เลิศรัตน์ ห่วงคัดเลือกองค์กรอิสระ ชี้โปร่งใส-ขัดรัฐธรรมนูญเสี่ยงล่าช้า

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑ · ๙ มกราคม ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ โดยเสนอให้กำหนดขั้นตอนการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่าน ป.ป.ช. ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการใช้ในทางที่ผิด พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความขัดแย้งของคุณสมบัติกรรมการองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญใหม่ และเรียกร้องให้กรรมาธิการเสนอแนวทางแก้ไขชัดเจน รวมถึงแสดงความกังวลต่อกระบวนการสรรหาที่ต้องคำนึงถึงความโปร่งใส ความหลากหลาย และความยากในการหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม โดยเห็นด้วยกับการเปิดกว้างให้บุคคลจากสาขาอาชีพอื่นเข้าร่วม แต่กังวลว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญและทำให้กระบวนการล่าช้าหากต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปราย เรื่องที่มี ความสําคัญที่สุดเรื่องหนึ่งที่ทาง สปท. ได้ดําเนินการจัดทําขึ้นเป็นวาระปฏิรูป คือการควบคุม และการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ซึ่งผู้ที่รับผิดชอบแล้วก็จัดทําเรื่องนี้หลาย ๆ ท่านที่นั่งอยู่บนแพเนล (Panel) ก็เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ มีความรู้ แล้วก็มีความเข้าใจในระบบการเมืองเป็นอย่างดี ผมก็ขออนุญาตเพียงแต่เสริมแล้วก็ให้ข้อคิดเห็นที่อาจจะเป็นประโยชน์ทั้งที่เห็นด้วย และอาจจะมีบางส่วนที่อาจจะมองในมุมที่ต่างกัน แต่ก็ขอเรียนว่าเรื่องที่ทํานี้ก็ครอบคลุม ค่อนข้างมาก แน่นอนการตรวจสอบและการควบคุมการใช้อํานาจรัฐนั้นกว้างขวาง มีหลายมุม หลายมิติ หลายองค์กร แล้วก็หลายกลุ่มที่เข้าไปเกี่ยวข้อง แต่เท่าที่ทํามาผมคิดว่า ก็มีขอบเขตที่เพียงพอที่สามารถจะส่งไปให้ทางผู้ที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาในการดําเนินการต่อ ที่สําคัญรัฐธรรมนูญเราคงแก้ไขอะไรไม่ได้ ถึงแม้กรรมาธิการจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ในบางอย่าง ซึ่งถ้าเราอ่านรายงานของกรรมาธิการทั้งหมดจะเห็นว่าหลายส่วนที่กรรมาธิการ อาจจะมีข้อคิดเห็นที่แตกต่าง อันนี้ก็เป็นการเสนอไว้เผื่อในอนาคตอาจจะมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญก็อาจจะนํามาดูกันอีกครั้งหนึ่งว่าเรื่องเหล่านั้นควรจะปรับปรุงแก้ไขได้หรือไม่ ในการศึกษาของกรรมาธิการได้มองไปใน ๒ มิติ คือมิติการตรวจสอบและการควบคุม การใช้อํานาจรัฐโดยผ่านระบบรัฐสภากับโดยผ่านองค์กรอิสระ องค์กรตามรัฐธรรมนูญ และกระบวนการยุติธรรม ในส่วนของระบบรัฐสภานั้นผมก็คงมีอยู่ประเด็นเดียว เพราะดูเวลาแล้วถ้าพูดทุกเรื่องที่ท่านวันชัยกับท่านเสรี ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านรายงาน มาประมาณ ๑ ชั่วโมง ผมก็ต้องพูด ๒-๓ ชั่วโมง ถึงจะครอบคลุมสิ่งที่ท่านพูดนะครับ ก็พยายาม หยิบประเด็นมาสัก ๔-๕ ประเด็น ที่จะมากราบเรียนแล้วก็ให้ข้อคิดเห็น ในส่วนของ การอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งเป็นมาตรการที่สําคัญในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาล รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนไว้สั้นมากประมาณสัก ๑๐ กว่าบรรทัดเท่านั้นเอง ถ้าเปรียบเทียบกับ รัฐธรรมนูญฉบับเก่า ๆ แล้วเขาจะลงรายละเอียดค่อนข้างเยอะว่า ก่อนจะยื่นอภิปรายนั้น ต้องไปยื่นต่อ ป.ป.ช. ก่อนว่า หากพฤติกรรมในการยื่นอภิปรายนั้นเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวกับการทุจริต เกี่ยวกับ การประพฤติมิชอบ เกี่ยวกับการประพฤติที่ขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นต้น ต้องไป ยื่นกับ ป.ป.ช. ก่อน แล้วจึงจะมายื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ไม่ต้องรอก็ดําเนินการอภิปราย ไม่ไว้วางใจไปเลย ป.ป.ช. ก็ดําเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเห็นสมควรว่ามีความผิด ก็ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองต่อไป อันนี้ก็เป็นขั้นตอน ที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรธ. ได้บอกแล้วว่าจะยกร่าง ให้สั้นกว่าในอดีตเพราะไม่ต้องการให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ยาวมากนัก แต่สั้นแล้วก็ยัง ๒๗๙ มาตรา เปรียบเทียบกับ ๓๐๙ มาตราของรัฐธรรมนูญเก่า อย่างไรก็ดีในเรื่องนี้ เราก็น่าจะสามารถทําตามข้อเสนอแนะของกรรมาธิการได้ โดยไปบัญญัติไว้ใน พ.ร.ป. คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. เพราะเราไปแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ แต่เราไปกําหนดในกฎหมาย ป.ป.ช. เพิ่มเติมว่าถ้ามีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจที่เกี่ยวกับ ประเด็นต่าง ๆ ที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้นจะต้องมายื่นกับ ป.ป.ช. ก่อน เพื่อให้ ป.ป.ช. ดําเนินการตามกระบวนการต่อไป ไม่เช่นนั้นก็อาจจะเป็นมวยล้มต้มคนดู หรือว่าอภิปราย เพื่อให้เป็นไปตามกรอบกติกาปีละ ๑ ครั้ง ๒ ครั้ง อะไรก็แล้วแต่นะครับ

แล้วประเด็นที่เกี่ยวกับการควบคุมและตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ผ่านองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น ผมมี ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะแลกเปลี่ยน

ประเด็นแรกคือคุณสมบัติของกรรมการในองค์กรอิสระ ท่านกรรมาธิการ ก็ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่าองค์กรอิสระในยุคใหม่ตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติคุณสมบัติ จะมีความเข้มมาก แล้วก็นอกจากคุณสมบัติของการเป็นคนดี คุณสมบัติของการที่จะต้อง ไม่มีข้อห้ามต่าง ๆ แล้ว คุณสมบัติของการที่จะมาเป็นกรรมการองค์กรอิสระ เช่น จะต้อง เป็นอธิบดีหรือสูงกว่านั้นไม่น้อยกว่า ๕ ปี เป็นผู้พิพากษา นักวิชาการอะไรต่าง ๆ นานา ใน ๔-๕ มาตราที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าถ้ารัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ผู้ที่อยู่ในองค์กรอิสระปัจจุบันนี้ทั้ง ๔-๕ องค์กรที่ไม่มีคุณสมบัติตามนั้นจะต้อง พ้นจากตําแหน่งหรือไม่ อันนี้ผมก็อยากให้กรรมาธิการได้มีข้อเสนอแนะไปด้วย เท่าที่อ่านดูแล้ว ยังไม่มีข้อเสนอแนะว่ากรรมาธิการเห็นอย่างไร เพราะว่าในการกําหนดเทอม กําหนดวาระ ของการดํารงอยู่ขององค์กรอิสระ เช่น กกต. อย่างนี้เขาเพิ่งมาอยู่ได้ ๓ ปี แต่เขามีเทอมอยู่ ๖ ปี กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็จะไปเขียนไว้ว่าให้อยู่จนครบเทอมเดิมหรือเทอมใหม่ ก็แล้วแต่ แต่จะบัญญัติไว้ใน พ.ร.ป. ที่จะยกร่างขึ้น แต่เท่าที่ทราบยังไม่เห็นร่าง พ.ร.ป. ที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระที่พูดถึงเรื่องคุณสมบัติที่ขัดกันระหว่างคุณสมบัติของผู้ดํารงตําแหน่ง ในองค์กรอิสระในปัจจุบันกับผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระที่จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะฉะนั้นคนที่ถูกสรรหามาโดยรัฐธรรมนูญเก่ามาวันนี้รัฐธรรมนูญใหม่บอกเขาจะให้คุณ เอาปริญญาโทแล้ววันนั้นให้คุณเอาปริญญาตรี คุณต้องพ้นไปเลย จะเอาอย่างนั้น หรือเรา จะบอกว่าให้ยังคงสามารถดํารงตําแหน่งได้จนครบเทอม ต้องบัญญัติไว้ในบทเฉพาะกาล ของ พ.ร.ป. ของแต่ละองค์กรด้วย อันนี้ก็ฝากว่ากรรมาธิการยังไม่ได้ลงชัดเจนในเรื่องนี้ครับ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องกรรมการสรรหา กรรมการสรรหาที่อยู่ ในรัฐธรรมนูญออกแบบไว้ใช้หลักที่เรียกว่าซิมพลิซิตี (Simplicity) คือหลักความง่าย สมัยที่ผมยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมนั่งคิดเรื่องนี้จนหัวแตกครับ เป็นเดือน กว่าจะสรุปกัน วันสุดท้ายของการยกร่างรัฐธรรมนูญเลยว่าจะให้ใครมาสรรหา กกต. สรรหา ป.ป.ช. แล้วแต่ละองค์กรกรรมการสรรหาแปลก ๆ ไปทั้งนั้น เราเล็งไปว่าเขาเกี่ยวข้องกับหน้าที่ ที่เขาจะต้องหาคนเข้ามาเป็น แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กรธ. ได้ร่างไว้ว่าให้ใช้คน ๙ คน แล้วก็ชักไส้ออกคนหนึ่งเท่านั้นเอง ถ้าไปยกร่าง ถ้าไปสรรหา กกต. ก็ไม่ให้ กกต. ส่งคน เข้ามาเป็นกรรมการสรรหา เป็นต้น แล้วก็อย่างที่กรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตว่าใน ๙ คนมาจากภาคการเมืองเพียง ๒ คน คือประธานรัฐสภาและหัวหน้าฝ่ายค้าน แล้วไม่มีมาจากภาคประชาสังคม ไม่มีมาจาก ภาคประชาชน ไม่มีมาจากภาควิชาการเลย ที่เหลืออีก ๗ คนก็เป็นประธานศาลทั้ง ๒ ศาล และอีก ๕ คนก็มาจากบุคคลที่องค์กรอิสระคัดเลือกส่งเข้ามา เพราะฉะนั้นข้อสังเกต ของกรรมาธิการก็เลยบอกว่า ที่องค์กรอิสระคัดเลือกว่าจะคัดเลือกไว้เป็นตัวยืนเลยหรือเปล่า มีสนามเมื่อไรก็นาย ก ไปตลอดเลย หรือว่าให้เปลี่ยนไปว่าครั้งนี้คัดเลือก กกต. เอาคนนี้ ครั้งหน้าคัดเลือก ป.ป.ช. เอาคนนี้ เพื่อไม่ให้มีการวิ่งเต้นได้ ถามว่ากรรมการสรรหาของไทย วิ่งเต้นได้ไหม ผมว่าคนที่อยู่บนแพเนล (Panel) อยู่ข้างบนตอบผมได้ ตอบพวกเรา ได้ดีกว่าผมเสียอีกว่าวิ่งเต้นได้ไหมในอดีต เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ที่ให้ความสําคัญในการพิจารณาผู้ที่จะไปทําหน้าที่สรรหา ผมเห็นด้วยกับ กรธ. ที่ไม่ได้ใช้ตัว องค์กรอิสระเองไปทําหน้าที่สรรหา แต่ท่านเป็นผู้ที่สรรหาคนที่จะไปสรรหาคนอื่นต่อไป เพียงแต่ว่าถ้าดูในรัฐธรรมนูญแล้วยากมากเลยครับที่จะหาคนไปทําหน้าที่สรรหาคน เพราะในรัฐธรรมนูญนี้กําหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นกรรมการสรรหาไว้เทียบเท่ากับผู้ที่จะเป็น กรรมการในองค์กรอิสระหรือในศาลรัฐธรรมนูญเอง เช่น ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมา ๑๐ ปีอย่างนี้ มีอยู่กี่คนไม่รู้ในประเทศไทยที่ไม่เคยเป็นสมาชิกพรรคการเมืองมา ๑๐ ปี ไม่เป็นข้าราชการประจํา ไม่ประกอบอาชีพอิสระอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นก็หลาย ๆ อย่าง ก็จะต้องไปกําหนด ไปดูกันในกฎหมายประกอบนะครับ ขอเวลาท่านประธานอีกสัก ๒-๓ นาที ๔ นาทีนะครับ

เรื่องถัดไป คือเรื่องของวิธีการปฏิรูปที่ทางกรรมาธิการเสนอว่าดูแล้วบุคคล ที่จะมาเป็นคนในองค์กรอิสระถูกกําหนดไว้ค่อนข้างจะตีตราไว้อยู่ในกลุ่มคน ๒ ประเภท คืออดีตข้าราชการชั้นสูงและอดีตนักวิชาการ และไม่ได้เปิดกว้างเพียงพอสําหรับบุคคล ในสาขาอาชีพอื่น ๆ จึงให้เติมคําว่า หรือสาขาอื่น เข้าไปด้วยในข้อกําหนดในคุณสมบัติ ของแต่ละองค์กรอิสระที่เกี่ยวกับบุคคลที่จะมาดํารงตําแหน่งกรรมการ ก็ดูดีนะครับ แต่ผมคิดว่าคงจะทําไม่ได้ที่จะไปเขียนไว้ใน พ.ร.ป. เพราะรัฐธรรมนูญมันเป็นแม่ ของ พ.ร.ป. เป็นลูก และถ้าเราไปเขียนเพิ่มอะไรเกินคําว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มันไม่ใช่ขัดเพราะว่า ทําไม่เหมือน เกินนี่ก็ถือว่าขัดนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าเอาแค่นี้แล้วคุณไปเขียนสูงกว่า ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะไปเขียนเพิ่มเติมคงไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ผมเห็นด้วยกับกรรมาธิการ แต่กรรมาธิการเสนอไปในทุกองค์กรอิสระเลยว่าให้เติมคําว่า หรือสาขาอื่น เข้าไป ซึ่งอาจจะ ทําให้ พ.ร.ป. นี้ขัดรัฐธรรมนูญได้ แล้วก็จะเป็นการทําให้ยื้อกันไปช้ากันไปอีกเวลาส่งไป ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้ว ท่านประธานกดออดแล้วผมก็คงจะให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น ในขั้นต้นไว้ ๓-๔ ประเด็นเพื่อเป็นข้อมูลให้กับทางกรรมาธิการ ก็ขอขอบพระคุณ และขอชื่นชมที่กรรมาธิการได้พยายามจะดูในเรื่องซึ่งเป็นเรื่องยาก แล้วขอบเขตก็กว้างขวางมาก ขอบพระคุณครับ