สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๓ · ๗ เมษายน ๒๕๕๘

วิพรรณ ประจวบเหมาะ เสนอแนวคิดการปฏิรูปเพื่อรองรับระบบสังคมสูงวัย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุให้อยู่กับครอบครัวหรือในชุมชน และไม่ให้ผลักผู้สูงอายุออกไปอยู่นอกบ้านหรือสถานสงเคราะห์ นอกจากนี้ยังเสนอแนะการปฏิรูปในหลายด้านเพื่อส่งเสริมธุรกิจเอกชนที่จะเข้ามาดูแลเด็กและผู้สูงอายุ และการเพิ่มคุณค่าของผู้สูงอายุให้เป็นพลังที่สำคัญของสังคม ไม่ใช่ภาระ

รองศาสตราจารย์วิพรรณ ประจวบเหมาะ กรรมการ

กราบเรียน ท่านประธานและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน วิพรรณ ประจวบเหมาะ ขออนุญาตนําเรียนเสนอถึงข้อเสนอการปฏิรูปเพื่อรองรับระบบสังคมสูงวัยในด้านสังคมค่ะ จริง ๆ แล้วมิติสังคมนี้มักจะถูกละเลยเพราะว่าจะเห็นผลช้าที่สุด เพราะว่าต้องมีการเปลี่ยน ทัศนคติ เปลี่ยนพฤติกรรมหรือการพัฒนาคุณภาพของคนซึ่งใช้เวลานานมากนะคะ พอสมควรทีเดียว เพราะฉะนั้นเมื่ออายุรัฐบาลต่าง ๆ ค่อนข้างสั้น ประเด็นนี้มักจะถูกละเลย หรือมองข้ามไปนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วมิติทางสังคมสําคัญมาก และในครั้งนี้ดิฉันเอง ก็ฝากความหวังไว้อย่างมากกับการปฏิรูปในครั้งนี้ว่าเรื่องทางสังคมจะได้รับความสนใจนะคะ

สําหรับเป้าประสงค์ในการที่จะปฏิรูปในครั้งนี้จริง ๆ แล้ววัตถุประสงค์หลัก ของเราก็คือจะต้องการให้คนไทยเราพึ่งตัวเองได้นานที่สุดนะคะ มีหลักประกันที่มั่นคง ไปจนถึงบั้นปลายของชีวิต แล้วก็เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมเป็นพลังให้กับสังคมได้นานที่สุด ไม่ใช่อยู่อย่างอมทุกข์ อมโรคนะคะ แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าการปฏิรูปในครั้งนี้เรายังยึดจุดเด่น ของสังคมไทยก็คือผู้สูงอายุอยู่กับครอบครัวหรืออยู่ในชุมชนให้นานที่สุดเท่าที่จะทําได้ ซึ่งขณะนี้ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหมดอิจฉาประเทศไทยนะคะ เพราะว่าระบบตรงนี้ของเรา เป็นระบบที่เด่นมาก ประเทศที่พัฒนาแล้วที่ผลักผู้สูงอายุออกไปอยู่นอกบ้านหรือไปอยู่ใน สถานสงเคราะห์ หรือสถานบริบาลขณะนี้ประสบปัญหาว่าค่าใช้จ่ายสูงมากแล้วผู้สูงอายุเอง ก็ไม่ปรารถนา เพราะฉะนั้นการปฏิรูปครั้งนี้เราคงต้องรักษาจุดเด่นของชาติไทยเราเอาไว้ ให้ได้นะคะ แล้วก็ที่สําคัญก็คือว่าการปฏิรูปครั้งนี้ไม่ใช่แต่เพื่อผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่เพื่อความอยู่ดีมีสุขของคนทุกวัยนะคะ

ทีนี้ประเด็นในการปฏิรูปสังคมนี้จะมีเยอะหน่อยนะคะ ถึง ๕ ประเด็นด้วยกัน แล้วก็มีการถกเถียงกันในกรรมการพอสมควรทีเดียวว่าอันไหนก่อน อันไหนหลังล่ะ จัดลําดับความสําคัญสิ บ้างก็บอกว่ากระจายอํานาจแล้วก็เอาชุมชนเป็นหลักก่อนแล้วกัน บ้างก็บอกว่าเขากําลังอยู่ในกระแสตรงนี้ก็ผลักให้รัฐทํางานแบบเชิงรุกไปเลยก็แล้วกันนะคะ แต่ที่เรียงตรงนี้จะเรียงตามลําดับ เริ่มจากตัวเองก่อนนะคะ ก็คือให้คนไทยแต่ละคนเตรียมให้พร้อมเพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ ตามมาด้วยเรื่องของ ครอบครัว ตามมาด้วยเรื่องของชุมชน ตามมาด้วยภาครัฐและเอกชนเข้ามามีบทบาท และที่สําคัญก็คือเรื่องของการเพิ่มคุณค่าผู้สูงอายุด้วย อันนี้เดี๋ยวก็คงจะต้องกราบ ขอความคิดเห็นจากท่านสมาชิกนะคะว่าจะมีข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะในการจัดลําดับ ความสําคัญอย่างไรนะคะ ขอไล่ไปทีละประเด็นก็แล้วกันนะคะ

ข้อเสนอประการแรกจะเป็นเรื่องของการเตรียมคนไทยให้พร้อม เพื่อวัยสูงอายุที่มีคุณภาพ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ถ้ามองในภาพรวมของประเทศไทย ประเทศไทย เราไม่รวย การจะหวังพึ่งรัฐแต่อย่างเดียวคงยาก แล้วเราเองก็มีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ รัฐบาลบ่อยมาก อันนี้ก็เป็นภาพในระดับมหภาค ส่วนภาพในระดับจุลภาคเองประเด็นท้าทาย ที่เราเห็นอยู่ก็คือว่าปัญหาของผู้สูงอายุในวันนี้เกิดจากการที่ผู้สูงอายุเองไม่ได้เตรียมตัวมา ในอดีตแล้วประวัติศาสตร์นี้ดูเหมือนกําลังจะซ้ํารอย เพราะจากข้อมูลที่เป็นอยู่เองนี้ คนรุ่นใหม่เองก็ยังไม่เตรียมพร้อม ยังเพลินอยู่นะคะ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ําตา อันนี้ก็เป็น ประเด็นท้าทายที่สําคัญ ถ้าท่านอาจจะอยากดูในตารางต่อไปที่จะเป็นข้อมูลนะคะว่า ไม่ค่อยมีการเตรียมตัวกันเท่าไรสําหรับคนรุ่นต่อไปนะคะ เพราะฉะนั้นแนวทางการปฏิรูป ที่จะขอเสนอ

ข้อแรกก็จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการวางแผนชีวิตให้คนเกิด อย่างมีคุณภาพ สูงอายุอย่างมีคุณค่า อันนี้คงต้องเปลี่ยนหรือปฏิรูปแนวคิดทั้งหมด ไม่ใช่เรื่องของการวางแผนครอบครัว การคุมกําเนิดไม่ให้มีลูกแล้วนะคะ จริง ๆ แล้วคงต้อง มองไปไกลเป็นการวางแผนชีวิตทั้งชีวิตเพื่อที่จะให้ตัวเองเป็นที่พึ่งของตนเองได้ แล้วถึงจะเป็นที่พึ่งของสังคมได้ อันนี้ก็จะเป็นประเด็นใหญ่ที่จะต้องเร่งดําเนินการนะคะ

ส่วนที่ ๒ ที่สําคัญก็คือการปฏิรูปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาอบรมต่าง ๆ เพื่อจะเร่งรัดพัฒนาคุณภาพของคนทุกวัย ซึ่งตั้งแต่วัยเด็กเองก็คงจะต้องอาศัยระบบ การศึกษาที่จะเตรียมเด็กวันนี้ให้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพในวันข้างหน้าในทุกมิติเพื่อจะขจัด ความไม่รู้ทั้งในเชิงวิชาการ ทั้งในการใช้ชีวิต ทั้งในเรื่องคุณธรรม จริยธรรมทั้งหมดต้องมา แล้วก็ให้เขารู้จักวางแผนชีวิตทั้งหมดของเขาเองด้วย สําหรับคนที่ไปในวัยแรงงานแล้ว ซึ่งจะเป็นคนที่แบกภาระหนักของประเทศในสังคมสูงวัยเลยทีเดียวนี้นะคะ ก็ผ่านระบบ การศึกษาไปแล้ว ตรงนี้ก็คงต้องมีการเร่งรัดเพิ่มทักษะแรงงานหรือผลิตภาพของเขา รวมทั้งทักษะในการวางแผนชีวิตของคนกลุ่มนี้ด้วยนะคะ ด้วยระบบการอบรมหรือสื่อหรืออะไร ก็ว่าไปในส่วนนี้ แล้วก็ที่สําคัญก็คือกลุ่มคนอายุ ๔๐-๕๐ ปี ซึ่งเป็นคลื่นลูกยักษ์ที่กําลังเคลื่อน เข้าเป็นประชากรสูงอายุในอีก ๑๐-๒๐ ปีข้างหน้า ต้องเร่งเตรียมตัวในทุกมิติ เพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีปัญหาต่อไป

อีกส่วนหนึ่งที่สําคัญก็คือเรื่องของการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตนะคะ คงไม่ต้องไปตั้งโรงเรียนกันใหม่ เพราะว่าขณะนี้มีโรงเรียนหลายแห่งเกือบจะต้องปิดตัวลง เพราะไม่มีเด็กจะเรียนอยู่แล้ว ก็ใช้สถานที่เดิมนั่นล่ะค่ะเป็นสถานที่ให้วัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงอายุหรือวัยแรงงานเข้ามารับการอบรมหรือเรียนรู้เพิ่มเติมในโรงเรียนด้วย ก็จะเป็น โรงเรียนของคน ๓ วัย ที่สําคัญคือระบบทั้งหมดไปไม่ได้เพราะว่าขณะนี้สื่อมีอิทธิพลมาก โดยเฉพาะสื่อสาธารณะทั้งหมดในทุกรูปแบบ คงจะต้องช่วยกันปลุกกระแสและสร้างความตระหนัก ให้คนเห็นว่าเกิดอย่างมีคุณภาพ สูงอายุอย่างมีคุณค่า อันนี้เริ่มตั้งแต่แต่งก่อนอยู่นะคะ ไม่ใช่อยู่ก่อนแต่ง

ต่อมาก็คือเรื่องของครอบครัว หลังจากคนแล้วศักยภาพของครอบครัวสําคัญ ภาพที่เป็นอยู่ตรงนี้ว่ามีประเด็นท้าทายมากในเรื่องทางประชากรก็คือว่าคนสูงอายุรุ่นหลัง จะมีแนวโน้มที่จะมีลูกน้อยกว่าไปเรื่อย ๆ แล้วก็จะมีคนที่ไม่มีลูกเพิ่มขึ้นด้วย

ประเด็นที่ ๒ ถ้าจะดูในสไลด์ก็จะเห็นชัดว่าก็จะมีแนวโน้มที่ลูกจะย้ายถิ่น ไปทํางานที่อื่นห่างไกลจากพ่อแม่มากขึ้นด้วย และที่สําคัญก็คือคนในวัยแรงงานเองถ้าดูไป จะเห็นชัดเลยว่าประชากรวัยแรงงานที่จะมาเกื้อหนุนผู้สูงอายุนี้เองก็ลดลงอย่างมาก อย่างที่มีพูดกันแล้วหลายท่านนะคะ ก็คือขณะนี้ก็จะมีผู้สูงอายุ ๕-๖ คนจะมีคน ในวัยแรงงานคนหนึ่งมาดูแลนะคะ แต่ว่ามองไปอีกประมาณ ๒๐-๒๕ ปีข้างหน้าก็จะเหลือประมาณ ๒-๓ คนต่อ ๑ คน เพราะฉะนั้นหมายความว่าเราต้องเร่งในเรื่องพัฒนาผลิตภาพของแรงงานเราอย่างมาก เพราะฉะนั้นประเด็นท้าทายที่สําคัญในอนาคตของเรานี้นะคะก็คือผู้สูงอายุที่เป็นโสด หรือไม่มีลูกใครจะเป็นคนดูแล อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ถ้าจะหวังหุ่นยนต์ก็คงยากเพราะเรา ไม่ร่ํารวย แต่ถ้าจะหวังจากแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านก็ขอให้ระวังนิดหนึ่งนะคะ ภายใน ๒๐ ปีข้างหน้าทั้งหมดในประชาคมอาเซียน (ASEAN) จะก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย เพราะฉะนั้นเขาคงไม่มาอยู่ดูแลพ่อแม่เราหรอกค่ะ เขาคงกลับไปหรือมาดูรุ่นเรา เขาคงกลับไปดูแลพ่อแม่เขาเอง หรือกลับไปทํางานที่บ้านเขานะคะ

อีกส่วนหนึ่งที่สําคัญก็คือแนวทางหรือข้อเสนอในการปฏิรูป เพราะฉะนั้น ข้อตรงนี้จะมีเยอะนิดหนึ่งแต่ขอจะไปเร็ว ๆ โดยสรุปก็คือส่งเสริมการเกิดที่มีคุณภาพ ตรงนี้ประเด็นใหญ่ก็คือว่าเรื่องเพศศึกษามีการพูดกันมากว่า ๕๐ ปีแล้วก็ไม่กล้าสอนกันสักที แต่ตอนนี้คงไม่ใช่เพศศึกษาแล้วค่ะ ขอเปลี่ยนเป็นชีวิตครอบครัวศึกษาจะทําอย่างไร ให้ครอบครัวยั่งยืน มั่นคง เข้มแข็งเป็นเรื่องใหญ่ การวางแผนชีวิตเป็นเรื่องใหญ่ เพราะฉะนั้น ภาพแม่วัยใสหรือการเป็นพ่อแม่ก่อนวัยอันควรจะไม่เกิดขึ้น ก็ลองนึกดูก็แล้วกันนะคะว่า ถ้าเกิดต้องฉลอง แม่ฉลองอายุ ๖ รอบ แล้วก็ลูกฉลองอายุ ๕ รอบ มันจะคืออะไร สังคมไทย จะเป็นอย่างไรต่อไปนะคะ

อีกส่วนหนึ่งก็คือต้องส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนเข้ามาจัดการให้มีทางเลือก ที่เหมาะสม การคุมกําเนิดหรือการวางแผนครอบครัวยังจําเป็นอยู่เพื่อป้องกันพ่อแม่วัยใส แต่ขณะเดียวกันคนอีกกลุ่มหนึ่งอยากมีลูก พร้อมที่จะมีลูก แต่ไม่สามารถมีลูกได้ เพราะว่า มีภาวะมีบุตรยากเพราะว่าแต่งงานช้าหรืออะไรก็ตาม ตรงนี้ก็ต้องมีระบบบริการที่จะเข้ามาช่วย เพราะขณะนี้ค่าใช้จ่ายสูงมากถ้าอยากจะมีลูกคนหนึ่งนะคะ นอกจากนี้ก็คงจะต้องมีการ นอกจากเราเคยมีการให้ลาไปดูแลลูกได้แล้ว ก็คงต้องมีการให้ทั้งผู้หญิง ผู้ชายลาไปดูแล พ่อแม่ได้ด้วยเช่นกันนะคะ

ส่วนอื่น ๆ ก็จะเป็นเกี่ยวกับเรื่องของทั้งภาครัฐเอกชนควรจะเข้ามามีบทบาท ให้มากขึ้น เช่น การจัดสถานดูแล คราวนี้ไม่ใช่แต่เด็กอย่างเดียวผู้สูงอายุในที่ทํางานด้วย อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่สร้างขวัญกําลังใจแล้วก็เพิ่มผลิตภาพของกําลังแรงงานด้วย นอกจากนี้ ก็จะมีว่าแม้กระทั่งหลังเกษียณอายุการทํางานไปแล้วภาครัฐและเอกชนเองก็อาจจะมีการจัด สวัสดิการหรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เขาเหล่านั้นด้วยไม่ได้ทอดทิ้งเขาไปเลย และที่สําคัญ อีกรูปแบบหนึ่งก็คือว่าเราคงต้องมีการส่งเสริมธุรกิจเอกชนที่จะเข้ามาดูแลหรือจัดบริการ ดูแลเด็กแล้วก็ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพด้วยนะคะ แล้วก็ถ้าจะให้ครอบครัวอยู่ได้ประเด็นสําคัญ ก็คือคงต้องลดการย้ายถิ่น เพราะฉะนั้นคงจะต้องเพิ่มโอกาสการมีงานทําในภูมิภาค เพื่อให้เขาย้ายไปทํางานใกล้ ๆ บ้าน แล้วก็กลับมาดูแลครอบครัวได้นะคะ

และส่วนที่สําคัญที่ทิ้งไม่ได้อีกเช่นกันก็คือสื่อ สื่อจะมีบทบาทสําคัญมาก ในการที่จะสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว จากครอบครัวมาแล้วก็จะเป็นส่วนของชุมชน ชุมชนในที่นี้ก็ต้องเป็นชุมชนเพื่อคนทุกวัยด้วย อันนี้คงเป็นภาพในข่าวเมื่อ ๒-๓ วันก่อนนะคะ ถ้าท่านดูข่าวในวันนั้นก็จะมีตัววิ่งเต็มเลยค่ะ เอสเอมเอส (SMS) แต่จะพูดอย่างเดียวว่า ประทับใจมากคุณตาคุณยายรักกันจริง เป็นรักอมตะ รักนิรันดร์อะไรก็ว่าไปนะคะ แต่ตัวเอง นั่งดูภาพแล้วสะท้อนใจว่า ๑๐ เดือนที่ผ่านมาชุมชนหายไปไหน เพราะฉะนั้นเรื่องของ บทบาทชุมชนก็จะเป็นเรื่องสําคัญมากสําหรับสังคมสูงวัย ซึ่งในประเด็นนี้ก็จะมีข้อเสนอแนะ ในการปฏิรูปอยู่หลายด้านด้วยกัน

อันแรกก็จะเป็นการเพิ่มศักยภาพและบทบาทขององค์การบริหารท้องถิ่น ตรงนี้ก็คงต้องดึงเข้ามาให้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริงไม่ใช่แค่สั่งให้ทํา แล้วก็ถ้าเขาต้องการ งบประมาณเพิ่มก็ให้เพิ่มแต่ว่าให้เขาทํางานด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตประชากรเพิ่มด้วยนะคะ แล้วก็ท้องถิ่นมักจะบ่นเรื่องของระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติต่าง ๆ ที่ไม่เอื้อต่อการที่จะทํางาน ในการช่วยเหลือ ในการพัฒนาคนในพื้นที่หรือจัดสวัสดิการให้คนในพื้นที่ตรงนี้ก็คงต้องมีการ เปลี่ยนแปลง แล้วก็คงจะต้องมีการพัฒนากําลังคนของท้องถิ่นทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ ไปควบคู่กันด้วยนะคะ ท้องถิ่นอย่างเดียวไม่พอ ส่วนสําคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือสรรพกําลังทั้งหมดที่อยู่ในท้องถิ่นนะคะ ไม่ว่าจะเป็นท้องที่ องค์กรชุมชน หรือแม้กระทั่งหน่วยงานของรัฐในชุมชนเอง เช่น รพ.สต. อะไรต่าง ๆ ก็ต้อง ผนึกกําลังกันเข้ามาช่วยงานด้านนี้นะคะ

และส่วนที่สําคัญอีกส่วนหนึ่งก็คือว่ายุคต่อไปนี้จะเป็นการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วมาก ต้องจับตา ต้องเฝ้าระวัง เพราะฉะนั้นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้องและเที่ยงตรง การบริหารจัดการในระดับท้องถิ่นเองก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลเพื่อที่จะไปจัดแผน ทําแผนรองรับได้ถูกต้องนะคะ

นอกจากนี้เองอีกส่วนหนึ่งที่สําคัญก็คือกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะชมรม และชมรมหนึ่งที่น่าเป็นห่วงมาก ๆ ก็คือไม่ค่อยมีเสียงกับใครเขา ก็คือชมรม ผู้สูงอายุ ซึ่งจะเป็นกระบอกเสียงที่แท้จริงสําหรับผู้สูงอายุได้ต้องเข้มแข็งด้วย แล้วก็การที่ ชมรมเข้มแข็งนอกจากจะเป็นประโยชน์กับผู้สูงอายุเองแล้ว ที่สังเกตก็คือผู้สูงอายุไทยไม่ค่อย ทําอะไรเข้าตัวค่ะ แต่จะมองสังคม เพราะฉะนั้นถ้าเขามีบทบาทเขาก็จะช่วยกําหนดอนาคต ของชุมชนของสังคมได้ด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องของชมรมนะคะ

อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นห่วงมากและต้องตั้งขึ้นมาเป็นระบบพิเศษคือคนในเมืองค่ะ คนในเมืองนี้ดูเหมือนจะดีนะคะ ใกล้ระบบบริการทุกอย่าง แต่ใกล้แล้วก็มีความเหลื่อมล้ํา สูงสุด เข้าไม่ถึงสูงสุดด้วย และชุมชนก็ยังอ่อนแอมากที่สุดเมื่อเทียบกับชนบท เพราะฉะนั้น ก็คงต้องมีการพัฒนาระบบที่จะมารองรับเฉพาะกลุ่ม เช่น ระบบเข้าเยี่ยมบ้านตรงนี้ก็คงต้องช่วย สําหรับผู้สูงอายุที่จน ในเมืองหรืออยู่ในภาวะยากลําบาก แต่ว่าคนที่เขามีฐานะปานกลาง หรือฐานะดีเขาไม่เปิดบ้านให้เข้าเยี่ยมด้วยซ้ําไป ตรงนั้นก็คงต้องมีระบบอื่น ๆ โดยเฉพาะ ระบบผู้ดูแลรับจ้าง ซึ่งขณะนี้เป็นที่ต้องการมาก ๆ แต่ว่ายังขาดการกํากับควบคุมทั้งในเรื่อง ราคาและคุณภาพบริการนะคะ

นอกจากนี้เองเรื่องของระบบวิสาหกิจเพื่อสังคมตรงนี้ก็คงเข้ามาช่วยเสริม ในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือหรือว่าการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับผู้สูงอายุในเมืองได้

และอีกส่วนหนึ่งที่สําคัญก็คือเรื่องของภาครัฐและภาคเอกชนเองที่ผ่านมานี่ การทํางานทั้งหมดยังเป็นการทํางานเชิงรับมากกว่าเชิงรุก ภาพที่เวลาไปประเมิน แผนผู้สูงอายุก็จะได้ภาพกลับมาว่าหัวไม่ทํา หางก็ไม่เดิน ก็เป็นระบบแบบนี้ เพราะฉะนั้น มันก็จะขาดการทํางานเชิงรุก ขาดการแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ และภาคเอกชนเองก็ยังมี ส่วนร่วมค่อนข้างน้อย เพราะฉะนั้นก็เกรงว่าจะไม่ทันกาลกับความเร็วของการเป็นสังคมสูงวัย ของไทยเรานะคะ เพราะฉะนั้นก็จะมีข้อเสนอที่สําคัญ ๆ ประการแรกก็คงต้องกําหนดเรื่องนี้ ให้เป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ไม่ใช่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ตามนโยบายของแต่ละรัฐบาล แล้วก็ที่สําคัญก็ต้องมีกลไกที่จะแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมด้วย เพราะว่า ส่วนใหญ่จะเป็นแผนนิ่งมากกว่า มีแผนแล้วแต่ไม่สามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้ในทุกระดับ แล้วก็ต้องมีการปฏิรูปกองทุนผู้สูงอายุ ไม่ใช่ไปเน้นเรื่องของการให้กู้ยืมอย่างเดียว หรือการให้ใช้ในโครงการต่าง ๆ อย่างเดียว แต่ว่าคงต้องผลักให้เอากองทุนนี้มาใช้ในการ ให้ภาครัฐ ภาคเอกชนที่จะเข้ามาทํางานด้านผู้สูงอายุสามารถใช้ได้ด้วย แล้วก็ที่เรียนไปแล้ว คือว่าระบบฐานข้อมูลเป็นเรื่องสําคัญมาก ๆ ข้อมูลตรงนี้ต้องมีการพัฒนาให้ทันสมัยอยู่เสมอ และที่สําคัญต้องเชื่อมโยงระหว่างภาพรวมของประเทศจนไปถึงท้องถิ่น แล้วก็ภาคเอกชนเอง เราก็คงต้องมีกลไกที่จะดึงให้เข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะรับผิดชอบต่อสังคมให้มากขึ้นด้วย

และประเด็นสุดท้ายที่ไม่อาจจะละเลยได้นะคะ ก็คือเรื่องของการพัฒนา ระบบกลไกพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้สูงอายุ เพราะว่าเราจะเห็นภาพผู้สูงอายุที่ถูกล่อลวง มากขึ้น หรือคนที่อยู่ในสภาพนอนติดเตียงจัดการทรัพย์สมบัติตัวเองไม่ได้ ตรงนี้ต้องมีระบบ เข้ามาดูแล

สําหรับประเด็นสุดท้ายก็คือเรื่องของการเพิ่มคุณค่าผู้สูงอายุ ก็จะเห็น เรื่องของมนุษย์ป้า เจ้าย่าอะไรก็ว่าไปนะคะ แก่ขนาดนี้แล้วจะไปทําไมเป็นประเด็นที่พูดกัน มากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วภาพของคนหนุ่มสาวที่มองผู้สูงอายุก็เป็นเชิงลบมากขึ้นจากกระแสโลกาภิวัตน์ ที่เปลี่ยนไป ก็จะมองว่าผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพน้อย เป็นภาระในการดูแลในยามเจ็บป่วย อะไรต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเราคงต้องปรับเปลี่ยนมุมมองของทั้งสังคมว่า ผู้สูงอายุเป็นพลัง ไม่ใช่ภาระ เพราะจริง ๆ แล้วถ้าดูในยามวิกฤติของชาติในขณะนี้ ผู้ที่เข้ามากู้ชาติก็คือผู้สูงอายุ เป็นพลังหลักอยู่ทั้งหมด แต่ตรงนี้เราอย่าลืมว่าผู้สูงอายุยังมีพลังไปจนถึงช่วงวัยปลายกว่า ที่ร่างกายจะถดถอย เพราะฉะนั้นตรงนี้สังคมไทยต้องกลับมาตระหนักในส่วนนี้ โดยเฉพาะ สื่อสําคัญมาก ๆ ที่จะส่งเสริม ไม่ใช่พออายุ ๒๐ ปี ก็ให้เล่นเป็นแม่ เป็นยายแล้ว มองดูในเชิงลบไปหมดแล้ว เพราะฉะนั้นหรือหลายรายการก็จะมองแต่ผู้สูงอายุว่าเป็นภาระ อะไรต่าง ๆ มีรายการน้อยมากที่จะมองว่าผู้สูงอายุเป็นพลังที่สําคัญในสังคม

แล้วก็อีกส่วนหนึ่งก็คือคงจะต้องเพิ่มโอกาสอย่างจริงจังให้ผู้สูงอายุเข้ามา มีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมไม่ว่าจะเป็นส่วนร่วมในการทํางาน หรือเรามีเรื่องของพลังสมอง พลังปัญญาเยอะแยะเลยแต่ถามว่าได้ดึงมาใช้ไหม ไม่ค่อยได้ดึงชื่อก็อยู่บนหิ้งแบบนั้นนะคะ

ส่วนสุดท้ายที่สําคัญก็คือการที่จะเพิ่มโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าถึง ระบบเทคโนโลยีทั้งหมดเพื่อที่จะลดช่องว่างระหว่างวัย เพราะฉะนั้นทั้งหมดที่เสนอมานี้ อยากจะเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องของการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัยเป็นเรื่องที่เร่งด่วนมาก และไม่อาจรั้งรอได้ เพราะว่าคลื่นสึนามิลูกใหญ่ของผู้สูงอายุกําลังเคลื่อนเข้ามาขณะนี้มีอยู่ ประมาณ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ภายในอีก ๒๕ ปีข้างหน้าจะเป็นประมาณ ๒๐ ล้านคน และขณะนี้เราก็ได้เสียสมดุลในโครงสร้างทางประชากรไปแล้วก็คือว่าเรามีเด็กลดลง แล้ววัยแรงงานก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปเพื่อรองรับสังคมสูงวัยนี้ จึงต้องมองคนเป็นองค์รวม มองตลอดช่วงชีวิต คนคนเดียวไม่ตายก่อนวัยอันควรก็จะเป็น ผู้สูงอายุในที่สุดนะคะ ต้องเร่งพัฒนา สร้างระบบรองรับในทุกมิติไม่ว่าจะเป็นสังคม เศรษฐกิจ สุขภาพและสิ่งแวดล้อมค่ะ ก็ขอฝากความหวังไว้กับสภาปฏิรูปแห่งชาติในเรื่องนี้ด้วย กราบขอบพระคุณค่ะ