วันชัย สอนศิริ หารือประเด็นการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐผ่านระบบต่าง ๆ ทั้งรัฐสภา องค์กรอิสระ และภาคประชาชน พร้อมเสนอแนวทางปฏิรูปกระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจและกระทู้ถามให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเน้นให้การอภิปรายเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เวทีโจมตีทางการเมือง ทั้งยังเรียกร้องให้ปรับปรุงกลไกการเสนอญัตติ การสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระ และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมเสนอให้บัญญัติกฎหมายลูกตามรัฐธรรมนูญเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อำนาจอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก กระผม สปท. นายวันชัย สอนศิริ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการการควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ขอเสนอรายงานต่อที่ประชุมเพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้ ท่านประธานครับ อย่างที่ท่านประธานเสรีได้กล่าวนําไปเบื้องต้นว่ารายงานเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ทั้งฝ่ายการเมืองก็ดี ทั้งฝ่ายข้าราชการประจําก็ดี มีกลไกตามที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกําหนดไว้แล้ว สาระอย่างย่อ ๆ ที่ผมจะ กราบเรียนนั้นประกอบด้วยการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา ประการที่ ๒ การควบคุมการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านองค์กรตามรัฐธรรมนูญ องค์กร อิสระและกระบวนการยุติธรรม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านภาคประชาชน ทั้งหมดเหล่านี้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นกําหนดไว้แล้วครับ ท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ในระหว่างที่ผมกําลังชี้แจงนั้นถ้าท่านจะกรุณาดูรายละเอียดในรายงาน ประกอบด้วยก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง เพราะเนื้อหาทั้งหมดผมคงไม่ได้ลงลึกไปตามเอกสาร แต่จะเอาพอสังเขปเพื่อเป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายได้รับทราบและเข้าใจเป็นเบื้องต้น ท่านประธานครับ การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยหลักตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่กําหนดไว้นั้น ถือว่าเป็นกลไกที่ดีอยู่แล้ว เป็นมาตรการในการควบคุมกํากับดูแล ซึ่งรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องวางกลไกต่าง ๆ ไว้ได้อย่างดีอย่างเหมาะสม แต่เราในฐานะในกรรมาธิการด้านการเมืองได้พิจารณาแล้วว่าเห็นมีบางจุด บางเรื่อง บางประเด็นมีปัญหาและมีข้อบกพร่องที่น่าจะปฏิรูป และในการปฏิรูปนั้น ทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณากันรอบด้านแล้วว่า บางเรื่องสามารถกระทําได้ด้วยการแก้ ข้อบังคับการประชุม บางเรื่องสามารถกระทําด้วยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง การแก้รัฐธรรมนูญในอนาคตถ้าหากจะพึงมี เพราะฉะนั้นกระผมขออนุญาตกราบเรียน ท่านทั้งหลายว่าอย่ามองว่าคณะกรรมาธิการทําไมมองเฉพาะเรื่องนั้นเป็นปัญหา เรื่องนี้ เป็นปัญหา ในส่วนดีเขาดีอยู่แล้วเขาพูดไว้อยู่แล้ว เราเลยนําในส่วนที่เป็นปัญหา และแนวทางของการปฏิรูปมากราบเรียนต่อที่ประชุม ผมจะขออนุญาตต่อที่ประชุม อย่างนี้ครับ จะเริ่มด้วยการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา ท่านประธาน และท่านสมาชิกทั้งหลายคงจะเห็นแล้วนะครับว่าการควบคุมการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผ่านระบบรัฐสภานั้นมีสิ่งที่เราเห็นก็คือ ๑. การตั้งกระทู้ถาม ๒. การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๓. การอภิปรายโดยทั่วไปแบบไม่มีการลงมติ ๔. การตั้งญัตติในประเด็นในเรื่องต่าง ๆ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหา และ ๕. ระบบกรรมาธิการ ท่านประธานและท่านสมาชิกจะเห็นแล้วว่า กลไกต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกลไกที่ควบคุมการตรวจสอบอํานาจรัฐผ่านระบบรัฐสภา สิ่งที่เราเห็นว่า เป็นปัญหาครับท่านประธานเรื่องกระทู้ถาม อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุม เรื่องกระทู้ถาม เป็นเรื่องดีอยู่แล้วในการควบคุมตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ แต่สิ่งที่เราเห็นเป็นปัญหา น่าปฏิรูป คือ ๑. การตั้งกระทู้ถามทั่วไปของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรส่วนใหญ่มุ่งหวัง ในการหาเสียงสร้างผลงานหรือสร้างกระแสในสื่อสาธารณะมากกว่าที่จะกํากับและควบคุม การตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล จึงมักจะหยิบยกเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ของตน เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชนหรือเรื่องเล็กน้อยที่เกิดขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ ความจริงแล้วเป็นเรื่องที่สามารถสอบถามหน่วยงานเกี่ยวข้องโดยตรงและหากเป็นการตั้ง กระทู้ถามโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รัฐบาลก็มักจะถามเป็นเรื่องในเชิงสนับสนุน หรือเป็นการชงเรื่อง หรือเป็นการยอวาที หรือมุ่งมากกว่าที่จะก่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชน การตั้งกระทู้ถามสดหรือกระทู้ถามด่วนบางครั้งเป็นการตั้ง กระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของรัฐมนตรี มุ่งทําลายชื่อเสียงของรัฐบาลหรือทําลายกัน ทางการเมืองมากกว่าที่จะมุ่งการแก้ปัญหาความเดือดร้อนแบบจําเป็นเร่งด่วน ประการต่อมา ไม่มีการกําหนดกรอบระยะเวลาในการตอบกระทู้ถามที่ชัดเจนว่าจะต้องตอบเมื่อใด อย่างไร และบางทีก็เลื่อนไปเรื่อย ๆ เราจึงเห็นว่าน่าจะปฏิรูปโดยควรจะมีคณะกรรมการกลั่นกรอง กระทู้ถามในสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา บางเรื่องน่าจะเป็นเรื่องที่ปรึกษาหารือ ก่อนวาระประชุม และควรจะมีกรอบมาตรการลงโทษที่ชัดเจน เพื่อให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายตอบกระทู้ถาม ถ้าไม่มาตอบในกรอบเวลาน่าจะมีมาตรการ ในการบังคับหรือมาตรการลงโทษ และประการต่อมาน่าจะมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ หรือคณะกรรมาธิการสามัญตรวจสอบว่ากระทู้ถามที่ตอบไปแล้วนั้นได้มีผลการปฏิบัติ จริงหรือไม่ อย่างไร ไม่ใช่สักแต่ว่าตอบแล้วก็ลอยหายไป อันนี้เรื่องกระทู้ถาม
ประเด็นต่อมาเรื่องการอภิปรายลงมติไม่ไว้วางใจของสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎร เราเห็นว่ามีปัญหาก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านแม้จะมีข้อมูล พยานหลักฐานต่าง ๆ มาเสนออย่างชัดเจนก็ไม่สามารถลงมติไม่ไว้วางใจเพื่อให้ฝ่ายรัฐบาล พ้นจากตําแหน่งได้ เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลมีเสียงข้างมากในสภา การลงมติไม่ไว้วางใจ ต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ไป ๆ มา ๆ นั้นก็ไม่สามารถทําให้หลุดจากตําแหน่ง ที่อภิปรายได้ และการอภิปรายเท่าที่ปรากฏจะมีประชาชนสนใจบางคนที่จะอภิปรายเท่านั้น แม้จะใช้เวลา ๓ วัน ๕ วัน เพราะการอภิปรายนั้นบางครั้งวนเวียน ซ้ําซาก หรืออภิปราย เนื้อหาข้อมูลซ้ําซ้อนกัน ข้อมูลหรือพยานหลักฐานที่นํามาใช้อภิปรายบางเรื่อง บางประเด็น ยังไม่ชัดเจนหรือเป็นเรื่องเล็กน้อย หรือเป็นเรื่องที่ปรากฏตามสื่อมวลชนเท่านั้น นี่เราเห็นว่า มีปัญหา ดังนั้น เราเห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจในการที่จะต้องปฏิรูปนั้นสาระสําคัญนั้น มีอยู่ประมาณ ๒ ข้อ แต่ข้อหนึ่งนั้นก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้นไม่ใช่เป็นหน้าที่ ต้องกระทําตามสมัยประชุมที่กําหนดเท่านั้น แต่ต้องกระทําโดยมุ่งหวังว่าข้อมูลพยานหลักฐาน ที่นํามาใช้ประกอบการอภิปรายต้องเป็นข้อมูลหลักฐานที่ผูกมัดนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี และเมื่อนําข้อมูลพยานหลักฐานดังกล่าวส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. แล้ว หรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง สามารถที่จะทําให้รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีนั้นพ้นจากตําแหน่งทางการเมืองได้ แปลว่าข้อมูลที่จะนํามาใช้นั้น ควรชะงัดและมีผลที่จะทําให้รัฐมนตรีนั้นไม่สามารถจะดํารงตําแหน่งอยู่ได้
ประการต่อมานั้นเรื่องการอภิปรายทั่วไป เราเห็นว่าการอภิปรายทั่วไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ดี เพราะบางครั้งรัฐบาลต้องการข้อมูลจากสมาชิก หรือบางครั้งสมาชิกเองต้องการเสนอข้อมูลต่อรัฐบาล แต่ปรากฏว่าที่แล้วมาเวลาเปิด อภิปรายทั่วไปเมื่อใดกลายเป็นเรื่องแสดงวาทกรรมทางการเมืองหรือการกล่าวหาโจมตีกัน มากกว่าที่ฝ่ายภาครัฐจะได้ข้อมูล หรือมากกว่าที่ฝ่ายค้านจะได้ให้ข้อมูลต่อฝ่ายรัฐบาล ตรงนี้เราเห็นว่าไป ๆ มา ๆ ภาครัฐเองคือฝ่ายรัฐบาลเองก็มักจะไม่ค่อยเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อรับฟังข้อมูลเพราะเกรงว่าจะถูกกล่าวหาโจมตี เราจึงเห็นว่าตรงนี้ต้องแก้ที่ทัศนคติ และความรู้สึก ตลอดจนอยากให้สมาชิกมีจิตสํานึกว่า เมื่อใดเปิดอภิปรายทั่วไปเมื่อไรแปลว่า เป็นการเปิดโอกาสให้แต่ละฝ่ายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะฉะนั้นการแก้หรือการปฏิรูป เรื่องนี้ในเรื่องตัวบทกฎหมายนั้นค่อนข้างจะยาก แต่เป็นเรื่องทัศนคติและจิตสํานึก ของทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลมากกว่า
ประการต่อมานั้นการเสนอญัตติ เราจะเห็นได้ว่าญัตติในการที่ตั้งขึ้นมาของ ท่านสมาชิกในสภานั้นเป็นเรื่องดีเป็นเรื่องจําเป็น แต่ปรากฏว่าบางครั้งเสนอญัตติในการ แก้ปัญหาใด ๆ ที่เกิดขึ้นในสภาแล้ว ปรากฏว่าเลยเวลาของปัญหานั้น ๆ จนผ่านพ้นไปแล้ว เช่นญัตติแก้ปัญหาน้ําท่วมภาคใต้เป็นเรื่องเร่งด่วน ไปทําการศึกษา ไปพิจารณา ไปตรวจสอบ ใช้เวลากัน ๓ เดือน ๖ เดือน แล้วเรื่องนั้นก็เลยไป รัฐบาลก็ไม่ได้เอาข้อมูลนั้นมาใช้ ในโอกาสนั้น ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว และแบบยั่งยืนถาวร เราเห็นว่าญัตตินั้นควรจะ รีบดําเนินการโดยกําหนดกรอบระยะเวลาที่ชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริง และรัฐเอาไป ทําได้จริง ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นรายงานแล้วก็กองอยู่ที่สภาเป็นจํานวนมาก ๆ แล้วก็ไม่สามารถ ทําอะไรได้ องค์กรอิสระอื่น ๆ นั้นค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากมาก เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ผ่าน ประชามติแล้ว เขียนไว้ชัดเจน จึงยากมากในการที่เราจะไปแก้ไขปรับปรุงใด ๆ แต่เรา มีความเห็นว่าถ้าเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญบางเรื่องบางฉบับน่าจะกระทําได้ จึงตั้งเป็นข้อเสนอ รวมทั้งประเด็นที่เห็นว่าเป็นปัญหาไว้ให้ที่ประชุมได้โปรดพิจารณาครับ ประการแรก ท่านทั้งหลายครับ ลองพิจารณาตามผมและตามรัฐธรรมนูญเท่าที่ท่านทราบ การได้มาและสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระแต่ละองค์กร ที่แล้วมารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ การสรรหากรรมการในองค์กรอิสระนั้นแปลว่ากรรมการนั้น ไม่ใช่แบบนี้ แต่ปรากฏว่าคราวนี้การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เขากําหนดไว้ชุดเดียวกันทั้งหมด คืออย่างไรครับ ประกอบด้วย ๑. ประธานศาลฎีกา ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นําฝ่ายค้าน ประธานศาลปกครองสูงสุด และตัวแทนจาก องค์กรอิสระ ๕ คน รวมแล้วทั้งหมด ๙ คน ท่านสมาชิกครับ ใน ๙ คนนั้นเป็นองค์กรอิสระ ๕ คน เป็นประธานศาลฎีกา ๑ คน ประธานศาลปกครอง ๑ คน รวมแล้ว ๗ คน ใน ๙ คนนี้ เป็นคณะกรรมการสรรหาบุคคลในองค์กรอิสระใครที่จะมาเป็น เราตั้งข้อสังเกตครับ ท่านประธาน ลําพังแค่องค์กรอิสระฮั้วกัน ๕ คน ขออภัยนะครับ ไม่ได้มองโลกในแง่ร้าย แต่เราศึกษาในรัฐธรรมนูญโดยละเอียด แค่องค์กรอิสระฮั้วกัน ๕ คน แปลว่ามีเสียง ๕ เสียง แทบจะกําหนดตัวบุคคลว่าจะเอาใครมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้ แล้วถ้าประธาน ศาลฎีกาอีก ๑ คน เป็น ๖ คน ประธานศาลปกครองอีก ๑ คน เป็น ๗ คน ที่ประชุมเรา ได้มองกันว่าบุคคลในกลุ่มเหล่านี้เป็นบุคคลอยู่ในกลุ่มเดียวกัน แทบจะกําหนดตัวบุคคลได้ว่า จะเอาใครมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นี่เป็นข้อสังเกตนะครับ ไม่ใช่มองโลกในแง่ร้าย และที่สําคัญเขาเปิดโอกาสให้กรรมการสรรหานั้นประชุม ปรึกษาหารือกันจะเอาบุคคลอื่นนอกจากบุคคลที่สมัครก็ได้ ยิ่งไปใหญ่เลยครับท่านประธาน และท่านสมาชิกครับ แปลว่ามีคนสมัคร ๘๒ คน กรรมการสรรหารวมกัน ๕ คน ๖ คน ๗ คน ผมไม่ได้มองถึงประธานรัฐสภา ผู้นําฝ่ายค้านนะครับ มีซีกการเมืองไป ๒ คน แปลว่า คน ๕ คน ๖ คน ๗ คนนี่เห็นคน ๘๒ คนแล้วไม่ชอบใจครับ จะเอาบุคคลภายนอก ที่กรรมการสรรหาต้องการก็เป็นไปได้ ถ้าคุณมีคุณสมบัติที่บอกว่ามีความรับผิดชอบสูง มีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม จากบุคคลที่มีความเหมาะสมทั่วไป เขียนกว้าง ๆ ครับ นอกจากมีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว คุณยังต้องมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ มีจริยธรรม มีความรับผิดชอบสูง ถามว่าเขียนไว้อย่างนี้มันเป็นกรอบกว้าง ๆ นะครับ ใครล่ะครับกล้าหาญ ใครล่ะครับ มีความรับผิดชอบสูง ใครล่ะครับมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม คณะกรรมาธิการโดยพวกเราก็มาพิจารณาว่านี่มันเป็นการเปิดช่องที่กว้างโดยไม่เขียน กรอบกติกาว่าความซื่อสัตย์สุจริตคืออะไร ความกล้าหาญคืออะไร มีจริยธรรมเป็นตัวอย่าง ทางสังคมคืออะไร ตรงนี้เราก็เห็นว่าเป็นการเปิดช่องให้กรรมการสรรหาสามารถเอาใครก็ได้ และ ขออภัยนะครับ เปิดโอกาสถ้ามองโลกในแง่ร้าย ฮั้วกันก็ยังได้ นี่เราตั้งเป็นข้อสังเกต ดังนั้น เราเห็นว่าการปฏิรูปนั้นควรจะกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลที่มี ความเหมาะสมทั่วไป ซึ่งมีความรับผิดชอบสูงมีความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ และมีพฤติกรรมทางจริยธรรมเป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม โดยควรจะกําหนดเป็นหลักเกณฑ์ ให้ชัดว่าคืออะไร กําหนดคํานิยามให้ชัดว่าแต่ละอย่าง แต่ละอย่าง แต่ที่ผมกราบเรียนมานั้น คืออะไร อย่าปล่อยกว้างไปตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดนั้นเพียงอย่างเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้ เสร็จเรียบร้อยแล้วเราก็เชื่อว่าจะทําให้กรรมการสรรหานั้นมีกรอบไม่ใช่กว้างเกินไป เอาละครับประเด็นต่อมาเราเห็นเรื่องคุณสมบัติที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแม้ว่าจะกําหนดไว้ ดีเลอเลิศประเสริฐ แต่เราเห็นว่ามีจุดอ่อนอยู่สัก ๒ ประการด้วยกัน ประการที่ ๑ คุณสมบัติ ของคนที่จะมาเป็นตุลาการและบุคคลในองค์กรอิสระนั้นจํากัดอยู่ในกลุ่มบุคคล บางสาขาอาชีพเท่านั้น ทําให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในสาขาอื่น ๆ ไม่สามารถเข้ามาเป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกรรมการในองค์กรอิสระที่จะทําให้เกิดมุมมองหลากหลายมิติ มากกว่า ถ้าท่านไปดูคุณสมบัตินะครับ เป็นศาสตราจารย์บ้าง เป็นอธิบดีบ้าง เป็นอธิบดีศาลบ้าง เป็นอธิบดีอัยการบ้าง ถ้าบุคคลอื่นไม่ว่าจะเป็นเอ็นจีโอ (NGOs) หรือบุคคลภายนอกนั้น ต้องประกอบอาชีพอิสระมาถึง ๒๐ ปี ต้องมีคํารับรองมาจากองค์กรแต่ละองค์กรนั้น ไป ๆ มา ๆ บุคคลในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เรามองกันว่าน่าจะมาจากศาล อัยการ และอดีตข้าราชการ อธิบดีเป็นต้นไปมากกว่า เรามองไปว่าต่อไปใครที่เป็นอธิบดี มาแล้วเกินกว่า ๕ ปี หรือตําแหน่งเทียบเท่า รวมทั้งศาสตราจารย์มาเกินกว่า ๑๐ ปี รวมทั้ง อธิบดีศาล อธิบดีอัยการ แทบจะมาเป็นบุคคลในองค์กรอิสระได้ บุคคลภายนอกยากมาก เราดู ซึ่งเราเห็นว่ามันน่าจะมีหลายมิติ หลายองค์กร เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจะเห็นได้ว่า ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้และมีการใช้กฎหมายลูกประกอบไปแล้ว อาจจะทําให้คน หรือกรรมการบุคคลในองค์กรอิสระนั้นหลุดจากตําแหน่งเป็นจํานวนมาก เพราะจํากัดไว้ เฉพาะบุคคลตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้เข้มมาก ประการต่อมาคุณสมบัติที่กําหนดว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ เป็นกลางทางการเมือง มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ กําหนดไว้ว่าต้องมีคุณสมบัติอย่างที่ว่านี้ กรอบอยู่ตรงไหน ตรงไหนคือความเป็นกลาง ทางการเมือง ตรงไหนมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ นี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งไม่มีกรอบเขียนไว้ เราเห็นว่าน่าจะต้องมีการปฏิรูปโดยกําหนดกรอบ กําหนดกติกาให้ชัดทั้งหมดตามที่ผมได้ กราบเรียนมาแล้ว ท่านประธานครับ บางเรื่องหลายท่านอาจจะมีข้อเถียงอยู่ในใจว่า แล้วคุณจะไปปฏิรูปอะไรในเมื่อรัฐธรรมนูญกําหนดไว้อย่างนี้ ก็กราบเรียนต่อท่านประธานว่า บางส่วนอาจจะไปแก้ได้เล็ก ๆ ในกฎหมายลูกหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ แต่บางเรื่อง เป็นเรื่องที่จะต้องแก้หากจะพึงมีคือการแก้รัฐธรรมนูญในอนาคต อันนี้ก็ฝากเป็นข้อสังเกตไป เพราะฉะนั้นในเรื่ององค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้นมีลักษณะอย่างที่ผม กราบเรียนแล้ว ทีนี้ประเด็นที่ควรจะต้องปฏิรูปอันเกี่ยวกับการทํางานของแต่ละองค์กรนั้น ส่วนใหญ่แล้วเราได้เขียนไว้ค่อนข้างจะชัด มีรายละเอียดว่าบางเรื่องนั้นถ้ามีปัญหาเรื่อง ความล่าช้าควรจะกําหนดเรื่องกรอบ เรื่องระยะเวลา เช่น ป.ป.ช. นั้นควรจะกําหนด กรอบระยะเวลาให้ชัดเจนว่าคดีใดควรจะพิจารณาเสร็จสิ้นเมื่อใด อย่างไร อย่าปล่อย ให้ยืดเยื้อยาวนานเกินไปอย่างไร อันนี้ก็เขียนไว้ในรายงานนะครับ และเกี่ยวกับเรื่อง กกต. เราก็เขียนไว้บ้างพอสังเขปว่าในระหว่างที่มีการยุบสภาหรือในระหว่างที่มีการเลือกตั้ง ในการที่จะมีการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการไม่ได้กําหนดไว้ชัดว่าเป็นข้าราชการระดับใดบ้าง ที่จะต้องขออนุมัติจาก กกต. ก็ทําให้มีปัญหา เพราะฉะนั้นน่าจะมีกรอบให้ชัดว่าต้องเป็น ข้าราชการระดับใดถึงระดับใดต้องขออนุมัติจาก กกต. ไม่ใช่เขียนรวม ๆ แบบนี้ มาถึง ผู้ตรวจการแผ่นดินเราก็เห็นว่ารวมทั้งกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพียงแต่มีอํานาจ ในการดําเนินการในเรื่องเรียกมาตรวจสอบ เรียกมาสอบถาม เรียกมาสอบสวน แต่อํานาจ ในการที่จะพิจารณาจัดการแก้ไขให้เป็นไปตามที่สรุปไว้นั้นไม่มี ไป ๆ มา ๆ องค์กร ๒ องค์กรนี้ เรามักจะมองกันว่าเป็นเสือกระดาษ เราเห็นว่าน่าจะมีกฎหมายหรือมีการแก้ไขในบางเรื่อง บางสิ่ง บางประเด็นว่าให้เขามีอํานาจในการจัดการมากกว่าเสนอไปยังหน่วยงานต่าง ๆ แล้วไป ๆ มา ๆ ก็ทําอะไรไม่ได้ ประการต่อมานั้นก็คือเรื่อง สตง. หรือการตรวจสอบ อันเกี่ยวกับเรื่องการเงิน ปรากฏว่ามีอํานาจเพียงให้คําแนะนําหรือให้ข้อเสนอแนะ แก่หน่วยงานไม่มีอํานาจเข้าไปสั่งการ เข้าไปจัดการและแก้ไขข้อบกพร่อง รวมทั้งไม่มีอํานาจ ในการที่จะฟ้องร้องคดี อันนี้ไป ๆ มา ๆ สตง. ต้องส่งเรื่องไปให้หน่วยงานอื่น แล้วก็ทําการ สืบสวนสอบสวนกันซ้ําซ้อนขึ้นไปอีก เราก็เห็นว่าน่าจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเสียในส่วนนี้ ทั้งหมดอันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เราได้กําหนด วิธีการปฏิรูปในหลายรูปแบบให้ชัดเจนในปัญหาดังที่ผมกราบเรียนแล้วว่า ควรจะแก้ไขว่า เรื่องใดควรจะเพิ่มอํานาจหน้าที่ เรื่องใดควรจะเพิ่มเรื่องระยะเวลา และเรื่องใดควรจะ กําหนดกรอบให้ชัดเจน
ประเด็นเกือบสุดท้ายแล้วครับท่านสมาชิก การควบคุมและการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยประชาชน ประชาชนก็มีส่วนสําคัญในการที่จะควบคุม ตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐ ที่แล้วมาปรากฏว่ารัฐบาลที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือล้มไปอันเกิดขึ้นจาก ภาคประชาชนก็มีหลายครั้ง แต่เราเห็นว่าถ้ากําหนดกรอบกติกาไว้ให้ชัดเจนว่าเขาควรจะมี ส่วนร่วมอย่างไรบ้าง เหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ การชุมนุมประท้วงก็ไม่ควรจะมีมากนัก เราจึงเห็นว่าสภาพปัญหาที่ผ่านมานั้นประชาชนขาดการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐ เนื่องจากรัฐขาดการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิ และหน้าที่ ตลอดจนความสําคัญของการใช้อํานาจรัฐ อันนี้อาจจะพูดเป็นนามธรรม แต่รูปธรรมจริง ๆ ถ้ายิ่งไกลปืนเที่ยงไปเท่าไรเขายิ่งไม่เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐโดยภาคประชาชน แปลว่าเป็นผู้ปฏิบัติตามที่ผู้มีอํานาจรัฐสั่ง
ข้อ ๒ การใช้กลไกตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของประชาชนที่มากเกินไป อันนี้เราตั้งเป็นข้อที่น่าพิจารณา อาจนําไปสู่ความขัดแย้งและประชาชนจะไม่ได้รับประโยชน์ จากการดําเนินงานหรือกิจการของหน่วยงานของรัฐ แปลว่ามากเกินไป บางทีก็ก่อให้เกิด ความขัดแย้ง ดังนั้น เราเห็นว่าส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว โดยสนับสนุนให้มีการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร สาธารณะ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกัน ระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ. .... โดยเร็ว ซึ่งอันนี้บางฉบับ ก็ผ่านที่ประชุมของ สปท. ไปแล้ว ให้มีมาตรการ กระบวนการ หรือกลไกในการรับทราบ ข้อมูลจากภาคประชาชน เพื่อนําไปสู่การตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐและแก้ไขปัญหา ให้เป็นรูปธรรม กําหนดโครงสร้าง กฎเกณฑ์ มาตรการลงโทษ การใช้มาตรการควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของประชาชน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนร้องเรียน และฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐโดยไม่มีเหตุอันควร อันนี้แปลว่าประชาชนที่ร้องเรียนเล่นงาน ด้วยข้อมูลอันไม่เป็นความจริง ต้องการใส่ร้ายป้ายสีและปรากฏว่าเป็นความจริง ต้องมีมาตรการลงโทษที่รุนแรงด้วย
ประการต่อมา เสนอประเด็นเพื่อการปฏิรูปที่ควรบัญญัติไว้ในกฎหมาย มาตรา ๖๓ ของรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านประชามติ ฉบับนี้สําคัญมากในมาตรา ๖๓ ครับ ท่านประธาน กําหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเขาบอกว่าต้องไปออกกฎหมายลูก มาตรา ๖๓ เพราะฉะนั้นกฎหมายลูกเราพูดกัน อยู่ตลอดเวลาว่า มาตรา ๖๓ ทาง สปท. ควรจะมีบทบาทอย่างสําคัญในการเสนอที่จะ ออกกฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นการเปิดช่อง เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการควบคุม ตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริตและคอร์รัปชัน อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ที่อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุมอันเกี่ยวกับการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผ่านสภาผ่านศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ และภาคประชาชน ๓ ประการนี้ในเอกสาร ทั้งหมดมีรายละเอียดที่ท่านทั้งหลายได้อ่านแล้ว พิจารณาแล้ว พวกเราเองในฐานะ เป็นกรรมาธิการที่พิจารณาเรื่องนี้อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากท่านสมาชิกเพื่อจะนํามา ประกอบให้สมบูรณ์ เพราะแต่ละท่านนั้นมีประสบการณ์ในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งเป็นข้าราชการย่อมจะเข้าใจกลไกต่าง ๆ เหล่านั้นดี เพราะฉะนั้นเราจะทําให้ข้อมูลนี้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น แต่ในส่วนของราชการนั้นท่านประธานเสรี มีข้อมูลบางประการที่จะเติม เสริมในการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐที่ผ่านระบบ ราชการนั้นเราควรจัดการอย่างไร ขอเชิญท่านประธานช่วยเติมต่อครับ