สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๓ · ๗ เมษายน ๒๕๕๘

วรเวศม์ สุวรรณระดา หารือเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำปัญหาที่ต้องแก้ไข เช่น ขาดการเตรียมความพร้อมทางด้านการเงินของคนวัยทำงาน และปัญหาการจัดการระบบหลักประกันด้านรายได้หลายระบบ นอกจากนี้ยังเสนอแนวทางในการบูรณาการระบบหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ และเสนอข้อเสนอ 3 ข้อเพื่อการปฏิรูประบบบำนาญให้มีความยั่งยืน รวมถึงการสร้างทุนมนุษย์เพื่อสนับสนุนการทำงานของคนสูงอายุ

รองศาสตราจารย์วรเวศม์ สุวรรณระดา กรรมการ

เรียนท่าน ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายวรเวศม์ สุวรรณระดา กรรมการปฏิรูประบบรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย จะขอนําเสนอการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจ โดยจะขอนําเสนอข้อเสนอใน ๒ ประเด็นดังต่อไปนี้ นะครับ

ประเด็นแรกที่เราจําเป็นที่จะต้องเสนอก็คือว่าเราจําเป็นที่จะต้องปฏิรูป การสร้างหลักประกันทางรายได้สําหรับผู้สูงอายุและประชากรรุ่นใหม่ ถามว่าเพื่ออะไร ก็เพื่อให้ประชาชนรู้จักการวางแผนชีวิตของตนเองและครอบครัวด้วยการออมตั้งแต่ วัยทํางาน แล้วก็ทําให้ระบบการออม ระบบบํานาญ ระบบประกันสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน มีการบูรณาการกันให้มีความเพียงพอ มั่นคง และยั่งยืน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าพึงประสงค์ ของหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ

ประเด็นที่ ๒ ที่มีความจําเป็นจะต้องปฏิรูปก็คือว่าเรามีความจําเป็นที่จะต้อง ปฏิรูปเพื่อเพิ่มศักยภาพหรือความกระปรี้กระเปร่า ความกระฉับกระเฉงให้กับระบบ เศรษฐกิจของไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและช่วยหนุนเสริมให้ประชากร วัยทํางานได้ทํางานอย่างเต็มศักยภาพไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังเกี่ยวกับครอบครัวของตน

ต่อไปนี้ผมจะขออนุญาตขยายความสักนิดหนึ่งว่าทําไมเราจะต้องให้ ความสําคัญกับ ๒ ประเด็นนี้ ก่อนอื่นนะครับผมจะขอกล่าวถึงข้อเสนอด้านการปฏิรูป เกี่ยวกับหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพสําหรับผู้สูงอายุและประชากรวัยทํางานก่อนนะครับ จริง ๆ แล้วสังคมไทยเรากําลังเผชิญประเด็นความท้าทายอยู่ ถามว่าประเด็นความท้าทาย ที่ว่านี้คืออะไร สังคมไทยเรามีปัจจัยหลายประการที่สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุในอนาคตรุ่นอย่างผมนี่ละครับกําลังที่จะขาดหลักประกัน ทางรายได้เมื่อเข้าสู่ในวัยชราภาพ

ปัจจัยที่ ๑ แต่เดิมหรือในปัจจุบันผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะพึ่งพาลูกหลาน ทางด้านรายได้ แต่ผู้สูงอายุในอนาคตพึ่งพาลูกหลานได้น้อยลงเนื่องจากเรามีลูกกันน้อยลง

ปัจจัยที่ ๒ ผู้สูงอายุจะมีอายุยืนขึ้นเรื่อย ๆ ทําให้ค่าใช้จ่ายยามชราภาพ เพิ่มสูงขึ้นจนอาจจะทําให้เงินออมที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิตไม่พอต่อการยังชีพ จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตเขา

ปัจจัยที่ ๓ คนวัยทํางานในปัจจุบันก็น่าเป็นห่วง มีผลการสํารวจ หลายการสํารวจที่บ่งบอกว่าคนวัยทํางานในปัจจุบันที่จะกลายเป็นผู้สูงอายุในอนาคต ขาดการเตรียมความพร้อมทางด้านการเงิน

ปัจจัยที่ ๔ เมื่อเราลองหันมาดูระบบหลักประกันด้านรายได้ที่เรามีอยู่ใน ปัจจุบัน ดังในสไลด์ (Slide) ที่ ๑๑ ที่อยู่ในมือของทุกท่านจะเห็นได้ว่าปัจจุบันแม้ว่าประเทศไทย เราจะมีหลักประกันทางรายได้ยามชราภาพ ไม่ว่าจะเป็นระบบบํานาญ ระบบประกันสังคม หรือระบบการออมที่มีอยู่มากมายหลายระบบก็ตาม แต่เรายังมีปัญหาครับที่จะต้องเร่งแก้ไข ในปัจจุบันอย่างที่เห็นในสไลด์ประชาชนแต่ละกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ลูกจ้างในบริษัท สถานประกอบการเอกชน หรือว่ากลุ่มประชากรกลุ่มที่เหลือซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะเรียกเขาว่า เป็นแรงงานนอกระบบ คนแต่ละกลุ่มก็สังกัดระบบบํานาญแต่ละระบบแตกต่างกันไป อย่างยกตัวอย่างเช่น ข้าราชการเขาก็จะมีบํานาญ เงินออมจากกองทุนบําเหน็จบํานาญ ข้าราชการหรือ กบข. ลูกจ้างเอกชนก็จะได้สิทธิประโยชน์ชราภาพจากกองทุนประกันสังคม บางบริษัทได้ช่วยจัดตั้งกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ เขาก็จะมีเงินก้อนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกก้อนหนึ่ง ตอนนี้กลุ่มลูกจ้างเอกชนกลุ่มนี้ที่รับสิทธิประโยชน์ชราภาพจากกองทุนประกันสังคม ก็ยังมีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุอีกด้วย อันนี้เราเรียกว่าบํานาญหลายชั้นนะครับ ส่วนแรงงานนอกระบบก็มีสิทธิได้รับเบี้ยยังชีพนะครับ แล้วก็ถ้าเขาสมัครใจสะสมเงิน ในกองทุนการออมแห่งชาตินะครับ ซึ่งคงกําลังจะมีการดําเนินการในเร็ว ๆ นี้ เขาก็จะได้รับ เงินบํานาญจาก ๒ ส่วนที่ว่า แต่เราก็ยังคงมีปัญหาครับ แม้ว่าเราจะมีระบบมากมาย ต่าง ๆ เหล่านี้ ปัญหาที่ว่านี้เป็นอย่างไร มีด้วยกัน ๓ ปัญหาที่ผมอยากจะนําเรียนท่านสมาชิก ทุกท่านในที่นี้

ปัญหาแรกระบบที่มีอยู่แม้ว่าจะมีมากมายครอบคลุมคนหลายกลุ่มก็ตาม แต่การบริหารจัดการแยกส่วนออกจากกันโดยสิ้นเชิง เราไม่มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์ ของระบบหลักประกันด้านรายได้ในยามชราภาพ ระบบที่เป็นอยู่นี้ถ้าถามกันตรง ๆ แล้ว มันสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนวัยทํางานในยามชราภาพได้ดีพอแล้วหรือยัง เรามีระบบ ต่าง ๆ มากมายนะครับ แต่ระบบเหล่านี้ขาดความเชื่อมโยงระหว่างกันและกัน สมมุติว่า คนวัยทํางานคนหนึ่งย้ายเปลี่ยนที่ทํางาน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หากระบบเหล่านี้ไม่เชื่อมโยงกัน จะส่งผลให้คนเหล่านี้ที่ย้ายงานไปมาเสียประโยชน์ ท้ายที่สุดแม้ว่าเราจะมีระบบรองรับ มากมายแต่ก็ทําให้เขาขาดความมั่นคงทางการเงินในยามชราภาพไปโดยปริยาย พอระบบ ต่าง ๆ นี่บริหารแยกส่วนกันแล้วสิ่งที่เป็นปัญหาตามก็คือว่าการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ก็จะแยกส่วนออกจากกันด้วย การตัดสินใจที่แยกส่วนออกจากกันนี้มีโอกาสที่จะทําให้ ค่าใช้จ่ายของภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับระบบต่าง ๆ นี้เพิ่มมากขึ้นโดยไม่จําเป็น แล้วก็ไม่สามารถ ควบคุมได้ในภาพรวม คงจะทําให้เกิดปัญหาทางการเงินการคลังในระยะยาวให้กับรัฐบาล ในอนาคต

ปัญหาประการที่ ๒ ที่ผมอยากจะนําเรียนก็คือว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ยังคงมีความเหลื่อมล้ําอยู่ระหว่างกลุ่มประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของจํานวนเงิน ที่เขาได้รับเมื่อในยามชราภาพ ดังสไลด์ในหน้าที่ ๑๓ สมมุติว่าเราลองไม่เอา ระบบออมกองทุนสํารองเลี้ยงชีพ กบข. หรือว่ากองทุนการออมแห่งชาติมาคิดสักครู่หนึ่ง ดูเพียงแค่เงินจากระบบบํานาญและประกันสังคมที่มีอยู่ ดังที่ผมได้สรุปในสไลด์ที่ ๑๓ เราก็จะเห็นได้ว่าอย่างกลุ่มแรงงานนอกระบบเขาก็จะได้รับบํานาญในรูปของเบี้ยยังชีพ เพียงเดือนละ ๖๐๐-๑,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งตรงนี้เราก็ทราบกันดีว่าต่ํากว่าระดับ เส้นความยากจนอีก สมาชิกกองทุนประกันสังคมที่มีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์ชราภาพก็จะได้ เบี้ยยังชีพและสิทธิประโยชน์ชราภาพอีกจํานวนหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ชราภาพ ในช่วงนี้คงจะได้อยู่ที่ประมาณ ๓,๐๐๐ บาทต่อคนต่อเดือนมากที่สุด ในส่วนของข้าราชการ ก็มีสูตรคํานวณซึ่งก็ขึ้นอยู่กับเงินเดือนเดือนสุดท้าย หรือเงินเดือนเฉลี่ย ๖๐ เดือนสุดท้าย ระยะเวลาราชการต่าง ๆ ก็แล้วแต่กรณี เราจะเห็นว่าความเหลื่อมล้ํายังคงมีอยู่ในแต่ละระบบ เพราะว่าแต่ละระบบก็ถูกสร้างขึ้นมาในห้วงเวลาที่ต่างกัน วัตถุประสงค์ที่ต่างกัน

ปัญหาประการที่ ๓ ที่ผมอยากจะนําเรียนก็คือว่าระบบบํานาญที่ผมกล่าวไป เมื่อสักครู่ยังเป็นระบบที่พึ่งพาภาษีอากรเป็นหลัก ขณะเดียวกันอย่างที่ท่านเห็นในวิดีโอ เมื่อสักครู่ ผลของการเปลี่ยนแปลงทางประชากรทําให้เราทราบว่าสัดส่วนของจํานวน ประชากรวัยทํางานต่อประชากรวัยสูงอายุ ๑ คนจะลดลงเรื่อย ๆ ปัจจุบันประชากร วัยทํางาน ๔.๑๕ คนต่อประชากรวัยสูงอายุ ๑ คน ถ้าเปรียบเทียบประเทศไทยเป็นครอบครัว ครอบครับหนึ่ง ก็เหมือนกับมีคนวัยทํางาน ๔.๑๕ คน ๔ คนกว่า ๆ ดูแลผู้สูงอายุ ๑ คน แต่ในอนาคตอีก ๒๐ ปีข้างหน้าตัวเลขนี้จะลดลงเหลือต่ํากว่า ๒ ถ้าเป็นบ้านก็อาจจะเหลือแค่ ๒ สามีภรรยาดูแลผู้สูงอายุซึ่งเป็นบุพการีของตนเพียง ๑ คน หากเรายังมีระบบบํานาญ ที่รองรับผู้สูงอายุด้วยภาษีอากรเป็นหลัก ภาระทางการเงินการคลังก็จะตกไปสู่ประชากร วัยทํางานที่กําลังลดลงเรื่อย ๆ แล้วก็จะหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ จากประเด็นที่ท้าทาย สังคมไทยในปัจจุบันที่ผมกล่าวมานั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูป โดยผมจะขอเสนอข้อเสนอที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ๓ ข้อ

ข้อแรกเราเสนอให้มีการจัดตั้งกลไกในระดับชาติเพื่อกําหนดนโยบาย และยุทธศาสตร์ด้านบํานาญ เพื่อให้มีหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพที่ครอบคลุม ประชาชนทุก ๆ กลุ่มให้มีระบบที่สามารถจัดสรรรายได้ที่เพียงพอในการดํารงชีวิตในยามชราภาพ ให้กับประชาชนสูงอายุและเป็นระบบที่มีความยั่งยืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เป็นระบบ ที่มีความยั่งยืนทางการเงินการคลัง โดยหน้าที่หลักของกลไกระดับชาติที่ควรจะมีนี้ มีด้วยกันอยู่ ๓ ข้ออย่างที่เห็นในสไลด์ก็คือ

ข้อแรกกลไกระดับชาตินี้จะต้องกําหนดทิศทาง ชี้ทิศให้ได้ว่าเราจะมุ่งไปทางไหน กําหนดเป้าหมาย นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพ แล้วก็กํากับดูแลระบบต่าง ๆ ให้มีเอกภาพไปในทิศทางเดียวกัน

ข้อ ๒ จัดระเบียบและสร้างความเชื่อมโยงให้เกิดขึ้นระหว่างระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ ออกแบบกฎกติกาเพื่อการเชื่อมต่อ ใครย้ายงานก็จะต้องสามารถเชื่อมต่อระบบต่าง ๆ ได้ เมื่อย้ายไปทํางานหรือว่าย้ายไปสู่ระบบอื่น

ข้อ ๓ ก็คือว่าจะต้องประมาณการภาระทางการเงินการคลังในระยะยาวของ รัฐบาลอย่างสม่ําเสมอ เน้นว่าอย่างสม่ําเสมอ ทั้งนี้แนวทางที่กลไกระดับชาติควรยึดถือ ในการกําหนดทิศทางของระบบหลักประกันด้านรายได้ยามชราภาพหรือผมขอใช้คําว่า พิมพ์เขียวควรจะมีด้วยกันอย่างน้อย ๕ ข้อ

ข้อแรกก็คือว่ามันควรที่จะบูรณาการระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งระบบบํานาญ ระบบประกันสังคมและระบบการออมเพื่อยามชราภาพเข้าด้วยกันเพื่อลดความเหลื่อมล้ํา ระหว่างประชาชนกลุ่มต่าง ๆ

ข้อ ๒ เราควรที่จะต้องเน้นการมีส่วนร่วมจ่ายของประชาชนในการ สร้างหลักประกัน ไม่พึ่งพาเฉพาะเพียงแค่ภาษีอากรเพียงอย่างเดียว

ข้อ ๓ ถ้าเป็นไปได้เน้นการใช้ระบบบังคับเพื่อสร้างหลักประกันยามชราภาพ ที่มั่นคงยิ่งขึ้นให้กับประชาชน

ข้อ ๔ สร้างกลไกเชื่อมโยงระบบต่าง ๆ ที่มีอยู่ เมื่อมีการโอนย้ายนะครับ ระหว่างที่มีการเปลี่ยนงาน และ

ข้อ ๕ ที่เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็อาจจะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการชุดอื่น ๆ ก็คือเราควรที่จะสร้างระบบเชื่อมโยง ระบบการออมและระบบสวัสดิการชุมชนเข้าด้วยกัน ให้การออมชุมชนนั้นเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการออมหรือระบบบํานาญระดับชาติ ถามว่าทําไมเราต้องเน้นตรงนี้ ประชากรวัยทํางานของประเทศไทยมีมากถึง ๒ ใน ๓ ของประชากรวัยทํางานทั้งหมดอยู่เป็นแรงงานนอกระบบ เขาอาจจะทํางานในที่ที่ ไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง เราต้องอาศัยกลไกชุมชนเพื่อที่จะดึงคนกลุ่มนี้เข้ามาร่วมสร้าง หลักประกันด้วยกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ข้อเสนอข้อที่ ๒ เสนอว่าขอเปลี่ยนสถานะของกฎหมายของเบี้ยยังชีพสําหรับ ผู้สูงอายุจากพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. ๒๕๔๖ และระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย เบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุให้เป็นพระราชบัญญัติบํานาญพื้นฐาน ถามว่าทําไมถึงจะต้องทํา อย่างนี้นะครับ ก็เพื่อไม่ให้เบี้ยยังชีพสําหรับผู้สูงอายุเป็นประชานิยมหรือเป็นเครื่องมือในการหาเสียง ของคนบางกลุ่ม แล้วก็เพื่อให้เบี้ยยังชีพทําหน้าที่เป็นบํานาญพื้นฐานนะครับ ขออนุญาต ใช้ภาษาอังกฤษ เบสิค เพนชั่น (Basic pension) ซึ่งปัจจุบันมันก็ทําหน้าที่นี้ส่วนหนึ่ง เพราะว่าก็มีผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดที่ได้รับเบี้ยยังชีพส่วนนี้ แต่เรายังอยากเห็นมันทําหน้าที่ ได้ดียิ่งขึ้นไปอีก แต่ก็ต้องระวังในการที่เราจะทําให้เบี้ยยังชีพเป็นบํานาญพื้นฐาน ถามว่า เราควรที่จะต้องระวังเรื่องอะไรนะครับ ก็คือระวังว่าไม่ให้บํานาญพื้นฐานเป็นภาระ ทางการเงินในระยะยาวสําหรับรัฐบาลมากจนเกินไป เพราะว่าแหล่งที่มาของเงินที่สําคัญ ของบํานาญพื้นฐานก็มาจากภาษีอากร

ข้อ ๒ บํานาญพื้นฐานจะต้องอยู่บนหลักที่ว่าเป็นหลักประกันที่ทําให้ผู้สูงอายุ ไม่ตกอยู่ในภาวะยากจน

ข้อ ๓ บํานาญส่วนที่เสริมอื่น ๆ จะต้องใช้หลักการมีส่วนร่วมจาก ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการประกันสังคมหรือการออม

ข้อเสนอข้อที่ ๓ ข้อสุดท้าย ก็คือส่งเสริมให้มีระบบการออมเพื่อยามชราภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราควรที่จะผลักดันให้กองทุนสํารองเลี้ยงชีพสําหรับลูกจ้างในปัจจุบัน ซึ่งเป็นภาคสมัครใจอยู่เปลี่ยนเป็นภาคบังคับ แล้วก็ดึงให้นายจ้างเข้ามามีส่วนร่วมในการแบกภาระ ของกองทุนสํารองเลี้ยงชีพเพื่อลูกจ้างของตนด้วย ตรงนี้ก็มีความสอดคล้องกับข้อเสนอข้อที่ ๒ อย่างไรนะครับ บํานาญพื้นฐานที่เปลี่ยนมาจากเบี้ยยังชีพการันตี (Guarantee) ให้ผู้สูงอายุไม่ตกสู่ภาวะยากจน บํานาญหรือหลักประกันด้านรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาเสริม มาตรฐานการดํารงชีวิตให้มากยิ่งขึ้น ก็ควรดึงมาจากการออมเป็นสําคัญ ซึ่งในส่วนนี้ หลังจากที่ผมได้นําเสนอเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะขอเรียนเชิญท่านอาจารย์สมชัย ฤชุพันธุ์ ได้มาขยายความตรงนี้ให้มีความกระจ่างชัดยิ่งขึ้น

ประเด็นปฏิรูป ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะนําเรียนก็คือว่าเรามีความจําเป็น ที่จะต้องเพิ่มศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจไทยเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ประเด็นท้าทายอันนี้ขอเรียนว่ามันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต สาเหตุของการขาดแคลนแรงงานที่ว่านี้มันมาจากไหน มันมาจาก ๔ สาเหตุด้วยกัน

ข้อแรก ก็คือว่าประชากรวัยทํางานมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ อันนี้ทุกท่าน คงทราบกันดี เลยทําให้แรงงานมีภาวะขาดแคลน

สาเหตุข้อที่ ๒ ก็คือประชากรวัยเด็กลดลงเรื่อย ๆ เช่นกัน จากทัศนคติ ที่เปลี่ยนไป จากพฤติกรรมของคนหนุ่มสาว วัยสร้างครอบครัวที่เปลี่ยนไป ตรงนี้ก็ส่งผล ให้ประชากรวัยทํางานมีแนวโน้มลดลงไป แล้วก็ส่งผลต่อความขาดแคลนแรงงานเป็นลูกโซ่

สาเหตุที่ ๓ ประชากรวัยทํางานออกจากตลาดแรงงานเร็วเกินไปก่อนวัยอันควร ทั้ง ๆ ที่คนไทยในภาพรวมเรามีอายุยืนขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ ทุกท่านก็ยังคงแข็งแรงอยู่ นี่ก็เป็นโอกาสที่ทําให้เราสูญเสียศักยภาพทางด้านแรงงานไป นอกจากนั้นแล้วการที่เรามีอายุยืน ขึ้นเรื่อย ๆ แต่เลิกทํางานเร็ว นอกจากส่งผลกระทบการขาดแคลนแรงงานในระดับมหภาคแล้ว ในระดับบุคคล ในระดับครอบครัวมันก็มีผลกระทบเช่นกัน ถามว่ามีผลกระทบอย่างไร ก็คือส่งผลเสียต่อวัยทํางานในแง่ของหลักประกันด้านรายได้นะครับ

สาเหตุที่ ๔ แม้ว่ามีคนจํานวนหนึ่งอยู่ในวัยทํางานที่อาจจะเรียกว่า เป็นวัยต้น ๆ วัยกลาง ๆ อายุไม่มาก อย่างเช่นผมเป็นต้นอย่างนี้ คนกลุ่มนี้ก็มีโอกาสที่จะเลิก ทํางานกลางคันได้เหมือนกัน โดยมีสาเหตุมาจากภาระครอบครัวนะครับ ไม่ว่าจะเป็นไม่มีใคร ช่วยดูแล หรือไม่มีใครช่วยเลี้ยงลูก หรือไม่มีใครช่วยมาดูแลบุพการี พ่อแม่ที่มีภาวะพึ่งพา พี่น้องที่จะมาช่วยดูแลก็มีจํานวนน้อยลง สาเหตุจากตรงนี้ก็อาจจะทําให้คนส่วนหนึ่งตัดสินใจ ออกจากงานกลางคัน ภาพในสไลด์ที่ ๒๒ สะท้อนให้เห็นสถานการณ์นี้อย่างชัดเจน การขาดแคลนแรงงานจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประชากรวัยทํางานที่มีประสิทธิภาพ สูงวัย ๒๕-๔๙ ปีก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ประชากรรุ่นที่จะออกจากตลาดแรงงาน คืออายุประมาณสัก ๕๐-๕๙ ปี ก็มีจํานวนมากกว่าประชากรรุ่นที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน กลุ่มที่อายุ ๑๕-๒๔ ปี ซึ่งตรงนี้ก็สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ของตลาดแรงงานนี่ก็จะลําบาก ขึ้นตามลําดับ จากประเด็นท้าทายที่ว่ามานี้จึงมีข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปอย่างน้อย ๓ ข้อ

ข้อแรกเรามีความจําเป็นที่จะต้องดึงประชากรวัยทํางานและประชากร วัยสูงอายุให้ทํางานให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เราต้องใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ให้เป็น ประโยชน์สูงสุด

หลังจากที่ดึงคนกลุ่มนี้ให้ทํางานกันอย่างเต็มที่แล้ว ถ้ายังมีปัญหาอยู่อีก เราก็อาจจะต้องคิดในเรื่องของการเพิ่มคนเข้ามาเสริมศักยภาพให้กับระบบเศรษฐกิจไทย โดยจะต้องคิดในเรื่องของการสนับสนุนให้ผู้พร้อมที่จะมีบุตร หรือสนับสนุนให้ผู้ที่กําลังเลี้ยงดูบุตร ให้ได้มีบุตรที่มีคุณภาพ หรือเลี้ยงดูบุตรได้อย่างมีคุณภาพเพื่อเป็นการสร้างทุนมนุษย์ ที่มีคุณภาพในอนาคต ถ้ายังไม่พอเราก็อาจจะต้องพิจารณาไปถึงยาแรงด้วยการส่งเสริม การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป

ผมขออนุญาตนําเรียนรายละเอียดโดยสังเขปสั้น ๆ ก่อนจบการนําเสนอนะครับ

ในกรณีของประชากรที่อายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ในส่วนนี้เราควรที่จะต้องส่งเสริม ให้เขาได้ทํางานที่เหมาะสมกับวัยวุฒิ ประสบการณ์และสมรรถภาพของร่างกาย เราควรที่จะ ส่งเสริมสถานประกอบการ หน่วยงานของภาครัฐ เอกชนให้มีการจ้างประชากรวัยสูงอายุ ให้ทํางานในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งรูปแบบอาจจะต้องยืดหยุ่นนะครับ อาจจะต้องคิดถึงเรื่องของ การขยายอายุเกษียณ การจ้างงานต่อเนื่อง อาจจะเป็นแบบประจําหรือแบบบางเวลา โดยที่รัฐบาลควรจะจัดให้มีแรงจูงใจโดยมาตรการเงินอุดหนุนหรือมาตรการทางภาษีอากร

ในส่วนของสิ่งที่ต้องคิดเพื่อเป็นการส่งเสริมให้มีการขยายระยะเวลา การทํางาน ในกรณีของภาคราชการเราอาจจะต้องพิจารณาแล้วล่ะครับว่า เราจะปรับปรุง หรือขยายอายุเกษียณหรือไม่ อย่างไร การดําเนินการอาจจะต้องเป็นไปอย่างมีขั้นตอน กําหนดปีเป้าหมายที่จะขยายอายุเกษียณ ค่อย ๆ ขยับ หรืออาจจะให้มีความแตกต่าง ระหว่างอาชีพก็ได้ในส่วนของภาคราชการ

ในกรณีของภาคเอกชนสิ่งที่เป็นคําสําคัญก็คือตลาดแรงงานที่มีความยืดหยุ่น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขยายอายุเกษียณ การจ้างงานต่อ หรือการจ้างกลับมาทําใหม่ บางเวลาหรือเต็มเวลา

ในส่วนของประชากรวัยทํางานที่อายุ ๒๕-๔๙ ปี ซึ่งจริง ๆ คนกลุ่มนี้ทํางาน อย่างขยันขันแข็งอยู่แล้ว เราจะต้องทําอย่างไรที่ให้เขาไม่ออกไปจากกําลังแรงงาน ไม่ออก ไปจากตลาดแรงงานก่อนวัยอันควร สิ่งที่สมควรผลักดันก็คือในเรื่องของนโยบายสนับสนุน ครอบครัว หรือใช้ภาษาอังกฤษว่าแฟมิลี ซับพอร์ท โพลิซี (Family support policy) เพื่อลดภาระในการเลี้ยงดูบุตร หรือดูแลพ่อแม่วัยสูงอายุของประชากรวัยกลุ่มนี้ ซึ่งเรื่องนี้ ก็จะมีความเชื่อมโยงกับข้อเสนอด้านสังคม ซึ่งก็จะมีผู้นําเสนอในลําดับต่อไป สิ่งที่พึงทํา มีทั้งจัดบริการดูแลเด็ก ดูแลผู้สูงอายุโดยภาคส่วนต่าง ๆ ผลักดันให้นายจ้างได้มีบทบาท ในการสนับสนุนครอบครัวภายใต้ระบบสวัสดิการของนายจ้าง อย่างเช่นในเรื่องของการลา เพื่อการเลี้ยงดูบุตรหรือการดูแลบุพการี และเราต้องให้ความสําคัญให้มาตรการสนับสนุนกับ ครอบครัวที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับเด็กตามลําพัง หรือที่เราเรียกว่าสคริปต์ เจเนอเรชัน (Script generation) เพราะว่าการที่ผู้สูงอายุดูแลเด็กนั้นมันมีเรื่องของช่องว่างของวัย การที่จะดูแลเด็กในครอบครัวที่ผู้สูงอายุอาศัยอยู่กับเด็กตามลําพังก็ควรที่จะมีมาตรการเสริมเข้าไป และที่สําคัญเราอาจจะต้องคิดไปถึงในเรื่องของมาตรการในการสร้างงานให้อยู่ใกล้บ้าน เพื่อที่ประชากรวัยทํางานจะได้ลดการย้ายถิ่น

ในส่วนของประชากรวัย ๑๕-๒๔ ปี ซึ่งอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียนนั้น เราก็อาจจะดึงเขามาใช้ประโยชน์ได้โดยการส่งเสริมให้คนกลุ่มนี้ได้มีการทํางานบางเวลา ให้มากยิ่งขึ้น ในส่วนของการสนับสนุนการมีบุตร การเลี้ยงดูบุตรเพื่อสร้างทุนมนุษย์ ที่มีคุณภาพในอนาคตนั้น เราควรที่จะต้องมีมาตรการลดภาระในการดูแลบุตรด้วย มาตรการ ทางการเงินการคลัง ส่งเสริมให้พ่อแม่มีเวลาที่มีคุณภาพให้กับลูกด้วยการส่งเสริม ให้มีสวัสดิการเกี่ยวกับการลาเพื่อการเลี้ยงดูบุตร สนับสนุนให้มีระบบบริการดูแลเด็กระหว่าง ที่พ่อแม่ทํางาน ซึ่งตรงนี้ก็คือมาตรการสนับสนุนครอบครัวนั่นเอง

สุดท้ายอย่างที่ผมได้นําเรียนว่า แม้ว่าเราจะดึงศักยภาพของประชากรทุกกลุ่ม ออกมา เราพยายามจะสนับสนุนให้ครอบครัวได้เลี้ยงดูบุตรเพื่อที่จะเป็นทุนมนุษย์ ที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต ถ้าวิธีการเหล่านั้นยังแรงไม่พอเราก็อาจจะที่จะต้องคิดถึง มาตรการอื่น ๆ ยกตัวอย่างเช่นการดึงคนไทยที่มีคุณภาพสมองไหลต่าง ๆ ให้กลับเข้ามา ทํางานในประเทศ สนับสนุนการเปลี่ยนสัญชาติให้แรงงานต่างชาติที่มีคุณภาพให้มีสัญชาติไทย หรือว่าสร้างแรงจูงใจให้แรงงานคุณภาพชาวต่างประเทศเข้ามาทํางานในประเทศไทย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นข้อเสนอในการปฏิรูปด้านเศรษฐกิจที่พวกเราคิดว่า มีความสําคัญต่อการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัยต่อไปครับ