อนุสิษฐ ชูปฏิรูปตรวจสอบทุจริต ขอวางกรอบเวลาชัดเจน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑ · ๙ มกราคม ๒๕๖๐

อนุสิษฐ คุณากร หารือการปฏิรูปประเทศโดยเน้นความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระบวนการสรรหาที่เป็นธรรมและการตรวจสอบการทุจริตตามมาตรา ๖๓ พร้อมเรียกร้องให้เร่งแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. อย่างมีกรอบเวลาที่ชัดเจน และเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนเพื่อให้การปฏิรูปเกิดผลอย่างแท้จริง

นายอนุสิษฐ คุณากร

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิก และคณะกรรมาธิการที่ได้กรุณานําเรื่องนี้ขึ้นมาสู่การประชุมของสภาในวันนี้ ผมขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่สภากําลังทําหน้าที่อยู่ ณ ตรงนี้เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลง ที่จะต้องเกิดขึ้นในอนาคตและเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง สิ่งที่เรากําลังทํากันอยู่ตรงนี้ผมคิดว่า ถ้ากระบวนการการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปนั้นสามารถทํางานได้อย่างที่เราเขียนไว้ในรายงาน ของการปฏิรูปในครั้งนี้เป็นเรื่องสําคัญยิ่งครับ ผมขออนุญาตลงในรายละเอียดซึ่งคิดว่าอาจจะ เป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการที่จะได้นําเสนอรายงานฉบับนี้ในโอกาสต่อไปครับ สิ่งที่สําคัญซึ่งผมคิดว่าเป็นภาพรวมของประเทศนั้นสิ่งที่เราห่วงใยกันก็คือในเรื่องของ กระบวนการสรรหาในทุกองค์กร สิ่งที่เรากําลังทํานี่อาจจะไม่จําเป็นที่จะต้องไปแยกว่า องค์กรใดควรสรรหาอย่างไร แต่ผมคิดว่ากระบวนการเหล่านี้น่าจะเป็นภาพรวมของประเทศ ที่จะทําให้สังคมยอมรับ ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะมีข้อครหาต่อไป ข้อครหานั้นก็คือเราห่วงใย ในเรื่องของความเป็นอิสระของการเข้าสู่อํานาจ การเข้ามาใช้อํานาจ ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าถ้าสรุปเป็นประเด็นที่เป็นสาระสําคัญในเรื่องใหญ่ ๆ เรื่องนี้น่าจะเกิดความสําเร็จได้ โดยเร็ว แต่ถ้าแยกย่อยออกไปนั้นผมคิดว่าในช่วงระยะเวลา มีสมาชิกบางท่านได้นําเรียน แล้วว่าช่วงเวลาที่เราจะแก้ไขปัญหานั้นมีอยู่น้อย แล้วไม่ได้แก้ไขปัญหาเฉพาะผ่านไปจาก สปท. เท่านั้น ยังจะต้องผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี ผ่านไปยังองค์กรที่ถูกชี้ว่าควรจะต้อง มีการปฏิรูป แล้วในท้ายที่สุดเมื่อย้อนกลับเข้ามาก็จะมีเรื่องที่ถูกปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง ถูกปฏิเสธการปฏิรูปโดยองค์กรเหล่านั้นอยู่ดี ผมคิดว่าสิ่งที่ สปท. ทํามาในอดีตนั้นเราได้รับการตอบสนองค่อนข้างน้อย อาจจะช้า ด้วยเหตุผลของการที่เรื่องต่าง ๆ เหล่านั้นถูกย้อนกลับไปยังหน่วยงานที่กํากับดูแลกฎหมายนั้น ๆ ซึ่งแน่นอนระบบของราชการเองเป็นระบบที่ป้องกันตัว เป็นระบบที่รักษาวัฒนธรรม ขององค์กรเก่า ๆ แม้กระทั่งผู้บริหาร จริง ๆ แล้วที่เกษียณออกมาแล้วก็ยังเชื่อว่าการทํางาน ในหน้าที่ของตนในอดีตนั้นถูกต้อง ฉะนั้นสิ่งที่จะต้องปฏิรูปจริง ๆ ผมคิดว่าต้องเรียนให้ คนทั้งประเทศรับทราบว่าการปฏิรูปนั้นต้องมีการพลิกกลับครับ ต้องมีความเปลี่ยนแปลง ที่อาจจะไม่ได้รับการยอมรับจากภาคราชการ ถ้าสิ่งเหล่านั้นไม่เกิดขึ้นผลก็จะกลายเป็นว่า เอกสารที่เราทําไปมากมาย ที่เราคิดกันไว้มากมายนั้นแน่นอนได้ประโยชน์ต่อการนําไปใช้ต่อ ถ้าไม่ได้รับการอนุมัติหรือได้รับการปฏิรูปและเปลี่ยนแปลงในช่วงเวลานี้ แต่ผมคิดว่า เวลาของประเทศไม่สามารถรอตรงนั้นได้ ประการนี้ก็จะขอเสนอว่าทําอย่างไรที่จะทําให้ การปฏิรูปเหล่านี้สามารถขับเคลื่อนได้อย่างแท้จริง ผมขออนุญาตเรียนต่อกรรมาธิการ ในบางเรื่องซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อการนําเสนอในโอกาสต่อไป เฉพาะในส่วนของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผมคิดว่ากระบวนการในการทํางาน ขณะนี้กําลังมีการยกร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปราม การทุจริต ในขณะที่เรากําลังยกร่างหรือทํารายงานการปฏิรูปนั้นการยกร่าง พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญก็กําลังเคลื่อนไปนะครับ แล้วในตัว พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีอะไรที่เป็น ประเด็นที่เราอยากจะแก้ไข ผมคิดว่าขณะนี้เรายังไม่ทราบ หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบ ยังไม่ลึกซึ้งเพียงพอ มีหลายประเด็นมากที่ผมคิดว่าเมื่อเช้านี้เองที่ผ่านมาหลายท่านได้พูดอยู่ ในประเด็นของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญค่อนข้างมาก ยกตัวอย่างเช่นการกล่าวหา เจ้าหน้าที่ของรัฐ แล้วให้ส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช. ก็จะมีหลายหน่วยงานมากมาย ผู้ดํารงตําแหน่ง ทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา ตุลาการ พนักงานอัยการ แต่มีเรื่องของ เจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่กฎหมายกําหนดนั้น ก็ต้องเข้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. คําถามก็คือเจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช. แล้วให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้พิจารณาชี้แจงในกรณีถูกกล่าวหา เรื่องเหล่านี้ต้องไปลงในรายละเอียดของ การประกอบ การกําหนดระยะเวลาของการทํางานของ ป.ป.ช. ต้องชัดเจนครับ ไม่ใช่ ปล่อยไปเรื่อย ๆ ตามอายุความ แล้วในท้ายที่สุดอายุความนั้นก็ย้อนกลับมา ผลสุดท้าย ขาดอายุความมากมาย การส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่นให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบแทน ต้องมีเวลาจํากัดที่ชัดเจน เรื่องนี้ผมขออนุญาตสรุปสั้น ๆ ว่าประเด็นในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงและแก้ไขกฎหมายอีกหลายฉบับ ซึ่งก็เป็นข้อเสนอจากภาคเอกชนมากมาย ที่อยากจะให้มีการเปลี่ยนแปลง กฎหมายทั้งหมด ๒๒ ฉบับ ผมคงไม่ลงในรายละเอียด แต่จะมีเอกสารนําเสนอต่อท่านกรรมาธิการ

ย้อนกลับไปในเรื่องของการตรวจสอบของภาคประชาชนตามมาตรา ๖๓ ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าพอดีผมเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการเหล่านี้ ก็คือหลังจากที่ คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติและให้ความเห็นชอบให้ส่วนราชการต่าง ๆ รับเรื่องภายใต้ ร่างรัฐธรรมนูญแต่ละเรื่องนั้นไปดําเนินการ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ ป.ป.ท. คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐเป็นเจ้าภาพหลัก ในการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ตามมาตรา ๖๓ ก็คือกฎหมายที่จะให้ประชาชนร่วมมือกัน รณรงค์ในเรื่องของการให้ความรู้ ร่วมมือกันในเรื่องของการต่อต้าน และร่วมมือในเรื่อง ของการชี้เบาะแสการทุจริตโดยได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ฉะนั้นประเด็นที่ได้มี การหารือกันนั้นขณะนี้ได้มีการขับเคลื่อน กระผมเองในฐานะประธานคณะกรรมการ ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ไปทําประชาพิจารณ์มาแล้ว ๔ ภาค แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ได้มีแผนการปฏิรูปว่าจะขอให้มีข้อเสนอจาก คณะกรรมาธิการชุดของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งทางกระผมเอง ก็จะรับเรื่องนี้มาประสานงานกับกรรมาธิการเพื่อจะได้รับข้อมูล ข้อคิดเห็น แล้วผมอาจจะ ต้องนําบันทึกจากความคิดเห็นของประชาชนใน ๔ ภาค ก็คือทางภาคอีสาน ขอนแก่น ภาคเหนือ เชียงใหม่ แล้วก็ทางภาคใต้ หาดใหญ่ ภาคกลาง พระนครศรีอยุธยา ใน ๔ ภาค ซึ่งไม่ได้ยุติแค่นั้นครับ หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศแล้วก็คงจะต้องมีการทําประชาพิจารณ์ ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กําลังจะมีการประกาศในระยะต่อไป ซึ่งผมคิดว่าในอนาคต โครงสร้างของการกํากับดูแลและการตรวจสอบภาครัฐ เราต้องยอมรับว่าถึงเวลาแล้วครับ ประชาชนจะเข้ามามีส่วนร่วม จะเข้ามาอยู่ในกระบวนการต่อต้าน กระบวนการชี้เบาะแส ฉะนั้นทุกส่วนราชการที่มีสมาชิกบางท่านได้พูดไว้ว่าแม้กระทั่งที่เป็นหน่วยตรวจสอบ การทุจริตเองก็ดีจะต้องถูกตรวจสอบด้วยวิธีการใด หน่วยที่ทําหน้าที่ในการอนุมัติ อนุญาต แล้วมีการดําเนินการโดยไม่ชอบนั้นจะต้องถูกตรวจสอบอย่างไร ประเด็นหน่วยจัดเก็บรายได้ ของประเทศ ท่านทั้งหลายรับรู้รับทราบว่าเรามีประเด็นที่เป็นข้อขัดแย้งในจิตใจมานานว่า หน่วยจัดเก็บรายได้ของเราเองมีข้อครหาในเรื่องของการทุจริตและประพฤติมิชอบ เรื่องเหล่านี้ถูกซ่อนไว้ที่ไหน ถ้าจะพูดถึงองค์กรเลยผมคงไม่ขอกล่าวนะครับ หลายท่านทราบว่า หน่วยจัดเก็บรายได้นั้นมีหน่วยใดบ้าง เรามุ่งเน้นในเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณ การทุจริต การจัดซื้อจัดจ้าง แต่จริง ๆ แล้วโครงสร้างของเรากันเอง ในภาครัฐเองนั่นแหละ คือเป็นต้นตอของการทุจริต การใช้ดุลยพินิจของสํานักงานตํารวจแห่งชาติ อันนี้ต้องพูดกัน โดยตรง ต้องเปลี่ยนแปลงหรือยังครับ ถ้ายังไม่เปลี่ยนแปลง ในท้ายที่สุดก็จะมีการต่อต้าน มีการต่อสู้กันจนถึงขั้นสูญเสียชีวิต การเป่าคดีมีมากมายแค่ไหน การจัดเก็บภาษีในเรื่อง ศุลกากร ว่าจะไม่พูดถึงหน่วยนะครับ แต่ในท้ายที่สุดเราคงต้องพูดความจริงกันว่าทุกวันนี้ ประเทศชาติเราไปไม่ได้ครับ ฉะนั้นผมขออนุญาตขอฝากประเด็นเหล่านี้ว่า ถ้าเราจะตีสโคป (Scope) ลงมา แล้วทําให้การปฏิรูปนั้นมีทิศทางที่ชัดเจน เพราะเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่มากครับ ผมเห็นถึงขั้นตอนและวิธีการ ระยะเวลาในการปฏิรูปที่เสนอไว้ ในรายงานฉบับนี้ ผมขออนุญาตเพิ่มนิดเดียวครับ ผมอยากจะเห็นภาพว่าในระยะเวลาที่เรา กําหนดไว้นั้นเราจะทําอะไร ใน ๖ เดือนเราจะทําอะไร เราจะแก้ไขปัญหาตรงไหน ใน ๑ ปี เราจะทําอะไร เรามีเวลาอีก ๕ ปีนะครับ ผมเชื่อว่าถ้า ๕ ปีนี้เราแก้ไขปัญหาในเรื่องเหล่านี้ได้ สิ่งต่าง ๆ จะเปลี่ยนแปลง รวมทั้งการให้อํานาจประชาชนเข้ามาตรวจสอบและชี้เบาะแส การกระทําความผิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระผมมีเรื่องนําเรียนฝากต่อคณะกรรมาธิการ แต่เพียงเท่านี้ และถ้ามีสิ่งที่จะต้องประสานงานด้วยผมขออนุญาตประสานงานโดยตรง กับทางกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ