เสรี สุวรรณภานนท์ หารือประเด็นการปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการตรวจสอบข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริต ละเลยหน้าที่ หรือการแสวงประโยชน์ส่วนตัว พร้อมเสนอให้มีการยื่นบัญชีทรัพย์สินตั้งแต่เริ่มรับราชการ หมุนเวียนตำแหน่งอย่างเป็นระบบ และแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษรุนแรงขึ้นสำหรับการคอร์รัปชัน รวมถึงผลักดันความโปร่งใสในการตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ ให้เปิดเผยข้อมูลอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพในการพิจารณากฎหมาย เพื่อลดข้อโต้แย้งทางการเมืองและเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ขอกราบเรียน เพิ่มเติมจากที่ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้รายงานต่อที่ประชุมไปแล้ว อีกประเด็นหนึ่ง ก็คือเรื่องของการปฏิรูปการควบคุมและการตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ใช้อํานาจรัฐ เนื่องจากสภาพปัญหาที่ผ่านมาข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ถือว่า เป็นกลไกของการบริหารประเทศและเป็นผู้ใช้อํานาจรัฐตามนโยบายของฝ่ายบริหาร ที่ผ่านมาพบว่าแม้จะมีกฎหมาย หรือหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานขององค์กรอิสระ หลายองค์กรที่จะคอยควบคุม ตรวจสอบ หรือกํากับการปฏิบัติหน้าที่ในการใช้อํานาจรัฐดังกล่าว เพื่อมิให้มีการกระทําความผิดเกิดขึ้น แต่ก็ยังมีข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ จํานวนมากที่ยังกระทําการหรือละเว้นการกระทําที่ผิดต่อกฎหมาย แสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตคอร์รัปชันกันอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติ โครงการหรืองานต่าง ๆ ซึ่งทําให้ข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ประพฤติดี ประพฤติชอบต้องได้รับความเสียหายไปด้วย ดังนั้นเพื่อให้การควบคุมและการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น จึงควร มีการปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้อํานาจรัฐ ดังนี้
๑. ควรนํามาตรการควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ของฝ่ายการเมืองในส่วนที่เกี่ยวข้องไปบังคับใช้กับข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ที่ใช้ อํานาจรัฐด้วย เนื่องจากข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นผู้ใช้อํานาจรัฐตามนโยบาย ของฝ่ายบริหารเช่นกัน ตามที่ท่านวันชัยได้กรุณาให้ข้อมูลรายงานกับสภาไปแล้ว ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของฝ่ายการเมือง ข้าราชการ และพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐมีมาตรฐานเดียวกัน
๒. ควรลดการผูกขาดการใช้อํานาจรัฐ โดยการกําหนดระยะเวลาการดํารง ตําแหน่ง การโยกย้ายสับเปลี่ยนข้าราชการและข้าราชการส่วนท้องถิ่นทุกระดับ ก็คือ ไม่ต้องการให้อยู่จนกลายเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างที่ผ่าน ๆ มา
๓. การตรวจสอบภายในของหน่วยงานของรัฐ ผู้ตรวจราชการของรัฐ และองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องจะต้องทําหน้าที่อย่างจริงจัง เพื่อให้ข้าราชการและพนักงาน เจ้าหน้าที่ที่ใช้อํานาจรัฐทุกตําแหน่งปฏิบัติหน้าที่ไม่ละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมาย หากข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย หรือแสวงประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ ให้มีโทษตามกฎหมายในอัตราที่สูงสุด ซึ่งในเรื่องเหล่านี้ก็จะเห็นได้จากการปฏิบัติหน้าที่ ในปัจจุบันที่ในหน่วยงานเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละหน่วยมีภาระความรับผิดชอบต่อการปกป้อง ผลประโยชน์ของรัฐ แต่มีบางหน่วยงานในหลาย ๆ แห่งที่ปล่อยปละละเลยหาผลประโยชน์ จากการปฏิบัติหน้าที่ เรื่องเหล่านี้จึงต้องมีการทบทวนตรวจสอบและให้มีการใช้อํานาจรัฐ ไปในแนวทางที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนโดยรวม
ดังนั้น ในข้อเสนอดังกล่าวนี้ตามรายงาน หน้า ๓๔ ขอแก้ไขถ้อยคําเล็กน้อย ก็คือในข้อ ๔ ของหน้า ๓๔ ดังกล่าวขอแก้ไขตัดเลข ๔ ออก ให้เป็นข้อความว่า ในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐควรมีมาตรการทางกฎหมายที่มีสภาพบังคับการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในฝ่ายการเมือง ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และข้าราชการ ก็คือควรเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายในอัตราโทษในความผิดทุจริตคอร์รัปชัน โดยผู้กระทําความผิดทุจริตคอร์รัปชันให้ถูกลงโทษตามเกณฑ์ตัวอย่างดังนี้ ๑. มูลค่า ความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันจํานวนไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต้องระวางโทษ จําคุกไม่เกิน ๕ ปี ๒. มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน จํานวนที่เกินกว่า ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท ต้องระวางโทษจําคุก ๑๐ ปี ๓. มูลค่า ความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันจํานวนที่เกินกว่า ๑๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๑๐๐ ล้านบาท ต้องระวางโทษจําคุก ๒๐ ปี ๔. มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชัน จํานวนที่เกินกว่า ๑๐๐ ล้านบาท แต่ไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้านบาท ต้องระวางโทษจําคุก ตลอดชีวิต ๕. มูลค่าความเสียหายที่เกิดจากการทุจริตคอร์รัปชันจํานวนเกินกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาทขึ้นไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต ในส่วนรายงานดังกล่าวนี้ต้องกราบเรียนว่า บทกําหนดโทษที่กรรมาธิการได้เสนอรายงานนี้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมีมาตรการ การป้องกัน มีมาตรการให้บรรดาคนที่จะปฏิบัติหน้าที่แล้วคิดจะทุจริตคอร์รัปชันมีความชัดเจนว่า จะได้รับอัตราโทษจําคุกเช่นใด ลักษณะใด ในจํานวนเท่าใด ดังนั้น ตามรายงานดังกล่าวจึงได้ กําหนดบทลงโทษที่รุนแรงและชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน ที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล หลาย ๆ ประเทศ บางประเทศก็กําหนดมาตรการการลงโทษคนที่ทุจริตคอร์รัปชันเอาไว้ลักษณะเช่นเดียวกันนี้ เช่นกัน ซึ่งในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชันดังกล่าวนั้นเรามีคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง ได้ศึกษาในเรื่องเหล่านี้ จึงขอเสนอเป็นส่วนที่เพิ่มเติมเพื่อให้การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน เป็นไปในแนวทางที่แก้ไขได้อย่างสัมฤทธิผล
คณะกรรมาธิการจึงเสนอรายงานดังกล่าว โดยมีข้อเสนอแนะในเรื่อง การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แล้วเพื่อให้เกิดการควบคุมการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐเกิดประสิทธิภาพ จึงขอเสนอให้ดําเนินการในเรื่องเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย โดย
๑. การแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเป็นมาตรการหนึ่งในการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และพุทธศักราช ๒๕๕๐ ตลอดจนร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช พ.ศ. .... (ฉบับผ่านการทําประชามติ) ไปแล้วของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ได้มีการบัญญัติ มาตรการดังกล่าวไว้ในหมวด ๑๒ องค์กรอิสระ ส่วนที่ ๔ คณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา ๒๓๔ (๓) กําหนดให้ผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐยื่นบัญชีทรัพย์สิน หนี้สินของตน ของคู่สมรส และบุตรที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะ รวมทั้งตรวจสอบและเปิดเผยการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ของบุคคลดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเกิดประสิทธิภาพและเกิดผล ในทางปฏิบัติ และเป็นการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันหรือการใช้อํานาจรัฐในการ แสวงประโยชน์สําหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ ควรให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแสดงรายการ ทรัพย์สินและหนี้สิน นับแต่วันเริ่มบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ โดยให้จัดเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ในส่วนงาน ต้นสังกัดที่บุคคลนั้นบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบ การตรวจสอบกรณีมีการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐร่ํารวยผิดปกติ กระทําความผิด ฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทําการผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตําแหน่ง หน้าที่ในการยุติธรรม เพื่อเสนอดําเนินการต่อไป
๒. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ และพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้บัญญัติมาตรการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐโดยแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้ง ร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติไปดังกล่าวของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในหมวด ๑๒ องค์กรอิสระ ส่วนที่ ๔ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา ๒๓๔ (๓) ได้บัญญัติมาตรการดังกล่าวไว้เช่นกัน โดยการกําหนดให้ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงิน แผ่นดิน และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรสและบุตรที่ยัง ไม่บรรลุนิติภาวะ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รวมทั้ง ตรวจสอบและเปิดเผยผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของบุคคลดังกล่าวนั้น เนื่องจาก ผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าวมีหน้าที่และมีอํานาจในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐและใช้อํานาจรัฐ ในขณะเดียวกันด้วย ดังนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อํานาจรัฐเกิดความโปร่งใส และตรวจสอบได้ จึงควรให้เปิดเผยรายการบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดํารงตําแหน่งนั้น ให้ประชาชนได้รับทราบเช่นเดียวกันกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต
๓. คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองเห็นว่า แม้สภาพปัญหาขององค์กรอิสระแต่ละองค์กรดังกล่าวข้างต้นจะได้บัญญัติไว้ใน ร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับผ่านประชามติ) ไปแล้ว แต่บางประเด็นยังไม่มีความชัดเจนและอาจจะ เกิดปัญหาในทางปฏิบัติได้ จึงได้มีความเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบ การพิจารณาในการจัดทําร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระนั้น หรือข้อบังคับการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณี หากประเด็น ดังกล่าวสามารถแก้ไขหรือเพิ่มเติมรายละเอียดให้เกิดความชัดเจนในร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือข้อบังคับการประชุมดังกล่าวได้ หรือเมื่อมีการประกาศใช้ข้อบังคับ ร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวแล้ว เกิดปัญหาในทางปฏิบัติในอนาคต อาจนําความเห็น ข้อเสนอแนะ ของคณะกรรมาธิการหรือแนวทางปฏิรูปในรายงานเรื่องนี้มาประกอบการพิจารณา แก้ไขเพิ่มเติมในโอกาสอนาคตข้างหน้าได้ นอกจากนั้นคณะกรรมาธิการยังเห็นว่า คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองควรมีการติดตามและเข้าไป มีส่วนร่วมในการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วิธีพิจารณาของ ศาลรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขององค์กรอิสระต่าง ๆ เพื่อให้ ความเห็นและข้อเสนอแนะในประเด็นสําคัญเพื่อจัดทําร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ครบถ้วนขึ้น
๔. ควรดําเนินการในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ และข้าราชการอย่างเคร่งครัดและเป็นรูปธรรม
๕. คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองขอเสนอ ให้มีการปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบข้าราชการและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ และกําหนดอัตราโทษในความผิดทุจริตคอร์รัปชันเพิ่มขึ้นตามที่ได้กราบเรียนมาข้างต้น
รายงานฉบับนี้ได้เสนอข้อสังเกตไว้ดังนี้ เพื่อให้การทําหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ และไม่เกิดข้อโต้แย้งหรือตอบโต้กัน ในทางการเมือง ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือเรื่องใด ๆ ของสภาผู้แทนราษฎร ควรเป็นการดําเนินการเพื่อพิจารณาลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น โดยการพิจารณา เกี่ยวกับรายงานหรือเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติหรือเรื่องดังกล่าว ต้องดําเนินการ พิจารณาและหาข้อยุติในชั้นพิจารณาของคณะกรรมาธิการก่อนที่จะเสนอต่อที่ประชุมสภา รวมทั้งการอภิปรายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนตั้งกรรมาธิการ ควรกําหนดจํานวน ผู้อภิปรายของพรรคการเมืองแต่ละพรรค โดยมีจํานวน ๒-๓ คน เพื่อให้การอภิปราย ใช้เวลาน้อยและประชาชนให้ความสนใจ
คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง จึงขอเสนอ รายงานฉบับดังกล่าวนี้เพื่อให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้โปรดพิจารณา หากสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเห็นชอบด้วยกับรายงานดังกล่าวนี้ ขอได้โปรดดําเนินการดังนี้
๑. ขอให้ส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และองค์กรอิสระอื่นตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ศาลรัฐธรรมนูญ กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กร ที่เกี่ยวข้องตามรายงานดังกล่าวนี้ได้กราบเรียนต่อสภาไปแล้วเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป
ส่วนในการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวข้องกับรายงานนี้ ในชั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติขอให้มีผู้แทนคณะกรรมาธิการ สปท. ด้านการเมือง จํานวน ๑ คน เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องดังกล่าวนี้ด้วย
ทั้งหมดนี้ก็เป็นรายงานเพื่อให้ท่านประธานและที่ประชุมได้โปรดพิจารณา เห็นชอบเพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว ขอบคุณครับ