เอกชัย หารือเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างมาตรฐานโรงเรียนอภิบาลและกระจายการดูแลผู้สูงอายุลงไปสู่ท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความเจ็บช้ำใจให้กับคนสูงอายุ และแนะนำการใช้เทคโนโลยีออนไลน์ในการดูแลและรักษาความปลอดภัยของประชาชน
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม พลเอก เอกชัย ศรีวิลาศ ผมมีเรื่องที่จะเสนอสัก ๓ เรื่องนะครับ
เรื่องแรกคงต้องยอมรับว่าผมนั้นเป็นมนุษย์ลุงจริง ๆ ครับ ได้รับใช้สิทธินี้ เพราะเขาก็เรียกผมลุงเอกทั้งนั้น ผมได้ดูแลแล้วเมื่อกี้มีบางท่านได้มาพูดกับผมว่าฟังนําเสนอ แล้วรู้สึกห่อเหี่ยวเพราะว่าตัวเองเป็นผู้สูงอายุแล้วเขาสู่วัยที่บอกว่าจะเกิดปัญหาโน้น ปัญหานี้ นะครับ แต่ว่าเป็นสิ่งที่ดี ใน สปช. เองผมก็คิดว่าเข้ากับบรรยากาศ เพราะ สปช. เองก็มีผู้สูงวัย ไม่ต่ํากว่า ๑๖๓ คน ในสภาปฏิรูปแห่งนี้ แล้วผมขอชื่นชมเอกสารที่แจกมาให้รวมทั้งเอกสาร ฉบับนี้ ผมดูแล้วน่าพิมพ์แจกจ่ายเยอะ ๆ โดยเฉพาะเวลามีงานศพอะไรน่าจะไปไว้ที่นั่นก็เกิด ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลด้วยนะครับ
เรื่องเศรษฐกิจผมมีเรื่องเสนอแนะเรื่องเดียวก็คือว่าคงจะมีหลายท่านที่ไม่ไปรับเงิน ที่เขาให้สําหรับผู้ที่สูงวัยไม่ว่าจะเป็น ๖๐๐ บาท ๗๐๐ บาท หรือ ๑,๐๐๐ บาท ผมคิดว่าคง จะมีเยอะ ถ้าเผื่อมีเยอะแล้วรายได้ตรงนี้ไม่ได้ออกไปผมว่าน่าจะเข้าไปสู่กองทุนผู้สูงอายุจะได้ หรือไม่ ถ้าเผื่อตรงนี้ได้ก็จะเป็นการดี แล้วก็นําไปใช้เกี่ยวกับกิจการที่ท่านได้วางแผนเอาไว้ ทั้งหมด
เรื่องที่ ๒ เรื่องต่างประเทศ ก็มีท่านอ้างอิงบ้างนิดหน่อย แต่ผมอยากจะฝาก อย่างนี้ ในฐานะที่เคยไปดูเขาในเรื่องเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้สูงวัยนะครับ ที่เขาเป็นสถานดูแล ผู้สูงวัย ผมฝากอย่างนี้ว่าในระบบของเขากับเราแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงในบริบทของภูมิสังคมนะครับ แตกต่างกันทางวัฒนธรรมด้วย ผมไปกับครอบครัวหนึ่งเขามีคุณแม่เขาซึ่งแก่มากแล้ว ซึ่งลูกก็ไม่สามารถที่จะดูแลแม่ได้ เขาต้องให้แม่ไปไว้ที่สถานเลี้ยงคนชรา ถึงแม้ว่าตัวเอง จะมีความร่ํารวยขนาดไหนก็ต้องไปอยู่อย่างนั้น บ้านเราคงทําไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้น จะเอารูปแบบนี้ไม่ได้
อีกอันหนึ่งก็คือในเรื่องต่างประเทศเขามีการศึกษาในเรื่องนี้เลยโดยตรงถึง ระดับปริญญาเลยนะครับ ของเราก็อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นก็ได้ คงจะต้องมีการศึกษา แล้วก็เพื่อที่ผู้ที่จะทํากิจการ ผู้ที่จะทําการดูแลผู้สูงวัยต่อไปนี้น่าจะมีการศึกษาที่เป็นทาง วิชาการให้มากขึ้น เขาจะมีการศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี อนุปริญญา แล้วก็ประกาศนียบัตรต่าง ๆ ของเราจะมีโรงเรียนอภิบาลซึ่งผมก็ได้เห็นมานานแล้ว นานมากกว่า ๑๐ ปี เพียงแต่ไม่แน่ใจ ว่าได้มีการทําเรื่องมาตรฐานโรงเรียนอภิบาลหรือเปล่า แล้วโดยเฉพาะโรงเรียนอภิบาล ของเราไปเก็บเอาเด็ก ๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดซึ่งจะมีข้อเสียนิดหนึ่งก็คือเด็ก ๆ พวกนี้มักจะอยู่กับ ปู่ย่าตายาย แล้วก็เป็นคนที่อาจจะฟังเสียงบ่นไม่ค่อยได้นะครับ แล้วสุดท้ายเขาต้องมาอยู่ โรงเรียนอภิบาลเพื่อดูแลคนแก่เขาจะดูแลอย่างไร ตรงนี้ผมก็คิดว่าน่าจะมีการศึกษา ลองสร้างมาตรฐานของโรงเรียนอภิบาลให้มีมาตรฐานยิ่งขึ้นนะครับ ในสังคมไทยเป็นสังคม อุปถัมภ์ครับ ผมคิดว่าส่วนดีของสังคมอุปถัมภ์เรามีการดูแลกันเองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมอยากให้การทําเรื่องผู้สูงอายุกระจายลงไปสู่ท้องถิ่นให้เยอะ ๆ อย่าพยายามอยู่ในเมืองใหญ่ อยู่ท้องถิ่นน่าจะดีกว่า สาเหตุที่บอกว่าอย่าพยายามอยู่เมืองใหญ่แล้วก็มาใช้สถานที่รวม ผมเคยไปดูครั้งหนึ่งการเลี้ยงเด็กกําพร้าเขามีการโปรโมทประชาสัมพันธ์ในสถานเลี้ยงเด็กกําพร้า ก็คือว่าเด็กกําพร้าคนไหนที่มีฝรั่งรับไปเป็นลูกแล้วเขาจะมาว่าคนนี้มีฝรั่งรับไปโน้นประเทศนี้ ผมว่ายิ่งสร้างความเจ็บช้ําน้ําใจให้กับเด็กคนอื่นที่ไม่มีคนเอาไปเลี้ยงดู เช่นเดียวกับคนชรา เหมือนกันถ้าเผื่อท่านไปอยู่ร่วมกันเสร็จ พอเขาอยู่ร่วมกันเสร็จมีลูกเต้า ลูกหลานมาเยี่ยมเยียน เขาก็ดีใจนะครับ แต่คนที่ไม่มีมาเลยมันยิ่งเจ็บช้ําน้ําใจมากขึ้นอีก เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องดูแล สร้างสมดุลตรงนี้ให้ดีนะครับ แล้วก็ผมมีโอกาสไปบรรยายเครือข่ายหญิงไทยในยุโรปมา ๒ ครั้ง ก็ขอเรียนอย่างนี้ว่าต่อไปเราไม่ใช่ผู้สูงอายุจะมีเฉพาะคนไทยนะครับ เพราะว่าที่ผมไป ยุโรปมาเมื่อ ๓ ปี ที่ไปบรรยายเขามีคนไทยที่เป็นผู้หญิงไทยไปแต่งงานแล้วในยุโรป ๔๐๐,๐๐๐ กว่าคน ซึ่งวันนี้น่าจะถึง ๕๐๐,๐๐๐ คนแล้ว ไม่ใช่น้อยเลยนะครับ แล้วเขาเริ่ม ทยอยกลับมาที่ประเทศไทยมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย ๆ ใครที่ไปกับคณะกรรมาธิการ ศิลปวัฒนธรรมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคงจะเห็นว่ามีฝรั่งมังค่าเดินเต็มไปหมดทั้งอุดรธานี หนองคาย เพราะฉะนั้นก็มีเขากลับมาอยู่ในประเทศไทยนี้เยอะมากขึ้น ตรงนี้เราจะดูแล อย่างไรบ้าง แต่ว่าเขามีเงินประกันสังคมสูงนะครับ คงไม่มีปัญหาตรงนี้
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเกี่ยวกับผมคิดว่าคงจะต้องให้ท้องถิ่นช่วยดูแลตรงนี้ เป็นสิ่งที่ดี เพราะท้องถิ่นดูแลเรื่องเด็กเล็กอยู่แล้ว ให้ดูแลเรื่องคนชราด้วย แต่ข้อเสียก็คือว่า ต้องทําแผนแล้วก็เขียนออกมาเป็นรูปของกฎหมายให้ชัดเจน เพราะว่าวันนี้ท้องถิ่นที่มีปัญหา ก็เพราะว่าทํางานต่าง ๆ ดีมากเลย แต่ว่าไม่มีกฎหมายรองรับ เมื่อมีการตรวจจาก สตง. ก็มีปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้อย่าให้เกิดขึ้นนะครับ
แล้วก็ผมคิดว่าอีกเรื่องหนึ่งเรื่องสุดท้ายก็คือว่าเรื่องเกี่ยวกับออนไลน์ (Online) ผมเห็นด้วยมีท่านเสนอเรื่องออนไลน์ เรื่องใช้ไอทีเข้ามาช่วยเหลือ ไอทีนี้น่าจะ ช่วยเหลือในลักษณะเดี๋ยวนี้ก็สามารถที่จะเปิดในโทรศัพท์แล้วมองเห็นว่าผู้สูงอายุต่าง ๆ อยู่อย่างไรทั้งสามารถดูผ่านโทรศัพท์ก็ได้ ของผมก็ใช้กับที่บ้านก็สามารถดูได้ที่บ้านทําอะไร อยู่ต่าง ๆ พวกนี้ เพราะฉะนั้นระบบออนไลน์นอกจากใช้ในการที่เป็นออบเซิร์ฟ (Observe) แล้ว สามารถใช้เป็นฐานข้อมูลที่เราเก็บข้อมูลทั้งหมด การดูแลผู้สูงอายุจะต้องทําอย่างไร หนังสือ เล่มนี้ทั้งเล่มอยู่ในเว็บไซต์ (Website) เข้าไปดูได้ ออนไลน์ แล้วก็ข้อมูลของเราทั้งหมดเข้าไปอยู่ในออนไลน์ทั้งหมดนี่สามารถ ที่จะช่วยขยายทําให้ประชาชนที่จะต้องดูแลผู้สูงอายุได้เข้าใจยิ่งขึ้นนะครับ
ประการสุดท้ายที่ท่านเสนอไว้ว่ามีโรคความดันสูง ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เบาหวาน ๑๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็เข่าเสื่อม ๙ เปอร์เซ็นต์ ผมคิดว่าตรงนี้ต้องกระจายความรู้เป็นพื้นฐาน แล้วสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับในการป้องกันเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ตั้งแต่คนที่ยังอยู่วัยกลางคน เพื่อให้เขาได้ดูแลตัวเองไม่ให้ไปสู่โรคความดัน ไม่ให้ไปสู่โรคเบาหวานและโรคเข่าเสื่อมต่อไปครับ ขอบคุณครับ