สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๓ · ๗ เมษายน ๒๕๕๘

สมชัย ฤชุพันธุ์ เสนอแนวคิดในการปฏิรูประบบดูแลผู้สูงอายุ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของครอบครัวและสถาบันครอบครัวในการดูแลผู้สูงอายุ และเสนอแนวทางในการสร้างสังคมที่รวมถึง (Inclusive) เพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้รับการคํานึงถึงและได้รับสิทธิในการดูแล นอกจากนี้ยังเสนอระบบการออม 3 ระบบ เพื่อหลักประกันการมีสิทธิประโยชน์ในวัยชรา และระบบประกันสังคมที่ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกหลุมสังคม

นายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมการ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพรักครับ ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สปช. เลขที่ ๒๐๔ ในฐานะกรรมการปฏิรูป ระบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยนะครับ ขออนุญาตนําเสนอแนวคิด ในการที่จะปฏิรูปเรื่องสังคมผู้สูงอายุนี้ในด้านทางเศรษฐกิจนะครับ สังคมผู้สูงอายุ ความจริง คนที่สูงอายุมีในทุกสังคมและมีมาตลอด ในประเทศไทยก็มีนะครับ แต่ละประเทศก็มีวิธีการ ที่จะจัดการปัญหานี้ ดูแลปัญหานี้แตกต่างกัน วิธีการของประเทศไทยเป็นวิธีการที่ดี และเราใช้มานานแล้วก็คือการใช้ครอบครัวเป็นหลัก ให้ลูกหลานเลี้ยงดูพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ก็อบอุ่นดี คนแก่ก็รู้สึกว่าได้อุ้มชูลูกหลานก็มีความสุข ลูกหลานก็อยู่ได้ใกล้ชิดปู่ย่าตายาย ก็ได้ฟังเรื่องเล่าเก่า ๆ ของปู่ย่าตายายเป็นการถ่ายทอดบทเรียนซึ่งกันและกัน เรามอบภาระ ในการเลี้ยงดูคนชราให้กับครอบครัวซึ่งเป็นวิธีการที่ดีมาก ได้พิสูจน์ในโลกแล้วว่า มันเป็นวิธีการที่ก่อเกิดความสงบสุขในสังคม แต่ว่าวิธีการสภาพการณ์อย่างนี้กําลังถูกทําลาย ไปโดยวัฒนธรรมตะวันตกที่ไหลบ่าเข้ามาในรูปของความเจริญ พอเจริญขึ้นครอบครัว ที่เคยใหญ่ก็จะมีขนาดเล็กลง แล้วก็ประกอบกับมีเหตุที่ว่าเราประสบความสําเร็จ ในการดําเนินนโยบายวางแผนครอบครัวมาระยะหนึ่งก็เลยทําให้คนเกิดน้อย ขณะเดียวกัน วิทยาศาสตร์การแพทย์ก็เจริญรุ่งเรืองมากทําให้คนแก่นี่ตายยากลง ก็เลยทําให้ปรากฏว่า โครงสร้างประชากรเปลี่ยนไป มีองค์ประกอบของคนชรามากขึ้นมันก็เลยเป็นโจทย์ใหม่ ที่เข้ามาซึ่งเราก็อยากจะใช้วิธีการเดิม เพราะผมคิดว่าวิธีการเดิมที่ให้ครอบครัวดูแลคนชรา เป็นวิธีการที่ดี แต่ก็เห็นอยู่ว่าวิธีการเดิมจะรับภาระไม่ไหว แล้วกําลังถูกทําลาย เพราะฉะนั้น เราจึงต้องคิดออกแบบวางระบบใหม่ที่จะรองรับสังคมวัยชราซึ่งกําลังเกิดขึ้นและเกิดขึ้นแล้ว ในประเทศไทยนะครับ คราวนี้ระบบที่จะออกแบบผมคิดว่ามันควรจะตอบสนอง วัตถุประสงค์อยู่ ๓-๔ ประการตามนี้นะครับ

อันที่ ๑ ผมคิดว่ามันต้องสอดคล้องกับลักษณะของวัฒนธรรมไทยซึ่งมีข้อเด่น อยู่ ๒ อย่าง

อันแรก ก็คือว่าการมีความเอื้ออาทรต่อกัน มีสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็งแล้ว ก็กําลังรับภาระดูแลคนชราอย่างดีในขณะนี้ ส่วนนี้ผมคิดว่าเราจะต้องถือเป็นด้านหลัก เป็นของดีที่เรามีแล้วยังต้องรักษาต่อไป สิ่งที่จะสร้างอะไรขึ้นมาใหม่ก็เพื่อรองรับแล้วก็ เพิ่มเติมเพื่อให้มันมีหลักประกันมากขึ้น แต่ไม่ควรจะเอาสิ่งใหม่ไปทําลายระบบเก่าที่ดีอยู่แล้ว

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าสังคมไทยเป็นสังคมที่มีเสรีภาพแล้วก็ยอมให้คนมีฐานะ แตกต่างกันค่อนข้างมาก เวลาคนชราแล้วเราจะบอกว่าพอแก่แล้วหมด ถอดยศ ถอดหัวโขน หมดแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเสมอภาคกันทุกคน ต้องมีรายได้เท่ากัน ต้องมีฐานะเดียวกัน ผมว่าคงยาก คงต้องยอมรับว่าแม้คนชราก็ยังมีฐานะความเป็นอยู่การดํารงชีวิตที่แตกต่างกัน กับคนชราคนอื่นตามสภาพของแต่ละคน ทีนี้ถ้าเกิดอย่างนี้แล้วก็ต้องมีหลักประกันว่ารัฐจะไป ให้แต่ละคนไม่เท่ากันมันคงเป็นไปไม่ได้ ต้องวางระบบที่สามารถรองรับความแตกต่าง ในฐานะทางเศรษฐกิจ ซึ่งดํารงอยู่ก่อนที่จะชราให้สามารถแคร์รี (Carry) ไปได้ในยามชรา แล้วโดยที่ไม่ไปเดือดร้อน โดยที่ไม่ไปก่อเกิดความอยุติธรรม นั่นเป็นประการแรกที่ระบบ ควรจะสร้างขึ้น

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าควรจะสร้างเป็นสังคมที่เรียกว่า อินคลูซีฟ (Inclusive) อินคลูซีฟคือการยอมรับทุกภาคส่วนของสังคมว่าเป็นสมาชิกส่วนหนึ่งของสังคม ควรได้รับ สิทธิการดูแล และควรมีหน้าที่มีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นคนแก่ หรือเด็กหรือคนพิการ ทุกคนที่เป็นสมาชิกของสังคมควรได้รับการคํานึงถึงการมีสิทธิ มีหน้าที่ เรียกว่า อินคลูด (Include) ทั้งหมด เป็น อินคลูซีฟ โซไซที (Inclusive society)

ประการต่อไป ผมเห็นว่าภาวะการเป็นสังคมวัยชรามันเป็นปรากฏการณ์ ธรรมชาติซึ่งเกิดขึ้นแล้วและหลีกเลี่ยงไม่ได้ จะกล่าวว่าเป็นวิกฤติก็ได้ เวลานี้เกิดขึ้นทั่วโลก ถ้ามาเป็นวิกฤติ ผมก็อยากจะเห็นว่าเรามีแนวคิดที่จะเปลี่ยนวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส หมายถึง ว่าทําอย่างไร ที่เราเห็นว่าภาวะความเป็นสังคมคนชราต้องมาถึงเราแน่นอนแล้วก็หลีกเลี่ยง ไม่ได้ มันก็อาจจะเป็นไปได้ว่าโอเค (OK) เมื่อเรามีคนชราเยอะก็เป็นภาระ เห็นคนชรา เป็นภาระ เห็นสังคมวัยชราเป็นภาระ เราก็ต้องรับภาระนี้ แล้วต้องเดินช้าลง ต้องเติบโต น้อยลง ต้องมีความสุขน้อยลง แต่ความจริงมองได้อีกอย่างหนึ่งว่าในเมื่อมันเป็นสิ่งซึ่งปรากฏขึ้นแล้ว แล้วมันมีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อเสียก็มีเยอะ ข้อดีก็มีอยู่ ถ้าเราสามารถขยายบทบาท ของส่วนที่ดีของมันแล้วก็ใช้ประโยชน์แต่ส่วนที่ดีของมันมาเป็นโอกาสแล้วก็ลดความเสียหาย อันเกิดจากส่วนที่เสียของมัน เราก็จะมีทรี ทรัสต์ (Tree Trust) ที่ถูกต้องและสามารถ ใช้ประโยชน์จากวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสได้นะครับ

ทีนี้เราก็ต้องการจะเห็นว่าคนชราของเราทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ อย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะที่เป็นมนุษย์ ก็คือมีมาตรฐานการดํารงชีพขั้นต่ําขั้นหนึ่งที่ทุกคน ควรจะได้รับ ระบบที่เราจะวางจะต้องให้หลักประกันว่าทุกคนจะสามารถมีอาหารพอกิน มีที่อยู่อาศัยอย่างเหมาะสม มีเครื่องนุ่งห่ม มีการเข้าถึงยารักษาโรค เพราะสิ่งจําเป็นพื้นฐาน ต้องทําให้เขาสามารถเข้าถึงได้ มีได้ แล้วด้วยการให้เขามีรายได้ แล้วด้วยการจัดสวัสดิการ อย่างไรก็ตาม ระบบควรจะวางไว้เพื่อให้คนชราสามารถดํารงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีในวัยชรา ทุกคน

นอกจากนั้นเพื่อจะให้เกิดระบบนี้เราก็คิดว่าควรจะได้มีการจัดระบบที่เรียกว่า เป็นระบบเครือข่ายแห่งความปลอดภัยทางสังคม ภาษาอังกฤษเรียกว่า โซเชียล เซฟตี เน็ท (Social Safety Net) ซึ่งเป็นระบบที่ยั่งยืน ที่ไม่ล้มตัวเองและไม่ไปทําให้คนอื่นล้ม โดยเฉพาะทางด้านการคลัง อันนี้ก็จะมีรายละเอียดอยู่ว่า

ประการแรก คือระบบที่สร้างขึ้นจะต้องไม่ยกภาระส่วนใหญ่ของระบบ ไปให้กับงบประมาณแผ่นดิน ถ้าใช้งบประมาณแผ่นดินมารองรับเราคงจะต้องเก็บภาษี เพิ่มขึ้นอีกเยอะ แล้วก็คนที่จะเสียภาษีก็จะไม่มี จะน้อยลง เพราะคนที่เข้าในวัยทํางาน จะน้อยลง เพราะฉะนั้นจะต้องเป็นระบบที่ไม่เป็นภาระต่อการคลัง ไม่ทําให้การคลัง ล้มละลาย ต้องเป็นระบบที่การคลังสามารถยั่งยืนได้

ประการที่ ๒ ก็คือว่าจะต้องทําให้คนที่ต้อง มันจะเป็นระบบการออม เพื่อการชราภาพ เพราะฉะนั้นคนทั้งหลายก็จะต้องมีการออม ก็ต้องให้คนที่ออมเขาอยู่ ในฐานะที่แบกรับภาระการออมได้ ไม่ใช่ไปเรียกร้องให้เขาส่งเงินจนกระทั่งเขาไม่มีจะกิน แล้วรอไว้สําหรับวัยชราจะได้มีฐานะดี แต่ตอนนี้ก็อดอยากไปก่อนอะไรอย่างนี้ มันก็จะไม่ยุติธรรม ระบบต้องคํานึงถึงตรงนี้ด้วย

ประการที่ ๓ ก็คือว่าต้องเป็นระบบที่รองรับให้มีรายได้ในวัยชราที่เพียงพอ สําหรับการดํารงชีวิตตามสถานภาพ แปลว่าแต่ละคนมีสถานภาพไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น แต่ละคนก็อาจจะมีรายได้ไม่เท่ากันเมื่อตอนวัยชรา แต่รายได้ที่ตนเองได้ไม่เท่ากันนั้น มันจะมาจากไหน ถ้ามาจากภาษีที่เก็บมาจากทุกคนมันก็ไม่ยุติธรรม แต่ถ้ามาจากการออม ของตัวเองที่เป็นระบบแล้วตัวเองได้สะสมไว้ ก็ย่อมจะเป็นได้ เพราะฉะนั้นระบบที่ออกก็ต้อง คํานึงถึงตรงนี้ด้วย ขณะเดียวกันระบบที่ออกแบบก็ควรจะต้องครอบคลุมกว้างขวาง แล้วครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือเป็นคนเชื้อสายใด คนต่างจังหวัดหรือคนในกรุง คนบ้านนอกหรือว่าคนในป่าเขาอะไรอย่างนี้ อันนี้เสนอเป็น ระบบที่เรียกว่า ระบบ ๓ เสาหลัก จะมีเสาอยู่ ๓ เสา

เสาหลักอันแรกคือเสาที่เป็นพื้นฐานที่จะให้หลักประกันต่อคนไทยทุกคน ที่แก่แล้วและกําลังจะแก่ต่อไป มีหลักประกันในการดํารงชีวิต เข้าถึงปัจจัยในการดํารงชีวิต ขั้นพื้นฐานได้

ระบบที่ ๒ จะเป็นระบบที่บังคับให้คนที่มีฐานะระดับหนึ่งที่สามารถ ทําการออมได้ แล้วก็ให้เขาทําการออมแบบบังคับเพราะเขามีฐานะที่จะออมได้ ตั้งเป็นกองทุนการออมภาคบังคับขึ้น เป็นเสาที่ ๒ อันนี้จะเป็นรายได้เพิ่มเติมของคน ที่มีปัญญาจะออม เป็นเงินของเขาเอง แต่ว่าเขาเลื่อนเวลาการใช้ไปเก็บไว้ในกองทุน เพื่อให้เกิดการออมเพื่อให้มาใช้ในวัยชรา นั่นเสาที่ ๒

ส่วนเสาที่ ๓ จะเป็นการออมแบบผูกพันที่สมัครใจ คือไม่บังคับ แต่เป็น คอนแทร็คชวล (Contractual) ผูกพัน มีระบบที่ต้องนําส่งเงินเข้ากองทุนเป็นประจํา สําหรับคนที่ต้องการจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก ๒ ระบบแรก เพราะฉะนั้นมันก็จะเป็น ๓ ระบบ ๓ ชั้นอย่างนี้ ชั้นที่ ๑ อันแรกเลยเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานซึ่งต้องบังคับสําหรับทุกคน แล้วก็เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิอันนี้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะไม่มีคนแก่ที่เป็นชาวไทย ที่อดอยากหิวโหย เจ็บป่วยไม่สามารถไปหาหมอได้อะไรอย่างนี้ ผมจะอธิบายว่าแต่ละเสา จะมีลักษณะอย่างไร

เสาแรก จะเป็นระบบบังคับ ครอบคลุมคนไทยทุกคนโดยใช้เลขประจําตัวประชาชน ๑๓ หลัก อันนี้ก็จะครบถ้วนทุกคน

ประการที่ ๒ คือเป็นระบบที่มีการแยกเงินออมไว้เป็นกองทุนต่างหาก เรียกว่า (ฟันเดด) Funded คําว่าฟันเดดหรืออันฟันเดด (Unfunded) เป็นตัวสําคัญ ที่พึงทําความเข้าใจ คือภาระในการต้องใช้จ่ายในวัยชราหรือภาระการจ่ายบํานาญ มันเป็นภาระซึ่งเกิดขึ้นเมื่อตอนที่คนงานเริ่มเข้าทํางานในวันแรก ก็รู้แล้วในที่สุดอีก ๓๕ ปี คนนี้จะต้องเกษียณแล้วต้องมีภาระ ระบบบํานาญของไทยยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นชัดง่าย ๆ คือระบบบํานาญของข้าราชการเป็นระบบที่เรียกว่า อันฟันเดด คือไม่ได้แยกเงินไว้ต่างหาก ก็คือว่าเงินที่จ่ายบํานาญให้ผม วันนี้ผมเป็นข้าราชการบํานาญ วันนี้รับบํานาญอยู่ เงินที่จ่าย ให้ผมเป็นบํานาญในวันนี้ผมได้รับทุกเดือนมันเป็นเงินภาษีอากรที่เก็บมาในวันนี้ เก็บมาในปีนี้ เก็บจากคนที่ทํางานอยู่ ณ วันนี้ ถามว่าคนที่ทํางานอยู่ ณ วันนี้ได้รับบริการ ทางการสาธารณะที่ผมทําเมื่อ ๓๕ ปีที่แล้วหรือไม่ ตอบว่าไม่ได้รับ และคนที่ได้รับไปไหน ทําไมไม่มาจ่ายบํานาญให้ผม คนที่ได้รับอาจจะตายไปหมดแล้วหรือยังอยู่ หรือเกษียณไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นระบบนี้จึงเป็นระบบที่ก่อให้เกิด เขาเรียกว่าอินเทอร์ เจเนอเรชัน ซับซิดี (Inter generation subsidy) เป็นการอุดหนุนข้ามรุ่น ก็คือคนที่ทํางานในปัจจุบัน ต้องจ่ายภาษีเพื่อมาเลี้ยงดูข้าราชการบํานาญอย่างผม ซึ่งได้ทํางานให้บริการไปแล้ว เมื่อ ๓๕ ปีที่แล้วนะครับ แต่ถ้าระบบที่ถูกต้องก็คือว่าเมื่อ ๓๕ ปีที่แล้วที่ผมทํางานให้บริการ มันต้องกันไว้ว่าในที่สุดแล้วผมจะชราภาพและรับบํานาญ ต้องเป็นภาระเท่าไรก็แยกไว้เลย แยกไว้เป็นกองทุนต่างหาก ความจริงประเทศไทยเคยพยายามทํา เขาเรียกเงินออม หรือเงินอะไรสักอย่าง สมัยผมรับราชการยังมีอยู่ ปรากฏว่าไม่ได้แยกเป็นกองทุนจริง คือเป็นตัวเลขเฉย ๆ แล้วรัฐบาลก็เอาเงินไปใช้หมดแล้วตอนหลังเขาก็เลยยกเลิกไป อันนี้ก่อเกิดผล ๒ อย่าง ๑. ก็คืออินเตอร์ เจเนอเรชัน ซับซิดี การอุดหนุนข้ามรุ่นคน อันหนึ่ง

อันที่สอง จะเป็นการปกปิดภาระที่แท้จริงไม่ได้เปิดเผย จะยกตัวอย่างบริษัท จะเห็นชัด อันนี้คืออันฟันเดด ไลอะบิลิตี (Unfunded liability) หรือ ออบลิเกชัน (Obligation) คือข้อผูกพันซึ่งพึงต้องชําระในอนาคตเป็นข้อผูกพันซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เป็นหนี้ ที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ว่าเราไม่ได้เตรียมเงินไว้ ไมได้แยกเงินไว้นะครับ เพราะฉะนั้นระบบ ที่เราวางใหม่ทั้ง ๓ พิลลาร์ (Pillar) จะเป็นระบบที่ฟันเดด ทั้งหมด ต้องมีการแยกเงินไว้ ต่างหากนะครับ

ประการต่อไปก็คือว่า พิลลาร์ วัน (Pillar one) จะเป็นระบบที่เป็นแบบ กําหนดสิทธิประโยชน์ คือเอาเงินส่งเข้าไปในกองทุนแล้วเขาก็รวมไว้ในกองทุนนั่นล่ะ ไม่รู้ว่า เงินใครส่งเท่าไร เพราะส่งตามเงินเดือนเป็นเปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน คนที่มีเงินเดือนสูง ก็จะส่งมาก คนที่เงินเดือนต่ําก็จะส่งน้อย แต่ว่าเวลาได้รับประโยชน์มันได้รับตามเงื่อนไขว่า ถ้าเข้าโรงพยาบาลได้เท่าไร ถ้าป่วยแล้วจ่ายให้ ถ้าแก่ให้เดือนละเท่าไร ไม่คํานึงถึงว่าเขาส่งไป เท่าไร เขาไม่ได้แยกบัญชีว่าใครส่งเท่าไร ระบบนี้ก็มีการเกื้อกูลกันระหว่างคนที่มีฐานะ แตกต่างกัน แต่ระบบนี้มันก็จะก่อเกิดปัญหาได้ในอนาคตถ้าวางแบบไม่ดีนะครับ เพราะว่าคนที่เข้าเป็นสมาชิกเขาจะรู้ว่าเขาจะได้รับสิทธิอะไรบ้าง สิทธินี้กําหนดแน่นอน แล้วพอถึงเวลาเขาก็เรียกร้องรับตามนั้น แต่ว่าถ้าเงินไม่มีก็จะเป็นภาระก็จะล้มได้นะครับ แล้วก็เป็นระบบที่มีผู้ส่งเงินเข้ากองทุน ๒ ฝ่ายหรือฝ่ายเดียว ของประเทศไทยใช้เป็น ระบบ ๓ ฝ่าย ซึ่งไปเอามาจากประเทศสแกนดิเนเวีย อันนี้คือยกตัวอย่างของ กองทุนประกันสังคมของไทย คือมีฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง และมีฝ่ายรัฐบาลด้วยนะครับ แต่ทั่ว ๆ ไปในนานาชาติจะใช้เป็น ๒ ฝ่าย คือนายจ้างและลูกจ้าง แต่ถ้าไม่มีนายจ้างก็จะเป็น ฝ่ายเดียว ผู้ประกอบการอิสระซึ่งเป็นนายจ้างของตัวเองนะครับ ที่ต้องเป็นฝ่ายเดียวพอดี ของเราไปออกแบบ กอช. ไปคิดถึงว่าคนยากคนจนไม่มีปัญญาจะส่งรัฐบาลต้องช่วยอะไรต่าง ๆ แต่ความจริงคอนเซปต์ (Concept) คือคนที่ไม่มีนายจ้าง คนที่ไม่มีนายจ้างก็รวมถึงคนจน ที่ค้าขายหรือทํานาอะไรด้วย แต่ว่ามันก็รวมถึงนายแพทย์ ซึ่งเปิดคลินิกเอง หรือว่านักบัญชี ที่เปิดรับการตรวจสอบบัญชีเอง หรือว่าทนายความที่ได้รับว่าความเป็นห้างร้านของตัวเอง พวกนี้เขาไม่มีนายจ้างทั้งนั้นแต่เขาไม่ใช่คนจนนะครับ เขาไม่ใช่คนมีรายได้น้อย เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วเขาได้ไปทั้งส่วนที่เป็นกําไรและส่วนที่เป็นค่าแรง เพราะเขาเป็นเจ้าของกิจการเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ถูกแล้วควรจะเป็นฝ่ายเดียวรัฐบาลยังไม่ต้องยุ่ง แต่ไม่ใช่รัฐบาล ไม่รับผิดชอบนะ รัฐบาลยังมีภาระต้องรับผิดชอบในที่สุดซึ่งเดี๋ยวผมจะกล่าวถึง แต่ว่าตัวนี้ ก็จะเป็น ๒ ฝ่าย

ข้อต่อไป อันนี้จะเป็นแหล่งสนองรายได้ที่เพียงพอสําหรับการมีสิ่งจําเป็น ในการดํารงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีแต่ว่าไม่ฟุ่มเฟือย ก็ควรจะมีกองทุนเดียวหรือ ๒ กองทุน กองทุนที่อาจจะปรับปรุงเพื่อเอาเข้าระบบพิลลาร์ ๑ ได้ก็คือกองทุนประกันสังคม กองทุน กอช. รวมทั้งเบี้ยคนชราด้วย และกองทุนขั้นพื้นฐานควรจะได้รับสิทธิประโยชน์ ทางภาษี ขณะนี้ก็ให้อยู่แล้ว

ส่วนพิลลาร์ที่ ๒ เสาที่ ๒ นี้ ขณะนี้เราไม่มี ควรจะไปทํากฎหมายขึ้น เป็นการออมแบบบังคับ แต่บังคับสําหรับคนที่มีรายได้ ผมใช้ว่าเอกซ์ (X) บาทขึ้นไป จะเป็น เอกซ์ ๑๐๐,๐๐๐ บาท หรือเอกซ์ เป็น ๒๐๐,๐๐๐ บาท อะไรก็ได้นะ คือเขามีรายได้ เพียงพอที่จะออมเพิ่ม แล้วก็มีรายได้มากขึ้นเมื่อวัยชรา แต่ก็เป็นเงินของเขานะครับ ก็จะเป็น ระบบฟันเด็ดและระบบที่มีการกําหนดจํานวนเงินออมที่ส่งเข้ากองทุน รู้ว่าใครส่งเท่าไร ใครส่งมากได้มาก ใครส่งน้อยได้น้อย ซึ่งต่างจากกองทุนแรก กองทุนระบบที่ ๒ นี้ มันจะสามารถรองรับสภาวะความเป็นจริงที่คนไทยก่อนเกษียนมีฐานะไม่เท่ากัน หลังเกษียน ก็คงมีฐานะไม่เท่ากันได้โดยใช้เงินของตนเอง ก็จะเป็นแบบ ไบพาร์ไทต์ (Bipartite) กับซิงเกิลพาร์ตี้ (Single party) ๒ ฝ่ายนะครับหรือว่าฝ่ายเดียว เป็นรายได้เพิ่มเติมในวัยชรา ควรจะมีสักกองทุนเดียวหรือ ๒-๓ กองทุน ไม่ควรมีมาก ขณะนี้ยังไม่มีกองทุนประเภทนี้ เพราะว่าเรายังไม่มีกฎหมายบังคับให้ออม แต่ว่าสามารถจะปรับปรุงให้ กบข. ผมว่าเป็นได้ กองทุนสํารองเลี้ยงชีพก็เป็นได้ จะเป็นพื้นฐาน รวมเข้ามาก็จะมีหลักประกันมากขึ้น แล้วก็จะมีสิทธิประโยชน์ทางภาษี

ส่วนเสาที่ ๓ เป็นการออมโดยสมัครใจซึ่งทําได้หลากหลาย มีได้หลายกองทุน แล้วก็เป็นแบบ ดีไฟน์ คอนทริบิวชัน (Defined Contribution) คือใครส่งมากก็ได้มาก ส่งน้อย ก็ได้น้อย ขณะนี้ก็มีพวก อาร์เอ็มเอฟ (RMF) แอลทีเอฟ (LTF) ซึ่งใช้ประโยชน์อยู่ ถามว่า บทบาทรัฐบาลเป็นอย่างไร อันนี้ผมอยากจะให้เข้าใจความแตกต่างระหว่างการประกันสังคม กับการสังคมสงเคราะห์ ที่เราจะทํานี้คือระบบประกันสังคม คือให้ช่วยตัวเอง ให้ช่วยด้วยกัน แบบผู้ที่รับประโยชน์จะเป็นสมาชิกต้องเสียค่าประกัน ถ้าอย่างนั้นรัฐบาลก็สบาย ไม่ต้องยุ่งอะไร รัฐบาลไม่รับผิดชอบเลย ไม่ใช่ รัฐบาลนี้มีหน้าที่ออกแบบวางระบบแล้ว ดําเนินการจัดตั้งระบบต่าง ๆ เหล่านี้พร้อมทั้งกํากับดูแลให้ระบบดําเนินการไปได้นะครับ เพื่อสนองระบบบํานาญที่มีความยั่งยืนและเพื่อให้คนชราทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ อย่างมีศักดิ์ศรี นั่นประการแรก

ประการที่สอง รัฐบาลต้องให้ความช่วยเหลือคนที่ตกหลุมสังคมแม้ว่าจะมี หลักประกันถึง ๓ ชั้นแล้วก็ตาม ก็ยังมีคนที่ตกหลุมสังคมได้ ตรงนั้นต้องการ การสังคมสงเคราะห์ หรือเวลาที่กิจการพิลลาร์ วัน มันเกิดล้มขึ้นมารัฐบาลก็ต้องช่วย รัฐบาล อย่างไร ๆ ก็ต้องรับผิดชอบ หลีกหนีความรับผิดชอบไปไม่ได้ แต่รัฐบาลไม่จําเป็น ต้องรับผิดชอบโดยเอาเงินภาษีในเบื้องแรกมาจ่ายให้ทุกคนที่เป็นคนชรา ในการที่บอกนี้ ไม่ได้แปลว่าไม่เห็นใจคนแก่หรืออะไร แต่ผมคิดว่ามันเป็นระบบที่จะช่วยสร้างหลักประกัน ให้ทุกคนมีฐานะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมตามสภาพ แล้วก็มีความยั่งยืนทางการคลัง สังคมสามารถเจริญก้าวหน้าต่อไปได้ ขออนุญาตนําเสนอแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ