เผดิมศักดิ์ ชี้แผนจัดการทะเล-ปิโตรเลียม ย้ำใช้ข้อมูลร่วม-รื้อถอนยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑ · ๙ มกราคม ๒๕๖๐

เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ หารือแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการจัดทำแผนที่การใช้ประโยชน์และพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเพื่อรองรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งยังชี้ปัญหาความซ้อนทับด้านมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน รวมถึงข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน จึงเสนอให้ใช้แผนที่เดินเรือเป็นฐานข้อมูลชั่วคราวและพัฒนาระบบมาตรฐานร่วมในระยะยาว พร้อมเน้นความจำเป็นในการจัดทำแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเลร่วมกันภายใต้นโยบายชาติ เพื่อให้เกิดการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพและรับมือกับการแย่งชิงทรัพยากรได้อย่างเหมาะสม

ศาสตราจารย์เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบขอบคุณครับท่านประธาน เรียนท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ความจริงประเด็น มีอยู่เยอะนะครับ ผมไม่แน่ใจว่าจะตอบได้ครบหรือเปล่า แต่ว่าเดี๋ยวผมจะขออนุญาต ไล่เป็นช่วง ๆ ไปนะครับ ก่อนอื่นต้องขอกราบเรียนที่ประชุมว่าอย่างที่การนําเสนอในช่วงแรก ที่ระบุไว้ชัดเจนว่าตัวข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในเรื่องการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเลเป็นส่วนที่ต่อเนื่องมาจากการให้มีตัวพระราชบัญญัติ รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล พ.ศ. .... ซึ่งได้ผ่านการเข้ามานําเสนอ แล้วก็ที่ประชุม สปท. ได้กรุณาเสนอ แล้วก็เห็นชอบไปแล้ว แล้วตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา เพราะฉะนั้น ผมเรียนเน้นย้ํานิดหนึ่งว่าตัวพื้นที่คุ้มครอง หรือว่าการมีพื้นที่การใช้ประโยชน์เป็นเครื่องมือ จริง ๆ ก็คือเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการนําไปสู่การบริหารจัดการที่ควรจะเป็น ต้องยอมรับ แล้วก็เมื่อกี้สมาชิกหลายท่านได้กรุณาอภิปรายแล้วก็กล่าวมา ซึ่งน่าจะเห็นตรงกันว่าวันนี้ ประเทศไทยเราได้ประโยชน์จากทะเลมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นมิติของตัวกิจกรรมก็ตาม หรือตัวทรัพยากร แต่เราใช้ประโยชน์แบบโชคช่วย แล้วก็ไม่มีแผนการที่ชัดเจนในอนาคตว่า เราจะดําเนินการอย่างไร ถ้าพูดตามหลักก็คล้าย ๆ เหมือนกับไก่ได้พลอย คือเรามีพลอย อยู่ในมือ แต่ว่าเราอาจจะใช้ไปตามสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็เห็นด้วยชัดเจนว่าปัจจุบันสถานการณ์ที่ เราจะใช้อย่างไม่มีทิศทางมันคงจะไปไม่ได้ในระยะยาว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เนื่องจากประเด็นที่ เป็นเรื่องสําคัญคือการแย่งชิงทรัพยากร โดยเฉพาะการแย่งชิงทรัพยากรทางทะเล จัดเป็น ๑ ใน ๔ ภาวะคุกคาม หรือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ซึ่งทางทะเลเราปฏิเสธไม่ได้ แล้วก็ เป็นประเด็นที่มีความสําคัญทั้งมิติภายในประเทศไทยเราเอง แล้วก็มิติที่ข้ามไปถึงประเทศ เพื่อนบ้าน แล้วก็ยังนานาประเทศ เพราะฉะนั้นตรงนี้แทนที่เราจะรอตัวพระราชบัญญัติ ในตัวคณะทํางานก็เห็นเหมือนกันว่าในประเด็นเร่งด่วนโดยเฉพาะการที่จําเป็นที่จะต้องมีแผนที่ หรือมีการวางผัง จะเห็นว่าเราแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน คือเรื่องของแผนที่คือแมปปิง (Mapping) ส่วนหนึ่ง ซึ่งแมปปิง (Mapping) นั้นมีบทบาทใน ๒ ประเด็นด้วยกันก็คือ อดีตกับปัจจุบัน แต่คําถามเสร็จแล้วอนาคตในการใช้ประโยชน์ทะเลอย่างที่มีการบูรณาการกัน แล้วการใช้เพื่อนําไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน คืออะไร อันนั้นคือโซนนิง (Zoning) เพราะฉะนั้นองค์ประกอบทั้ง ๒ ส่วน จะเป็นสิ่งที่นําไปสู่ แล้วก็เป็นองค์ประกอบที่ได้นําเสนอ ในที่ประชุม

ต่อข้อถามหรือข้อกังวลในประเด็นเรื่องความทับซ้อนกันหรือซ้ําซ้อนกัน ระหว่างมิติมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ความจริงแล้วยกเว้นแต่เมื่อตอนสไลด์ (Slide) ปิดการนําเสนอแค่นั้นเองที่เราแยกออกจากกัน ความจริงในความเป็นจริงแล้ว การใช้ประโยชน์จากทะเลมีมิติที่ซ้อนทับกันได้ทั้งกรณีของพื้นที่และเวลา เพราะว่า การซ้อนทับทางกฎหมาย การซ้อนทับทางสิทธินั้นบางครั้งมันสามารถจะ ประเด็นที่ ๑ ตกลงกันและใช้ร่วมกัน หรือการใช้ประโยชน์ในบางบริเวณอาจจะแตกต่างกันในระยะเวลา ในการใช้ เพราะฉะนั้นในการที่นําเอาแผนที่ หรือว่าการที่มีแผนที่ลักษณะนี้ผมว่าจะช่วยให้ การบริหารจัดการหรือการตัดสินใจในการวางนโยบายเห็นภาพการใช้ทั้งในลักษณะที่เป็น สแตติก (Static) ก็คือที่มันเป็นภาพหยุดนิ่งและภาพที่เคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นจุดหนึ่งที่นําไปสู่เรื่องความจําเป็นที่จะต้องมีที่ใช้คําว่าระบบสนับสนุนการตัดสินใจ ในการบริหารจัดการ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ได้มีการเรส (Raise) ขึ้นมานะครับ แล้วก็ มีประเด็นปัญหาที่อยากจะขอนําเรียนตรงนี้นะครับ

ส่วนประเด็นอีกส่วนหนึ่งในเรื่องของแผนที่แท่นขุดเจาะของท่านคุรุจิต ประทานโทษที่ต้องขออนุญาตเอ่ยนาม แต่ท่านก็กรุณาสนับสนุนเรื่องงานทางนี้มาโดยตลอด ความจริงในหน้าที่ ๒๖ นั้นเป็นประเด็นข้อกังวลในตัวของแท่นที่จะมีการหมดอายุสัมปทาน ในระยะเวลาอันใกล้นี้ คือ ๘๐ แท่น กับอีก ๑๐๐ กว่าแท่น ในช่วงระยะเวลาต่อมา แต่ความจริงแล้วประเด็นจํานวนแท่นทั้งหมดอยู่ในหน้าที่ ๘ เรามีทั้งหมดประมาณ ๔๓๖ แท่น แล้วในระยะแรกในปี ๒๕๖๒ จะมีทั้งหมด ๘๐ แท่น ที่จะต้องมีการพิจารณา ในเรื่องของการรื้อถอน ซึ่ง ณ ตรงนั้นจริง ๆ ถ้าย้อนกลับมามองในมิติของการบริหารจัดการ การรื้อถอนผมว่ามิติในการที่จะต้องเข้าไปใช้ประกอบการในการคิดหรือการวางแผน ผมว่าต้องมองทั้งมิติเรื่องของสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรและความเหมาะสมที่สุด หรือว่า การใช้ประโยชน์สูงสุดของสิ่งที่จะเกิดขึ้น แล้วคําถามย้อนกลับมาว่าประเทศไทยเราจะ ใช้ประโยชน์ในการที่จะต้องมีการรื้อแท่นขุดเจาะหรือแท่นสํารวจปิโตรเลียมอย่างไร ให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่าวิน วิน คอนดิชัน (Win Win condition) หรือว่าเกิดประโยชน์สูงสุด ต่อประเทศ อันนี้อาจจะเป็นโจทย์ที่ท้าทาย แต่คําถามคือถ้าเราหรือผู้ที่อยู่ ในกระบวนการตัดสินใจไม่เห็นภาพของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วนผมว่าก็อาจจะเป็น ประเด็นปัญหาที่น่ากังวลเหมือนกันในการดําเนินการจัดการในขั้นตอนต่อไป

สําหรับประเด็นในเรื่องของเครื่องมือแล้วก็หน่วยงานที่รับผิดชอบตรงนี้ ความจริงท่านสมาชิกที่ได้เสนอมาเรื่องของการที่มีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องของแผนที่ก็ตาม ข้อมูลต่าง ๆ ถูกต้องครับ มีครับ แต่ว่าเมื่อเราได้เริ่มที่จะขอข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เอาลงมาเพื่อจะทําตัวแมป (Map) หรือว่าตามแผนที่ที่เป็นอีเวนต์ แอส อิส (Event as is) ก็คือสภาพปัจจุบันในการใช้ประโยชน์ สิ่งที่เราเจอปัญหาทั้งในเรื่องของความครบถ้วน ของข้อมูล รูปแบบของข้อมูลที่ส่งเข้ามา การที่ความเป็นมาตรฐานของการใช้ต่าง ๆ ทําให้เกิดปัญหา และจริง ๆ สะท้อนกลับไปเหมือนกันว่าถ้าเราไม่มีมาตรการหรือมาตรฐานกลาง ในการบริหารจัดการตรงนี้ ผมว่าเราก็อาจจะอยู่ในสถานการณ์ที่มีเครื่องมือที่ไม่เหมาะสม ในการนําไปสู่การวางแผนต่อไป เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ในระยะแรกถึงได้ใช้หรือว่าเอาแผนที่ เดินเรือของกรมอุทกศาสตร์ ซึ่งความจริงแล้วแผนที่การเดินเรือของกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ มี ๒ นัยด้วยกัน คือแผนที่ที่มีอยู่แล้ว ประเด็นที่ ๑ ประเด็นที่ ๒ ก็คือมีผลทาง กฎหมาย เนื่องจากกรมอุทกศาสตร์ในเชิงของมาตรฐานเรื่องการเดินเรือและแผนที่ต่าง ๆ เวลาเกิดกรณีเรือโดนกันหรือกรณีเกิดปัญหาต่าง ๆ เนื่องจากพิกัดของแผนที่จะมีความเป็น มาตรฐานสูง อันนี้ก็คือเหตุว่าทําไมเราถึงต้องเริ่มจากตรงนี้ แต่ในระยะยาวผมว่าคงต้อง แล้วแต่การดําเนินงานไปช่วงระยะหนึ่งแล้วเพื่อดูความเหมาะสม

หลาย ๆ ส่วน หลาย ๆ อย่างที่ทางสมาชิกได้กรุณานําเสนอความจริงแล้ว ผมว่ามันจะแฝงอยู่หรือว่าจะเข้าไปอยู่ในกระบวนการที่ว่าเมื่อประเทศไทยมีสิ่งที่เรียกว่า นโยบายชาติทางทะเลหรือเนชันนัล มารีน โพลิซี (National Marine Policy) เราจะเริ่มมีแผน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาวในการบริหารจัดการ ซึ่งแน่นอนต้องใช้เวลา เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นแผนต่าง ๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเราไม่มีแผนที่หรือว่าผังที่ใช้ในการเข้าใจร่วมกัน เพื่อผู้มีอํานาจในการตัดสินใจจะได้มองเห็นโจทย์หรือเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริงร่วมกัน แล้วก็นําไปสู่การได้ข้อตกลงที่ร่วมกัน อันนี้ผมก็ขออนุญาตนําเรียนในที่ประชุมเพื่อสรุป แล้วก็เพื่อแสดงถึงความสําคัญของการมีแผนที่การใช้ประโยชน์และพื้นที่คุ้มครองทางทะเล อีกครั้งหนึ่ง กราบขอบพระคุณครับ