สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๓ · ๗ เมษายน ๒๕๕๘

ประกาศิต กายะสิทธิ์ หารือเรื่องการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและระบบเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และเสนอแนวคิดในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและระบบสุขภาพ เพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความมั่นคงทางด้านที่อยู่อาศัย และการออกแบบระบบบริการที่สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรไทย เพื่อส่งเสริมสังคมที่มีทัศนคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขและความเท่าเทียมกัน

นายประกาศิต กายะสิทธิ์ กรรมการ

กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกสภาทุกท่าน หลังจากที่เราได้รับฟังข้อมูลในหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มิติ จากท่านคณะกรรมการต่าง ๆ แล้วก็ลงลึกไปในเชิงประเด็นหลาย ๆ อย่าง ตอนนี้ ผมขออนุญาตนําทุกท่านกลับมามองภาพรวมของการปฏิรูปอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า จริง ๆ แล้วในภาพรวมของการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัยเราใช้คอนเซปต์ ใช้หลักการ ในการปฏิรูปทั้งหมด ๔ ด้านด้วยกัน นั่นก็คือในด้านของตัวเศรษฐกิจ ตัวสภาพแวดล้อม ตัวสังคม ตัวสุขภาพ โดยที่ใช้พลังการมีส่วนร่วมของแต่ละภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม แล้วก็ท้องถิ่น อันนี้ก็จะเป็นภาพรวมต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมการแต่ละท่านได้พยายามลงลึกถึงรายละเอียด ทีนี้ผมขออนุญาตนําสรุป เป็นเชิงประเด็นในแต่ละด้านนิดหนึ่งนะครับว่ากลไกในการทํางานของเราเป็นอย่างไร หลังจากที่ท่านอาจารย์วิพรรณได้กล่าวสรุปแล้วเราจะเห็นได้ว่าประการสําคัญเลยโครงสร้าง พื้นฐานในด้านประชากรน่าจะเป็นคีย์ (Key) สําคัญนะครับ เนื่องจากว่าเราเสียสมดุลไปแล้ว คลื่นมนุษย์ในด้านของผู้สูงวัยจะก้าวเข้ามาในระยะเวลาอันรวดเร็วคิดว่าถ้าเกิดว่าเรายังคง ออกแบบระบบบริการต่าง ๆ ระบบเศรษฐกิจ ระบบสุขภาพบนฐานความคิดของโครงสร้าง ประชากรชุดเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันนั้นมันจะทําให้เราประสบปัญหาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นขอย้อนกลับนะครับ ถ้าเกิดว่าเป็นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ นโยบายหรือกลไก ในการปฏิรูปของเราเรามุ่งเน้นอยู่ที่ ๒ ด้านด้วยกัน

อันแรกเลยก็คือเพิ่มนโยบายหลักประกันทางด้านการออม อันนี้เป็นประเด็น ที่สําคัญมาก ทางอาจารย์ได้นําเสนอกลไก คณะกรรมการได้นําเสนอกลไกก็คือว่าเราจะต้อง มีการเปลี่ยน จะต้องมีการนํา พ.ร.บ. ปรับจากเบี้ยยังชีพให้เป็นระบบบํานาญพื้นฐานให้ได้ อันนั้นคืออันแรกเลยเพราะว่าตัวนั้นจะเป็นตัวที่เราช่วยดูระบบหลักประกันในภาพรวมของ หลาย ๆ ระบบให้มีความเชื่อมต่อ ให้มีความสอดคล้อง แล้วก็มีความรับผิดชอบร่วมกัน

อันที่ ๒ ก็จะเป็นเรื่องของการเพิ่มพลังเศรษฐกิจ อันนี้ก็ชัดเจน เพราะว่า โครงสร้างประชากรที่อาจารย์ได้เรียนให้เราทราบแล้ว โครงสร้างประชากรวัยแรงงาน เราจะลดลงเรื่อย ๆ เราอาจจะหวังพึ่งคนทํางานจากประเทศเพื่อนบ้านได้อีกไม่นานนัก เพราะว่าเขาก็จะประสบปัญหาแบบเดียวกับเรา เราจะทําอย่างไรจึงจะสามารถที่จะเพิ่มแรง เศรษฐกิจตรงนี้ได้ มันก็จะมีนโยบายหลายอย่างที่เราได้นําเสนอ อย่างเช่น การดึงเอาวัยแรงงานช่วงต้น ช่วงอายุของ ๑๕-๒๔ ปีมาเริ่มในการทํางาน เริ่มในการฝึกฝน ใช้ประสบการณ์ชีวิต ฝึกทักษะ ในการทํางานก่อน เปิดโอกาส ลองคิดดูนะครับ ว่าวัยแรงงานของเราตั้งแต่ช่วงอายุ ๑๕-๒๔ ปี คือ ๙ ปีของวัยแรงงาน คนไทยเราเลี้ยงลูกนานมากนะครับ กว่าผมจะได้ทํางานอายุ ๒๓-๒๔ ปี ไปเรียนจบปริญญาเอกกลับมาอายุ ๓๐ กว่าปี กว่าจะได้เริ่มงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ ถ้าเทียบ กับต่างชาติที่เขาเริ่มทํางานตั้งแต่มัธยมปลายไฮสคูล (High School) การฝึกทักษะ นิสัยการออม มันเริ่มมาจากตรงนั้น ไม่ว่าเราจะผลักดันนโยบายอย่างไรก็ตามถ้าไม่มีการฝึกทักษะ ฝึกนิสัย นโยบายของเราก็จะเป็นแต่นโยบายในการเชิญชวนมากกว่า เพราะฉะนั้นช่วงแรกก็คือการดึง แรงงานช่วงต้นให้ออกมาทํางานมากขึ้น

อันที่ ๒ ก็คือการรักษาแรงงาน ณ ปัจจุบัน ว่าเราจะสนับสนุนเขาอย่างไร นโยบายที่สําคัญก็คือนโยบายสนับสนุนครอบครัว ภาระที่ต้องเพิ่มขึ้นจากการดูแลพ่อแม่ แล้วก็ลูกหลาน ทําอย่างไรเราจึงจะทํางานได้อย่างหมดห่วง นโยบายส่งเสริมการเกิด ถ้าเราจะเร่งรัดว่าคนมีคุณภาพให้มีลูกมากขึ้น ผมยังสงสัยส่วนหนึ่งถ้าหากว่ามีลูกแล้วภาระ มันเพิ่มขึ้น หลาย ๆ ท่านคงลังเล นโยบายที่ต้องควบคู่ไปคือการสนับสนุนนโยบายของ ครอบครัวต่าง ๆ เหล่านี้

สุดท้ายก็คือกลุ่มที่เป็นผู้สูงวัยหรือผู้สูงวัยช่วงต้น ตั้งแต่อายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ทําอย่างไรเราถึงจะมีกลไก พ.ร.บ. การจ้างงาน หรือว่าสวัสดิการที่ยืดหยุ่น แล้วก็สามารถ ที่จะให้เลือกได้ว่าเราจะทํางานตั้งแต่อายุ ๖๕ ปี ไล่ไปถึงอายุ ๖๕ ปีหรือ ๗๐ ปี ขึ้นอยู่กับ ประเภทของงานและความพร้อม อันนั้นคือข้อสรุปของเชิงเศรษฐกิจว่าต้องทําควบคู่กัน ๒ อัน

อันแรก คือเร่งรัดเรื่องการออม

อันที่ ๒ ก็คือทําอย่างไร พลังงาน แรงงานของเราในช่วงของวัยแรงงาน จึงจะอยู่ในระบบให้นานที่สุดนะครับ

อันถัดมาก็จะเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบในเรื่องของสภาพแวดล้อม ตัวสภาพแวดล้อมต้องขอเรียนว่ามันรวมถึงสภาพแวดล้อม สิ่งอํานวยความสะดวก และบริการสาธารณะ อันนี้อยากจะให้สังคมได้มองว่าจริง ๆ แล้วมันคือการลงทุนในเรื่องของ โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเราทําการก่อสร้างหนัก ๆ เลยนะครับ ปรับถนน ปรับทางเดิน ปรับระบบสาธารณสุข การขนส่ง ในช่วงประมาณสัก ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว อันนั้นเป็นความคิดอยู่บนฐานของโครงสร้างประชากร ณ ขณะนั้น ซึ่งมีกําลังแรงงาน กําลังวัยหนุ่มสาวจํานวนมาก เมื่อก่อนนี้เราคิดว่าการข้ามถนนเราก็สร้างทางม้าลาย เราสร้างทางม้าลายเกือบจะทุกทางแยกเลยนะครับ แต่ ณ ปัจจุบันผู้สูงอายุประสบ ความยากลําบากมากในการข้ามทางม้าลาย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่โครงสร้างพื้นฐาน ในด้านสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยน แล้วมันคือ การลงทุนเพื่อนําไปสู่ธุรกิจแบบใหม่ ๆ สําหรับสังคมสูงวัยที่จะตามมานะครับ นอกจากนี้ การเร่งรัดการผลักดันนโยบายหลายตัวมีอยู่แล้วนะครับ เช่น นโยบายกฎกระทรวง ของกระทรวง พม. ของกระทรวงมหาดไทย แต่อาจจะขาดในเรื่องของการผลักดัน ให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อันนั้นก็จะเป็นสิ่งที่เราสามารถกระทําได้เลยนะครับ

ถัดมาก็คือในเรื่องของตัวความมั่นคงทางด้านของที่อยู่อาศัย อันนั้นก็จะเป็น อีกหนึ่งนโยบายสําคัญที่ต่อไปในอนาคตด้วยสภาพที่อาจารย์หลาย ๆ ท่านก็บอกแล้วว่า เราไม่มีความพร้อม ประชากรส่วนใหญ่ไม่มีความพร้อม ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านสังคม ทางด้านสุขภาพ ที่อยู่อาศัยเป็น ๑ ในปัจจัย ๔ ทําอย่างไรเราจึงจะสามารถให้เขา มีความปลอดภัย ๑ ในปัจจัย ๔ อันนั้น ข้อเสนอก็คือการออกนโยบายในเรื่องของ โซเซียล เฮาส์ซิง ในด้านของการสร้างสัดส่วนหรือกําหนดโควตาของอสังหาริมทรัพย์ ว่าต่อไปมันควรจะมีสักจํานวนเท่าไร อันนี้ไม่ใช่สวัสดิการนะครับ แต่ว่าเป็นการเปิดโอกาส ให้เขาสามารถที่จะมาครอบครองที่อยู่อาศัยได้อย่างง่ายขึ้น

ถัดมาจะเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบในเรื่องของสุขภาพ อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ ในเรื่องของสุขภาพเองโดยระบบบริการ ณ ปัจจุบันสิ่งที่คณะกรรมการได้วิเคราะห์ออกมา ก็คือการจะต้องการใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหลัก เป็นแกน เป็นหัวใจ ในขณะเดียวกัน ระบบบริการที่ขาดหายคือระบบบริการระยะกลาง คือช่วงรอยต่อระหว่างการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลแล้วก็กลับมารักษาพยาบาลที่บ้าน เมื่อก่อนนี้พอเรากลับมาที่บ้านเราอาจจะมี ลูกหลาน ๕ คน ๖ คน ผลัดกันดูแล แต่ ณ ปัจจุบันมันไม่ใช่แล้ว เรามีลูกน้อยลง เรามีหลานน้อยลง กลับไปก็ต้องอยู่คนเดียว การออกจากโรงพยาบาลกลับไปที่บ้าน โดยที่บ้านยังไม่พร้อมที่จะดูแลหรือดูแลไม่ถูกวิธี สิ่งที่ ตามมาก็คือการเจ็บซ้ํา รักษาซ้ํา ซึ่งก็จะสิ้นเปลืองงบประมาณในด้านการรักษาอีกเช่นกัน หรือร้ายที่สุดเลยถ้าเกิดว่าการรักษาพยาบาลในบางกรณี เช่นหลอดเลือดสมองแตก หกล้ม กายภาพสําคัญมาก ถ้าเราไม่สามารถทํากายภาพได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ตามมาก็คือภาวะพิการ กลายเป็นภาวะพึ่งพาแบบถาวร ก็จะตกเป็นภาระในการรับผิดชอบอีกแบบหนึ่งเช่นกัน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าถ้าเราสามารถเพิ่มระบบบริการในระยะกลางโดยใช้ชุมชน โดยใช้ระบบภาครัฐที่มีการปรับเปลี่ยนเข้าไปเสริมการทํางานของครอบครัว อันนี้ก็จะสามารถช่วยได้เป็นอย่างมาก สอดคล้องกันกับข้อเสนอทางด้านของสิ่งแวดล้อมว่า ในรายบุคคล ในส่วนบุคคล ถ้าเราปรับสภาพแวดล้อมของบ้านให้ปลอดภัย มันคุ้มค่ากว่ามากเลย กับการที่พ่อแม่ ปู่ย่าตายายหกล้มแล้วต้องไปรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล อันนี้ก็จะสอดคล้องกันในด้านของสุขภาพ

ถัดมาก็ในเรื่องของสังคม ในด้านของสังคมอย่างที่อาจารย์ได้เรียนให้ทราบว่า เป็นสิ่งสําคัญและเป็นพื้นฐาน การออกแบบระบบบริการมันควรจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของ โครงสร้างประชากรในแต่ละช่วงมีความสอดคล้องกัน รักษาสมดุล ไม่อย่างนั้นก็จะเห็นแล้ว ว่าตอนนี้สมดุลเราขาดไปแล้ว เราขาดกําลังแรงงาน ผู้สูงอายุเรากําลังสูงขึ้น ในขณะที่สภาพ โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย สภาพแวดล้อม ระบบบริการ ระบบประกันสังคม ยังไม่พร้อมเลยสักอย่าง อันนี้บ่งชี้ให้เห็นชัดเจนนะครับว่าเราขาดลอส (Loss) ในการสร้าง สมดุลของแต่ละช่วงวัย แต่ละเจเนอเรชัน (Generation) แต่ละช่วงชีวิตที่เติบโตมา เพราะฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์ก็คือว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะมีคณะกรรมการ มีนโยบาย ในการที่จะดูในเรื่องของการวางแผนครอบครัว หรืออาจารย์ใช้คําว่า วางแผนชีวิตในมิติใหม่ ที่ต้องบูรณาการในการทํางานในเชิงของโครงสร้างประชากรและการพัฒนาเศรษฐกิจ ไปด้วยกัน อันนั้นก็จะเป็นข้อเสนอหลัก ๆ

สิ่งสําคัญถัดมาก็คือในเรื่องของทัศนคติ อันนี้น่าจะเป็นวาระของการพัฒนา ระยะยาว เราจะทําอย่างไรให้สังคมเรามีทัศนคติที่ดีในการที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข แล้วก็ความเท่าเทียมกันทางด้านของศักดิ์ศรี ผู้สูงอายุทุกท่าน คนทุกคน แม้แต่กลุ่มเฉพาะ เช่นคนพิการก็ตาม ทุกคนมีศักดิ์ศรี ทุกคนเป็นพลังของสังคม ทําอย่างไรเราจึงจะมี คณะกรรมการ มีกลไก มีการส่งเสริมให้สังคมสามารถที่จะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข อันนี้ก็คือข้อสรุปของคณะกรรมการในด้านการปฏิรูประบบรองรับสังคมสูงวัย สามารถ สรุปได้ตามอาจารย์แต่ละท่าน ด้านเศรษฐกิจ ด้านของสภาพแวดล้อม ด้านของสุขภาพ แล้วก็ด้านสังคม เราอาจจะจําสั้น ๆ ได้เลยนะครับว่า การปฏิรูปครั้งนี้ก็เพื่อทํานโยบาย ด้านของการกินดี อยู่ดี สุขภาพดี แล้วก็สังคมดี ผมก็ขออนุญาตใช้เวลาสรุปในช่วงนี้ แต่เพียงเท่านี้ครับ