สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๓ · ๗ เมษายน ๒๕๕๘

ปรีชา บุตรศรี เสนอแนวคิดการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัย โดยเน้นความสำคัญของการเตรียมการรองรับสังคมสูงวัยที่มาเร็วและมีความสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจ สุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมเสนอแนวคิดการสร้างระบบธนาคารแรงงานเพื่อช่วยแก้ปัญหาการจ้างงานให้คนมีงานที่เหมาะสมกับความรู้และทักษะของตนเอง

นายปรีชา บุตรศรี

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านคณะกรรมการ ตลอดจนเพื่อนสมาชิกที่รักและเคารพทุกท่านครับ ผมคิดว่า เรื่องการปฏิรูประบบเพื่อรองรับสังคมสูงวัยเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่งที่พวกเราจะต้อง ทั้งตระหนัก แล้วก็ทั้งตระหนก คําว่า ตระหนัก ก็คือเราต้องให้ความสําคัญกับมัน คําว่า ตระหนก ก็คือเราจะต้องตื่นตัว อะเลิร์ท (Alert) กับสิ่งเหล่านี้ด้วยเหตุผล ๓ ประการ ด้วยกัน

ประการที่ ๑ นี้นะครับ สังคมสูงวัยนั้นมาเร็ว มาแรง เหมือนคลื่นสึนามิ ถ้าเราไม่มีระบบเตือนภัยที่ดีอาจจะพากันตายทั้งหมดก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงคิดว่า เราควรจะต้องรีบดําเนินการอะไรนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องระบบแรงงานที่ขาดแคลน เวลานี้เราก็ต้องใช้ แรงงานต่างชาติไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว เขมร อะไรต่าง ๆ ไปที่ห้างไหนก็เจอแต่พวกต่างชาติ ทั้งนั้น อันนี้เห็นอยู่ชัดเจนครับ

ประการที่ ๓ ก็คือ แก่แล้วยังจน ก็คือไม่ได้มีการวางระบบรากฐาน ด้านการออมมาก่อน

เพราะฉะนั้นทั้ง ๓ เรื่องนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องทั้งตระหนัก แล้วก็ทั้งตระหนก ทีนี้คณะกรรมการได้วางระบบเอาไว้ดีมากเป็นกลีบลําดวน ๔ กลีบ ผมขออธิบายสั้น ๆ ว่าตั้งแต่เรื่องของเศรษฐกิจที่เราต้องการให้เน้นการสร้างหลักประกัน ให้มั่นคงในยามชราให้มีการออมอย่างนี้เป็นต้น หรือว่าเรื่องของทางด้านสุขภาพก็ทําให้ ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวก็ดี เป็นชุมชนก็ดีได้ให้ความสําคัญกับเรื่องของการดูแลสุขภาพ ของผู้สูงวัยในเวลาอันที่สมควรถูกต้อง เรื่องของด้านสังคมก็เสริมสร้างศักยภาพ ทั้งครอบครัวก็ดี ทั้งชุมชนก็ดี ให้เข้ามามีส่วนดูแล รวมทั้งสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เรื่องในบ้าน เรื่องในอาคารต่าง ๆ เรื่องในสถานที่สาธารณะต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่มีความสําคัญทั้งสิ้น ผมมีประเด็นข้อสังเกตอยู่เพียงสั้น ๆ ๒-๓ ประการนะครับ

ประการที่ ๑ ก็คือ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะเห็นกลไกระดับชาติหรือที่เรียกว่า เป็นเนชันแนล บอดี (National Body) นี่นะครับ ซึ่งจะต้องรีบมี รีบทํา เพื่อที่จะมาดูแล ภาพรวมในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งคณะกรรมการได้บอกว่าให้มาทําหน้าที่หลัก ๆ ใน ๓ เรื่องด้วยกัน นะครับ

อันที่ ๑ ก็คือ กําหนดทิศทาง กําหนดนโยบายให้เกิดความเป็นเอกภาพ

ประการที่ ๒ ก็คือการประมาณภาระทางการเงินการคลังระยะยาว

และที่สําคัญประการที่ ๓ ก็คือทบทวนระบบกองทุนต่าง ๆ ที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบําเหน็จบํานาญ กองทุน กบข. หรือว่าระบบประกันสังคม ซึ่งมีความเหลื่อมล้ํา มีทั้งระบบที่ออมโดยสมัครใจ มีทั้งระบบบังคับ ซึ่งมันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าไม่มีกลไก อันนี้มาดูแลมันก็จะทําให้เกิดความลักลั่นกัน เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน และที่สําคัญ ก็คือเมื่อมีการเปลี่ยนงานมันก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบจากระบบหนึ่งไปสู่อีกระบบหนึ่งได้ อันนี้เราจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีคณะกรรมการเข้ามาดูแล ซึ่งในชั้นนี้ท่านคณะกรรมการ ไม่ได้บอกไว้ บอกแต่เพียงเป็นเนชันแนล บอดี ซึ่งในความเห็นผมผมคิดว่ามันน่าจะต้องเป็น ในรูปของคณะกรรมการระดับชาติ ซึ่งอาจจะมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน คณะกรรมการอาจจะต้องมาจาก ๓ กลุ่มด้วยกัน ก็คือกลุ่มที่เป็นตัวแทนภาครัฐ เช่น ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข เหล่านี้เป็นต้น และอีกกลุ่มหนึ่งก็ผู้แทนจากกองทุน กบข. กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ กองทุนที่มีอยู่แล้วเข้ามาเป็นกรรมการ และกลุ่มที่ ๓ ก็คือผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่จะมาทําหน้าที่เป็นคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งคิดว่ามีความจําเป็น และต้องรีบทําในเวลาอันรวดเร็ว

ประการที่ ๒ ที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือว่าปัญหาเรื่องของแรงงานที่กําลัง จะขาดแคลน ปัญหาของคนที่ต้องไปทํางานไกลบ้าน ปัญหาที่คนแก่อยากทํางานแล้วก็ไม่มีงานทํา ปัญหาเด็ก ๆ วัยรุ่นอยากมีงานทํา อันนี้เป็นปัญหาสําคัญอย่างยิ่ง ซึ่งผมคิดว่ากลไก ในการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ผมอยากจะเสนอแนวคิดเรื่องของธนาคารแรงงานหรือเรียกว่า เลเบอร์ แบงก์ (Labor bank) ผมขออธิบายสั้น ๆ ว่าคําว่า เลเบอร์ แบงก์ คืออะไร ซึ่งผมเคยทดลองทําแล้วที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ทําแล้วก็ประสบความสําเร็จในระดับหนึ่ง ก็คือ

ประการแรก ส่งเสริมให้มีการลงทะเบียนผู้ต้องการมีงานทํา คุณจบอะไร คุณมีความสามารถอะไร มีทักษะอะไร เราไปลงทะเบียนไว้ ในขณะเดียวกันเราก็ลงทะเบียน ผู้ที่ต้องการจ้างงาน คือนายจ้างเป็นบริษัทอะไร เป็นห้างอะไร ต้องการแรงงานอะไร ต้องการทักษะอะไร

ประการที่ ๒ ก็คือมีการแมตชิง (Matching) จับคู่ระหว่างคนที่ต้องการมีงานทํา กับคนที่ต้องการจ้างงาน และ

ประการที่ ๓ ก็คือว่าต้องสร้างระบบข้อมูลให้ครอบคลุมทั้งประเทศเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นทุกตําบล ทุกอําเภอให้มีบริษัทอะไรที่ต้องการจ้างงาน แล้วก็มีแรงงานอะไรที่ต้อง ขายแรงงาน อันนี้ถ้าเราสร้างระบบเครือข่ายแรงงานอันนี้ก็จะส่งเสริมทําให้แก้ปัญหาได้ หลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาคนที่ต้องการทํางานใกล้บ้านก็ดี คนชราที่ต้องการ ได้ทํางานในวัยเกษียณก็ดี รวมทั้งคนหนุ่มสาวที่ต้องการจะมีงานทํา ต้องการมีคนใช้เลี้ยงลูก ก็สามารถหาได้ เพราะฉะนั้นเรื่องของระบบธนาคารแรงงาน ผมคิดว่าเป็นเรื่องหนึ่ง ที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้สามารถที่จะสําเร็จลุล่วงได้ครับ ผมก็มีข้อสังเกตสั้น ๆ แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ