กษิต ภิรมย์ หารือหลายประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและภัยพิบัติ โดยเสนอให้จัดทำแผนที่และผังการใช้ประโยชน์พื้นที่ทางทะเลอย่างเป็นระบบ ร่วมกับการตั้งคณะทำงานเพื่อประสานพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ และผลักดันความร่วมมือกับองค์กรต่างชาติและหน่วยงานในประเทศ พร้อมเสนอให้จัดตั้งหน่วยยามฝั่งในรูปแบบโคสต์การ์ด รวมถึงเร่งฟื้นฟูชายฝั่งและป้องกันภัยพิบัติด้วยการสร้างแผนที่ความเสี่ยง ระบบเตือนภัย และใช้ศูนย์กลางอย่างอู่ตะเภาในการฝึกซ้อมร่วม ตลอดจนเรียกร้องให้กำหนดหน่วยงานหลักที่ชัดเจนและส่งเสริมบทบาทของท้องถิ่นและสถาบันการศึกษาในการดูแลชายฝั่งอย่างยั่งยืน
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๐๗ เมื่อ ๒-๓ เดือนมาแล้วเราได้พิจารณาให้ความเห็นชอบในส่วนที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ว่าด้วยยุทธศาสตร์ทางทะเลแห่งชาติ และบัดนี้เรากําลังจะมาพิจารณาเรื่องการจัดทําแผนที่ แล้วก็ผังของการใช้ประโยชน์ ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องกัน แล้วก็จะทําให้ภาพรวม ของการที่จะจัดการบริหารพื้นที่ทางทะเลของเรานั้นกระชับขึ้น แต่ก็อยากจะขอความกรุณา ท่านประธานและกรรมาธิการอย่างนี้ได้ไหมครับว่า ณ วันนี้กองทัพเรือ หน่วยงาน ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แล้วก็กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสําคัญ รวมทั้งกระทรวงคมนาคมด้วย น่าจะมีแผนที่แผนผังเกี่ยวกับกิจกรรมที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้น ๆ เราคง ไม่ต้องมาเริ่มทํากันใหม่ แล้วผมขอเรียกร้องอีกครั้งนะครับ เพราะว่าได้เคยพูดในการ อภิปรายคราวที่แล้วว่าเรามักจะมาเสนอเรื่องในอนาคตที่มักจะขาดซึ่งข้อมูลที่มีอยู่แล้ว ในปัจจุบัน แล้วถึงแม้ว่าวันนี้เราจะลงคะแนนให้ความเห็นชอบเพื่อจะส่งต่อเรื่องไปที่ ฝ่ายรัฐบาล แล้วก็แม่น้ําสายอื่น ๆ ก็ยังมีความจําเป็นที่คณะกรรมาธิการจะต้องเอาข้อมูล ที่มีอยู่แล้วเหล่านี้มาให้กับที่ประชุม สปท. เราจะได้มีเอกสารและมีข้อมูลในภาพรวม เผื่ออนาคตถ้าเราจะต้องพิจารณาเรื่องทรัพยากรทางทะเลของเราอีกเราจะได้เห็นภาพ ที่ชัดขึ้น อันนั้นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าถ้าเผื่อเราจะพูดกันในเรื่องของแผนที่และแผนผัง ทางคณะกรรมาธิการต้องระบุให้ชัดว่าจะให้ใครทํา มันก็ต้องเป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีใช่หรือไม่ เพราะมีระบบดาวเทียมอยู่ในสังกัด และเมื่อถ่ายภาพออกมาแล้ว จะให้หน่วยงานใดทําการสํารวจบนทะเล ผมก็เห็นว่าน่าจะมีแค่ ๒ หน่วยงาน คือกรมอุทกศาสตร์ ของกองทัพเรือ แล้วก็กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมใช่หรือไม่ เอา ๒ หน่วยงานเหล่านี้เสียก่อนว่าให้ทําการสํารวจ แมปปิง (Mapping) ทําแผนผังขึ้นมา ส่วนหน่วยงานอื่น ๆ จะเป็นผู้ปฏิบัติก็จะเข้ามาร่วมพิจารณาทีหลัง นั่นเป็นประเด็นที่ ๒
ประเด็นที่ ๓ ต้องมีการตั้งคณะทํางานที่จะเร่งทํางานประสานงานที่จะต้องรู้ ซึ่งเงื่อนไข แล้วก็พันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อตกลงทางทะเลที่เรียกว่าอันคลอส (UNCLOS) อันนี้ผมก็ขอเสนอไว้ด้วยว่าจะต้องมีผู้แทนจากกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ของกระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็ต้องประสานงานอย่างใกล้ชิด ผ่านกระทรวง การต่างประเทศไปที่หน่วยงานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ รวมทั้งศาลข้อพิพาททางทะเล ระหว่างประเทศที่เมืองฮัมบูร์ก ประเทศเยอรมนีด้วย แล้วก็ต้องมีการสร้างเครือข่าย กับแวดวงวิชาการในโลก ทั้งที่เป็นองค์กรระหว่างประเทศ แล้วก็องค์กรประจําหน่วยงานรัฐ มลรัฐ เช่นของในสหรัฐอเมริกา เช่นที่ออริกอนหรือว่าที่แคลิฟอร์เนีย แล้วก็หน่วยงาน เฉพาะทางต่าง ๆ เพื่อจะได้มีข้อมูล แล้วผมก็ค่อนข้างจะแน่ใจว่า ณ วันนี้มีข้อเสนอต่าง ๆ จากหลายองค์กรระหว่างประเทศต่อหน่วยงานของประเทศไทยว่าจะดูแลรักษาทะเลอันดามัน แล้วก็อ่าวไทยอย่างไร แต่มันก็ขาดการบูรณาการหรือขาดการส่งต่อ มันไม่มีเจ้ามือ น่าจะเป็นเรื่องที่จะเร่งรีบทําในช่วงนี้ ระหว่างที่เราจะทําแผนที่ ทําแผนผัง ซึ่งเป็นเรื่อง ระยะยาว อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ
สําหรับอีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาเฉพาะหน้า ไหน ๆ ก็มีโอกาสที่จะได้ ร่วมอภิปรายแล้ว ผมก็ยังจะขอเสนอข้อเสนอเดิม คือต้องรวมตํารวจน้ํากับกองทัพเรือ โดยเฉพาะฝ่ายกองยุทธการชายฝั่งให้ออกมาเป็นสภาพของเป็นโคสต์การ์ด (Coast Guard) กองกําลังชายฝั่ง ซึ่งญี่ปุ่นก็มี ไต้หวันก็มี มาเลเซียก็มี มันจะได้ลดความเป็นทหารหาญลงไป อีกสักนิดหนึ่ง แล้วอาจจะลดความตึงเครียด หรือว่าเวลามีประเด็นปัญหาใช้เรือรบออกไป แม้กระทั่งไปจับเรือประมง หรือเรือขนทาสแรงงาน ลักลอบค้ามนุษย์ มันจะดูดีกว่าครับ ถ้าเผื่อจะใช้หน่วยโคสต์การ์ด (Coast Guard) หรือว่าหน่วยตรวจยามชายฝั่ง ซึ่งมัน มีกึ่งทหาร กึ่งพลเรือน มันจะดีต่อภาพลักษณ์ภาพพจน์ของเรา แล้วก็การปราบโจรผู้ร้าย มันต้องทํางานร่วมกัน อํานาจของตํารวจน้ํา แล้วก็ฝ่ายกองทัพเรือ แล้วก็งานต่าง ๆ หรือไปอยู่ใน อํานาจของกรมเจ้าท่าก็ดี กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็ดี น่าจะโอนมาที่ กองทัพเรือเป็นสําคัญ หรือที่โคสต์การ์ด (Coast Guard) อันนี้ มันจะได้มีจุดในการที่จะ ป้องกันอาชญากรรมได้เป็นสําคัญ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งซึ่งไม่ได้อยู่ในเอกสารแล้วผมคิดว่ามีความสําคัญด้วย ก็คือการฟื้นฟูป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ เรื่องดิสแอสเตอร์ พรีเวนชัน แอนด์ รีลีฟ (Disaster Prevention and Relief) อันนี้ก็ต้องพูดเสียให้ชัดว่ามันต้องมีแมปปิง (Mapping) ไหม จุดที่จะทําให้เกิดแผ่นดินไหว เกิดสึนามิต่าง ๆ เหล่านี้แล้วเราจะมีการบริหารจัดการ กันอย่างไร ใครทํา จะทําแมปปิง (Mapping) ในเรื่องนี้อย่างไร แล้วก็จุดสําคัญ ๆ ในการที่จะ ฟื้นฟูภัยธรรมชาติควรจะเป็นอย่างไร แม้กระทั่งวางทุ่นในทะเลนั้นจะที่ไหน อย่างไร ระบบ การสื่อสารที่จะโยงกับดาวเทียมเป็นอย่างไร แล้วผมในส่วนนี้ก็อยากจะขอเสนอไว้ ซึ่งเป็นข้อเสนอในช่วงของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่จะให้อู่ตะเภาที่เป็นทั้งท่าเรือน้ําลึก แล้วก็ สนามบินนานาชาติได้ เป็นฐานทัพเรือส่วนหนึ่งของกองทัพเรือด้วยให้เป็นศูนย์ฝึกอบรม ปฏิบัติการในกรณีฉุกเฉินตามภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งได้เริ่มแล้วได้มีการปรึกษาหารือ ระหว่างกองทัพเรือกับทางกองทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ๒-๓ ครั้ง แล้วเรื่องมันก็หายไป ผมอยากจะให้มีการฟื้นฟูเพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการป้องกันภัยพิบัติ แล้วก็ ฟื้นฟูภัยทางธรรมชาติ จากประสบการณ์ที่เรามีอยู่ที่ต่อตัวเราเองเมื่อ ค.ศ. ๒๐๐๔ พ.ศ. ๒๕๔๗ แล้วก็ในการที่เราได้ไปร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN) ช่วยเหลือภัยพิบัติ ที่ประเทศพม่า พายุหมุนนาร์กิส ต่าง ๆ เหล่านี้มันน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการที่จะดูแล ทรัพยากรทางธรรมชาติด้วย
ส่วนปัญหาที่น่าจะเร่งด่วนแล้วก็เฉพาะหน้าก็คือการเร่งให้ความรู้ ที่สําคัญก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. อบต. เทศบาล อะไรที่จะให้ความรู้กับเขาได้ในเรื่อง การปกป้องผลประโยชน์ทางทะเลและชายฝั่งเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วในขณะเดียวกัน น่าจะส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยทุกมหาวิทยาลัยที่อยู่ในจังหวัดติดทะเลนั้นมีการประชุมปรึกษากัน เพื่อจะแยกแยะว่าใครจะเป็นศูนย์แห่งความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ หรือว่าเซ็นเตอร์ ออฟ เอกซ์เซลเลนซ์ (Center of Excellence) จะเริ่มที่มหาวิทยาลัยบูรพาก็ได้ แล้วก็ จะไล่ไปที่มหาวิทยาลัยอื่น ๆ ให้แยกกันทํางาน เพื่อเราจะได้มีความเป็นเลิศทางวิชาการ แล้วก็สามารถที่จะสนับสนุนการดําเนินการของทางภาครัฐ ทั้งหน่วยงานส่วนกลาง แล้วก็ท้องถิ่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ต้องมีการใช้ประโยชน์ของวิทยุโทรทัศน์ ของรัฐบาลในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ในเรื่องที่เกี่ยวกับการรักษาธรรมชาติ ในเรื่องที่จะ ป้องกันตนเองช่วยตนเองในยามที่มีภัยพิบัติต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นมาตรการ เฉพาะหน้าเร่งด่วนที่สามารถที่จะดําเนินการได้ ขณะที่เราก็ขับเคลื่อนเรื่องยุทธศาสตร์ไป ทําแผนที่ไป ทําผังไปอย่างไม่รอช้า แต่ว่าประเด็นก็คือว่าแล้วเรื่องที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี้ใครจะเป็นเจ้ามือ มันก็ต้องกําหนด เสียให้แน่ชัด มันต้องเอาเป็นหน่วยงานหนึ่งก็หน่วยงานหนึ่งครับ เพราะว่าเรามักจะมี ความล้มเหลวของการทํางานเป็นคณะกรรมการ จะเป็นในระดับชาติมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน หรือจะในระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัด มันทํางานกันเป็นกรรมการ มันไม่เคลื่อนไหว แต่ถ้าเผื่อบ่งบอกไปเลยว่าอธิบดีคนนี้กรมนี้รับผิดชอบในเรื่องนี้ ๑ ถึง ๑๐ เราก็สามารถที่จะติดตามได้ แล้วก็ให้อํานาจ ให้กําลังคน แล้วก็โอนอํานาจกฎหมาย ของหน่วยงานอื่น ๆ มา แล้วก็ ณ วันนี้ทําไมจะไม่ใช้กองทัพเรือ แล้วก็อาจจะบวก อีกหน่วยงานหนึ่งคือหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นคู่แฝด ในการที่จะเร่งดําเนินการต่าง ๆ ทั้งเรื่องเฉพาะหน้า ปานกลาง แล้วก็ระยะยาว ก็ขอเสนอ มาแค่นี้ครับ ท่านประธาน ขอบคุณมากครับ