สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๓ · ๗ เมษายน ๒๕๕๘

จุรี วิจิตรวาทการ หารือเรื่องสุขภาพทางอารมณ์ของผู้สูงอายุ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำและสนับสนุน และเรียกร้องการเรียนรู้และรณรงค์ให้เกิดความเข้าใจ ความเอื้ออาทรและความเห็นคุณค่าของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการอัพเกรดอาชีพของผู้ดูแลผู้สูงอายุให้มีศักดิ์ศรีและค่าตอบแทนที่ดี

นางจุรี วิจิตรวาทการ

ท่านประธานที่เคารพและกรรมาธิการที่เคารพนะคะ ดิฉันคิดว่าประเทศไทยเรานั้นมีอะไรจุดอ่อนอันหนึ่งก็คืออะไรดีเราไม่ค่อยชมเชย เพราะฉะนั้นดิฉันขอชมเชยคณะกรรมการก่อน คิดว่างานที่ทํามาดีมาก มีความรอบคอบ รอบด้านและมีหลาย ๆ มิติที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

ทีนี้ประเด็นของผู้สูงอายุ ดิฉันคิดว่านอกจากเศรษฐกิจ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม จะดีแล้ว ประเด็นหนึ่งที่อยากจะให้เน้นนิดหนึ่ง คือสุขภาพทางอารมณ์ จิตใจของคนที่สูงอายุ ในศาสตร์ทางด้านชราภาพศึกษา เจอรอนทอลอจี (Gerontology) จะมีผู้เชี่ยวชาญทางด้าน ให้ความรู้ความเข้าใจ ให้เป็นที่ปรึกษา ให้คําแนะนํา เพราะว่าพอสูงอายุแล้วบางทีอารมณ์ ก็จะผันแปรและมีความน้อยเนื้อต่ําใจ มีเรื่องของความรู้สึกที่ว้าเหว่และอะไรอื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นประเด็นที่ดิฉันคิดว่าต้องมีผู้เชี่ยวชาญ มีความเฉพาะเจาะจง ที่ช่วยส่งเสริมด้านนี้ ลูกหลานก็อาจจะอยู่ห่างไกล ต้องทํางาน มีชีวิตของตัวเอง เพราะฉะนั้น มีความจําเป็นที่ต้องมีโพรเฟซชันเนอร์ (Professioner) มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ที่จะช่วย ผู้สูงอายุด้วย

ทีนี้มาถึงประเด็นเพื่อนบ้านของเราประเทศหนึ่งคือสิงคโปร์ ดิฉันไม่ได้ชื่นชม ทุกอย่างของเขา แต่ในนโยบายทางสังคมเกี่ยวกับผู้สูงอายุในเชิงรุกที่เขาทํามาหลาย ๆ ปีแล้ว ดิฉันคิดว่ามีประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง อย่างเช่นนอกจากกฎหมายอนุญาตให้ฟ้องลูก ที่ไม่ดูแลพ่อแม่แล้ว เขาก็ยังมีมาตรการทางสังคมอีกหลายอย่างที่น่าชื่นชม อย่างเช่น ให้เด็กในโรงเรียน รณรงค์ให้เด็กเข้าใจ เห็นใจ และอยากได้ปู่ย่าตายายอยู่ด้วยกัน อันนั้นเพราะเขาเชื่อว่าความเอื้ออาทรต่อกันในครอบครัวมันน้อยลง เพราะว่าด้วยกระแส ของโลกาภิวัตน์และความเจริญทันสมัยต่าง ๆ และคนเห็นแก่ตัวมากขึ้น เขาก็เลย มีการรณรงค์ แต่ที่ดิฉันชื่นชมเป็นพิเศษคือการรณรงค์ทางสื่อที่ประเทศสิงคโปร์ทํา เวลาเราไปสิงคโปร์ถ้าเราเปิดโทรทัศน์ทิ้งไว้สักพักจะมีรายการสารคดีสั้น ๆ ให้เห็นถึง ความรักผูกพันของพ่อแม่กับลูก บางทีเป็นเรื่องจริง บางทีเป็นเรื่องสร้างขึ้น แต่ดีมากค่ะ เพราะทําให้เกิดแรงบันดาลใจ ทําให้เกิดความรู้สึก เกิดจิตสํานึกถึงคุณค่าของความเป็น ครอบครัวและบุญคุณที่พ่อแม่มีต่อลูกในวัยเด็ก ดิฉันคิดว่าอยากให้มีประเด็นนี้ ที่ท่านคณะกรรมการได้พูดถึงสื่อแล้ว แต่ดิฉันคิดว่าถ้ามีอะไรที่มากขึ้นจะทําให้ทั้งสังคมดีขึ้น การที่เราจะไปหวังพึ่งให้ชุมชน แก้ไขปัญหาอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าคนในชุมชนทําไปด้วยไม่มีจิตวิญญาณเอื้ออาทรเห็นใจ หรือเอาใจผู้ใหญ่มาใส่ใจตัวเองดิฉันคิดว่ามันก็ไม่ได้ผลเต็มที่ เพราะฉะนั้นการรณรงค์ ต้องเป็นระดับชาติที่มีการสร้างความเข้าใจ ความเอื้ออาทรเผื่อแผ่ต่อกัน และความเห็นคุณค่า ของผู้สูงอายุโดยเฉพาะศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้สูงอายุ ดิฉันคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ๆ เรื่องนี้ต้องเข้าใจเพราะเราจะมีความรู้สึก อย่างคําว่า มนุษย์ป้า มันมีดับเบิล มีนนิง (Double meaning) นะคะ ดูถูกคนแก่แต่ดูถูกผู้หญิงแก่ด้วยมากกว่าผู้ชายแก่ เพราะไม่มี มนุษย์ลุง สิ่งเหล่านี้คือสิ่งของสิทธิมนุษยชนที่เราต้องเรียนรู้กันในสังคมและต้องรณรงค์กัน จริงจัง แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้สึกต่อผู้สูงอายุที่ช้ากว่า อาจจะขี้บ่นกว่า หรือว่าอาจจะมี ความต้องการบางอย่างในวัยอื่นไม่ทราบและไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นเราต้องมีการทําความเข้าใจ ปรับความเข้าใจในด้านเหล่านี้

ดิฉันคิดว่าอีกประเด็นหนึ่ง คือประเด็นสุดท้าย จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง อัพเกรด (Upgrade) อาชีพของผู้ดูแลผู้สูงอายุ ให้มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า นอกจากเป็นมืออาชีพ มากขึ้นแล้ว ค่าตอบแทนและศักดิ์ศรีของการทํางานด้านนี้จะต้องดีด้วย จะได้ให้คนส่วนหนึ่ง ในสังคมยึดเป็นอาชีพที่แท้จริง ไม่ใช่ทําเพื่อที่รอไปทํางานต่อไปเพื่อไปเรียนปริญญาต่อแล้ว ไปงานอื่น เรามีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอัพเกรดงานอาชีพแคร์ เวิร์ก (Care work) ทุกชนิด ดูแลเด็ก ดูแลคนป่วยเรื้อรัง ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งแคร์ เวิร์กเป็นอะไรที่สําคัญสําหรับ สังคมในอนาคตโดยเฉพาะ และผู้สูงอายุที่ยังอายุน้อยกว่าผู้สูงอายุมาก ๆ สามารถที่จะช่วย ผู้สูงอายุมากได้ อย่างในระบบของประเทศญี่ปุ่นที่อายุมากแต่ว่ายังแข็งแรงจะเป็นผู้ช่วยดูแล ผู้สูงอายุมากกว่า เพราะฉะนั้นสังคมก็จะเปิดโอกาสให้กับมีงานประเภทหลากหลาย ที่ให้ผู้สูงอายุทําได้ในระบบของเฟลคซิเบิล ทรานส์ (Flexible trans) วันละไม่กี่ชั่วโมง เพราะว่าไม่จําเป็นให้ผู้สูงอายุต้องตรากตรําทํา ๘ ชั่วโมง เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด มันควรจะเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายทางสังคมในเชิงรุกที่ดิฉันคิดว่าเราควรจะต้องคิดกันอย่างจริงจัง แล้วก็ฝากกรรมการช่วยเติมไปด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ