เผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ หารือประเด็นความสำคัญของพื้นที่ทางทะเลทั้งในมิติเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการ พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการวางแผนการใช้ประโยชน์พื้นที่ทะเลอย่างเป็นระบบ ผ่านการจัดทำแผนที่บูรณาการและแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ออกเป็นเขตความมั่นคง เขตความมั่งคั่ง และเขตความยั่งยืน เพื่อรองรับการพัฒนาและอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ทั้งยังชี้ถึงปัญหาการขาดนโยบายชาติทางทะเล กฎหมายที่ล้าสมัยและไม่สอดคล้อง ระบบข้อมูลที่ไม่เชื่อมโยง รวมถึงความขัดแย้งในการบังคับใช้ จึงเสนอให้มีการจัดตั้งหน่วยงานกลาง ปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับอนุสัญญาสากล และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร
กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมจะขออนุญาต ใช้เวลานําเสนอในประเด็นว่าเมื่อเราพูดถึงคําว่า ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเรื่องการแบ่งเขต การใช้ประโยชน์และกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล ทําไมถึงจําเป็นจะต้องมีนะครับ ผมขออนุญาตมาที่สไลด์ (Slide) ที่แสดงให้เห็นนะครับ ภาพนี้เราจะเห็นภาพลูกโลกสีน้ําเงิน ซึ่งโดยแท้จริงแล้วลูกโลกสีน้ําเงินใบนี้มีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่น้ําประมาณ ๗๑ เปอร์เซ็นต์ แล้วใน ๗๑ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่น้ํานั้น ๙๗ เปอร์เซ็นต์นั้นเป็นทะเล เพราะฉะนั้นความสําคัญของทะเลในบริบทที่ดูแลเกี่ยวกับเรื่องความเป็นอยู่ของมนุษย์ก็ตาม หรือว่าในมิติต่าง ๆ ก็ตามเป็นที่ตระหนักและเป็นที่ที่เราปฏิเสธไม่ได้ ถ้าเราจะมาดู ความสําคัญของทะเลในประเด็นที่น่าสนใจในมุมมองของมิติทางเรื่องของเชิงพื้นที่
ขออนุญาตไปที่สไลด์ (Slide) ต่อไปนิดหนึ่งนะครับ เราจะเห็นว่าในพื้นที่ทะเล ที่กําหนดหรือว่าระบุไว้โดยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. ๑๙๘๒ ได้แบ่งเขตทางทะเลออกมาเป็นเขตที่เรียกว่าเขตน่านน้ําภายใน ทะเลอาณาเขต ซึ่งทั้ง ๒ เขตนี้ ประเทศไทยเรามีอํานาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ ส่วนเขตต่อเนื่อง แล้วก็เขตเศรษฐกิจจําเพาะ อันนั้นเป็นบริเวณที่ประเทศไทยเรามีสิทธิอธิปไตยในการใช้ประโยชน์ รวมพื้นที่เขตทางทะเล ของประเทศไทยมีอยู่ประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร แต่นอกจากนี้พื้นที่ที่เราสามารถ จะใช้ประโยชน์ได้ยังมีบริเวณที่เรียกว่าเป็นเขตไหล่ทวีป บริเวณทะเลหลวง แล้วก็ เขตที่เรียกว่าเป็นบริเวณพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ตัวอนุสัญญา เพราะฉะนั้นถ้ามองจริง ๆ พื้นที่ หรือเขตบริเวณที่ประเทศไทยเราใช้ประโยชน์มีทั้ง ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร บวกกับ บริเวณนั้นอีกประมาณ ๖๔ เปอร์เซ็นต์ คือประมาณ ๒๕๐ ล้านตารางกิโลเมตร อันนี้คือ ภาพที่จะมองให้เห็นความสําคัญของทะเลทั้งมิติภายในประเทศและระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเรามีสิทธิที่จะใช้ประโยชน์จากบริเวณนั้นได้ คราวนี้ถ้าเรามามองในเชิงของ มูลค่า ได้มีการประเมินมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเล ซึ่งแต่เดิมเรามองมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเล จะมองแต่มิติของเรื่องกิจกรรมทางทะเลและมหาสมุทรเป็นหลัก นั่นคือกิจกรรมต่าง ๆ ที่นํามาซึ่งรายได้ แต่ปัจจุบันโดยโออีซีดี (OECD) ได้มีแนวคิดในการที่จะดูมูลค่าเศรษฐกิจ ทางทะเล นอกเหนือจากกิจกรรมทางทะเลและมหาสมุทรแล้วยังต้องรวมเอาต้นทุนธรรมชาติ แล้วก็ระบบนิเวศที่เรียกว่าระบบนิเวศบริการทางทะเลเอาเข้าไปด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้ง ๒ ส่วน เมื่อบวกกันแล้วถึงจะเป็นมูลค่าเศรษฐกิจทางทะเลที่เราควรจะตระหนักหรือควรจะคิดถึง แต่ส่วนใหญ่แล้วเวลาเราพูดถึงมูลค่าทางทะเล เราจะมองที่มูลค่าที่เกิดจากกิจกรรม ซึ่งก็ได้มี การประเมินมูลค่าผลประโยชน์ของชาติทางทะเลไว้เมื่อปี ๒๕๕๐ แล้วก็มีการคํานวณ หรือประเมินอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๕๗ มูลค่าดังกล่าวเพิ่มขึ้นจาก ๗.๕ ล้านล้าน มาเป็น ๒๔ ล้านล้าน โดยประมาณ สิ่งที่น่าสนใจในประเด็นนี้ก็คือประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเรามี รายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ทรัพยากรไม่มีชีวิตประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ การขนส่งทางทะเลประมาณ ๓๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทางด้านอุตสาหกรรม ๔๐ เปอร์เซ็นต์ การท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์จะเป็นการท่องเที่ยวทางทะเลเพิ่มขึ้นมาถึง ๘๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สิ่งที่น่าสนใจในประเด็นข้างบนสุดก็คือทรัพยากรที่เรียกว่าเป็น ทรัพยากรมีชีวิต ซึ่งเราสามารถที่จะบริหารจัดการให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนได้ลดลง ประมาณ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ โดยหลักใหญ่เท่าที่เราพอจะทราบกันก็เรื่องของทรัพยากรประมง ทรัพยากรป่าชายเลน ทรัพยากรหญ้าทะเล แล้วก็พวกทรัพยากรหาดหิน หาดทรายต่าง ๆ ที่มีปัญหาเรื่องการกัดเซาะ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะมองในภาพอีกมุมมองหนึ่งก็คือ ในขณะที่เราเพิ่มมูลค่าทางทะเลโดยเน้นไปที่กิจกรรมทางทะเลและมหาสมุทรอย่างเร่งด่วน ที่ผ่านมานี่นะครับ เราได้แลกด้วยปริมาณและคุณภาพที่ลดลงของต้นทุนทางธรรมชาติ โดยเราไม่ได้มองตรงนั้นแล้วก็ไม่สามารถที่จะมีมุมมองหรือแนวทางในการบริหารจัดการ
ผมขออนุญาตไปที่สไลด์ (Slide) แสดงถึงตัวอย่างกิจกรรมต่าง ๆ ทางทะเล ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้วก็ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ภาพนี้เป็นภาพที่แสดงถึง กิจกรรมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรไม่มีชีวิต ทางด้านซ้ายมือของท่านนะครับ ซึ่งปัจจุบัน เรามีแท่นสํารวจ ผลิต แล้วก็ขุดเจาะปิโตรเลียมและก๊าซธรรมชาติอยู่ในทะเล โดยเฉพาะ ส่วนใหญ่อยู่ในเขตบริเวณที่เรียกว่าเป็นเขตอีอีแซด (EEZ) หรือว่าเขตเศรษฐกิจจําเพาะ อยู่ประมาณ ๔๓๕ แท่น ซึ่งในปี ๒๕๖๒ จะมีอยู่ประมาณ ๘๐ แท่น ที่จะมีการรื้อถอน เนื่องจากหมดระยะเวลาในการสัมปทาน ทางมุมขวาท่านจะเห็นเขตหรือว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรที่เรียกว่าเป็นทรัพยากรมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเขตประมงเชิงพาณิชย์ ประมงพื้นบ้าน การเพาะเลี้ยงชายฝั่ง การวางปะการังเทียม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่จะหนาแน่นหรือว่า อยู่ที่บริเวณตามชายฝั่ง ซึ่งเป็นตัวองค์ประกอบให้เห็นชัดเจนว่าบริเวณชายฝั่งก็ดี แม้กระทั่ง ในบริเวณเขตเศรษฐกิจจําเพาะก็ดีได้มีกิจกรรมที่ดําเนินการอยู่แล้วพอสมควรนะครับ กิจกรรมต่อไปที่จะมองเห็นที่เกี่ยวข้องก็คงจะเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของระบบการขนส่ง และพาณิชย์นาวีของประเทศ เรามีท่าเรือ ท่าเรือพาณิชย์ ท่าเรือประมง ท่าเรือท่องเที่ยว ท่าเรือต่าง ๆ ท่าเรือเอกชนต่าง ๆ รวมประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ ท่าในปัจจุบันที่อยู่ใน ๒ ฝั่ง ของอ่าวไทย แล้วก็ทางฝั่งทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกาตอนเหนือ ทางบริเวณขวา เราจะเห็นพื้นที่ที่แสดงถึงเขตที่มีแร่หรือเป็นแหล่งแร่ธรรมชาติ ซึ่งแต่ก่อนจะมีการ ใช้แหล่งแร่กันอยู่มากเนื่องจากราคาในท้องตลาด ปัจจุบันก็มีการลดลงในเรื่องของการใช้ แต่แหล่งแร่เหล่านั้นก็ยังรอการใช้อยู่เมื่อความคุ้มทุนนั้นเข้ามา
เพราะฉะนั้นถ้ามองภาพโดยรวมอีกสไลด์ (Slide) หนึ่งท่านพอจะมองเห็นว่า นอกจากกิจกรรมต่าง ๆ แล้วมันก็จะมีการใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม แล้วก็ พื้นที่ทางทหารซึ่งเราถือว่าพื้นที่บริเวณซ้อมรบก็ตาม บริเวณท่าเรือ หรือฐานทัพเรือก็ตาม ก็จะมีการกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งถ้าท่านจับทั้งหมดมาซ้อนกันจากโครงการหรือว่าจากการที่ เราไปทําการศึกษามา แล้วก็นําข้อมูลซึ่งได้รับความกรุณาจากทางกรมอุทกศาสตร์ จับแผนที่ทั้งหมดมาวางซ้อนกันเราจะเห็นว่าพื้นที่ทางทะเล ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งประเทศไทยเรามีอํานาจและสิทธิอธิปไตยในการใช้มีอยู่อย่างค่อนข้างหนาแน่น แล้วก็ ถ้าเรียนโดยตรงก็คือเป็นการใช้อย่างไม่ได้มีการวางแผนแบบร่วมกันอย่างที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นทิศทาง แล้วก็แนวโน้มในการบริหารจัดการในอนาคต ตอนนี้เป็นที่คาดกันว่า ในอนาคตบทบาทเรื่องของทะเลและมหาสมุทรจะมีบทบาทมากขึ้น ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างต่างประเทศตอนนี้เขาไม่ได้มองกันแค่การใช้ประโยชน์ในเรื่องพลังงานจากเขตบริเวณ ที่เรียกว่าเป็นเขตเศรษฐกิจจําเพาะอย่างเดียว ตอนนี้มองลงไปถึงเรื่องของทะเลหลวงนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องการบริหารจัดการหรือว่าการวางแผนในการใช้ประโยชน์เป็นสิ่งที่สําคัญ ซึ่งถ้าเราไม่มีการบริหารจัดการอย่างเหมาะสมหรืออยู่บนหลักวิชาการที่ควรเป็นแล้วก็ จะนํามาซึ่งสถานภาพทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนอาจจะ เกินหรือเลยระยะเวลาที่สามารถจะดึงกลับมาได้ เพราะฉะนั้นประเด็นเรื่องของการแบ่งเขต การใช้ประโยชน์ แล้วก็การกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเลจึงเป็นเครื่องมือ ๑ ชิ้น ในการที่จะใช้ นําไปสู่การบริหารจัดการที่เหมาะสม แล้วก็เป็นชิ้นที่สําคัญเพราะว่าเป็นขั้นต้น หรือจะพูดตรง ๆ ก็คืออาจจัดว่าเป็นบันไดขั้นแรกในการนําไปสู่การบริหารจัดการ ซึ่งในตัว ของการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลนั้นหรือที่เรียกว่าเป็นมารีน สปาเชียล แพลนนิง (Marine Spatial Planning) จะประกอบด้วย ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ก็คือเรื่องของแผนที่แสดง การใช้ประโยชน์ที่ใช้คําว่าแมปปิง (Mapping) กับอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของผัง ของการใช้ประโยชน์หรือว่าผังที่ใช้ในการวางแผนการใช้ประโยชน์ หรือเรียกว่าโซนนิง (Zoning) คือแมปปิง (Mapping) และโซนนิง (Zoning) นั่นเอง
ถ้าเราดูในสไลด์ (Slide) ต่อไป อันนี้ผมนําภาพที่ย้อนจากที่นํากิจกรรมต่าง ๆ มาวางซ้อนกัน ท่านจะเห็นว่าแม้กระทั่งปัจจุบันในการใช้ประโยชน์ในปัจจุบัน แผนที่ต่าง ๆ หรือว่าบริเวณการใช้ต่าง ๆ ก็ยังไม่มีความสอดคล้องกันในเชิงของมาตรฐาน ความครบถ้วน แล้วก็มิติของการใช้ประโยชน์ เราต้องการที่จะทําให้แมปปิง (Mapping) ที่มีอยู่นําไปสู่โซนนิง (Zoning) ทางด้านขวา ก็คือเรื่องของการวางแผน เพราะฉะนั้น ตรงการเริ่มต้นทั้ง ๒ ส่วนถือว่าเป็นส่วนที่สําคัญแล้วก็มีความต่อเนื่องกันโดยไม่สามารถ จะแยกออกจากกันได้ ซึ่งในโครงการหรือว่าในการศึกษาจากคณะทํางานก็ได้ตกลงเอาว่า หลักเกณฑ์ในการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์และการกําหนดพื้นที่คุ้มครองทางทะเล เพื่อให้เป็นการที่สอดคล้องกันกับวิสัยทัศน์ของประเทศเราจะแบ่งเขตออกทั้งหมดเป็น ๓ เขตใหญ่ ๆ ด้วยกัน คือได้แก่เขตความมั่นคง ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ฐานทัพเรือ พื้นที่สนามฝึกยิงอาวุธต่าง ๆ ที่มีอยู่ เขตความมั่งคั่งซึ่งเป็นเขตที่เกี่ยวกับเรื่องของทางด้านกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการสํารวจและผลิตน้ํามันเชื้อเพลิงนอกชายฝั่ง รวมถึงท่อส่งน้ํามันและก๊าซ แผนที่ เกี่ยวกับเรื่องของการประมงเชิงพาณิชย์ แล้วก็การประมงพื้นบ้าน พื้นที่ที่อนุญาตในการ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ําทั้งชายฝั่งและที่จะมีในอนาคตก็คือนอกชายฝั่ง แผนที่แสดงเรื่องเส้นทาง การขนส่งทางเรือ ท่าเรือต่าง ๆ เส้นทางร่องเรือน้ําลึก แล้วก็บริเวณต่าง ๆ ที่เป็นที่ตั้ง ของอู่ซ่อมเรือและอู่ต่อเรือ แผนที่เขตที่เกี่ยวกับเรื่องของการท่องเที่ยวและนันทนาการ ทางทะเลและชายฝั่ง เขตอุตสาหกรรมชายฝั่งต่าง ๆ ที่จะมีการพัฒนา รวมถึงเขตเมือง และเขตชุมชนชายฝั่ง เขตต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นเขตที่อยู่ในมิติของเขตความมั่งคั่ง แล้วก็เขตที่ ๓ คือเขตที่เกี่ยวกับความยั่งยืนคือเขตอนุรักษ์พื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง ยกตัวอย่างเช่น เขตอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่มีอยู่ในปัจจุบัน พื้นที่ฟื้นฟู แล้วก็การที่จะดูแลบริเวณ ที่มีความเสื่อมโทรม บริเวณป่าชายเลน บริเวณจัดวางปะการังเทียม พื้นที่แสดงการกัดเซาะ ชายฝั่งอย่างเป็นระบบ แล้วก็แหล่งโบราณคดีใต้น้ํา สําหรับประเด็นปัญหาเมื่อคณะทํางาน ได้ดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเราพบประเด็นปัญหาทั้งหมด ๔ ประเด็นด้วยกัน ซึ่งผมจะขออนุญาตนําเรียนทีละประเด็น แล้วถึงจะนําไปสู่การแก้ไขในแต่ละประเด็น
ประเด็นที่ ๑ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการใช้ประโยชน์ทางทะเล ของชาติ แล้วก็ระบบฐานข้อมูล สิ่งที่เจอปัญหาก็คือแผนที่การใช้ประโยชน์ทางทะเลของชาติ ยังไม่ได้บูรณาการกัน ยังไม่ได้มีการสร้างมาตรฐานร่วมกัน บทบาทหรือว่าแนวทางในการเก็บ ข้อมูลต่าง ๆ ก็ขาดมาตรฐานในการจัดการ แล้วในบางกรณีอาจจะไม่เป็นปัจจุบัน ประเด็นที่ ๒ คือประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลไม่มีความเชื่อมโยง ขาดหน่วยงานที่จะเป็นหน่วยงานกลางในการรับผิดชอบ ความครบถ้วน แล้วก็ไม่สามารถ จะนําไปใช้ในเชิงการวางนโยบายได้
สําหรับประเด็นที่ ๒ คือประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องทางด้านกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง มีข้อค้นพบว่ากฎหมายบางฉบับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันอาจจะล้าสมัย แล้วก็ไม่สอดคล้องกันกับตัวอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเลที่ประเทศไทย ได้ให้สัตยาบันไว้เมื่อปี ๒๕๕๔ ก็ยังมีการเคลื่อนไหวหรือว่าการแก้ไขกันอยู่อย่างค่อนข้างจะ ล่าช้าอยู่พอสมควร อีกอันหนึ่งก็คือประเด็นพื้นที่ทางทะเลบางครั้งมีพระราชบัญญัติหลายฉบับ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันทําให้เกิดการประกาศเขตที่อาจจะไม่สอดคล้อง กับการวางแผนการใช้ประโยชน์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต แล้วก็ประเด็นที่ ๓ คือ ขาดความชัดเจนของอํานาจการบังคับใช้ในบางบริเวณ
ประเด็นที่ ๓ เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของด้านการบริหารจัดการ องค์กร เป็นที่น่าสังเกตว่าผลประโยชน์ชาติทางทะเลที่มีมูลค่ามหาศาลนั้นปัจจุบันประเทศไทยเรา ยังขาดสิ่งที่เรียกว่านโยบายชาติทางทะเล หรือเนชันนัล มารีน โพลิซี (National Marine Policy) ที่น่าจะเป็นแนวทางนโยบายกลางก่อนที่หน่วยงานต่าง ๆ จะนํา หรือว่าจะวางแผน ในการนําไปใช้ในการบริหารจัดการตามรายความรับผิดชอบของแต่ละส่วนงาน หรือหน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีการกําหนดพื้นที่ที่ว่าเป็นการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเล หรือกล่าว ง่าย ๆ ก็คือการแบ่งเขตหรือการวางแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลนั้นยังไม่ได้เกิดขึ้น ในประเทศไทย ไม่มีหน่วยงานหลักองค์กรกลางที่จะรับผิดชอบด้านทะเลในระดับประเทศ รวมทั้งหน่วยงาน แล้วก็องค์กรในระดับจังหวัด อันนี้อาจจะต้องมีการประสานกัน เราขาดบุคลากร โดยเฉพาะบุคลากรที่มีองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญในการกําหนด ยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อดําเนินการทางด้านกิจกรรมทางทะเลในภาพรวมที่เหมาะสม
ประเด็นที่ ๔ ซึ่งเป็นประเด็นสุดท้ายแล้วก็จัดว่าเป็นประเด็นที่สําคัญก็คือ ประเด็นเกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมและการสร้างองค์ความรู้ เราจะเห็นว่าโดยหลักที่ถูกต้องแล้ว การมีส่วนร่วมจากภาคต่าง ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสมควรที่จะมีการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่เรื่องของการให้ข้อมูล การรับฟังความคิดเห็น การปรึกษาหารือ การวางแผน การร่วม ตัดสินใจ การร่วมปฏิบัติ รวมไปถึงการควบคุมต่าง ๆ ในภาพใหญ่ อันนี้อาจจะเป็นประเด็นที่ ต้องมีการบริหารจัดการให้ระบบต่าง ๆ ในการมีส่วนร่วมเป็นไปอย่างเหมาะสมในทุกระบบ และทุกขั้นตอนนะครับ อันนี้คือประเด็นที่ ๔
เพราะฉะนั้นจากทั้ง ๔ ประเด็นที่ผมได้นําเรียนก็นํามาสู่ข้อเสนอแนะ ในประเด็นปฏิรูปซึ่งก็มีอยู่ ๔ ประเด็นเช่นเดียวกันนะครับ ข้อเสนอแนะประเด็นที่ ๑ ที่เกี่ยวข้องกับแผนที่การใช้ประโยชน์ทางทะเลของชาติ แล้วก็ระบบฐานข้อมูล ในส่วนนี้เป็นข้อเสนอที่ชัดเจนว่าประเทศไทยควรจะต้องมีการจัดทําหรือการประกาศแผนที่ บูรณาการ ที่เรียกว่าเป็นวัน มารีน แมป (One Marine Map) หรือเนชันนัล มารีน ยูส แมป (National Marine Use Map) อันนี้ก็อาจจะไปล้อกันกับวันแมป (One Map) ในกรณีของ พื้นที่บนบก ซึ่งตรงนี้จะเป็นเขต หรือการปรากฏ หรือการระบุที่คล้าย ๆ เป็นมาตรฐานกลาง ในการที่ใช้ในการวางแผนต่อไป ประเด็นอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของการประกาศแผนที่ขอบเขต ของจังหวัดทางทะเลให้ครอบคลุม ๑๒ ไมล์ทะเลจากเส้นฐานนะครับ แต่ประเด็นตรงนี้ คงจะต้องมองให้ชัดว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่เขตการปกครองในทะเล แต่ว่าจะเป็นเขตบริหาร จัดการในทะเลนะครับ ซึ่งในกรณีลักษณะนี้ในส่วนจังหวัดหรือทางกระทรวงมหาดไทย ก็อาจจะต้องเป็นเจ้าภาพในประเด็นดังกล่าว สําหรับชุดแผนที่ในการแสดงแนวเขตทางทะเล ทั้ง ๕ กลุ่มจังหวัด ความจริงแล้วเราสามารถที่จะขออนุญาตใช้กลุ่มแผนที่เดินเรือที่ทาง กรมอุทกศาสตร์ได้ใช้อยู่เป็นตัวแผนที่เริ่มต้น ซึ่งแบ่งออกเป็นทั้งหมด ๕ กลุ่มจังหวัดด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มที่ ๑ กลุ่มจังหวัดในอ่าวไทยตอนใน กลุ่มที่ ๒ กลุ่มจังหวัดในอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กลุ่มที่ ๓ กลุ่มจังหวัดในอ่าวไทยตอนกลาง กลุ่มที่ ๔ กลุ่มจังหวัดในอ่าวไทยตอนล่าง แล้วก็กลุ่มจังหวัดในฝั่งทะเลอันดามันและช่องแคบมะละกาตอนเหนือทางฝั่งตะวันตก อันนี้ก็เป็นแผนที่ ๕ กลุ่มจังหวัดที่สามารถจะใช้ในการเริ่มต้นและการนําไปสู่การแบ่งเขต ในการบริหารจัดการในระยะแรกได้นะครับ
ข้อเสนอประเด็นที่ ๑ ในเรื่องของแผนที่ในหัวข้อที่ ๒ ก็คือเรื่องของระบบ ฐานข้อมูล อันนี้น่าจะต้องจัดให้มีหน่วยงานกลางในการรับผิดชอบในการกําหนดมาตรฐาน แล้วก็เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน สิ่งที่เห็นชัดเจนจากการเริ่มดําเนินการในส่วนนี้ก็คือ การเชื่อมโยงหรือเชื่อมต่อกันของข้อมูลของแต่ละหน่วยงานยังขาดกันอยู่ค่อนข้างมาก และรวมไปถึงเรื่องของความเป็นมาตรฐาน ซึ่งในกรณีนี้อาจจะต้องจัดให้มีหน่วยงาน ที่ประสานในเรื่องดังกล่าว สําหรับในระยะยาวก็ควรจัดให้มีการพัฒนาฐานข้อมูลดังกล่าว ให้นําไปสู่สิ่งที่เรียกว่าเป็นระบบสนับสนุนการตัดสินใจ เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลให้มีประสิทธิภาพต่อไป ภาพนี้เป็นภาพแสดงตัวอย่าง ซึ่งเข้าใจว่าเป็นตัวอย่างฐานข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งแน่นอน ในการบริหารจัดการทางทะเลในการวางแผนก็จะต้องมีความซับซ้อนมากกว่านี้อีกมาก แต่ก็เป็นสิ่งที่จําเป็นที่จะต้องมีนะครับ
สําหรับข้อเสนอประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการปรับปรุงกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่ ๑ เห็นควรให้มีการทบทวนปรับปรุงและแก้กฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการประกาศเขตจังหวัดทางทะเล ประเด็นที่ ๒ เร่งรัดการปรับปรุงการประกาศ เขตประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ตามบทบัญญัติของพระราชกําหนดการประมง พุทธศักราช ๒๕๕๘ ให้สอดคล้อง เหมาะสม แล้วก็เป็นธรรม ประเด็นที่ ๓ ให้มีการติดตาม เร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับกฎหมายทะเล อันคลอส ๑๙๘๒ (UNCLOS 1982) แล้วก็ประเด็นที่ ๔ ก็คือการแต่งตั้งคณะทํางานด้านกฎหมายทะเล เพื่อทําหน้าที่ขับเคลื่อนการติดตามเร่งรัดการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายนะครับ
สําหรับข้อเสนอประเด็นที่ ๓ ได้แก่เรื่องของด้านการบริหารจัดการ และองค์กร เรามีข้อเสนอแนะว่าควรมีการเร่งรัดให้มีการจัดทํานโยบายชาติทางทะเล ซึ่งสามารถที่จะปรับปรุงและพัฒนาต่อยอดจากแผนความมั่นคงแห่งชาติทางทะเล พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๖๔ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ แล้วมีความสอดคล้องก็น่าที่จะสอดคล้องกันกับการเกิดแผน ๑๓ คือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ฉบับที่ ๑๓) ซึ่งถ้าเป็นตอนนั้นเราก็น่าจะมี นโยบายชาติทางทะเล ซึ่งมีการบูรณาการทั้งมิติของความมั่นคง แล้วก็ทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมเข้าไปด้วยกัน ประการที่ ๒ คือเร่งรัดจัดทําแผนเชิงพื้นที่ทางทะเลเพื่อให้เกิด การบริหารกิจกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ ประการที่ ๓ คือให้มีหน่วยงานหลักที่ทําหน้าที่ เป็นคล้าย ๆ องค์กรกลางหรือตัวประสานรับผิดชอบงานด้านทะเลทั้งในระดับประเทศ และระดับจังหวัด ประการที่ ๔ คือประเด็นเรื่องของการเพิ่มศักยภาพของเจ้าหน้าที่ และพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านทะเล โดยอาจจะกําหนดให้เป็นหลักสูตร ที่มีการศึกษาการอบรมให้แก่ผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้บริหารจังหวัดที่จะต้องเข้าไปดูแล บริเวณจังหวัดที่อยู่ตามชายทะเลต่าง ๆ เจ้าหน้าที่ รวมทั้งการศึกษาความเป็นไปได้ ในการจัดตั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็นองค์กรในรูปแบบใดก็ตาม เพื่อให้มีหน่วยงานที่ทํางาน คล้าย ๆ กับเป็นคลังสมองหรือทิงก์แทงก์ (Think Tank) ของประเทศที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ของการบริหารจัดการทางทะเล ซึ่งในต่างประเทศยกตัวอย่างเช่นประเทศมาเลเซียก็มีมิม่า (MIMA) ที่เป็นองค์กรในลักษณะทิงก์แทงก์ (Think Tank) อยู่ ส่วนประเทศออสเตรเลียก็มี แองเคอร์ (Anchors) ซึ่งอยู่ในมหาวิทยาลัยวูลลองกองก็เป็นองค์กรที่ทําหน้าที่ในลักษณะ ของการเป็นคลังสมองในการบริหารจัดการทางด้านทะเลที่เป็นระบบ
ข้อเสนอแนะประเด็นที่ ๔ การมีส่วนร่วมและการสร้างองค์ความรู้ ข้อเสนอแนะ ๔.๑ ส่งเสริมและสร้างเครือข่ายองค์กรระดับชุมชนในจังหวัดชายทะเล เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วม อย่างบูรณาการ ความจริงองค์กรต่าง ๆ หรือเครือข่ายต่าง ๆ นี้มีอยู่แล้ว แต่อาจจะต้อง มีการประสานและดําเนินการให้สอดคล้องกัน เพื่อนําไปสู่การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ที่ควรจะเป็นสําหรับบริบทเรื่องของทะเลไทย ๔.๒ กําหนดแผนงาน และกิจกรรมการมีส่วนร่วม ของชุมชน การจัดทําแผนระดับจังหวัด การกําหนดพื้นที่การใช้ประโยชน์ การศึกษาวิจัย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้คงจะต้องมีการดําเนินงานทั้งในลักษณะที่เป็นบอตทอมอัป (Bottom up) ก็คือจากพื้นที่ขึ้นมาสู่ข้างบนแล้วก็ทอปดาวน์ (Top down) ลงไปโดยมีการประสานกัน ที่เหมาะสม ๔.๓ รวบรวมองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการจัดทําสื่อประชาสัมพันธ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อการสร้างความตระหนักของการที่ประเทศไทยเราเป็นชาติทางทะเล เป็นรัฐชายฝั่ง แล้วก็เป็นรัฐช่องแคบ ๔.๔ เสริมสร้างประสิทธิภาพการมีส่วนร่วม โดยการใช้กลไก ของคณะกรรมการระดับต่าง ๆ ที่มีอยู่ โดยที่มีผู้แทนชุมชนในแต่ละคณะกรรมการจังหวัด ซึ่งปัจจุบันมีอยู่แล้ว ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นได้ในทุกขั้นตอน
อันนี้ก็เป็นทั้งหมด ๔ ประเด็นที่ทางคณะทํางานได้ทําการศึกษา แล้วก็จะ ขออนุญาตนําเรียนเพื่อเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ซึ่งเรามุ่งหวังว่าจะนําไปสู่การใช้ทะเลไทย อย่างมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน รวมใจกันเป็นหนึ่งเดียว แล้วก็สามารถที่จะบริหารจัดการ สําหรับลูกหลานของเราในอนาคต แล้วก็มีความพร้อมในการที่จะกระโดดออกไปอ้างสิทธิ หรือการใช้ประโยชน์ของผลประโยชน์ของเรานอกเหนือจากเขตที่อยู่ภายใต้อํานาจอธิปไตย และสิทธิอธิปไตยของเรา นั่นคืออาณาเขตทะเลหลวงและเขตดิแอเรีย (The Area) อย่างที่ ผมนําเรียนเมื่อสักครู่นี้ กราบขอบพระคุณครับ