย์ลุง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งของสิทธิมนุษยชนที่เราต้องเรียนรู้กันในสังคมและต้องรณรงค์กัน จริงจัง แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกต่อผู้สูงอายุที่ช้ากว่า อาจจะขี้บ่นกว่า หรือว่าอาจจะมี ความต้องการบางอย่างในวัยอื่นไม่ทราบและไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเราต้องมีการทําความเข้าใจ ปรับความเข้าใจในด้านเหล่านี้

ดิฉันคิดว่าอีกประเด็นหนึ่ง คือประเด็นสุดท้าย จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง อัพเกรด (Upgrade) อาชีพของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ให้มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า นอกจากเป็นมืออาชีพ มากขึ้นแล้ว ค่าตอบแทนและศักดิ์ศรีของการทํางานด้านนี้จะต้องดีด้วย จะได้ให้คนส่วนหนึ่ง ในสังคมยึดเป็นอาชีพที่แท้จริง ไม่ใช่ทําเพื่อที่รอไปทํางานต่อไปเพื่อไปเรียนปริญญาต่อแล้ว ไปงานอื่น เรามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอัพเกรดงานอาชีพแคร์ เวิร์ก (Care work) ทุกชนิด ดูแลเด็ก ดูแลคนป่วยเรื้อรัง ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งแคร์ เวิร์กเป็นอะไรที่สําคัญสําหรับ สังคมในอนาคตโดยเฉพาะ และผู้สูงอายุที่ยังอายุน้อยกว่าผู้สูงอายุมาก ๆ สามารถที่จะช่วย ผู้สูงอายุมากได้ อย่างในระบบของประเทศญี่ปุ่นที่อายุมากแต่ว่ายังแข็งแรงจะเป็นผู้ช่วยดูแล ผู้สูงอายุมากกว่า เพราะฉะนั้นสังคมก็จะเปิดโอกาสให้กับมีงานประเภทหลากหลาย ที่ให้ผู้สูงอายุทําได้ในระบบของเฟลคซิเบิล ทรานส์ (Flexible trans) วันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะว่าไม่จําเป็นให้ผู้สูงอายุต้องตรากตรําทํา ๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด มันควรจะเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายทางสังคมในเชิงรุกที่ดิฉันคิดว่าเราควรจะต้องคิดกันอย่างจริงจัง แล้วก็ฝากกรรมการช่วยเติมไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทิวา การกระสัง ค่ะ

นายทิวา การกระสัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กราบเรียน ท่านกรรมาธิการ แล้วก็สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ ผม ทิวา การกระสัง สมาชิกเลขที่ ๐๙๒ จากจังหวัดบุรีรัมย์ อันดับแรกต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการ ที่ท่านนําเรื่องผู้สูงอายุมาในวันนี้ ผมอยากกราบเรียนเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุกับท้องถิ่น เรื่องท่านมีแนวคิดว่าอยากจะให้ท้องถิ่นนั้นดูแลผู้สูงอายุ ความจริงแล้วผมคิดเรื่องนี้มานาน ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ นะครับ เนื่องจากว่าผมมีเพื่อนที่เป็นนายกเทศบาล เขาจะมีการเลือกตั้ง เขาถามผมว่าถ้าจะออกนโยบายในการที่จะดูแลผู้สูงอายุได้หรือไม่ ผมมาดูในกฎหมายท้องถิ่น แล้วเห็นว่ามีกฎหมายเขียนไว้ให้ท้องถิ่นดูแลผู้สูงอายุได้ เลยออกนโยบายว่าให้แต่ละชุมชน มีสถานที่หรือมีบุคคลในการที่จะดูแลผู้สูงอายุ โดยท้องถิ่นนั้นจะจัดงบประมาณส่วนหนึ่ง ให้กับอาสาสมัครชุมชนที่จะดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งลูกหลานทุกวันนี้ในชุมชนส่วนมากจะทํางานรับจ้าง กลางวันจะไม่มีคนอยู่ดูแลบิดามารดา โดยให้มีอาสาสมัครชุมชน ทางท้องถิ่นก็จะจัด งบประมาณปีหนึ่งก็ไม่เกินปีละประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือ ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็ให้ในรูป ของเงินอุดหนุนเดือนละ ๖๐๐ บาท ๕๐๐ บาท ก็ดูแลผู้เฒ่าผู้แก่อยู่ตามชุมชนนะครับ พอออกนโยบายออกมาเริ่มจะใช้ปรากฏว่าถูกท้วงติงจาก สตง. บอกว่าภาระนี้ไม่ใช่ภาระ ของท้องถิ่นแต่เป็นเรื่องของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นการทํางานซ้ําซ้อนกับกระทรวง ท้องถิ่นไม่สามารถใช้เงินของท้องถิ่นได้ อยากจะฝาก ท่านนะครับ จริง ๆ ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเลย ในเรื่องเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ จะเห็นได้ว่าทําไมท้องถิ่นสามารถตั้งโรงเรียนเด็กเล็กได้ เนอสเซอรีได้ (Nursery) รับดูแลเด็กเล็ก ที่อยู่ในชุมชน ทําไมท้องถิ่นจะดูแลคนแก่หรือคนชราในท้องถิ่นตัวเองไม่ได้นะครับ เรื่องเหล่านี้ในปัจจุบัน สังคมไทยเป็นสังคมขนาดเล็ก เป็นครอบครัวขนาดเล็กนะครับ คนเฒ่าคนแก่จะขาดคนดูแล ที่อยู่ตามบ้าน ผมไม่ชอบนะครับ ผมพูดหลายครั้งแล้ว ไม่ชอบในการที่จะเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ไปอยู่ ในบ้านพักคนชรา ขาดความอบอุ่น นอกจากนั้นยังทําลายประเพณีที่ดีงามของไทยด้วย ประเพณีที่ดีงามของชาวเอเชีย ที่เราคํานึงถึงเรื่องบุญคุณต้องทดแทน บิดา มารดา เราต้องดูแลท่านจนกว่าท่านจะสิ้นชีวิต นั่นล่ะคือบุตรที่ดีเรื่องความกตัญญู แต่ถ้าเขา ไม่มีเวลานะครับ ในชุมชนจะมีนะครับ คนที่จะอยู่ดูแลพ่อ แม่ คนเดียว โดยเฉพาะแม่บ้านนี้นะครับ ถ้าเขาจะดูแลคนอื่นด้วย ถ้าเรามีเงินส่วนนี้ไป แทนที่จะให้ไปอยู่บ้านพักคนชรา ท่านอยู่บ้าน ของท่าน คนเหล่านี้ส่วนมากในชุมชนรู้จักกันหมด เป็นญาติพี่น้องกัน เช่น คนคนหนึ่ง สามารถดูแลผู้เฒ่าผู้แก่ได้ไม่ต่ํากว่า ๔-๕ คนนะครับ แล้วใช้เงินน้อยมากนะครับ อยากจะฝากท่านให้เขียนในรัฐธรรมนูญเลยนะครับ นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เราถูกท้วงติง จาก สตง. มาก ก็คือเรื่องการจัดงานในวันสงกรานต์ เนื่องจากวันผู้สูงอายุอย่างนี้นะครับ บางสิ่งบางอย่างเขาจะตีความเรื่องจารีตประเพณีที่แคบมากนะครับ จารีตประเพณีที่แคบ อะไรที่เป็นจารีตประเพณี แต่ความจริงเราอยากจะให้รางวัลผู้เฒ่าผู้แก่ เช่น คนแก่ที่เป็นสตรี ที่เป็นหญิง เราอาจจะซื้อผ้าถุงสักชิ้นหนึ่ง ที่เป็นคนแก่ผู้ชายเราอาจจะซื้อผ้าขาวม้าสักผืนหนึ่ง ให้ท่านในวันผู้สูงอายุ ปรากฏว่า สตง. ก็ท้วงติงอีกล่ะ บอกว่ามันไม่ใช่ประเพณีที่จะต้องให้ท่าน จริง ๆ แล้วมันเป็นสินน้ําใจเล็กน้อยที่ทางท้องถิ่นอยากจะดูแลนะครับ เราเสียเงิน เพราะอย่างอื่นไปตั้งเยอะตั้งแยะ แต่เราจะเสียเงินให้กับผู้เฒ่าผู้แก่โดยให้ท้องถิ่นดูแล เราต้องเขียนกฎหมายให้ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นกฎหมายเป็นเรื่องสําคัญนะครับ อย่าให้ตีความกฎหมายบางสิ่งบางอย่างที่แคบจนเกินไป ไม่สามารถจะทําอะไรได้เลยนะครับ สุดท้ายขอขอบพระคุณนะครับ แล้วจะสนับสนุนสิ่งที่ท่านทํา ท่านดูกฎหมายด้วยนะครับว่า สามารถทําได้มากขนาดไหนนะครับ คนเฒ่าคนแก่ตัวเราเองก็จะต้องถูกคนอื่นดูแล เช่นเดียวกันนะครับ ผมก็ไม่อยากจะไปอยู่บ้านพักคนชรา ขอขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ ค่ะ

นายธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์

ท่านประธาน ท่านสมาชิกที่เคารพ ผม ธรรมรักษ์ การพิศิษฎ์ สปช. ๐๙๘ ผมเห็นว่าบัดนี้ปรากฏหลักฐานเป็นที่ชัดแล้วนะครับว่า อนาคตไล่ล่าเราเร็วกว่าที่คิด เพียง ๒๒ ปี เราก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นประเด็นโครงสร้างที่ท้าทาย เรามีเวลาเตรียมตัวน้อยกว่าประเทศอื่นในโลกหลายประเทศ ในยุโรปหรือประเทศญี่ปุ่นในเอเชีย เราก็มีเวลาเตรียมตัวน้อยกว่าพวกเขามาก เพราะฉะนั้น เราก็เสียเปรียบประเทศเหล่านี้เป็นอันมาก การจัดการในระยะเปลี่ยนผ่านให้บรรลุเป้าหมาย จึงท้าทายความสามารถในการผนึกกําลังกันเพื่อปฏิรูปของเราอย่างมาก ผมเห็นด้วย ในกรอบคิดที่นําเสนออย่างดีเยี่ยมสมบูรณ์ทุกประการ โดยขอตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงจุดเน้น ที่ควรคํานึงถึงอย่างมีนัยสําคัญ ๒ ประการ คือ ประการแรก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ นับตั้งแต่ เราตั้งประเทศเรามา ไม่เคยมีประชากรที่สูงวัยในสัดส่วนซึ่งมากขนาดนี้ มันเป็นการเดินทาง บนเส้นทางใหม่ จําเป็นที่จะต้องคิดถึงการบริหารการเปลี่ยนแปลงให้เกิดผลในทางปฏิบัติจริง ๆ ในอดีตที่ผ่านมาเราสามารถลดอัตราการเพิ่มประชากร การปรับเปลี่ยนวิธีคิดจากปริมาณ ในเชิงคุณภาพได้ ด้วยการสร้างสภาวะผู้นําในการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับ บริบทของสังคมในขณะนั้น โดยเฉพาะการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันของทุกภาคส่วน ในสังคม กระทรวงสาธารณสุขไทยสร้างสภาวะผู้นําให้เกิดการผนึกกําลังกับผู้นําทาง ภาคเอกชน ในการวางแผนครอบครัว รวมทั้งการเร่งรัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทําให้เรา ประสบความสําเร็จอย่างดียิ่งในการลดอัตราการเพิ่มของประชากร บัดนี้ สภาวะแวดล้อม ทั้งในและนอกประเทศแตกต่างไปจากเดิมมาก มีความท้าทาย มีความสลับซับซ้อน ของปัญหา ผมคิดว่าเป็นสงครามใหม่และข้าศึกใหม่ คนมิใช่เป็นแค่ปัจจัยในการผลิต แต่เป็นทรัพยากร อันมีค่า การสร้างความรู้ความเข้าใจร่วมกันของทุกฝ่ายเพื่อสร้างสภาวะผู้นําทุกระดับ ในสังคมให้เกิดการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงในทุกมิติ ทุกพื้นที่ ทุกชุมชน ทุกครอบครัว และทุกกลุ่มอายุเพื่อจัดการให้เกิดการมีส่วนร่วมจึงเป็นประเด็นสําคัญ นักวิชาการ เทคโนแครต (Technocrat) ผู้เชี่ยวชาญอย่างเดียวคงไม่พอที่จะกําหนดการเปลี่ยนแปลง ดังแต่ก่อน จําเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนแปลงจากการเรียนรู้ด้วยกันของคนในสังคม ในแนวราบและไร้พรมแดน การสร้างสภาวะผู้นําทุกระดับในสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เตรียมตัวเข้าสู่วัยสูงอายุ เป็นเงื่อนไขความสําเร็จเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิควิชาการ ที่จะนํามากําหนดเป็นกฎหมายแนวทางมาตรการแต่อย่างเดียว เราจะบริหาร การเปลี่ยนแปลงเพื่อสร้างสภาวะผู้นําร่วมกันในสังคมให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เราบริหารกันมากไป เราชี้นําจูงใจกันน้อยไปใช่หรือไม่ เราพูดถึงกระบวนการมีส่วนร่วม แต่เราคิดถึงกลไก การจัดการ การมีส่วนร่วมน้อยเกินไปหรือไม่ เราคิดว่าประเด็นการมีส่วนร่วม เป็นประเด็นปลีกย่อย ละไว้ฐานะที่เข้าใจไม่ต้องพูดถึงการสร้างผู้นําในเชิงกระบวนการเรียนรู้ ร่วมกัน การสร้างองค์ความรู้ทางด้านการเรียนรู้ด้วยกันหรือจะปล่อยไปตามธรรมชาติ เราให้ความสําคัญกับการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ข้าราชการ ควบคุมกํากับมาเป็นผู้อํานวย ความสะดวกในการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติอย่างจริงจังหรือไม่ หลักสูตรการอบรม ข้าราชการทุกระดับให้ความสําคัญกับการสร้างสภาวะผู้นํา กระบวนการเรียนรู้เรื่องนี้ อย่างจริงจังแค่ไหน หรือหนักแค่การอบรมถ่ายทอดนโยบายความรู้เพื่อเลื่อนวิทยฐานะ เท่านั้น เราให้ความสําคัญกับการสร้างวิทยากรกระบวนการทั้งแผ่นดิน รวมทั้งการศึกษาวิจัย เทคนิคในการจัดการกับความรู้ร่วมกันแค่ไหน อย่างไร การปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในทุกระดับ ต้องเป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญและนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงได้ครับ เนื่องจากเวลาจํากัด ผมขอสรุปแต่เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านนาวาอากาศเอก ไพศาล จันทรพิทักษ์ ค่ะ

นาวาอากาศเอก ไพศาล จันทรพิทักษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ และท่านกรรมาธิการ และสมาชิกทุกท่านนะครับ ผม นาวาอากาศเอก ไพศาล จันทรพิทักษ์ สปช. ๑๖๓ ก่อนอื่นก็คงต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการและกรรมการ ที่ได้ส่งเอกสารมาให้ ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นเอกสารที่ดี แต่ว่าก็มีบางเรื่องบางราวที่อยากจะขอ แสดงความคิดเห็น แล้วก็เพื่อที่จะเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอ สําหรับเรื่องสถิติหรืออะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในการที่นําเสนอ ผมคิดว่าผมไม่แน่ใจว่าในเรื่องของตัวเลขนั้นมีที่มา ซึ่งผมคิดว่า ในการศึกษาหรืออะไรเวลาดูเรื่องราวต่าง ๆ พวกนี้ บางครั้งตัวเลขไม่ว่ากรรมาธิการไหน ก็ตามหรือรวมทั้งที่ผมอยู่ในเรื่องของสาธารณสุข บางทีตัวเลขเราอาจจะไม่ได้อัพเดท (Update) เท่าไร แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเป็นเอกสารที่ดีนะครับ ผมได้มีโอกาสอ่านไป ทั้ง ๒ รอบ ซึ่งในเรื่องของข้อเสนอในการปฏิรูป ถ้ามองในแง่ของด้านหนึ่งก็เป็นเรื่องของโปรแอกทีฟ (Proactive) คือการที่จะเตรียมการสําหรับสิ่งที่จะมาในอนาคตอันใกล้นี้หรือมาแล้วก็ตามนะครับ แต่อีกแง่หนึ่ง ผมอาจจะมองในแง่ของเป็นรีแอกทีฟ (Reactive) ในมุมมองของเรื่องของ สุขภาพนะครับ จากข้อมูลที่ให้มาก็มีที่น่าตกใจนะครับว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่ท่านบอกว่ามี ๓ กลุ่ม ผู้สูงอายุส่วนใหญ่สามารถดูแลตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้อื่น ได้ ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ผู้สูงอายุมีพฤติกรรมสุขภาพพึงประสงค์เพียงร้อยละ ๒๖ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ตรงจุดนี้เป็นจุดที่ผมอยากจะมีข้อเสนอ นอกจากนั้นแล้วในหลักการปฏิรูปของท่าน ๕ ข้อ ก็มีข้อที่ ๔ ที่เรียกว่า การสร้างนําซ่อม แต่ว่าอันนี้ก็คงจะเน้นไปที่ผู้สูงอายุที่เข้ามาสู่ในวัยที่ จะต้องแนะนําท่านว่าจะสร้างนําซ่อมอย่างไรนะครับ หรือแม้แต่เรื่องของพิมพ์เขียว นโยบายเกี่ยวกับบํานาญ เรื่องของการออมนะครับ ซึ่งผมคิดว่าในความเห็นของผมนะครับ เนื่องจากเป็นกรรมาธิการทางด้านสาธารณสุขด้วยนะครับ การออมที่ดีที่สุดก็คือการออม การมีสุขภาพที่ดี ซึ่งผมคิดว่าท่านกําลังจะรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาสุขภาพเข้ามาดูแล ซึ่งก็จะต้องใช้งบประมาณมากมายมหาศาลนะครับ ผมอยากจะเชิญชวนกรรมาธิการ ของท่านช่วยสนับสนุนกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ซึ่งเราได้เสนอเรื่องหนึ่ง ที่มีความสําคัญก็คือควรจะส่งเสริมการดูแลสุขภาพส่วนบุคคลนะครับ ซึ่งเราได้เสนอว่าบุคคล ควรมีหน้าที่ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมสุขภาพส่วนตนและบุคคลในครอบครัวและสังคม โดยรัฐมีหน้าที่ส่งเสริมศักยภาพรวมทั้งการให้ข้อมูลด้านสุขภาพที่ถูกต้องและทันสมัย แก่ประชาชน ซึ่งก็ตรงกับหลาย ๆ ท่านนะครับที่บอกว่าการที่เราจะมีสุขภาพดีนั้น จะต้องมีผู้ที่ให้คําแนะนํา แล้วก็ปฏิบัติตามนะครับ ข้อเสนอของผมก็คือว่าอยากจะให้ท่านเน้น ในเรื่องของการที่จะให้ข้อมูลกับคนส่วนใหญ่ที่กําลังจะก้าวไปสู่ผู้สูงอายุซึ่งถ้าเป็นผู้สูงอายุ ที่มีสุขภาพดีในเรื่องของการดูแล เรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผมคิดว่าก็จะลดลงไปด้วยนะครับ อันนี้คือข้อที่เสนอนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งคือข้อสังเกตเรื่องของพับลิค ทรานสพอร์เทชัน (Public Transportation) ในนั้นอาจจะไม่ได้พูดถึงเรื่องของระบบของแท็กซี่ (Taxi) ก็ฝากท่านคณะอนุกรรมาธิการไว้ด้วยนะครับว่าเป็นสิ่งที่สําคัญในการที่จะมีเรื่องของ พับลิค ทรานสพอร์เทชัน ที่เหมาะสมและช่วยเหลือผู้สูงอายุนะครับ

อีกส่วนหนึ่งสุดท้ายเรื่องของโซเชียล เฮาส์ซิง ผมคิดว่าในข้อเสนอหรือใน เอกสารนั้นก็พยายามจะบอกว่าให้ผู้สูงอายุนั้นอาจจะอยู่กับผู้ที่ไม่สูงอายุนะครับ อาจจะแบ่ง สัดส่วนเรื่องของที่พัก ๒๐ เปอร์เซ็นต์สําหรับผู้สูงอายุ ซึ่งผมคิดว่าก็อาจจะต้องดูกันนะครับ ว่าในต่างประเทศจริง ๆ แล้ว การดูแลผู้สูงอายุนอกจากเรื่องของอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) ของอาคารที่พักแล้ว จะต้องมีเรื่องของกิจกรรมแอคทิวิตี (Activity) ถ้าไปอยู่กับบุคคลที่เรียกว่า วัยที่แตกต่างกัน การจัดกิจกรรม การลงทุนในเรื่องของ อินฟราสตรัคเจอร์ ผมคิดว่าอาจจะแตกต่างกันออกไปซึ่งอาจจะไม่สมประสงค์ ในเรื่องที่เราต้องการนะครับ

แล้วก็สุดท้ายนะครับ เรื่องของการที่บอกว่าทุกคนไม่อยากจะอยู่เนิร์สซิง โฮม (Nursing Home) ผมก็เคยได้คุยกับชาวต่างชาติเขาก็บอกว่าแล้วการที่ดูแลอยู่ที่บ้านคุณ คุณดูแลดีมากกว่าเนิร์สซิง โฮม ไหม เพราะว่าเนิร์สซิง โฮม สําหรับผู้สูงอายุโดยตรงนั้น นอกจากการดูแลในทุก ๆ เรื่องแล้ว ยังมีกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งการดูแลในส่วนที่เราดูแลกันเอง บางครั้งก็อาจจะไม่ได้รับในส่วนเหล่านั้น ก็ขอฝากไว้ให้เป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ พุทธิชีวิน ค่ะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ณรงค์ พุทธิชีวิน 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ด้านการศึกษา หมายเลข ๗๔ ผมอยากจะเรียนท่านกรรมาธิการที่เคารพว่า เอกสารที่ท่านทําให้อ่านนั้น เท่าที่ผมดูแล้วเป็นเอกสารที่ดีมาก ๆ ยอดเยี่ยมมาก ๆ ดีที่สุด ฉบับหนึ่งที่สภาแห่งนี้ได้ทํานะครับ ด้วยความชื่นชมจริง ๆ นอกจากเนื้อหาสาระที่นําเสนอแล้ว กระผมมีประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยนด้วย ๕-๖ ประเด็นครับท่านประธานครับ สิ่งแรกที่เรา จะต้องทําและต้องทําเดี๋ยวนี้เลยก็คือ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ ในมุมมองที่เรามีต่อ ผู้สูงอายุครับ ต้องไม่มองว่าผู้สูงอายุคือสิ่งชํารุดทางประวัติศาสตร์ ซึ่งนับวันจะร่วงโรยไป แต่ต้องมองว่านี่คือขุมทรัพย์ทางปัญญาที่คนรุ่นหลังจะต้องนําให้เกิดประโยชน์ให้ได้

ส่วนที่ ๒ เมื่อเราเชื่อว่าเขาเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาแล้ว ยืดเวลาการทํางาน ของขุมทรัพย์ไปสัก ๔-๕ ปีครับ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของกรรมาธิการอย่างยิ่ง ถ้าเผื่อว่า จะมีการแก้กฎหมายการเกษียณอายุราชการ ไปที่ ๖๕ ปีนะครับ ให้กําลังใจครับ แล้วก็หนุน ช่วยว่ารีบทําและทําทันทีครับ

อันที่ ๓ ผมคิดว่าเราควรจะต้องมีสถาบันคลังปัญญาแห่งชาติอย่างที่หลายคน พูดถึง สมเด็จพระบรมราชินีนาถตอนที่พระองค์ท่านมีพระชนมายุ ๖๐ พรรษา ก็พูดถึงเรื่องนี้ ก็ตรัสถึงเรื่องนี้ว่าอยากจะให้เรียกคนที่สูงอายุเหล่านี้ว่าคลังปัญญา เพราะฉะนั้นการตั้ง สถาบันคลังปัญญาแห่งชาติขึ้นมาจะโดย พ.ร.บ. ก็ตาม หรือโดยกฎหมายใดก็ตามเป็นเรื่องที่ อยากจะให้ทํา บทบาทของคนหรือสถาบันแห่งนี้จะเป็นที่รวมของคนที่มีความสําเร็จในชีวิต เป็นที่ปรึกษา เป็นผู้เผยแพร่ประสบการณ์ดี ๆ ที่เขามีให้กับคนรุ่นหลัง เป็นส่วนที่จะผลิต บุคลากรสําหรับดูแลผู้สูงวัย เป็นส่วนที่จัดกิจกรรมดี ๆ สร้างสรรค์ให้กับสังคม ให้กับผู้สูงวัย เหล่านี้ และที่สําคัญที่สุดก็คือเราสามารถที่จะแตกลูกของสถาบันคลังปัญญาแห่งนี้ไปยัง ทุกจังหวัดได้ ท่านประธานครับเราจัดการศึกษาสําหรับคน ๙,๐๐๐,๐๐๐ คน มีโรงเรียน เยอะแยะไปหมด ถ้าเราจะทําให้ทุกจังหวัดมีที่อยู่หรือมีสถาบันคลังปัญญาแห่งชาติในแต่ละ จังหวัดเพื่อที่จะให้ผู้สูงวัยเหล่านี้เขาได้ใช้ประโยชน์บ้าง เรียนรู้บ้าง ร่วมกันทํากิจกรรม ร่วมกันบ้าง ผมเข้าใจว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเกินพอ ผมมองว่าผู้สูงวัยควรจะได้รับโอกาส ในการเรียนรู้ใหม่ กรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาได้เน้นย้ําแล้วว่าการจัดการศึกษานั้น มิใช่คนเพียง ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้นที่รับประโยชน์ แต่คนทั้งประเทศต้องได้รับประโยชน์ จากการจัดการศึกษาด้วย ผมเชื่อว่ากระบวนการในการให้ความรู้ใหม่กับผู้สูงอายุ เป็นความจําเป็นอย่างยิ่งในภาวะที่เราอยู่ในสังคมสูงวัย ผมมองว่าถึงเวลาจะต้องมีสถาบัน ที่เรียกว่าสถาบันหลักประกันแห่งชาติ หลักประกันแห่งชาตินี้อาจจะต้องบังคับโดยกฎหมาย ให้ทุกคนที่มีรายได้ต้องทําประกันพื้นฐานเพื่อสําหรับดูแลเขาไปได้ตลอดชีวิต ท่านประธานครับ เราบังคับให้มีกฎหมายทําประกันรถยนต์ทุกคันเพื่อที่จะให้มันอยู่ได้ในท้องถนนอย่างไม่เกิดปัญหา ในสังคมในท้องถนน ทําไมเราจะทําให้มีหลักประกันชีวิตแห่งชาติเพื่อสําหรับการดูแลคน ตลอดชีวิตเท่าที่เขาจะมีชีวิตอยู่รอดได้ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีความจําเป็นและสําคัญที่จะต้องทํา ท่านประธานก็เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป วันนี้ถึงเวลาหนึ่งแล้วเราก็ต้องหาหลักประกันที่สําคัญ สําหรับชีวิต มีครอบครัวก็ดีไป ไม่มีครอบครัวก็ดีไป แต่ถึงเวลานั้นใครจะเป็นคนดูแลเรา เมื่อเราต้องการที่จะให้มีคนดูแล ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นคําตอบได้ถ้าเรามี สถาบันหลักประกันชีวิตแห่งชาติ เสนอมาตั้งเยอะท่านประธานครับเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วก็ขอพูดถึงครอส คัทติงต้องมีกลไกหลายกลไกที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม อย่างแรกก็คือ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ต้องมีกฎหมายที่เอื้อให้ทําสิ่งเหล่านี้ สถาบันการศึกษาต้องไม่ใช่ จัดการศึกษาสําหรับคนในระบบเท่านั้น ต้องดูแลคนเหล่านี้ด้วย สถาบันทางสังคมที่จะต้อง จัดกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทําให้คนเหล่านี้มีที่ยืนในสังคม สื่อต้องมีบทบาทอย่างยิ่งในการที่จะให้ กระบวนการเรียนรู้แก่ผู้สูงวัยที่จะทําให้เขาสามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีคิด ปรับเปลี่ยน วิสัยทัศน์ได้ และที่สําคัญที่สุดก็คือโรงเรียนขนาดเล็กที่บอกว่าจะยุบหรือไม่ยุบขอให้ ปรับเปลี่ยนเป็นศูนย์เรียนรู้ชุมชนแล้วให้การเรียนรู้กับผู้สูงวัยเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง อย่างตลอดชีวิต และทําให้เขามีความหมายในสังคมเราครับ ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ อีก ๘ ท่านต่อไปมีท่านอาจารย์ดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ท่านสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ท่านกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ท่านสุภัทรา นาคะผิว ท่านโกวิทย์ ศรีไพโรจน์ ท่านชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เปรื่อง จันดา แล้วก็ท่านเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ท่านสมาชิกคะ ดิฉันคิดว่าคงต้องขอความร่วมมือที่ว่า หากท่านจะอภิปรายครบทั้ง ๘ ท่านนั้น ดิฉันขอให้คนละ ๔ นาทีเท่านั้น ไม่อย่างนั้นท่านกรรมาธิการจะต้องตอบอีกเล็กน้อย ไม่อย่างนั้นจะปิดประชุมไม่ได้ค่ะ เพราะวันนี้เรามีลงมตินะคะ ขอเชิญท่านดอกเตอร์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ค่ะ

นายสืบพงศ์ ธรรมชาติ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. หมายเลข ๒๑๖ จังหวัดนครศรีธรรมราชในฐานะที่เคยดูแลผู้สูงอายุ คือคุณพ่อคุณแม่ ๒ ท่าน แล้วท่านก็จากไปแล้ว แล้วตอนนี้กําลังดูผู้สูงอายุคือน้องสาว อายุ ๖๑ ปีครับ แต่มีเงินรู้สึกจะเลี้ยงชีพสัก ๖๐๐ บาท หรืออย่างไรนี่ครับ เพราะฉะนั้น ผมก็อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูงอายุค่อนข้างจะคุ้นเคยนะครับ สิ่งหนึ่งที่อยากจะพูดถึงก็คือว่าผู้สูงอายุนั้น มีทั้งที่เป็นราชการและที่ไม่ใช่เป็นราชการ ผู้ที่เป็นราชการนั้นราชการดูแลอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ ไม่ใช่ราชการนั้นไม่ค่อยมีคนดูแล ถึงมีลูกมีหลานบางทีก็ไม่ค่อยได้ดูแลสักเท่าไร อันนี้คือ สภาพจริง เพราะฉะนั้นในการดูแลผู้ที่ไม่ใช่ราชการนั้นก็ควรจะได้มีการวางแผนกัน เมื่อกี้คุยกับคุณหมอพรพันธุ์ที่บนโต๊ะอาหารท่านบอกว่าควรจะให้มีการออมมาตั้งแต่ต้น ส่วนออมได้เท่าไรก็อีกเรื่องหนึ่ง อันนี้ก็ควรออกเป็นกฎหมาย เช่นออมได้เดือนละ ๒๐ บาท ก็ยังดีครับ ปีละก็คูณเข้าไปเท่าไร แล้วราชการก็ช่วยอีกส่วนหนึ่งนั่นคือเรื่องของการออม เพื่อช่วยผู้สูงอายุ ส่วนราชการนั้นสิ่งที่หลายท่านเสนอแล้วก็กรรมาธิการได้เสนอไว้ก็คือ ให้ข้าราชการเกษียณตอน ๖๕ ปี อันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการ ที่มีสุขภาพดี มีสติปัญญายังดีอยู่ ไม่หลงไม่ลืม ดอกเตอร์เจิมศักดิ์ครับ กรรมาธิการครับ ให้ท่านต่อเถอะ ผมว่ายังมีประโยชน์มากเพราะว่าข้าราชการรุ่นหลังบางทีก็ต้องอาศัยรุ่นก่อน ในการที่จะเดินนํา ในการที่จะชี้แนะ ในการที่จะให้คําปรึกษา เพราะฉะนั้น ๖๕ ปีนี่ ไม่แก่หรอกครับผมว่านะ เพราะฉะนั้นยุติธรรมขณะนี้ ๖๕ ปี หรือถึง ๗๐ ปีแล้ว เพราะฉะนั้น ทางสายอื่น ๆ ผมว่าถ้าเป็นไปได้ ถ้าสุขภาพไปได้เอาไว้เถอะครับ ยังมีประโยชน์เยอะ แล้วภาวะอย่างนี้ก็จะเกิดคุณภาพกับประเทศไทย เนื่องจาก ๔ นาที ผมต้องพูดแบบเร็ว ต้องขออนุญาตท่านผู้ฟังด้วยนะครับ ถ้าท่านเมื่อยหูนะครับ เพื่อให้ได้เนื้อหามากที่สุด ทีนี้ผู้สูงวัยดังกล่าวนั้นที่ไปอยู่บางแคนี่ ผมสงสารนะครับ ผมก็เคยไปเห็นอยู่ ถ้าได้อยู่กับลูก กับหลานจะดีกว่าครับ เพราะฉะนั้นรัฐทําอย่างไรให้มีเงินส่วนหนึ่งไปช่วยตรงนี้ แล้วก็มี ผู้เฒ่าผู้แก่ส่วนหนึ่งที่ลูกหลานไม่ได้อยู่เฝ้าเลยนะครับ เท่ากับทิ้งเลยก็มี นี่คือเรื่องหนึ่งเราจะดู กันอย่างไรก็วางแผนให้ดีนะครับ

อีกประการหนึ่งที่พูดถึงเรื่องแรงงานที่บอกว่าให้มีการโอนสัญชาติ ของต่างชาติมาเป็นสัญชาติไทย ตรงนี้ผมเองรู้สึกเป็นห่วงนะครับ กรรมาธิการครับ ว่าเมื่อให้ ต่างชาติโอนมาเป็นสัญชาติไทยเกรงว่าพลเมืองไทยจะเพิ่มขึ้นมาก มากแล้วจะมีปัญหากับ ประเทศชาติเรา เพราะฉะนั้นอย่างไรก็ตามเรื่องโอนสัญชาติของต่างชาติมาเป็นไทยอันนี้ ต้องดูให้รอบคอบนะครับ ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยตรงนี้ ผมไปเจอข้อหนึ่งตรงนั้นนะครับ อย่างไรก็ดูกันให้ดีตรงนี้ ทีนี้ในเรื่องของผู้สูงอายุของเราที่จะต้องดูแลกันเป็นพิเศษ ที่ทางกรรมาธิการบอกว่าใช้จตุพลังที่ว่านะครับ อันนี้ต้องช่วยกันจริง ๆ ครับ ต้องช่วยกัน ทุกคนและทุกฝ่ายเพื่อให้เป็นสิ่งที่เกิดเป็นกอบเป็นกําขึ้นมาในเรื่องผู้สูงอายุ

ในเรื่องของผู้สูงอายุในปัจจุบันซึ่งมีอยู่จํานวนมากนั้นเราจะทําอย่างไร ท่านอยู่ในภาวะที่ว้าเหว่ ในภาวะว้าเหว่ที่ว่านี้เราจะมีอะไรที่ไปดูแลท่าน เช่นท่านอยู่ที่บ้าน ท่านเหงา ท่านเงียบ บางคนนี่เหมือนกับอยู่ตัวคนเดียวนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องดูแล ให้มากหน่อย รายการต่าง ๆ ที่เราพยายามทําให้ผู้หลักผู้ใหญ่ได้มีความบันเทิงเพิ่มเติม ในเรื่องของให้ท่านได้ฟังดนตรี ให้ท่านได้ไปโน่นไปนี่ บางทีก็พาท่านไปดูให้เกิดความบันเทิงใจ อันนั้นเป็นสิ่งที่ดีครับ ดนตรีเป็นสิ่งที่ดี ให้ผู้เฒ่าผู้แก่ได้รับสิ่งเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจะทํา เพราะฉะนั้นโครงการต่าง ๆ ที่ทําเพื่อผู้เฒ่าผู้แก่นั้นเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เพราะท่านคือ ผู้สร้างชาติบ้านเมืองให้พวกเรา เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาท่านเอาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ค่ะ

นายสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ผม สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ครับ มีข้อมูลจะเรียนท่านประธานให้ทราบอย่างนี้ครับ มีโรงเรียนชั้นประถมแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทองเด็กมากกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเด็กที่พ่อแม่ ไม่ได้เลี้ยงดูครับ แต่ปู่ย่าตายายเป็นคนเลี้ยงดู พ่อแม่ของเด็กนั้นแทบจะไม่เคยกลับมาบ้าน อย่างดีก็ส่งเงิน มาให้พ่อแม่เป็นครั้งคราวในการให้ดูลูกหลานนะครับ แล้วก็เหตุการณ์เหล่านี้มันเกิดขึ้น ในหลายจังหวัดในภาคอีสานด้วยนะครับ สังคมไทยส่วนหนึ่งกําลังจะกลายเป็นสังคม ที่ผู้สูงอายุนั้นนอกจากจะไม่มีใครดูแลแล้วผู้สูงอายุยังต้องดูแลหลานของตัวเองด้วยนะครับ

จากการสํารวจความคิดเห็นของประชาชน ในรายงานที่ส่งมานี่นะครับ ซึ่งคณะกรรมการได้จัดทํามานะครับ ในหน้า ๕ พบว่าเมื่อปี ๒๕๕๐ มีผู้ตอบแบบสอบถาม เกี่ยวกับผู้สูงอายุนะครับว่าเห็นควรมีการเตรียมการเพื่อผู้สูงอายุไหม ในปี ๒๕๕๐ ตอบว่า ๙๑.๔ เปอร์เซ็นต์ พอปี ๒๕๕๔ มีการสํารวจอีกครั้งหนึ่ง จํานวนผู้ตอบว่าควรเตรียมการกลับ ลดลงเหลือ ๘๗.๑ เปอร์เซ็นต์ ก็แสดงว่าความคิดในการที่จะเตรียมการเรื่องนี้น้อยลงไป แล้วก็เมื่อปี ๒๕๕๐ ถามว่าควรจะมีการออมเงินหรือว่าทรัพย์สินเพื่อให้เพียงพอใช้สําหรับ ผู้สูงอายุไหม ปี ๒๕๕๐ ตอบว่า ๕๗.๖ เปอร์เซ็นต์ เห็นสมควรนะครับ พอปี ๒๕๕๔ กลับเหลือเพียง ๕๓.๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ปี ๒๕๕๐ นั้นได้มีการเตรียมการ คือมีความคิด ในการเตรียมการไหม บอกว่ามี มี ๓๒.๓ เปอร์เซ็นต์ แต่พอปี ๒๕๕๔ กลายเป็นว่า ๓๓.๙ เปอร์เซ็นต์ คือไม่เคยคิดเลยนะครับ หมายความว่าคิดน้อยลงนะครับ แล้วก็ ในปี ๒๕๕๐ นั้นไม่เคยคิดที่จะเตรียมการ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ พอถึงปี ๒๕๕๔ กลับมากขึ้นว่า เป็น ๑๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ก็คือความที่จะไม่คิดที่จะดูแลผู้ใหญ่ ดูแลผู้สูงอายุกลับมากขึ้น อันนี้เป็นสังคมที่น่าห่วงสําหรับคนรุ่นใหม่นับวันก็จะให้ความสนใจกับผู้สูงอายุน้อยลงนะครับ ผมก็เลยมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับท่านประธานครับ รัฐควรต้องมีนโยบายในการส่งเสริม ประชาสัมพันธ์ให้คนในสังคมเห็นความสําคัญของความรักความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยผลิตสื่อ แบบมืออาชีพ แล้วก็ให้สื่อมวลชนนั้นไปเผยแพร่อย่างจริงจังนะครับ รัฐต้องระมัดระวังไม่ให้ ประชาชนวัยทํางานในปัจจุบันเกิดความคิดว่าผู้สูงอายุมีรัฐคอยดูแลแล้ว ดังนั้นจึงผลักภาระ ให้รัฐเป็นผู้รับผิดชอบผู้สูงอายุแทนตนเองนะครับ รัฐควรจะต้องระมัดระวังให้ประชาชน แล้วก็อย่าใช้ผู้สูงอายุเป็นช่องทางในการทําให้เกิดประโยชน์ เช่น ขอรับเงินช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่กลับนําเงินดังกล่าวไปใช้เองนะครับ แล้วก็เห็นด้วยครับกับการผลิตบุคลากรเพื่อดูแล ผู้สูงอายุซึ่งอาจจะไม่จําเป็นต้องเป็นพยาบาลหรือผู้ช่วยพยาบาลนะครับ แต่ให้มีความรู้ ในการดูแลบุคลากรผู้สูงอายุและจ่ายค่าตอบแทนคนที่ดูแลเหล่านั้นโดยที่ให้ค่าตอบแทน และสวัสดิการที่ดีนะครับ แล้วก็ข้อสําคัญครับ ส่งเสริมให้เกิดโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์ (Social enterprise) หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมในการดูแลผู้สูงอายุนะครับ โดยให้บริษัท เหล่านั้นได้รับผลประโยชน์คล้าย ๆ กับธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ (BOI) เช่นได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล การได้รับการยกเว้นภาษีอากรเครื่องจักร อุปกรณ์ ที่นํามาใช้ในกิจการของบริษัทซึ่งเป็นลักษณะวิสาหกิจเพื่อสังคมนั่นคือโซเชียล เอนเตอร์ไพรส์นะครับ

สุดท้ายนี้เนื่องจากเวลามีจํากัดนะครับ สังเกตดูวันนี้ผมพูดกระท่อนกระแท่น เพราะว่าจะรีบนะครับ ผมเห็นว่าคณะกรรมการได้จัดทํารายงานมาดีมากนะครับ มีข้อมูล ที่พร้อมเพรียงซึ่งสามารถทําให้อ้างอิงได้ ผมสนับสนุนกับความคิดเห็นอันนี้ครับ เพราะว่าวันหนึ่ง อาจต้องมีคนมาดูแลผม เพราะว่าตอนนี้ก็เกือบ ๗๐ ปีแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า วันหนึ่งผมอาจได้ใช้ประโยชน์จากรายงานฉบับนี้ และท้ายที่สุดผมชมเชยนะครับว่า ขอให้รายงานฉบับนี้ได้มีการส่งไปใช้อย่างจริงจังอีกทีหนึ่งครับ สวัสดีครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญคุณหมอกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ค่ะ เชิญค่ะ ท่านเหลือ ๓ นาทีแล้วค่ะ

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ นะครับ ผมขออนุญาตนะครับ พอดีไปประชุมคณะกรรมาธิการปฏิรูปการปกครองท้องถิ่นนะครับ เกี่ยวกับเรื่องของการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยนะครับ อันนี้ก็ต้องขอชื่นชมนะครับว่าคณะกรรมาธิการได้ทํารายละเอียดค่อนข้างจะสมบูรณ์แบบนะครับ ในส่วนของหลักการใหญ่ ๆ เราก็เห็นด้วยในส่วนของการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคม ผู้สูงวัยนะครับ ในส่วนของนโยบายคือด้านบนก็เป็นการเตรียมเรื่องกฎหมาย เรื่องของการให้อํานาจ การจัดสรรงบประมาณ การวางระบบต่าง ๆ นะครับ ในส่วนของพื้นที่เองที่ผมในฐานะที่ผมทํางานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็เป็นพื้นที่ ที่บูรณาการร่วมกันนะครับ ซึ่งในพื้นที่ดอกลําดวน ๔ กลีบ กลีบที่อยู่ข้างบน คือระดับนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม สังคม และสุขภาพนี้นะครับ ก็ถือว่าเป็นการกําหนดเรื่องของการทํางาน ด้านของการที่จะปฏิรูปสังคมผู้สูงวัยได้ค่อนข้าง สมบูรณ์นะครับ ในส่วนของพื้นที่เองด้านล่างก็ต้องขอบอกว่าเรามียุทธศาสตร์ที่น่าจะ สอดคล้องกันว่าการดูแลในเขตเมืองหรือในเขตที่อยู่ในพื้นที่ อบต. เทศบาล และ อบจ. ต่าง ๆ ก็คือท้องถิ่น สังเกตว่าผู้อภิปรายหลายท่านได้ให้บทบาทของท้องถิ่นในการที่จะทํางานด้าน การดูแลผู้สูงวัยได้อย่างมาก แล้วก็พูดง่าย ๆ ว่าทุกภารกิจพอมาในพื้นที่ก็ต้องพูดถึงท้องถิ่น เพราะว่าท้องถิ่นก็คือผู้ที่ใกล้ชิดประชาชนที่สุด ซึ่งท้องถิ่นไม่ใช่รวมเฉพาะแค่เทศบาล อบต. หมายถึงชุมชนที่ท่านอาจารย์อําพลบอกว่า เป็นจตุพลังก็คือท้องถิ่น ท้องที่ แล้วก็ชุมชน หรือองค์กรชุมชน รวมทั้งหน่วยงานราชการอื่น ๆ เช่น พมจ. ดอกลําดวนที่อยู่ในพื้นที่จะต้อง บานสะพรั่งทั่วทั้งประเทศไทย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ ซึ่งท้องถิ่นจะครอบคลุมพื้นที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราจะทําอย่างไรให้ดอกลําดวน ๔ กลีบ ของเราไปบานทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย การบานใน ๔ กลีบก็ต้องบอกว่ากิจกรรมที่เราจะดู เรื่องของเศรษฐกิจอย่างนี้นะครับ การแจกเบี้ยยังชีพ ผมไปแจกเบี้ยยังชีพทุกเดือน ตั้งแต่ยังไม่เป็น สปช. นะครับ ไปเจอชาวบ้าน เจอผู้นําชุมชน เจอผู้สูงอายุ ได้ไปสื่อสารเขา นายกเทศมนตรีก็ต้องไปรายงานตัว ไปขอข้อมูล ไปรับข้อมูล ไปให้กําลังใจ เห็นรอยยิ้ม ของผู้สูงอายุนะครับ แล้วมีอะไรเขาก็จะมาบอกเรา นี่คือความสัมพันธ์ระหว่างเทศบาล หรือผู้นําชุมชนกับทางผู้สูงอายุนะครับ ผู้สูงอายุมีพลังมากนะครับในพื้นที่ ข้อ ๒ เรื่องสภาพแวดล้อม ท้องถิ่นนี้นะครับ ๑. เรื่องของสภาพแวดล้อมในส่วนของกฎหมาย ซึ่งท้องถิ่นก็ต้องดูกฎหมายเรื่องของการดูแลสภาพแวดล้อมของพื้นที่สาธารณะ แล้วก็ อาคารสาธารณะต่าง ๆ ส่วนในบ้านเรือนยังมีชาวบ้านที่เรียกว่ามีความยากจนที่ไม่สามารถ จะไปสร้างสิ่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ ให้กับบ้านตัวเองได้ ก็ขอบอกว่าทั้งนี้คือความสําคัญ ที่เราจะทําอย่างไรให้เกิดสิ่งที่ดีขึ้นนะครับ ตอนนี้ก็ต้องรีบหน่อยเพราะว่ายังไม่หายหอบเลยครับ แล้วก็เรื่องของการจะทําให้เขตเมืองเป็นเขตเมืองจริง ๆ ก็ขอบอกว่ามียุทธศาสตร์ ๒ ยุทธศาสตร์เสนอนะครับ ก็คือว่า ๑. ทุบกําแพงบ้าน ก็คือว่าเราต้องจัดกิจกรรมให้คน ในพื้นที่มารวมกัน ให้ชาวบ้าน ให้ผู้สูงอายุเป็นคนทุบกําแพงตัวเองเพื่อจะเอา มารวมกัน พอเขามารวมกันก็เกิดยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือคนบ้านเดียวกัน ยุทธศาสตร์ที่ ๒ คนบ้านเดียวกัน ก็จะช่วยกันดูแลในทุกมิติที่คนบ้านเดียวกันจะดูแลซึ่งกันและกัน เช่น เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็เป็นคนบ้านเดียวกันนะครับ กรรมการชุมชน อสม. ก็เป็นคน บ้านเดียวกัน นายกเทศมนตรี สท. ข้าราชการ เทศบาลก็เป็นคนบ้านเดียวกัน ชมรมผู้สูงอายุ ก็เป็นคนบ้านเดียวกัน คนบ้านเดียวกันนั่นล่ะครับคือพลังที่เป็นดอกลําดวนที่จะกระจาย ทั่วประเทศไทย ก็ฝากว่ายุทธศาสตร์ที่สําคัญที่สุดของท้องถิ่นก็คือการที่จะปลูกดอกลําดวน ให้บานสะพรั่งทั่วประเทศไทยครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านสุภัทรา นาคะผิว ค่ะ

(นางสาวสุภัทรา นาคะผิว ไม่อยู่ในที่ประชุม)

อยู่ไหมคะ ถ้าไม่อยู่ขอเชิญท่าน โกวิท ศรีไพโรจน์ ค่ะ

นายโกวิท ศรีไพโรจน์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม โกวิท ศรีไพโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๙ จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการที่ทํารายงานแล้วก็ทําเรื่องของผู้สูงอายุฉบับนี้ แต่ว่าด้วยเวลาค่อนข้างจะจํากัดขออนุญาตเข้าประเด็นนะครับ ในรายงาน หน้า ๒๒ แนวทางการเพิ่มประชากรในวัยทํางานให้กับระบบเศรษฐกิจไทย ตรงที่ว่าข้อ ๑.๒ ข้อ ๑.๓ ในการเปลี่ยนสัญชาติของประชากรต่างชาติที่มีคุณภาพให้มีสัญชาติไทยและการเชิญชวน แรงงานคุณภาพชาวต่างประเทศให้มาทํางานในประเทศไทย ตรงนี้ผมเองผมขออนุญาต ตั้งข้อสังเกตให้กับคณะกรรมการดังนี้ครับ โดยเหตุผล ๒ ประการนี้เนื่องจากทางฝ่ายคณะ ที่ศึกษาเห็นว่าประชากรในวัยทํางานของเราในอนาคตจะดูแลทั้งเด็กและผู้สูงอายุ ทําให้ประชากรวัยทํางานขาดแคลน แต่ว่าในลักษณะนี้ต้องมาดูสภาพปัญหาครับ สภาพปัญหาจากรายงานอีกฉบับหนึ่ง รายงานของคณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ หน้า ๑๓ โดยที่มีตัวเลขจากสถิติที่ระบุว่าอายุ ๑๕-๑๙ ปี ไม่ทํางาน เนื่องจากเรียนหนังสือ ๘๓.๓ เปอร์เซ็นต์ แรงงานอายุ ๒๐-๒๙ ปี เรียนหนังสือ ๓๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ผมเองผมยังมีความเห็นว่าตัวเลขตรงนี้ยังไม่ตอบโจทย์ เหตุผลเพราะว่า ประชากรในวัยศึกษายังมีอายุช่วงระยะระหว่าง ๒๐-๒๔ ปี หรือ ๒๕ ปี ตรงนี้ไม่ได้แยก ออกมาให้ชัดเจน ส่วนใหญ่แล้วผู้ที่จบการศึกษาสามารถจะทํางานในลักษณะของมีฝีมือ หรือกึ่งฝีมือจริง ๆ จะอยู่ในอายุประมาณ ๒๒-๒๔ ปี ซึ่งตรงนี้ไม่ได้แยกให้ชัดเจน เพราะฉะนั้นตรงที่มาสรุปว่าอายุ ๒๐-๒๙ ปี เรียนหนังสืออยู่ที่ ๓๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ตอบ ชัดเจนว่าในช่วงระยะอายุประมาณเท่าไร คราวนี้เมื่อย้อนกลับมาว่าสภาพของคนที่ทํางาน คนที่ทํางานการที่เราเห็นว่าต่อไปในอนาคตประชากรในวัยทํางานจะต้องมาดูแลผู้สูงอายุ และเด็กในอายุยังเยาว์มากขึ้น ตรงจุดนี้ถ้าหากว่าเรามามองดูว่าตัวเลขที่ระบุว่าวันนี้เด็กที่อยู่ ในวัยเรียนหนังสือมีอยู่ที่ ๘๘.๓ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ข้อมูลอาจจะเป็นข้อมูลจากทางฝ่ายทางใต้ ที่ได้รับรายงานมาอย่างเดียวก็ได้ เพราะผมเองผมไม่มีตัวเลขแน่ชัด แต่ที่เห็นได้ชัด ๆ จากที่มีปรากฏอยู่ในตัวเลขของจังหวัดสุราษฎร์ธานีก็คือว่าประชากรในวัยเรียน คืออายุ ในช่วงเรียนอยู่ในระดับพื้นฐานส่วนใหญ่แล้วก็คือว่าประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์หายไประหว่างเรียน ซึ่งตอนนี้เราก็สงสัยว่าเด็กพวกนี้หายไปไหน และต่อไปเด็กพวกนี้จะอยู่อย่างไร เพราะฉะนั้น สรุปนะครับ เมื่อเรายังหาคําตอบไม่ได้เลยว่าเด็กที่อยู่ในวัยเรียนปัจจุบันหายไปไหน อย่างไร น่าจะมาดูในจุดนี้เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยนะครับ แทนที่เราจะนําเอาคนต่างด้าวเข้ามาทํางานใน ประเทศไทย ซึ่งตอนนี้ประชากรของไทยมี ๗๐ กว่าล้านคน ไม่ใช่เป็นประชากร ซึ่งน้อยเหมือนอย่างบางประเทศ ประเทศญี่ปุ่นเขาถึงแม้จะมีระบบสูงอายุก็จริง แต่เขาก็ระบบปิดนะครับไม่ยอมให้คนอื่นเขาเข้าไป ของเรา ๗๐ กว่าล้านคน ตอนนี้ยังต้อง ดูแลอยู่ครับ เพราะฉะนั้นการจะนําคนต่างด้าวเข้ามานั้นขอให้ทบทวนเรื่องนี้อีกสักครั้ง ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ต่อไป ขอเชิญท่านชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ค่ะ

นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ หมายเลข ๖๔ นะครับ ที่จริงก็ไม่ควรชมเพราะว่าเป็นกรรมการอยู่ด้วย แต่ก็คงต้องชม โดยเฉพาะผู้ที่ให้เป็นวิทยากรแล้วก็ตัวท่านประธานเองนะครับ ผมอยากขอสั้น ๆ สัก ๕ เรื่องนะ

เรื่องแรก ผมคิดว่าควรจะดูเรื่องความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในรูปแบบโซเชียล เอนเทอร์ไพรส์นะครับ ดําเนินการเรื่องศูนย์เรียนรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศและอินเทอร์เน็ตชุมชน โดยให้มีหลักสูตรหลัก ๆ ในเรื่องการดูแล สุขภาพโดยเฉพาะสําหรับผู้สูงวัย โดยใช้แอพพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ เกี่ยวกับ นอน คอมมูนิเคเบิล ดิซีส (Non Communicable Disease) กันระหว่างตัวเอง การออกกําลัง กายเป็นในแนวของสร้างก่อนซ่อมนะครับ โดยอาจจะกลายเป็นการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน ระหว่างบริษัทเอกชนไอทีที่สนใจจะทําเรื่องของซีเอสอาร์ (CSR) กลับอาจจะเป็นกลุ่มชุมชน หรือ อบต. ก็ได้นะครับ คิดค่าเรียนพอสมควรนะครับเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายแล้วก็จะได้ซัสเทน (Sustain)

เรื่องที่ ๒ อันนี้อันที่พูดคือใช้ความคิดที่ท่านภัทรียาพูดไว้ขอประทานโทษ ที่ต้องเอ่ยนามนะครับเรื่องของ โอพีพีวาย ซึ่งมันก็เป็นฐานอยู่แล้วว่าสอนเรื่องของไอที สําหรับผู้สูงอายุนะครับ แล้วก็ข้อ ๒ นี้ก็ต้องขยายเรื่องของพาลเลียทีฟ แคร์ (Palliative care) การดูแลแบบประคับประคอง โดยภาครัฐส่งเสริมให้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยและฝึกอบรมผู้ดูแล ผู้สูงวัยในชุมชน โดยอาจจะตั้งศูนย์นําร่องแบบครบวงจรในเขตสุขภาพที่สําคัญ ๆ นะครับ

ข้อ ๓ อาจจะมีมาตรการช่วยเหลือทางภาษีสําหรับบริษัทที่มีแรงงานผู้สูงวัย

ข้อ ๔ ส่งเสริมการลงทุนสําหรับผู้ประกอบการผลิตอุปกรณ์อํานวย ความสะดวกสําหรับผู้สูงวัย ซึ่งอาจจะรวมไปทั้งผู้ที่พิการด้วย

อันที่ ๕ ค่อนข้างใหม่และอาจจะเซ็นซิทีฟ (Sensitive) นิดหนึ่งนะครับ คือเราต้องคิดถึงเรื่องการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเป็น แล้วก็ค่อนข้างสูงในการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะในโรงพยาบาลเอกชนสําหรับผู้สูงวัย ซึ่งทางการแพทย์วิเคราะห์แล้วว่าเข้าสู่ระยะสุดท้าย ของชีวิตนะครับ อันนี้ต้องให้ความเข้าใจถึงปัญหาการยื้อชีวิตโดยใช้การวิเคราะห์ ทางการแพทย์นะครับ แล้วก็ทําความเข้าใจเรื่องซึ่งอาจจะค่อนข้างใหม่ในสังคมไทย ทําความเข้าใจในครอบครัวในเรื่องที่เราเรียกกันว่าลิฟวิ่ง วิว (Living view) หรือพินัยกรรมชีวิต อันนี้ก็อาจจะทําให้หลายครอบครัวไม่ต้องประสบกับปัญหาเรื่องทางเศรษฐกิจจากการดูแล ผู้สูงวัยซึ่งเสร็จแล้วก็ดูแลไม่ตลอดรอดฝั่ง ผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องซึ่งน่าจะต้องนํามาคิด เรื่องที่เราเรียกว่า ลิฟวิ่ง วิว หรือพินัยกรรมชีวิต ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เปรื่อง จันดา

นายเปรื่อง จันดา

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กราบเรียนท่านคณะกรรมาธิการ ต้องขอกราบขอบคุณที่เป็นการให้ความรู้กับพวกเรา เป็นอย่างดีในการรายงานของคณะกรรมการชุดนี้นะครับ ยิ่งเห็นในเรื่องของร้อยละ ของผู้สูงอายุ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศก็คือ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือ ๑๔ ล้านคน ดูไปที่เฟรม ๔๓ ที่ให้ แล้วผมติดตามไปดูปรากฏว่าร้อยละ ของผู้สูงอายุที่ป่วย ๙๕ เปอร์เซ็นต์ป่วย อีก ๕ เปอร์เซ็นต์คือคนที่ไม่มีโรค ฉะนั้นเราต้องดูแล ผู้ที่ป่วยอยู่ถึงขณะนี้ ๖,๐๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้วก็ในอนาคตอีก ๒๐ ปี จะต้องดูแลผู้ป่วย ที่สูงอายุประมาณเกือบ ๑๔ ล้านคน ๑๓ ล้านคนเศษ เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่ไม่ตระหนัก ก็ต้องตระหนกร่วมกันในการที่จะดูแลว่าผู้สูงอายุที่มีคุณภาพเราจะดูแลอย่างไร ผู้สูงอายุ ที่เราจะต้องดูแลในทางสวัสดิการ ในทางสังคมจะต้องดูแลอย่างไร ฉะนั้นผมอยากจะเรียนกับ ท่านประธานและท่านคณะกรรมการสั้น ๆ ว่าสิ่งที่จะเป็นไปได้คือประเทศไทยไม่ชอบ ความสมัครใจ ไม่ว่าจะทําอะไร ถ้าให้สมัครใจแล้วก็จะไม่ค่อยดําเนินการ ฉะนั้นอยากจะให้มี อะไรก็ได้ที่เป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับ ที่บังคับทั้งเป็นโดยหน้าที่ของผู้สูงอายุเองที่ท่าน จะต้องดําเนินชีวิตมาตั้งแต่วัยทํางาน ท่านจะต้องทําอะไรบ้าง มีสภาพบังคับโดยบุคคล ในครอบครัว ทําอย่างไรที่จะเกิดสภาพบังคับให้เขาได้ดูแลคนสูงอายุ ดูแลบุพการีของเขา

อันที่ ๒ มีสภาพบังคับในการที่ทําให้เขาได้มีงานทํา ขยายเวลา ขยายการทํางาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการที่จะให้โอกาสคนที่สูงอายุได้ทํางานต่อ

ประการต่อไป คือเรื่องภาษี ผมคิดว่าภาษีเป็นส่วนหนึ่งที่รัฐจะนํามา จัดสวัสดิการให้กับผู้สูงอายุ แต่ภาษีต้องเกิดจากหลักการของผู้ได้รับย่อมมาจากผู้ให้ ฉะนั้นทําอย่างไรผู้ที่มีส่วนได้รับสวัสดิการเหล่านี้จะต้องเป็นผู้ให้ด้วยในขณะที่อยู่ในวัยทํางาน

ประการต่อไปเรื่องสวัสดิการของภาครัฐที่จะต้องดูแลไม่ว่าสิ่งที่เป็นสาธารณะ สิ่งที่เป็นสภาพแวดล้อมนะครับ ผู้สูงอายุจะต้องได้รับการดูแลพอสมควร มีคิวไหมครับสําหรับผู้สูงอายุที่จะให้เขามีเวลาไปดูแลสุขภาพ มีคิวสําหรับคนพิการ และมีคิว สําหรับคนสูงอายุไหมครับที่จะให้เขาได้เดิน ได้ลดเวลาในการดูแลสุขภาพตัวเอง อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งนะครับ

อีกเรื่องสุดท้ายผมคิดว่าเรื่องของการที่จะต้องให้ทําความเข้าใจ กับภาคเอกชนโดยเฉพาะสถานประกอบการให้ยอมรับในคุณค่าของผู้สูงอายุที่มี อยู่ในประเทศนี้ ทําอย่างไรที่จะให้เกิดการยอมรับว่าให้เขาได้มีโอกาสได้ทํางาน ให้ได้ใช้ความรู้ความสามารถ ผู้สูงอายุคือผู้ถอดบทเรียนที่มาจากประสบการณ์จริง และเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่าหลายท่านพูดไปแล้วนะครับ ฉะนั้นประสบการณ์เหล่านี้ ไม่ต้องไปยกตัวอย่าง ไม่ต้องไปอ้างอิงแล้วว่าถ้าไม่ทําอย่างนี้แล้วจะไม่เป็นอย่างนั้น มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เพราะว่าคนที่มีอายุนั้นท่านมีประสบการณ์จากการกระทําจริง แล้วก็จะได้เป็นบทเรียนที่สอนลูกสอนหลานเพื่อให้ประเทศชาตินี้มีความมั่นคงต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่านนายกเทศมนตรีเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ค่ะ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ ท่านคณะกรรมการ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง นายกเทศมนตรีตําบลยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๕ ท่านประธานครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานอย่างสูงครับ สําหรับรอยยิ้ม เป็นของขวัญวันเกิดที่ดีมากเลยครับท่านประธาน ท่านประธานครับท่านประธานรู้ไหมว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก่อตั้ง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ รัฐมนตรีคนแรก นายอนุรักษ์ จุรีมาศ และปัจจุบัน พลตํารวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผมอยากถามกลับไปว่า ท่านที่กําลังศึกษาที่ผมฟังทั้งหมดเป็นเรื่องที่ดีมากแต่วิธีปฏิบัติสิครับมันยาก ผู้สูงอายุ ในประเทศไทยมี ณ ปัจจุบัน ตัวเลขเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๗ ท่านรู้ไหมครับว่ามีกี่คน ๑๐ ล้านคนครับ ผู้พิการ ๑.๕ ล้านคน แต่ว่าเขาเหล่านั้นละครับ ท่านพูดเรื่องที่ดีทุกอย่าง เป็นวิชาการที่ผมฟัง จะเป็นเรื่องของเงินออม จะเรื่องส่งเสริมสุขภาพ เรื่องทุกอย่างดีมากครับ แต่วิธีปฏิบัติสิครับท่าน ผมเห็น พมจ. พัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาฬสินธุ์ จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศมีพนักงานอยู่ ๖ คน บางที่มีอยู่ ๙ คน ผมอยากถามตั้งขึ้นมาเพื่ออะไร อยากจะช่วยผู้สูงอายุใช่ไหม ของเดิมมีประชาสงเคราะห์อยู่แล้ว ดีอยู่แล้ว ตั้งขึ้นมา เพื่อสังเวยทางการเมืองหรือเปล่า ท่านต้องกลับไปนึกครับ และวิธีการปฏิบัติปัจจุบันนี้ มันต่างจากเดิมอย่างลิบลับ ผมเคยยกตัวอย่างเรื่องไฟไหม้เกี่ยวกับความมั่นคงของมนุษย์ไหมครับ ไปอิงระเบียบกระทรวงการคลังว่าไหม้หลังเดียวไม่จ่าย ผมถามกลับไปว่าเขาเหล่านั้น ได้เสียภาษีให้ประเทศไหม เสีย พัฒนาความมั่นคงของมนุษย์ไปอยู่ไหนครับ หายหัวหมด ท่านประธานครับ มิหนําซ้ําผมจะบอกให้ท้องถิ่นที่ผมเป็นนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาล แห่งประเทศไทย ๒,๔๔๐ แห่ง เราได้จัดสรรงบประมาณยังแฝงไปด้วยงบของพัฒนาสังคมครับ ๕๖,๐๐๐ ล้านบาท ผู้สูงอายุ ท่านครับ ท่านดูสิครับมาใส่ในสัดส่วนของเรา ถ้ากระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พม. ถ้ามีความเข้มแข็ง แข็งแกร่งทํางานได้จริง ทําไมต้องมาให้ท้องถิ่นจัดการครับ ผมเสนอให้ยุบครับ มาให้ท้องถิ่นทําเองทั้งหมด หาวิธีการ กลไกพนักงานโอนย้ายมาทุกจังหวัดมาดําเนินการ ปัจจุบันผมจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ ผู้ด้อยโอกาส อสม. รู้ไหมท้องถิ่นเดี๋ยวนี้ก้าวหน้าขนาดไหน สําหรับผู้สูงอายุเราตั้งโรงเรียน ปริญญาชีวิตครับ เราให้เขาเหล่านั้นศึกษาเป็นปีอาทิตย์ละวัน วิชาส่งเสริมสุขภาพคิดเลขเบา ๆ ออกกําลัง ทํากลุ่มแม่บ้าน กลุ่มอาชีพที่เขาสามารถมีรายได้ด้วย ท้องถิ่นทั่วประเทศไปดูนะครับ ท้องถิ่นเดี๋ยวนี้ก้าวไกลขนาดนั้นแล้ว แต่พัฒนาสังคมยังอยู่เฉย ๆ ผมอยากให้ยุบครับ ท่านประธาน ลงท้องถิ่นทั้งประเทศแล้วมาทํากัน ไปดูโรงเรียนปริญญาชีวิตครับ สิ้นปีมา เขารับปริญญาลูกหลานมีความสุข เห็นลุงอายุ ๗๐ ปี ยายอายุ ๘๐ ปี น้าอายุ ๖๒ ปี รับปริญญา เขามีความสุขครับ กลับไปคิดแบบบ้าน ๆ แบบผม ลูกทุ่ง อย่าวิชาการมาก วิชาการแล้วมันไม่เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติในบางครั้ง แต่ครั้งนี้ผมได้อ่าน ได้ฟังทุกท่านเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่อยากให้ท่านหวนกลับไปคิดว่าวิธีปฏิบัติ มันอย่างที่นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง นายกสมาคมสันนิบาตพูดหรือไม่ ปัจจุบันก็งบท้องถิ่น ทั้งนั้นครับ พวกผมโดนอยู่นี่ ท่านบอกจะยกเลิกประชานิยม พอรัฐบาลใหม่มาผมมั่นใจว่า แก้ไม่ได้ครับ ผมมั่นใจครับรัฐบาลใหม่มาจะแก้กฎหมาย แก้รัฐธรรมนูญมันเกิดขึ้นมาแล้ว แต่สิ่งหนึ่งวิธีปฏิบัติดีที่สุดท่านประธานครับ ผมไม่อยากรบกวนเวลาท่านประธาน เพราะท่านประชุมแม่น้ํา ๕ สาย ผมฝากสายที่ ๖ นะครับท่านประธาน นั่นคือประชาชนครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๒๗ ท่านที่ได้แจ้งความประสงค์ ที่จะอภิปรายให้ความเห็นในประเด็นการปฏิรูประบบเพื่อรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ของประเทศไทย ได้อภิปรายครบแล้วนะคะ ต่อไปดิฉันจะขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ นิดหนึ่งนะคะ ก่อนที่จะขอมติค่ะ ขอเชิญท่านประธานกรรมการค่ะ

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ประธานกรรมการ

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ในฐานะประธานกรรมการ ท่านประธานครับ ได้ฟังความเห็นมา ทั้งหมดผมว่าคุณธรรมรักษ์พูดอยู่คําหนึ่งจับใจมาก ว่าขณะนี้เรากําลังเดินบนเส้นทางใหม่ ของประเทศ ประเทศไทยไม่เคยจะต้องพบกับสังคมผู้สูงวัยอย่างนี้ เรากําลังพบสงครามใหม่ ความรู้ใหม่ แล้วก็กระทบคนไม่ใช่กระทบวัตถุด้วย ฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก หลายต่อหลายท่านได้กรุณาให้ความเห็นผมว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะครับ ไม่ว่าจะเป็น คุณวินัยที่พูดถึงเรื่องการต้องสร้างประชากรให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องการขยายเวลาเกษียณ การสร้างคลังปัญญา แล้วก็ประสบการณ์ของผู้สูงอายุ ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าเป็นของดีมาก คุณทิวาพูดอยู่ตอนหนึ่ง แล้วก็มีสมาชิกที่รู้เรื่องการบริหารส่วนท้องถิ่นดีมาก ๆ ในห้องนี้เยอะ เน้นให้ฟังว่าขณะนี้ท้องถิ่นควรจะต้องดูแลผู้สูงอายุ และในถัดไปจะมีสังคมสูงวัยท้องถิ่น จะต้องมีบทบาทสําคัญ แต่ติดที่ สตง. ติดที่กระทรวงมหาดไทยที่อ้างว่าระเบียบบอกว่า ให้ทําอะไรได้ แต่ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ท่านอาจารย์สมชัยพูดกับผมตรงนี้บอกว่าระเบียบพวกนี้ ต้องกลับวิธีคิดใหม่ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของพื้นที่เป็นแอเรีย เบส (Area based) เพราะฉะนั้นระเบียบควรจะบอกว่าท้องถิ่นทําอะไรไม่ได้ ที่เหลือท้องถิ่นทําได้หมด เช่น ท้องถิ่นไม่สามารถจะจัดตั้งกองกําลังหรือทหาร ทําไม่ได้ ท้องถิ่นไม่สามารถจะจัดตั้งศาล ทําไม่ได้ ท้องถิ่นไม่สามารถที่จะทําเรื่องการต่างประเทศ ทําไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้น กําหนดไว้ ให้ชัดว่าอะไรทําไม่ได้ และที่เหลือท้องถิ่นต้องคิดเองและทําเอง ผมเชื่อว่านี่ก็จะเป็นแนวที่ พวกเราจะต้องช่วยกันเพื่อที่จะปฏิรูปบ้านเมือง แล้วอย่างที่คุณธรรมรักษ์พูดล่ะครับ เรากําลังเจอสงครามใหม่นะครับ อย่างที่ผมเรียนว่าอีก ๗ ปีผู้สูงอายุจะถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ของประชากร ซึ่งหมายความว่าจะมีประมาณ ๑๕ ล้านคน ถ้าเราไม่รีบปฏิรูประบบที่รองรับ ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งสังคม ทั้งสภาพแวดล้อม ทั้งสุขภาพ และไม่ให้ท้องถิ่นร่วมมือกัน ในการช่วยกันกระจายการดูแลผู้สูงอายุ ผมว่าประเทศไทยคงจะไปไหนไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผมต้องกราบขอบพระคุณอย่างสูงครับ ทั้งคณะกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิที่มาช่วยกัน แล้วก็ทั้งท่านสมาชิกที่ให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์เราก็จะปรับรายงานอีกครั้งหนึ่ง แล้วผมเชื่อว่าพวกท่านทั้งหลายเห็นประโยชน์อย่างยิ่งในเรื่องของการปฏิรูประบบเพื่อรองรับ สังคมสูงวัย ขอบพระคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาแนวทางการดําเนินการ ของคณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยแล้วนะคะ ในเรื่อง ข้อเสนอการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ทั้งยังได้รับทราบความเห็นพร้อม ข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอย่างครบถ้วนแล้วนะคะ ต่อไปดิฉัน จะขอมติจากที่ประชุมว่าท่านจะเห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการหรือไม่นะคะ ซึ่งก่อนจะลงมติดิฉันคงต้องขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ไม่ทราบว่าจะมีท่านสมาชิกอยู่ข้างนอก ขอเชิญกลับเข้ามาในห้องค่ะ คงอยู่กัน พร้อมหน้าพร้อมตาแล้วนะคะ ดิฉันขอให้ที่ประชุมได้กรุณาเสียบบัตรแล้วก็กดที่ช่องแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ท่านแสดงตนครบแล้วนะคะ ปิดนะคะ ส่งผลเลยค่ะ

นายอุดม ทุมโฆสิต

ท่านประธานครับ อุดม ทุมโฆสิต ๒๔๕ อุปกรณ์ ไม่ทํางานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่านเลขที่อะไรคะ

นายอุดม ทุมโฆสิต

๒๔๕ ครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

เจ้าหน้าที่บันทึกด้วยค่ะ ส่งผลเลยค่ะ ท่านสมาชิกเข้าประชุม ๒๐๕ ท่านนะคะ เป็นองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมนี้ว่าท่านจะเห็นด้วยกับรายงาน การดําเนินงานของคณะกรรมการหรือไม่ หากว่าท่านเห็นด้วยท่านกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย หากท่านไม่เห็นด้วยท่านกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย และหากท่านไม่ประสงค์จะแสดงความเห็น ก็โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ค่ะ ขอเชิญท่านสมาชิกลงมติได้ค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ท่านลงมติครบแล้วนะคะ ปิดลงมตินะคะ ขอเชิญส่งผลค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุม ๒๐๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๐๘ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ไม่มี นะคะ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบนะคะ ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับรายงาน การพิจารณาของคณะกรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ในหัวข้อเรื่อง ข้อเสนอการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย ตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป สังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เสนอนะคะ ซึ่งท่าน จะได้ส่งรายงานพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อดําเนินการต่อไป และคณะกรรมการชุดนี้จะร่างพระราชบัญญัติมาอีกครั้งหนึ่งนะคะ ก็ขอขอบคุณกรรมการทุกท่านค่ะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วนะคะ ดิฉันขออนุญาตปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๑๕ นาฬิกา