สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑ · ๙ มกราคม ๒๕๖๐

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระประชุม จํานวน ๔ เรื่อง คือ

เรื่องแรก รับทราบเรื่องสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศถึงแก่อนิจกรรม

ด้วย พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย ได้ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันเสาร์ที่ ๗ มกราคม ๒๕๖๐ โดยในวันนี้จะมีพิธีรดน้ําศพในเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา และพิธีพระราชทานน้ําหลวงอาบศพ ในเวลา ๑๗.๓๐ นาฬิกา สําหรับในวันอังคารที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๐ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจะเป็นเจ้าภาพสวดพระอภิธรรม ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา ขอเชิญท่านสมาชิกยืนสงบนิ่งเพื่อเป็นการไว้อาลัยเป็นเวลา ๑ นาที ด้วยครับ

(สมาชิกและผู้ที่อยู่ในที่ประชุมได้ยืนขึ้นเพื่อแสดงความไว้อาลัยเป็นเวลา ๑ นาที)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ เชิญนั่งครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย

ด้วยขณะนี้ได้เกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดทางภาคใต้หลายจังหวัดส่งผลให้ ประชาชนในพื้นที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกร่วมกัน บริจาคเงินช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยครั้งนี้ด้วย เรื่องนี้จะขอนําไปหารือกัน ในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในวันพฤหัสบดีที่ ๑๒ มกราคม ๒๕๖๐

เรื่องที่ ๓ รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ครั้งที่ ๕๐ วันพฤหัสบดีที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมติให้นําสรุป ผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแจ้งให้ สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้วางไว้ประจําที่นั่ง ของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๔ รับทราบสรุปการประชุมว่าด้วยความปลอดภัยทางถนนของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสัมมนาเชิงปฏิบัติการระดับนานาชาติของสมาชิกรัฐสภา

ตามที่ผมได้อนุญาตให้ท่านนิกร จํานง เข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ระดับนานาชาติว่าด้วยความปลอดภัยทางถนนของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้น โดยองค์การอนามัยโลก และมูลนิธิเพื่อการกุศลของสหราชอาณาจักร เพื่อปฏิบัติการมุ่งอุบัติเหตุเป็นศูนย์ ภายใต้ความร่วมมือกับสภาที่ปรึกษาด้านความปลอดภัย ทางถนนแห่งสหราชอาณาจักร ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมมนาแล้วท่านนิกร จํานง ได้รายงาน ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทราบ

ในคราวประชุมคณะกรรมาธิการกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๕๐ วันพฤหัสบดีที่ ๕ มกราคม ๒๕๖๐ และที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้นําเรื่องดังกล่าว แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้วางไว้ประจําที่นั่ง ของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ จึงเสนอต่อท่านประธานเพื่อประกอบการพิจารณาเพื่อความเหมาะสมและรวดเร็วครับ กราบขอบพระคุณครับ

ขอบพระคุณครับ มีสมาชิกท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เรียนเชิญ ท่านนิกร จํานง ครับ

นายนิกร จํานง

ท่านประธานที่เคารพครับ อยากจะเรียนว่าที่จริงแล้ว เป็นความเร่งด่วนค่อนข้างมาก ส่วนตัวนี่ผมเห็นด้วยและเคารพความเห็นท่านสมาชิก ก็คือว่า เราคุยกันในไลน์ (Line) ของสภาว่าจะบริจาคกันคนละ ๕,๐๐๐ บาท แล้วก็เป็นการหัก แต่ทีนี้ผมเองในฐานะเป็นคนใต้ก็เลยบอกว่าผมจะบริจาคเพิ่มอีก ๑๐,๐๐๐ บาท เป็น ๑๕,๐๐๐ บาท คือเดิมเราคุยกันว่าจะได้ครบ เพราะเรามีอยู่ ๒๐๐ ท่าน ถ้าเป็นท่านละ ๕,๐๐๐ บาท ก็จะได้ไม่ถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพราะขาดไป ๒ ท่าน ขณะนี้สมาชิกเรา ขาดไป ๓ ท่าน ที่ไม่ได้เป็นที่ท่านอลงกรณ์ได้พูด ผมได้พูดไว้ในไลน์ (Line) ว่า ถ้าตามนี้ท่านละ ๕,๐๐๐ บาท ก็จะขาดอยู่ ๑๐,๐๐๐ บาท ผมจะออกแทนตรงนั้น แต่นี่เรา ขาดอยู่ ๓ ท่านถ้าเป็นหักรายละ ๕,๐๐๐ บาท ที่เหลือเพื่อให้ครบของเราทั้งหมด ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าจะใช้วิธีนี้ส่วนที่เหลือผมจะรับผิดชอบไปเองอีก ๑๕,๐๐๐ บาท ก็กราบเรียน ก็แล้วแต่ท่านสมาชิกนะครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะสมาชิก สปท. ในกรณีดังกล่าวนี้ผมเชื่อได้ว่า สมาชิกท่านอื่นคงไม่ปฏิเสธนะครับ เพียงแต่ว่าความเร่งด่วนนี้เราทําอย่างไร ที่ผ่านมา เราก็เคยปรึกษากับทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่าในส่วนความเร่งด่วน ดังกล่าวนี้ก็จะมีงบต่างหากที่สามารถจ่ายได้ก่อนแล้วก็ไปหักตอนสิ้นเดือน ถ้าไปรอ ตอนสิ้นเดือนไม่ทันครับจะใช้เวลาอีกหลายวัน ก็ขอเสนอปรึกษากับทางสํานักการคลัง และงบประมาณ สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่สามารถจะทดรองจ่ายไปก่อน แล้วก็ไปหักเงินตอนสิ้นเดือน ถ้าทําได้ก็จะทําให้เกิดความรวดเร็วกับปัญหาที่กําลังประสบอยู่ ในขณะนี้ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ท่านอื่นมีความเห็นเพิ่มเติมไหมครับ เรียนเชิญท่านชูชาติครับ

นายชูชาติ อินสว่าง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. หมายเลข ๐๔๑ เรื่องเงินไม่ใช่เรื่องใหญ่นะครับ เพราะว่าพวกเราเต็มใจกันอยู่แล้ว สําคัญว่าวันพฤหัสบดีต้องไปประชุมวิป (Whip) อีก วันนี้วันจันทร์แล้ว ผมว่าถ้าทําให้เสร็จ ภายในวันนี้เลยจะด้วยวิธีการใด ๆ ก็แล้วแต่ มากได้มาก น้อยได้น้อย ส่งไปก่อนเลย เพราะว่า ขณะนี้ทางภาคใต้กําลังเดือดร้อนหนัก แล้วถ้าเรารอสิ้นเดือนหรือเรารอวันพฤหัสบดีนี้ ผมว่าจะไม่ทันการณ์ กราบเรียนท่านประธาน เสนอว่าเราควรจะทําอย่างไรก็ได้ให้เร็วที่สุด ภายในอาทิตย์นี้หรือภายในวันนี้บริจาคให้เสร็จเลยก็ได้ ผมยินดีครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมไหมครับ ข้อมูลเบื้องต้นที่ผมมีก็คือว่าในกรณีของการหักเงินเดือนนั้น ทางสํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรให้ข้อมูลมาว่าภายในวันที่ ๑๕ ของเดือน อันนั้นประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งก็คือข้อเท็จจริง เราเอาความจริงมาพูดก็คือว่า ทางสํานักงานก็ให้ข้อมูลว่าเงินสํารองจ่ายไม่พอ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะต้องใช้วิธีการบริจาคเงินสด ภายในวันนี้ก็แล้วกัน เอาอย่างนั้นดีไหมครับ ท่านใดมีความเห็นเพิ่มเติมไหม ท่านเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ผม เสรี สมาชิกครับ เมื่อกี้ทางฝ่ายเลขานุการบอกว่าถ้ามีเงินสํารองก็จะสามารถอนุมัติ จ่ายได้ ก็ดูให้มันรวดเร็วนะครับ ที่เป็นห่วงก็คือถ้าช้ามันจะไม่ทันการณ์ ก็ฝาก คือไม่ต้องรอ ถึงวันที่ ๑๕ เดี๋ยวฝ่ายเลขานุการตรวจสอบดูว่าถ้าสามารถจ่ายได้ก็จะดําเนินการได้เลยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เชิญท่านวิเชียรครับ

นายวิเชียร ชวลิต

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเคยมีประสบการณ์ ในการทําศูนย์พักพิงตอนปี ๒๕๕๔ เห็นด้วยกับท่านสมาชิกหลายท่านว่าชักช้านั้นจะไม่ทัน กับการบรรเทาความเดือดร้อน ผมก็มองว่าจํานวนเงินนั้นลองดูว่าน่าจะเพิ่มเติมอีกสักนิดหนึ่ง เพราะทราบว่าในหลายพื้นที่นั้นเปิดศูนย์พักพิง น่าจะเพิ่มเติม แลดูน่าจะเหมาะสม ขอบพระคุณมากครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เรียนเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี

นายสมพงษ์ สระกวี

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพครับ เรื่องเล็กน้อยนิดเดียวว่าสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหาเครดิตไม่ได้ จัดการปัญหาเรื่องเงินที่จะช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภายในวันนี้ไม่ได้ ทั้ง ๆ ที่มีเครดิตอยู่เต็มสภาอยู่แล้วว่าสิ้นเดือนจะสามารถหักเอาเงินมาคืนได้ หรือวันที่ ๑๕ หักเอาเงินมาคืนได้ เรื่องนี้บอก ๒ ประเด็นครับ ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่ารัฐสภานั้นเป็นสถาบัน ที่หาเงินสํารอง แม้แต่ล้านเดียวเพื่อใช้ในภาวะฉุกเฉินเพื่อจะช่วยเหลือประชาชนนั้นไม่มี และทําไม่ได้ ประการต่อมาเมื่อทางราชการไม่มีและทําไม่ได้ทั้ง ๆ ที่เครดิตเต็มสภาอยู่แล้วว่า ณ วันสิ้นเดือนหรือวันที่ ๑๕ ก็สามารถหักคนละ ๕,๐๐๐ บาท ได้ครบล้านอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครสามารถจะค้ําประกันได้ หรือสํารองได้ หรือจัดการให้ทันกับภาวะฉุกเฉินได้ ในที่สุดแล้วท่านประธานก็เลยบอกถ้าอย่างนั้นบริจาคกัน ก็ตกลงกันแล้วว่าจะบริจาคคนละ ๕,๐๐๐ บาท หักเงินเดือนเถอะ ได้เงินแน่นอน ขาดอยู่ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท ยังมีเพื่อนสมาชิก บริจาคเพิ่มด้วยซ้ําไป แต่การที่เราไม่สามารถมีเครดิต ทั้งสภานี้หาเครดิตล้านเดียว เพื่อจะ ใช้เงินภายในวันนี้พรุ่งนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนได้นั้น ผมประหลาดใจ วันนี้ไม่ได้ ไม่เป็นไรครับ แต่ขออย่าให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีกเลยว่า สภาทั้งสภาจะหาเงินช่วยชาติ ยามฉุกเฉินสักล้านหนึ่งโดยที่เอาสมาชิกทั้งสภามาเป็นตัวประกันว่าสิ้นเดือนจะถูก หักเงินเดือนและจ่ายคืนแน่นี่ สภาแห่งนี้ทําไม่ได้ในวันนี้ ขาดทั้งเครดิต ขาดทั้งผู้นํา และขาดทั้งการตัดสินใจ เป็นเรื่องน่าคิดนะครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๐๗ ก่อนอื่นขออนุญาตสวัสดีปีใหม่ท่านประธานและทุก ๆ ท่านด้วยนะครับ ขอให้เราร่วมทํางานกันอย่างแข็งขันมั่นคงเพื่อประเทศชาติ เรื่องช่วยเหลือภาคใต้นั้น เฉพาะหน้าก็ ๕,๐๐๐ บาท หรือจะ ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างไรก็ได้รีบตัดสินใจครับ แต่ผมคิดว่า ส่วนที่อยากจะขอเรียนถาม แล้วเงินก้อนนี้จะไปให้ใคร อันนั้นเป็นข้อที่ ๑ กับข้อที่ ๒ เราควร จะรู้ตั้งแต่แรกว่าเงินก้อนนี้ถึงแม้ว่าจะน้อยนิดนี่ควรจะไปตอบสนองเรื่องที่เร่งด่วนที่สุด ที่ภาคใต้ ณ วันนี้ มันน่าจะมีรายการหรือจัดลําดับความสําคัญว่าอะไรที่จําเป็นที่จะต้อง ช่วยเหลือญาติพี่น้องในภาคใต้เสียก่อน ว่าจะเป็นที่พัก เป็นยารักษาโรค เป็นอาหารแห้ง เครื่องหุงต้มอะไร ผ้าใบ ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องให้แน่ชัด เราจะได้ระบุไปได้ว่าควรจะมุ่งไป ในส่วนที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือไม่น่าจะให้ความช่วยเหลือ แค่หักเงินเดือนไปครั้งเดียว ผมอยากจะขอเสนอท่านประธานว่าเราน่าจะจัดกิจกรรม อีกสักครั้งสองครั้ง เพื่อจะหาเงินระดมทุน จะจัดกีฬา จัดการแข่งขัน หรือว่าจะจัดดนตรี อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้นําไปสมทบในการบรรเทาประเด็นปัญหาของญาติพี่น้องในภาคใต้ ขอขอบคุณครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เชิญท่านสมพงษ์ สระกวี

นายสมพงษ์ สระกวี

ท่านประธานครับ ต้องถือว่าเป็นเรื่องโชคดี ของท่านประธานนะครับ ก็มีเพื่อนสมาชิกบางท่านเห็นว่าเป็นความเร่งด่วนที่จะต้อง ช่วยเหลือพี่น้องที่กําลังทุกข์ยากอยู่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นมีเพื่อนสมาชิกบางท่าน จะไปเรียนท่านประธานโดยตรงว่าเขาจะสํารองเงินให้แทนเพื่อนสมาชิก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ภายในเที่ยงวันนี้ครับ เพราะฉะนั้นปัญหานี้ก็จบนะครับท่านประธาน ต้องบอกชื่อไหมครับ พลตํารวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา ก็จะสํารองเงินก้อนนี้เพื่อเพื่อนสมาชิกและเพื่อท่านประธาน ภายในวันนี้ให้ได้ครับ ขอขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ และขอบคุณ พลตํารวจเอก สุวิระด้วย เมื่อสักครู่ท่านเสรีก็ปวารณาตัว แบบเดียวกัน เพราะฉะนั้นก็ขอให้ท่านเสรีกับท่าน พลตํารวจเอก สุวิระก็ร่วมเป็นเจ้าของเรื่อง เรื่องนี้ด้วยก็แล้วกัน ขอบพระคุณทั้งสองท่าน ขอบพระคุณนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ เสนอรายงาน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ขอเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการ เรื่อง การควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณาดังนี้

ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๙ ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง ซึ่งแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ประกอบด้วย ๖ ประเด็นหลัก ได้แก่ ๑. ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ๒. ระบบพรรคการเมือง ๓. การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ๔. การควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ๕. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบ ประชาธิปไตย ๖. การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดองนั้น คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้เสนอรายงานการปฏิรูป ต่อสภาไปแล้ว ๔ เรื่อง คือ เรื่องการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม การเสริมสร้างวัฒนธรรม ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ระบบพรรคการเมือง และผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง นอกจากนี้คณะกรรมาธิการได้เสนอรายงานเรื่องการเยียวยาดูแลและการฟื้นฟู ผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมืองต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๙ โดยที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีมติมอบหมายให้ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาดําเนินการส่งเรื่อง ไปยังรัฐบาลต่อไปแล้วนั้น ส่วนรายงานเรื่องการแก้ไขความขัดแย้งและการสร้าง ความปรองดอง และรายงานเรื่องข้อเสนอประเด็นสําคัญเพื่อประกอบการพิจารณาแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับการเลือกกํานัน ผู้ใหญ่บ้านนั้น คณะกรรมาธิการจะได้เสนอต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเพื่อพิจารณาในโอกาสต่อไป ในส่วนของการจัดทําแนวทางและ ข้อเสนอแนะการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้มอบหมายให้คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เดิมได้มีท่านสุชน ชาลีเครือ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ต่อมาที่ประชุมได้เห็นชอบตามที่ท่านสุชนเสนอขอให้ ท่านวันชัย สอนศิริ เป็นประธานอนุกรรมาธิการ ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบ จึงได้จัดทําแนวทาง และข้อเสนอแนะการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยกําหนด แบ่งออกเป็น ๔ แนวทาง คือ ๑. การปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา ๒. การปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม ๓. การปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐโดยประชาชน ๔. การปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบข้าราชการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อํานาจรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การนําเสนอรายงาน เรื่องการควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเป็นไปด้วยความรวดเร็วครอบคลุมทุกประเด็น จึงขออนุญาต ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาตให้ท่านวันชัย สอนศิริ ในฐานะ ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ และกรรมาธิการ รวมถึงท่านที่เชิญมาร่วมชี้แจงดังกล่าว ได้นําเสนอรายงานส่วนที่เกี่ยวข้อง ต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป ขอท่านประธานได้โปรดอนุญาตด้วยครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านวันชัย

นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก กระผม สปท. นายวันชัย สอนศิริ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ขอเสนอรายงานต่อที่ประชุมเพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้ ท่านประธานครับ อย่างที่ท่านประธานเสรีได้กล่าวนําไปเบื้องต้นว่ารายงานเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ทั้งฝ่ายการเมืองก็ดี ทั้งฝ่ายข้าราชการประจําก็ดี มีกลไกตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกําหนดไว้แล้ว สาระอย่างย่อ ๆ ที่ผมจะ กราบเรียนนั้นประกอบด้วยการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา ประการที่ ๒ การควบคุมการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กร อิสระและกระบวนการยุติธรรม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านภาคประชาชน ทั้งหมดเหล่านี้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นกําหนดไว้แล้วครับ ท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ในระหว่างที่ผมกําลังชี้แจงนั้นถ้าท่านจะกรุณาดูรายละเอียดในรายงาน ประกอบด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหาทั้งหมดผมคงไม่ได้ลงลึกไปตามเอกสาร แต่จะเอาพอสังเขปเพื่อเป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบและเข้าใจเป็นเบื้องต้น ท่านประธานครับ การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยหลักตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่กําหนดไว้นั้น ถือว่าเป็นกลไกที่ดีอยู่แล้ว เป็นมาตรการในการควบคุมกํากับดูแล ซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องวางกลไกต่าง ๆ ไว้ได้อย่างดีอย่างเหมาะสม แต่เราในฐานะในกรรมาธิการด้านการเมืองได้พิจารณาแล้วว่าเห็นมีบางจุด บางเรื่อง บางประเด็นมีปัญหาและมีข้อบกพร่องที่น่าจะปฏิรูป และในการปฏิรูปนั้น ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณากันรอบด้านแล้วว่า บางเรื่องสามารถกระทําได้ด้วยการแก้ ข้อบังคับการประชุม บางเรื่องสามารถกระทําด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง การแก้รัฐธรรมนูญในอนาคตถ้าหากจะพึงมี เพราะฉะนั้นกระผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านทั้งหลายว่าอย่ามองว่าคณะกรรมาธิการทําไมมองเฉพาะเรื่องนั้นเป็นปัญหา เรื่องนี้ เป็นปัญหา ในส่วนดีเขาดีอยู่แล้วเขาพูดไว้อยู่แล้ว เราเลยนําในส่วนที่เป็นปัญหา และแนวทางของการปฏิรูปมากราบเรียนต่อที่ประชุม ผมจะขออนุญาตต่อที่ประชุม อย่างนี้ครับ จะเริ่มด้วยการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา ท่านประธาน และท่านสมาชิกทั้งหลายคงจะเห็นแล้วนะครับว่าการควบคุมการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผ่านระบบรัฐสภานั้นมีสิ่งที่เราเห็นก็คือ ๑. การตั้งกระทู้ถาม ๒. การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๓. การอภิปรายโดยทั่วไปแบบไม่มีการลงมติ ๔. การตั้งญัตติในประเด็นในเรื่องต่าง ๆ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา และ ๕. ระบบกรรมาธิการ ท่านประธานและท่านสมาชิกจะเห็นแล้วว่า กลไกต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกลไกที่ควบคุมการตรวจสอบอํานาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา สิ่งที่เราเห็นว่า เป็นปัญหาครับท่านประธานเรื่องกระทู้ถาม อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุม เรื่องกระทู้ถาม เป็นเรื่องดีอยู่แล้วในการควบคุมตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แต่สิ่งที่เราเห็นเป็นปัญหา น่าปฏิรูป คือ ๑. การตั้งกระทู้ถามทั่วไปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่มุ่งหวัง ในการหาเสียงสร้างผลงานหรือสร้างกระแสในสื่อสาธารณะมากกว่าที่จะกํากับและควบคุม การตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล จึงมักจะหยิบยกเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนหรือเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่สามารถสอบถามหน่วยงานเกี่ยวข้องโดยตรงและหากเป็นการตั้ง กระทู้ถามโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลก็มักจะถามเป็นเรื่องในเชิงสนับสนุน หรือเป็นการชงเรื่อง หรือเป็นการยอวาที หรือมุ่งมากกว่าที่จะก่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน การตั้งกระทู้ถามสดหรือกระทู้ถามด่วนบางครั้งเป็นการตั้ง กระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของรัฐมนตรี มุ่งทําลายชื่อเสียงของรัฐบาลหรือทําลายกัน ทางการเมืองมากกว่าที่จะมุ่งการแก้ปัญหาความเดือดร้อนแบบจําเป็นเร่งด่วน ประการต่อมา ไม่มีการกําหนดกรอบระยะเวลาในการตอบกระทู้ถามที่ชัดเจนว่าจะต้องตอบเมื่อใด อย่างไร และบางทีก็เลื่อนไปเรื่อย ๆ เราจึงเห็นว่าน่าจะปฏิรูปโดยควรจะมีคณะกรรมการกลั่นกรอง กระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา บางเรื่องน่าจะเป็นเรื่องที่ปรึกษาหารือ ก่อนวาระประชุม และควรจะมีกรอบมาตรการลงโทษที่ชัดเจน เพื่อให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายตอบกระทู้ถาม ถ้าไม่มาตอบในกรอบเวลาน่าจะมีมาตรการ ในการบังคับหรือมาตรการลงโทษ และประการต่อมาน่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบว่ากระทู้ถามที่ตอบไปแล้วนั้นได้มีผลการปฏิบัติ จริงหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่สักแต่ว่าตอบแล้วก็ลอยหายไป อันนี้เรื่องกระทู้ถาม

ประเด็นต่อมาเรื่องการอภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เราเห็นว่ามีปัญหาก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านแม้จะมีข้อมูล พยานหลักฐานต่าง ๆ มาเสนออย่างชัดเจนก็ไม่สามารถลงมติไม่ไว้วางใจเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาล พ้นจากตําแหน่งได้ เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา การลงมติไม่ไว้วางใจ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ไป ๆ มา ๆ นั้นก็ไม่สามารถทําให้หลุดจากตําแหน่ง ที่อภิปรายได้ และการอภิปรายเท่าที่ปรากฏจะมีประชาชนสนใจบางคนที่จะอภิปรายเท่านั้น แม้จะใช้เวลา ๓ วัน ๕ วัน เพราะการอภิปรายนั้นบางครั้งวนเวียน ซ้ําซาก หรืออภิปราย เนื้อหาข้อมูลซ้ําซ้อนกัน ข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่นํามาใช้อภิปรายบางเรื่อง บางประเด็น ยังไม่ชัดเจนหรือเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องที่ปรากฏตามสื่อมวลชนเท่านั้น นี่เราเห็นว่า มีปัญหา ดังนั้น เราเห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในการที่จะต้องปฏิรูปนั้นสาระสําคัญนั้น มีอยู่ประมาณ ๒ ข้อ แต่ข้อหนึ่งนั้นก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นไม่ใช่เป็นหน้าที่ ต้องกระทําตามสมัยประชุมที่กําหนดเท่านั้น แต่ต้องกระทําโดยมุ่งหวังว่าข้อมูลพยานหลักฐาน ที่นํามาใช้ประกอบการอภิปรายต้องเป็นข้อมูลหลักฐานที่ผูกมัดนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และเมื่อนําข้อมูลพยานหลักฐานดังกล่าวส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. แล้ว หรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สามารถที่จะทําให้รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีนั้นพ้นจากตําแหน่งทางการเมืองได้ แปลว่าข้อมูลที่จะนํามาใช้นั้น ควรชะงัดและมีผลที่จะทําให้รัฐมนตรีนั้นไม่สามารถจะดํารงตําแหน่งอยู่ได้

ประการต่อมานั้นเรื่องการอภิปรายทั่วไป เราเห็นว่าการอภิปรายทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ดี เพราะบางครั้งรัฐบาลต้องการข้อมูลจากสมาชิก หรือบางครั้งสมาชิกเองต้องการเสนอข้อมูลต่อรัฐบาล แต่ปรากฏว่าที่แล้วมาเวลาเปิด อภิปรายทั่วไปเมื่อใดกลายเป็นเรื่องแสดงวาทกรรมทางการเมืองหรือการกล่าวหาโจมตีกัน มากกว่าที่ฝ่ายภาครัฐจะได้ข้อมูล หรือมากกว่าที่ฝ่ายค้านจะได้ให้ข้อมูลต่อฝ่ายรัฐบาล ตรงนี้เราเห็นว่าไป ๆ มา ๆ ภาครัฐเองคือฝ่ายรัฐบาลเองก็มักจะไม่ค่อยเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อรับฟังข้อมูลเพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาโจมตี เราจึงเห็นว่าตรงนี้ต้องแก้ที่ทัศนคติ และความรู้สึก ตลอดจนอยากให้สมาชิกมีจิตสํานึกว่า เมื่อใดเปิดอภิปรายทั่วไปเมื่อไรแปลว่า เป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะฉะนั้นการแก้หรือการปฏิรูป เรื่องนี้ในเรื่องตัวบทกฎหมายนั้นค่อนข้างจะยาก แต่เป็นเรื่องทัศนคติและจิตสํานึก ของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมากกว่า

ประการต่อมานั้นการเสนอญัตติ เราจะเห็นได้ว่าญัตติในการที่ตั้งขึ้นมาของ ท่านสมาชิกในสภานั้นเป็นเรื่องดีเป็นเรื่องจําเป็น แต่ปรากฏว่าบางครั้งเสนอญัตติในการ แก้ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาแล้ว ปรากฏว่าเลยเวลาของปัญหานั้น ๆ จนผ่านพ้นไปแล้ว เช่นญัตติแก้ปัญหาน้ําท่วมภาคใต้เป็นเรื่องเร่งด่วน ไปทําการศึกษา ไปพิจารณา ไปตรวจสอบ ใช้เวลากัน ๓ เดือน ๖ เดือน แล้วเรื่องนั้นก็เลยไป รัฐบาลก็ไม่ได้เอาข้อมูลนั้นมาใช้ ในโอกาสนั้น ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และแบบยั่งยืนถาวร เราเห็นว่าญัตตินั้นควรจะ รีบดําเนินการโดยกําหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริง และรัฐเอาไป ทําได้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นรายงานแล้วก็กองอยู่ที่สภาเป็นจํานวนมาก ๆ แล้วก็ไม่สามารถ ทําอะไรได้ องค์กรอิสระอื่น ๆ นั้นค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผ่าน ประชามติแล้ว เขียนไว้ชัดเจน จึงยากมากในการที่เราจะไปแก้ไขปรับปรุงใด ๆ แต่เรา มีความเห็นว่าถ้าเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบางเรื่องบางฉบับน่าจะกระทําได้ จึงตั้งเป็นข้อเสนอ รวมทั้งประเด็นที่เห็นว่าเป็นปัญหาไว้ให้ที่ประชุมได้โปรดพิจารณาครับ ประการแรก ท่านทั้งหลายครับ ลองพิจารณาตามผมและตามรัฐธรรมนูญเท่าที่ท่านทราบ การได้มาและสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระแต่ละองค์กร ที่แล้วมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การสรรหากรรมการในองค์กรอิสระนั้นแปลว่ากรรมการนั้น ไม่ใช่แบบนี้ แต่ปรากฏว่าคราวนี้การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เขากําหนดไว้ชุดเดียวกันทั้งหมด คืออย่างไรครับ ประกอบด้วย ๑. ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นําฝ่ายค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุด และตัวแทนจาก องค์กรอิสระ ๕ คน รวมแล้วทั้งหมด ๙ คน ท่านสมาชิกครับ ใน ๙ คนนั้นเป็นองค์กรอิสระ ๕ คน เป็นประธานศาลฎีกา ๑ คน ประธานศาลปกครอง ๑ คน รวมแล้ว ๗ คน ใน ๙ คนนี้ เป็นคณะกรรมการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระใครที่จะมาเป็น เราตั้งข้อสังเกตครับ ท่านประธาน ลําพังแค่องค์กรอิสระฮั้วกัน ๕ คน ขออภัยนะครับ ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่เราศึกษาในรัฐธรรมนูญโดยละเอียด แค่องค์กรอิสระฮั้วกัน ๕ คน แปลว่ามีเสียง ๕ เสียง แทบจะกําหนดตัวบุคคลว่าจะเอาใครมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ แล้วถ้าประธาน ศาลฎีกาอีก ๑ คน เป็น ๖ คน ประธานศาลปกครองอีก ๑ คน เป็น ๗ คน ที่ประชุมเรา ได้มองกันว่าบุคคลในกลุ่มเหล่านี้เป็นบุคคลอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แทบจะกําหนดตัวบุคคลได้ว่า จะเอาใครมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นี่เป็นข้อสังเกตนะครับ ไม่ใช่มองโลกในแง่ร้าย และที่สําคัญเขาเปิดโอกาสให้กรรมการสรรหานั้นประชุม ปรึกษาหารือกันจะเอาบุคคลอื่นนอกจากบุคคลที่สมัครก็ได้ ยิ่งไปใหญ่เลยครับท่านประธาน และท่านสมาชิกครับ แปลว่ามีคนสมัคร ๘๒ คน กรรมการสรรหารวมกัน ๕ คน ๖ คน ๗ คน ผมไม่ได้มองถึงประธานรัฐสภา ผู้นําฝ่ายค้านนะครับ มีซีกการเมืองไป ๒ คน แปลว่า คน ๕ คน ๖ คน ๗ คนนี่เห็นคน ๘๒ คนแล้วไม่ชอบใจครับ จะเอาบุคคลภายนอก ที่กรรมการสรรหาต้องการก็เป็นไปได้ ถ้าคุณมีคุณสมบัติที่บอกว่ามีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม จากบุคคลที่มีความเหมาะสมทั่วไป เขียนกว้าง ๆ ครับ นอกจากมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว คุณยังต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ มีจริยธรรม มีความรับผิดชอบสูง ถามว่าเขียนไว้อย่างนี้มันเป็นกรอบกว้าง ๆ นะครับ ใครล่ะครับกล้าหาญ ใครล่ะครับ มีความรับผิดชอบสูง ใครล่ะครับมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม คณะกรรมาธิการโดยพวกเราก็มาพิจารณาว่านี่มันเป็นการเปิดช่องที่กว้างโดยไม่เขียน กรอบกติกาว่าความซื่อสัตย์สุจริตคืออะไร ความกล้าหาญคืออะไร มีจริยธรรมเป็นตัวอย่าง ทางสังคมคืออะไร ตรงนี้เราก็เห็นว่าเป็นการเปิดช่องให้กรรมการสรรหาสามารถเอาใครก็ได้ และ ขออภัยนะครับ เปิดโอกาสถ้ามองโลกในแง่ร้าย ฮั้วกันก็ยังได้ นี่เราตั้งเป็นข้อสังเกต ดังนั้น เราเห็นว่าการปฏิรูปนั้นควรจะกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลที่มี ความเหมาะสมทั่วไป ซึ่งมีความรับผิดชอบสูงมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม โดยควรจะกําหนดเป็นหลักเกณฑ์ ให้ชัดว่าคืออะไร กําหนดคํานิยามให้ชัดว่าแต่ละอย่าง แต่ละอย่าง แต่ที่ผมกราบเรียนมานั้น คืออะไร อย่าปล่อยกว้างไปตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดนั้นเพียงอย่างเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้ เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็เชื่อว่าจะทําให้กรรมการสรรหานั้นมีกรอบไม่ใช่กว้างเกินไป เอาละครับประเด็นต่อมาเราเห็นเรื่องคุณสมบัติที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะกําหนดไว้ ดีเลอเลิศประเสริฐ แต่เราเห็นว่ามีจุดอ่อนอยู่สัก ๒ ประการด้วยกัน ประการที่ ๑ คุณสมบัติ ของคนที่จะมาเป็นตุลาการและบุคคลในองค์กรอิสระนั้นจํากัดอยู่ในกลุ่มบุคคล บางสาขาอาชีพเท่านั้น ทําให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในสาขาอื่น ๆ ไม่สามารถเข้ามาเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการในองค์กรอิสระที่จะทําให้เกิดมุมมองหลากหลายมิติ มากกว่า ถ้าท่านไปดูคุณสมบัตินะครับ เป็นศาสตราจารย์บ้าง เป็นอธิบดีบ้าง เป็นอธิบดีศาลบ้าง เป็นอธิบดีอัยการบ้าง ถ้าบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอ (NGOs) หรือบุคคลภายนอกนั้น ต้องประกอบอาชีพอิสระมาถึง ๒๐ ปี ต้องมีคํารับรองมาจากองค์กรแต่ละองค์กรนั้น ไป ๆ มา ๆ บุคคลในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เรามองกันว่าน่าจะมาจากศาล อัยการ และอดีตข้าราชการ อธิบดีเป็นต้นไปมากกว่า เรามองไปว่าต่อไปใครที่เป็นอธิบดี มาแล้วเกินกว่า ๕ ปี หรือตําแหน่งเทียบเท่า รวมทั้งศาสตราจารย์มาเกินกว่า ๑๐ ปี รวมทั้ง อธิบดีศาล อธิบดีอัยการ แทบจะมาเป็นบุคคลในองค์กรอิสระได้ บุคคลภายนอกยากมาก เราดู ซึ่งเราเห็นว่ามันน่าจะมีหลายมิติ หลายองค์กร เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้และมีการใช้กฎหมายลูกประกอบไปแล้ว อาจจะทําให้คน หรือกรรมการบุคคลในองค์กรอิสระนั้นหลุดจากตําแหน่งเป็นจํานวนมาก เพราะจํากัดไว้ เฉพาะบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้เข้มมาก ประการต่อมาคุณสมบัติที่กําหนดว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นกลางทางการเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ กําหนดไว้ว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างที่ว่านี้ กรอบอยู่ตรงไหน ตรงไหนคือความเป็นกลาง ทางการเมือง ตรงไหนมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีกรอบเขียนไว้ เราเห็นว่าน่าจะต้องมีการปฏิรูปโดยกําหนดกรอบ กําหนดกติกาให้ชัดทั้งหมดตามที่ผมได้ กราบเรียนมาแล้ว ท่านประธานครับ บางเรื่องหลายท่านอาจจะมีข้อเถียงอยู่ในใจว่า แล้วคุณจะไปปฏิรูปอะไรในเมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดไว้อย่างนี้ ก็กราบเรียนต่อท่านประธานว่า บางส่วนอาจจะไปแก้ได้เล็ก ๆ ในกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่บางเรื่อง เป็นเรื่องที่จะต้องแก้หากจะพึงมีคือการแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต อันนี้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตไป เพราะฉะนั้นในเรื่ององค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะอย่างที่ผม กราบเรียนแล้ว ทีนี้ประเด็นที่ควรจะต้องปฏิรูปอันเกี่ยวกับการทํางานของแต่ละองค์กรนั้น ส่วนใหญ่แล้วเราได้เขียนไว้ค่อนข้างจะชัด มีรายละเอียดว่าบางเรื่องนั้นถ้ามีปัญหาเรื่อง ความล่าช้าควรจะกําหนดเรื่องกรอบ เรื่องระยะเวลา เช่น ป.ป.ช. นั้นควรจะกําหนด กรอบระยะเวลาให้ชัดเจนว่าคดีใดควรจะพิจารณาเสร็จสิ้นเมื่อใด อย่างไร อย่าปล่อย ให้ยืดเยื้อยาวนานเกินไปอย่างไร อันนี้ก็เขียนไว้ในรายงานนะครับ และเกี่ยวกับเรื่อง กกต. เราก็เขียนไว้บ้างพอสังเขปว่าในระหว่างที่มีการยุบสภาหรือในระหว่างที่มีการเลือกตั้ง ในการที่จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไม่ได้กําหนดไว้ชัดว่าเป็นข้าราชการระดับใดบ้าง ที่จะต้องขออนุมัติจาก กกต. ก็ทําให้มีปัญหา เพราะฉะนั้นน่าจะมีกรอบให้ชัดว่าต้องเป็น ข้าราชการระดับใดถึงระดับใดต้องขออนุมัติจาก กกต. ไม่ใช่เขียนรวม ๆ แบบนี้ มาถึง ผู้ตรวจการแผ่นดินเราก็เห็นว่ารวมทั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพียงแต่มีอํานาจ ในการดําเนินการในเรื่องเรียกมาตรวจสอบ เรียกมาสอบถาม เรียกมาสอบสวน แต่อํานาจ ในการที่จะพิจารณาจัดการแก้ไขให้เป็นไปตามที่สรุปไว้นั้นไม่มี ไป ๆ มา ๆ องค์กร ๒ องค์กรนี้ เรามักจะมองกันว่าเป็นเสือกระดาษ เราเห็นว่าน่าจะมีกฎหมายหรือมีการแก้ไขในบางเรื่อง บางสิ่ง บางประเด็นว่าให้เขามีอํานาจในการจัดการมากกว่าเสนอไปยังหน่วยงานต่าง ๆ แล้วไป ๆ มา ๆ ก็ทําอะไรไม่ได้ ประการต่อมานั้นก็คือเรื่อง สตง. หรือการตรวจสอบ อันเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ปรากฏว่ามีอํานาจเพียงให้คําแนะนําหรือให้ข้อเสนอแนะ แก่หน่วยงานไม่มีอํานาจเข้าไปสั่งการ เข้าไปจัดการและแก้ไขข้อบกพร่อง รวมทั้งไม่มีอํานาจ ในการที่จะฟ้องร้องคดี อันนี้ไป ๆ มา ๆ สตง. ต้องส่งเรื่องไปให้หน่วยงานอื่น แล้วก็ทําการ สืบสวนสอบสวนกันซ้ําซ้อนขึ้นไปอีก เราก็เห็นว่าน่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเสียในส่วนนี้ ทั้งหมดอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เราได้กําหนด วิธีการปฏิรูปในหลายรูปแบบให้ชัดเจนในปัญหาดังที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ควรจะแก้ไขว่า เรื่องใดควรจะเพิ่มอํานาจหน้าที่ เรื่องใดควรจะเพิ่มเรื่องระยะเวลา และเรื่องใดควรจะ กําหนดกรอบให้ชัดเจน

ประเด็นเกือบสุดท้ายแล้วครับท่านสมาชิก การควบคุมและการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยประชาชน ประชาชนก็มีส่วนสําคัญในการที่จะควบคุม ตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐ ที่แล้วมาปรากฏว่ารัฐบาลที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือล้มไปอันเกิดขึ้นจาก ภาคประชาชนก็มีหลายครั้ง แต่เราเห็นว่าถ้ากําหนดกรอบกติกาไว้ให้ชัดเจนว่าเขาควรจะมี ส่วนร่วมอย่างไรบ้าง เหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ การชุมนุมประท้วงก็ไม่ควรจะมีมากนัก เราจึงเห็นว่าสภาพปัญหาที่ผ่านมานั้นประชาชนขาดการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐ เนื่องจากรัฐขาดการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ และหน้าที่ ตลอดจนความสําคัญของการใช้อํานาจรัฐ อันนี้อาจจะพูดเป็นนามธรรม แต่รูปธรรมจริง ๆ ถ้ายิ่งไกลปืนเที่ยงไปเท่าไรเขายิ่งไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยภาคประชาชน แปลว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามที่ผู้มีอํานาจรัฐสั่ง

ข้อ ๒ การใช้กลไกตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของประชาชนที่มากเกินไป อันนี้เราตั้งเป็นข้อที่น่าพิจารณา อาจนําไปสู่ความขัดแย้งและประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์ จากการดําเนินงานหรือกิจการของหน่วยงานของรัฐ แปลว่ามากเกินไป บางทีก็ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง ดังนั้น เราเห็นว่าส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว โดยสนับสนุนให้มีการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... โดยเร็ว ซึ่งอันนี้บางฉบับ ก็ผ่านที่ประชุมของ สปท. ไปแล้ว ให้มีมาตรการ กระบวนการ หรือกลไกในการรับทราบ ข้อมูลจากภาคประชาชน เพื่อนําไปสู่การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐและแก้ไขปัญหา ให้เป็นรูปธรรม กําหนดโครงสร้าง กฎเกณฑ์ มาตรการลงโทษ การใช้มาตรการควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนร้องเรียน และฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐโดยไม่มีเหตุอันควร อันนี้แปลว่าประชาชนที่ร้องเรียนเล่นงาน ด้วยข้อมูลอันไม่เป็นความจริง ต้องการใส่ร้ายป้ายสีและปรากฏว่าเป็นความจริง ต้องมีมาตรการลงโทษที่รุนแรงด้วย

ประการต่อมา เสนอประเด็นเพื่อการปฏิรูปที่ควรบัญญัติไว้ในกฎหมาย มาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ ฉบับนี้สําคัญมากในมาตรา ๖๓ ครับ ท่านประธาน กําหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเขาบอกว่าต้องไปออกกฎหมายลูก มาตรา ๖๓ เพราะฉะนั้นกฎหมายลูกเราพูดกัน อยู่ตลอดเวลาว่า มาตรา ๖๓ ทาง สปท. ควรจะมีบทบาทอย่างสําคัญในการเสนอที่จะ ออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นการเปิดช่อง เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการควบคุม ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตและคอร์รัปชัน อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ที่อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุมอันเกี่ยวกับการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผ่านสภาผ่านศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ และภาคประชาชน ๓ ประการนี้ในเอกสาร ทั้งหมดมีรายละเอียดที่ท่านทั้งหลายได้อ่านแล้ว พิจารณาแล้ว พวกเราเองในฐานะ เป็นกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากท่านสมาชิกเพื่อจะนํามา ประกอบให้สมบูรณ์ เพราะแต่ละท่านนั้นมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งเป็นข้าราชการย่อมจะเข้าใจกลไกต่าง ๆ เหล่านั้นดี เพราะฉะนั้นเราจะทําให้ข้อมูลนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่ในส่วนของราชการนั้นท่านประธานเสรี มีข้อมูลบางประการที่จะเติม เสริมในการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐที่ผ่านระบบ ราชการนั้นเราควรจัดการอย่างไร ขอเชิญท่านประธานช่วยเติมต่อครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขอกราบเรียน เพิ่มเติมจากที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้รายงานต่อที่ประชุมไปแล้ว อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ใช้อํานาจรัฐ เนื่องจากสภาพปัญหาที่ผ่านมาข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ถือว่า เป็นกลไกของการบริหารประเทศและเป็นผู้ใช้อํานาจรัฐตามนโยบายของฝ่ายบริหาร ที่ผ่านมาพบว่าแม้จะมีกฎหมาย หรือหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานขององค์กรอิสระ หลายองค์กรที่จะคอยควบคุม ตรวจสอบ หรือกํากับการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อํานาจรัฐดังกล่าว เพื่อมิให้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ จํานวนมากที่ยังกระทําการหรือละเว้นการกระทําที่ผิดต่อกฎหมาย แสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตคอร์รัปชันกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ โครงการหรืองานต่าง ๆ ซึ่งทําให้ข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ประพฤติดี ประพฤติชอบต้องได้รับความเสียหายไปด้วย ดังนั้นเพื่อให้การควบคุมและการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น จึงควร มีการปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อํานาจรัฐ ดังนี้

๑. ควรนํามาตรการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ของฝ่ายการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องไปบังคับใช้กับข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้ อํานาจรัฐด้วย เนื่องจากข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ใช้อํานาจรัฐตามนโยบาย ของฝ่ายบริหารเช่นกัน ตามที่ท่านวันชัยได้กรุณาให้ข้อมูลรายงานกับสภาไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐมีมาตรฐานเดียวกัน

๒. ควรลดการผูกขาดการใช้อํานาจรัฐ โดยการกําหนดระยะเวลาการดํารง ตําแหน่ง การโยกย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการและข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกระดับ ก็คือ ไม่ต้องการให้อยู่จนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างที่ผ่าน ๆ มา

๓. การตรวจสอบภายในของหน่วยงานของรัฐ ผู้ตรวจราชการของรัฐ และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องจะต้องทําหน้าที่อย่างจริงจัง เพื่อให้ข้าราชการและพนักงาน เจ้าหน้าที่ที่ใช้อํานาจรัฐทุกตําแหน่งปฏิบัติหน้าที่ไม่ละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมาย หากข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือแสวงประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้มีโทษตามกฎหมายในอัตราที่สูงสุด ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ก็จะเห็นได้จากการปฏิบัติหน้าที่ ในปัจจุบันที่ในหน่วยงานเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละหน่วยมีภาระความรับผิดชอบต่อการปกป้อง ผลประโยชน์ของรัฐ แต่มีบางหน่วยงานในหลาย ๆ แห่งที่ปล่อยปละละเลยหาผลประโยชน์ จากการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องเหล่านี้จึงต้องมีการทบทวนตรวจสอบและให้มีการใช้อํานาจรัฐ ไปในแนวทางที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยรวม

ดังนั้น ในข้อเสนอดังกล่าวนี้ตามรายงาน หน้า ๓๔ ขอแก้ไขถ้อยคําเล็กน้อย ก็คือในข้อ ๔ ของหน้า ๓๔ ดังกล่าวขอแก้ไขตัดเลข ๔ ออก ให้เป็นข้อความว่า ในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐควรมีมาตรการทางกฎหมายที่มีสภาพบังคับการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในฝ่ายการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และข้าราชการ ก็คือควรเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายในอัตราโทษในความผิดทุจริตคอร์รัปชัน โดยผู้กระทําความผิดทุจริตคอร์รัปชันให้ถูกลงโทษตามเกณฑ์ตัวอย่างดังนี้ ๑. มูลค่า ความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันจํานวนไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต้องระวางโทษ จําคุกไม่เกิน ๕ ปี ๒. มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน จํานวนที่เกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ต้องระวางโทษจําคุก ๑๐ ปี ๓. มูลค่า ความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันจํานวนที่เกินกว่า ๑๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๑๐๐ ล้านบาท ต้องระวางโทษจําคุก ๒๐ ปี ๔. มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน จํานวนที่เกินกว่า ๑๐๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ต้องระวางโทษจําคุก ตลอดชีวิต ๕. มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันจํานวนเกินกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต ในส่วนรายงานดังกล่าวนี้ต้องกราบเรียนว่า บทกําหนดโทษที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีมาตรการ การป้องกัน มีมาตรการให้บรรดาคนที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้วคิดจะทุจริตคอร์รัปชันมีความชัดเจนว่า จะได้รับอัตราโทษจําคุกเช่นใด ลักษณะใด ในจํานวนเท่าใด ดังนั้น ตามรายงานดังกล่าวจึงได้ กําหนดบทลงโทษที่รุนแรงและชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล หลาย ๆ ประเทศ บางประเทศก็กําหนดมาตรการการลงโทษคนที่ทุจริตคอร์รัปชันเอาไว้ลักษณะเช่นเดียวกันนี้ เช่นกัน ซึ่งในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันดังกล่าวนั้นเรามีคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ได้ศึกษาในเรื่องเหล่านี้ จึงขอเสนอเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเพื่อให้การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เป็นไปในแนวทางที่แก้ไขได้อย่างสัมฤทธิผล

คณะกรรมาธิการจึงเสนอรายงานดังกล่าว โดยมีข้อเสนอแนะในเรื่อง การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แล้วเพื่อให้เกิดการควบคุมการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐเกิดประสิทธิภาพ จึงขอเสนอให้ดําเนินการในเรื่องเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย โดย

๑. การแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นมาตรการหนึ่งในการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และพุทธศักราช ๒๕๕๐ ตลอดจนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ. .... (ฉบับผ่านการทําประชามติ) ไปแล้วของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการบัญญัติ มาตรการดังกล่าวไว้ในหมวด ๑๒ องค์กรอิสระ ส่วนที่ ๔ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา ๒๓๔ (๓) กําหนดให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินของตน ของคู่สมรส และบุตรที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ของบุคคลดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเกิดประสิทธิภาพและเกิดผล ในทางปฏิบัติ และเป็นการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันหรือการใช้อํานาจรัฐในการ แสวงประโยชน์สําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ควรให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สิน นับแต่วันเริ่มบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ โดยให้จัดเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ในส่วนงาน ต้นสังกัดที่บุคคลนั้นบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบ การตรวจสอบกรณีมีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทําการผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อเสนอดําเนินการต่อไป

๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติมาตรการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐโดยแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้ง ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติไปดังกล่าวของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๒ องค์กรอิสระ ส่วนที่ ๔ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา ๒๓๔ (๓) ได้บัญญัติมาตรการดังกล่าวไว้เช่นกัน โดยการกําหนดให้ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รวมทั้ง ตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าวนั้น เนื่องจาก ผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวมีหน้าที่และมีอํานาจในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐและใช้อํานาจรัฐ ในขณะเดียวกันด้วย ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อํานาจรัฐเกิดความโปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงควรให้เปิดเผยรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดํารงตําแหน่งนั้น ให้ประชาชนได้รับทราบเช่นเดียวกันกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต

๓. คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเห็นว่า แม้สภาพปัญหาขององค์กรอิสระแต่ละองค์กรดังกล่าวข้างต้นจะได้บัญญัติไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับผ่านประชามติ) ไปแล้ว แต่บางประเด็นยังไม่มีความชัดเจนและอาจจะ เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ จึงได้มีความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบ การพิจารณาในการจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระนั้น หรือข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณี หากประเด็น ดังกล่าวสามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมรายละเอียดให้เกิดความชัดเจนในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับการประชุมดังกล่าวได้ หรือเมื่อมีการประกาศใช้ข้อบังคับ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคต อาจนําความเห็น ข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการหรือแนวทางปฏิรูปในรายงานเรื่องนี้มาประกอบการพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติมในโอกาสอนาคตข้างหน้าได้ นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการยังเห็นว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองควรมีการติดตามและเข้าไป มีส่วนร่วมในการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระต่าง ๆ เพื่อให้ ความเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นสําคัญเพื่อจัดทําร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ครบถ้วนขึ้น

๔. ควรดําเนินการในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ และข้าราชการอย่างเคร่งครัดและเป็นรูปธรรม

๕. คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองขอเสนอ ให้มีการปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกําหนดอัตราโทษในความผิดทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นตามที่ได้กราบเรียนมาข้างต้น

รายงานฉบับนี้ได้เสนอข้อสังเกตไว้ดังนี้ เพื่อให้การทําหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ และไม่เกิดข้อโต้แย้งหรือตอบโต้กัน ในทางการเมือง ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือเรื่องใด ๆ ของสภาผู้แทนราษฎร ควรเป็นการดําเนินการเพื่อพิจารณาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น โดยการพิจารณา เกี่ยวกับรายงานหรือเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติหรือเรื่องดังกล่าว ต้องดําเนินการ พิจารณาและหาข้อยุติในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการก่อนที่จะเสนอต่อที่ประชุมสภา รวมทั้งการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนตั้งกรรมาธิการ ควรกําหนดจํานวน ผู้อภิปรายของพรรคการเมืองแต่ละพรรค โดยมีจํานวน ๒-๓ คน เพื่อให้การอภิปราย ใช้เวลาน้อยและประชาชนให้ความสนใจ

คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จึงขอเสนอ รายงานฉบับดังกล่าวนี้เพื่อให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้โปรดพิจารณา หากสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบด้วยกับรายงานดังกล่าวนี้ ขอได้โปรดดําเนินการดังนี้

๑. ขอให้ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และองค์กรอิสระอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กร ที่เกี่ยวข้องตามรายงานดังกล่าวนี้ได้กราบเรียนต่อสภาไปแล้วเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป

ส่วนในการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับรายงานนี้ ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติขอให้มีผู้แทนคณะกรรมาธิการ สปท. ด้านการเมือง จํานวน ๑ คน เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวนี้ด้วย

ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายงานเพื่อให้ท่านประธานและที่ประชุมได้โปรดพิจารณา เห็นชอบเพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวันชัย กรุณาสรุปด้วยนะคะ

นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ขอเพิ่มเติมอีกสักเล็กน้อย ท่านประธานครับ คือปรากฏในเนื้อหาของรายงานทั้งหมดนี้ อย่างที่ผมเรียนต่อท่านประธานในเบื้องต้นว่าสาระใหญ่ ๆ ทั้งหมดเราเห็นว่า มาตรการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐดีอยู่แล้ว ทั้ง ส.ส. ส.ว. และผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองในอดีตที่ทํามาดีอยู่แล้ว เพียงแต่เราเห็นว่ามีจุดบกพร่อง จุดที่เป็นปัญหาที่น่าจะปฏิรูปขึ้นมา ถ้าหลายท่านอ่านจากรายงานแล้วก็จะตําหนิ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองกันว่า เอ๊ะ มองแต่แง่ร้าย อย่างเดียว เห็นตรงนี้ก็เป็นปัญหา อันนี้ก็เป็นปัญหา อย่างที่ผมกราบเรียนแล้วในส่วนดี เราไม่ได้เอามาพูดไว้ เพราะดีอยู่แล้ว เราต้องการปฏิรูปในจุดที่บกพร่องเท่านั้น จึงอยาก กราบเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกให้ทราบ ฝ่ายการเมืองจะได้เข้าใจ ไม่อย่างนั้น เดี๋ยวจะมองว่า สปท. มองการเมืองในแง่ร้ายเพียงด้านเดียว แล้วก็อยากจะกราบเรียน ต่อท่านประธานเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยว่าข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหมดเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นส่วนหนึ่ง อย่างสําคัญในการพิจารณาของกรรมการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้น ท่านสมาชิกมีข้อมูลดี ๆ เติมเสริมเข้าไปจะเป็นส่วนสําคัญที่เราทําให้สมบูรณ์ แล้วเชื่อเหลือเกินว่า กรธ. เขาจะนําไปใช้อย่างสําคัญเหมือนกับกฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมาย กกต. กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ก่อนที่จะให้สมาชิกอภิปรายขอเรียนว่าขณะนี้มีคณะบุคคล ที่ขออนุญาตเข้าฟังการประชุม คือคณะผู้เข้าร่วมโครงการพัฒนานักบริหารการเปลี่ยนแปลง รุ่นใหม่ รุ่นที่ ๑๐ สํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ จํานวน ๒๙ คน ยินดีต้อนรับนะคะ ต่อไปก็เป็นการเชิญให้ท่านสมาชิกอภิปราย เชิญท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๐๗ ยังไม่ไปสู่เนื้อหา เป็นเรื่องของกระบวนการและวิธีการที่จะพิจารณา เรื่องนี้สักนิดหนึ่ง สืบเนื่องมาจากที่เมื่อกี้นี้ท่านประธานเสรีได้มีการกล่าวถึงเรื่องสถานะ ของข้าราชการระดับสูง อาจจะรวมทั้งพนักงานของรัฐระดับสูงในรัฐวิสาหกิจด้วย แต่ว่าประเด็นปัญหาคือเอกสารอันนี้ที่เสนอโดยคณะกรรมาธิการเป็นเรื่องเกี่ยวกับ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในรัฐสภา แล้วก็องค์กรอิสระอีก ๔-๕ องค์กรด้วยกัน คราวนี้ เมื่อท่านประธานเสรีได้เสนอต่อสภาว่า จะให้มีการระบุการจะลงโทษข้าราชการประจํา ผมไม่ได้มีประเด็นปัญหาในแง่ของเนื้อหา แต่ว่าน่าจะใส่เป็นหมายเหตุตอนท้าย มากกว่าที่จะไปแก้ข้อ ๔ ในหน้าที่ ๓๔ เพราะว่าเรื่องเกี่ยวกับข้าราชการประจํานั้น เรามี ๒ องค์กรของ สปท. คือคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบการบริหารราชการ และท้องถิ่น อีกทั้งก็มีคณะอนุกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน และทั้งสองกรรมาธิการนั้นก็มีหน้าที่เกี่ยวข้องข้าราชการประจําเป็นสําคัญ เพราะฉะนั้น ในการที่จะกระทําอะไรที่เกี่ยวกับข้าราชการนั้นจะให้มันโดด ๆ เข้ามาอยู่ในเอกสารอันนี้ แล้วก็ในกรอบงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็จะดู กระไรอยู่ ถึงแม้ว่าผมก็เป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการนี้ด้วย ผมอยากจะให้เรื่องที่เกี่ยวกับ ข้าราชการประจํานั้นทิ้งเป็นหมายเหตุไว้ตรงนี้ได้ หรือว่าในบันทึกการประชุมของ สปท. ในวันนี้ แต่ว่าในสาระเนื้อหาว่าจะทําอย่างไรกับข้าราชการประจํานั้นต้องขอความกรุณา ท่านประธานให้มีการประสานงานภายใน สปท. ของเราเสียก่อนกับอีก ๒ กรรมาธิการ จะดีกว่า นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ก็คือที่ผมเป็นห่วงมากที่จะลงโทษข้าราชการให้ทัดเทียมกับ นักการเมืองด้วยการประหารชีวิต ทั้ง ๒ ประเด็นผมไม่เห็นด้วยครับ และผมนับถือ พุทธศาสนา ผมไม่สามารถที่จะรับเรื่องการประหารเอาชีวิตของเพื่อนมนุษย์ได้ อันนี้ถ้าเผื่อ ยังอยู่ในเอกสารนี้ผมก็ไม่สามารถที่จะไปด้วยได้ แค่คําเดียวครับ ประหารชีวิต ผมรับไม่ได้ แล้วก็ไม่เห็นด้วย ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านประธานกรรมาธิการคะ รับข้อเสนอแนะไว้นะคะ เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี ประธานกรรมาธิการ ในส่วนที่ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านกษิตพูดถึง เมื่อกี้ตอนรายงานนั้นผมได้แจ้งกับที่ประชุมว่าขอปรับถ้อยคําจากข้อ ๔ มาเป็นภาพรวมของ ทั้งหมด ของทั้งทางการเมืองและของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และของข้าราชการด้วย อันนี้ก็ปรับแก้เพื่อให้ใช้ไปทั้งหมด ส่วนที่ ๒ ในเรื่องของการจะนํารายละเอียดข้อเสนอ ของกรรมาธิการด้านการเมืองไปพิจารณาอยู่ในกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องก็คือของ ป.ป.ช. เราก็ยินดี ก็คือเรารายงานอันนี้เพื่อให้เห็นเป็นหลักการข้อเสนอของกรรมาธิการ แต่เรายินดี ที่จะให้คณะอื่นที่เกี่ยวข้องนํารายงานฉบับนี้ไปรวมกับรายงานของกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องดังกล่าว เพื่อประโยชน์แก่การพิจารณาในคณะที่เกี่ยวข้องดังกล่าวด้วย ให้เป็นไปในทางเดียวกัน ข้อที่ ๓ ส่วนข้อเสนออัตราโทษ เป็นเรื่องการกําหนดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ข้อเสนอดังกล่าวนี้ในกฎหมายอาญากําหนดโทษไว้ก็คือโทษอยู่ในมาตรา ๑๘ ของประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายกําหนดไว้มีบทลงโทษก็คือเรื่องของการจําคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ประหารชีวิต มีประหารชีวิต จําคุกตลอดชีวิต พอนึกกะทันหัน ผมก็ลําดับโทษไม่ทันตอนนี้นะครับ โทษก็มีประหารชีวิต จําคุก กักขัง ปรับ แล้วก็ ริบทรัพย์สิน โทษมี ๕ อย่าง ดังนั้น ข้อเสนอดังกล่าวนี้ก็คือโทษมาจากประมวลกฎหมาย อาญา กรรมาธิการไม่ได้เสนอเอง คิดเอง แต่เป็นบทบัญญัติที่บัญญัติไว้อยู่แล้ว ส่วนถ้าอนาคต จะไปยกเลิกโทษประหารชีวิต อันนั้นก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในเมื่อยังมีเรื่องอัตราโทษ ตรงนี้อยู่ถ้าจะแก้ไขตรงนี้ก็คงต้องไปแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ อีกหลายฉบับ รวมถึงกฎหมายหลัก ก็คือกฎหมายอาญาด้วย อันนี้ก็เลยเสนอเพื่อทําความเข้าใจว่าเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องร้ายแรง แล้วก็กัดกร่อนประเทศมายาวนาน เราเสนอโทษที่รุนแรงดังกล่าวนี้ ไม่ได้หวังว่าจะให้ไปประหารชีวิตใครหรือไปลงโทษใคร แต่ถ้าบัญญัติไว้รุนแรงคนที่จะ กระทําความผิดก็จะยับยั้งชั่งใจแล้วก็จะไม่กระทําความผิด มันก็จะสามารถแก้ปัญหาในเรื่องของคอร์รัปชันได้ โดยเราหวังว่าต่อไปจะไม่มีคอร์รัปชัน อีกแล้ว ถ้าหากว่าเราไม่กล้าที่จะปฏิรูปเขียนตรงนี้เข้าไป ทุกคนก็ไม่เกรงกลัว เราเขียนเพื่อ ให้คนกลัว ไม่ได้หวังว่าจะไปประหัตประหารใคร แล้วผมเชื่อว่าถ้าเขียนอย่างนี้แล้วคนก็จะ ไม่กล้าไปคอร์รัปชัน ในที่สุดแล้วเราก็จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้ เราก็เป็นความหวังที่จะทําให้ บ้านเมืองดีขึ้น แต่เจตนาไม่ใช่เจตนาร้ายอยากไปฆ่าไปแกงใครหรือจะเอาใครให้ต้องเสียชีวิต ไม่มีเจตนาระบุไปถึงขนาดนั้น แต่เป็นมาตรการป้องกันที่จะแก้ปัญหาในเรื่องการคอร์รัปชัน และคนทั่วไปมีไม่กี่คนหรอกครับ ที่บอกว่าถ้าหากว่าคอร์รัปชันถึงพันล้านนี่นะครับ มันก็มีไม่กี่คนที่จะเข้าไปสู่ข้อมูลหรือการกระทําตรงนั้นได้ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องที่เหมาะ แก่การที่เราจะเสนอเพื่อป้องกันปัญหาใหญ่คือเรื่องคอร์รัปชันที่เป็นหมื่นล้าน แสนล้าน แค่พันล้านยังเรื่องเล็กนะครับ ที่คอร์รัปชันเป็นหมื่นล้านเป็นแสนล้าน ซึ่งมีไม่กี่คนครับ และถ้าบัญญัติอย่างนี้แล้วคนเหล่านี้จะยับยั้งชั่งใจ แล้วก็จะไม่คอร์รัปชันบ้านเมืองเรา เงินจํานวนเป็นหมื่น ๆ ล้าน พัน ๆ ล้าน แสน ๆ ล้าน ก็จะกลับคืนมาสู่ประเทศ กลับคืน มาสู่ประชาชน อันนี้น่าจะเป็นประโยชน์ครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เดี๋ยวก่อนที่จะเรียนเชิญท่านกษิตนะคะ ขอให้ท่านกรรมาธิการรับข้อเสนอ ทั้งหมดและเดี๋ยวรวมตอบทีเดียวนะคะ จะไม่ตอบทีละท่าน เชิญท่านกษิตต่อเนื่องค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ กรรมาธิการ

ต่อเนื่องครับ ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลําดับที่ ๐๗ อาจจะมีความเข้าใจผิดข้อเสนอของผมครับ ไม่ได้หมายความว่าเอาข้อมูลของวันนี้หรือมติของวันนี้ไปส่งให้อีก ๒ กรรมาธิการ ข้อเสนอของผมคือต้องมีการประชุมกันทั้ง ๓ กรรมาธิการเพื่อจะมีข้อยุติว่าจะทําอย่างไรหรือไม่ กับข้าราชการระดับสูงที่จะโกงกินบ้านเมืองหรือว่าจะตั้งแท่นเพื่อให้ฝ่ายการเมือง ได้โกงกินบ้านเมือง ไม่ใช่รับเรื่องไปพิจารณา ไม่ใช่ ผมกําลังเสนอว่าทั้ง ๓ องค์กรของเรา ต้องประชุมกันและมีข้อยุติร่วมกันในนามของ สปท. เกี่ยวกับข้าราชการประจําในระดับสูง นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมไม่เห็นด้วยกับโทษประหารไม่ว่าในกรณีใด ๆ ในฐานะ เป็นชาวพุทธและผมก็ยังคิดว่าทุกคนก็เป็นองคุลิมาลกลับใจได้ สังคมต้องเปิดโอกาสให้เขา ได้ปรับปรุงตัวเองแล้วกลับมาเป็นคนดี แล้วผมไม่เห็นด้วยกับการที่จะขยายกฎหมาย ว่าด้วยการประหารชีวิตให้ไปครอบคลุมเรื่องคดีทุจริตด้วย ผมไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นจะอ้างอย่างไรผมก็ไม่เห็นด้วย ผมต้องขอคัดค้าน ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปนะคะ ขอเรียนเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ ท่านพาดพิงด้วย แล้วก็เดี๋ยวก็คงจะฝากท่านด้วยว่าคงจะต้อง ไปร่วมดูกันกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตประธาน กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

ขอบพระคุณครับท่านประธาน กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๙๗ นะครับ ผมขอให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานของกรรมาธิการทางด้านการเมืองในเรื่องนี้ ในหัวข้อ ที่เมื่อกี้ ขอประทานโทษครับ ท่านประธานเสรีได้พูด เรื่องการปฏิรูปการควบคุม และการตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อํานาจของรัฐ โดยเฉพาะ ก็เช่นเดียวกัน ในข้อ ๔ ที่พูดว่า ถ้าเกิดความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน จํานวนเกินกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไปต้องระวางโทษประหารชีวิต ใช่ครับ การกําหนดโทษ กําหนดอยู่ในกฎหมายอาญา ซึ่งขณะนี้ ป.ป.ช. เอง เนื่องจากว่าเราต้องปฏิบัติตามอนุสัญญา สหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต แล้วก็ในเรื่องการประหารชีวิตเขาไม่มีนะครับ แล้วเวลาเราเสนอไปก็จะมีปัญหามากทีเดียว เพราะฉะนั้นในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ ป.ป.ช. กําลังจะขอแก้ไขอันนี้ว่าในเรื่องประหารชีวิตไม่ให้มี จริง ๆ แล้วในเรื่อง ประหารชีวิตก็ไม่ได้กําหนดในเรื่องเกี่ยวกับเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน จํานวนเงินเกี่ยวกับ ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป แต่เป็นการกําหนดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดเรียกรับเงินไม่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือพวกพ้อง อันนี้ต้องโทษ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๔๙ ซึ่งตัวนี้ เราจะขอแก้ไขในส่วนนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช. เขาเสนออยู่แล้วนะครับ แต่ว่าถ้าสมมุติ เรามีการประสานงานกันแล้วก็เสนอแนะไป ป.ป.ช. ก็น่าจะเป็นประโยชน์ ขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อํานวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ค่ะ

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านกรรมาธิการ ทุกท่าน และรวมทั้งท่านสมาชิก สปท. ค่ะ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๐๔ คําถามแรกก่อนนะคะ เมื่อกี้ที่ท่านกษิตพูดมันคืออภิปราย ไม่ใช่หรือคะ เพราะฉะนั้นถ้ามันเป็นตามนี้มันน่าจะเป็นตามกฎไหม หรือมันมีวิธีอื่น ที่จะนําเสนอข้อมูลก่อน

มาที่เรื่องนะคะ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่ถูกส่งไปอยู่ในเรื่องของปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน ก็มีข้อมูล อยากจะฝากให้สมบูรณ์ แทนที่จะทําไปเป็นเสี้ยวส่วน เนื่องจากอันนี้ทําในนาม ของกรรมาธิการปฏิรูปด้านการเมือง แต่หัวข้อเป็นเรื่องภาพใหญ่ ถ้าจะมีความสมบูรณ์ ก็คือทําอย่างที่ท่านกษิตได้แนะนําส่วนหนึ่งนะคะ ในฐานะที่ได้ไปเสนอเอาไว้เนื่องจาก เป็นอนุกรรมาธิการในส่วนนั้น ข้อแรก เรากําลังมองเรื่องการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งแน่นอน การใช้อํานาจรัฐมีทั้งผู้สั่งให้ใช้ แล้วก็ผู้ที่ไปใช้ ส่วนนี้จะพูดเรื่องนักการเมืองเยอะ แต่ส่วน ของข้าราชการยังไม่สมบูรณ์ก็จะขอลงเฉพาะที่เป็นหัวข้อใหญ่ ๆ อยากฝากในเรื่องสําคัญค่ะ ปัญหาส่วนใหญ่ข้าราชการที่มีอํานาจในการอนุญาต อนุมัติ กับหน่วยงานราชการ ที่มีอํานาจในการตรวจสอบมักเป็นแหล่งต้นกําเนิดแห่งการใช้อํานาจที่ผิด แล้วก็การคอร์รัปชัน และเราไม่ได้มีการแก้ไขเลยอย่างเป็นระบบ ยกตัวอย่างอย่างเรื่องรถตู้นี่ก็ได้ค่ะ เมื่อเช้า ก็มีคนบอกแล้วว่ามี ๔ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียกส่วย อย่างนี้ทั้งหลายทั้งปวงมันเป็นทั้ง เรื่องของอนุญาตให้เปิดตรวจสอบสภาพรถอะไรทั้งหลาย เพราะฉะนั้นข้อแรกอยากจะ มองว่าขอให้มองหน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจในการอนุญาต อนุมัติ แล้วก็รวมทั้ง การตรวจสอบ เขาเหล่านี้ชอบใช้อํานาจโดยไม่ชอบ ซึ่งรวมไปถึงการคอร์รัปชันส่งผลกระทบ ต่อประเทศมากมาย ข้อ ๒ เรากําลังพูดเรื่ององค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นไปได้ไหม ที่พูดภาพรวม เช่น ในส่วนของระบบราชการ องค์กรที่ตรวจสอบในเรื่องการใช้อํานาจ เริ่มต้นจากเล็ก ๆ ก็คือการตรวจสอบภายใน ภายในกรม ภายในกระทรวง สิ่งเหล่านี้ก็ไม่มีใคร เข้าไปดูแลหรือเข้าไปกํากับตรวจสอบ แล้วก็มาต่อที่ ป.ป.ท. ป.ป.ช. มีอะไรอีก มี ปปง. มี สตง. มีอะไรอีก มีคณะกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งทั้งหมดนี้กระบวนการเป็นลักษณะ ๑. ต้องมีคนร้องเรียน ๒. สุ่มตรวจ เพราะฉะนั้นกระบวนการทุจริตคอร์รัปชันที่แท้จริง มันยังเป็นขยะใต้พรม และประเด็นที่มันเกี่ยวข้องกับในเรื่องหน่วยงานเหล่านี้ก็มาสู่ประเด็นที่ ๓ คือความซ้ําซ้อนและความซับซ้อน หลายครั้งที่มีหลักฐานชัดเจนแต่กลับเสียเวลาต้องมา ทําซ้ําไปซ้ํามา หรืออีกหลายกรณีที่ได้มีการนําเสนอในคณะอนุกรรมการมันเป็น ความซับซ้อนทางคดี แล้วพอมันเป็นความซับซ้อนและการพิจารณาตัดสิน ผู้ที่เข้าไป เกี่ยวข้องขาดองค์ความรู้ การตัดสินอันนั้นจะส่งผลกระทบต่อวงกว้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ อยากให้มองในประเด็นที่แก้ไขค่ะ ถัดมาก็คือบุคลากรที่มีอํานาจในการทํางานในองค์กร ต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่จะพูดถึงการสรรหา ซึ่งชัดอยู่แล้วว่าการสรรหาของเรามันหลีกไม่พ้น ในเรื่องที่ ข้อแรกก็คือคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of Interest) ที่มันจะมี ส่วนเกี่ยวข้อง กับอันที่ ๒ ก็คือถูกแทรกแซง ขออนุญาตยกตัวอย่างหน่วยงานตรวจสอบ ที่น่าจะเป็นต้นแบบที่ดีคือหน่วยงานตรวจสอบการใช้อํานาจที่ไม่ชอบของตํารวจที่อังกฤษ เขาจะเขียนเลยว่า คณะกรรมการที่ตรวจสอบเวลาประชาชนร้องหรือใครร้องจะต้องไม่เป็นตํารวจ จะต้อง ไม่เคยเป็นตํารวจอย่างนี้ ซึ่งในความหมายคือวันนี้เราไม่ได้พูดเรื่องนี้เลย เพราะการแต่งตั้ง คณะกรรมการทั้งหลายก็มีประเด็นเรื่องคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of Interest) และแทรกแซงอย่างชนิดที่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้

ประเด็นสําคัญถัดไป สิ่งที่เราไม่เคยพูดถึงก็คือระบบของการมีส่วนร่วม ที่จะเหมือนกับการออดิต (Audit) หรือเป็นการรีวิว (Review) กรณีต่าง ๆ มันเป็นเหมือน การให้คณะกรรมการชุดนั้นทํา ไม่มีใครสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ว่าคุณได้ทําโดยสมบูรณ์ไหม เรื่องบางเรื่องก็หายไปโดยที่มันอาจจะไม่ได้ทุจริตคอร์รัปชัน เพียงแต่ว่าเขามีองค์ความรู้เท่านี้ ปกติแล้วการทํางานเหล่านี้ระบบคุณภาพมาตรฐานต้องมีออดิต (Audit) แล้วก็มีการรีวิว (Review) หมายความว่าเข้าไปดูว่าท่านได้ทําถูกต้องไหม เพราะฉะนั้นส่วนที่อยากจะเติม เข้าไปก็คือไม่อยากให้เสียโอกาสในการที่ท่านได้ทําเรื่องนี้ชัดเจน แต่ขอให้สมบูรณ์เพิ่มขึ้น โดยเติมส่วนของที่เป็นคณะกรรมาธิการชุดอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปกครองท้องถิ่น หรือเรื่อง ปฏิรูประบบราชการ หรือจะเป็นเรื่องของทุจริตคอร์รัปชันเพื่อให้แนวทางของการปฏิรูป การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐสมบูรณ์สําหรับประเทศ ขอบพระคุณค่ะ

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปราย เรื่องที่มี ความสําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่ทาง สปท. ได้ดําเนินการจัดทําขึ้นเป็นวาระปฏิรูป คือการควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบแล้วก็จัดทําเรื่องนี้หลาย ๆ ท่านที่นั่งอยู่บนแพเนล (Panel) ก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ แล้วก็มีความเข้าใจในระบบการเมืองเป็นอย่างดี ผมก็ขออนุญาตเพียงแต่เสริมแล้วก็ให้ข้อคิดเห็นที่อาจจะเป็นประโยชน์ทั้งที่เห็นด้วย และอาจจะมีบางส่วนที่อาจจะมองในมุมที่ต่างกัน แต่ก็ขอเรียนว่าเรื่องที่ทํานี้ก็ครอบคลุม ค่อนข้างมาก แน่นอนการตรวจสอบและการควบคุมการใช้อํานาจรัฐนั้นกว้างขวาง มีหลายมุม หลายมิติ หลายองค์กร แล้วก็หลายกลุ่มที่เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เท่าที่ทํามาผมคิดว่า ก็มีขอบเขตที่เพียงพอที่สามารถจะส่งไปให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาในการดําเนินการต่อ ที่สําคัญรัฐธรรมนูญเราคงแก้ไขอะไรไม่ได้ ถึงแม้กรรมาธิการจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในบางอย่าง ซึ่งถ้าเราอ่านรายงานของกรรมาธิการทั้งหมดจะเห็นว่าหลายส่วนที่กรรมาธิการ อาจจะมีข้อคิดเห็นที่แตกต่าง อันนี้ก็เป็นการเสนอไว้เผื่อในอนาคตอาจจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญก็อาจจะนํามาดูกันอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องเหล่านั้นควรจะปรับปรุงแก้ไขได้หรือไม่ ในการศึกษาของกรรมาธิการได้มองไปใน ๒ มิติ คือมิติการตรวจสอบและการควบคุม การใช้อํานาจรัฐโดยผ่านระบบรัฐสภากับโดยผ่านองค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และกระบวนการยุติธรรม ในส่วนของระบบรัฐสภานั้นผมก็คงมีอยู่ประเด็นเดียว เพราะดูเวลาแล้วถ้าพูดทุกเรื่องที่ท่านวันชัยกับท่านเสรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านรายงาน มาประมาณ ๑ ชั่วโมง ผมก็ต้องพูด ๒-๓ ชั่วโมง ถึงจะครอบคลุมสิ่งที่ท่านพูดนะครับ ก็พยายาม หยิบประเด็นมาสัก ๔-๕ ประเด็น ที่จะมากราบเรียนแล้วก็ให้ข้อคิดเห็น ในส่วนของ การอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งเป็นมาตรการที่สําคัญในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้สั้นมากประมาณสัก ๑๐ กว่าบรรทัดเท่านั้นเอง ถ้าเปรียบเทียบกับ รัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ แล้วเขาจะลงรายละเอียดค่อนข้างเยอะว่า ก่อนจะยื่นอภิปรายนั้น ต้องไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ก่อนว่า หากพฤติกรรมในการยื่นอภิปรายนั้นเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการทุจริต เกี่ยวกับ การประพฤติมิชอบ เกี่ยวกับการประพฤติที่ขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นต้น ต้องไป ยื่นกับ ป.ป.ช. ก่อน แล้วจึงจะมายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ไม่ต้องรอก็ดําเนินการอภิปราย ไม่ไว้วางใจไปเลย ป.ป.ช. ก็ดําเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นสมควรว่ามีความผิด ก็ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่อไป อันนี้ก็เป็นขั้นตอน ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรธ. ได้บอกแล้วว่าจะยกร่าง ให้สั้นกว่าในอดีตเพราะไม่ต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวมากนัก แต่สั้นแล้วก็ยัง ๒๗๙ มาตรา เปรียบเทียบกับ ๓๐๙ มาตราของรัฐธรรมนูญเก่า อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้ เราก็น่าจะสามารถทําตามข้อเสนอแนะของกรรมาธิการได้ โดยไปบัญญัติไว้ใน พ.ร.ป. คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. เพราะเราไปแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่เราไปกําหนดในกฎหมาย ป.ป.ช. เพิ่มเติมว่าถ้ามีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกี่ยวกับ ประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้นจะต้องมายื่นกับ ป.ป.ช. ก่อน เพื่อให้ ป.ป.ช. ดําเนินการตามกระบวนการต่อไป ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็นมวยล้มต้มคนดู หรือว่าอภิปราย เพื่อให้เป็นไปตามกรอบกติกาปีละ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง อะไรก็แล้วแต่นะครับ

แล้วประเด็นที่เกี่ยวกับการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผ่านองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น ผมมี ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยน

ประเด็นแรกคือคุณสมบัติของกรรมการในองค์กรอิสระ ท่านกรรมาธิการ ก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าองค์กรอิสระในยุคใหม่ตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติคุณสมบัติ จะมีความเข้มมาก แล้วก็นอกจากคุณสมบัติของการเป็นคนดี คุณสมบัติของการที่จะต้อง ไม่มีข้อห้ามต่าง ๆ แล้ว คุณสมบัติของการที่จะมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ เช่น จะต้อง เป็นอธิบดีหรือสูงกว่านั้นไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นผู้พิพากษา นักวิชาการอะไรต่าง ๆ นานา ใน ๔-๕ มาตราที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าถ้ารัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ที่อยู่ในองค์กรอิสระปัจจุบันนี้ทั้ง ๔-๕ องค์กรที่ไม่มีคุณสมบัติตามนั้นจะต้อง พ้นจากตําแหน่งหรือไม่ อันนี้ผมก็อยากให้กรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนะไปด้วย เท่าที่อ่านดูแล้ว ยังไม่มีข้อเสนอแนะว่ากรรมาธิการเห็นอย่างไร เพราะว่าในการกําหนดเทอม กําหนดวาระ ของการดํารงอยู่ขององค์กรอิสระ เช่น กกต. อย่างนี้เขาเพิ่งมาอยู่ได้ ๓ ปี แต่เขามีเทอมอยู่ ๖ ปี กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็จะไปเขียนไว้ว่าให้อยู่จนครบเทอมเดิมหรือเทอมใหม่ ก็แล้วแต่ แต่จะบัญญัติไว้ใน พ.ร.ป. ที่จะยกร่างขึ้น แต่เท่าที่ทราบยังไม่เห็นร่าง พ.ร.ป. ที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระที่พูดถึงเรื่องคุณสมบัติที่ขัดกันระหว่างคุณสมบัติของผู้ดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระในปัจจุบันกับผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระที่จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะฉะนั้นคนที่ถูกสรรหามาโดยรัฐธรรมนูญเก่ามาวันนี้รัฐธรรมนูญใหม่บอกเขาจะให้คุณ เอาปริญญาโทแล้ววันนั้นให้คุณเอาปริญญาตรี คุณต้องพ้นไปเลย จะเอาอย่างนั้น หรือเรา จะบอกว่าให้ยังคงสามารถดํารงตําแหน่งได้จนครบเทอม ต้องบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล ของ พ.ร.ป. ของแต่ละองค์กรด้วย อันนี้ก็ฝากว่ากรรมาธิการยังไม่ได้ลงชัดเจนในเรื่องนี้ครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญออกแบบไว้ใช้หลักที่เรียกว่าซิมพลิซิตี (Simplicity) คือหลักความง่าย สมัยที่ผมยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมนั่งคิดเรื่องนี้จนหัวแตกครับ เป็นเดือน กว่าจะสรุปกัน วันสุดท้ายของการยกร่างรัฐธรรมนูญเลยว่าจะให้ใครมาสรรหา กกต. สรรหา ป.ป.ช. แล้วแต่ละองค์กรกรรมการสรรหาแปลก ๆ ไปทั้งนั้น เราเล็งไปว่าเขาเกี่ยวข้องกับหน้าที่ ที่เขาจะต้องหาคนเข้ามาเป็น แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรธ. ได้ร่างไว้ว่าให้ใช้คน ๙ คน แล้วก็ชักไส้ออกคนหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าไปยกร่าง ถ้าไปสรรหา กกต. ก็ไม่ให้ กกต. ส่งคน เข้ามาเป็นกรรมการสรรหา เป็นต้น แล้วก็อย่างที่กรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตว่าใน ๙ คนมาจากภาคการเมืองเพียง ๒ คน คือประธานรัฐสภาและหัวหน้าฝ่ายค้าน แล้วไม่มีมาจากภาคประชาสังคม ไม่มีมาจาก ภาคประชาชน ไม่มีมาจากภาควิชาการเลย ที่เหลืออีก ๗ คนก็เป็นประธานศาลทั้ง ๒ ศาล และอีก ๕ คนก็มาจากบุคคลที่องค์กรอิสระคัดเลือกส่งเข้ามา เพราะฉะนั้นข้อสังเกต ของกรรมาธิการก็เลยบอกว่า ที่องค์กรอิสระคัดเลือกว่าจะคัดเลือกไว้เป็นตัวยืนเลยหรือเปล่า มีสนามเมื่อไรก็นาย ก ไปตลอดเลย หรือว่าให้เปลี่ยนไปว่าครั้งนี้คัดเลือก กกต. เอาคนนี้ ครั้งหน้าคัดเลือก ป.ป.ช. เอาคนนี้ เพื่อไม่ให้มีการวิ่งเต้นได้ ถามว่ากรรมการสรรหาของไทย วิ่งเต้นได้ไหม ผมว่าคนที่อยู่บนแพเนล (Panel) อยู่ข้างบนตอบผมได้ ตอบพวกเรา ได้ดีกว่าผมเสียอีกว่าวิ่งเต้นได้ไหมในอดีต เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ที่ให้ความสําคัญในการพิจารณาผู้ที่จะไปทําหน้าที่สรรหา ผมเห็นด้วยกับ กรธ. ที่ไม่ได้ใช้ตัว องค์กรอิสระเองไปทําหน้าที่สรรหา แต่ท่านเป็นผู้ที่สรรหาคนที่จะไปสรรหาคนอื่นต่อไป เพียงแต่ว่าถ้าดูในรัฐธรรมนูญแล้วยากมากเลยครับที่จะหาคนไปทําหน้าที่สรรหาคน เพราะในรัฐธรรมนูญนี้กําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นกรรมการสรรหาไว้เทียบเท่ากับผู้ที่จะเป็น กรรมการในองค์กรอิสระหรือในศาลรัฐธรรมนูญเอง เช่น ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมา ๑๐ ปีอย่างนี้ มีอยู่กี่คนไม่รู้ในประเทศไทยที่ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมา ๑๐ ปี ไม่เป็นข้าราชการประจํา ไม่ประกอบอาชีพอิสระอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นก็หลาย ๆ อย่าง ก็จะต้องไปกําหนด ไปดูกันในกฎหมายประกอบนะครับ ขอเวลาท่านประธานอีกสัก ๒-๓ นาที ๔ นาทีนะครับ

เรื่องถัดไป คือเรื่องของวิธีการปฏิรูปที่ทางกรรมาธิการเสนอว่าดูแล้วบุคคล ที่จะมาเป็นคนในองค์กรอิสระถูกกําหนดไว้ค่อนข้างจะตีตราไว้อยู่ในกลุ่มคน ๒ ประเภท คืออดีตข้าราชการชั้นสูงและอดีตนักวิชาการ และไม่ได้เปิดกว้างเพียงพอสําหรับบุคคล ในสาขาอาชีพอื่น ๆ จึงให้เติมคําว่า หรือสาขาอื่น เข้าไปด้วยในข้อกําหนดในคุณสมบัติ ของแต่ละองค์กรอิสระที่เกี่ยวกับบุคคลที่จะมาดํารงตําแหน่งกรรมการ ก็ดูดีนะครับ แต่ผมคิดว่าคงจะทําไม่ได้ที่จะไปเขียนไว้ใน พ.ร.ป. เพราะรัฐธรรมนูญมันเป็นแม่ ของ พ.ร.ป. เป็นลูก และถ้าเราไปเขียนเพิ่มอะไรเกินคําว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มันไม่ใช่ขัดเพราะว่า ทําไม่เหมือน เกินนี่ก็ถือว่าขัดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าเอาแค่นี้แล้วคุณไปเขียนสูงกว่า ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะไปเขียนเพิ่มเติมคงไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ แต่กรรมาธิการเสนอไปในทุกองค์กรอิสระเลยว่าให้เติมคําว่า หรือสาขาอื่น เข้าไป ซึ่งอาจจะ ทําให้ พ.ร.ป. นี้ขัดรัฐธรรมนูญได้ แล้วก็จะเป็นการทําให้ยื้อกันไปช้ากันไปอีกเวลาส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้ว ท่านประธานกดออดแล้วผมก็คงจะให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น ในขั้นต้นไว้ ๓-๔ ประเด็นเพื่อเป็นข้อมูลให้กับทางกรรมาธิการ ก็ขอขอบพระคุณ และขอชื่นชมที่กรรมาธิการได้พยายามจะดูในเรื่องซึ่งเป็นเรื่องยาก แล้วขอบเขตก็กว้างขวางมาก ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัย และพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ แล้วก็ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ดิฉัน ถวิลวดี สมาชิกหมายเลข ๖๑ ดิฉันมีประเด็นสั้น ๆ ที่จะเสริมรายงาน ของกรรมาธิการชุดนี้นะคะ เพราะว่าในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ดิฉัน อยากจะเสริมในเรื่องของผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องของการเข้าสู่อํานาจรัฐก็คือพรรคการเมือง คืออยากจะให้เติมในเรื่องของพรรคการเมืองเองก็ต้องตรวจสอบสมาชิกที่ไปทําหน้าที่ นิติบัญญัติ แล้วก็บริหารด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ไม่ยากที่จะเติมลงไป ส่วนเรื่องของ การตรวจสอบโดยรัฐสภานั้นดิฉันก็เห็นชอบ ไม่มีประเด็นอะไร แต่ปัญหาก็คือรัฐสภาเองที่ผ่านมาไม่สามารถที่จะตรวจสอบอะไรได้เท่าไร ส่วนองค์กรอิสระ ดิฉันเห็นด้วยกับท่านสมาชิกที่พูดไปแล้ว ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ เพราะว่าในเรื่อง ของกระบวนการสรรหามีปัญหามาก แล้วก็ประเด็นที่สําคัญที่ดิฉันจะกล่าวถึงก็คือ เรื่องของการตรวจสอบโดยภาคประชาชน ซึ่งในหน้า ๓๓ ท่านได้พูดถึงวิธีการปฏิรูปในข้อ ๓ ซึ่งดูเหมือนจะย้อนแย้งกับ ข้อ ๑ และ ข้อ ๒ โดยสิ้นเชิง เพราะว่าท่านไปพูดถึงการมี โครงสร้างกฎเกณฑ์และมาตรการลงโทษ กรณีใช้มาตรการควบคุมและตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐของประชาชน โดยประชาชนผู้ร้องเรียนต้องมีส่วนเกี่ยวข้องและอยู่ในพื้นที่อันเป็น มูลเหตุของการร้องเรียน เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ถ้าพิจารณาในเรื่องของผู้มีส่วนได้เสีย ท่านจะมี ความเข้าใจคําว่า ผู้เกี่ยวข้อง แล้วในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านการลงประชามติก็มีคําว่า ผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งตรงนี้จะครอบคลุมรวมถึงภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน สมาคม วิชาชีพอะไรอย่างนั้นนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านจะไปตัดสิทธิองค์กรเหล่านั้นเลย แล้วก็ที่สําคัญก็คือจะไปสวนทางกับการส่งเสริมประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เพราะว่าจะมีประเด็นที่ท่านเขียนว่า ต้องได้รับโทษตามที่ กฎหมายกําหนด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนร้องเรียนและฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ โดยไม่มีเหตุผลอันควร ดิฉันอยากจะเรียนให้ทราบว่าถ้าไม่มีเหตุอันควรจริง ๆ และถ้า ไม่เดือดร้อนจริง ๆ ประชาชนก็ไม่อยากจะยุ่งกับรัฐเท่าไร แล้วก็ที่สําคัญก็คือมันเป็น การเสียเวลา แล้วก็ถูกประณามว่าขัดขวางโครงการอีกหลาย ๆ โครงการ เพราะฉะนั้น ทําไมประชาชนถึงต้องมีส่วนร่วม ดิฉันคิดว่าท่านเข้าใจดี เพราะว่าท่านได้เขียนชัดเจนในเรื่อง ของการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการตรวจสอบ เพราะว่าเป็นการคุ้มครอง ส่งเสริม และขยายสิทธิของประชาชน นอกจากนี้เป็นการลดการผูกขาดอํานาจรัฐ ขจัดการใช้อํานาจ โดยไม่ชอบ แล้วก็ใช้อํานาจโดยไม่เป็นธรรมซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ทําให้ระบบตรวจสอบ มีความเข้มแข็งขึ้นจึงต้องมีการส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ตรงนี้เป็นคําอธิบาย ดิฉันจะเสริมว่าแล้วทําอย่างไร ในอดีตที่ผ่านมาเมื่อบ้านเมืองถึงทางตันแล้วไม่สามารถที่จะ หาใครมาแก้ปัญหาได้ องค์กรตรวจสอบโดยรัฐสภาหรือว่าองค์กรอิสระต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะ ตรวจสอบโดยหลักการตรวจสอบได้ แต่ในความเป็นจริงไม่สามารถที่จะทําได้ ในที่สุด เราใช้การเมืองนอกสภา เราใช้การเมืองบนท้องถนน เราใช้การมีส่วนร่วมที่ไม่ได้ทํากันทั่วไป ที่เรียกว่าอันคอนเวนชันนัล พาร์ทิซิเพชัน (Unconventional Participation) ให้ประชาชนเข้ามาตรวจสอบ ด้วยเหตุนี้เราถึงต้องเดินทางมาถึงวันนี้ ดิฉันอยากจะให้ พิจารณาให้ดีว่า ถ้าจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนจะต้องเดินทางไปทางไหนนอกเหนือจากสิ่งที่ ท่านเขียนบล็อกประชาชนไว้ตั้งแต่แรกในข้อ ๓ นอกจากนี้ประเด็นหลายประเด็น ที่ดิฉันอยากเสนอให้ท่านเติมเข้าไปก็คือในเรื่องของกฎหมายฉบับที่ดิฉันอยากจะให้ลองไป พิจารณาดูว่าเป็นไปได้ไหมที่เราจะเสนอก็คือเรื่องของแอนตี้ สแลป ลอว์ (Anti-SLAPP Law) หรือการมีกฎหมายที่ป้องกันประชาชนที่จะฟ้องรัฐในเรื่องของการที่จะเตือนรัฐ จากการกระทําที่มิชอบ เขาเรียกว่า การปกป้องประชาชน เพราะว่าหลายครั้งประชาชน ก็ถูกดําเนินคดีหมิ่นประมาท เขาเรียกว่าเป็นการดําเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อระงับ การมีส่วนร่วมของประชาชน ป้องกันการฟ้องรัฐ หรือฟ้องภาคเอกชนด้วยกันเองที่ได้รับ อนุมัติ อนุญาตจากรัฐ เขาเรียกว่าฟ้องให้หุบปาก ซึ่งไม่ต่างอะไรจากตบปากให้หยุดพูด ซึ่งอันนี้บ้านเรายังไม่มี แล้วในที่สุดประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบก็ต้อง เสียเวลา เสียเงิน เสียทอง แล้วที่สําคัญเสียกําลังใจ แล้วก็ถูกข่มขู่มากมาย ไม่สามารถที่จะ เข้ามามีส่วนในการตรวจสอบอํานาจรัฐได้เลย นอกจากมีหน่วยกล้าตายไม่กี่คนเท่านั้นนะคะ การที่มีกลไกในลักษณะแบบนี้ เรายอมให้มีกลไกแบบนี้จะทําให้คดีล่าช้า แล้วก็เยิ่นเย้อ แล้วสุดท้ายประชาชนอาจจะต้องเสียถึงชีวิต ตรงนี้จะทําอย่างไร เพราะว่าหลายประเทศ ก็มีเรื่องของแอนตี้ สแลป ลอว์ (Anti-SLAPP Law) แล้ว แต่บ้านเรายังไม่มี มันก็ต้อง มีมาตรการหลายมาตรการซึ่งจะต้องไปพิจารณาตั้งแต่ พ.ร.บ. ของอัยการ หรือว่าเรื่องของ การพิจารณาของศาลถ้ามีคดีในลักษณะนี้เข้ามาทําอย่างไร อาจจะต้องพิจารณา ตั้งแต่แรกเลยว่าจะไม่ฟ้องหรืออัยการอาจจะไม่ฟ้องอย่างไร นอกจากนี้ถ้าจะฟ้องแล้ว อาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องมีหลักประกันก็ได้ เพราะว่าประชาชนมีความยากจน แต่ว่าพอเวลาที่จะฟ้องเตือนอะไร หรือจะร้องเตือน หรือจะให้ข้อมูลกับภาคประชาชน ด้วยกันเองหรือสื่อสาธารณะก็ถูกฟ้องหมิ่นประมาท เป็นทั้งคดีอาญาแล้วก็คดีแพ่ง อะไรอย่างนี้นะคะ เพราะฉะนั้นจะทําอย่างไร ดิฉันคิดว่าถ้าไม่มีเรื่องนี้สิ่งที่ท่านฝันอยากจะให้ ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐไม่มีทางสําเร็จได้และเป็นไป ไม่ได้เลย นอกจากนี้กลไกอื่น ๆ เช่นในเรื่องของข้อมูลข่าวสารก็ดูเหมือนดี แต่ว่ากลไกต่าง ๆ ก็ยังไปไม่ถึง เพราะฉะนั้นเรื่องของโอเพนกัฟเวิร์นเมนต์ (Open Government) ที่จะต้องมี เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะมาให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างถูกต้อง เที่ยงตรง ทันการณ์ พอเพียง เข้าใจง่าย ก็ต้องมีความจําเป็น เพราะว่าประชาชนของเราไม่ได้เข้าใจในลักษณะ เดียวกัน เพราะว่าอาจจะมีความด้อยในเรื่องของความพิการ หรือในเรื่องของการศึกษาก็ตาม ตรงนี้จะทําอย่างไร ดิฉันอยากจะให้มองลึกไปถึงตรงนั้น แม้กระทั่งเว็บไซต์ (Web Site) ของภาครัฐเองที่จะให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ (Web Site) ของกรมบัญชีกลาง หรือสํานักงบประมาณ หรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะให้ประชาชนเข้ามาดูว่า งบประมาณเป็นอย่างไร หรือรวมถึงเว็บไซต์ (Web Site) ของสํานักงานศาล หรือว่า กระทรวงยุติธรรมที่จะให้ประชาชนมาติดตามตรวจสอบความคืบหน้าของคดีจะเป็นไปได้ อย่างไร เพราะว่าบางทีประชาชนก็อยากจะรู้เหมือนกัน อันนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องของ การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐด้วยนะคะ แล้วสุดท้ายดิฉันมองว่าเรื่องของการตรวจสอบ โดยประชาชนมีความสําคัญ อย่าให้ประชาชนต้องรอทุก ๔ ปีแล้วค่อยมาตรวจสอบว่า ฉันจะเอาหรือไม่เอาเธอให้ทํางานต่อ เพราะว่าบางทีก็ช้าเกินไป และนอกจากนี้ยังมี บางตําแหน่งที่ประชาชนดูเหมือนจะตรวจสอบได้ยาก เพราะว่ากฎหมายไปล็อกไว้ ให้เขามีอํานาจไปจนเกษียณ เพราะฉะนั้นตรงนี้จะทําอย่างไร นักการเมืองทุก ๔ ปี ประชาชนยังไปหย่อนบัตรว่าเอาหรือไม่เอาได้ว่าให้ทําหน้าที่ต่อ แต่ว่าข้าราชการระดับสูง ข้าราชการ หรือแม้กระทั่งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชนจะทําอย่างไร ดิฉันฝากเป็นการบ้าน ให้กรรมาธิการชุดนี้นะคะ ขอบคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านถวิลวดีค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายอนุสิษฐ คุณากร 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก และคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณานําเรื่องนี้ขึ้นมาสู่การประชุมของสภาในวันนี้ ผมขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่สภากําลังทําหน้าที่อยู่ ณ ตรงนี้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง สิ่งที่เรากําลังทํากันอยู่ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้ากระบวนการการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปนั้นสามารถทํางานได้อย่างที่เราเขียนไว้ในรายงาน ของการปฏิรูปในครั้งนี้เป็นเรื่องสําคัญยิ่งครับ ผมขออนุญาตลงในรายละเอียดซึ่งคิดว่าอาจจะ เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการที่จะได้นําเสนอรายงานฉบับนี้ในโอกาสต่อไปครับ สิ่งที่สําคัญซึ่งผมคิดว่าเป็นภาพรวมของประเทศนั้นสิ่งที่เราห่วงใยกันก็คือในเรื่องของ กระบวนการสรรหาในทุกองค์กร สิ่งที่เรากําลังทํานี่อาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องไปแยกว่า องค์กรใดควรสรรหาอย่างไร แต่ผมคิดว่ากระบวนการเหล่านี้น่าจะเป็นภาพรวมของประเทศ ที่จะทําให้สังคมยอมรับ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะมีข้อครหาต่อไป ข้อครหานั้นก็คือเราห่วงใย ในเรื่องของความเป็นอิสระของการเข้าสู่อํานาจ การเข้ามาใช้อํานาจ ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าถ้าสรุปเป็นประเด็นที่เป็นสาระสําคัญในเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องนี้น่าจะเกิดความสําเร็จได้ โดยเร็ว แต่ถ้าแยกย่อยออกไปนั้นผมคิดว่าในช่วงระยะเวลา มีสมาชิกบางท่านได้นําเรียน แล้วว่าช่วงเวลาที่เราจะแก้ไขปัญหานั้นมีอยู่น้อย แล้วไม่ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะผ่านไปจาก สปท. เท่านั้น ยังจะต้องผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี ผ่านไปยังองค์กรที่ถูกชี้ว่าควรจะต้อง มีการปฏิรูป แล้วในท้ายที่สุดเมื่อย้อนกลับเข้ามาก็จะมีเรื่องที่ถูกปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง ถูกปฏิเสธการปฏิรูปโดยองค์กรเหล่านั้นอยู่ดี ผมคิดว่าสิ่งที่ สปท. ทํามาในอดีตนั้นเราได้รับการตอบสนองค่อนข้างน้อย อาจจะช้า ด้วยเหตุผลของการที่เรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นถูกย้อนกลับไปยังหน่วยงานที่กํากับดูแลกฎหมายนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนระบบของราชการเองเป็นระบบที่ป้องกันตัว เป็นระบบที่รักษาวัฒนธรรม ขององค์กรเก่า ๆ แม้กระทั่งผู้บริหาร จริง ๆ แล้วที่เกษียณออกมาแล้วก็ยังเชื่อว่าการทํางาน ในหน้าที่ของตนในอดีตนั้นถูกต้อง ฉะนั้นสิ่งที่จะต้องปฏิรูปจริง ๆ ผมคิดว่าต้องเรียนให้ คนทั้งประเทศรับทราบว่าการปฏิรูปนั้นต้องมีการพลิกกลับครับ ต้องมีความเปลี่ยนแปลง ที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากภาคราชการ ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นผลก็จะกลายเป็นว่า เอกสารที่เราทําไปมากมาย ที่เราคิดกันไว้มากมายนั้นแน่นอนได้ประโยชน์ต่อการนําไปใช้ต่อ ถ้าไม่ได้รับการอนุมัติหรือได้รับการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานี้ แต่ผมคิดว่า เวลาของประเทศไม่สามารถรอตรงนั้นได้ ประการนี้ก็จะขอเสนอว่าทําอย่างไรที่จะทําให้ การปฏิรูปเหล่านี้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง ผมขออนุญาตเรียนต่อกรรมาธิการ ในบางเรื่องซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการนําเสนอในโอกาสต่อไป เฉพาะในส่วนของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผมคิดว่ากระบวนการในการทํางาน ขณะนี้กําลังมีการยกร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต ในขณะที่เรากําลังยกร่างหรือทํารายงานการปฏิรูปนั้นการยกร่าง พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญก็กําลังเคลื่อนไปนะครับ แล้วในตัว พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีอะไรที่เป็น ประเด็นที่เราอยากจะแก้ไข ผมคิดว่าขณะนี้เรายังไม่ทราบ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบ ยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอ มีหลายประเด็นมากที่ผมคิดว่าเมื่อเช้านี้เองที่ผ่านมาหลายท่านได้พูดอยู่ ในประเด็นของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างเช่นการกล่าวหา เจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วให้ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. ก็จะมีหลายหน่วยงานมากมาย ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ แต่มีเรื่องของ เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่กฎหมายกําหนดนั้น ก็ต้องเข้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. คําถามก็คือเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช. แล้วให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้พิจารณาชี้แจงในกรณีถูกกล่าวหา เรื่องเหล่านี้ต้องไปลงในรายละเอียดของ การประกอบ การกําหนดระยะเวลาของการทํางานของ ป.ป.ช. ต้องชัดเจนครับ ไม่ใช่ ปล่อยไปเรื่อย ๆ ตามอายุความ แล้วในท้ายที่สุดอายุความนั้นก็ย้อนกลับมา ผลสุดท้าย ขาดอายุความมากมาย การส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบแทน ต้องมีเวลาจํากัดที่ชัดเจน เรื่องนี้ผมขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ว่าประเด็นในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงและแก้ไขกฎหมายอีกหลายฉบับ ซึ่งก็เป็นข้อเสนอจากภาคเอกชนมากมาย ที่อยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลง กฎหมายทั้งหมด ๒๒ ฉบับ ผมคงไม่ลงในรายละเอียด แต่จะมีเอกสารนําเสนอต่อท่านกรรมาธิการ

ย้อนกลับไปในเรื่องของการตรวจสอบของภาคประชาชนตามมาตรา ๖๓ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าพอดีผมเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเหล่านี้ ก็คือหลังจากที่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติและให้ความเห็นชอบให้ส่วนราชการต่าง ๆ รับเรื่องภายใต้ ร่างรัฐธรรมนูญแต่ละเรื่องนั้นไปดําเนินการ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ป.ป.ท. คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเป็นเจ้าภาพหลัก ในการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ตามมาตรา ๖๓ ก็คือกฎหมายที่จะให้ประชาชนร่วมมือกัน รณรงค์ในเรื่องของการให้ความรู้ ร่วมมือกันในเรื่องของการต่อต้าน และร่วมมือในเรื่อง ของการชี้เบาะแสการทุจริตโดยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ฉะนั้นประเด็นที่ได้มี การหารือกันนั้นขณะนี้ได้มีการขับเคลื่อน กระผมเองในฐานะประธานคณะกรรมการ ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ไปทําประชาพิจารณ์มาแล้ว ๔ ภาค แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ได้มีแผนการปฏิรูปว่าจะขอให้มีข้อเสนอจาก คณะกรรมาธิการชุดของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งทางกระผมเอง ก็จะรับเรื่องนี้มาประสานงานกับกรรมาธิการเพื่อจะได้รับข้อมูล ข้อคิดเห็น แล้วผมอาจจะ ต้องนําบันทึกจากความคิดเห็นของประชาชนใน ๔ ภาค ก็คือทางภาคอีสาน ขอนแก่น ภาคเหนือ เชียงใหม่ แล้วก็ทางภาคใต้ หาดใหญ่ ภาคกลาง พระนครศรีอยุธยา ใน ๔ ภาค ซึ่งไม่ได้ยุติแค่นั้นครับ หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศแล้วก็คงจะต้องมีการทําประชาพิจารณ์ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กําลังจะมีการประกาศในระยะต่อไป ซึ่งผมคิดว่าในอนาคต โครงสร้างของการกํากับดูแลและการตรวจสอบภาครัฐ เราต้องยอมรับว่าถึงเวลาแล้วครับ ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วม จะเข้ามาอยู่ในกระบวนการต่อต้าน กระบวนการชี้เบาะแส ฉะนั้นทุกส่วนราชการที่มีสมาชิกบางท่านได้พูดไว้ว่าแม้กระทั่งที่เป็นหน่วยตรวจสอบ การทุจริตเองก็ดีจะต้องถูกตรวจสอบด้วยวิธีการใด หน่วยที่ทําหน้าที่ในการอนุมัติ อนุญาต แล้วมีการดําเนินการโดยไม่ชอบนั้นจะต้องถูกตรวจสอบอย่างไร ประเด็นหน่วยจัดเก็บรายได้ ของประเทศ ท่านทั้งหลายรับรู้รับทราบว่าเรามีประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งในจิตใจมานานว่า หน่วยจัดเก็บรายได้ของเราเองมีข้อครหาในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องเหล่านี้ถูกซ่อนไว้ที่ไหน ถ้าจะพูดถึงองค์กรเลยผมคงไม่ขอกล่าวนะครับ หลายท่านทราบว่า หน่วยจัดเก็บรายได้นั้นมีหน่วยใดบ้าง เรามุ่งเน้นในเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ การทุจริต การจัดซื้อจัดจ้าง แต่จริง ๆ แล้วโครงสร้างของเรากันเอง ในภาครัฐเองนั่นแหละ คือเป็นต้นตอของการทุจริต การใช้ดุลยพินิจของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อันนี้ต้องพูดกัน โดยตรง ต้องเปลี่ยนแปลงหรือยังครับ ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลง ในท้ายที่สุดก็จะมีการต่อต้าน มีการต่อสู้กันจนถึงขั้นสูญเสียชีวิต การเป่าคดีมีมากมายแค่ไหน การจัดเก็บภาษีในเรื่อง ศุลกากร ว่าจะไม่พูดถึงหน่วยนะครับ แต่ในท้ายที่สุดเราคงต้องพูดความจริงกันว่าทุกวันนี้ ประเทศชาติเราไปไม่ได้ครับ ฉะนั้นผมขออนุญาตขอฝากประเด็นเหล่านี้ว่า ถ้าเราจะตีสโคป (Scope) ลงมา แล้วทําให้การปฏิรูปนั้นมีทิศทางที่ชัดเจน เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่มากครับ ผมเห็นถึงขั้นตอนและวิธีการ ระยะเวลาในการปฏิรูปที่เสนอไว้ ในรายงานฉบับนี้ ผมขออนุญาตเพิ่มนิดเดียวครับ ผมอยากจะเห็นภาพว่าในระยะเวลาที่เรา กําหนดไว้นั้นเราจะทําอะไร ใน ๖ เดือนเราจะทําอะไร เราจะแก้ไขปัญหาตรงไหน ใน ๑ ปี เราจะทําอะไร เรามีเวลาอีก ๕ ปีนะครับ ผมเชื่อว่าถ้า ๕ ปีนี้เราแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้ได้ สิ่งต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการให้อํานาจประชาชนเข้ามาตรวจสอบและชี้เบาะแส การกระทําความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระผมมีเรื่องนําเรียนฝากต่อคณะกรรมาธิการ แต่เพียงเท่านี้ และถ้ามีสิ่งที่จะต้องประสานงานด้วยผมขออนุญาตประสานงานโดยตรง กับทางกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ สมาชิกก็ได้อภิปรายกันพอสมควรแล้วนะคะ ต่อไปดิฉัน ขอเรียนเชิญประธานกรรมาธิการตอบข้อซักถามของสมาชิก เรียนเชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการ ต้องขอบพระคุณท่านสมาชิกที่อภิปรายให้ข้อคิดเห็นทุกท่าน เมื่อสักครู่ ปรึกษากันแล้วครับว่าจะนําข้อคิดเห็นของท่านสมาชิกที่อภิปรายดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไข รายงานนี้ให้สมบูรณ์ขึ้น แต่ในส่วนเกี่ยวกับเรื่องข้อเสนอที่เป็นเรื่องโทษของการกระทํา ความผิด เรื่องทุจริตคอร์รัปชันดังกล่าวนี้ถ้าหากว่าท่านสมาชิกจะกรุณาดูที่หน้า ๓๔ หน้า ๓๔ ได้รายงานว่า ควรเสนอแก้ไขกฎหมาย ควรเสนอนะครับ ให้แก้ไขกฎหมายและอัตราโทษในความผิดทุจริตคอร์รัปชัน โดยผู้ใดกระทําความผิดทุจริต คอร์รัปชันให้ลงโทษตามเกณฑ์ตัวอย่างดังนี้ ข้อเสนอดังกล่าวที่มีทุจริตเท่าไร โทษเท่าไร ตามรายงานนี้เขียนไว้ชัดเจนว่าให้เป็นเกณฑ์ตัวอย่าง ดังนั้น เมื่อเป็นตัวอย่างในส่วนงาน ที่เกี่ยวข้องก็จะต้องนําไปพิจารณาต่อว่า ตัวอย่างนี้มันมีความเหมาะสมมากน้อยแค่ไหน หรือปฏิบัติได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ตามรายงานนี้หัวข้อชัดเจนว่าเป็นเรื่องการควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เมื่อพูดถึงการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ดังกล่าวนี้ก็ต้องเข้าใจว่าถ้าเราสามารถจะควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐดังกล่าวนี้ได้ จะต้องมีวิธีการทําอย่างไรให้สัมฤทธิผล ทําอย่างไรสามารถที่จะปฏิบัติได้ ดังนั้นเมื่อเสนอว่า จะปฏิรูปเรื่องการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐก็มีความจําเป็นที่จะต้องพูดถึงมาตรการในการ แก้ปัญหาเพื่อให้สัมฤทธิผลดังกล่าว ดังนั้นข้อเสนอที่กรรมาธิการได้จัดทํารายงานดังกล่าว แล้วเสนอเรื่องโทษอะไรเป็นตัวอย่างนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องเสนอควบคู่กันไป เพื่อให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องได้นําไปพิจารณาต่อ แล้วก็ศึกษาในเรื่องที่ กรรมาธิการเราได้ดําเนินการ ถือได้ว่ารายงานฉบับนี้เป็นการนําร่อง ส่วนข้อเสนอดังกล่าวนี้ จะไปใช้อะไรได้มากน้อยแค่ไหนก็สุดแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาล องค์กรอิสระ สนช. ออกกฎหมาย เขาต้องไปพิจารณาต่อครับ เพื่อที่จะให้เป็นเรื่องที่แก้ปัญหาประเทศได้

สุดท้ายต้องกราบเรียนว่าในเรื่องของการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในบ้านเรา เป็นเรื่องจําเป็นที่ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการให้ดีขึ้น แล้วก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ต้องพูดถึงการทุจริตคอร์รัปชัน ถึงแม้จะมีคณะกรรมาธิการคณะอื่นดําเนินการเป็นหลักสําคัญ อยู่แล้ว แต่เมื่อเราพูดถึงการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ เราจึงต้องเสนอในแนวทาง กรรมาธิการที่ได้คิดและนําเสนอออกไป ก็หวังว่ารายงานนี้จะเป็นรายงานที่ทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงในเรื่องการใช้อํานาจรัฐในรูปแบบต่าง ๆ และเพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น เมื่อเรามีหน้าที่รับผิดชอบในการจะปฏิรูปประเทศเราก็จะต้องกล้าในการที่จะนําเสนอสิ่งที่จะ ทําให้บ้านเมืองดีขึ้น ส่วนเรื่องโทษประหารชีวิตนั้นต้องกราบเรียนว่าไม่ใช่แค่ข้อเสนอรายงานนี้ ถ้าไปดูในกฎหมายอาญา ผมเปิดดูนะครับ ยกตัวอย่างมาตรา ๑๕๐ เป็นเรื่องการรับสินบน ในกฎหมายอาญา บัญญัติว่า ในเรื่องของการให้สินบน รับเงิน รับผลประโยชน์ต่าง ๆ มีโทษขั้นสูงถึงจําคุกตลอดชีวิต แต่การจําคุกตลอดชีวิตดังกล่าวใช้มานับหลายสิบปี เป็นร้อยปี แต่มาตราดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่าอะไรครับ แสดงให้เห็นว่ายังใช้ไม่ได้ในการ จะแก้ปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน เมื่อโทษเดิมที่เคยบัญญัติไว้มีอัตราโทษถึงจําคุกตลอดชีวิตไว้แล้ว แต่แก้ไม่ได้ เราก็ต้องเพิ่มยาให้มันแรงขึ้นก็คือในเรื่องเกี่ยวกับการนําโทษประหารชีวิตมาเป็น บทบัญญัติกํากับพฤติกรรมของคน ถ้าหากว่าเราไม่สามารถที่จะแก้ไขในเรื่องเหล่านี้มันก็คือ เรื่องเดิม ๆ เหมือนที่ผ่านมา แล้วเราก็แก้ปัญหาเรื่องการคอร์รัปชันไม่ได้ ก็เป็นส่วนที่ คณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานมา แต่พูดให้สบายใจเพื่อเป็นข้อมูลว่าโทษประหารชีวิต ไม่ใช่แค่เราเสนอเรื่องนี้ มีถึง ๕๕ ฐานความผิดที่กระทําแล้วกฎหมายบัญญัติว่า เป็นความผิดแล้วมีโทษถึงประหารชีวิต อันนี้ที่เห็นเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็คือยาเสพติด เพราะฉะนั้นท่านสบายใจได้ว่ารายงานดังกล่าวนี้เราไม่ได้เสนออะไรที่ผิดเพี้ยน หรือแปลก ประหลาด หรือไม่สามารถจะปฏิบัติได้ แต่เป็นบทบัญญัติที่เราเห็นได้ว่าเราน่าจะนําร่อง ในเรื่องเหล่านี้เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็สามารถปฏิบัติได้ ที่จะนําไปใช้ได้ต่อไป ขอบคุณทุกท่านครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

แล้วประเด็นที่มีสมาชิกหลายท่านตั้งไว้ว่าคณะกรรมาธิการ ๓ คณะ ควรจะ พิจารณาร่วมกัน ท่านประธานเห็นว่าอย่างไรคะ หรือท่านยังยืนยันว่าไม่จําเป็นจะต้อง มีการพิจารณาร่วมกัน

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ก็ไม่ขัดข้องนะครับ แต่ขอให้รายงานนี้เป็นรายงานนําร่องไปก่อน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปนะคะ ดิฉันคิดว่าไม่มีสมาชิกท่านใดที่ยังติดค้างคําถามอะไรอยู่นะคะ ก็เป็นอันถือว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การควบคุมและการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐแล้ว ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน เดี๋ยวเรารอสักครู่นะคะมีสมาชิกกําลังทยอยเดินทางมาจากห้องประชุมห้องอื่น ดิฉันจะคอย สักครู่นะคะ มีสมาชิกท่านไหนมีปัญหาเกี่ยวกับบัตรไหมคะ ไม่มีนะคะ ท่านสมาชิกใช้สิทธิ แสดงตนค่ะ เจ้าหน้าที่ดูสมาชิกด้านหลังตรงกลางหน่อยค่ะ ท่านสมาชิกกรุณายกมือ ให้เจ้าหน้าที่เห็นด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เป็นอันว่าท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๑๖๐ ท่าน ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจของรัฐหรือไม่นะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิลงคะแนนไหมคะ เรียบร้อยแล้วนะคะ ขอผลการลงคะแนนด้วยค่ะ มีจํานวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มีนะคะ งดออกเสียง ๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีค่ะ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะคะ จบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองแล้ว ขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการ เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

จบแล้วครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน พอดีมีเรื่องสืบเนื่องสักครู่นี้นะครับ เรื่องการช่วยเหลือน้ําท่วม ขออนุญาตคั่นเวลาสั้น ๆ นิดเดียวครับว่าท่านนิกร จํานง ได้บริจาคเงินช่วยน้ําท่วมภาคใต้เพิ่มเติมสําหรับ สปท. ที่ขาดไป ๓ ท่าน เป็นเงิน ๑๕,๐๐๐ บาท ก็คือคิดคนละ ๕,๐๐๐ บาท เพื่อให้ยอดรวมของ สปท. ครบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ของท่านนิกรหรือเปล่าไม่แน่ใจนะครับ ใช่ไหมครับ ยืนยันนะครับ เดี๋ยวผมจะได้มอบท่านประธาน ส่วนมอบมา ๑๕,๐๐๐ บาทแล้วยังต้องหักเงินท่านนิกรอีก ๕,๐๐๐ บาทตามปกตินะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านนิกรนะคะ ดิฉันมีเรื่องอีกนิดหนึ่งนะคะ ท่านสมาชิก อย่าเพิ่งไปนะคะ เนื่องจากเรื่องนี้จะต้องไปเข้าการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินะคะ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองจึงขอให้ผู้แทนคณะกรรมาธิการ ๑ ท่าน เป็นผู้แทนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเข้าร่วมเป็นคณะกรรมาธิการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สมาชิกท่านใดจะเห็นเป็นอย่างอื่นไหมคะ ขอให้มีผู้แทน ๑ ท่านไปนะคะ จาก สปท. ของเราไปยัง สนช. ค่ะ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ก็เป็นอันว่ามีผู้แทนไปได้ ๑ ท่าน ขอบพระคุณค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ส่วนเงินอันนี้ก็ขออนุญาตมอบให้ท่านประธาน เลยนะครับ สมาชิกเป็นพยานนะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

กําลังให้เจ้าหน้าที่นัดหมายท่านนายกรัฐมนตรีว่าจะให้เข้าพบช่วงเวลาใดพรุ่งนี้

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ส่วนตอนเย็นวันนี้เรื่องงานศพของท่านอาณันย์ ซึ่งท่านอยู่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองก็เลยมีนัดกันไว้อยู่เดิมเป็นเจ้าภาพสวดวันนี้ด้วย แล้วพรุ่งนี้ของ สปท. นะครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

พรุ่งนี้ก็ขอเรียนเชิญสมาชิกด้วยนะคะ สปท. เป็นเจ้าภาพค่ะ ท่านประธาน จะไปด้วยค่ะ

ต่อไปเป็นวาระ ๓.๒ พิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ข้อเสนอเชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขต การใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล

เชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมการประชุมเพื่อให้ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาได้พิจารณาแล้วอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๒ ท่าน คือ ๑. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ อนุกรรมาธิการผู้ทรงคุณวุฒิ เฉพาะกิจศึกษาการจัดตั้งสถาบันกิจการทางทะเล ๒. ท่าน พลเรือตรี ศิริชัย เนยทอง ผู้อํานวยการศูนย์สนับสนุนการเดินเรือ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ ขอเชิญ ผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยค่ะ ต่อไปเป็นรายชื่อของคณะกรรมาธิการ ที่จะร่วมชี้แจงนะคะ ท่านที่ ๑ รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ๒. ท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ รองประธานกรรมาธิการและผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ๓. พลเรือเอก ชนินทร์ ชุณหรัชพันธุ์ กรรมาธิการที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือ ๔. ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ และ ๕. พลเรือตรี ศิริชัย เนยทอง ขอเชิญท่านประธานค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขอนําเสนอรายงาน เรื่อง ข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ซึ่งในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เราได้แบ่งออกเป็น ๓ อนุกรรมาธิการด้วยกัน ก็คือทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ ทางด้าน สิ่งแวดล้อม และทางด้านสาธารณสุข ซึ่งรายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของอนุกรรมาธิการทางด้าน ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งได้นําเสนอไปแล้วใน ๓ เรื่องใหญ่ ๆ ที่สําคัญ ก็คือในเรื่องของ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ํา แล้วก็ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งในเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ สืบเนื่องจากเรื่องของการปฏิรูปด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งรายงานโดยละเอียด ดิฉันขออนุญาตท่านประธานเรียนเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติ ท่านมิ่งขวัญได้นําเสนอรายงานโดยละเอียดต่อไปค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านมิ่งขวัญค่ะ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและท่านสมาชิก สปท. ที่เคารพทุกท่านค่ะ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สปท. หมายเลข ๑๑๖ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ขออนุญาตกล่าวนําเกี่ยวกับเรื่องของตัวรายงานฉบับนี้ ซึ่งเป็นเรื่องข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องของการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่ คุ้มครองทางทะเล ดิฉันขอนําเรียนว่ารายงานฉบับนี้เป็น ๑ ใน ๖ เรื่องที่เกี่ยวกับทางด้าน ทรัพยากรที่ปรากฏอยู่ในแผนปฏิรูปที่ทาง สปท. ชุดนี้ได้ดําเนินการต่อเนื่องจาก ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทั้งนี้ไพรออริตี (Priority) ที่เราได้มีการนํามาจัดทําเป็นข้อเสนอ หรือว่าเร่งรัดในเรื่องของการผลักดันก็เพื่อที่จะให้เห็นในเรื่องของสัมฤทธิผลที่จะสามารถ ปฏิรูปได้ในระยะเวลาที่เหลืออยู่ ในเรื่องของข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการแบ่งเขต การใช้ประโยชน์ มีความเกี่ยวข้องแล้วก็สอดรับกับในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการรักษา ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... ซึ่งสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ในเรื่องของตัวร่างพระราชบัญญัติซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายกลางที่จะมีการขับเคลื่อนในเรื่อง ของทางด้านทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ในเรื่องของข้อเสนอครั้งนี้โดยเฉพาะในเรื่อง ของการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และการกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเลก็ถือว่าเป็นมิติใหม่ เป็นเรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่มีความท้าทายในเรื่องของการที่เราจะมีการบริหารจัดการในเรื่อง ของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้เกิดประสิทธิภาพ มีสมดุล แล้วก็ความมั่นคงยั่งยืน อย่างไร กราบเรียนอย่างนี้ว่าในเรื่องของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนี่ ประเทศไทย เป็นรัฐชายฝั่งซึ่งเรามีพื้นที่ทางบกประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร ส่วนในเรื่องของ พื้นที่ทางทะเลเรายังมีอีก ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ในเรื่องของกิจกรรมทางทะเล และมหาสมุทร ตรงนี้มีกิจกรรมมากมาย อาทิเช่น ในเรื่องของการขนส่งทางทะเล ในเรื่อง ของพาณิชย์นาวี ในเรื่องของการผลิตปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติ ในเรื่องของการท่องเที่ยว ทางทะเล ในเรื่องของการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ํา ซึ่งในการที่พัฒนาและมีการ ใช้ประโยชน์ตรงนี้มูลค่าก่อให้เกิดประโยชน์ของชาติมหาศาล ในส่วนของเรื่องนี้อย่างไรก็ตาม การพัฒนาและการใช้ประโยชน์ในระยะที่ผ่านมานี้มูลค่ายิ่งเพิ่ม แต่ว่าทรัพยากรในเรื่อง ของทางทะเลและชายฝั่งยิ่งลด เพราะฉะนั้นข้อเสนอตรงนี้ก็จะเป็นมิติใหม่ เป็นเรื่อง กระบวนทัศน์ใหม่ที่จะต้องมีการผลักดันให้เกิดในเรื่องนี้ขึ้น เพื่อที่เราจะได้นําพาในเรื่อง ของการที่บริหารจัดการในเรื่องของการจัดระเบียบ ก่อนที่จะได้กล่าวถึงในเรื่องของข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ ดิฉันขอเชื่อมโยงนิดหนึ่งว่าประเด็นในเรื่องของรายงานฉบับนี้มีความเชื่อมโยงอย่างไร กับในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... ที่สภาแห่งนี้ได้เห็นชอบไปแล้วค่ะ

โดยหลักการ ในสไลด์ (Slide) ถัดไป ในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติ การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... ก็ถือว่าเป็นกฎหมายกลาง โดยหลักการ ก็คือในเรื่องของการที่จะรักษาผลประโยชน์ของชาติทุกมิติทั้งในเรื่องของความมั่นคง การเมือง ในเรื่องของเศรษฐกิจ การทหาร แล้วก็สังคม ซึ่งในสไลด์ (Slide) ถัดไป จะเห็นว่า ในตัวร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีทั้งหมด ๓๘ มาตรา ๔ หมวด ก็มีการกําหนดในเรื่อง ขององค์กรรูปแบบที่จะดูแลกํากับในเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล เราจะมีในเรื่องของคณะกรรมการในระดับชาติ หรือเรียกว่า นปท. คณะกรรมการนโยบาย การรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล จะมีองค์กรที่เรียกว่าศูนย์อํานวยการ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล หรือรู้จักกันในนามของ ศรชล. โดยในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ก็จะมีทั้ง ศรชล. ภาค และ ศรชล. จังหวัด ดิฉันนําเรียนในเรื่องนี้เพื่อที่จะได้เกิด ความเชื่อมโยง เพราะว่าในข้อเสนอนี้ก็จะมีข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานตามที่ปรากฏ อยู่แล้ว โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา ๓ ของพระราชบัญญัติฉบับนี้มีคําจํากัดความที่เกี่ยวกับ เรื่องของเขตทางทะเล แต่ปัจจุบันนี้ในเรื่องของแผนที่การใช้ประโยชน์หรือว่าแผนเชิงพื้นที่ ในเรื่องของการบริหารจัดการเพื่อที่จะให้เกิดประสิทธิภาพเรายังไม่มี เพราะฉะนั้น ในรายละเอียดของตัวร่างฉบับนี้ก็ได้มีข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องนี้ โดยเฉพาะในเรื่อง ของการนําแนวคิดเรื่องของการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล และการกําหนดเขต การใช้ประโยชน์ทางทะเลเป็นเรื่องใหม่และเป็นเรื่องที่มีความท้าทาย

ในสไลด์ (Slide) ถัดไป นอกจากในเรื่องของการจัดทําแผนที่ ในเรื่อง ของวางแผนเชิงพื้นที่แล้วมีอีกประเด็นหนึ่งที่เราคิดว่าองค์กรใหม่ หรือว่าในเรื่องของการ บริหารจัดการในเรื่องของลักษณะที่เป็นองค์กรรวม โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมาย เนื่องจากว่าในทางทะเลปัจจุบันเรามีทะเลอาณาเขตถึง ๑๒ ไมล์ทะเล แต่ความจริงแล้ว เรามีสิทธิอธิปไตยไปจนถึงในเรื่องของเขตเศรษฐกิจจําเพาะถึง ๒๐๐ ไมล์ทะเล แล้วปรากฏว่า กฎหมายหลายฉบับ ประมาณ ๘๐ กว่าฉบับที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของทางทะเลยังมีช่องว่าง ไม่สามารถที่จะขยายขอบเขตไปให้ถึงเขตทะเลอาณาเขต ๑๒ ไมล์ทะเล เพราะฉะนั้น ในเรื่องของข้อเสนอแนะที่ทางคณะอนุกรรมาธิการชุดนี้ได้มีข้อเสนอแนะ เราคิดว่าน่าจะเป็น กลไกที่สําคัญในการที่จะขับเคลื่อนเพื่อที่จะให้การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ทางทะเล โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์น่าที่จะมีการวางแผนให้เป็นระบบ ให้มีการบูรณาการ โดยพิจารณาเป็นองค์รวมทั้งในเรื่องของทางด้านเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อม สําหรับในรายละเอียดเนื่องจากค่อนข้างที่จะเป็นเชิงเทคนิค ดิฉันขออนุญาตให้ทาง ท่านอาจารย์เผดิมศักดิ์เป็นผู้นําเสนอในรายละเอียดสําหรับในประเด็นที่มีการปฏิรูปค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญค่ะ

ศาสตราจารย์เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมจะขออนุญาต ใช้เวลานําเสนอในประเด็นว่าเมื่อเราพูดถึงคําว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขต การใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ทําไมถึงจําเป็นจะต้องมีนะครับ ผมขออนุญาตมาที่สไลด์ (Slide) ที่แสดงให้เห็นนะครับ ภาพนี้เราจะเห็นภาพลูกโลกสีน้ําเงิน ซึ่งโดยแท้จริงแล้วลูกโลกสีน้ําเงินใบนี้มีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่น้ําประมาณ ๗๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วใน ๗๑ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่น้ํานั้น ๙๗ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นทะเล เพราะฉะนั้นความสําคัญของทะเลในบริบทที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของมนุษย์ก็ตาม หรือว่าในมิติต่าง ๆ ก็ตามเป็นที่ตระหนักและเป็นที่ที่เราปฏิเสธไม่ได้ ถ้าเราจะมาดู ความสําคัญของทะเลในประเด็นที่น่าสนใจในมุมมองของมิติทางเรื่องของเชิงพื้นที่

ขออนุญาตไปที่สไลด์ (Slide) ต่อไปนิดหนึ่งนะครับ เราจะเห็นว่าในพื้นที่ทะเล ที่กําหนดหรือว่าระบุไว้โดยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ได้แบ่งเขตทางทะเลออกมาเป็นเขตที่เรียกว่าเขตน่านน้ําภายใน ทะเลอาณาเขต ซึ่งทั้ง ๒ เขตนี้ ประเทศไทยเรามีอํานาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ ส่วนเขตต่อเนื่อง แล้วก็เขตเศรษฐกิจจําเพาะ อันนั้นเป็นบริเวณที่ประเทศไทยเรามีสิทธิอธิปไตยในการใช้ประโยชน์ รวมพื้นที่เขตทางทะเล ของประเทศไทยมีอยู่ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร แต่นอกจากนี้พื้นที่ที่เราสามารถ จะใช้ประโยชน์ได้ยังมีบริเวณที่เรียกว่าเป็นเขตไหล่ทวีป บริเวณทะเลหลวง แล้วก็ เขตที่เรียกว่าเป็นบริเวณพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ตัวอนุสัญญา เพราะฉะนั้นถ้ามองจริง ๆ พื้นที่ หรือเขตบริเวณที่ประเทศไทยเราใช้ประโยชน์มีทั้ง ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร บวกกับ บริเวณนั้นอีกประมาณ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๒๕๐ ล้านตารางกิโลเมตร อันนี้คือ ภาพที่จะมองให้เห็นความสําคัญของทะเลทั้งมิติภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเรามีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์จากบริเวณนั้นได้ คราวนี้ถ้าเรามามองในเชิงของ มูลค่า ได้มีการประเมินมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเล ซึ่งแต่เดิมเรามองมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเล จะมองแต่มิติของเรื่องกิจกรรมทางทะเลและมหาสมุทรเป็นหลัก นั่นคือกิจกรรมต่าง ๆ ที่นํามาซึ่งรายได้ แต่ปัจจุบันโดยโออีซีดี (OECD) ได้มีแนวคิดในการที่จะดูมูลค่าเศรษฐกิจ ทางทะเล นอกเหนือจากกิจกรรมทางทะเลและมหาสมุทรแล้วยังต้องรวมเอาต้นทุนธรรมชาติ แล้วก็ระบบนิเวศที่เรียกว่าระบบนิเวศบริการทางทะเลเอาเข้าไปด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้ง ๒ ส่วน เมื่อบวกกันแล้วถึงจะเป็นมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลที่เราควรจะตระหนักหรือควรจะคิดถึง แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลาเราพูดถึงมูลค่าทางทะเล เราจะมองที่มูลค่าที่เกิดจากกิจกรรม ซึ่งก็ได้มี การประเมินมูลค่าผลประโยชน์ของชาติทางทะเลไว้เมื่อปี ๒๕๕๐ แล้วก็มีการคํานวณ หรือประเมินอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๗ มูลค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก ๗.๕ ล้านล้าน มาเป็น ๒๔ ล้านล้าน โดยประมาณ สิ่งที่น่าสนใจในประเด็นนี้ก็คือประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเรามี รายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ทรัพยากรไม่มีชีวิตประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การขนส่งทางทะเลประมาณ ๓๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทางด้านอุตสาหกรรม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ การท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์จะเป็นการท่องเที่ยวทางทะเลเพิ่มขึ้นมาถึง ๘๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่น่าสนใจในประเด็นข้างบนสุดก็คือทรัพยากรที่เรียกว่าเป็น ทรัพยากรมีชีวิต ซึ่งเราสามารถที่จะบริหารจัดการให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้ลดลง ประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยหลักใหญ่เท่าที่เราพอจะทราบกันก็เรื่องของทรัพยากรประมง ทรัพยากรป่าชายเลน ทรัพยากรหญ้าทะเล แล้วก็พวกทรัพยากรหาดหิน หาดทรายต่าง ๆ ที่มีปัญหาเรื่องการกัดเซาะ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมองในภาพอีกมุมมองหนึ่งก็คือ ในขณะที่เราเพิ่มมูลค่าทางทะเลโดยเน้นไปที่กิจกรรมทางทะเลและมหาสมุทรอย่างเร่งด่วน ที่ผ่านมานี่นะครับ เราได้แลกด้วยปริมาณและคุณภาพที่ลดลงของต้นทุนทางธรรมชาติ โดยเราไม่ได้มองตรงนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะมีมุมมองหรือแนวทางในการบริหารจัดการ

ผมขออนุญาตไปที่สไลด์ (Slide) แสดงถึงตัวอย่างกิจกรรมต่าง ๆ ทางทะเล ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วก็ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงถึง กิจกรรมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไม่มีชีวิต ทางด้านซ้ายมือของท่านนะครับ ซึ่งปัจจุบัน เรามีแท่นสํารวจ ผลิต แล้วก็ขุดเจาะปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติอยู่ในทะเล โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตบริเวณที่เรียกว่าเป็นเขตอีอีแซด (EEZ) หรือว่าเขตเศรษฐกิจจําเพาะ อยู่ประมาณ ๔๓๕ แท่น ซึ่งในปี ๒๕๖๒ จะมีอยู่ประมาณ ๘๐ แท่น ที่จะมีการรื้อถอน เนื่องจากหมดระยะเวลาในการสัมปทาน ทางมุมขวาท่านจะเห็นเขตหรือว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรที่เรียกว่าเป็นทรัพยากรมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเขตประมงเชิงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน การเพาะเลี้ยงชายฝั่ง การวางปะการังเทียม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะหนาแน่นหรือว่า อยู่ที่บริเวณตามชายฝั่ง ซึ่งเป็นตัวองค์ประกอบให้เห็นชัดเจนว่าบริเวณชายฝั่งก็ดี แม้กระทั่ง ในบริเวณเขตเศรษฐกิจจําเพาะก็ดีได้มีกิจกรรมที่ดําเนินการอยู่แล้วพอสมควรนะครับ กิจกรรมต่อไปที่จะมองเห็นที่เกี่ยวข้องก็คงจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบการขนส่ง และพาณิชย์นาวีของประเทศ เรามีท่าเรือ ท่าเรือพาณิชย์ ท่าเรือประมง ท่าเรือท่องเที่ยว ท่าเรือต่าง ๆ ท่าเรือเอกชนต่าง ๆ รวมประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ท่าในปัจจุบันที่อยู่ใน ๒ ฝั่ง ของอ่าวไทย แล้วก็ทางฝั่งทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกาตอนเหนือ ทางบริเวณขวา เราจะเห็นพื้นที่ที่แสดงถึงเขตที่มีแร่หรือเป็นแหล่งแร่ธรรมชาติ ซึ่งแต่ก่อนจะมีการ ใช้แหล่งแร่กันอยู่มากเนื่องจากราคาในท้องตลาด ปัจจุบันก็มีการลดลงในเรื่องของการใช้ แต่แหล่งแร่เหล่านั้นก็ยังรอการใช้อยู่เมื่อความคุ้มทุนนั้นเข้ามา

เพราะฉะนั้นถ้ามองภาพโดยรวมอีกสไลด์ (Slide) หนึ่งท่านพอจะมองเห็นว่า นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ แล้วมันก็จะมีการใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม แล้วก็ พื้นที่ทางทหารซึ่งเราถือว่าพื้นที่บริเวณซ้อมรบก็ตาม บริเวณท่าเรือ หรือฐานทัพเรือก็ตาม ก็จะมีการกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งถ้าท่านจับทั้งหมดมาซ้อนกันจากโครงการหรือว่าจากการที่ เราไปทําการศึกษามา แล้วก็นําข้อมูลซึ่งได้รับความกรุณาจากทางกรมอุทกศาสตร์ จับแผนที่ทั้งหมดมาวางซ้อนกันเราจะเห็นว่าพื้นที่ทางทะเล ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งประเทศไทยเรามีอํานาจและสิทธิอธิปไตยในการใช้มีอยู่อย่างค่อนข้างหนาแน่น แล้วก็ ถ้าเรียนโดยตรงก็คือเป็นการใช้อย่างไม่ได้มีการวางแผนแบบร่วมกันอย่างที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นทิศทาง แล้วก็แนวโน้มในการบริหารจัดการในอนาคต ตอนนี้เป็นที่คาดกันว่า ในอนาคตบทบาทเรื่องของทะเลและมหาสมุทรจะมีบทบาทมากขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างต่างประเทศตอนนี้เขาไม่ได้มองกันแค่การใช้ประโยชน์ในเรื่องพลังงานจากเขตบริเวณ ที่เรียกว่าเป็นเขตเศรษฐกิจจําเพาะอย่างเดียว ตอนนี้มองลงไปถึงเรื่องของทะเลหลวงนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องการบริหารจัดการหรือว่าการวางแผนในการใช้ประโยชน์เป็นสิ่งที่สําคัญ ซึ่งถ้าเราไม่มีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมหรืออยู่บนหลักวิชาการที่ควรเป็นแล้วก็ จะนํามาซึ่งสถานภาพทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจะ เกินหรือเลยระยะเวลาที่สามารถจะดึงกลับมาได้ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องของการแบ่งเขต การใช้ประโยชน์ แล้วก็การกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเลจึงเป็นเครื่องมือ ๑ ชิ้น ในการที่จะใช้ นําไปสู่การบริหารจัดการที่เหมาะสม แล้วก็เป็นชิ้นที่สําคัญเพราะว่าเป็นขั้นต้น หรือจะพูดตรง ๆ ก็คืออาจจัดว่าเป็นบันไดขั้นแรกในการนําไปสู่การบริหารจัดการ ซึ่งในตัว ของการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลนั้นหรือที่เรียกว่าเป็นมารีน สปาเชียล แพลนนิง (Marine Spatial Planning) จะประกอบด้วย ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องของแผนที่แสดง การใช้ประโยชน์ที่ใช้คําว่าแมปปิง (Mapping) กับอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของผัง ของการใช้ประโยชน์หรือว่าผังที่ใช้ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ หรือเรียกว่าโซนนิง (Zoning) คือแมปปิง (Mapping) และโซนนิง (Zoning) นั่นเอง

ถ้าเราดูในสไลด์ (Slide) ต่อไป อันนี้ผมนําภาพที่ย้อนจากที่นํากิจกรรมต่าง ๆ มาวางซ้อนกัน ท่านจะเห็นว่าแม้กระทั่งปัจจุบันในการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน แผนที่ต่าง ๆ หรือว่าบริเวณการใช้ต่าง ๆ ก็ยังไม่มีความสอดคล้องกันในเชิงของมาตรฐาน ความครบถ้วน แล้วก็มิติของการใช้ประโยชน์ เราต้องการที่จะทําให้แมปปิง (Mapping) ที่มีอยู่นําไปสู่โซนนิง (Zoning) ทางด้านขวา ก็คือเรื่องของการวางแผน เพราะฉะนั้น ตรงการเริ่มต้นทั้ง ๒ ส่วนถือว่าเป็นส่วนที่สําคัญแล้วก็มีความต่อเนื่องกันโดยไม่สามารถ จะแยกออกจากกันได้ ซึ่งในโครงการหรือว่าในการศึกษาจากคณะทํางานก็ได้ตกลงเอาว่า หลักเกณฑ์ในการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และการกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เพื่อให้เป็นการที่สอดคล้องกันกับวิสัยทัศน์ของประเทศเราจะแบ่งเขตออกทั้งหมดเป็น ๓ เขตใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือได้แก่เขตความมั่นคง ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ฐานทัพเรือ พื้นที่สนามฝึกยิงอาวุธต่าง ๆ ที่มีอยู่ เขตความมั่งคั่งซึ่งเป็นเขตที่เกี่ยวกับเรื่องของทางด้านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการสํารวจและผลิตน้ํามันเชื้อเพลิงนอกชายฝั่ง รวมถึงท่อส่งน้ํามันและก๊าซ แผนที่ เกี่ยวกับเรื่องของการประมงเชิงพาณิชย์ แล้วก็การประมงพื้นบ้าน พื้นที่ที่อนุญาตในการ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ําทั้งชายฝั่งและที่จะมีในอนาคตก็คือนอกชายฝั่ง แผนที่แสดงเรื่องเส้นทาง การขนส่งทางเรือ ท่าเรือต่าง ๆ เส้นทางร่องเรือน้ําลึก แล้วก็บริเวณต่าง ๆ ที่เป็นที่ตั้ง ของอู่ซ่อมเรือและอู่ต่อเรือ แผนที่เขตที่เกี่ยวกับเรื่องของการท่องเที่ยวและนันทนาการ ทางทะเลและชายฝั่ง เขตอุตสาหกรรมชายฝั่งต่าง ๆ ที่จะมีการพัฒนา รวมถึงเขตเมือง และเขตชุมชนชายฝั่ง เขตต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นเขตที่อยู่ในมิติของเขตความมั่งคั่ง แล้วก็เขตที่ ๓ คือเขตที่เกี่ยวกับความยั่งยืนคือเขตอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง ยกตัวอย่างเช่น เขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีอยู่ในปัจจุบัน พื้นที่ฟื้นฟู แล้วก็การที่จะดูแลบริเวณ ที่มีความเสื่อมโทรม บริเวณป่าชายเลน บริเวณจัดวางปะการังเทียม พื้นที่แสดงการกัดเซาะ ชายฝั่งอย่างเป็นระบบ แล้วก็แหล่งโบราณคดีใต้น้ํา สําหรับประเด็นปัญหาเมื่อคณะทํางาน ได้ดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเราพบประเด็นปัญหาทั้งหมด ๔ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งผมจะขออนุญาตนําเรียนทีละประเด็น แล้วถึงจะนําไปสู่การแก้ไขในแต่ละประเด็น

ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้ประโยชน์ทางทะเล ของชาติ แล้วก็ระบบฐานข้อมูล สิ่งที่เจอปัญหาก็คือแผนที่การใช้ประโยชน์ทางทะเลของชาติ ยังไม่ได้บูรณาการกัน ยังไม่ได้มีการสร้างมาตรฐานร่วมกัน บทบาทหรือว่าแนวทางในการเก็บ ข้อมูลต่าง ๆ ก็ขาดมาตรฐานในการจัดการ แล้วในบางกรณีอาจจะไม่เป็นปัจจุบัน ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลไม่มีความเชื่อมโยง ขาดหน่วยงานที่จะเป็นหน่วยงานกลางในการรับผิดชอบ ความครบถ้วน แล้วก็ไม่สามารถ จะนําไปใช้ในเชิงการวางนโยบายได้

สําหรับประเด็นที่ ๒ คือประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องทางด้านกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีข้อค้นพบว่ากฎหมายบางฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอาจจะล้าสมัย แล้วก็ไม่สอดคล้องกันกับตัวอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลที่ประเทศไทย ได้ให้สัตยาบันไว้เมื่อปี ๒๕๕๔ ก็ยังมีการเคลื่อนไหวหรือว่าการแก้ไขกันอยู่อย่างค่อนข้างจะ ล่าช้าอยู่พอสมควร อีกอันหนึ่งก็คือประเด็นพื้นที่ทางทะเลบางครั้งมีพระราชบัญญัติหลายฉบับ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันทําให้เกิดการประกาศเขตที่อาจจะไม่สอดคล้อง กับการวางแผนการใช้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต แล้วก็ประเด็นที่ ๓ คือ ขาดความชัดเจนของอํานาจการบังคับใช้ในบางบริเวณ

ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของด้านการบริหารจัดการ องค์กร เป็นที่น่าสังเกตว่าผลประโยชน์ชาติทางทะเลที่มีมูลค่ามหาศาลนั้นปัจจุบันประเทศไทยเรา ยังขาดสิ่งที่เรียกว่านโยบายชาติทางทะเล หรือเนชันนัล มารีน โพลิซี (National Marine Policy) ที่น่าจะเป็นแนวทางนโยบายกลางก่อนที่หน่วยงานต่าง ๆ จะนํา หรือว่าจะวางแผน ในการนําไปใช้ในการบริหารจัดการตามรายความรับผิดชอบของแต่ละส่วนงาน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีการกําหนดพื้นที่ที่ว่าเป็นการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล หรือกล่าว ง่าย ๆ ก็คือการแบ่งเขตหรือการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น ในประเทศไทย ไม่มีหน่วยงานหลักองค์กรกลางที่จะรับผิดชอบด้านทะเลในระดับประเทศ รวมทั้งหน่วยงาน แล้วก็องค์กรในระดับจังหวัด อันนี้อาจจะต้องมีการประสานกัน เราขาดบุคลากร โดยเฉพาะบุคลากรที่มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการกําหนด ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อดําเนินการทางด้านกิจกรรมทางทะเลในภาพรวมที่เหมาะสม

ประเด็นที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้ายแล้วก็จัดว่าเป็นประเด็นที่สําคัญก็คือ ประเด็นเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมและการสร้างองค์ความรู้ เราจะเห็นว่าโดยหลักที่ถูกต้องแล้ว การมีส่วนร่วมจากภาคต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสมควรที่จะมีการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เรื่องของการให้ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การปรึกษาหารือ การวางแผน การร่วม ตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติ รวมไปถึงการควบคุมต่าง ๆ ในภาพใหญ่ อันนี้อาจจะเป็นประเด็นที่ ต้องมีการบริหารจัดการให้ระบบต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมเป็นไปอย่างเหมาะสมในทุกระบบ และทุกขั้นตอนนะครับ อันนี้คือประเด็นที่ ๔

เพราะฉะนั้นจากทั้ง ๔ ประเด็นที่ผมได้นําเรียนก็นํามาสู่ข้อเสนอแนะ ในประเด็นปฏิรูปซึ่งก็มีอยู่ ๔ ประเด็นเช่นเดียวกันนะครับ ข้อเสนอแนะประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับแผนที่การใช้ประโยชน์ทางทะเลของชาติ แล้วก็ระบบฐานข้อมูล ในส่วนนี้เป็นข้อเสนอที่ชัดเจนว่าประเทศไทยควรจะต้องมีการจัดทําหรือการประกาศแผนที่ บูรณาการ ที่เรียกว่าเป็นวัน มารีน แมป (One Marine Map) หรือเนชันนัล มารีน ยูส แมป (National Marine Use Map) อันนี้ก็อาจจะไปล้อกันกับวันแมป (One Map) ในกรณีของ พื้นที่บนบก ซึ่งตรงนี้จะเป็นเขต หรือการปรากฏ หรือการระบุที่คล้าย ๆ เป็นมาตรฐานกลาง ในการที่ใช้ในการวางแผนต่อไป ประเด็นอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของการประกาศแผนที่ขอบเขต ของจังหวัดทางทะเลให้ครอบคลุม ๑๒ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานนะครับ แต่ประเด็นตรงนี้ คงจะต้องมองให้ชัดว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เขตการปกครองในทะเล แต่ว่าจะเป็นเขตบริหาร จัดการในทะเลนะครับ ซึ่งในกรณีลักษณะนี้ในส่วนจังหวัดหรือทางกระทรวงมหาดไทย ก็อาจจะต้องเป็นเจ้าภาพในประเด็นดังกล่าว สําหรับชุดแผนที่ในการแสดงแนวเขตทางทะเล ทั้ง ๕ กลุ่มจังหวัด ความจริงแล้วเราสามารถที่จะขออนุญาตใช้กลุ่มแผนที่เดินเรือที่ทาง กรมอุทกศาสตร์ได้ใช้อยู่เป็นตัวแผนที่เริ่มต้น ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด ๕ กลุ่มจังหวัดด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มที่ ๑ กลุ่มจังหวัดในอ่าวไทยตอนใน กลุ่มที่ ๒ กลุ่มจังหวัดในอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กลุ่มที่ ๓ กลุ่มจังหวัดในอ่าวไทยตอนกลาง กลุ่มที่ ๔ กลุ่มจังหวัดในอ่าวไทยตอนล่าง แล้วก็กลุ่มจังหวัดในฝั่งทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกาตอนเหนือทางฝั่งตะวันตก อันนี้ก็เป็นแผนที่ ๕ กลุ่มจังหวัดที่สามารถจะใช้ในการเริ่มต้นและการนําไปสู่การแบ่งเขต ในการบริหารจัดการในระยะแรกได้นะครับ

ข้อเสนอประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของแผนที่ในหัวข้อที่ ๒ ก็คือเรื่องของระบบ ฐานข้อมูล อันนี้น่าจะต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางในการรับผิดชอบในการกําหนดมาตรฐาน แล้วก็เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สิ่งที่เห็นชัดเจนจากการเริ่มดําเนินการในส่วนนี้ก็คือ การเชื่อมโยงหรือเชื่อมต่อกันของข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังขาดกันอยู่ค่อนข้างมาก และรวมไปถึงเรื่องของความเป็นมาตรฐาน ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องจัดให้มีหน่วยงาน ที่ประสานในเรื่องดังกล่าว สําหรับในระยะยาวก็ควรจัดให้มีการพัฒนาฐานข้อมูลดังกล่าว ให้นําไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลให้มีประสิทธิภาพต่อไป ภาพนี้เป็นภาพแสดงตัวอย่าง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นตัวอย่างฐานข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งแน่นอน ในการบริหารจัดการทางทะเลในการวางแผนก็จะต้องมีความซับซ้อนมากกว่านี้อีกมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่จําเป็นที่จะต้องมีนะครับ

สําหรับข้อเสนอประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่ ๑ เห็นควรให้มีการทบทวนปรับปรุงและแก้กฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการประกาศเขตจังหวัดทางทะเล ประเด็นที่ ๒ เร่งรัดการปรับปรุงการประกาศ เขตประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ตามบทบัญญัติของพระราชกําหนดการประมง พุทธศักราช ๒๕๕๘ ให้สอดคล้อง เหมาะสม แล้วก็เป็นธรรม ประเด็นที่ ๓ ให้มีการติดตาม เร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับกฎหมายทะเล อันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) แล้วก็ประเด็นที่ ๔ ก็คือการแต่งตั้งคณะทํางานด้านกฎหมายทะเล เพื่อทําหน้าที่ขับเคลื่อนการติดตามเร่งรัดการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายนะครับ

สําหรับข้อเสนอประเด็นที่ ๓ ได้แก่เรื่องของด้านการบริหารจัดการ และองค์กร เรามีข้อเสนอแนะว่าควรมีการเร่งรัดให้มีการจัดทํานโยบายชาติทางทะเล ซึ่งสามารถที่จะปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดจากแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๔ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ แล้วมีความสอดคล้องก็น่าที่จะสอดคล้องกันกับการเกิดแผน ๑๓ คือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๓) ซึ่งถ้าเป็นตอนนั้นเราก็น่าจะมี นโยบายชาติทางทะเล ซึ่งมีการบูรณาการทั้งมิติของความมั่นคง แล้วก็ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมเข้าไปด้วยกัน ประการที่ ๒ คือเร่งรัดจัดทําแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลเพื่อให้เกิด การบริหารกิจกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ ประการที่ ๓ คือให้มีหน่วยงานหลักที่ทําหน้าที่ เป็นคล้าย ๆ องค์กรกลางหรือตัวประสานรับผิดชอบงานด้านทะเลทั้งในระดับประเทศ และระดับจังหวัด ประการที่ ๔ คือประเด็นเรื่องของการเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ และพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านทะเล โดยอาจจะกําหนดให้เป็นหลักสูตร ที่มีการศึกษาการอบรมให้แก่ผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้บริหารจังหวัดที่จะต้องเข้าไปดูแล บริเวณจังหวัดที่อยู่ตามชายทะเลต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดตั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรในรูปแบบใดก็ตาม เพื่อให้มีหน่วยงานที่ทํางาน คล้าย ๆ กับเป็นคลังสมองหรือทิงก์แทงก์ (Think Tank) ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ของการบริหารจัดการทางทะเล ซึ่งในต่างประเทศยกตัวอย่างเช่นประเทศมาเลเซียก็มีมิม่า (MIMA) ที่เป็นองค์กรในลักษณะทิงก์แทงก์ (Think Tank) อยู่ ส่วนประเทศออสเตรเลียก็มี แองเคอร์ (Anchors) ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยวูลลองกองก็เป็นองค์กรที่ทําหน้าที่ในลักษณะ ของการเป็นคลังสมองในการบริหารจัดการทางด้านทะเลที่เป็นระบบ

ข้อเสนอแนะประเด็นที่ ๔ การมีส่วนร่วมและการสร้างองค์ความรู้ ข้อเสนอแนะ ๔.๑ ส่งเสริมและสร้างเครือข่ายองค์กรระดับชุมชนในจังหวัดชายทะเล เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม อย่างบูรณาการ ความจริงองค์กรต่าง ๆ หรือเครือข่ายต่าง ๆ นี้มีอยู่แล้ว แต่อาจจะต้อง มีการประสานและดําเนินการให้สอดคล้องกัน เพื่อนําไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ที่ควรจะเป็นสําหรับบริบทเรื่องของทะเลไทย ๔.๒ กําหนดแผนงาน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม ของชุมชน การจัดทําแผนระดับจังหวัด การกําหนดพื้นที่การใช้ประโยชน์ การศึกษาวิจัย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คงจะต้องมีการดําเนินงานทั้งในลักษณะที่เป็นบอตทอมอัป (Bottom up) ก็คือจากพื้นที่ขึ้นมาสู่ข้างบนแล้วก็ทอปดาวน์ (Top down) ลงไปโดยมีการประสานกัน ที่เหมาะสม ๔.๓ รวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการจัดทําสื่อประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อการสร้างความตระหนักของการที่ประเทศไทยเราเป็นชาติทางทะเล เป็นรัฐชายฝั่ง แล้วก็เป็นรัฐช่องแคบ ๔.๔ เสริมสร้างประสิทธิภาพการมีส่วนร่วม โดยการใช้กลไก ของคณะกรรมการระดับต่าง ๆ ที่มีอยู่ โดยที่มีผู้แทนชุมชนในแต่ละคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นได้ในทุกขั้นตอน

อันนี้ก็เป็นทั้งหมด ๔ ประเด็นที่ทางคณะทํางานได้ทําการศึกษา แล้วก็จะ ขออนุญาตนําเรียนเพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งเรามุ่งหวังว่าจะนําไปสู่การใช้ทะเลไทย อย่างมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน รวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วก็สามารถที่จะบริหารจัดการ สําหรับลูกหลานของเราในอนาคต แล้วก็มีความพร้อมในการที่จะกระโดดออกไปอ้างสิทธิ หรือการใช้ประโยชน์ของผลประโยชน์ของเรานอกเหนือจากเขตที่อยู่ภายใต้อํานาจอธิปไตย และสิทธิอธิปไตยของเรา นั่นคืออาณาเขตทะเลหลวงและเขตดิแอเรีย (The Area) อย่างที่ ผมนําเรียนเมื่อสักครู่นี้ กราบขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก์ เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านมิ่งขวัญครับ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และที่ประชุมค่ะ ดิฉันขออนุญาตสรุป แล้วก็นําเรียนในรายละเอียดเพิ่มเติม ตามที่ทาง ท่านอาจารย์เผดิมศักดิ์ได้กราบเรียนไปแล้วว่าในประเด็นการปฏิรูปเกี่ยวกับเรื่อง ของข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เรื่องของการแบ่งเขต การใช้ประโยชน์และการกําหนดพื้นที่ คุ้มครองทางทะเลมี ๔ ประเด็น เมื่อเช้าทางวิทยุได้มีการสอบถามบอกว่ามีความแตกต่าง อย่างไร มีความต่อเนื่องอย่างไร แล้วจะได้อะไรบ้าง ดิฉันขออนุญาตกราบเรียนที่ประชุมว่า ข้อเสนอแนะที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ถามว่าจะได้อะไร จากในประเด็นแรกในการที่เรามีข้อเสนอ บอกว่าให้มีการนําแนวคิดในเรื่องของการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ทางทะเล โดยจําเป็น ที่จะต้องมีการจัดทําแผนที่การใช้ประโยชน์ทางทะเลและระบบฐานข้อมูล ง่าย ๆ อย่างนี้ค่ะ

- ๓๙/๑   ในเรื่องของการจัดทําแผนที่ประโยชน์ทางทะเล เรามีข้อเสนอในการที่จะบอกว่าน่าที่จะ มีการผลักดันให้เกิดวัน มารีน แมป (One Marine Map) หรือเนชันนัล มารีน ยูส แมป (National Marine Use Map) เช่นเดียวกับของทางบก ในเรื่องที่ ๒ ก็ขอให้มีการจัดทํา และประกาศแผนที่ขอบเขตทางทะเลของจังหวัด ๒๓ จังหวัด หมายถึงว่าการกําหนด ในเรื่องของขอบเขตทะเลหน้าบ้านของแต่ละจังหวัด เพื่อที่จะใช้ในเรื่องของการบูรณาการ ในเรื่องของการบริหารจัดการ ในเรื่องที่เกี่ยวกับแผนที่แล้วก็ระบบฐานข้อมูลตรงนี้ ระบบฐานข้อมูล เช่นกันค่ะทางบกเราจะมีคลังข้อมูลน้ําแห่งชาติ ในทางทะเลก็น่าจะมี คลังข้อมูลที่เป็นคลังข้อมูลทางทะเล ซึ่งตรงนี้ขณะนี้ยังไม่มีหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบ แต่ในตารางที่ปรากฏในหน้า ๓๐ เราก็ได้มีการเสนอแนะบอกว่าให้ ศรชล. ในปัจจุบันหรือว่า ศรชล. ใหม่ที่จะตั้งขึ้นหรือกําหนดขึ้นตามร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ เป็นหน่วยงานที่ดูแลกํากับ เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ไม่ใช่สามารถที่จะดําเนินการได้ทันที แต่ต้องใช้ระยะเวลา นี่คือเป็นที่มาของทําไมเราถึงมีการจัดทําอันนี้เป็นข้อเสนอแนะ เชิงนโยบาย ซึ่งในเรื่องของการจัดทําต้องใช้ระยะเวลา แม้ว่าในเรื่องของการประกาศแผนที่ ขอบเขตทางทะเลของจังหวัด ๑ ปีสามารถดําเนินการได้ แต่ว่าในเรื่องของการจัดทําแผนที่ ที่เป็นแผนที่กลาง ฐานข้อมูลในเชิงพื้นที่ ตรงนี้ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีความสําคัญ จําเป็น ที่จะต้องใช้ระยะเวลา ๓ ปี นี่คือสิ่งที่ถามว่าแล้วจะได้อะไร แล้วจะนําไปดําเนินการอย่างไร เพราะว่าแผนที่จะเป็นเครื่องมือกลางที่สําคัญที่ให้ทุกหน่วยงานทุกภาคส่วนจะต้องใช้ ร่วมกันในเรื่องของการบริหารจัดการทางทะเล ขณะนี้เรายังไม่มีการจัดทําแผนที่เช่นว่านี้ ซึ่งจริง ๆ แล้วในแผนที่การใช้ประโยชน์ ความจริงแล้วน่าจะมีการกําหนดทั้งในระดับ ของน่านน้ํา แล้วก็ในการจัดการในเชิงของกลุ่มจังหวัด ซึ่ง ๕ กลุ่มจังหวัดตามที่ทาง ท่านเผดิมศักดิ์ได้กราบเรียนแล้ว แล้วก็ที่สําคัญก็คือเป็นรายจังหวัดด้วยค่ะ

สําหรับประเด็นการปฏิรูปเรื่องที่ ๒ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการปรับปรุงแก้ไข กฎหมาย ก็คงมี ๓ เรื่องสําคัญที่จะต้องเร่งให้มีการดําเนินการ ประการแรก ในเรื่องของการ ประกาศเขตจังหวัดทางทะเล ตรงนี้ก็จะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันนี้มีเกี่ยวข้องทั้ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ร.บ. ลักษณะ การปกครองท้องที่ ตั้งแต่ปี ๒๔๕๗ พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วก็ พ.ร.ก. การกําหนดจังหวัดในอ่าวไทยตอนบน ซึ่งตรงนี้ก็คงจะต้องมีการดําเนินการทบทวน ปรับปรุงแก้ไข เป็นที่น่ายินดีค่ะ หลังจากที่ทางของคณะชุดนี้ได้มีการจัดรับฟังความคิดเห็น ไปเมื่อวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ทางกระทรวงมหาดไทยก็มีหนังสือหารือเลยค่ะ ประเด็นสําหรับ ที่ทาง สปท. ชุดนี้ได้มีการเสนอ หารือกับทางกฤษฎีกาว่าสามารถดําเนินการได้อย่างไร ซึ่งขณะนี้ก็เข้าใจว่ามีความคืบหน้าว่าควรจะตราเป็นกฎหมายลําดับใด จะต้องกําหนดไหม ลงไปถึงทะเลที่เป็นระดับอําเภอ ระดับตําบล หรือว่าเขตความรับผิดชอบของทางทะเล ที่เกี่ยวข้องกับในเรื่องของประเทศไทยและเพื่อนบ้านด้วย

สําหรับในเรื่องที่ ๓ เรื่องของการบริหารจัดการ เอาต์พุต (Output) ที่จะได้ก็คือ เราพยายามในการที่จะผลักดันให้มีนโยบายทางทะเล ซึ่งตรงนี้จะต้องมีการพัฒนา ต่อยอดจากเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติทางทะเลที่ทางของ สมช. ได้ดําเนินการไปแล้ว เร่งรัดในเรื่องของการจัดทําพื้นที่เชิงทะเล ตรงนี้ค่ะ ในการที่ข้อเสนอแนะของเราที่บอกว่า ควรจะต้องมีการนํา เอสอีเอ (SEA) หรือ สทราทีจิก เอนไวรอนเมนต์ แอสเซสเมนต์ (Strategic Environment Assessment) การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ เข้ามาดูด้วย บูรณาการเพื่อที่จะให้เกิดบูรณาการตั้งแต่บนลงล่างและล่างขึ้นบน แล้วก็ ที่สําคัญในเรื่องของการกําหนดหน่วยงานหลักที่จะรับผิดชอบ แน่นอนก็คงน่าจะเป็น ในเรื่องของ ศรชล. ในเรื่องของ ทจชล. แล้วก็ในเรื่องของเพิ่มศักยภาพหน้าที่ ซึ่งตรงนี้ ก็เชื่อมโยงกันอีกเช่นกันว่าในเรื่องนี้จําเป็นที่จะต้องมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ ในเรื่องของทางด้านสมุทรศาสตร์ ในเรื่องของการกําหนดหลักสูตรการศึกษา แล้วก็ การฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ที่ดูแล ที่สําคัญค่ะ ในเรื่องของมิติการที่จะมีการปฏิรูป หรือมีการบูรณาการ เรื่องของการมีส่วนร่วมและการสร้างองค์ความรู้ในเรื่องของการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทางทะเล ท่านอาจารย์เผดิมศักดิ์ได้กล่าวแล้วว่าส่วนร่วมอย่างไรที่มีความหมายที่จะร่วมจริง ๆ ตั้งแต่ในเรื่องของร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมติดตามตรวจสอบทั้งหลาย ในเรื่องของ การส่งเสริมการสร้างเครือข่ายองค์กรแผนงานทั้งหมดในเรื่องของชุมชน ซึ่งขณะนี้ชุมชน จํานวนมากที่มีความพร้อมในเรื่องของการที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องของการกําหนด แผนงาน กําหนดผังทะเลในหน้าบ้านของเขาว่าจะดีไซน์ (Design) ให้มีรูปแบบแบบไหน ที่สําคัญในเรื่องของการที่เสริมสร้างประสิทธิภาพต่าง ๆ ที่มีส่วนร่วมอยู่ อันนี้ก็จะเป็นการ บูรณาการทําให้เกิดการประสานในเรื่องของภาพรวมของการดูแลรักษาผลประโยชน์ของชาติ ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไปค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที สําหรับท่านแรกขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. หมายเลข ๗๙ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ผมเองเห็นด้วยในหลักการ แล้วอยากจะเรียนว่า ในอดีตมาผมได้มีโอกาสดูแลเรื่องการขนส่งทางบกมา ๓ ปี แต่ในระหว่างนั้นในการประชุม ระหว่างประเทศเกี่ยวกับเรื่องทางทะเล ผมจะเป็นคนไปประชุมเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะ เป็นในกลุ่มของอาเซียน (ASEAN) ก็ดี หรือว่าในทางด้านแปซิฟิก (Pacific) เอเปก (APEC) อะไรพวกนี้จะไปประชุมหลายแห่ง ก็ได้เห็นประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็เห็นว่าสิ่งที่ทาง กรรมาธิการเสนอเป็นประโยชน์มากทั้ง ๔ ประเด็น ก็คือเรื่องการจัดทําแผนที่ เนื่องจากว่า เราไม่มีทําเรื่องนี้กันมาก่อน แล้วประกอบกับทะเลของเรายาวมาก ปัญหาของเราก็คือว่า เหมือนบางทีเราเป็นไก่ เรามีพลอยอยู่กับตัวแต่เราไม่รู้จักเจียระไน คือทะเลของเรา ๒,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร แล้วเรามีด้านหนึ่งเป็นน้ําลึกทางฝั่งอันดามันมันจะสวยไปอีกแบบหนึ่ง มีคนเขาบอกกันว่าการท่องเที่ยวฝั่งตะวันออกจะไม่เกิดผล ผมได้ข้อมูลมาจากที่นี่เหมือนกัน ถามว่าทําไม เขาบอกมันจะไปอยู่ฝั่งตะวันตกทุกแห่งในโลก เหตุผลเดียวก็คือดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก เพราะว่าคนที่ไปเที่ยวจะไปนอนตั้งแต่หัวค่ําเพื่อรอดูดวงอาทิตย์ขึ้น เป็นไปไม่ได้ เขาจะนอนดึกมากแล้วก็รอดูดวงอาทิตย์ตก คือไม่มีตะวันตกที่อ่าวพังงา มันจะไปอีกด้านโน้น บางทีเราก็ไม่รู้ ผมก็เถียงเขาว่าแล้วที่สมุยล่ะ เขาบอกสมุยเป็นเกาะ มี ๒ ด้าน มีด้านตะวันออกกับตะวันตก เพราะฉะนั้นมันมีนัยแห่งทะเลมากมาย ที่เรามีอยู่มาก แต่ว่าส่วนกลางตรงนี้จะเป็นปัญหาที่มันจะมีปัญหาระหว่างประเทศ ท่านชาติชายอดีตหัวหน้าพรรคผม ตอนทําเรื่องเซาเทิร์นซีบอร์ด (Southern Seaboard) ท่านก็บอกว่าอ่าวไทยของเราเป็นรูปตัว ก ทีนี้เขตซ้อนทับกันเองมันจะไปซ้อนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเขาปิดอ่าวด้านปลายตัว ก เราจะออกจากอ่าวไทยไม่ได้ เพราะฉะนั้น ที่เสนอตัดไปเป็นแลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ไปเชื่อมอีกข้าง จริง ๆ แล้วเป็นการเปิดตัว ก ที่เราถูกล็อก เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วการมีท่าเรืออีกข้างมันเป็นเหมือนนัยทางด้านการเมือง ระหว่างประเทศมากกว่า ที่ท่านชาติชายเคยสอนผม เพราะฉะนั้นประเด็นที่ว่าการจัดการ กับเรื่องฝั่งอ่าวไทยเป็นมิติหนึ่ง เพราะว่ามันเป็นลานทวีป ไหล่ทวีป มันมีหลักการของมัน อีกด้านหนึ่งก็เป็นอีกแบบ เพราะฉะนั้นมันเป็นลักษณะที่ว่าเราต้องเอาพลอยตัวนี้มาเจียระไน ให้ได้ ดังนั้นที่ท่านเสนอขึ้นมาเหมือนเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ ซึ่งผมเห็นด้วยมาก แล้วก็เห็นว่าควรสนับสนุน เพราะว่าจะใช้ประโยชน์กันอย่างเต็มที่ รักษาสิ่งแวดล้อม ในฝั่งอ่าวไทย อย่างที่เราเลี้ยงกุ้งกุลาดํากัน พอน้ําเสียที่ปล่อยลงไปมันก็ไม่ไปไหนวนอยู่ด้านนี้ ก็มีปัญหา อีกด้านหนึ่งก็เป็นลักษณะน้ําลึก ทั้งประมง ทั้งอะไรต่างกันหมดเลย ทางด้านทหารเรือเอง การดูแลชายฝั่งของเรามีลักษณะที่ต่างกัน กองเรือเรามี ๒ ด้าน เหมือนกับเราจะมีเรือดําน้ําด้านนี้ แต่เขาว่ากันว่าถ้าบินดู ความที่ทะเลมันตื้นก็จะเห็นว่า เรือคุณอยู่ที่ไหน อาจจะต้องไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง นี่เป็นประเด็นที่เป็นรายละเอียด ผมเห็นด้วย แต่ว่ามีรายละเอียดบางอย่างที่อยากจะให้ข้อเสนอที่ว่าน่าจะทําให้เป็นประโยชน์มากขึ้น เท่านั้นเอง ไม่ได้มีเจตนาอื่นใด ในส่วนที่กรรมาธิการเสนอนั้นหน่วยงานต่าง ๆ มีประเด็น เรื่องการบริหารจัดการและองค์กร ที่ท่านเสนอก็เสนอมา แต่ดูว่าในข้อนี้ท่านเสนอไม่ชัด คือลักษณะการจัดการกับเรื่องที่ท่านเสนอมันมีหน่วยงาน และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เราเคยมีอยู่เดิม ปกติแล้วของเราเองเวลามีปัญหา เช่นมีคราบน้ํามันลง เราจะทับกันไปหมดเลย กรมเจ้าท่าเข้าไป ทางกองทัพเรือลงไปช่วยใคร สิ่งแวดล้อมเข้าไปช่วย คือเวลาจัดการกับเรื่องราวของเราในทะเลมันทับกันเยอะมาก แล้วก็ความเป็นยูนิตี (Unity) ตรงนี้ไม่มี และไม่มีเอามาก ๆ ที่ท่านเสนอมาอยากจะให้ลงไปดู ส่วนที่ผมเห็นต่างก็คือว่า เห็นต่างจากที่ท่านเสนอเอง คือก่อนหน้านี้ท่านเองได้เสนอในส่วนของที่พิจารณาผ่านไปก่อน หน้านี้แล้ว ก็คือในส่วนของพระราชบัญญัติรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... ซึ่งกรรมาธิการเคยเสนอ มันมีเรื่องการพัฒนากลไกการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ท่านผลักดัน พ.ร.บ. ที่พูดถึงก็คือว่า ร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ ของชาติทางทะเล เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ในร่างดังกล่าวมีการกําหนด องค์กรระดับต่าง ๆ ไว้ คือคณะกรรมการนโยบายรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล หรือ นปท. คณะกรรมการที่ปรึกษาและจัดการความรู้เพื่อผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ทจชล. ชื่อย่อมีอยู่นะครับ แล้วก็ศูนย์อํานวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ศรชล. หน่วยต่าง ๆ มีการเสนอไป หน่วยต่าง ๆ เหล่านี้แยกออกจากกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง หมายความว่าไปเสนอ ไปพิงอยู่สํานักนายกรัฐมนตรีนี้เยอะกว่า ซึ่งตรงนี้เอง เน้นหนักการไปอยู่ในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็ทางด้านธุรการจะเป็นส่วนที่มาจาก ทหารเรือ คือส่วนหนึ่งเป็นเรื่องความมั่นคง อีกส่วนหนึ่งไปอยู่กับสํานักนายกรัฐมนตรี แต่ว่า หน่วยที่จะดูแลจริง ๆ คือกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นหน่วยหลักที่อยู่ที่กระทรวง ดังนั้นตรงนี้เองเห็นว่าเราน่าจะใช้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นแกนหลักมากกว่า เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่เป็นข้อเสนอที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องผลประโยชน์ของชาติด้วย อะไรด้วย แล้วมันมีการบริหารจัดการที่มันเป็นเชิงนโยบาย อันนี้เสนอเป็นเชิงนโยบาย แต่ส่วนกรรมการที่ท่านยกขึ้นมาใน พ.ร.บ. เป็นหน่วยปฏิบัติหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ มันจะแย้งกันเองจากงานเดิมของท่าน ผมอยากให้ไปเกลี่ยตรงนี้ เพราะไม่อย่างนั้นมันจะมา ขัดกันเองว่ามันควรจะไปเคลียร์ (Clear) เรื่องนี้ให้เสร็จแล้วทําให้เป็นหนึ่ง ไม่อย่างนั้นพอเรา ส่งไปที่รัฐบาล สมมุติรัฐบาลเห็นด้วยซึ่งก็ต้องเห็นด้วยนั่นแหละ พอส่งไปทําเป็นกฎหมาย มันจะไปแย้งกันเอง คือมันทําให้ช้าลง เพราะฉะนั้นอยากจะให้เคลียร์ (Clear) ประเด็นนี้ นิดหนึ่งนะครับ ส่วนเอกสารที่ท่านนําเสนอเห็นว่าเป็นประเด็นใหม่ เป็นเอกสารที่ทําได้ดี น่าสนใจ น่าอ่าน เรื่องทะเล คืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล คนที่เข้าใจไม่มาก ผมเคยเป็น ประธานกรรมาธิการดูแลเรื่องกฎหมายทางทะเลหลายฉบับของขนส่งทางน้ํา ก็ทําให้เรามี ความรู้ใหม่ ๆ เยอะ อย่างที่ท่านทําเป็นความรู้ใหม่ที่น่าสนใจมาก ดังนั้นการผลักดันเรื่องนี้ เมื่อวันที่ ๔ ก็อยากจะให้ทําความเข้าใจจากฉบับนี้ไปโยงเข้ากับอันนั้น แล้วมันจะได้ผ่านไป แล้วก็จะได้เป็นไปในคราวเดียว ผมมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมเมื่อกี้ที่พูดแล้วว่าเวลามีปัญหา ในทะเล อยากจะให้ท่านพิจารณาตรงนี้ด้วยว่านี่เรากําลังพูดถึงงานของแต่ละหน่วยว่า จะทําอะไร แต่ว่าพอเราเข้าไปในพื้นที่เราพิจารณาว่าถ้ามันเกิดผลกระทบ อย่างเช่นน้ํามันรั่ว คือเรามองจากปัญหาออกมาแล้วก็มาหาหน่วยงาน ไม่อย่างนั้นเราจะมองจากหน่วยงาน ไปหาปัญหา มิติมันต่างกัน คือถ้ามองสวนกัน ๒ ทาง ด้านหนึ่งเราคิดว่าหน่วยงานเรามี แล้วจะไปรุมปัญหาอย่างไร นั่น ๑ หรืออีกทางหนึ่งก็อยากให้คิดแบบอินไซด์เอาต์ (Inside out) ออกมาก็คือว่าไปดูที่ปัญหาว่าเป็นแบบนี้เราต้องการมองหาหน่วยงานไหนบ้าง พอ ๒ อย่าง มันจะเคลียร์ (Clear) จุดที่ คือถ้าเป็นทูเวย์ (Two way) แล้วมันจะไปได้ดีหมด แล้วเราจะ จัดการได้ เพราะส่วนใหญ่อย่าว่าแต่เราเลย น้ํามันรั่วในทะเลเหนือ ประเทศขนาดใหญ่ ยังทําไม่ได้ บริษัท เอ็กซอน อะไรสมัยนั้นยังเสียหายไปอย่างรุนแรง นั่นเป็นทะเลเปิด ของเรา เป็นทะเลปิด พอยิ่งเป็นอ่าวแบบนี้ยิ่งมีปัญหามาก เพราะมันไม่รู้จะไปไหน มันวนอยู่ตรงนี้ อันตรายอยู่ ก็อยากจะเรียนท่าน อีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถ้าจะติติงนิดหนึ่งก็คือประเด็น ที่ท่านเสนอตรงนี้ ผมคิดว่าเราอย่าไปคิดเรื่องคํากันเลย ที่ท่านเสนอเรื่องตรงนี้มันทําให้งง ดูเหมือนจะดีนะครับ ที่ท่านเสนอเขตไว้ เป็นความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ท่านเอาตามนโยบาย รัฐบาล ซึ่งพอเราเสนอแบบนี้มันฟังเพราะ มันดูดี แต่ว่ามันทําให้พื้นที่มันไขว้กันหมด เพราะจริง ๆ พอเราไปยึดตรงนี้เป้าหมายจริง ๆ มันจะเป็นเลเยอร์ (Layer) ออกไป มันเป็น รัศมีจากข้างในว่าตรงนี้เป็นเขตชายฝั่ง มันมีประมงพื้นบ้าน มันมีป่าโกงกางมีอะไรเป็นเขต ที่เราต้องดูแลและเป็นเขตท่องเที่ยว พอลึกออกไปเป็นเขตปะการังอะไรก็ว่าไป ส่วนทางด้านความมั่นคง พอเรายกเอาเขตไล่ตั้งแต่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตรงกับ นโยบายรัฐบาล มันทําให้เขตมันสวนกัน ก็คือส่วนกลางมาอยู่ข้างในและส่วนที่ยั่งยืน ไปอยู่ข้างนอกคือมันไขว้ไปไขว้มา แต่ไม่เป็นไรก็ดูสวยดี แต่ว่าเพียงแต่ติงแย้งเล่น ๆ ไว้ว่า บางทีพอเรายึดตามคําขวัญมันไปมีปัญหากับงานเราได้เหมือนกัน ก็คงแค่นั้น ก็ยินดี ให้การสนับสนุนเรื่องนี้เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ แต่ว่าเรื่ององค์กรอยากจะให้ท่าน ช่วยเคลียร์ (Clear) นิดหนึ่งก็จะทําให้งานเร็วขึ้น แล้วก็ประสบความสําเร็จได้มากขึ้นครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขอเชิญครับ

นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ

ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ สปท. หมายเลข ๙๗ ผมขอเสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกําหนด พื้นที่คุ้มครองทางทะเล ข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอที่มีความสําคัญ แล้วก็มีประเด็นชี้นํา ในการพัฒนาอุตสาหกรรมชายฝั่ง รวมทั้งการท่องเที่ยว การประมง การเพาะเลี้ยงชายฝั่ง รวมทั้งทางด้านเศรษฐกิจก็คือพลังงานปิโตรเลียม การขนส่งทางทะเลต่าง ๆ มากมาย อย่างไรก็ตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเห็นว่าในส่วนบางรายที่ยังไม่ยอมประกอบการ อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบหรือตามกฎหมายที่มีอยู่ ตลอดจนการกํากับควบคุมของภาครัฐ ที่ยังไม่ครอบคลุม ยังหย่อนยานอยู่ไม่ทั่วถึง ทําให้ผลกระทบเกิดขึ้นอย่างมากมาย สามารถยกตัวอย่างได้อย่างชัดเจนหลาย ๆ พื้นที่ อย่างเช่นบริเวณแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่เราเห็น ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดภูเก็ต ที่เกาะสมุยอะไรก็แล้วแต่ มีทั้งขยะ สิ่งปฏิกูล น้ําเสีย มลภาวะต่าง ๆ เป็นหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนอยู่แล้วว่าเหตุใดระบบนิเวศชายฝั่ง และทรัพยากรทางทะเลของไทยจึงเสื่อมโทรมมาโดยตลอด ผมจึงเห็นว่าข้อเสนอแนะ ในเชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และการกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเลควรจะ ระบุเรื่องที่ต้องมีนโยบายเร่งรัดในการที่จะขจัดพฤติกรรมที่ปรากฏอยู่ที่เห็นชัดแล้วว่า เป็นปัญหาการขาดการกํากับดูแล การควบคุมที่มีประสิทธิภาพ อันเป็นการบ่อนทําลาย ทรัพยากรชายฝั่งและทรัพยากรในท้องทะเลไทยอย่างรอไม่ได้ แล้วผมเห็นว่ามีพื้นที่ ปัญหาต่าง ๆ ที่เด่นชัดอยู่แล้ว พื้นที่ปัญหาเหล่านี้อาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องไปศึกษาหรือว่า วิเคราะห์ต่าง ๆ เพราะว่าก็จะทําให้เสียเวลาต่าง ๆ มากมายเพราะเห็นชัดเจนอยู่แล้ว แต่ว่าจะต้องมีนโยบายที่เด็ดขาดลงไปเลย เอาจริงเอาจังในเรื่องการขจัดปัญหามากกว่า ผมเสนอว่าต้องมีข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายเลย รวมทั้ง การเรียกระดมสรรพกําลังต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ของหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว แต่ยังขาดความเด็ดขาดในการใช้บังคับกฎหมายนี้ให้มีผลในการป้องกัน และการปราบปรามผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่ไม่รับผิดชอบ เลี่ยงกฎหมายหรืออาศัยช่องว่าง ทางกฎหมายต่าง ๆ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญต้องช่วยกันนะครับ รวมทั้ง มีข้าราชการบางส่วนซึ่งทุจริตในหลายกรณีด้วยกัน ทําให้สภาพปัญหาต่าง ๆ ยิ่งเสื่อมโทรม ลงไปมากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวอย่างก็เห็นชัดอยู่แล้วว่ามีการละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ จะต้อง ได้รับการดูแลอย่างจริงจังในเรื่องเหล่านี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ อาจจะมี ความสําคัญมาก จะมีผลในระยะยาว ถ้าเราไม่เสนออย่างนี้ก็อาจจะไม่มีผลในการปฏิรูป ที่จําเป็น เพราะฉะนั้นควรจะต้องเร่งรัด อีกประการหนึ่ง เรียกว่าขณะนี้พื้นที่ต่าง ๆ มันเกิดวิกฤตในพื้นที่ต่าง ๆ มากทีเดียว เพราะฉะนั้นแนวนโยบายต่าง ๆ ก็คงเน้นเรื่องของ การควบคุมที่มีประสิทธิภาพ แล้วก็เป็นการรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ท่านเสนอมาแล้วจะต้องให้มีการใช้บังคับตามหน้าที่ต่าง ๆ นี้ให้ถูกต้องอย่างจริงจังมากกว่า ส่วนการเสนอในทางวิชาการต่าง ๆ ที่ท่านนําเสนอแล้วผมคิดว่าดี นําเสนอมาก็สามารถจะทําได้ ให้เป็นมาตรฐาน แต่ว่าน่าจะเป็นเรื่องของอนาคตจริงจัง ผมคิดว่าจะต้องทําทางด้านนโยบาย ทางด้านนี้ให้เข้มงวดขึ้นในปัญหาระยะสั้นนี้นะครับ อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต ประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๐๗ เมื่อ ๒-๓ เดือนมาแล้วเราได้พิจารณาให้ความเห็นชอบในส่วนที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยยุทธศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติ และบัดนี้เรากําลังจะมาพิจารณาเรื่องการจัดทําแผนที่ แล้วก็ผังของการใช้ประโยชน์ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน แล้วก็จะทําให้ภาพรวม ของการที่จะจัดการบริหารพื้นที่ทางทะเลของเรานั้นกระชับขึ้น แต่ก็อยากจะขอความกรุณา ท่านประธานและกรรมาธิการอย่างนี้ได้ไหมครับว่า ณ วันนี้กองทัพเรือ หน่วยงาน ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสําคัญ รวมทั้งกระทรวงคมนาคมด้วย น่าจะมีแผนที่แผนผังเกี่ยวกับกิจกรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น ๆ เราคง ไม่ต้องมาเริ่มทํากันใหม่ แล้วผมขอเรียกร้องอีกครั้งนะครับ เพราะว่าได้เคยพูดในการ อภิปรายคราวที่แล้วว่าเรามักจะมาเสนอเรื่องในอนาคตที่มักจะขาดซึ่งข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบัน แล้วถึงแม้ว่าวันนี้เราจะลงคะแนนให้ความเห็นชอบเพื่อจะส่งต่อเรื่องไปที่ ฝ่ายรัฐบาล แล้วก็แม่น้ําสายอื่น ๆ ก็ยังมีความจําเป็นที่คณะกรรมาธิการจะต้องเอาข้อมูล ที่มีอยู่แล้วเหล่านี้มาให้กับที่ประชุม สปท. เราจะได้มีเอกสารและมีข้อมูลในภาพรวม เผื่ออนาคตถ้าเราจะต้องพิจารณาเรื่องทรัพยากรทางทะเลของเราอีกเราจะได้เห็นภาพ ที่ชัดขึ้น อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑

ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าถ้าเผื่อเราจะพูดกันในเรื่องของแผนที่และแผนผัง ทางคณะกรรมาธิการต้องระบุให้ชัดว่าจะให้ใครทํา มันก็ต้องเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีใช่หรือไม่ เพราะมีระบบดาวเทียมอยู่ในสังกัด และเมื่อถ่ายภาพออกมาแล้ว จะให้หน่วยงานใดทําการสํารวจบนทะเล ผมก็เห็นว่าน่าจะมีแค่ ๒ หน่วยงาน คือกรมอุทกศาสตร์ ของกองทัพเรือ แล้วก็กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมใช่หรือไม่ เอา ๒ หน่วยงานเหล่านี้เสียก่อนว่าให้ทําการสํารวจ แมปปิง (Mapping) ทําแผนผังขึ้นมา ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ จะเป็นผู้ปฏิบัติก็จะเข้ามาร่วมพิจารณาทีหลัง นั่นเป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ต้องมีการตั้งคณะทํางานที่จะเร่งทํางานประสานงานที่จะต้องรู้ ซึ่งเงื่อนไข แล้วก็พันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อตกลงทางทะเลที่เรียกว่าอันคลอส (UNCLOS) อันนี้ผมก็ขอเสนอไว้ด้วยว่าจะต้องมีผู้แทนจากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ของกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิด ผ่านกระทรวง การต่างประเทศไปที่หน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ รวมทั้งศาลข้อพิพาททางทะเล ระหว่างประเทศที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนีด้วย แล้วก็ต้องมีการสร้างเครือข่าย กับแวดวงวิชาการในโลก ทั้งที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ แล้วก็องค์กรประจําหน่วยงานรัฐ มลรัฐ เช่นของในสหรัฐอเมริกา เช่นที่ออริกอนหรือว่าที่แคลิฟอร์เนีย แล้วก็หน่วยงาน เฉพาะทางต่าง ๆ เพื่อจะได้มีข้อมูล แล้วผมก็ค่อนข้างจะแน่ใจว่า ณ วันนี้มีข้อเสนอต่าง ๆ จากหลายองค์กรระหว่างประเทศต่อหน่วยงานของประเทศไทยว่าจะดูแลรักษาทะเลอันดามัน แล้วก็อ่าวไทยอย่างไร แต่มันก็ขาดการบูรณาการหรือขาดการส่งต่อ มันไม่มีเจ้ามือ น่าจะเป็นเรื่องที่จะเร่งรีบทําในช่วงนี้ ระหว่างที่เราจะทําแผนที่ ทําแผนผัง ซึ่งเป็นเรื่อง ระยะยาว อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ

สําหรับอีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาเฉพาะหน้า ไหน ๆ ก็มีโอกาสที่จะได้ ร่วมอภิปรายแล้ว ผมก็ยังจะขอเสนอข้อเสนอเดิม คือต้องรวมตํารวจน้ํากับกองทัพเรือ โดยเฉพาะฝ่ายกองยุทธการชายฝั่งให้ออกมาเป็นสภาพของเป็นโคสต์การ์ด (Coast Guard) กองกําลังชายฝั่ง ซึ่งญี่ปุ่นก็มี ไต้หวันก็มี มาเลเซียก็มี มันจะได้ลดความเป็นทหารหาญลงไป อีกสักนิดหนึ่ง แล้วอาจจะลดความตึงเครียด หรือว่าเวลามีประเด็นปัญหาใช้เรือรบออกไป แม้กระทั่งไปจับเรือประมง หรือเรือขนทาสแรงงาน ลักลอบค้ามนุษย์ มันจะดูดีกว่าครับ ถ้าเผื่อจะใช้หน่วยโคสต์การ์ด (Coast Guard) หรือว่าหน่วยตรวจยามชายฝั่ง ซึ่งมัน มีกึ่งทหาร กึ่งพลเรือน มันจะดีต่อภาพลักษณ์ภาพพจน์ของเรา แล้วก็การปราบโจรผู้ร้าย มันต้องทํางานร่วมกัน อํานาจของตํารวจน้ํา แล้วก็ฝ่ายกองทัพเรือ แล้วก็งานต่าง ๆ หรือไปอยู่ใน อํานาจของกรมเจ้าท่าก็ดี กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็ดี น่าจะโอนมาที่ กองทัพเรือเป็นสําคัญ หรือที่โคสต์การ์ด (Coast Guard) อันนี้ มันจะได้มีจุดในการที่จะ ป้องกันอาชญากรรมได้เป็นสําคัญ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในเอกสารแล้วผมคิดว่ามีความสําคัญด้วย ก็คือการฟื้นฟูป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ เรื่องดิสแอสเตอร์ พรีเวนชัน แอนด์ รีลีฟ (Disaster Prevention and Relief) อันนี้ก็ต้องพูดเสียให้ชัดว่ามันต้องมีแมปปิง (Mapping) ไหม จุดที่จะทําให้เกิดแผ่นดินไหว เกิดสึนามิต่าง ๆ เหล่านี้แล้วเราจะมีการบริหารจัดการ กันอย่างไร ใครทํา จะทําแมปปิง (Mapping) ในเรื่องนี้อย่างไร แล้วก็จุดสําคัญ ๆ ในการที่จะ ฟื้นฟูภัยธรรมชาติควรจะเป็นอย่างไร แม้กระทั่งวางทุ่นในทะเลนั้นจะที่ไหน อย่างไร ระบบ การสื่อสารที่จะโยงกับดาวเทียมเป็นอย่างไร แล้วผมในส่วนนี้ก็อยากจะขอเสนอไว้ ซึ่งเป็นข้อเสนอในช่วงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่จะให้อู่ตะเภาที่เป็นทั้งท่าเรือน้ําลึก แล้วก็ สนามบินนานาชาติได้ เป็นฐานทัพเรือส่วนหนึ่งของกองทัพเรือด้วยให้เป็นศูนย์ฝึกอบรม ปฏิบัติการในกรณีฉุกเฉินตามภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งได้เริ่มแล้วได้มีการปรึกษาหารือ ระหว่างกองทัพเรือกับทางกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ๒-๓ ครั้ง แล้วเรื่องมันก็หายไป ผมอยากจะให้มีการฟื้นฟูเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการป้องกันภัยพิบัติ แล้วก็ ฟื้นฟูภัยทางธรรมชาติ จากประสบการณ์ที่เรามีอยู่ที่ต่อตัวเราเองเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๔ พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้วก็ในการที่เราได้ไปร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ช่วยเหลือภัยพิบัติ ที่ประเทศพม่า พายุหมุนนาร์กิส ต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะดูแล ทรัพยากรทางธรรมชาติด้วย

ส่วนปัญหาที่น่าจะเร่งด่วนแล้วก็เฉพาะหน้าก็คือการเร่งให้ความรู้ ที่สําคัญก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. อบต. เทศบาล อะไรที่จะให้ความรู้กับเขาได้ในเรื่อง การปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลและชายฝั่งเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วในขณะเดียวกัน น่าจะส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยที่อยู่ในจังหวัดติดทะเลนั้นมีการประชุมปรึกษากัน เพื่อจะแยกแยะว่าใครจะเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ หรือว่าเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) จะเริ่มที่มหาวิทยาลัยบูรพาก็ได้ แล้วก็ จะไล่ไปที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ให้แยกกันทํางาน เพื่อเราจะได้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ แล้วก็สามารถที่จะสนับสนุนการดําเนินการของทางภาครัฐ ทั้งหน่วยงานส่วนกลาง แล้วก็ท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ต้องมีการใช้ประโยชน์ของวิทยุโทรทัศน์ ของรัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาธรรมชาติ ในเรื่องที่จะ ป้องกันตนเองช่วยตนเองในยามที่มีภัยพิบัติต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมาตรการ เฉพาะหน้าเร่งด่วนที่สามารถที่จะดําเนินการได้ ขณะที่เราก็ขับเคลื่อนเรื่องยุทธศาสตร์ไป ทําแผนที่ไป ทําผังไปอย่างไม่รอช้า แต่ว่าประเด็นก็คือว่าแล้วเรื่องที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ใครจะเป็นเจ้ามือ มันก็ต้องกําหนด เสียให้แน่ชัด มันต้องเอาเป็นหน่วยงานหนึ่งก็หน่วยงานหนึ่งครับ เพราะว่าเรามักจะมี ความล้มเหลวของการทํางานเป็นคณะกรรมการ จะเป็นในระดับชาติมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หรือจะในระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัด มันทํางานกันเป็นกรรมการ มันไม่เคลื่อนไหว แต่ถ้าเผื่อบ่งบอกไปเลยว่าอธิบดีคนนี้กรมนี้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ๑ ถึง ๑๐ เราก็สามารถที่จะติดตามได้ แล้วก็ให้อํานาจ ให้กําลังคน แล้วก็โอนอํานาจกฎหมาย ของหน่วยงานอื่น ๆ มา แล้วก็ ณ วันนี้ทําไมจะไม่ใช้กองทัพเรือ แล้วก็อาจจะบวก อีกหน่วยงานหนึ่งคือหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นคู่แฝด ในการที่จะเร่งดําเนินการต่าง ๆ ทั้งเรื่องเฉพาะหน้า ปานกลาง แล้วก็ระยะยาว ก็ขอเสนอ มาแค่นี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก่อนอื่นก็ต้องขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่เสนอหัวข้อเรื่องนี้คือ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เรื่อง การแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ซึ่งเรื่องนี้อย่างที่ท่านกษิตได้อภิปรายไปผมก็จําได้ผมก็ได้ ยกมือสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการของท่านนําเสนอว่าด้วยการรักษา ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ก็เข้าใจว่าเรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องต่อเนื่อง แต่หัวข้อเรื่องที่อ่าน ก็ค่อนข้างจะกว้างไกลมาก กว้างไกลจนมิอาจจะไม่ยกมือให้มิได้ ก็คือต้องยกมือให้ เพราะว่า เขียนค่อนข้างกว้างมาก ทีนี้ผมก็เลยไม่รู้ว่าจะเริ่มอภิปรายอะไร แต่ว่าอ่าน ๆ ดูมันก็มาแตะ เรื่องพลังงานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ก็มีอยู่ในหน้า ๒๖ ของรายงานของท่านบอกว่า ปัจจุบัน มีแท่นผลิตอยู่ในอ่าวไทย ๒๕๐ กว่าแท่น จริง ๆ มี ๔๐๐ กว่าแท่น แต่ว่าท่านก็มองเป็นเชิง อาจจะเนกาทิฟ (Negative) นิดหนึ่งว่าแท่นเหล่านี้ในที่สุดก็จะต้องรื้อถอน แล้วก็คง ไม่มีการสํารวจ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่อง เพราะว่าแต่ละแท่นอายุใช้งานก็ไม่เท่ากัน แล้วท่านก็เขียนกว้าง ๆ ซึ่งก็หาที่สรุปไม่ได้ ตกลงท่านเห็นว่าอย่างไร แต่ผมก็อยากจะเรียนว่า ในความรับผิดชอบของกระทรวงพลังงาน สัมปทานปิโตรเลียมทั้งหลายบัญญัติอยู่แล้วว่า ผู้รับสัมปทานเมื่อสิ้นอายุสัมปทานแล้วแท่นทั้งหลายต้องรื้อถอนออกไป ศัพท์ภาษาอังกฤษ เขาเรียกว่าดีคอมมิสชัน (Decommission) หรือรีมูฟวัล (Removal) ยกเว้นแท่นที่รัฐบาล อยากจะเก็บไว้ ในชีวิตราชการผมก็เคยไปประสานงานกับกรมประมงด้วย เพราะว่ามันก็มี คอนเซปต์ (Concept) ว่าแท่นบางแท่นอาจจะไม่ต้องรื้อแล้วทลายผุพังแบบเชียงกงไป เพราะว่าสามารถจะลากแล้วก็ไปทําปะการังเทียมได้อย่างดียิ่ง เพราะว่าเป็นเหล็กชั้นดี แล้วก็อยู่ได้ในทะเลลึก ๆ เขาก็มีศัพท์ที่เรียกว่าริก ทู รีฟ (Rig to Reef) เพราะฉะนั้นผมก็ อยากจะฝากท่านกรรมาธิการไว้สักนิดหนึ่งว่าในประเด็นนี้คงจะต้องเชิญผู้ที่รู้ในเรื่องนี้เข้ามา อยู่ในคณะกรรมการที่ท่านจะตั้ง เพราะว่าถ้าท่านเขียนมาในมุมของนักสิ่งแวดล้อม หรือเขียนมาในมุมของนักทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งท่านก็จะเห็นภาพอีกแบบหนึ่ง ต้องเอาคนที่เขาทําเรื่องนี้มาก็จะได้ให้เห็นภาพ เพราะว่าจริง ๆ แท่นผลิตที่อยู่ในทะเล มันไม่ใช่แท่นคอนกรีตแบบทะเลเหนือ มันเป็นแท่นที่ทําด้วยเหล็กอย่างดี แล้วก็ถ้ามีการ เมนเทแนนซ์ (Maintenance) ดี ๆ มันก็อยู่ได้เป็นร้อยปี ถ้ามันมีงบที่จะเมนเทแนนซ์ (Maintenance) อยู่ ในหนังฝรั่งที่เราดูบางอันนี่อาร์มาเก็ดดอน (Armageddon) หรืออะไร ที่เขาเปิดฉากมาก็คือแท่นนี้เป็นแท่นที่ใช้เสร็จแล้วเขาเอาไปทําเป็นเรือนจําลอยน้ํา เพราะเดี๋ยวนี้หาเกาะ หาที่สร้างเรือนจําไม่ได้ก็เอาแท่นนี้มาทําเป็นเรือนจําเพราะดูแลง่ายดี ตอนที่ประเทศไทยประสบวาตภัยและอุทกภัยจากพายุไต้ฝุ่นเกย์เมื่อ ๓๐ ปีก่อนมีคนล้มตาย จากเรือล่มในทะเลก็เพราะเราขาดเรดาร์เตือนภัยในเรื่องพายุที่จะเข้าใกล้ฝั่ง หลังจากพายุเกย์เกิดขึ้นก็ได้มีการร้องขอจากหน่วยราชการ กรมอุตุนิยมวิทยาขอไปติดเรดาร์ ตรวจอากาศบนแท่นผลิตเหล่านี้ ซึ่งแท่นผลิตเหล่านี้อยู่ห่างฝั่งไปเป็น ๑๐๐-๒๐๐ กิโลเมตร ก็สามารถจะเป็นเออร์ลีวอร์นนิง (Early Warning) ให้กับคนที่อยู่บนบกได้ว่าพายุจะมา จะมาถึงเมื่อไร ความเร็วเท่าไร เช่นเดียวกันแพลตฟอร์ม (Platform) ที่ดี ๆ ผมก็เชื่อว่า สามารถจะเก็บไว้ แล้วก็มีแอปพลิเคชัน (Application) ในทางการทหารทางความมั่นคงได้ เพราะฉะนั้นอยากให้เข้าใจว่าแพลตฟอร์ม (Platform) หรือแท่นผลิตในทะเลไม่จําเป็นทุกแท่น ที่ต้องรื้อ ถ้ามันมีประโยชน์มันก็เก็บไว้ได้ หรือเอาไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่นในเรื่อง ของการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลได้

ทีนี้ประเด็นที่ผมอยากจะขออภิปรายอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าในหน้า ๑๘ ท่านก็ทําตารางที่ ๑ มาเลยว่า ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ผมก็เป็นห่วงเพราะว่าในสไลด์ (Slide) ของท่านที่เอามาฉาย มันเอาความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แยกเป็นวงกลมออกจากกันเลย ที่ผมเรียนมานี่วงกลมมันโอเวอร์แลป (Overlap) กันได้ มันไม่ใช่ว่าคุณกันพื้นที่นี้ ไปทําความมั่นคงและคุณจะไปทําความมั่งคั่งมันก็ไม่ได้ ผมก็ไม่อยากว่าข้อเสนอแนะของท่าน พออ่านไม่เจอเป็นแบบล่องหนมาหาไม่เจอ ว่าข้อเสนอนี้เป็นข้อเสนอว่าจะกันพื้นที่อนุรักษ์ ห้ามไปทําโน่น ห้ามไปแตะโน่นแตะนี่หรือเปล่า เพราะจริง ๆ พื้นที่ในทะเลมันทําประมงได้ ทําแร่ก็ได้ ทําปิโตรเลียมก็ได้ มันอยู่คนละชั้นดิน มันอยู่กันคนละชั้น ก็หวังว่า ท่านรองประธานกรรมาธิการคงไม่ได้เอารายงานนี้มาเป็นข้ออ้างว่าเห็นชอบ แล้วก็จะแยก มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ออกจากกัน มันสามารถจะโอเวอร์แลป (Overlap) แล้วจริง ๆ โอเวอร์แลป (Overlap) เยอะ ๆ ก็ได้ การประมงกับการสํารวจปิโตรเลียมเขาก็อยู่ด้วยกันได้ หรือการท่องเที่ยวกับการสํารวจปิโตรเลียมก็อยู่ด้วยกันได้ ก็อยากฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ

ส่วนข้อเสนอหลาย ๆ ข้อของท่านไม่มีทางที่จะไม่เห็นด้วย จัดทําแผนที่ ทําฐานข้อมูลนี่เห็นด้วยอยู่แล้ว แต่อยากจะให้ข้อคิดสักนิดหนึ่งว่าเวลาท่านพูดถึงทรัพยากร ของชาติทางทะเลมันกว้างไกลอย่างที่ท่านไอเด็นทิไฟ (Identify) มันจะเริ่มด้วยแผนที่ทหาร อย่างเดียวมันไม่ได้ มันก็ต้องไปดูว่าที่อื่นเขาทํากันอย่างไรด้วย มันอาจจะต้องเริ่มด้วยแผนที่ พลเรือนก็ได้ ท่านก็ลองไปคิดดูก็แล้วกันว่าต้องเริ่มจากแผนที่ทหารแล้วก็ค่อยไปพลอต (Plot) อะไรอยู่บนนั้น เดี๋ยวนี้เขามีองค์กรอะไรที่เป็นดาวเทียมทําภาพถ่ายดาวเทียมบนบก ในทะเล เขาก็ทําได้ ก็อยากฝากเรื่องนี้ไว้ด้วยนะครับ แล้วตัวย่อต่าง ๆ ที่ท่านอยู่ในรายงานนี้ เป็นเรื่องปลีกย่อยนะครับ ศรชล. ทจชล. อะไรของท่านทั้งหลายเหล่านี้ ท่านมาถึงก็เริ่มด้วย ตัวย่อเลย ขนาดผมยังพอรู้ว่าแปลว่าอะไร แต่คนที่เขาอ่านรายงานเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ถ้าท่านจะเขียนรายงานที่ดีท่านต้องบอกหรือฟุตโน้ต (Footnote) ว่า ทจชล. ศรชล. มันย่อ มาจากอะไร คนเขาจะได้ยกมือสนับสนุนได้อย่างไม่ระแวงใจ

แล้วก็เห็นด้วยกับที่ท่านกษิตอภิปรายไปเมื่อกี้นะครับ จะทําปฏิรูปทั้งที ต้องเสนออะไรที่มันบิ๊ก ๆ (Big) หน่อยนะครับ อย่างเช่นที่ท่านบอกว่ากองทัพเรือกับตํารวจน้ํา ในส่วนที่ดูแลชายฝั่งบางครั้งงานก็ซ้ําซ้อนอยู่ แล้วก็เป็นการใช้งบประมาณที่บางที ไม่มีประสิทธิภาพ เราทําเป็นเหล่าใหม่ที่เรียกว่าเหล่าดูแลชายฝั่ง โคสต์การ์ด (Coast Guard) แบบที่หลาย ๆ ประเทศเขาทําได้ไหม พัฒนาขึ้นมา จะมียศมีตําแหน่งผมก็ไม่ว่า แต่ผมว่า มันจะเป็นการรวมบูรณาการและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากกว่า ก็มีประเด็นจะฝากไว้เท่านี้ละครับ ก็คือสุดท้ายนี้ท่านอย่าเขียนวงกลมให้แยกกันแบบนี้ ให้เขียนให้มันเกยกันมากกว่านี้เพราะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มันโอเวอร์แลป (Overlap) กันได้ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านคุรุจิตครับ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปราย เรื่อง ข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้เสนอ ก็ต้องนับว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เป็นความคิดริเริ่มที่ดี แล้วก็น่าจะเป็นประโยชน์ แก่ประเทศและแก่ประชาชนส่วนใหญ่ต่อไป ท่านประธานของผมคือท่านคุรุจิตท่านได้กรุณา พูดถึงเรื่องเกี่ยวกับปิโตรเลียมหรือพลังงานไปพอสมควร ซึ่งที่น่าสนใจอยู่นิดหนึ่งก็คือว่า ตัวอย่างที่ทางกรรมาธิการนํามาแสดง ในเรื่องเกี่ยวกับระบบการจําแนกเขตการใช้ประโยชน์ เชิงพื้นที่ทางทะเลของสาธารณรัฐประชาชนจีน เขาได้พูดถึงพื้นที่ใช้ประโยชน์ที่ผลิตพลังงาน จากทะเลไว้ได้อย่างครอบคลุมเพิ่มมากขึ้นกว่าเท่าที่เราได้เห็นมาว่า พลังงาน รวมทั้ง พลังงานทดแทนนั้นสามารถผลิตจากพื้นที่ในทะเลได้ในรูปแบบต่าง ๆ กัน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ จะต้องเตรียมการไว้ด้วย เพราะปัจจุบันนี้ในหลาย ๆ ประเทศได้ใช้พื้นที่ทางทะเลในการผลิต พลังงานทดแทน ทั้งจากลม จากคลื่น จากอุณหภูมิของกระแสน้ํา จากการขึ้นการลงของน้ํา เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะเทคโนโลยีในอนาคตนั้นก็จะก้าวไปสู่การที่จะสามารถ ผลิตพลังงานทดแทนโดยใช้พื้นที่ทางทะเล ไม่ต้องมาหาซื้อพื้นที่ทางบกซึ่งค่อนข้างยาก มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะต้องเป็นส่วนหนึ่งที่จะต้องพิจารณาในการแบ่งพื้นที่ ทางทะเล กรรมาธิการได้พูดถึงประโยชน์ที่ได้รับจากการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล เช่นประโยชน์ของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทางทะเล ประโยชน์จากการที่จะบูรณาการ ร่วมกันของหลาย ๆ หน่วยงาน การลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้ประโยชน์ หลาย ๆ ฝ่าย และที่สําคัญอีกประการหนึ่งคือการปกป้องและคุ้มครองความหลากหลาย ทางชีวภาพทางทะเล รวมทั้งการส่งเสริมพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจทางทะเลที่ยั่งยืน จากนั้น กรรมาธิการได้พูดถึงหลักเกณฑ์ในการจัดเก็บพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ทางทะเล โดยคํานึงถึง วัตถุประสงค์การใช้ประโยชน์และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ ซึ่งได้แบ่งเขตการใช้ประโยชน์ และพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเป็น ๓ เขตพื้นที่ ๑. เขตความมั่นคงทางทหาร ๒. เขตการพัฒนา ๓. เขตการอนุรักษ์ คุ้มครองและการฟื้นฟู ผมอยากจะเสนอตรงนี้ให้มีเขตที่ ๔ คือ เขตการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติจากธรรมชาติและจากภัยอื่น ๆ มีผู้อภิปรายบางท่านได้พูดถึง ประเด็นนี้บ้างแล้ว เขตพื้นที่ที่ผมได้กล่าวถึงนี่มีความสําคัญเพราะว่าภัยทางธรรมชาติ และภัยที่มนุษย์ก่อขึ้น ภัยที่มนุษย์ก่อขึ้นก็เช่น ภัยจากการที่เราไปเดินทางในทะเล ภัยจากการ ที่เราไปทํามาหากินในทะเล ไม่ว่าจะเป็นการประมง การขุดเจาะหาสินแร่ หรือการขุดเจาะ ปิโตรเลียมในทะเลที่ปัจจุบันมีร่วม ๕๐๐ แท่นเจาะ สิ่งเหล่านี้ก็เป็นภัยที่อาจจะเกิดขึ้นได้ อย่างร้ายแรง และรวมถึงภัยตามธรรมชาติ ภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นจากพายุ จากไต้ฝุ่น หรือว่าสึนามิ แผ่นดินไหวใต้ทะเล สิ่งเหล่านี้ก็นํามาสู่ความเสียหายต่อผู้ที่อยู่อาศัยในทะเล รวมถึงเรือล่มจากคลื่น คนถูกพัดพาไปติดเกาะต่าง ๆ ในภาวะที่อากาศแปรปรวน ทั้งหมดนี้ ปัจจุบันการช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุขึ้นของบ้านเรายังไม่เป็นระบบ ยังไม่ทันการณ์ แล้วก็ยังทํากัน อย่างตามมีตามเกิดแทบจะว่าได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยที่เกิดขึ้นจากแท่นเจาะ ในโลกนี้ มีแท่นเจาะอยู่มากมาย ภัยพิบัติก็เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ที่ร้ายแรงที่สุดก็เมื่อสักประมาณ ๑๐ ปีที่แล้วที่เกิดกับแท่นเจาะของบริษัทจากประเทศอังกฤษที่อ่าวเม็กซิโกใกล้กับพรมแดน ของสหรัฐอเมริกา เป็นภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ครั้งหนึ่งบนแท่นเจาะที่เกิดไฟลุกขึ้น จากนั้นเกิดการระเบิด คนหลายร้อยชีวิตที่อยู่บนแท่นเจาะนั้นได้รับการช่วยเหลือให้รอดตาย รอดชีวิตเกือบทั้งสิ้นนะครับ มีผู้เสียชีวิตประมาณสัก ๒๐-๓๐ คน ได้มาสร้างเป็นหนัง ซึ่งผมได้ไปชมเมื่อเดือนที่แล้ว เป็นภาพยนตร์ที่สร้างได้ดีมาก ได้เห็นถึงการเตรียมการในการ ช่วยเหลือ ได้เห็นถึงอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ การทํางานอย่างจริงจังของเจ้าหน้าที่ หลายฝ่าย ทําให้สามารถส่งเรือมา ส่งยานทางอากาศมา ส่งเครื่องไม้เครื่องมือมา สามารถที่จะ โลเคต (Locate) จุดที่เกิดเหตุได้โดยใช้ระบบดาวเทียม แล้วก็มีการประสานงานติดต่อกัน หลายฝ่าย แต่ทั้งหมดที่ผมเรียนให้ทราบนี่มันต้องมีการเตรียมการ มันต้องมีการวางแผน มันต้องมีคนรับผิดชอบ อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือ กําลังคนที่จะสามารถเข้าไปทําหน้าที่ เหล่านั้นได้ต้องผ่านการฝึก เพราะฉะนั้นการที่เรามีความเคลื่อนไหวในทางทะเลเพิ่มมากขึ้น ในอ่าวไทยเราหรือในทางทะเลอันดามัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการขุดเจาะหาแร่ หาน้ํามัน การไปทํามาหากิน การท่องเที่ยว อุบัติเหตุอุบัติภัยก็เกิดขึ้นอยู่เป็นประจํา แต่ความ รับผิดชอบในการช่วยเหลือเราจะไปบอกว่ากองทัพเรือ เราจะไปบอกว่ากรมเจ้าท่า ก็คงไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นจึงควรจะมีกฎหมายที่ชัดเจนเช่นเดียวกับกฎหมายป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยที่ใช้อยู่ในทางบกเป็นส่วนใหญ่ เพื่อที่หน่วยงานต่าง ๆ จะได้มีการ เตรียมการในการที่จะจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์เครื่องมือที่จําเป็น ในการที่จะฝึกคนที่จะไปช่วย โดยการสมมุติสถานการณ์ต่าง ๆ เราเห็นการสมมุติสถานการณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทางบก หรือไฟไหม้อาคารสูง ไฟไหม้คลังเก็บน้ํามัน เหล่านี้ได้มีการเตรียมการกันอย่าง ค่อนข้างดี แม้แต่การเกิดเหตุไฟไหม้บนบกที่ไหม้คลังน้ํามันของบริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) ที่ศรีราชาหรือแหลมฉบังเมื่อ ๑๕ ปีที่แล้วก็ขลุกขลักน่าดูกว่าจะสามารถดับเพลิง กู้ภัยได้ใช้เวลาหลายวันก็เพราะขาดการเตรียมการ ขาดการประสานงาน ขาดอุปกรณ์ จะไปดับเพลิงก็ไม่มีรถดับเพลิงที่ใช้สารเคมีเพียงพอ ดับไปดับมาโฟม (Foam) หมดประเทศ ต้องไปขนโฟม (Foam) มาจากประเทศสิงคโปร์จึงสามารถดับเพลิงไฟไหม้ที่บริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) ได้ นั่นเป็นตัวอย่างว่าเมื่อเกิดปัญหาที่ร้ายแรงประเทศไทย ก็มักจะขลุกขลัก มักจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การเกิดสึนามิเมื่อ ๑๑ ปีที่แล้ว ก็เป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่ง กว่าจะมีโทรศัพท์ มีไฟอะไรต่าง ๆ ได้ก็หลายวัน เพราะฉะนั้น การเตรียมการในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยและบรรเทาสาธารณภัยทางทะเลจึงควรจะได้รับ ความสําคัญ ได้รับการแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบ มีกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องที่จะมา ดูแลรับผิดชอบเช่นเดียวกับปัญหาอื่น ๆ ในทะเลที่มีอยู่มากมาย ซับซ้อน แล้วก็เป็นการรักษา ผลประโยชน์ทางทะเลของเราด้วย ทุกวันนี้อย่างถ้าเราไปถามที่แท่นเจาะเขาก็จะบอกว่า ได้ตกลงกับทางกองทัพเรือ ถ้าเกิดเหตุกองทัพเรือก็จะส่งเรือมาช่วย ประมาณอย่างนี้ ทางกองทัพเรือเองผมไม่แน่ใจว่าได้มีการเตรียมการอย่างไรที่จะดูแลแท่นขุดเจาะน้ํามัน ตั้ง ๔๐๐ กว่าแห่ง ดูแลเกาะแก่งต่าง ๆ ที่มีผู้คนไปทํามาหากิน ไปอาศัยอยู่ เพราะฉะนั้น จึงอยากจะฝากประเด็นนี้ เพราะเท่าที่อ่านในรายงานนี้ไม่ค่อยได้พูดถึงมากนักเกี่ยวกับ การที่จะดูแลชีวิตและทรัพย์สินของผู้คนที่อยู่ในอ่าวไทยหรืออยู่ในทะเลได้เพียงพอ ก็ขอขอบพระคุณครับ แล้วก็ยินดีสนับสนุนให้ส่งรายงานนี้เพื่อไปดําเนินการต่อไปในขั้นของ กรรมาธิการร่วมครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลเอก เลิศรัตน์นะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมอ่านรายงาน ของท่านกรรมาธิการแล้วก็มีความรู้สึกว่ามาทันเวลาแล้วก็เหมาะสม เพราะการดูแลเรื่อง ผลประโยชน์ทางทะเลเป็นเรื่องสําคัญ ที่ผมว่าสําคัญเพราะอะไร ในโลกนี้ก็มีการ แย่งชิงผลประโยชน์กันทั้งสิ้น แล้วยิ่งมีชายทะเลอยู่ใกล้เคียงกันก็ยิ่งมีผลประโยชน์ทับซ้อน จะเห็นข่าวเกาะต่าง ๆ ที่กําลังแก่งแย่งกันในระดับโลกก็จะเป็นตัวอย่างที่ดี จากประชากร ของโลกในอดีตมี ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ ล้านคน ปัจจุบันนี้ ๗,๓๐๐ ล้านคน และคาดการณ์ว่า ในอนาคต ปี ๒๕๙๓ จะมีประชากรถึง ๙,๘๐๐ ล้านคน ยิ่งมีประชากรมากเท่าไรการแก่งแย่ง ผลประโยชน์จะยิ่งมาก ทั้งบนดินและในน้ํา รวมทั้งในอนาคตอาจจะในอวกาศด้วยซ้ํา จึงเหมาะสมอย่างยิ่ง ผมอ่านรายงานการประชุมของท่านแล้วผมก็อยากจะนําเสนอ ในสิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านกรรมาธิการ รวมทั้งประชาชนคนฟังที่อยู่ที่บ้าน ขอเชิญท่านดู อันนี้ผมนํามาให้ท่านดูว่าถ้าเราไม่มีกัมพูชาอยู่ใกล้ ๆ ไม่มีเมียนมาอยู่ใกล้ ๆ ทางตะวันตก แล้วไม่มีมาเลเซียอยู่ทางตะวันตกปัญหาก็จะน้อยลงกว่านี้ เพราะเมื่อไร ที่เราใช้ ๑๒ ไมล์ทะเล หรือ ๒๐๐ ไมล์ หรือ ๒๐๐ กิโลเมตรเศรษฐกิจปัญหาก็จะทับซ้อนกัน เพราะประเทศใกล้เคียงกัน ประเทศไทยมีทะเลยาวถึง ๓,๑๔๘.๓๒ กิโลเมตร อยู่อันดามัน ๒,๐๕๕ กิโลเมตร อ่าวไทย ๑๗ จังหวัด ๑,๐๙๓ กิโลเมตร ของอันดามัน ๖ จังหวัดปัญหาน้อย เพราะทรัพยากรในทะเลไม่มาก เป็นทะเลน้ําลึกมาก ๆ แล้วก็มีจังหวัดที่ติดชายทะเล ถึง ๒๓ จังหวัด เยอะมากนะครับ เพราะฉะนั้นการที่ท่านนําเสนอคิดว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยในอนาคตอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานนิดหนึ่งว่า การแบ่งเขตทะเลตามอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล พ.ศ. ๒๕๒๕ ผมดูแล้วไม่มีในรายงาน ผมก็เลยนํามาเสียหน่อยหนึ่งว่าอันนี้มันเป็นความคิด ของประเทศต่าง ๆ แบ่งออกเป็น ๖ ส่วน คือ ๑. น่านน้ําภายในไม่มีปัญหา เช่นแถว ๆ กรุงเทพมหานครเขาเรียกน่านน้ําภายใน เข้ามานี้ไม่มีติดใคร ทะเลอาณาเขต ประเภทที่ ๒ ๑๒ ไมล์ทะเล เขตต่อเนื่องไปอีก ๑๒ ไมล์ทะเลติดต่อกัน อันนี้อยู่ในแผนที่ที่ผมนํามาแสดง ต่อไปอันดับ ๔ ที่เขาแบ่งก็คือว่าเขตเศรษฐกิจจําเพาะ ตรงนี้แหละที่เป็นปัญหามาก ที่เป็นปัญหามากเพราะอะไร กําหนดถึง ๒๐๐ ไมล์ทะเล ๒๐๐ ไมล์ทะเลจากฝั่งประเทศไทย เกือบไปชนเวียดนามหรือกัมพูชา ต่างคนก็ต่างจะยึด ๒๐๐ ไมล์ทะเล ก็จึงเป็นปัญหาของโลก ปัจจุบันและในอนาคต ไหล่ทวีปก็เช่นเดียวกัน เขาแบ่งเป็นประเภทที่ ๕ เขาเรียกไหล่ทวีป รายละเอียดก็อยู่ในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แล้ว ทะเลหลวงไม่มีปัญหาเลยสามารถ วางสายเคเบิล เช่นจากกรุงเทพฯ ไปถึงสิงคโปร์ มาเลเซียได้ แล้วเราก็วางอยู่ เป็นเรื่องที่ ทุกประเทศสามารถกระทําได้ ทีนี้ทรัพยากรในทะเลหรือชายฝั่งที่ท่านกรรมาธิการว่าทั้งหมดนี้ ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าแบ่งใหญ่ ๆ มันแบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือสิ่งที่มีชีวิต กับสิ่งที่ไม่มีชีวิต ใช่ไหมครับ สิ่งมีชีวิตก็ตั้งแต่ปะการังนี่ก็มีชีวิต สัตว์ทะเลได้แก่กุ้ง ปลา เต่า หอยทั้งหลายที่เห็นในภาพนะครับ อันนี้เรียกว่าสิ่งที่มีชีวิตก็แก่งแย่งกัน การจับปลา ในน่านน้ําคนนั้นคนนี้ก็เป็นปัญหา แล้วมีการทะเลาะเบาะแว้งกันมากมาย ถ้าเรากําหนด เสียให้มันถูกต้อง แล้วทําในสิ่งที่ถูกต้องก็จะทําให้ปัญหาของชาติบ้านเมืองน้อยลง ต่อไปสิ่งที่ มีชีวิตอีกประเภทหนึ่งที่เคลื่อนไหวไม่ได้คือป่าชายเลนก็สําคัญมาก ขณะนี้ก็ลดน้อยถอยลง เนื่องจากเราไปบุกรุก ประเภทที่ ๒ ใหญ่ ๆ ก็คือทรัพยากรที่ไม่มีชีวิต อันนี้แก่งแย่งกันมาก นี่คือแท่นขุดเจาะในทะเลของประเทศไทย ในต่างประเทศก็มีเยอะนะครับ อย่างที่สมาชิก สปท. บางท่านได้กล่าวไปแล้วว่ามีเป็นร้อย ๆ แหล่งแร่ในทะเลก็เช่นเดียวกัน อันนี้ก็มีการขุดแหล่งแร่ในทะเลในอดีต ปัจจุบันก็น้อยลง สําหรับประเทศไทย การสํารวจ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องสํารวจกันที่จะไปพูด การสํารวจ ก็แก่งแย่งการสํารวจกัน พอแก่งแย่งปุ๊บก็ทะเลาะกันระหว่างประเทศ รวมทั้งคนไทยด้วยกัน ก็แก่งแย่งกัน ก็ต้องจัดระเบียบ ทีนี้ผมฟังท่านกรรมาธิการพูดแล้วผมก็มีความรู้สึกว่า ผมเห็นด้วยกับท่านเลยว่าเราขาดการบูรณาการกันอย่างยิ่งเลย ผมดูในหน้า ๒๙ ของรายงานท่าน กระทรวงมี ๒๐ กระทรวง แต่เป็นกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เสีย ๒๐ กระทรวง ถ้าเป็นกรมผมคิดว่าหลายสิบกรม แล้วแต่ละกรมก็มีกฎหมายของท่าน ท่านลองพลิกดูสิครับ ท่านกรรมาธิการครับ ผมไม่ได้เอาจากที่อื่นเอาจากรายงานท่าน มีตั้งแต่สํานักนายกรัฐมนตรี กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงพลังงาน ท่านเห็นไหมครับ แต่ละกระทรวงมีกฎหมายของตัวเอง อาจจะ มีน้อยมากก็คือกระทรวงศึกษาธิการ สถาบันการศึกษาที่เขาก็สามารถที่จะมีคณะประมง ในการสํารวจหรือเรื่องทรัพยากรก็ได้ ก็เป็นปัญหาที่เรามีอยู่ สิ่งที่ท่านนําเสนอและผม ขอสนับสนุนเลยว่าประเทศไทยควรจะมีวัน มารีน แมป (One Marine Map) ขณะนี้เราก็ไม่มี ถามว่ามีแล้วจะให้ใครเป็นหน่วยงานหลัก หน่วยงานรอง สังคมไทยก็ไม่ยอม ทุกคนก็จะ เป็นหน่วยงานหลัก พอรัฐบาลประเทศมอบให้ท่านเป็นหน่วยงานหลักก็ค่อย ๆ ไป เดินนวยนาด ก็ไม่กระฉับกระเฉง ในรายงานของท่านอีกเช่นเดียวกันผมฟังแล้วผมก็ชื่นใจว่า เราจะต้องมีวันดาต้า (One Data) เราก็ไม่มีใช่ไหมครับ ไม่มีเลย เรื่องเดียวกัน ใน ๒๐ กระทรวงยังเห็นไม่เหมือนกัน แล้วแถมข้อมูลไม่เหมือนอีก แล้วถามว่า เราจะไปอย่างไร เวลาจะไปสู้เขานี่ เวลาไปประชุมต่างประเทศหน่วยงานเราไปกัน ๔-๕ หน่วยงานยังพูดไม่ตรงกันเลย พอไม่ตรงปุ๊บเขาก็รู้เลยว่าจุดอ่อนเรามากมายที่เขา จะจัดการกับเราได้ จึงเห็นด้วยกับท่านกรรมาธิการอย่างยิ่งเลยว่าเราน่าจะลุกขึ้นมาทําเรื่องนี้ ให้เป็นเรื่องเป็นราวเสียที แต่อย่างไรก็ตามผมมีข้อเสนอสัก ๒ ข้อ ท่านจะทําอะไรเกี่ยวกับทะเล เมื่อสักครู่มีท่านกรรมาธิการท่านหนึ่งที่พูดเป็นท่านแรก ๆ ว่าคืบก็ทะเล ศอกก็ทะเล ทะเลเราเห็นความสวยงามแต่ว่าบางทีก็ไม่สวยงาม เช่นอย่างภาคใต้เราขณะนี้ก็มีคลื่นลมแรง ๑. ต้องยึดหลักสากลเขาไว้ก่อน เหมือนที่ผมบอกว่าท่านต้องมีอนุสัญญาองค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยกฎหมายทะเล ปี ๒๕๒๕ เป็นหลักกอดไว้ก่อนนะครับ อย่าให้เลยไปกว่านี้มากนัก แล้วก็จะเป็นเรื่องบาดหมางระหว่างประเทศหรือระหว่างทวีปเสียด้วยซ้ํา ขณะนี้จะไปสํารวจ น้ํามันขั้วโลกก็เป็นปัญหา อันนี้ไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ ข้อที่ ๒ ผมคิดว่าสําคัญ ประโยชน์ท่าน ประโยชน์เรา หลักของการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ลงตัว เหมือนกับ ที่เราตกลงกับมาเลเซียได้เรียบร้อยเราก็สามารถใช้แก๊สร่วมกันได้ บัดนี้เรายังตกลงกับ บางประเทศไม่ได้ในเรื่องของทรัพยากรในอ่าวไทยกับกัมพูชา ตัวอย่างเป็นต้นนะครับ เพราะฉะนั้นท่านจะยึดกฎหมายสากลและท่านต้องคํานึงถึงเรื่องของการแบ่งปัน ผลประโยชน์ที่ลงตัว ผมอยากเสนอท่านไว้ว่าท่านจะออกกฎหมายใด ๆ ก็ตามให้คํานึงถึง ๒ ข้อนี้ด้วย จะเป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ต่อประชาชนอย่างยิ่งในปัจจุบัน และในอนาคตและของโลกด้วย ผมขออนุญาตอภิปรายท่านเพียงเท่านี้ครับ แต่ขอชื่นชม แล้วก็บอกด้วยความเต็มอกเต็มใจว่าเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายอีกไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกอภิปราย)

ถ้าไม่มี ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญคณะกรรมาธิการได้ชี้แจง โดยเริ่มจากท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ รองประธานกรรมาธิการ ซึ่งเป็นอดีตปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญครับ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตค่ะ เนื่องจาก ไมโครโฟนไม่เอื้ออํานวยขอให้ทางท่านเผดิมศักดิ์ก่อนนะคะ แล้วก็ในส่วนที่ดิฉันเนื่องจาก มีข้อเสนอแนะหลายประเด็นที่อาจจะร่วมกันในเรื่องของการตอบ แล้วก็ดิฉันขออนุญาต ที่จะสรุปคนสุดท้ายค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ครับ

ศาสตราจารย์เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ความจริงประเด็น มีอยู่เยอะนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะตอบได้ครบหรือเปล่า แต่ว่าเดี๋ยวผมจะขออนุญาต ไล่เป็นช่วง ๆ ไปนะครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนที่ประชุมว่าอย่างที่การนําเสนอในช่วงแรก ที่ระบุไว้ชัดเจนว่าตัวข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากการให้มีตัวพระราชบัญญัติ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... ซึ่งได้ผ่านการเข้ามานําเสนอ แล้วก็ที่ประชุม สปท. ได้กรุณาเสนอ แล้วก็เห็นชอบไปแล้ว แล้วตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา เพราะฉะนั้น ผมเรียนเน้นย้ํานิดหนึ่งว่าตัวพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าการมีพื้นที่การใช้ประโยชน์เป็นเครื่องมือ จริง ๆ ก็คือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการนําไปสู่การบริหารจัดการที่ควรจะเป็น ต้องยอมรับ แล้วก็เมื่อกี้สมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายแล้วก็กล่าวมา ซึ่งน่าจะเห็นตรงกันว่าวันนี้ ประเทศไทยเราได้ประโยชน์จากทะเลมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นมิติของตัวกิจกรรมก็ตาม หรือตัวทรัพยากร แต่เราใช้ประโยชน์แบบโชคช่วย แล้วก็ไม่มีแผนการที่ชัดเจนในอนาคตว่า เราจะดําเนินการอย่างไร ถ้าพูดตามหลักก็คล้าย ๆ เหมือนกับไก่ได้พลอย คือเรามีพลอย อยู่ในมือ แต่ว่าเราอาจจะใช้ไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็เห็นด้วยชัดเจนว่าปัจจุบันสถานการณ์ที่ เราจะใช้อย่างไม่มีทิศทางมันคงจะไปไม่ได้ในระยะยาว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากประเด็นที่ เป็นเรื่องสําคัญคือการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะการแย่งชิงทรัพยากรทางทะเล จัดเป็น ๑ ใน ๔ ภาวะคุกคาม หรือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งทางทะเลเราปฏิเสธไม่ได้ แล้วก็ เป็นประเด็นที่มีความสําคัญทั้งมิติภายในประเทศไทยเราเอง แล้วก็มิติที่ข้ามไปถึงประเทศ เพื่อนบ้าน แล้วก็ยังนานาประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้แทนที่เราจะรอตัวพระราชบัญญัติ ในตัวคณะทํางานก็เห็นเหมือนกันว่าในประเด็นเร่งด่วนโดยเฉพาะการที่จําเป็นที่จะต้องมีแผนที่ หรือมีการวางผัง จะเห็นว่าเราแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือเรื่องของแผนที่คือแมปปิง (Mapping) ส่วนหนึ่ง ซึ่งแมปปิง (Mapping) นั้นมีบทบาทใน ๒ ประเด็นด้วยกันก็คือ อดีตกับปัจจุบัน แต่คําถามเสร็จแล้วอนาคตในการใช้ประโยชน์ทะเลอย่างที่มีการบูรณาการกัน แล้วการใช้เพื่อนําไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน คืออะไร อันนั้นคือโซนนิง (Zoning) เพราะฉะนั้นองค์ประกอบทั้ง ๒ ส่วน จะเป็นสิ่งที่นําไปสู่ แล้วก็เป็นองค์ประกอบที่ได้นําเสนอ ในที่ประชุม

ต่อข้อถามหรือข้อกังวลในประเด็นเรื่องความทับซ้อนกันหรือซ้ําซ้อนกัน ระหว่างมิติมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ความจริงแล้วยกเว้นแต่เมื่อตอนสไลด์ (Slide) ปิดการนําเสนอแค่นั้นเองที่เราแยกออกจากกัน ความจริงในความเป็นจริงแล้ว การใช้ประโยชน์จากทะเลมีมิติที่ซ้อนทับกันได้ทั้งกรณีของพื้นที่และเวลา เพราะว่า การซ้อนทับทางกฎหมาย การซ้อนทับทางสิทธินั้นบางครั้งมันสามารถจะ ประเด็นที่ ๑ ตกลงกันและใช้ร่วมกัน หรือการใช้ประโยชน์ในบางบริเวณอาจจะแตกต่างกันในระยะเวลา ในการใช้ เพราะฉะนั้นในการที่นําเอาแผนที่ หรือว่าการที่มีแผนที่ลักษณะนี้ผมว่าจะช่วยให้ การบริหารจัดการหรือการตัดสินใจในการวางนโยบายเห็นภาพการใช้ทั้งในลักษณะที่เป็น สแตติก (Static) ก็คือที่มันเป็นภาพหยุดนิ่งและภาพที่เคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นจุดหนึ่งที่นําไปสู่เรื่องความจําเป็นที่จะต้องมีที่ใช้คําว่าระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ในการบริหารจัดการ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ได้มีการเรส (Raise) ขึ้นมานะครับ แล้วก็ มีประเด็นปัญหาที่อยากจะขอนําเรียนตรงนี้นะครับ

ส่วนประเด็นอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของแผนที่แท่นขุดเจาะของท่านคุรุจิต ประทานโทษที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม แต่ท่านก็กรุณาสนับสนุนเรื่องงานทางนี้มาโดยตลอด ความจริงในหน้าที่ ๒๖ นั้นเป็นประเด็นข้อกังวลในตัวของแท่นที่จะมีการหมดอายุสัมปทาน ในระยะเวลาอันใกล้นี้ คือ ๘๐ แท่น กับอีก ๑๐๐ กว่าแท่น ในช่วงระยะเวลาต่อมา แต่ความจริงแล้วประเด็นจํานวนแท่นทั้งหมดอยู่ในหน้าที่ ๘ เรามีทั้งหมดประมาณ ๔๓๖ แท่น แล้วในระยะแรกในปี ๒๕๖๒ จะมีทั้งหมด ๘๐ แท่น ที่จะต้องมีการพิจารณา ในเรื่องของการรื้อถอน ซึ่ง ณ ตรงนั้นจริง ๆ ถ้าย้อนกลับมามองในมิติของการบริหารจัดการ การรื้อถอนผมว่ามิติในการที่จะต้องเข้าไปใช้ประกอบการในการคิดหรือการวางแผน ผมว่าต้องมองทั้งมิติเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรและความเหมาะสมที่สุด หรือว่า การใช้ประโยชน์สูงสุดของสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วคําถามย้อนกลับมาว่าประเทศไทยเราจะ ใช้ประโยชน์ในการที่จะต้องมีการรื้อแท่นขุดเจาะหรือแท่นสํารวจปิโตรเลียมอย่างไร ให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่าวิน วิน คอนดิชัน (Win Win condition) หรือว่าเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศ อันนี้อาจจะเป็นโจทย์ที่ท้าทาย แต่คําถามคือถ้าเราหรือผู้ที่อยู่ ในกระบวนการตัดสินใจไม่เห็นภาพของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนผมว่าก็อาจจะเป็น ประเด็นปัญหาที่น่ากังวลเหมือนกันในการดําเนินการจัดการในขั้นตอนต่อไป

สําหรับประเด็นในเรื่องของเครื่องมือแล้วก็หน่วยงานที่รับผิดชอบตรงนี้ ความจริงท่านสมาชิกที่ได้เสนอมาเรื่องของการที่มีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องของแผนที่ก็ตาม ข้อมูลต่าง ๆ ถูกต้องครับ มีครับ แต่ว่าเมื่อเราได้เริ่มที่จะขอข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เอาลงมาเพื่อจะทําตัวแมป (Map) หรือว่าตามแผนที่ที่เป็นอีเวนต์ แอส อิส (Event as is) ก็คือสภาพปัจจุบันในการใช้ประโยชน์ สิ่งที่เราเจอปัญหาทั้งในเรื่องของความครบถ้วน ของข้อมูล รูปแบบของข้อมูลที่ส่งเข้ามา การที่ความเป็นมาตรฐานของการใช้ต่าง ๆ ทําให้เกิดปัญหา และจริง ๆ สะท้อนกลับไปเหมือนกันว่าถ้าเราไม่มีมาตรการหรือมาตรฐานกลาง ในการบริหารจัดการตรงนี้ ผมว่าเราก็อาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่มีเครื่องมือที่ไม่เหมาะสม ในการนําไปสู่การวางแผนต่อไป เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ในระยะแรกถึงได้ใช้หรือว่าเอาแผนที่ เดินเรือของกรมอุทกศาสตร์ ซึ่งความจริงแล้วแผนที่การเดินเรือของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ มี ๒ นัยด้วยกัน คือแผนที่ที่มีอยู่แล้ว ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือมีผลทาง กฎหมาย เนื่องจากกรมอุทกศาสตร์ในเชิงของมาตรฐานเรื่องการเดินเรือและแผนที่ต่าง ๆ เวลาเกิดกรณีเรือโดนกันหรือกรณีเกิดปัญหาต่าง ๆ เนื่องจากพิกัดของแผนที่จะมีความเป็น มาตรฐานสูง อันนี้ก็คือเหตุว่าทําไมเราถึงต้องเริ่มจากตรงนี้ แต่ในระยะยาวผมว่าคงต้อง แล้วแต่การดําเนินงานไปช่วงระยะหนึ่งแล้วเพื่อดูความเหมาะสม

หลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ อย่างที่ทางสมาชิกได้กรุณานําเสนอความจริงแล้ว ผมว่ามันจะแฝงอยู่หรือว่าจะเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่ว่าเมื่อประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่า นโยบายชาติทางทะเลหรือเนชันนัล มารีน โพลิซี (National Marine Policy) เราจะเริ่มมีแผน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวในการบริหารจัดการ ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นแผนต่าง ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีแผนที่หรือว่าผังที่ใช้ในการเข้าใจร่วมกัน เพื่อผู้มีอํานาจในการตัดสินใจจะได้มองเห็นโจทย์หรือเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริงร่วมกัน แล้วก็นําไปสู่การได้ข้อตกลงที่ร่วมกัน อันนี้ผมก็ขออนุญาตนําเรียนในที่ประชุมเพื่อสรุป แล้วก็เพื่อแสดงถึงความสําคัญของการมีแผนที่การใช้ประโยชน์และพื้นที่คุ้มครองทางทะเล อีกครั้งหนึ่ง กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไป ขอเชิญท่าน พลเรือตรี ศิริชัย เนยทอง ผู้อํานวยการศูนย์สนับสนุน การเดินเรือ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือครับ

พลเรือตรี ศิริชัย เนยทอง ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะครับ ผม พลเรือตรี ศิริชัย เนยทอง เป็นอนุกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ท่านสมาชิกก็ได้ฟังการบรรยาย และการแถลงมาพอสมควรนะครับ ในเรื่องของการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และการกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล อันนี้ถ้าจะพูด ให้ท่านเข้าใจง่าย ๆ ก็เป็นเรื่องของการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลนั่นเอง ซึ่งภาษาอังกฤษ ใช้คําว่ามารีน สปาเชียล แพลนนิง (Marine Spatial Planning) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่มันมีมาตั้งแต่การประชุมเอิร์ทซัมมิต (Earth Summit) ครั้งแรก ๆ ตั้งแต่ ปี ๑๙๙๗ ก็จะเห็นว่าใน ๑๕-๒๐ ปีที่ผ่านมา ก็มีประเทศต่าง ๆ นําเอาการวางแผนเชิงพื้นที่ ทางทะเลมาใช้ ซึ่งประเทศไทยเราเองก็เพิ่งจะหยิบขึ้นมาใช้ในครั้งนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่สายเกินไป ก็เป็นเรื่องที่เราทําให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้ทะเล ในการบริหารจัดการทะเลร่วมกัน สําหรับในการจัดทําเอกสารต่าง ๆ ทางคณะกรรมาธิการก็ได้มองในองค์ประกอบ ของการบริหารจัดการทะเลที่ดี ที่เราเรียกว่า สมุทราภิบาล ก็มีองค์ประกอบหลายประเด็น อันแรกเราก็มององค์ประกอบเรื่องกฎหมาย เนื่องจากว่าเราเป็นภาคีอนุสัญญากฎหมาย ทะเล เราลงนามตั้งแต่ปี ๒๕๒๕ แล้วเราให้สัตยาบันในปี ๒๕๕๔ เราต้องไปตรวจสอบว่า เรามีพันธกรณีอะไรบ้างที่เรายังไม่มีกฎหมายรองรับครบถ้วน อันนี้ก็ต้องมีการผลักดันนะครับ ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของกฎหมายที่มีอยู่แล้วมันครอบคลุมในเขตอํานาจอธิปไตยของรัฐ แล้วก็เขตสิทธิอธิปไตยของรัฐหรือไม่ ในส่วนนี้ก็เช่นเดียวกันก็ต้องพิจารณาที่จะต้อง ดําเนินการให้ครบถ้วน อันที่ ๓ ก็คือว่ากฎหมายในแต่ละภาคส่วนที่มีอยู่มันกลมกลืนกัน หรือไม่ บางครั้งกฎหมายของหน่วยงานหนึ่งมันพัฒนาก้าวหน้าไปแล้ว แต่ว่ากฎหมาย ในบางส่วนที่มันเกี่ยวเนื่องกันไม่ได้ถูกพัฒนาไปด้วย ดังนั้นการดําเนินการในการบังคับใช้ ก็จะมีปัญหาเช่นเดียวกัน

ประเด็นถัดไปก็เป็นเรื่องของหน่วยงานเจ้าภาพ หน่วยงานเจ้าภาพที่จะ บูรณาการในเรื่องของการจัดทําแผนแล้วก็บูรณาการในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ เราก็มองไปในโครงสร้างของ ศรชล. ในส่วนที่ ศรชล. มีตลอดโครงสร้าง อาจจะเป็นเรื่อง ของทิงก์ แทงก์ (Think Tank) ที่มี ทจชล. อจชล. อยู่ ก็น่าจะเป็นหน่วยที่บูรณาการ ทุก ๆ ภาคส่วนเข้าด้วยกันได้ครับ มีส่วนหนึ่งที่มีความสําคัญก็คือเรื่องของเครื่องมือกลาง เครื่องมือในการบริหารจัดการทะเลร่วมกันที่เราเรียกว่าเราต้องมีแผนที่กลาง เราต้อง มีฐานข้อมูลกลาง ตรงนี้เราก็ยังไม่มี สําหรับผมเองผมทํางานในภาคส่วนของทะเล ในการสํารวจทะเลก็ทําอยู่ ๑๐ ปี แล้วก็ทํางานเรื่องสร้างแผนที่ทะเลอยู่ ๑๐ ปี เพราะอยู่ในฟิลด์ (Field) นี้มา ๒๑ ปี เราไม่มีแผนที่กลางในการที่จะบริหารจัดการทะเลร่วมกัน อย่างที่มีมาตรฐาน ซึ่งในคณะกรรมาธิการก็คิดแล้วว่าจะมีแผนที่สัก ๓ ระดับ ระดับแรก เป็นแผนที่ในเชิงนโยบายที่หน่วยงานกระทรวง ทบวง กรม ท่านจะใช้ร่วมกัน ก็เป็นแผนที่ที่จะ มุมมองของน่านน้ําไทยในภาพรวม ไม่ว่าจะเป็นอ่าวไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นฝั่งทะเลอันดามัน ตรงนี้ก็จะมีประมาณ ๓ ระวาง แผนที่ที่เป็นมุมมองของกลุ่มจังหวัดร่วมกัน เราก็มีการ แบ่งกลุ่มจังหวัดออกเป็น ๕ กลุ่ม มีแผนที่ ๕ ระวางที่จะครอบคลุมกลุ่มจังหวัดที่จะใช้งาน ร่วมกัน สําหรับจังหวัดชายทะเลทั้ง ๒๓ จังหวัด เมื่อมีการแบ่งเขตรับผิดชอบแล้วก็น่าจะ มีการจัดทําแผนที่ที่หน้าบ้านของแต่ละจังหวัดออกมาก็จะเป็นแผนที่ในมาตราส่วนขยาย แผนที่ทั้งหมดก็จะมีประมาณสัก ๓๑ ระวางด้วยกัน ในการที่จะใช้ในการบริหารจัดการทะเล ร่วมกันเป็นแผนที่ฐาน ในแผนที่ฐานมันก็จะเชื่อมโยงเข้าไปกับตัวฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ทางทะเล ที่เราเรียกว่าสปาเชียล ดาต้า อินฟราสตรักเจอร์ (Spatial Data Infrastructure) ในทะเล ก็จะเรียกว่าเป็นมารีน เอสดีไอ (Marine SDI) เมื่อจัดทําแล้วก็จะมีความเชื่อมโยงกัน เพียงแต่ว่าเราจะต้องกําหนดให้มีหน่วยงานกลางที่จะบริหารฐานข้อมูลที่เรียกว่าเป็นพอร์ทัล (Portal) กลาง แล้วก็หน่วยงานที่ทําหน้าที่เป็นโหนด (Node) ที่จะเชื่อมโยงข้อมูล ทั้งหมดนี้ ก็เป็นมุมมองในการวางแผนเชิงพื้นที่ที่ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาร่วมกัน สําหรับในเรื่องของแผนที่ต่าง ๆ เราก็มีข้อมูลบางส่วนอยู่ที่ทางกรมอุทกศาสตร์จัดทํา ก็จะใช้เป็นแผนที่ฐานเพื่อพลางไปก่อนได้ แต่ว่าอย่างไรก็ตามในระยะยาวนี้ก็เสนอแนะ ให้มีการจัดทําเป็นแผนที่ชุดเพื่อการบริหารจัดการทะเลโดยภาพรวม ผมก็มีเรื่องชี้แจงในเรื่อง ของแผนที่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญผู้ชี้แจงท่านต่อไปนะครับ พลเรือเอก ชนินทร์ ชุณหรัชพันธุ์ กรรมาธิการที่ปรึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพเรือครับ

พลเรือเอก ชนินทร์ ชุณหรัชพันธุ์ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน แล้วก็ สมาชิกทุกท่าน กระผม พลเรือเอก ชนินทร์ ชุณหรัชพันธุ์ สมาชิก หมายเลข ๐๓๔ ขออนุญาตตอบคําถามกับคําอภิปรายของสมาชิกในภาพรวม ซึ่งเรื่องที่เราทําแล้วก็นําเสนอ ในวันนี้จะเป็นเรื่องต่อเนื่องกับตัวร่างพระราชบัญญัติการรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทางทะเล ที่เสนอผ่านสภาไปเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคมเมื่อปีที่แล้ว เรื่องนี้ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ เพราะว่าเราก็บอกว่าในเรื่องนั้นไม่ได้เป็นการตั้งหน่วยงานใหม่ แต่คําว่าหน่วยงานที่จะตั้งขึ้น ก็ยังเป็นปัญหาในการพิจารณาของระดับผู้ที่เกี่ยวข้องยังไม่จบนะครับ หน่วยงานที่เกิดจาก พระราชบัญญัติฉบับใหม่เป็นการปรับยกฐานะจากศูนย์ประสานการปฏิบัติ เป็นศูนย์อํานวยการเท่านั้นนะครับ จํานวนคนที่จะเพิ่มขึ้นก็จะไม่มากเท่าไรนัก ไม่ใช่เพิ่มขึ้น ทั้งหมด เพราะฉะนั้นในงานของพระราชบัญญัติฉบับที่แล้วจากการปรับเลื่อนฐานะ ของศูนย์ประสานการปฏิบัติเป็นศูนย์อํานวยการก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้นะครับ หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่ในตัวพระราชบัญญัติก็จะมีครบทุกกระทรวง ทุกกรม ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับทางทะเล ด้วยข้ออภิปรายของแต่ละท่านซึ่งงานต่าง ๆ หลาย ๆ งาน ขาดการดําเนินการ ในส่วนที่ว่าจะต้องเป็นหลักสากลไหม กฎหมายที่เป็นอันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) มีมานานแล้ว แต่เราเพิ่งจะลงนามรับบทบัญญัตินั้นในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ก็เป็นธรรมดาอยู่เองว่าหลาย ๆ กฎหมายของเราที่มีอยู่มาก่อนหน้านั้นยังไม่ได้ปรับแก้ ให้ทันสมัยสอดคล้องกับบทบัญญัติในอันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) ฉบับนั้น เราก็จะมากระตุ้นเตือนท่านว่ากฎหมายของท่านที่มีอยู่ก่อนปี ๑๙๘๒ มันล้าสมัย ยังไม่ครอบคลุม ยังอยู่แค่บนแผ่นดิน ยังไม่ได้ใช้อํานาจอธิปไตยในทะเลอาณาเขต ๑๒ ไมล์ทะเล ยังไม่ได้ใช้สิทธิอธิปไตยในเขตต่อเนื่อง เขตเศรษฐกิจจําเพาะในทะเลหลวง ในส่วนที่เรามีสิทธิไปใช้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรามีความสามารถในการยื่นมือไปใช้หรือเปล่า ความทับซ้อนของการใช้ประโยชน์ในแต่ละมิติ ไม่ว่าจะเป็นคําว่า ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามที่รัฐบาลให้คํานี้เป็นคําขวัญในการใช้ประโยชน์กับมิติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการทหาร เศรษฐกิจ ความมั่นคง สื่อสาร หรืออะไรก็ตามแต่ หลาย ๆ มิติที่ว่าถ้าผมยกตัวอย่างในเรื่อง ของรูบิก (Rubik) ตัวลูกบาศก์ที่เราหมุน ๖ ด้าน ๖ สี ตอนนี้มันมีมากกว่า ๖ ด้าน ๖ สีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปสามเหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรูปหกเหลี่ยม ไม่ว่าจะเป็นรูปอะไรก็ตามแต่ มันมีมากกว่านั้น หลาย ๆ มิติที่ซ้อนทับกันซึ่งแต่ก่อนเราไม่เคยมองเห็นว่ามันซ้อนทับกัน มากมายขนาดไหน หลังจากที่เราขอตัวอย่างจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาบันทึกลงในแผนที่ เดินเรือในส่วนของกรมอุทกศาสตร์ เราก็จะเห็นว่าการใช้ประโยชน์ที่ซ้อนทับกันตรงนั้น จริง ๆ แล้วสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ในบางเวลา ในบางมิติ อย่างเช่นพื้นที่ฝึกยิงอาวุธ ของทหารเรือ ในช่วงของเวลาการฝึกยิงอาวุธเราก็ใช้เฉพาะบางวันเท่านั้น แต่รอบ ๆ เกาะ ที่เราใช้ในการฝึกยิงอาวุธก็จะเป็นพื้นที่ในการทําประมง ไม่ว่าจะเป็นประมงพื้นบ้าน ซึ่งอยู่ริมฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นประมงพาณิชย์ซึ่งอยู่กลางทะเล ชาวประมงสามารถใช้ประโยชน์ ตรงนั้นได้ ๓๖๕ วัน อาจจะแค่ ๓๖๔ วัน เหลือวันหนึ่งให้กองทัพเรือใช้ฝึกยิงอาวุธ ซึ่งมันก็เป็นพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ในกลางทะเล หลังจากทหารเรือฝึกยิงอาวุธเสร็จแล้ว ชาวประมงจะแห่กันเข้าไปทําประมงต่อ เพราะตรงนั้นมันจะทําให้ระบบอะไรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวกระสุน ไม่ว่าจะเป็นปลา ที่ว่ายอยู่ในทะเล เขาจะมารวมกันอยู่ตรงนั้นมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ชาวประมงก็จะตามมา เก็บปลาที่อยู่ในทะเลบริเวณพื้นที่รอบ ๆ นั้น อันนี้ก็เป็นมิติในการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ของหลาย ๆ หน่วยงาน

เรื่องที่เป็นการตั้งคณะทํางานแล้วก็สร้างเครือข่ายร่วม ในเอกสารของเรา เราก็ได้ใส่เอาไว้เกือบครบถ้วน ซึ่งหน้าที่หลักของ ศรชล. ที่รอพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ก็เป็นความหวังของเราว่า ศรชล. ไม่ใช่หน่วยงานใหม่ เป็นภารกิจที่ทางหน่วยงานต่าง ๆ ของ ศรชล. ภายใต้การกํากับของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่กองทัพเรือนะครับ ภายใต้การกํากับ ของนายกรัฐมนตรีจะได้จัดการกับทรัพยากรทั้งหมดที่มีอยู่ในเวลานี้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เสียทีหนึ่ง การรวมตํารวจน้ํากับกองทัพเรือซึ่งตรงนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย งานของตํารวจน้ํา จริง ๆ แล้วภารกิจของตํารวจน้ําจะอยู่ในแม่น้ําลําคลอง แล้วก็ชายฝั่งทะเล ส่วนที่ เป็นเรื่องของทะเลอาณาเขตตรงนั้นกองทัพเรือกับตํารวจน้ํา ณ ขณะนี้ก็ปฏิบัติงานร่วมกันอยู่ ในส่วนที่เป็นเขตต่อเนื่องและเขตเศรษฐกิจจําเพาะกองทัพเรือไม่ได้ยึดอํานาจเอาไว้ แต่เป็นหน่วยงานเดียวที่มีเรือ ที่มีพาหนะจะออกไปปฏิบัติภารกิจกลางทะเลได้ จึงเป็นธรรมชาติของหน่วยงานทุกหน่วยที่จะมองเห็นว่างานต่าง ๆ ทั้งหมดกองทัพเรือจะต้อง เป็นผู้รับผิดชอบ จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะครับ ภารกิจของกองทัพเรือก็คือปกป้องอธิปไตย ของชาติทางทะเลเหมือนกับภารกิจของกองทัพบก ของกองทัพอากาศ แล้วก็ทุก ๆ หน่วยงาน แต่ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่เรามีอยู่ ณ ขณะนี้คล้าย ๆ กับว่าทุกอย่างในทะเลกองทัพเรือ จะต้องเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็จะต้องมีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรม ทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง ทบวง กรม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา นักวิชาการ ชาวประมงชาวทะเล หรืออะไรต่าง ๆ ที่อยู่ในเขตใช้ประโยชน์ทางทะเลของประเทศไทย จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในส่วนของวัน มารีน แมป (One Marine Map) ที่เราหวังว่าจะ เกิดขึ้นได้ ณ ปัจจุบัน ณ ขณะนี้ยังไม่มี เรามีแต่แผนที่เดินเรือของกองทัพเรือที่ใช้ประโยชน์ ในการเดินเรือเป็นหลัก ข้อมูลที่ท่านเห็น ณ ขณะนี้บนแผนที่ บนแผ่นภาพก็ดี เป็นการ ขอตัวอย่างข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาบันทึกให้ท่านเห็นว่าแต่ละหน่วยงาน ใช้ประโยชน์จากทะเลอะไรบ้าง แล้วข้อมูลต่าง ๆ เกิดขึ้นมีอะไรที่เราจะจัดระเบียบให้ลงตัว ให้ดีขึ้นได้บ้าง ซึ่งสภาพต่าง ๆ ที่เห็นอยู่ ณ เวลานี้ทําให้เราเห็นภาพว่าข้อมูลต่าง ๆ มันมีอยู่กระจัดกระจายหลายที่ ไม่ได้เป็นระเบียบ ขณะนี้เราเริ่มจัดระเบียบตัวอย่างข้อมูล ที่ได้จากหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็กําลังวางระเบียบที่จะเกิดขึ้นในอนาคตว่าแต่ละส่วน แต่ละงานมีความสอดคล้องกันอย่างไรบ้าง หลาย ๆ อย่างที่เราเกิดขึ้น ณ ปัจจุบันซึ่งเวลานี้ ข่าวที่เป็นเรื่องให้ความสําคัญมาก อย่างเช่นภาคใต้น้ําท่วมสาเหตุเกิดจากอะไร สมาชิก หลาย ๆ ท่านก็บอกว่าน่าจะจัดการกับปัญหานี้ในโอกาสนี้เลย น้ําท่วมได้อย่างไร ภาคใต้ ไม่ใช่ฝนตก ๓ วันแล้วน้ําท่วม จริง ๆ เคยตก ๗ วัน ๗ คืนแต่น้ําไม่ท่วม ปัญหานี้เกิดขึ้น จากอะไร ก็กําลังจะมีคณะทํางานขึ้นมาจัดการกับปัญหานี้ หลาย ๆ เรื่อง หลาย ๆ งาน มีบางท่านพูดไปว่าการทุจริตในภาคราชการเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทําให้เราพัฒนาประเทศ ไปไหนไม่ได้ใช่หรือไม่ ซึ่งคําตอบทุกท่านก็จะประจักษ์อยู่ในตัวเองอยู่แล้ว สิ่งที่เรานําเสนอในวันนี้ก็เพียงเพื่อว่าอะไรต่าง ๆ ที่ทุกหน่วยงานใช้ประโยชน์จากทรัพยากร อย่างไร้ขีดจํากัด อย่างไร้ระเบียบ อย่างไร้ขอบเขต เรามาจัดระเบียบตรงนี้ให้ดีขึ้น ให้เวลากับ ธรรมชาติ สร้างสมดุลของตัวเอง เปิดเวลาให้ธรรมชาติได้มีเวลาต่ออายุของตัวเองออกไปอีก เล็กน้อย ธรรมชาติก็จะเกิดความสมดุล ความสมบูรณ์ แล้วเราก็จะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ ต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน ในโอกาสนี้ผมขอเชิญท่านรองประธานกรรมาธิการสรุปต่อ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านรองประธานมิ่งขวัญนะครับ แล้วก็สุดท้ายท่านประธานพรพันธุ์ จะสรุปครับ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ สมาชิก สปท. ทุกท่าน ดิฉันต้องขอกราบขอบพระคุณทั้ง ๖ ท่าน ที่ได้กรุณาให้ข้อคิดเห็น แล้วก็ข้อเสนอแนะซึ่งดิฉันคิดว่ามีคุณค่ายิ่ง แล้วก็ได้มีการจดบันทึกทุกประเด็นในเรื่องของ การที่จะนําไปปรับปรุงแก้ไข แต่ในเบื้องต้นสิ่งที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตชี้แจง ในหลายประเด็นนิดหนึ่งที่มีข้อซักถามจากหลายท่านบอกว่า แล้วจะมอบให้ใคร เป็นเจ้าภาพ ใครเป็นเจ้ามือ เริ่มที่ทางท่านนิกร ดิฉันขอกราบเรียนว่าในเรื่องนี้เนื่องจาก ต้องมีการบูรณาการเพื่อที่จะให้สอดรับกับในเรื่องของร่างพระราชบัญญัติการรักษา ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ซึ่งมีองค์กร นปท. ที่เป็นคณะอนุกรรมการนโยบายชาติ แล้วก็มี ศรชล. ซึ่งเป็นศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ตรงนี้จะเป็นหน่วยงานซึ่งถามว่าแล้วจะให้ทําอะไรหรือให้ใครดําเนินการต่อ ปกติแล้ว ศรชล. เอง ก็สามารถในการที่จะเรียกหน่วยงานต่าง ๆ ที่เข้ามาดําเนินการไม่ว่าในเรื่องของการจัดทํา วันแมป (One Map) ในเรื่องของทางทะเลหรือว่าในเรื่องต่าง ๆ ทั้งหมดซึ่งดิฉันคิดว่า หากมีการมอบหมายสําหรับกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งคงจะมีปัญหา เพราะว่าในเรื่องตรงนี้ การเสนอแนะอย่างไรเราก็จะเสนอแนะในเรื่องของ ศรชล.

สําหรับในประเด็นของท่านปานเทพ ท่านบอกว่าทําอย่างไรให้มีนโยบายให้ชัด ทําอย่างไรเร่งให้เร็วขึ้นในเรื่องของการบังคับใช้ รวมทั้งเร่งรัดในเรื่องของการบังคับใช้ กฎหมาย ดิฉันก็ได้บันทึกในเรื่องข้อเสนอของท่านแล้ว

สําหรับในเรื่องของท่านกษิต ท่านบอกว่าแผนที่ผังไม่ต้องเริ่มดําเนินการใหม่ หลายท่านก็ได้มีการชี้แจงไปแล้วว่ากว่าที่จะมาถึงวันนี้กว่าที่เราจะรวบรวมได้เราก็เพิ่งรู้ว่า มีหน่วยงานต่าง ๆ ดําเนินการอยู่แล้ว แต่ยังไม่เป็นมาตรฐานเดียวกันไม่เป็นแผนที่กลาง ไม่มีในเรื่องของคลังข้อมูล ซึ่งตรงนี้ในประเด็นที่ท่านเสนอแนะบอกว่าน่าจะให้มีหน่วยงาน ลักษณะของโคสต์การ์ด (Coast Guard) รวมตํารวจน้ําแล้วก็กองทัพเรือ อันนี้ก็จะได้มีการ บันทึก แล้วก็นําไปปรับปรุงในส่วนรายละเอียดของการจัดทํารายงานต่อไป หลายท่าน ได้พูดถึงในเรื่องของการฟื้นฟูภัยพิบัติ ซึ่งตรงนี้เราอาจจะเพิ่มเติมขึ้นไม่ว่าท่านกษิตหรือว่า หลาย ๆ ท่านที่บอกให้ย้ําเตือนในเรื่องของภัยพิบัติ

สําหรับอีกเรื่องหนึ่งที่บอกว่าอะไรที่ทําได้เร่งดําเนินการได้ อย่างเช่นเรื่อง ของการให้ความรู้กับผู้ว่าราชการจังหวัด ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยในเรื่องการใช้สื่อ ในเรื่อง ของการดําเนินการในเรื่องนี้คณะกรรมาธิการชุดนี้รับจะไปจัดไพรออริตี (Priority) อะไร ที่สามารถดําเนินการได้ทันทีได้ด้วย

สําหรับของท่านคุรุจิต ที่ท่านบอกว่าแท่นอย่ามองเฉพาะในเรื่อง ของการรื้อทําลาย แต่ในเรื่องของการใช้ประโยชน์ นี่แหละคือสิ่งที่ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นมิติ ในการที่ประเด็นที่เราหยิบยกมาบอกว่าไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของการรื้อทําลาย ในการที่จะ ดําเนินการระยะต่อไป ใช้ประโยชน์ในเรื่องอื่น ท่านบอกว่าในเรื่องของการที่จะ ใช้เป็นเรือนจํา สถานที่ติดเครื่องตรวจวัดเรดาร์ ในเรื่องของอนุรักษ์ ซึ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนที่จะ ทําให้รายงานนี้ปรับปรุงได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ส่วนของท่านเลิศรัตน์ที่บอกว่าเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งหลายในเรื่องของ พลังงานทดแทนกับในเรื่องของประโยชน์ที่จะต้องเน้นย้ํา แล้วก็ในเรื่องของเขตป้องกัน ในเรื่องของบรรเทาพิบัติภัยก็เช่นกันที่เห็นว่าเป็นประเด็นร่วมที่หลายท่านได้เสนอ

สําหรับท่านสุดท้าย ที่ทางท่านสุรินทร์ได้ให้ข้อเสนอแนะบอกว่าให้ยึดหลัก สากล ดิฉันคิดว่าในโอกาสที่เราเสนอรายงานฉบับนี้มันทําให้เราจะต้องมาทวนว่ายึดหลัก สากล อย่างยกตัวอย่างง่าย ๆ ค่ะ นอกจากในเรื่องของกฎหมายที่จะต้องให้สอดคล้องกับ อันคลอส (UNCLOS) แล้ว ในเรื่องของการยึดหลักสากลเราเพิ่งทราบว่าในเรื่องของการที่ กําหนดพื้นที่คุ้มครองในอนาคตอีก ๑๕ ปีข้างหน้าทุกประเทศควรที่จะมีพื้นที่คุ้มครอง ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๑๐ แต่ว่าขณะนี้พื้นที่ทางทะเลของเรา ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร เรายังมีพื้นที่ในเรื่องของคุ้มครองไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์นะคะ เพราะฉะนั้นมีเรื่องต่าง ๆ อีกมากมายที่เราจะต้องร่วมผลักดันในเรื่องของการขับเคลื่อน และโดยเฉพาะในเรื่องของ หลักเขตการแบ่งประโยชน์ที่พื้นที่ร่วมของระหว่างประเทศ มีอีกหลายมิติค่ะ ทุกมิติดิฉันจะ นําไปรวบรวม แล้วก็ปรับปรุงในเรื่องของรายงานเพื่อให้รายงานฉบับนี้สมบูรณ์ขึ้น แล้วดิฉัน มั่นใจว่าทุกท่านคงเห็นในเรื่องของความจําเป็นเร่งด่วน แล้วก็ขอรับการสนับสนุนในการที่ให้ ร่างฉบับนี้ได้ผ่านด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญแพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ซึ่งดูแลในเรื่องการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ ได้ชี้แจงและสรุปรายงานครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉันคงไม่มีอะไรที่จะกล่าวนอกจาก ขอขอบพระคุณในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ความสนใจในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งท่านผู้อภิปรายที่ได้มีข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มาก จากการรับฟังก็รู้สึกว่า ท่านได้เห็นชอบกับรายงานฉบับนี้ แต่ท่านมีข้อเสนอแนะและข้อสังเกต และข้อวิจารณ์ ที่มีประโยชน์มาก เราก็จะน้อมรับไปแล้วก็นําไปปรับปรุงรายงานนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในการดําเนินงานต่อไป ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกจะซักถาม ขอเชิญท่านนิกร จํานง ครับ

นายนิกร จํานง

ท่านประธานครับ ผม นิกร จํานง มีประเด็นที่ตอบ คือผมเสนอว่าต้องมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทีนี้ท่านมิ่งขวัญตอบว่าเราจะใช้ร่วมกัน ถ้าอย่างนั้นผมถอนก็ได้ แต่ว่าถอนแบบมีเงื่อนไขท่านประธาน เพราะว่าถ้าท่านมิ่งขวัญจําได้ ว่าลักษณะการทํางานแบบนั้นมันมีปัญหาตามมา เช่นถ้าจําได้เหมือนเราเคยคุยกันเรื่อง ปะการังที่เกาะยาวที่จังหวัดกระบี่ คือจะทําแล้วพื้นที่ตรงนั้นทับอยู่ในกองทัพเรือก็มีปัญหา แล้วกรมเจ้าท่าก็มีพาร์ทิซิเพต (Participate) อยู่ในนั้น กรมประมงในฐานะเป็นคนดูแล เรื่องประมง ในเรื่องปะการังก็มีปัญหา ทํายากมาก แม้แต่ปะการังจริงตรงนั้นที่จะฟื้นฟู ถ้าท่านจําได้ที่เราประชุมกัน ถ้าอย่างนั้นท่านจะต้องดีไซน์ (Design) ว่าในการทํางานร่วมกัน เราทราบปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน ในรายงานฉบับนี้ต้องมีการออกแบบเรื่องการเชื่อม คือการอินทีเกรต (Integrate) เพราะมันเป็นปัญหารออยู่แน่ ๆ ทําให้เหมือนเราทําปะการังเทียม ตอนนั้นที่ว่าใช้รถถังของกองทัพบก แล้วใช้เรือของกองทัพเรือเป็นคนโหลด (Load) จุดที่ทิ้ง ให้กรมประมงกําหนดโดยมีกรมเจ้าท่าคอยดูแล คือมันเป็นปะการัง ๒ อย่าง ที่เทียมน่ะดี แต่ที่ไม่เทียมทําได้ยาก ก็อยากจะฝากว่าให้มีกลไกเสริมไปในรายงานนี้ด้วยเพราะไปเจอ มีปัญหาจะได้แก้ได้ เพราะฉะนั้นผมถอนที่ว่าให้ใช้หน่วยงานเดียวครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ขอบคุณครับ ความจริงมีประเด็นหนึ่งที่มีสมาชิกได้กล่าวถึงเรื่องของการดูแล ศึกษาแผนป้องกันในเรื่องของภัยธรรมชาตินะครับ เผอิญได้ปรึกษากันใกล้ชิดกับ คณะกรรมาธิการชุดท่านพรพันธุ์ ท่านมิ่งขวัญนะครับ แล้วก็สมาชิกหลายท่านก็เลยเรียนว่า ในเรื่องเนชันนัล ดิสแอสเตอร์ (National Disaster) เป็นเรื่องที่เราให้ความสําคัญ แล้วก็จะมี การเสนอเข้าสู่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ โดยมีกรรมาธิการชุดนี้จะเป็นแม่งานเพื่อตั้งกรรมการพิเศษขึ้นมา แล้วเป็นการต่อยอดจากรายงานวาระที่ ๒๖ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งได้มีการจัดทํา รายงานไว้ค่อนข้างสมบูรณ์แล้ว คราวนี้สืบเนื่องจากการเกิดอุทกภัยร้ายแรง โดยเฉพาะ ขณะนี้ในจังหวัดภาคใต้ก็จะเป็นการศึกษาต่อยอดแล้วก็อัปเดต (Update) ข้อมูล เพื่อนําเสนอรัฐบาลโดยเร็วที่สุดนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่คุ้มครอง ทางทะเลแล้วนะครับ ก่อนจะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ระหว่างรอสมาชิกสักครู่นะครับ ขอประกาศให้ท่านสมาชิกได้ทราบว่า สําหรับเรื่องการบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ําท่วมภาคใต้ ผมได้ให้เจ้าหน้าที่ ได้จัดทําแบบฟอร์ม (Form) ยินยอมให้หักเงินประจําตําแหน่งสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และได้แจกสมาชิกทุกท่านแล้ว เมื่อท่านลงชื่อในแบบฟอร์ม (Form) แล้ว กรุณาส่งคืนเจ้าหน้าที่ในห้องประชุมภายในวันนี้นะครับ หลังจากนี้หากสมาชิกท่านใด ที่ยังไม่ได้ส่งแบบฟอร์ม (Form) ดังกล่าวให้ท่านส่งไปที่สํานักการคลังและงบประมาณ ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ นอกจากนั้นแล้วในเย็นวันนี้เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา จะมีพิธีรดน้ําศพ ท่าน พันตรี อาณันย์ วัชโรทัย สมาชิกของเรา ที่ศาลา ๑๐๐ ปี วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร แล้วก็ในวันพรุ่งนี้ทาง สปท. จะเป็นเจ้าภาพ การสวดพระอภิธรรมจะเริ่มเวลา ๑๙.๐๐ นาฬิกา ก็จะขอเชิญท่านสมาชิกไปร่วมในงานดังกล่าวนะครับ ยังมีสมาชิกท่านใด ที่ยังไม่ได้แสดงตนไหมครับ เรียบร้อยหรือยังครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยครับ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๗๒ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง ข้อเสนอแนะ เชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิ ออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ไม่มีปัญหา การลงคะแนน ไม่มีผู้ใดที่ไม่ได้ใช้สิทธินะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผล การลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเสียงจะปรบมือก็ได้นะครับ ผ่อนผันข้อบังคับ เป็นคณะแรกรายงานแรกที่รู้สึกจะได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ปกติอาจจะมีติดงดออกเสียงบ้าง ๑ ท่าน หรือ ๒ ท่าน จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๗๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ไม่มี ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเลแล้วนะครับ ทางคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะ ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมแล้วนะครับ ขอขอบคุณ และขอแสดงความยินดีเรกคอร์ด (Record) ใหม่ ต่อคณะกรรมาธิการที่ท่านแพทย์หญิงพรพันธุ์เป็นประธานนะครับ

ต่อไปผมจะดําเนินการประชุมต่อนะครับ ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด มีความประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ อย่างไรครับ ถ้ามีก็ขอเชิญครับ ขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผมขอใช้เวลาท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกสัก ๒-๓ นาที มีเรื่องที่ค่อนข้างจะสําคัญเกี่ยวกับการปฏิรูปการท่องเที่ยว ความว่า ประเทศไทยหลังจากที่ได้มีการส่งเสริมการท่องเที่ยวมาอย่างน้อยก็ ๓๐ ปีแล้วนี้ จัดได้ว่าประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๖ ของประเทศชั้นนําของโลกทางด้านการท่องเที่ยว นอกเหนือจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส อิตาลี จีน แล้วก็ญี่ปุ่น เราก็อยู่ใน ๑ ใน ๖ ๑ ใน ๕ เพราะฉะนั้นคนทั่วโลกรู้แล้วว่าถ้าเผื่อจะเป็นนักท่องเที่ยวแล้วจะไปที่ไหนในโลกนั้น ทุกคนทั่วโลกรู้แล้วว่าประเทศไทยจะต้องเป็นประเทศหนึ่งที่จะต้องมาให้ได้ ด้วยเหตุฉะนั้น การที่จะส่งเสริมประเทศไทยที่ได้ทํากันมา ๓๐ ปีอาจจะไม่มีความจําเป็นอีกแล้ว แล้วก็ ด้วยเหตุฉะนั้นการที่จะให้ต่างชาติเข้ามาที่ประเทศไทยโดยที่ไม่มีการตรวจลงตราวีซ่า (Visa) หรือการเก็บค่าวีซ่า (Visa) นั้นควรจะยกเลิกได้แล้ว เพราะว่าการไม่เก็บหรือไม่มีวีซ่า (Visa) นั้น ไม่ได้ทําให้ผู้เดินทางต่างชาติเข้าประเทศไทยถูกลง เพราะว่า ๑,๐๐๐ บาทที่เขาจะต้องเสียนั้น บริษัททัวร์ทั้งหลายก็ไม่ได้เอาไปคืนเขา ก็เท่ากับเราไปเพิ่มกําไรให้กับบริษัททัวร์ต่าง ๆ เหล่านั้น อย่างน้อยคนละ ๑,๐๐๐ บาท ผมจึงอยากเสนอให้มีการเปลี่ยนทัศนคติและวิธี ความคิดว่าต่อไปนี้เราต้องเก็บค่าวีซ่า (Visa) จากทุกประเทศ เพื่อจะเอารายได้อันนี้ มาช่วยงานทางด้านกงสุล แล้วก็แรงงาน ของ ๒ กระทรวง คือกระทรวงการต่างประเทศ กับกระทรวงแรงงาน แล้วก็อีกส่วนหนึ่งมาพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้มีความยั่งยืน แล้วก็อนุรักษ์โบราณสถาน ทําความสะอาดหาดชายทะเล แหล่งน้ํา ทะเลสาบธรรมชาติ ทะเลสาบที่เกิดขึ้นจากมนุษย์ต่าง ๆ เหล่านี้ เราก็จะได้เงินเป็นพัน ๆ ล้านบาทที่สามารถที่จะ มาเสริมสร้างความยั่งยืน แล้วก็ความแข็งแกร่งของการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ แล้วก็ การรักษาโบราณสถานทางประวัติศาสตร์ได้ อีกทั้งผมค่อนข้างจะปวดใจที่เวลาพี่น้องชาวไทย ต้องไปเข้าคิว ตากแดดเดินเข้าไปขอวีซ่า (Visa) แล้วก็ต้องไปเจอกับบริษัทรับจ้างทําวีซ่า (Visa) ให้กับประเทศต่าง ๆ การปฏิบัติค่อนข้างจะไร้ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ศักดิ์ศรี ของความเป็นคนไทยเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันเราก็ได้เปิดให้คนชาติ ของประเทศเหล่านี้ที่ไม่ได้ประพฤติอย่างทัดเทียมกับเราเข้าประเทศไทยโดยที่ไม่เสียค่าวีซ่า (Visa) หรือการตรวจลงตราอย่างใด เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเสนอมาที่นี่เพื่อให้มี การอภิปรายในที่ประชุมนี้หรือในกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง หรือท่านประธานเองจะนําไปหารือ กับแม่น้ํา ๓ สาย กับทาง คสช. ครม. ว่าเราควรจะมาทบทวนเรื่องการตรวจลงตราใหม่หมด หรือไม่ เพื่อเสริมสร้างศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทย เพื่อให้ได้รับการปฏิบัติที่ทัดเทียมกัน กับชนชาติอื่น ๆ ที่เขาไม่ต้องขอวีซ่า (Visa) เข้าประเทศไทย แล้วก็เพื่อจะได้นํารายได้อันนี้ มาบูรณปฏิสังขรณ์โบราณสถาน พื้นที่ทางธรรมชาติ ส่งเสริมท้องถิ่นที่เป็นจุดท่องเที่ยวที่สําคัญ หรือว่าจุดท่องเที่ยวที่ยังไม่รู้จักแต่ยังต้องได้รับการพัฒนาอยู่ ผมอยากจะขอเสนออันนี้ เป็นประเด็นเพื่อขอฝากท่านประธานให้มีการพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป ถ้าใน สปท. หรือร่วมกับ แม่น้ําสายอื่น ๆ ครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ นะครับ ความเห็นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ท่านต่อไป ขอเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศครับ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ อยากจะเรียนถามท่านประธานถ้ายังไม่ได้คิดก็จะมีข้อเสนอ เห็นท่านประธาน ถามไลน์ (Line) เมื่อตอนเที่ยงคืนเมื่อคืนที่แล้วว่ามีแนวคิดในการนําเงิน ขณะนี้เรามีเงิน อยู่ในมือแล้ว ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไปช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้อย่างไร ถ้ายังไม่มีผมจะได้ เสนอแนวคิดนี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขออนุญาตอย่างนี้ครับ จะเป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือในส่วนของ สปท. ซึ่งท่านประธาน รองประธานก็ได้พิจารณาในส่วนนี้ ในวันพรุ่งนี้จะไปมอบให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี จํานวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท คือสมาชิกทั้งหมดท่านละ ๕,๐๐๐ บาท เท่าเทียมกัน แล้วก็ท่านนิกรเพิ่มให้อีก ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ไม่ได้ยินครับ ท่านประธานบอกจะไปมอบ ท่านนายกรัฐมนตรีเท่าไรนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้หรือครับ มอบฝาก ท่านนายกรัฐมนตรีไปเลย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ใช่ครับ เพราะว่าการบริหารจัดการก็คงจะเป็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ดูแล แล้วก็จัดการอย่างรวดเร็วอยู่แล้ว มีทั้งเครื่องมือ แล้วก็มีทั้งข้อมูล อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนที่ถามเมื่อตอนเที่ยงคืนอีกส่วนหนึ่งคงจะเป็นเรื่องของอดีตสมาชิก สปช. ที่ผมเป็นประธานชมรมอยู่ ตรงนั้นก็มีการรวบรวมอยู่ได้ ๑๐๐ กว่าท่านแล้วขณะนี้ คิดว่า จะนําไปมอบหรือนําไปดําเนินการบริหารในการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วได้อย่างไร ก็เลยเรียนท่านเลิศรัตน์ เชิญท่านต่อครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ถ้าบริจาคผ่านท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ไม่มี ข้อคิดเห็นอื่นใดครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ท่านอาจจะแนะนําหลังจากที่มอบไปแล้ว ทางฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาลก็จะนําข้อคิดเห็นท่านไปดําเนินการต่อได้ครับ มีสมาชิกท่านอื่นจะขอหารือไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขอหารือ)

ไม่มีนะครับ ขอบคุณท่านสมาชิกที่วันนี้ได้มาประชุมอย่างพร้อมเพรียง แล้วก็ ไม่มีระเบียบวาระที่จะพิจารณาต่อนะครับ ขอขอบคุณท่านสมาชิก ผมขอปิดการประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๒๔ นาฬิกา