รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑๑/๒๕๖๐
วันอังคารที่ ๒๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๐
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การปฏิรูประบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงิน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก ผม นายสมชัย ฤชุพันธุ์ สปท. เลขที่ ๑๕๗ เรื่องที่เรา นําเสนอวันนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับระบบการเงินซึ่งใช้ชื่อว่าฟินเทค (FinTech) ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Financial Technology) เป็นระบบการเงินซึ่งจะมาใหม่แล้วเข้าแทนที่ระบบเดิม ระบบการเงินเป็นกลไกสําคัญของระบบเศรษฐกิจ เป็นตัวจักรที่ทําให้เศรษฐกิจดําเนินการทํางาน ไปได้โดยมีความเสียดทานต่ําสุด บทบาทภารกิจของภาคการเงินคือการลดความเสียดทาน ทําให้ภาคเศรษฐกิจเคลื่อนตัว ทําการผลิต ทําการบริโภค ทําการกระจายแบ่งปันผลผลิตได้ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระบบการเงินเป็นระบบที่มีความสําคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ถ้าภาคการเงินอ่อนแอระบบเศรษฐกิจก็จะอ่อนแอด้วย ตลอดเวลาที่เรามีโลกของมนุษย์มา ภาคการเงินได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงขึ้นเยอะ เมื่อตอนเริ่มแรกเลยในสมัยโบราณเราไม่มีเงินใช้ ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าเงิน มีแต่การแลกเปลี่ยนสินค้ากับสินค้าเรียกว่าระบบบาร์เทอร์ (Barter) ระบบแลกของกับของ คนที่มีเกลือแล้วต้องการจะได้เนื้อวัวก็ต้องเดินไปหาว่าใครมีเนื้อวัวบ้าง แล้วถ้าเจอคนที่มีเนื้อวัวก็จะดีใจเพราะอาจจะได้แลกกัน แต่ปรากฏคนมีเนื้อวัวนั้น เขาไม่ได้ต้องการเกลือ การแลกกันก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะฉะนั้นการแลกเปลี่ยนของต่อของ เป็นระบบที่ยากลําบากมาก และเป็นอุปสรรคสําคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของโลก มนุษย์จึงได้พัฒนาสร้างขึ้นมีตัวกลางในการแลกเปลี่ยน เงินนี่คือสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ตอนแรก ๆ ก็ใช้ทองคํา ใช้วัสดุ ใช้หิน ใช้หอย ใช้อะไรต่าง ๆ ที่หายากและคิดว่ามีค่า มาทําหน้าที่เป็นเงิน ต่อมาพัฒนาการดีขึ้นก็คือมีการใช้เงินกระดาษ การเกิดเงินกระดาษขึ้น ในโลกเป็นป้ายบอกระยะทางที่สําคัญของการเจริญเติบโตสังคมมนุษย์โดยเฉพาะทางด้าน เศรษฐกิจ เพราะการมีเงินกระดาษทําให้ระบบเศรษฐกิจเคลื่อนตัวพัฒนาไปได้อย่างรวดเร็ว โดยมีความเสียดทานต่ํามาก ระบบเงินกระดาษรองรับเศรษฐกิจโลกมาเป็นเวลานาน มาบัดนี้ระบบเงินกระดาษกําลังถูกท้าท้าย และจะถูกแทนที่ด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์ เงินที่เราใช้กัน เป็นเงินบาท อาจจะเป็นเงินดอลลาร์ หรือในประเทศอื่นใช้เงินกีบ เงินจ๊าดอะไรก็ตาม กําลังจะถูกแทนที่โดยใช้เงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเงินอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มความคล่องตัวแล้วก็ เพิ่มความรวดเร็วขึ้นเยอะ แล้วได้ต้นทุนที่ต่ํามาก สิ่งนี้คือสิ่งที่เรียกว่าฟินเทค (FinTech) คือการนําเอาเทคโนโลยี โดยเฉพาะดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบการเงินของโลก ซึ่งขณะนี้กําลังเกิดขึ้นมากมายทั่วโลกในหลาย ๆ ประเทศ และในประเทศไทยก็กําลังเกิดขึ้น ถามว่าฟินเทค (FinTech) จะทําให้ระบบการเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ผมคิดว่าจะเกิด การเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ประการแรก ทําให้สังคมที่ใช้เงินกระดาษ เป็นเปเปอร์มันนี (Paper Money) จะถูกแทนที่กลายเป็นสังคมที่ไร้เงินสดเป็นแคชเลสโซไซตี (Cashless Society) การที่จําเป็นต้องถือเงินติดไว้ในกระเป๋า หรือการที่จะต้องพิมพ์แบงก์ ออกมาเพื่อให้มีเงินใช้กันก็ไม่จําเป็นแล้ว เพราะว่าเงินอยู่ในโทรศัพท์มือถือมันเป็นสัญญาณ อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีความเป็นเจ้าของของแต่ละคน แล้วก็ส่งผ่านถึงกันและกันได้ โดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งทําให้รวดเร็วมาก
ประการที่ ๒ จะเกิดการเบรกทรู (Breakthrough) ในระบบที่เรียกเพย์เมนต์ ซิสเต็ม (Payment System) คือระบบการชําระเงิน วันนี้การชําระเงินเราก็ใช้เงินบาท เป็นสื่อกลางในการชําระหนี้ มีกฎหมายรองรับว่าเงินบาทเป็นเงินที่ชําระหนี้ได้ตามกฎหมาย เราก็ต้องเคลื่อนย้ายเงินกัน ต้องเอาเงินไปส่งให้ เพราะฉะนั้นธนาคารทั้งหลายก็จะต้อง ขนเงินไปไว้ตามสาขาเพื่อให้คนมาเบิกเงินไปใช้ เวลามีเทศกาลสงกรานต์ ปีใหม่ หรือตรุษจีน เขาจะต้องเตรียมเงินไว้จํานวนมากมาย ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์เงิน ค่าใช้จ่ายในการขนเงิน และค่าใช้จ่ายที่แต่ละคนต้องมีกระเป๋าเงินติดตัว แล้วก็คอยนับเงิน ชําระเงิน อันนี้ก็จะ หมดไปเลย จะลดไปเลย แล้วการชําระเงินจะเกิดขึ้นได้ในทุกสถานที่โดยไม่ต้องพบหน้ากัน การเปลี่ยนแปลงทั้งระบบการชําระเงินจะทําให้ระบบอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) หรือระบบ การพาณิชย์นาวีเกิดขึ้นได้อย่างเป็นจริงและขยายตัวรวดเร็วมาก ข้อจํากัดเรื่องเวลา และสถานที่จะหายไป ขณะนี้ถ้าเราต้องการได้เงินสดก็ต้องไปแบงก์ในเวลาที่เปิดถึงจะเอาเงิน จากแบงก์ได้เท่านั้น อันนี้เป็นข้อจํากัด แต่ข้อจํากัดนี้จะหายไปเพราะการชําระเงินนี้ จะชําระได้ทุกสถานที่ ทุกเวลา ไม่ว่าท่านจะอยู่ในเมือง อยู่ในชนบท อยู่ในรถ อยู่ในห้องน้ํา กําลังกินข้าวอยู่ท่านนึกจะชําระเงินท่านสามารถหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดําเนินการชําระเงิน และมีผลถูกต้องเป็นไปตามกฎหมาย การที่ข้อจํากัดเรื่องเวลา สถานที่ได้รับการก้าวข้ามไป เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มเวลาทํางาน เวลาการดํารงชีวิตขึ้นอีกเท่าตัว เพราะเดิมเราทําได้เฉพาะ ในเวลาเปิดทําการของธุรกิจ ต่อไปทําธุรกิจชําระเงินเมื่อไรก็ได้ตลอดเวลา กลางคืนนอนหลับ ตื่นขึ้นมานึกว่าจะต้องชําระเงินค่าอะไร จะซื้ออะไรก็สามารถทําได้ คําพูดที่ว่าการเงินไร้พรมแดน ที่มีข้อจํากัดในเรื่องของการแบ่งออกเป็นประเทศ ๆ แล้วก็มีกําแพงกั้น มีระบบ มีอะไรต่าง ๆ ก็จะถูกแทงทะลุไปหมด การเงินไร้พรมแดนเวลานี้ก็พูดกัน แต่จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเงินนี้ เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ แล้วการเป็นจริงอันนั้นก็จะแพร่กระจายไปสู่ทุกคน และทุกคน จะสามารถชําระเงินข้ามชาติ ข้ามประเทศ ข้ามทวีปได้ในชั่วพริบตา เมื่อเป็นอย่างนั้น ขณะเดียวกันความเสี่ยงก็จะเกิดขึ้น ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแต่ละคนก็ต้องให้การศึกษา ให้การเรียนรู้ และทําการป้องกัน
ระบบตัวกลาง ขณะนี้ระบบการเงินของเราเป็นระบบตัวกลาง ก็คือผู้มีเงิน จะเอาเงินไปฝากแบงก์ แบงก์จะทําหน้าที่เป็นตัวกลาง เมื่อธนาคารได้รับเงินฝากแล้ว ก็ถือว่าเงินฝากนั้นเป็นเงินของธนาคาร ธนาคารจะไปตัดสินใจให้กู้กับใคร กู้ในกิจการใด กู้ในอัตราดอกเบี้ยเท่าไร กู้เมื่อไร เป็นเรื่องของธนาคาร เจ้าของเงินไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยธนาคารจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากให้กับผู้ฝากเงิน ธนาคารเป็นผู้ที่มีอํานาจมากเพราะกุมเงินเยอะ แต่ความจริงเงินที่ธนาคารให้กู้จํานวนมากนั้นไม่ใช่เงินของธนาคาร เป็นเงินของประชาชนทั่วไป ที่เอามาฝากกับธนาคาร ระบบนี้เรียกว่าระบบตัวกลาง หรืออินเตอร์มีเดียรี (Intermediary) ระบบตัวกลางจะหายไป เพราะว่าระบบของฟินเทค (FinTech) จะเป็นพีเพิล ทู พีเพิล เลนดิง (People to people lending) แปลว่าผู้มีเงินฝาก ผู้ที่มีเงินให้กู้จะสามารถให้กู้โดยตรงกับผู้ที่ ต้องการกู้เงิน การดําเนินการจะเป็นดําเนินการโดยตรงโดยไม่ผ่านตัวกลาง ระบบตัวกลางจะถูกท้าทายแล้วก็ จะถูกเปลี่ยนแปลงไปเยอะ แม้แต่อํานาจรัฐซึ่งมีอํานาจในการผูกขาดการพิมพ์เงิน รัฐใด ๆ ก็ตามส่วนมากก็จะมีเงินของตนเอง ประเทศไทยก็มีเงินบาท เมียนมาก็มีเงินจ๊าด มาเลเซียก็มี เงินริงกิต ลาวก็มีเงินกีบ สหรัฐอเมริกาก็มีเงินดอลลาร์ จีนก็มีเงินหยวน เงินหยวนนี่รัฐบาลจีน โดยธนาคารแห่งประเทศจีนเท่านั้นที่พิมพ์ได้ เช่นเดียวกันเงินบาทก็รัฐบาลไทยโดยธนาคาร แห่งประเทศไทยเท่านั้นที่พิมพ์ได้ เงินบาทก็จะเป็นเงินที่มีอิทธิพล ถูกกฎหมายอยู่ในประเทศไทย ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทย ใครคนอื่นจะพิมพ์เงินบาทขึ้นมาใช้จะถือว่าเป็นเงินเถื่อน เป็นเงินที่ผิดกฎหมายทั้งหมด อํานาจในการพิมพ์ธนบัตรเป็นอํานาจของรัฐแต่เพียงผู้เดียว แต่ว่าที่ฟินเทค (FinTech) เขาทําคือสิ่งที่เรียกว่าบิตคอยน์ (Bitcoin) เป็นเงินอิเล็กทรอนิกส์ ที่สร้างขึ้นมาโดยกลไกทางคณิตศาสตร์ ทางอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็สร้างขึ้นมาเพื่อการยอมรับ ของคนในวงการ เขาก็จัดคนขึ้นมากลุ่มหนึ่งตกลงกันและยอมรับเงิน แล้วก็ใช้เงินตัวนี้ ในการซื้อขายกัน เขาไม่ได้บังคับ ใครจะเข้ามายอมรับก็ได้ ใครไม่อยากเข้ามาไม่เชื่อถือ ก็ไม่ต้องยอมรับ แต่ก็สามารถสร้างการยอมรับขึ้นมาได้ในวงจํากัดจํานวนหนึ่งของเขา ทีนี้วงเหล่านี้เริ่มแพร่ขยายมีหลายวง แต่ละวงใหญ่ขึ้น ถ้าเผื่อเป็นอย่างนี้มาก ๆ เข้าอํานาจ ในการผูกขาดการสร้างเงินของรัฐแต่ละรัฐก็จะถูกทําให้อ่อนแอลง ก็แปลว่าไม่ใช่ผูกขาด แต่เพียงผู้เดียวแล้ว มีคนอื่นที่มีความสามารถในการผลิตเงิน มันนีครีเอชัน (Money Creation) จะไม่ใช่เป็นอํานาจของรัฐเท่านั้น
เราห่วงใยกันมากในเรื่องการเข้าถึงระบบการเงิน เพราะว่ามีการเงินในระบบ และการเงินที่ไม่อยู่ในระบบ ที่ในระบบก็ต้องมีเอสทาบลิชเมนต์ (Establishment) มีที่ตั้งชัดเจน มีกฎหมายรองรับ มีความน่าเชื่อถือ มีคนทํางาน มีเงินทุน มีเครื่องจักรกลที่คอยช่วยผ่อนแรง อันนี้มันมีระบบกระจายตัวทั่วถึงได้ไม่มาก เวลานี้ในประเทศไทยก็ถือว่ามีระบบธนาคาร ที่ค่อนข้างจะทันสมัย แต่ว่าการกระจายตัวการเข้าถึงระบบธนาคารของประเทศไทย ผมเคยมารายงานในที่นี้แล้วว่าทั้งธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐทั้งหมด รวมแล้ว ได้ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ อีกประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ในชนบทห่างไกลเข้าไม่ถึง เราก็ห่วงใย ในเรื่องนี้จึงไปตั้งกองทุนหมู่บ้าน ไปตั้งธนาคาร สถาบันการเงินชุมชนอะไรขึ้นมา แต่ว่าทั้งหมดนี้ ถ้าระบบเปลี่ยนไปโดยเทคโนโลยีมาเป็นของฟินเทค (FinTech) การเข้าถึงจะเป็นไปได้ง่าย เพราะไม่ต้องไปธนาคาร ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องมีฟิสิคัล (Physical) การขนย้ายของไม่จําเป็น ของคือตัวเงิน คือแบงก์ไม่จําเป็นเพราะมันเคลื่อนย้ายทางอิเล็กทรอนิกส์ เพราะฉะนั้น ไฟแนนเชียลอินคลูชัน (Financial Inclusion) ที่เราพูดถึงการครอบคลุมของระบบการเงิน ที่จะให้ครอบคลุมทั่วถึงเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น ประสิทธิภาพของระบบ การเงินเองก็จะเพิ่มสูงขึ้นเยอะ เพราะว่าต้นทุนในการดําเนินการของระบบการเงินจะต่ํามาก ต้นทุนในการพิมพ์แบงก์ก็จะลดลงเยอะ ต้นทุนในการขนย้าย เคลื่อนย้ายแบงก์ก็จะลดลงเยอะ แล้วก็ต้นทุนในการที่จะต้องมีคนงานมาทํางานในภาคการเงินจะลดลงเยอะ ขณะนี้แบงก์ ต่าง ๆ เริ่มที่จะปิดสาขาและเริ่มที่จะปรับตัวโดยหาทางลดจํานวนคนแล้ว ภาคการเงินขณะนี้ เป็นภาคที่เป็นเลเบอร์อินเทนซิฟ (Labor Intensive) เป็นภาคที่ใช้แรงงานเยอะ ต่อไปจํานวนคนงานที่ทํางานในภาคการเงินจะลดลงมาก เมื่อภาคการเงินลดต้นทุนลง ต้นทุนโดยรวมของระบบเศรษฐกิจทั้งระบบก็จะลดลงอย่างมาก เพราะว่าต้นทุนในการ ดําเนินงานของธุรกิจทางด้านการเงินก็จะลดลง ต้นทุนการดําเนินงานของภาคครัวเรือน ซึ่งต้องมีเงินเก็บไว้ในบ้าน ต้องมีกระเป๋าเงินติดตัวทุกคนอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วค่าใช้จ่าย ในการที่จะทําการชําระเงิน ทําการติดต่อสื่อสารทางด้านการเงินก็จะลดลงเยอะ เศรษฐกิจ โดยรวมก็จะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทีนี้ถามว่าลักษณะสําคัญของฟินเทค (FinTech) มาอย่างไร รัฐบาลสร้างขึ้นหรือใครไปทําให้เกิดขึ้น จริง ๆ แล้วผมวิเคราะห์ว่าฟินเทค (FinTech) เป็นการเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติของการที่นําเอาดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ ใช้กับภาคการเงิน เนื่องจากฟินเทค (FinTech) เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติมันก็จะเกิดแน่ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เพราะว่าไม่มีใครสามารถไปหยุดยั้งการนําเอาเทคโนโลยี เข้ามาใช้ในภาคการเงินได้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเข้าใจว่าถ้ามันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และมีพลังแห่งการเติบโตของมันเองเราก็จะต้องไปประเมินบทบาทของเราให้ถูกต้อง โดยเฉพาะบทบาทของภาครัฐ ขณะนี้ฟินเทค (FinTech) กําลังก่อตัวขึ้นและพัฒนาตนเอง อย่างไม่หยุดยั้ง ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนไม่มีใครรู้ว่าพัฒนาการขั้นต่อไป ของฟินเทค (FinTech) จะไปในทิศทางไหน จะคลี่คลายขยายตัวไปอย่างไร ทุกคนอยู่ใน ระยะขั้นของการทดลองปฏิบัติ ค้นหารูปแบบใหม่ หรือสภาวะใหม่ หรือผลที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องของการที่กําลังคลี่คลายขยายตัว กําลังพัฒนาเมื่อเป็นอย่างนี้การที่จะ ไปออกกติกามาบังคับให้มันกระด้างตัว ให้เข้มงวดกวดขันก็ไม่เป็นผลดีเพราะจะไปขัดขวาง พัฒนาการตามธรรมชาติของฟินเทค (FinTech) ได้ เพราะฉะนั้นเขาจึงไปคิดระบบ ที่เรียกว่าเรกูเลทอรีแซนด์บ็อกซ์ (Regulatory Sandbox) ให้มี เรกูเลทอรี (Regulatory) เหมือนกัน แต่เป็นเรกูเลชัน (Regulation) ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ ยืดหยุ่นได้ ทดลองใช้ได้ แล้วก็เปลี่ยนแปลงได้ เพื่อจะให้มีเรกูเลชัน (Regulation) แต่ว่าไม่เป็นเรกูเลชัน (Regulation) ไม่เป็นกฎ ระเบียบที่กระด้างตัวที่ไปขัดขวางพัฒนาการของเทคโนโลยี ทีนี้จะเห็นว่าในเปเปอร์ (Paper) ที่เรานําเสนอครั้งนี้ใช้ชื่อว่าการปฏิรูประบบรองรับนวัตกรรมทางการเงิน นวัตกรรม ทางการเงินคือฟินเทค (FinTech) มันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้วก็จะพัฒนาคลี่คลาย ขยายตัวต่อไป สิ่งที่เราต้องทําก็คือเราปรับสภาวะสิ่งแวดล้อมและระบบที่มันรองรับฟินเทค (FinTech) ให้สามารถรองรับการเกิดขึ้นและเติบโตต่อไปได้โดยไม่เป็นภัยต่อสังคม เพราะฉะนั้นเราจึงปฏิรูประบบรองรับนวัตกรรมทางการเงิน ไม่ได้ปฏิรูปตัวนวัตกรรม ทางการเงิน ไม่ได้ปฏิรูปตัวฟินเทค (FinTech) ฟินเทค (FinTech) ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน ที่จะต้องไปปฏิรูป มันกําลังก่อตัว กําลังพัฒนา แต่ในกระบวนการพัฒนาก็มีสิ่งที่เป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนาของมันซึ่งดํารงอยู่ในสังคมไทยในระบบของประเทศไทย และสิ่งที่เอื้อต่อ การพัฒนาของมันซึ่งก็มี แล้วเราก็อยากจะไอเดนทิไฟ (Identify) พวกนี้แล้วก็ไปสร้างระบบ ซึ่งอยู่เบื้องหลังอยู่เป็นพื้นฐานไปรองรับระบบฟินเทค (FinTech) ให้ถูกต้องเหมาะสม จึงได้เสนอการปฏิรูประบบรองรับนวัตกรรมทางการเงิน
ในการปฏิรูปนี้มีหลักการอะไรบ้าง คณะกรรมการก็ได้เสนอว่ามีหลักการอยู่ ๔-๕ ข้อด้วยกัน ๑. ต้องขจัดอุปสรรคหรือสิ่งขัดขวางการพัฒนาของฟินเทค (FinTech) ๒. ต้องเสริมสร้างปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาและเติบโตของฟินเทค (FinTech) ตัวอย่าง ของปัจจัยเหล่านี้ก็ได้แก่โครงข่ายพื้นฐานต่าง ๆ รวมถึงกฎหมาย กฎ ระเบียบ และการปฏิบัติ ของระบบราชการด้วย ๓. ต้องพัฒนากําลังคน สร้างคน สร้างขุมกําลังเตรียมไว้ให้สามารถ มีคนเพียงพอที่จะซัปพลาย (Supply) บริการทางฟินเทค (FinTech) ได้ ๔. ต้องเผยแพร่ ความรู้ในเรื่องฟินเทค (FinTech) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคมไทยเพราะผมคิดว่า เวลานี้ก็เริ่มเข้ามาแล้ว แล้วคนก็เริ่มสัมผัส แต่การตระหนักรู้อย่างเต็มระบบยังมีข้อมูลครบถ้วน ยังรู้ถึงข้อดี ประโยชน์ โอกาสที่อาจจะเกิดขึ้น และความเสียหาย ความเสี่ยงที่จะติดตามมา อันนี้ผมคิดว่าเรายังทําไม่เพียงพอ ก็จะเสนอว่าต้องมีการเน้นในเรื่องการสร้างความตระหนักรู้ ๕. ต้องไม่ลืมว่าสังคมไทยมีลักษณะพิเศษ คนไทยเก่ง โดยเฉพาะเก่งหลาย ๆ เรื่องในการที่ เจาะเข้าไปในระบบที่จะเอาเปรียบ เพราะฉะนั้นแฮกเกอร์ (Hacker) มีในเมืองไทยเยอะ ระบบนี้ถ้าทําไม่ดี ถ้าจะสร้างระบบการคุ้มครองป้องกันไม่ดีแล้วคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็อาจจะ ก่อให้เกิดความเสียหายได้เยอะ เพราะฉะนั้นจะต้องเน้นว่าในการปฏิรูปจะต้องเน้นจุดนี้ ให้มีรูปธรรมที่ชัดเจนและมีระบบการป้องกันภัยที่เหมาะสม
มาวิเคราะห์ว่าอะไรบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อฟินเทค (FinTech) ๑. ระบบราชการ ระบบราชการเราขณะนี้ไม่ยืดหยุ่น ไม่เอื้อและไม่ต้อนรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เพราะฉะนั้น คงต้องทําการปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่เพื่อให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง ยืดหยุ่น ต่อการเปลี่ยนแปลง และต้อนรับการเปลี่ยนแปลง ๒. ระบบกฎหมาย ที่แล้วมานี้ เรามุ่งออกกฎหมายเพื่อควบคุม กํากับดูแล แล้วก็บังคับ หรือมุ่งเพื่อปกครอง เพื่อควบคุม และเพื่อกํากับดูแล แต่ว่ากฎหมายที่จะเอื้อต่อฟินเทค (FinTech) ต้องเป็นกฎหมายที่รองรับ สิทธิหรือว่าสนับสนุนให้เกิดขึ้นทั้งต่อการประกอบธุรกิจและการดําเนินชีวิต
ปัจจัยที่เอื้อต่อการเติบโตของฟินเทค (FinTech) มีอยู่เยอะที่ทางการ ทางระบบ ทางฝ่ายภาครัฐจะทําได้ ก็คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับโครงข่ายพื้นฐาน มีหลายอย่าง มีรายละเอียดเยอะ ซึ่งเรื่องเหล่านี้คุณไพบูลย์จะมาลงในรายละเอียดให้
ด้านกําลังคน ผมคิดว่าในเมืองไทยก็มีนักการเงิน มีนักไอที (IT) นักคอมพิวเตอร์ ที่มีความรู้เรื่องนี้เยอะ แต่ว่าถ้านับจํานวนคนและนับความต้องการที่ต้องการที่จะมีคนเหล่านี้ ก็ถือว่ายังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นต้องมีการพัฒนากําลังคนอย่างเป็นระบบโดยมีเป้าหมาย ที่ชัดเจน แล้วก็อาจจะต้องเกี่ยวกับการที่จะมีนโยบายที่ชัดเจนในการนําเข้าเทคโนโลยี คนที่มีความรู้ความสามารถในทางเทคนิคเข้ามาช่วยได้ในวิธีต่าง ๆ
เรื่องสุดท้าย คือเรื่องการเผยแพร่ความรู้เพื่อสร้างอะแวร์เนส (Awareness) เผยแพร่ความรู้นี้ไม่ต้องไปลงในรายละเอียดเทคนิคเยอะ แต่ต้องสร้าง ความตื่นรู้ ความตระหนักรู้ ให้รู้ว่าเรื่องเหล่านี้กําลังเกิดขึ้นและกําลังคืบคลานมา และจะเข้า แทนที่ระบบเก่าในที่สุด แล้วประโยชน์ที่ได้จากมันมีอะไร โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีอะไร ภัยคุกคาม ความเสียหาย ความเสี่ยงที่ตามมามีอะไรบ้างที่ต้องระวัง สิ่งเหล่านี้ก็ต้องทํา อย่างเป็นระบบ ผมจะขออนุญาตนําเสนอในเบื้องต้นเท่านี้ ขออนุญาตท่านประธานว่า ขอเชิญท่านไพบูลย์ครับ
ขอเชิญท่านไพบูลย์ นลินทรางกูร ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาครับ จริง ๆ ท่านอาจารย์สมชัย ได้อธิบายไปค่อนข้างเยอะแล้วเรื่องฟินเทค (FinTech) ผมอาจจะมาเสริมไม่มากเท่าไร ก็ได้เตรียมพรีเซนเทชัน (Presentation) มาด้วย อยู่ที่โต๊ะของแต่ละท่านนะครับ หลัก ๆ เลย ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านประธานสมชัยพูดไปทั้งหมดหลายเรื่องที่ท่านอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ หรือว่าคืออะไร สิ่งเหล่านั้นก็คือนวัตกรรมทางการเงินที่เกิดขึ้นเยอะมากในช่วงที่ผ่านมา และเหตุผลที่เรามานั่งคุยกันในวันนี้ก็เพราะว่าในระบบการเงินโลกเขากําลังตื่นตัวเรื่องนี้มาก เพราะว่าเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ มากมาย และจริง ๆ จุดเปลี่ยนสําคัญที่ทําให้เกิดสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คือเทคโนโลยีที่พร้อม คนอาจจะถามว่าทําไม ๕ ปีที่แล้ว ๑๐ ปีที่แล้วไม่ทําสิ่งเหล่านี้ ไม่คุยกันเรื่องพวกนี้ เพราะในช่วงนั้นเทคโนโลยีต่าง ๆ ยังไม่เอื้ออํานวยให้เกิดการพัฒนา นวัตกรรมให้เกิดขึ้นในรูปแบบที่เราเห็นกันในวันนี้ แต่วันนี้จุดเปลี่ยนสําคัญ เทคโนโลยีสําคัญ ผมอาจจะเอ่ยถึงไม่กี่ชื่อ แต่คงไม่ขอลงรายละเอียดเพราะว่าอาจจะใช้เวลาเกินไป อย่างเช่น บล็อกเชน (Blockchain) ก็เป็นเทคโนโลยีทางการเงินอันหนึ่งที่คิดค้นกันขึ้นมา ยังไม่ไปถึง สุด ๆ แต่เป็นเทคโนโลยีที่ถ้าทําได้สําเร็จจะสามารถมาทดแทนธุรกรรมทุกอย่างที่ต้องทํา ผ่านตัวกลาง ลองคิดดูนะครับ อินเตอร์มีเดียรี (Intermediary) หรือตัวกลาง อย่างเช่น ธนาคารพาณิชย์ที่เราต้องใช้เขาในการโอนเงิน หรือว่าเคลียร์ริงเซ็นเตอร์ (Clearing Center) ที่ต้องใช้เขาในการโอนสินทรัพย์ต่าง ๆ ถ้าเทคโนโลยีบล็อกเชน (Technology Blockchain) ไปได้ถึง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ความจําเป็นที่จะต้องใช้ตัวกลางหมดไป อันนี้ก็คือหนึ่ง ในหลาย ๆ เทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งเอไอ (AI) ปัญญาประดิษฐ์ อาร์ทิฟิเชียลอินเทลลิเจนซ์ (Artificial Intelligence) เป็นสมองกล เป็นโรบอต (Robot) ที่จะมาคิดแทนคน ในวันนี้ก็มาถึงจุดที่เริ่มเอามาใช้ให้บริการทางการเงินได้ แต่อาจจะยัง ไม่ดีมากเท่าไร อีก ๓-๕ ปีจากนี้พอไป ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เอไอ (AI) บวกกับแมชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) คือสมองกลในอดีตเป็นคนคิดขึ้นมาใส่อัลกอริทึม (Algorithm) ใส่โปรแกรมเข้าไปก็คิดได้แค่นั้น แต่จากนี้จะคิดต่อ พอแมชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) ไปถึงจุดจุดหนึ่งแล้วอาจจะคิดได้เก่งกว่าคน เทคโนโลยีคลาวด์ (Technology Cloud) ที่สมัยก่อนเวลาเราจะลงทุนคิดค้นอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่งทําไมนวัตกรรมในอดีตเกิดขึ้นยาก เพราะต้องลงทุนมหาศาล ไม่มีศูนย์กลางที่เราสามารถจ่ายเงินแล้วไปใช้ชั่วคราวได้ ในการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ ศูนย์กลางที่ว่าก็คือพวกคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ (Computer Server) อะไรต่าง ๆ ในอดีตถ้าเกิดคิดอะไรขึ้นมาต้องมีเซิร์ฟเวอร์ (Server) ต้องไปซื้อ ต้องไปลงทุนมันใช้เงินเยอะ เดี๋ยวนี้มีศูนย์กลางจ่ายเงินเป็นวัน ๆ ไป เป็นเดือน ๆ ไป ซึ่งทําให้เกิดนวัตกรรมมากมาย อันนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ทําไมเรามาคุยกันในวันนี้ แล้วสถาบันการเงินเห็นตรงนี้ แต่จริง ๆ จุดเร่งที่ทําให้เกิดฟินเทค (FinTech) ขึ้นมากมาย เป็นเพราะมีผู้เล่นนอกวงการการเงินก็คือผู้เล่นจากวงการไอที (IT) ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องพวกนี้มาก อย่างในสหรัฐอเมริกาคือซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) พวกแอปเปิล (Apple) พวกกูเกิล (Google) ที่เขาอยู่แถวนั้นคือพวกนี้เห็นว่าสถาบันการเงินยังไม่ได้นําเอาเทคโนโลยีที่พร้อมแล้ว ไปใช้ดัดแปลงให้เกิดนวัตกรรมเพื่อมาให้บริการทางการเงินที่ดีขึ้น เขาก็เลยอาศัยช่องนี้ ความเก่งของเขาในเรื่องไอที (IT) มาคิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างที่อาจารย์สมชัยได้เรียนไป บางเรื่องท่านอาจจะทราบ บางเรื่องท่านอาจจะไม่ค่อยรู้ว่าคืออะไร นั่นนวัตกรรมทั้งนั้นเลยครับ
อีกตัวเร่งหนึ่งก็คือการเข้าถึงของประชาชนผ่านเครื่องมือสื่อสาร คือในอดีต ถึงแม้จะคิดมาเท่าไรคนอาจจะเข้าถึงบ้างไม่เข้าถึงบ้างเพราะคนไม่มีอุปกรณ์สื่อสารทุกคน แต่ ณ วันนี้ผมเชื่อว่าแม้กระทั่งในประเทศไทยน่าจะ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประชากร เรามีเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งในอนาคตเครื่องมือสื่อสารที่ว่านี้ก็คือกุญแจที่จะเข้าไปสู่บริการ ทางการเงิน ฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่ทําไมเรามาคุยกันเรื่องนี้ในวันนี้ แล้วผลที่จะเกิดขึ้นถ้าเรา ปฏิรูปเพื่อจะรองรับประเทศไทยให้รองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กําลังจะเกิดขึ้นจะได้ผล อะไรบ้าง ก็จะมี ๒ เรื่องแน่นอนนะครับ
เรื่องแรก ก็คือจะทําให้ประชาชนคนไทยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงิน ได้อย่างครบถ้วนมากขึ้น ณ วันนี้ต้องยอมรับว่าผู้มีรายได้น้อย ธุรกิจขนาดเล็ก เอสเอ็มอี (SMEs) เล็ก ๆ เข้าถึงบริการทางการเงินยากมาก เข้าถึงตลาดทุนแทบไม่ได้เลย หรือถ้าเข้าได้ ก็จะมีราคาที่แพงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่มาก แต่เทคโนโลยีทางการเงินจะสามารถช่วยปิดแก็ป (Gap) นี้ลง เทคโนโลยีทางการเงินจะสามารถช่วยทําให้ระบบการเงินเรามีประสิทธิภาพ ที่สูงขึ้น งานหลาย ๆ อย่างที่ทํากันอย่างซ้ําซ้อน ถ้าเราจัดกันดี ๆ ปฏิรูปกันดี ๆ ลดการทํางาน ซ้ําซ้อนลง จะช่วยทําให้งานหลังบ้านแชร์กันใช้ ร่วมกันลงทุน จะประหยัดคอสต์ (Cost) มากมาย แล้วถามว่าคอสต์ (Cost) ที่ประหยัดไปมากมายจะส่งผลอะไรต่อพวกเรา ก็แน่นอน ภาคธุรกิจก็จะได้ใช้ต้นทุนทางการทําธุรกรรมทางการเงินที่ถูกลง ที่สามารถแข่งขันได้ กับประเทศเพื่อนบ้านเรา แล้วก็จะทําให้เศรษฐกิจเราสามารถเติบโตไปได้อย่างมั่นคงในที่สุด อันนี้คือคอสต์ (Cost) แค่นี้ก่อนนะครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
อันนี้คือ ภาพของโลก สรุปขมวดอีกทีหนึ่งง่าย ๆ คือตอนนี้โลกอยู่ในยุคของการเงิน ๓.๐ กําลัง จะไป ๔.๐ เอาเทอมที่เราเข้าใจ ทีนี้ประเทศไทยเราอยู่ตรงไหน ประเทศไทยทําไมต้องปฏิรูป ผมก็จะมีอยู่ ๖ เรื่องตามเอกสารที่แจกไป หลัก ๆ ที่ลิสต์ (List) ออกมา อาจจะมีมากกว่านั้นครับ
เรื่องแรก คือพัฒนาการของระบบการเงินบ้านเรา ในอดีตที่ผ่านมาเราเคยมี ช่วงหนึ่งที่พัฒนาเร็วมาก แข็งแรงมาก แต่ในช่วงหลัง ๆ นี้โดยเฉพาะ ๕ ปีหลัง ๑๐ ปีหลังนี้ ต้องยอมรับว่าพัฒนาการเริ่มอืด เรามีระบบการเงินที่แข็งแรงจริง แข็งแกร่งจริง มั่นคงจริง ถ้าเทียบกับอีกหลาย ๆ ประเทศ แต่สิ่งที่ขาดหายไปก็คือเรื่องจากนวัตกรรม เรื่องการนําเอา เทคโนโลยีมาช่วยในการปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการให้ดีขึ้น เราอาจจะเจอวิกฤต ๒๕๔๐ ก็เลยทําให้ทุกคนอยู่ในโหมดคอนเซอร์เวทิฟ (Mode Conservative) ทําให้ทุกอย่าง เน้นความแข็งแกร่ง เน้นความมั่นคง ทั้งผู้ประกอบการเอง ทั้งผู้คุมกฎเอง อันนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เป็นเรื่องที่ดี แต่เรากําลังจะบอกว่าอย่างที่อาจารย์สมชัยได้เรียนไปแล้ว ตอนนี้โลกกําลัง ไปสู่นวัตกรรม เราจะชอบหรือไม่ชอบมันคือเทรนด์ (Trend) ของโลก เหมือน ณ วันนี้ อินเทอร์เน็ต (Internet) ชอบหรือไม่ชอบคุณก็ต้องใช้ ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่แล้วบอกว่าไม่ต้องยุ่งด้วย ในอินเทอร์เน็ต (Internet) คืออะไรไม่ทราบ อีเมล์ (e-Mail) ไม่ใช้ โทรศัพท์มือถือยังไม่มีเลย ๕ ปีที่แล้ว บางคนยังไม่อยากได้โทรศัพท์มือถือ แต่วันนี้ไม่ได้ครับ มันเป็นเครื่องมือสื่อสาร และอนาคตมันคือหัวใจเข้าไปสู่การบริการทางการเงิน เพราะในอนาคตท่านจะไม่มีสาขา ธนาคารพาณิชย์ที่ท่านเห็นเหมือนทุกวันนี้ เดินเข้าไปเมื่อไรเอาแถวใกล้บ้านมีหมด อนาคต จะไม่มีครับ เทรนด์ (Trend) ที่เกิดขึ้นในวันนี้ในบ้านเรา ไม่ต้องเอาอื่นไกล เทรนด์ (Trend) ที่แบงก์ชาติพูดมาเองครับ ตอนนี้ธนาคารพาณิชย์มีแต่ขออนุญาตปิดสาขา ไม่เปิดสาขาเพิ่ม อันนี้เป็นเทรนด์ (Trend) ที่เกิดขึ้น ซึ่งถามว่าถูกไหม ถูกต้องแน่นอน เพราะเทคโนโลยี สามารถเข้ามาช่วยตรงนี้ได้ อันนี้เป็นเรื่องแรก
เรื่องที่ ๒ ขีดความสามารถในการพัฒนาเราค่อนข้างช้า ช้าอย่างไร ผมเอาตัวเลขให้ท่านดูเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) จัดอันดับ พัฒนาการทางการเงินไฟแนนเชียล มาร์เก็ต ดีเวลอปเมนต์ (Financial Market Development) ประเทศสิงคโปร์อยู่อันดับ ๒ ของโลกในแง่ของไฟแนนเชียล มาร์เก็ต ดีเวลอปเมนต์ (Financial Market Development) อันนี้ล่าสุดนะครับ ในเอกสารที่ผมแจกไปอาจจะ ของปีก่อนหน้า สิงคโปร์ตอนนี้อันดับ ๒ มาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านที่เราบอกว่าสู้เขาสบายมาก อันดับ ๑๓ ของโลกนะครับ ไฟแนนเชียล มาร์เก็ต ดีเวลอปเมนต์ (Financial Market Development) ประเทศไทย ๓๙ ค่อนข้างห่าง คือตอนนี้เราบอกว่าจะสู้สิงคโปร์สบายมาก หลาย ๆ อย่าง ผมคิดว่า ๒ กับ ๓๙ ห่างกันเยอะ เอาแค่มาเลเซียที่ ๑๓ เราก็เหนื่อยแล้ว ฉะนั้นแน่นอนถ้าเราไม่ทําอะไรอันดับก็คงจะอยู่คงที่หรือไม่ก็ลดลงไปอีก แต่อันดับคนอื่น อาจจะเพิ่ม เพราะว่าตอนนี้สิงคโปร์ มาเลเซียตื่นตัวมากเรื่องพวกนี้นะครับ
เรื่องที่ ๓ เรื่องผู้ใช้บริการทางการเงิน ตอนนี้ที่ผมพูดว่าคนเข้าไม่ถึงบริการ ทางการเงิน ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน เอสเอ็มอี (SMEs) ผู้มีรายได้น้อย อย่าพูดถึงตลาดทุน แค่ตลาดเงินยังเข้าไม่ถึงเลย ฉะนั้นมีความจําเป็นต้องปฏิรูป ผู้ให้บริการทางการเงินก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ปรับตัว ไม่เปลี่ยนแปลง อาจารย์สมชัยได้เรียนไปแล้ว โลกการเงินตอนนี้ไร้พรมแดน ไม่ใช่ว่าเราเอากติกาแน่น ๆ เลย จะได้ไม่มีความเสี่ยงเกิดขึ้นในประเทศ ไม่ถูกหลอกลวงกัน ในประเทศ ไม่เป็นไรครับ แต่อินเทอร์เน็ต (Internet) มันมีบอร์เดอร์ (Border) ไหมครับ ไม่มีบอร์เดอร์ (Border) อินเทอร์เน็ต (Internet) ถามว่าคนไปตั้งเว็บไซต์ (Web Site) ที่สิงคโปร์ มาขายบริการทางการเงินบ้านเราได้ไหมครับ ได้ครับ ฉะนั้นถึงแม้เราบอกว่าจะปิดประเทศ ไม่เอา เราไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้ เขาเปิดกันอยู่ทั่วโลก มันเข้ามาแน่ ฉะนั้นวิธีแก้ก็คือปฏิรูประบบเรา ให้รองรับสิ่งเหล่านี้จะได้คุมคนของเราเองได้ แล้วก็สร้างกติกาที่มาป้องกันความเสี่ยงต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้นะครับ
เรื่องที่ ๔ โครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงินบ้านเรา ถ้าพูดง่าย ๆ ก็คือ ระบบอนาล็อก (Analog) ตอนนี้โลกกําลังจะไปสู่ระบบดิจิทัล ฉะนั้นจะต้องปฏิรูปขนานใหญ่ ถ้าพูดถึงอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) ของการเงิน ถ้าพูดถึงไฟแนนเชียลอาร์คิเทกเจอร์ (Financial Architecture) เอาง่าย ๆ เลยนะครับ เรื่องเอกสารต่าง ๆ ที่ใช้ผมคิดว่า ทั้งประเทศไทยยังเป็นกระดาษอยู่ แต่ว่าเรากําลังพูดถึงฟินเทค (FinTech) โลกของการเงิน ที่ประสานเชื่อมต่อต้องเกิดขึ้นในรูปแบบดิจิทัล ง่าย ๆ คือ ณ วันนี้เอกสารที่ผมได้จากทางการ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร ปปง. ที่พวกเราสถาบันการเงินจะต้องใส่ชื่อเข้าไปตลอดเวลา คิดแทร็ก (Track) ว่าใครเป็นผู้ก่อการร้าย มาในรูปแบบรูปภาพพีดีเอฟ (PDF) แทนที่จะอยู่ในพูล (Pool) กลางให้ทุกคนแอ็กเซส (Access) เข้าไปไม่ต้องมานั่งส่งกันเสียเวลาเป็นพีดีเอฟ (PDF) แล้วทุกคนก็มานั่งเก็บข้อมูลกันเอง ทุก ๆ สถาบันการเงินก็มีถังข้อมูลของตัวเองอยู่ ทุกถังเต็มไปหมดเลย ทําไมเราไม่สร้างถังกลางขึ้นมา อันนี้แค่ยกตัวอย่างอันเดียวง่าย ๆ อันนี้ก็เป็นระบบที่ยังเป็นอนาล็อก (Analog) ไม่ใช่เป็นดิจิทัล จะต้องทําให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด กฎเกณฑ์และการกํากับดูแลก็ยังอยู่ในยุคของอนาล็อก (Analog) ก็ไม่ผิด เพราะยุคดิจิทัล เพิ่งจะเกิดขึ้น
เรื่องที่ ๕ ตอนนี้ผมก็ยอมรับว่ามีการตื่นตัวมากขึ้นในเรื่องกฎ ระเบียบต่าง ๆ แต่ว่ากฎระเบียบจะต้องวางไว้เพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงินที่จะมาอีกมากมายในอนาคต ที่อาจารย์สมชัยได้เรียนไปแล้ว ที่ผมอาจจะพูดถึงบ้าง เป็นนวัตกรรมที่เห็นแล้ว ณ วันนี้ แต่นวัตกรรมเกิดขึ้นทุกวันครับ ตอนนี้ที่ผมพรีเซนต์ (Present) อยู่ ก็อาจจะมีคนที่ซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) คิดอะไรออกอีกอย่างหนึ่งแล้ว คือมันคิดกันอยู่ทุกวัน ฉะนั้น กฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้ในอดีตค่อนข้างที่จะวิจิตรไม่เฟล็กซิเบิล (Flexible) เพราะเน้นการป้องกัน ความเสี่ยงเป็นหลัก ซึ่งไม่ผิดนะครับ แต่วันนี้ผมคิดว่าคนที่จะตกที่นั่งลําบากมากเลยก็คือ ผู้กํากับดูแล ผู้ออกกฎเกณฑ์ เพราะคุณจะต้องออกกฎเกณฑ์ที่บาลานซ์ (Balance) ระหว่าง การทําให้ระบบยังมีเสถียรภาพอยู่ ยังป้องกันความเสี่ยงได้อยู่ แต่ขณะเดียวกันคุณต้องเป็น ระบบที่เอื้ออํานวยให้เกิดนวัตกรรมด้วย อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) ทุกประเทศตอนนี้กําลังเผชิญกับความท้าทายนี้อยู่ จะสไตรก์บาลานซ์ (Strike Balance) ตรงนี้ อย่างไรระหว่างความพอดีให้กฎเกณฑ์ ไม่ใช่ว่าผมเป็นเด็กหนุ่มที่เก่งเรื่องฟินเทค (FinTech) เดินเข้ามาประเทศไทยปุ๊บถอยเลยนะครับ ไปเจอผู้คุมกฎบอกทําโน่นก็ไม่ได้ ทํานี่ก็ไม่ได้ มันยากเกินไป คืออันนั้นกฎเกณฑ์เข้มงวดเกินไป แต่ถ้าเกิดปล่อยเสียหมดเลยจนทําให้ คนมาโกงเยอะแยะไปหมดก็ไม่ได้ ฉะนั้นผมคิดว่าเรกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นอะไรที่สําคัญมาก กฎเกณฑ์จากนี้จะต้องมีการปฏิรูปขนานใหญ่เพื่อให้เกิดบาลานซ์ (Balance) ขึ้นให้ได้ระหว่าง การเอื้อให้เกิดนวัตกรรมเพื่อไม่ให้ประเทศเราล้าหลัง เพราะถ้าเราไม่ทําเลยก็ได้นะครับ แต่เราก็จะเป็นระบบการเงินที่ล้าหลังไม่มีใครยุ่งด้วย แล้วพอตื่นขึ้นมาอีก ๕ ปีจากนี้บอกว่า จะมานั่งทําก็อาจช้าไปนะครับ ถ้าเขาจะแฮก (Hack) ง่ายมาก แต่เขายังไม่ทําเพราะยังไม่มีวัตถุประสงค์เพียงพอที่จะมานั่ง เสียเวลาทํา ไปทําประเทศอื่นก่อน ฉะนั้นไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) สําคัญนะครับ และตอนนี้เรายังไม่ดีพอ อันนี้จากผู้รู้นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น
ทีนี้ตัวอย่างนวัตกรรมทางการเงิน จริง ๆ อาจารย์สมชัยได้เรียนไปเยอะแยะเลย ผมอาจจะบอกแค่บางอย่าง อย่างเช่นตอนนี้ก็มีการใช้หุ่นยนต์เยอะขึ้นในการมาแนะนํา เรื่องการลงทุนต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เทรนด์ (Trend) ที่ผิดปกติเพราะทํากันทั่วโลก ในอนาคต เวลาเราเดินเข้าไปหาสถาบันการเงินอาจจะเหลือคนน้อยมาก นั่นคือนวัตกรรมที่เกิดขึ้น เพราะแมชชีนเลิร์นนิง (Machine Learning) เก่งขึ้นเรื่อย ๆ มันให้คําแนะนําที่ดีกว่าคน หรืออย่างเช่นธุรกิจประกัน ในอดีตเวลาเราไปซื้อประกันแทบจะต้องจ่ายราคาเดียวกันหมด ไม่ว่าคุณจะมีโพรไฟล์ (Profile) อย่างไรเขาไม่รู้ แต่ตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมีสิ่งที่เรียกว่า บิ๊กดาต้า (Big Data) บิ๊กดาต้า (Big Data) คือข้อมูลที่เก็บพฤติกรรมการใช้ชีวิตของแต่ละคน เก็บไว้โดยที่เราไม่รู้ตัว ท่านใส่นาฬิกาที่วัดว่าท่านเดินกี่ก้าวได้ วิ่งบ้างหรือเปล่า ออกกําลังบ้าง หรือเปล่า สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) ทั้งหมด ท่านเดินเข้าร้านอาหาร ยังไม่รู้เลยว่าเขาเก็บข้อมูลหมดแล้วเวลาท่านใช้เครดิตการ์ด (Credit Card) ท่านกินอะไร ชอบอะไร พวกนี้คือบิ๊กดาต้า (Big Data) หมดเลย ฉะนั้นอย่างประกันภัยเทเลอร์เมด (Tailor Made) ได้เลย ใครออกกําลังกายเยอะ ๆ วิ่งทุกวัน วันละ ๑ ชั่วโมง ความเสี่ยงต่ํา พรีเมียม (Premium) คิดน้อยหน่อย อันนี้คือนวัตกรรมที่เกิดขึ้น มีอีกเยอะแยะมากมาย ผมคงไม่เสียเวลาท่านสมาชิก
ต่อไปนะครับ พอเราเห็นแล้วว่าระบบการเงินโลกเปลี่ยนจากอนาล็อก (Analog) เข้าสู่ดิจิทัล ตอนนี้แข่งกันทําเพื่อให้ไปสู่ ๔.๐ บางคนเร็วหน่อย สิงคโปร์คงอยากไป ๕.๐ เพราะสิงคโปร์อยากจะล้ําหน้าชาวบ้านอยู่แล้ว ทีนี้ประเทศไทยก็มีข้อด้อยที่ต้องปฏิรูป แล้วเราจะเอาอย่างไรกันดี ปฏิรูปแบบไหนดี ในความเห็นของคณะทํางานมีอยู่ ๒ รูปแบบ ตอนนี้ที่ยังเกิดขึ้นอยู่ในโลกการเงินและหลาย ๆ อุตสาหกรรม ก็คือรูปแบบดิสรัปชัน (Disruption) กับรูปแบบคอลลาบอเรชัน (Collaboration) ดิสรัปชัน (Disruption) ก็คือรูปแบบ ที่พอฟินเทค (FinTech) เกิดขึ้น ธุรกิจดั้งเดิมล้มหายตายจากเลย เป็นดิสรัปต์ (Disrupt) เลย มาแย่งธุรกิจไปเลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ อเมซอน ดอต คอม (Amazon.com) เกิดขึ้นช่วงแรก ขายแต่หนังสือ ร้านหนังสือเจ๊งเลย บอร์เดอร์ (Border) ไปหมดเลย ปิดกิจการเลย ที่อเมริกาเพราะขายสู้ไม่ได้ เขาขายผ่านออนไลน์ (Online) ร้านจริง ๆ สู้ไม่ได้ อันนี้คือดิสรัปชัน (Disruption) คอลลาบอเรชัน (Collaboration) ก็คือการทํางานร่วมกันระหว่างฟินเทค สตาร์ตอัป (FinTech Startup) เล็ก ๆ ซึ่งมีแรงเยอะ มีความหิวกระหาย มีไอที (IT) สมองที่เก่ง กับสถาบันการเงินที่มีทรัสต์ (Trust) มีความมั่นคง มีเงิน แต่อาจจะไม่ได้เก่งเรื่องไอที (IT) เท่า ถ้าเราสามารถออกแบบการปฏิรูปประเทศ ออกกฎเกณฑ์ กติกาให้ ๒ กลุ่มนี้ทํางานด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของประเทศ ๑. สิ่งที่เห็นก็คือระบบการเงินบ้านเราจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น แน่นอน เพราะฟินเทคสตาร์ตอัป (FinTech Startup) จะมีทั้งงานหน้าบ้านและงานหลังบ้าน ถ้ามาช่วยเรื่องงานหลังบ้านจะลดต้นทุนได้มหาศาล เอาง่าย ๆ ที่พูดกันบ่อยท่านอาจจะ ได้ยินกันเยอะแล้วก็เป็นอะไรที่บ่นกันเยอะในระบบการเงินทั่วโลกก็คือสิ่งที่เรียกว่าการทํา เควายซี (KYC) โนว์ ยัวร์ คัสตอมเมอร์ (Know Your Customer) เวลาท่านไปเปิดบัญชีเล่นหุ้น ซื้อกองทุน ฝากเงิน ท่านต้องทําอย่างไรครับ กรอกใบสมัครทุกธนาคาร ท่านไปธนาคารเดียวกัน อีกสาขาไม่รู้เขาจะจับท่านกรอกด้วยหรือเปล่า หรือท่านซื้อผลิตภัณฑ์ในธนาคารนั้น แต่เป็นของบริษัทลูก ท่านต้องกรอกว่าท่านเป็นคนอย่างไร เป็นซูทะบิลิตี (Suitability) ท่านรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน แล้วท่านทํากับ ๑๐ ธนาคาร ท่านทํา ๑๐ ครั้ง ทํากับ ๓๐ ธนาคาร ๓๐ ครั้ง ทํากับสถาบันการเงินที่ไหนทําหมด แล้วทุกคนก็ทํา สถาบันการเงินก็เก็บเอาไว้กัน ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานมาก ๆ ถ้าสมมุติเราสามารถ สร้างถังตรงกลาง กระทรวงมหาดไทยมีข้อมูลหมดเลย ใครชื่ออะไร อายุเท่าไร เลขประจําตัวอะไร ก็สร้างถังไว้เอาให้มิดชิดหน่อย มีระบบควบคุมที่ดี แต่ให้คนที่ต้องการ จะแอ็กเซส (Access) มีกติกาชัดเจนแล้วแอ็กเซส (Access) เข้าไป เหมือนเครดิตบูโร (Credit Bureau) ที่เขาสามารถเช็ก (Check) ได้ว่าเราเบี้ยวหนี้ เครดิตการ์ด (Credit Card) เบี้ยวหนี้ใครบ้างมากน้อยแค่ไหน สถาบันการเงินเวลาจะปล่อยกู้ เราก็เช็ก (Check) เข้าไปไม่ต้องมานั่งเก็บกันเอง ตัวใครตัวมัน ถ้าเกิดเราเริ่มคิดว่าจะเอาประเทศ ไปสู่ ๔.๐ ระบบการเงินต้องมาก่อน เพราะถ้าระบบการเงินไม่มา ท่านคิดดูระบบอื่นไป ๔.๐ หมด อุตสาหกรรมอื่น ๔.๐ หมดแล้ว การเงินยังเป็น ๓.๐ ยังต้องใช้กระดาษ ยังจะต้องใช้เวลาในการโพรเซส (Process) ข้อมูลนานกว่าชาวบ้านไม่ได้ ฉะนั้นฟินเทค สตาร์ตอัป (FinTech Startup) ถ้าดี ๆ ทําร่วมกับสถาบันการเงินในปัจจุบัน แล้วเรา ก็มีกฎเกณฑ์ที่เอื้ออํานวยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ภาครัฐไม่ต้องสนับสนุนเรื่องตัวเงิน ผมคิดว่า อันนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ เงินมหาศาลทั่วโลกนี้ถ้าโปรเจกต์ (Project) ดีพอเอกชนเอาแน่นอน แต่ภาครัฐจะต้องสร้างอินฟราสตรักเจอร์ (Infrastructure) คือภาครัฐต้องเอาก่อน ภาครัฐ ต้องเห็นดีเห็นงามก่อนว่าใช่ อันนี้คืออนาคตที่เราจะไปด้วยกันแล้วมันต้องเป็นแบบนี้ เราจะหวงแหนข้อมูลกันอย่างไรเพื่อความปลอดภัยก็ไม่ว่ากัน แต่เราก็อาจจะหลุดไปเรื่อย ๆ เพราะทั่วโลกเขาบอกว่าแต่ละคนมานั่งเก็บกันมันเสียเวลามาก ตอนนี้กระดาษเป็นตั้งเลย สถาบันการเงินมีโกดังเก็บกันเลยเพราะว่ามันต้องเก็บ เรกูเลชัน (Regulation) บอกว่า ต้องเก็บเอกสารไว้ ๑๐-๒๐ ปีก็ต้องทําตามหมด อะไรเหล่านี้อาจจะถึงเวลาที่ต้องมา สังคายนากันดู ถ้าเราสามารถแค่ปฏิรูปเรื่องหลังบ้านสร้างคอมมอนยูทิลิตี (Common Utility) อะไรก็ตาม ที่จริง ๆ สถาบันการเงินเขาไม่แข่งกันหรอก เขาแข่งกันเรื่องหน้าบ้าน เรื่องเอาเงินท่านมาแล้วสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ท่าน เรื่องการปล่อยกู้ที่ถูกหน่อย ในขณะที่ หลังบ้านถ้าเราเห็นดีว่าท่านลดต้นทุนตรงนี้ลงไปยิ่งมากเท่าไรมันก็จะพาส (Pass) กลับมา ให้กับธุรกิจบ้านเราสามารถใช้ต้นทุนที่ถูกลง ๆ อย่างวันนี้ถ้าท่านไปดูสเปรด (Spread) ของธนาคารพาณิชย์ ท่านบอกว่าทําไมเยอะจัง ทําไมถึงกินกันเยอะขนาดนี้ เวลาเราเดินเข้าไป ฝากเงินให้เราไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ไปกู้ทีคิด ๔ เปอร์เซ็นต์ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๖ เปอร์เซ็นต์ ทําไมอ้วนขนาดนี้ ส่วนต่างที่คุณเก็บเอาไว้ จริง ๆ สถาบันการเงินไม่ได้แค่นั้น เพราะอะไร ต้นทุนครับ เวลาที่พวกเราเห็น เราไม่เห็นต้นทุนในการดําเนินธุรกิจ ต้นทุนหักออกไป บางแบงก์ที่อาจจะไม่มีประสิทธิภาพสูงอาจจะเป็นระดับ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์ออกไปเลย เน็ต (Net) ออกมาก็เหลือเปอร์เซ็นต์เดียวหรือไม่ถึงดีเสียด้วยซ้ํา นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถ้าเรา สามารถปฏิรูประบบหลังบ้านให้ช่วยตรงนี้ผมคิดว่าแค่นี้ก็ได้ประโยชน์มหาศาล เรื่องเควายซี (KYC) เรื่องอะไรพวกนี้ หรือเรื่องมายอินฟอร์เมชัน (My Information) ข้อมูลส่วนบุคคล ถ้ารัฐเป็นตัวตั้งตัวตีทําเรื่องนี้ขึ้นมาให้พวกเราเข้าไปแอ็กเซส (Access) ได้ผมคิดว่า จะประหยัดต้นทุนมหาศาลของระบบซึ่งก็พาส (Pass) กลับมาให้กับพวกเรา นี่คือวิสัยทัศน์ คือแทนที่จะมานั่งดิสรัปต์ (Disrupt) อะไรกันผมมองในลักษณะคอลลาบอเรต (Collaborate) เพราะตอนนี้ไอที (IT) เก่ง ๆ เยอะมาก แต่ไอที (IT) ก็จะติดเรื่องเงินเรื่องอะไรหลาย ๆ อย่าง เรื่องกฎเกณฑ์ซึ่งทําให้ผู้เล่นเล็ก ๆ เกิดขึ้นยากมากในประเทศไทย ถึงแม้หลาย ๆ ที่บอกว่า จะมีแล้ว จะมีแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox) มีสนามทดลองให้แล้ว คําว่าสนามทดลองก็หมายถึงว่า ถ้าคุณมีไอเดีย (Idea) ดี ๆ คุณมาเลยเรายอมให้เปิดสนามทดลองกับกลุ่มคนเล็ก ๆ ดูว่า มันเวิร์ก (Work) หรือไม่เวิร์ก (Work) แต่สนามทดลองกฎเกณฑ์ของเมืองไทยยังค่อนข้าง ที่จะเข้มงวดแล้วก็ใช้เวลานานเกินไป อันนั้นก็คือแนวคิดที่เราอยากจะได้เห็นในการปฏิรูป
ทีนี้จะทําอะไรบ้างเพื่อเป็นการประหยัดเวลา ในระยะยาวแน่นอนบอกไปแล้ว ก็คือแก้ไขเรื่องโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รายละเอียดอยู่ในเปเปอร์ (Paper) นี้ คือหลัก ๆ ก็เพื่อที่จะลดความซ้ําซ้อนในการทํางาน แค่ลดความซ้ําซ้อนได้ เรื่องโนว์ ยัวร์ คัสตอมเมอร์ (Know Your Customer) ที่ผมเรียนไปแล้ว และอีกหลาย ๆ เรื่อง แค่นี้เป็นประโยชน์ มหาศาลเลยถ้ารัฐบาลจะกรุณาตั้งแค่ฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ขึ้นมาให้แอ็กเซส (Access) ได้ แต่ท่านก็คิดกติกาให้เข้มงวดไปเลย เราไม่ว่ากันเพื่อความปลอดภัยแต่ขอให้เราเข้าไป แอ็กเซส (Access) แล้วเวลาท่านจะเปิดบัญชีอะไรมันสะดวกมากให้รัฐเขาดูแลเอาไว้ ถ้าบอกแค่ท่านเป็นใคร ท่านยินยอม ข้อมูลท่านก็โยนมาที่เราจบเลย ไม่ต้องมานั่งเก็บกัน เสียเวลา แต่ว่านอกนั้นยังมีอีกเยอะในเปเปอร์ (Paper) ผมคงไม่เสียเวลาแต่ว่าให้มองจาก อนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล คําว่าดิจิทัลคือต้องคุยกันได้ ข้อมูลที่ท่านส่งมาให้พวกเรา หรือส่งกันไปส่งกันมาให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลจะได้ไม่ต้องมานั่งคีย์ (Key) กันใหม่ ท่านให้ผม เป็นรูปภาพ ผมก็ไม่ต้องมานั่งคีย์ (Key) ใหม่ นายคนนี้ชื่ออะไร อันนี้อยู่ในทะเบียนนี้ มันเสียเวลามาก
อีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของผู้คุมกฎ ของบ้านเราถ้าพูดถึงระบบการเงินจะมี ผู้คุมกฎหลัก ๆ อยู่ ๔ ปาร์ตี้ (Party) นะครับ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย สํานักงาน ก.ล.ต. กํากับดูแลตลาดหลักทรัพย์ แล้วก็ คปภ. ที่ดูแลเรื่องประกันภัย ๔ คน ก็จะมี ๔ กฎเกณฑ์ บางอย่างอาจจะคล้ายกันแต่ไม่เหมือนกันโดยทีเดียว ยกตัวอย่างสิงคโปร์ อันดับ ๒ ของโลก ในแง่ของไฟแนนเชียล มาร์เก็ต ดีเวลอปเมนต์ (Financial Market Development) เขามีเรกูเลเตอร์ (Regulator) ที่ดูแลระบบการเงินอยู่คนเดียว มอนทารี ออโทริตี ออฟ สิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore) ท่านอยากทําอะไร ท่านเดินเข้าไป ได้หรือไม่ได้ท่านบอกตอนนั้นเลย เพราะเดี๋ยวนี้โลกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ท่านต้องยอมรับนะครับ เวลาท่านเดินเข้าธนาคารไหนก็ตามเขาขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน ให้ท่านทุกอย่าง ประกันก็ผ่านเขาได้ หุ้นซื้อผ่านเขาได้ ลงทุน กองทุน กู้เงิน ฝากเงินได้หมดแล้ว เพราะเป็นยูนิเวอร์ซัล แบงก์กิง (Universal Banking) หมดแล้ว แต่เขายังต้องแยกรายงาน เพราะว่ามีผู้คุมเขาประมาณ ๓-๔ ปาร์ตี้ (Party) ขณะที่ประเทศสิงคโปร์เราบอกว่า แข่งได้สบายมาก สถาบันการเงินเขารายงานที่เดียวจบให้หรือไม่ให้ก็ว่ามาเลยอะไรอย่างนี้ครับ ผมคิดว่าคงยากที่จะเมิร์จ (Merge) ฉะนั้นเราแค่เสนอว่าอยากจะให้มีการคุยกันที่มากขึ้น ที่เป็นฟอร์มัล (Formal) มากขึ้นระหว่าง ๓-๔ ปาร์ตี้ (Party) นี้เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เวลาเทคโนโลยีใหม่ ๆ จะเกิดขึ้นไม่ต้องเดินไป ๔ ที่ ๔ ที่บอกโอเค (Okay) ถึงจะได้ทํา สัก ๑ อย่างมันยากมาก ฉะนั้นอันนี้ก็เป็นอะไรที่ผมคิดว่าอาจจะต้องมีการทํา
แล้วก็กฎหมาย แต่อันนี้ที่ยากที่สุดคือกฎหมายที่จะเปลี่ยนจากกระดาษ เป็นดิจิทัล แค่อิเล็กทรอนิกส์ซิกเนเจอร์ (Electronics Signature) แค่การยอมรับ การทําธุรกรรมบนอินเทอร์เน็ต (Internet) กฎหมายบ้านเรายังไม่รองรับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ อิเล็กทรอนิกส์ซิกเนเจอร์ (Electronics Signature) ยังไม่ยอมรับทุกหน่วยงาน อันนี้ก็ยัง เป็นปัญหาอยู่ ถ้าเราจะไปดิจิทัลจริง จะไป ๔.๐ จริง ต้องกล้าทําเรื่องพวกนี้ซึ่งเป็นเรื่อง ที่ไม่อันตราย แต่ยากครับ มันเยอะ จะเปลี่ยนจากระบบกระดาษไปเป็นระบบดิจิทัลคงไม่ได้ สามารถทําได้ภายในไม่กี่วันคงต้องใช้แรงใช้อินโวลฟ์ (Involve) คนค่อนข้างมาก แต่ถ้าอยากจะปฏิรูปจริงผมคิดว่าอันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ผมคงไม่เสียเวลา ท่านสมาชิกนะครับ
แล้วก็จะมีเรื่องระยะสั้น ที่ทางเราบอกว่าไหน ๆ เสนอเรื่องระยะยาว นั่นเรื่องยาวแล้ว ถ้าเรื่องสั้นเลยเราก็มีอยู่ ๓ เรื่องที่อยากจะนําเสนอ
เรื่องแรก ก็คือพอเราพูดถึงฟินเทค (FinTech) พูดถึงเทคโนโลยีทางการเงิน พูดถึงสมองประดิษฐ์ อาร์ทิฟิเชียลอินเทลลิเจนต์ (Artificial Intelligent) สิ่งที่สําคัญ คืออะไรครับ คือดาต้า (Data) ข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data) ข้อมูลพฤติกรรม เดี๋ยวนี้บิ๊กดาต้า (Big Data) ที่เขาตื่นเต้นเพราะในอดีตกว่าจะรู้ว่าแต่ละท่านชอบอะไร ต้องทําผ่านอะไรครับ เซอร์เวย์ (Survey) อย่างเดียว เซอร์เวย์ (Survey) บางทีท่านก็ทราบ เราก็ตอบจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง แล้วแต่อารมณ์เราในช่วงนั้น นั่นคือเซอร์เวย์ (Survey) ฉะนั้นมีไบแอส (Bias) เยอะ แต่เดี๋ยวนี้ที่ทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่าบิ๊กดาต้า (Big Data) ดีกว่าเซอร์เวย์ (Survey) มันคือ พฤติกรรมที่แท้จริงอย่างท่านเดินเข้าพารากอนแวะร้านไหนก่อนเขารู้หมดนะครับ ถ้าท่าน ใช้ไวไฟ (WiFi) เขาเก็บได้หมดว่าท่านไปตรงไหน อะไร อย่างไร นี่คือบิ๊กดาต้า (Big Data) ทั้งหมดเลยที่เกิดขึ้น ฉะนั้นบิ๊กดาต้า (Big Data) ก็มีทั้งดีและไม่ดี มีทั้งเอาไปใช้ในทางที่ดี และใช้ในทางที่ไม่ดี ตอนนี้กระทรวงดิจิทัลกําลังจัดทํากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอยู่ ซึ่งเนื้อหาในนั้นทางคณะเราได้ไปดูแล้วก็ถือว่าเขียนดีนะครับ ดีในแง่การโพรเทกต์ (Protect) ข้อมูลดีมาก แต่เรารู้สึกว่าโอเวอร์โพรเทกทิฟ (Over Protective) คือดูเหมือนจะโพรเทกต์ (Protect) เยอะไปจนข้อมูลบางอย่างที่ไม่ได้เซนซิทิฟ (Sensitive) อย่างท่านชอบ รับประทานอะไร หรืออะไรอย่างนี้มันกลายเป็นข้อมูลส่วนบุคลทั้งหมดเลย เท่าที่เรา อ่าน ๆ ดูนะครับ การเก็บข้อมูลพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ต้องขออนุญาตจากเจ้าของ ข้อมูลหมด อันนี้แค่ยกตัวอย่าง มันก็อาจจะยาก สมมุติผมอยู่ตลาดหลักทรัพย์ก็เห็นข้อมูล การซื้อขายหุ้นของแต่ละคนทุกถูกไหมครับ และทุก ๆ ปีก็อาจจะมีการประมวลพฤติกรรม การลงทุนของนักลงทุนออกมาเป็นอย่างไร โดยปกปิดชื่อไม่ได้เปิดชื่อ แต่ก็เริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ข้อมูลแบบนี้สามารถทํากันมาได้ไหม เพราะกฎหมายใหม่ที่เขียนอาจจะระบุว่าท่านต้อง คอนเซนต์ (Consent) ก่อนด้วย ก็กลายเป็นอาจจะยุ่งพอสมควร ฉะนั้นก็เลยอยากจะให้มี การทบทวนตรงนี้ แน่นอนข้อมูลนี้เซนซิทิฟ (Sensitive) มาก ๆ เกี่ยวข้องกับความมั่นคงปลอดภัยของระบบ ของอะไรก็ตามเราไม่ไมนด์ (Mind) นะครับ แต่บางข้อมูลที่ไม่ได้เซนซิทิฟ (Sensitive) ขนาดนั้น และเป็นไปเพื่อพัฒนาให้ผู้ประกอบการก็ดี อุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็ดีเขาสามารถมีข้อมูล ซึ่งเทคโนโลยีมันเอื้อแล้ว แต่ถ้าเราไปปิดกั้นบอกว่าไม่ได้ แต่ประเทศอื่นเขาบอกว่าได้ข้อมูล พวกนี้ไม่ได้เซนซิทิฟ (Sensitive) ก็เอาไปวิเคราะห์กันเลยคุณจะได้ให้บริการที่ดีขึ้นต่อผู้บริโภค ผู้ได้ประโยชน์ก็คือผู้บริโภค อย่างตอนนี้ถ้าท่านใช้เว็บไซต์ (Web Site) ไหนบ่อย ๆ วันดีคืนดี มันก็ส่งมาเรื่อย ๆ เพราะเขารู้แล้วว่าท่านชอบอะไร อย่างนี้ครับ แต่ถ้ากฎหมายตัวนี้ เราก็อยากแนะนําว่าอยากให้มีบาลานซ์ (Balance) ระหว่างการคุ้มครองซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก กับการเปิดกว้างให้นําเอาไปใช้ได้เพื่อพัฒนาให้ระบบเราเป็นดิจิทัลมากขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๒ อย่างที่ผมได้เรียนไปแล้วก็คือความร่วมมือของเรกูเลเตอร์ (Regulator) เข้าใจว่าตอนนี้ ก.ล.ต. ธปท. คปภ. เขาก็มีคณะกรรมการที่ประชุมกันอยู่ เรื่อย ๆ แต่เราอยากจะให้ฟอร์มัลไลซ์ (Formalize) ขึ้นมาเลย เพราะว่าจากนี้ไปจะมี นวัตกรรมเกิดขึ้นมากมาย แล้วเราไม่อยากที่จะสูญเสียบุคลากรที่เก่ง คือวันนี้เราสูญเสีย บุคลากรที่เก่งเรื่องฟินเทค (FinTech) เรื่องไอที (IT) ไปให้อันดับ ๒ ของโลกตลอดเวลา สิงคโปร์ที่ได้อันดับ ๒ ของโลกไม่ใช่เพราะคนของเขาเก่ง แต่เพราะเขาเปิดกว้างรับทุกประเทศ ใครมาก็มาเลย เด็กไทยที่เคยเดินมาหาเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราขอทําบางสิ่งบางอย่าง แล้วเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราบอกว่ารอก่อนใจเย็น ๆ ไปศึกษาให้ดีก่อน เขาวิ่งตรงนั้น เต็มเลยนะครับ ทางนั้นบอกว่าไม่ต้องรอมาลุยกันเลย มาลองกันเลย เอเนเบิล (Enable) ให้ เป็นพี่เลี้ยงให้ เมนเทอร์ (Mentor) ให้เพื่อให้เกิดนวัตกรรม แล้วก็เป็นนวัตกรรมของเขา เพราะว่ารัฐบาลเขาก็ลงแรงร่วมกับเอกชนทําเรื่องพวกนี้ขึ้นมา อันนี้ก็เป็นตัวอย่าง ก็เลย อยากจะให้เรกูเลเตอร์ (Regulator) เราประสานกันมากหน่อยให้มีกฎเกณฑ์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ฟินเทค (FinTech) จะได้ไม่เหนื่อยไม่ต้องเดินไปหา ๓-๔ ปาร์ตี้ (Party) เพื่อจะขอทํา ในสิ่งเดียวกัน ๓ คนให้ อีกคนหนึ่งไม่ให้ บางเรื่องให้ ๒ คน อีก ๒ คนไม่ให้มันก็ยุ่งพอสมควร
เรื่องที่ ๓ เรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) ถ้ามาตรฐานขั้นต่ํา เอาง่าย ๆ เลยก็จะมีมาตรฐานไอเอสโอ ๒๗๐๐๑ (ISO 27001) ที่เป็นมาตรฐานขั้นต่ํา ของเรื่องความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ (Cyber) ถ้าเป็นไปได้อยากจะให้หน่วยงาน ภาครัฐทุกหน่วยงานจะมีการให้บริการด้านเว็บไซต์ (Web Site) อะไรเริ่มเอามาตรฐานตรงนี้ มาใช้เป็นขั้นต่ําสุดว่าขอให้นี้ด (Need) มาตรฐานตรงนี้ แต่ผู้รู้บางคนบอกว่าจริง ๆ มาตรฐานนี้ ก็ไม่ได้ดีพอ แต่ผมคิดว่าก็ยังดีกว่าไม่มีมาตรฐานอะไรเลย เราก็เลยแนะนําว่าระยะสั้น ถ้าเป็นไปได้ ไอเอสโอ ๒๗๐๐๑ (ISO 27001) ซึ่งเขามีข้อมูลรายละเอียดทํากันอยู่แล้ว ก็ไม่ยาก ๒. ข้อมูลที่ส่งออกมาจากหน่วยงานภาครัฐให้กับผู้ประกอบการหรือให้ใครก็ตาม ขอให้เป็นแมชีนรีไลเอเบิล (Machine Reliable) เพราะถ้าท่านบอกว่าจะไป ๔.๐ ท่านก็จะต้อง เริ่มเปลี่ยนซึ่งมันยากเหมือนกันนะครับ เปลี่ยนจากระบบกระดาษเป็นระบบดิจิทัล แต่ว่าขอให้เริ่มทํา เราอยากจะให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มส่งสิ่งที่เป็นแมชีนรีไลเอเบิล (Machine Reliable) แล้วก็ให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มคิดที่จะใช้กระดาษน้อยลงเป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อเข้าสู่ระบบเปลี่ยนจากอนาล็อก (Analog) เป็นดิจิทัล
อันสุดท้ายที่อาจจะน่าสนใจครับ อย่างที่ผมบอกตอนนี้ข้อมูลถ้าทําออกมา แล้วได้ประโยชน์ที่สุดก็คือข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ใช่ข้อมูลการเงินอะไร แค่ข้อมูลว่าเราเป็นใคร ในบัตรประชาชน แต่ตอนนี้ถ้าจะให้กระทรวงมหาดไทยทําพอร์ทัล (Portal) ทําอะไรมาให้ใช้ อาจจะกินเวลาหลายปีไม่รู้จะทําได้หรือเปล่า สิงคโปร์เขาก็เริ่มใหม่เลย ของเขาก็ยุ่งพอสมควร ก็สร้างพอร์ทัล (Portal) ใหม่เลย ชื่อว่ามายอินฟอร์เมชัน (My Information) รัฐบาลเขาก็ดูแล เบื้องต้นคือเอาคนสมัครใจก่อน ประชาชนคนไหนก็ตามที่คิดว่ามีความรู้เรื่องเทคโนโลยีเพียงพอ แล้วไม่ได้กลัวว่าข้อมูลคุณจะถูกเอาไปใช้ไม่ดี แค่ข้อมูลชื่อคุณอะไรนี่ เพราะเวลาคุณจะไป สมัครโน่นสมัครนี่ คุณคอนเซนต์ (Consent) ปุ๊บข้อมูลก็วิ่งจากพอร์ทัล (Portal) ของภาครัฐไป เลย คุณก็ประหยัดเวลาไม่ต้องกรอก สมมุติคุณจะไปต่อทะเบียนรถยนต์ จะไปต่อใบขับขี่อะไร กดครั้งหนึ่งก็วิ่งไปเลย แต่ถ้าวันนั้นบอกว่าไม่เอา ไม่อยากกด อยากคีย์ (Key) เองก็ได้ แต่สร้างพอร์ทัล (Portal) ขึ้นมาใหม่ เอาคนที่สมัครใจก่อน อย่างน้อยเราก็จะมีพอร์ทัล (Portal) กลาง และถ้าจะให้ดีก็อาจให้ภาครัฐเป็นคนดูแล ให้กระทรวงการคลังดูแลตรงนี้ จะได้เวอริไฟ (Verify) ข้อมูลว่าที่คีย์ (Key) มามันจริง แล้วก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการที่เวลาไปทําธุรกรรมกับภาครัฐก็จะดึงกันได้ก่อน แล้วก็ระบบ การเงินหรืออะไรก็ว่ากันไปนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางคณะทํางานเราได้ทําเปเปอร์ (Paper) นี้กันออกมานะครับ ก็คิดว่าเราคงคิดได้ไม่หมดเพราะว่าอย่างที่ผมเรียนไปแล้ว ตอนพูดอยู่ตอนนี้นวัตกรรมมันก็คงจะเกิดขึ้นอยู่ที่ใดที่หนึ่งในโลก ไม่ว่าในประเทศอินเดีย หรือในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีคนเก่งเรื่องไอที (IT) มาก ๆ ก็อยากจะให้การปฏิรูป มันเกิดขึ้นเพื่อจะได้ไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ อย่างที่เราอยากเห็น แต่ระบบการเงินต้อง ๔.๐ ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านคณะกรรมาธิการมีอะไรจะรายงานเพิ่มเติมไหมครับ ก่อนที่ท่านสมาชิก จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ ก็ฝากกรรมาธิการในช่วงที่ ฟังสมาชิก และผมคิดว่าเป็นรายงานปฏิรูปที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็เป็นการตอบโจทย์ เรื่องไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ด้วย ทั้งยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปของเรา ซึ่งจะเกิดขึ้นเป็นองค์กรใหม่ตามรัฐธรรมนูญภายในไม่เกิน ๑๒๐ วันนี้นะครับ
ประเด็นแรก ก็คือว่าการอัปเดต (Update) การทํางานของรัฐบาลขณะนี้ เดินหน้าไปเร็วมากในเรื่องนี้ เช่นกรมที่ดินตอนนี้ได้ดําเนินการเรื่องของการเป็นรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ในการขับเคลื่อนโดยใช้เทคโนโลยีไอที (IT) ใหม่ ก็เริ่มจากการที่เวลาราษฎร ไปใช้บริการก็ไม่ต้องนําสําเนาบัตรประชาชน หรือว่าถ้าเป็นนิติบุคคลก็ไม่ต้องเอา พวกบริคณห์สนธิของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไป เป็นหน้าที่หน่วยงานรัฐ ก็หมายความว่า ต่อไปนี้จะต้องมีตัวที่เป็นบิ๊กดาต้า (Big Data) ตัวที่จะเป็นการเชื่อมโยงไม่เป็นภาระประชาชน นี่คือการปฏิรูปครั้งสําคัญ หรือระบบการจ่ายเงินที่ได้เสนอมานี้ ก็มีระบบพร้อมเพย์ (PromptPay) เข้าไป เมื่อปีที่แล้วธนาคารแห่งประเทศไทยได้ออกกฎระเบียบ เพราะว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องดูเรื่องของความมั่นคงทางด้านการเงิน แล้วก็เรื่องของ ดิจิทัลเคอร์เรนซี (Digital Currency) แล้วก็เรื่องของบิตคอยน์ (Bitcoin) อื่น ๆ เข้ามา ก็ได้ออกกฎ ระเบียบต่าง ๆ สุดท้ายเรื่องสําคัญมากที่พูดถึง ฝากให้ท่านลองช่วยอัปเดต (Update) นิดหนึ่ง ก็คือเรื่องของอีซิกเนเจอร์ (e-Signature) เรามีการปฏิรูปปี ๒๕๔๔ มีสํานักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ขึ้นมาเป็นองค์การมหาชนตั้ง ๑๖ ปีที่แล้ว แล้วมีพระราชบัญญัติธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้รับอนุมัติ จากกรรมการชุดดังกล่าว โดยอธิบดีและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายสามารถเซ็นอีซิกเนเจอร์ (e-Signature) ครอบคลุมทั้งประเทศ ลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวจะเห็นว่าไปขอสําเนา บริคณห์สนธิ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ท่านไปที่แบงก์ไหนก็ได้ ก็คือไปขอเพราะว่า ได้อีซิกเนเจอร์ (e-Signature) แล้ว ดังนั้นผมคิดว่าโครงสร้างพื้นฐานเราไป แล้วในยุค ๒-๓ ปีมานี้ เราได้นําเรื่องของฟินเทค (FinTech) เรื่องของไอที (IT) เข้ามาใช้ต่อนวัตกรรมทางการบริหาร ของประเทศโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ก็อยากให้ไปดูว่าตัวสถาบันอีทีดีเอ (ETDA) คือภาคเอกชนเองก็ต้องไปร่วมงานกับเขา เขาตั้งมา ๑๖ ปีแล้ว ก็คือ สพธอ. สํานักงาน พัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งถ้าไม่มีอีซิกเนเจอร์ (e-Signature) มันเดินไม่ได้ ไม่ว่าภาคเอกชนหรือรัฐบาล ไม่อย่างนั้นก็ยังต้องส่งแฟกซ์ (Fax) กัน แล้วก็เซ็นกันหรืออะไร ทํานองนี้มันไม่ได้นะครับ ๒. ก็คือตัวสิงคโปร์โมเดล เรื่องของการให้ซอร์ซ ออฟ ฟินเทค (Source of FinTech) ซึ่งขณะนี้เรามีสตาร์ตอัป (Startup) เกิดใหม่ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ แห่งแล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าแยกออกเป็นฟินเทค (FinTech) เท่าไร แต่ว่าบล็อก ๗๑ (Block 71) ของประเทศสิงคโปร์ได้ทําตัวเรื่องของฟินเทค (FinTech) เข้าไปเชื่อมโยงกับศูนย์กลางไอที (IT) ก็คือซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) ในรูปแบบบริษัทที่เรียกว่าบล็อก ๗๑ (Block 71) ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ถ้าท่านจะช่วยนําเสนอในตอนท้ายอีกก็ดี และประการสุดท้ายที่ยังเป็น เรื่องเข้ามาแล้ว อยากทราบว่ารายงานนี้จะตอบสนองให้ความรู้แก่สมาชิกเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาก็คือเรื่องของดิจิทัลเคอร์เรนซี (Digital Currency) กับเรื่องของ ดิจิทัลมันนี (Digital Money) วันนี้เขาไปไกลมากแล้ว พวกอาลีเพย์ (Alipay) พวกวีแชตเพย์ (WeChat Pay) มาพบกับผม ผมอยากรู้ว่าคืบหน้าไปขนาดไหน ของทั้งกลุ่มอาลีบาบา (Alibaba) และกลุ่มเทนเซนต์ (Tencent) ก็ไปไกลมาก มันจะไปเร็วมากภายในปีสองปีนี้ ธนบัตรที่เราใช้ แม้แต่เครดิตการ์ด (Credit Card) ก็อาจจะแทบไม่ได้ใช้กันต่อไปข้างหน้า ก็เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่อยู่ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นะครับ ต่อไปขอเชิญสมาชิกท่านแรกนะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ เอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชี รายชื่อ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธาน รวมทั้ง ตัวท่านประธานด้วย ที่ทั้ง ๓ ท่านได้กรุณาให้ข้อมูลเกี่ยวกับวิวัฒนาการของระบบการเงิน ตั้งแต่ยุคสมัยของการแลกเปลี่ยนตัวสินค้ามาจนถึงการใช้เงินที่จะผ่านระบบดิจิทัลอิเล็กทรอนิกส์ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมาโน้มน้าวถึงความสําคัญในเรื่อง ฟินเทค (FinTech) เพราะว่าทุก ๆ วันก็เห็นลูกหลานของเราเดี๋ยวนี้ไม่ว่าเขาจะทําอะไร ก็ผ่านแค่โทรศัพท์มือถือ จะจองโรงแรม จะสั่งโน่นสั่งนี่ แล้วเราก็ทราบกันว่าที่ประเทศจีน พลเมืองประมาณครึ่งประเทศ ๖๐๐ ล้านคน เดี๋ยวนี้ไม่ไปที่ชอปปิงเซ็นเตอร์ (Shopping Center) แล้ว ซื้อขายของผ่านอีคอมเมิร์ช (e-Commerce) จากโทรศัพท์มือถือกันทั้งนั้น มันเป็นแนวโน้ม เป็นเทรนด์ (Trend) ของโลกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วเราก็ไม่ได้มีความล้าหลัง อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มันก็มีวิวัฒนาการอยู่ แต่คราวนี้ประเด็นก็คือเราจะทําตนให้ทันสมัย อยู่ตลอดเวลาได้อย่างไร ในเมื่อการท่องเที่ยวก็ดี การลงทุนก็ดี เรายังต้องการจากต่างประเทศ เราต้องการเทคโนโลยี การทํามาค้าขายกิจการธนาคาร โดยองค์รวมแล้วประมาณร้อยละ ๗๐ ของจีดีพี (GDP) ขึ้นอยู่กับการค้าขายระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นคือว่าเราจะสร้างความพร้อมได้อย่างไร ก็มี ๒ ส่วนเป็นสําคัญ ขอใช้คําภาษาอังกฤษ นิดหนึ่งว่าเราจะทําให้สังคมไทยเป็นสังคมอิเล็กทรอนิกส์หรือว่าดิจิทัลโซไซตี (Digital Society) อย่างไร ซึ่งทางฝ่ายกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงมามากมายพอสมควร แต่ว่าอีกส่วนหนึ่ง คือแล้วจะทําให้ประชาชนพลเมืองเราเป็นดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) ได้อย่างไร อันนี้ยังพูดไม่ค่อยเต็มที่ ผมอยากฟังเพิ่มเติมจากกรรมาธิการว่าเราจะไปแก้กฎหมาย เตรียมหน่วยราชการ มีเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยต่าง ๆ อันนั้นทุกโลกเขาก็ต้องทํากันอยู่ ไม่ใช่เป็นของยากอะไรมีสตางค์ก็ซื้อได้ บริษัทยักษ์ใหญ่ของไทยก็ไปในทิศทางนี้ ทุกธนาคาร ทั้งไทยทั้งเทศที่อยู่นี่ก็ทําแล้ว บริษัทบริการ เช่นการบินไทยต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไปในทิศทางนี้อยู่แล้ว แต่ว่าเราจะสร้างความพร้อมของคนอย่างไร ไม่ใช่แค่แม่บ้านพ่อบ้านทั่ว ๆ ไปที่มีบัญชี อยู่ที่ธนาคารหรือว่าพวกบริษัทขนาดกลางเอสเอ็มอี (SMEs) ที่จะต้องไปกู้เงิน ก็อยากจะ ขอให้ทางกรรมาธิการช่วยศึกษาสักนิดหนึ่งว่าในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมานั้น รัฐบาลอินเดีย พยายามที่จะให้คนยากคนจนเขาเป็นดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) อย่างไรก็คงจะ ทราบกันอยู่ ๑. เขาพยายามจะเอาเงินนอกระบบเข้าระบบ ยกเลิกแบงก์ราคา ๑,๐๐๐ รูปี แล้วอยากจะให้ประชาชนของเขา ๑,๐๐๐ กว่าล้านคนทุกคนนั้นมีการ์ด (Card) ที่เรียกว่า เอทีเอ็ม (ATM) หรือจะดิจิทัลการ์ด (Digital Card) ก็แล้วแต่ แล้วการช่วยเหลือของรัฐบาล ไปที่คนยากคนจนก็จ่ายตรง ทุกคนก็มีเครดิตที่จะไปเบิกจากสถาบันทางการเงินได้ ก็มีความบกพร่อง มีความสําเร็จ แล้วถ้าเผื่อเราจะไปในทิศทางนั้นก็ต้องทําให้ประชากร ของไทย ๖๘ ล้านคนต้องเป็นดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) อันนี้เราจะเตรียมอย่างไรครับ เราจะให้ความรู้ความเข้าใจอย่างไร พวกกระผมคนอายุ ๗๐ ปีขึ้นไปไปที่ธนาคารแล้วต้องใช้ ระบบดิจิทัลหมดคงจะยากลําบาก เว้นเสียแต่จะได้รับการฝึกอบรมให้สามารถที่จะใช้ได้ ตาสีตาสาที่อยู่ในต่างจังหวัดจะทําอย่างไร เราจะทํางานร่วมกับหอการค้าจังหวัด หน่วยงาน ของสมาคมอุตสาหกรรมในต่างจังหวัด แล้วทุกธนาคารของรัฐแล้วก็ของเอกชนจะร่วมมือกัน ในการจะเอาองค์ความรู้ฝึกอบรมคนไทยให้เป็นดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) กันทุกคน อย่างไร เพราะว่าการจ่ายเงิน ๖๐๐ บาทให้กับผู้มีอายุ ๖๐ ปีไปแล้ว การจ่ายเงินให้ อสม. ต่าง ๆ เหล่านี้ เงินลงไปที่หมู่บ้าน ไปที่คนต้องเป็นระบบดิจิทัลเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด จะให้เขาได้รู้แล้วใช้เป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ การฝึกอบรมต้องทําอย่างกว้างขวาง อันนั้นเป็นเรื่องที่ผมอยากจะให้ทางกรรมาธิการช่วยพิจารณาเพื่อมันจะได้ครบด้วย ระหว่าง ดิจิทัลโซไซตี (Digital Society) กับดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องไป คู่กัน นั่นเป็นประเด็นที่ ๑
ส่วนอันที่ ๒ ก็คือว่าเรื่องทั้งหมดเราก็เอามาจากฝรั่งมังค่าเขา เพราะว่า เราไม่ได้คิดเอง เราไม่มีองค์ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี เราเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยี คราวนี้ ผมก็ถามบอกว่าแล้วจะใช้เทคโนโลยีอย่างไรมันมีระบบเข้ามา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการประชุม ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วผู้ว่าราชการจังหวัด คงจะไปด้วย ผมก็จะเรียนถามว่าผลการประชุมที่วอชิงตัน ดี.ซี. ของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไอเอ็มเอฟ (IMF) นั้นเกี่ยวข้องกับดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) หรือว่าฟินเทค (FinTech) มากน้อยแค่ไหน แล้วก็มีหน่วยงานที่สวิตเซอร์แลนด์คือบาเซิลอะกรีเมนต์ (Basel Agreement) ว่าด้วยกิจการของธนาคารพาณิชย์เขาว่าอย่างไรครับ นอกเหนือจากเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไอเอ็มเอฟ (IMF) โออีซีดี (OECD) ว่าอย่างไร แล้วสถาบันการสื่อสารระหว่างประเทศ ไอทียู (ITU) ที่นครเจนีวาเขาว่าอย่างไร แล้วเราว่าอย่างไร แล้วบุคลากรของเราที่ไปประชุม ต่าง ๆ เหล่านี้ว่าอย่างไร จะนําองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้กับประเทศไทยแล้วช่วยพัฒนา ความพร้อมให้ได้อย่างไร ประเด็นที่ผมจะต้องขอถามท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการคือ ใครจะเป็นที่ปรึกษา เป็นแอดไวเซอร์ (Advisor) เป็นเอกซ์เพิร์ต (Expert) ให้ความรู้ กับบุคลากรของไทย ทั้งในระดับนโยบาย ในระดับผู้ปฏิบัติ โอเปอเรเตอร์ (Operator) ที่ใช้เครื่องมือเครื่องใช้ แล้วก็ประชาชนโดยทั่ว ๆ ไป ใครที่จะเป็นแอดไวเซอร์ (Advisor) เพราะว่าคนของเราเองนอกจากท่านประธานกรรมาธิการ แล้วก็ท่านกอบศักดิ์ ท่านมีชัย ก็คงไม่กี่คนในประเทศไทยที่รู้เรื่อง แต่อีก ๖๐ กว่าล้านคนจะว่าอย่างไร หรือในแวดวงธุรกิจ อีกประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน เราจะสร้างความพร้อมอย่างไร แล้วบุคลากร ของ อบจ. อบต. เราจะทําอย่างไร ข้าราชการเป็นล้านคนเราจะทําอย่างไร อันนี้เป็นเรื่อง ที่สําคัญนะครับ ใครจะมาเป็นแอดไวเซอร์ (Advisor) ที่ปรึกษาให้กับเรา เราจะใช้ธนาคาร เอดีบี (ADB) ได้ไหม ยูเอ็นดีพี (UNDP) ได้ไหม ไอทียู (ITU) ที่อยู่ที่กรุงเทพฯ นี้ได้ไหม จะต้องมีแผนในการที่ให้ความรู้ต่อประชาชนพลเมืองอย่างกว้างขวางลึกซึ้งเพื่อให้ทุกคน เป็นพลเมืองดิจิทัล อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ใครจะเป็นกูรู (Guru) เป็นครูให้กับเรา แล้วกูรู (Guru) ต่างประเทศเหล่านี้จะมาสอนครูของเราทั้งในแวดวงมหาวิทยาลัย แล้วผู้ชํานาญการ ต่าง ๆ จะอยู่ที่ธนาคารชาติ จะอยู่ตลาดหุ้น หรือที่สํานักงานประกันภัยต่าง ๆ เหล่านี้ เราจะสร้างบุคลากรเหล่านี้อย่างไร ต้องมีแผนให้เป็นเรื่องเป็นราว นั่นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
ส่วนอีกอันหนึ่งที่ค่อนข้างจะสําคัญก็คือท่านบอกว่าธนาคารอาจจะเป็น ไดโนเสาร์ เพราะว่าจะเป็นเปเปอร์เลสเคอร์เรนซี (Paperless Currency) ไม่ต้องมีธนาคาร ไม่ต้องมีคนกลาง อินเทอร์มีเดียรี (Intermediary) แต่จะเป็นบล็อกเชน (Blockchain) จะเป็นคลาวด์ฟันดิง (Cloud Funding) อะไรต่าง ๆ มันก็ยังต้องแพลตฟอร์ม (Platform) ก็เหมือนสถานีกลางเพื่อให้มีการโอนจ่ายเงินต่าง ๆ เหล่านี้ ถามว่าใครจะเป็นคนทํา แพลตฟอร์ม (Platform) ถ้าเผื่อหัวใจของเรื่องจะต้องมีแพลตฟอร์ม (Platform) ใครเป็น คนที่จะทํากฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ เพราะฉะนั้นก็อยากจะฟังจาก ฝ่ายกรรมาธิการว่าอะไรที่จะเป็นการจัดลําดับความสําคัญเร่งด่วน มี ๑๐ ประเด็น ๑-๑๐ นี่คืออะไร แล้วผมก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการที่จะบอกให้สํานักงานประกันภัย ธนาคารชาติ ตลาดหุ้น แล้วก็สํานักงานเศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลังบอกว่าขอความกรุณา ๔ หน่วยงานช่วยกรุณาประสานงานกันในระบบราชการมันไม่เคยสําเร็จสักเรื่อง การทํางาน แบบคณะกรรมการ แล้วผมก็ได้พูดในสภานี้อยู่ตลอดเวลาว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละคน ก็หวงเทิร์ส (Thirst) องค์กรอํานาจของตนเอง ผมขอเสนออย่างนี้ได้ไหมครับ แล้วจะไปใน ทิศทางของฮ่องกงหรือโดยเฉพาะของสิงคโปร์ที่ท่านกรรมาธิการได้พูดไว้ว่ามอนทารีออโทริตี (Monetary Authority) เรายังไม่มี ผมขอเสนอให้เป็นธนาคารแห่งประเทศไทยได้ไหม ขอให้เขาเป็นแกนเสียก่อน เพราะว่าเขามีคณะทํางานเรื่องฟินเทค (FinTech) แล้ว แล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็เรื่องเกี่ยวกับสตางค์ทั้งนั้นก็เริ่มที่ธนาคารชาติให้เป็นแกน แล้วเหนือ ธนาคารชาติไปก็มีนายกรัฐมนตรี มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศอะไรพวกนี้อยู่ในคณะกรรมการเรื่องที่เกี่ยวกับการแลกเปลี่ยน เงินตราอยู่แล้ว ก็มีระดับการเมืองที่จะคอยควบคุมแล้วก็รายงานตรงไปที่ ครม. ได้ ผมขอเสนอให้ธนาคารชาติเป็นแกนหลักได้ไหมในเรื่องของนโยบายเสียก่อน ส่วนอีควิปเมนต์ (Equipment) หรือว่าเครื่องมือเครื่องใช้จะเอาหน่วยงานไหนล่ะครับ ตอนนี้เรามีกระทรวงไอที (IT) มีกระทรวงดิจิทัล แล้วก็มีสํานักงานธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ ใครที่จะเป็นตัวเทคนิคใน ๓ หน่วยงานนี้ก็กําหนดเสียให้แน่ชัด ในระดับนโยบายก็ให้ธนาคารชาติว่าไป แล้วก็ในเรื่อง ของเทคนิคว่าด้วยโอเปอเรชันซิสเต็ม (Operation System) ในการที่จะใช้เครื่องมือเครื่องใช้ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ก็มี ๓-๔ หน่วยงาน กําหนดให้แน่ชัดในที่ประชุม อันนี้จะทําให้เรา ได้รู้ว่าอีก ๓-๕ ปีข้างหน้าเราจะเตรียมความพร้อมของประเทศไทยอย่างไร หรือให้มีความพร้อม แล้วไปกันได้กับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีทางด้านการสื่อสารทางด้านการเงินที่ เปลี่ยนอยู่แทบจะทุกวินาที อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ ก็อยากจะให้ทํางานกันแบบมีระบบ จัดลําดับความสําคัญให้ชัด แล้วก็ให้รู้ว่าหน่วยงานใดเป็นผู้ที่จะต้องรับผิดชอบเป็นหลัก ผมอยากจะเห็นหน้าตาของคนที่จะทํางานมากกว่าจะบอกว่าหน่วยงานโน้นหน่วยงานนี้ แล้วก็ไม่มีใครรับผิดชอบ แล้วผมก็คิดว่าธนาคารชาตินี้อยู่ในวิสัยอยู่ในฐานะที่จะทําอะไร ให้เป็นเรื่องเป็นราวได้ เพราะมันต้องมีการประสานงานระหว่างธนาคารชาติทั่วโลกครับ แล้วก็มีการประชุมอย่างน้อย ๒ ครั้งที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แล้วก็คณะของเวิลด์แบงก์ (World Bank) ไอเอ็มเอฟ (IMF) ก็ต้องมาที่ประเทศไทย เขาก็มีสํานักงานอยู่ที่นี่ ไหน ๆ แล้ว ก็เอาสักหน่วยงานหนึ่งให้เป็นหลักแล้วก็ดําเนินการ และระหว่างนี้ต้องเตรียมรวบรวม บุคลากรมาให้หมดว่าเรามีสัก ๕๐ คน ๑๐๐ คนที่รู้เรื่องฟินเทค (FinTech) ไหม ทั้งแวดวง วิชาการที่อยู่ในตลาดหุ้นที่อยู่ในแวดวงธนาคาร และใครที่เก่งไอที (IT)เชิญเข้ามาให้เป็น หน่วยงานที่จะทํางาน ๕๐ คน ๑๐๐ คน ก็ว่ากันไปภายใต้การกํากับดูแลของธนาคารชาติ อันนี้เราจะได้เดินงานไปอย่างเป็นกิจจะลักษณะครับ เวลาแค่นี้ผมก็ต้องขอพูดแค่นี้
ส่วนประเด็นสุดท้ายนิดเดียวครับ เมื่อสักครู่ผมสะดุ้งสักนิดหนึ่ง ถ้าเผื่อผม ไปฝากเงินได้ไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ไปที่ธนาคารถ้าผมไปกู้เงินมัน ๗ เปอร์เซ็นต์นะครับ อันนี้อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปที่กรรมาธิการด้านการคลังและด้านเศรษฐกิจด้วยว่า อันนี้เป็นการขูดรีด เอกซ์พลอยเทชัน (Exploitation) ผมรับไม่ได้ครับ เพราะว่าเมื่อวานนี้ หนังสือพิมพ์เพิ่งบอกว่า ๒ ธนาคารยักษ์ของประเทศไทยกําไรเข้าไปตั้ง ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วมาพูดอะไร คุณเล่นมาร์จิน (Margin) ตั้ง ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ระหว่างเงินกู้กับเงินฝาก เป็นไปได้อย่างไร อันนี้รับไม่ได้ครับ ต้องดูให้ดี อันนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบการเงิน การคลัง การธนาคารอีกอันหนึ่งที่เป็นเรื่องสําคัญยิ่ง คนยากคนจนจะได้เข้าถึงซึ่งแหล่งเงิน เพื่อเขาจะได้พัฒนาตนเองได้ เป็นสังคมดิจิทัล เป็นสังคมที่บอกว่ามีครีเอทิวิตี (Creativity) ความคิดสร้างสรรค์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ไปหาเงินไม่ได้ เพราะว่าการกู้ไปที่บริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งหมด อันนี้ก็เป็นความเหลื่อมล้ําอย่างหนึ่งครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณท่านกษิตครับ มีของฝากของแถมโจทย์ใหญ่ให้กรรมาธิการนะครับ ท่านประธานก็เป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง กรรมาธิการหลายท่านก็คงจะช่วยกันตอบ ในโจทย์สุดท้ายนะครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิก ที่รักเคารพทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมได้ อ่านรายงานของกรรมาธิการแล้วไม่กี่หน้าแต่ผมว่าเรื่องใหญ่มากนะครับ เรื่องใหญ่จริง ๆ ในเรื่องของการที่จะปฏิรูประบบเพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงิน แล้วเราก็ได้พูดกันมา หลายครั้งแล้วโดยเฉพาะ ขอประทานโทษนะครับท่านสมชัยพูดถึงเรื่องฟินเทค (FinTech) ก็เป็นเรื่องที่เขาไปกันไกลแล้วแต่เราก็ยังต้วมเตี้ยมอยู่ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียนว่า ท่านคิดถึงเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หรือเปล่า ถ้าประเทศไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) คือศูนย์ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เสถียรและปลอดภัยท่านอย่าคิดทําเรื่อง เหล่านี้เลย วันหนึ่งก็จะถูกเจาะเงิน ก็จะไหลออก ความเสียหายก็จะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตามผมอยากน้อมนําขึ้นมาเป็นภาพ เดี๋ยวผมก็จะกราบเรียนว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ ท่านจะพูดอย่างไร ขอภาพครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ภาพนี้คือภาพเขื่อนนะครับ ผมไปหาภาพเขื่อนภูมิพล สวย ๆ ไม่มี ก็เป็นภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จทรงเปิดเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อ ๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๐ ผมถามว่าเขื่อนอะไร เขื่อนทํามาทําไม เขื่อนคือการผลิตกระแสไฟฟ้า จากพลังน้ํา ปัจจุบันนี้เรายังใช้อยู่เลย เขื่อนต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนภูมิพล หรือเขื่อนต่าง ๆ ก็พลังน้ําที่เราใช้กันอยู่ก็เป็นพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เห็นการณ์ไกลในเรื่องของการเกษตรและการใช้พลังน้ํา ท่านกําลังจะปฏิรูปเรื่องระบบการเงิน ที่ว่านี้ แถวบ้านผมที่ต่างจังหวัดไม่มีไฟฟ้าหรือไฟฟ้าดับ ๆ ติด ๆ ไม่เสถียรจะทํากันอย่างไร เอาแค่ไปสนามบิน พอไฟดับบอร์ดดิงพาส (Boarding Pass) ออกไม่ได้ ขึ้นเครื่องบินไม่ได้ โกลาหลนะครับ เพราะฉะนั้นเริ่มต้นเลยผมอยากจะกราบเรียนว่าท่านต้องทําไฟฟ้าให้เสถียร เสียก่อน เกี่ยวข้องไหมครับ ถ้าไม่เกี่ยวข้องท่านก็บอกผมนะครับ แต่ท่านต้องตอบ เรื่องที่ ๒ ท่านมีดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) อยู่หรือเปล่า อยู่ที่ไหน ปลอดภัยไหม ทั่วโลกเขาถือว่า สําคัญมากเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ของนวัตกรรมทางการเงินหรือร้อยแปดจิปาถะ ภาพต่อไปครับ นี่คือศูนย์ข้อมูลข่าวสารเรียกว่าเมนเฟรม (Mainframe) ของสถานที่แห่งหนึ่ง ในเรื่องของการใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งก็จะต้องมีแบ็กอัป (Backup) อยู่อีกที่หนึ่งเมื่อเกิดเหตุเภทภัย ขึ้นมา ภาพต่อไปก็เช่นเดียวกัน จากเมนเฟรม (Mainframe) ใหญ่ท่านก็ต้องมีเล็ก ๆ ในทุก ๆ ที่ ให้คนได้ใช้อย่างมีคุณภาพ ภาพต่อไปครับ ภาพตรงนี้ท่านจะเห็นเลยว่าคอมพิวเตอร์ แบบตั้งโต๊ะมีเยอะแยะมากเลย รูปแบบต่าง ๆ ทําให้เกิดฟินเทค (FinTech) ง่ายขึ้น ต่อไปครับ อันนี้ก็เช่นเดียวกันแล็ปท็อป (Lap Top) ก็เป็นคอมพิวเตอร์อีกแบบหนึ่ง ท่านจะทําเรื่องของ นวัตกรรมทางการเงิน ถ้าไม่มีเครื่องเหล่านี้ท่านไปไม่เป็นหรอก เหมือนท่านจะไปบางลําภู จักรยานก็ไม่มี มอเตอร์ไซค์ก็ไม่มี รถก็ไม่มีท่านเดินไปอย่างไร ไปไม่ได้ ต่อไปครับ ไม่มีใคร ไม่รู้จักคอมพิวเตอร์ตัวเล็ก ๆ พกพาได้สะดวก ก็เป็นเครื่องมืออีกตัวหนึ่งที่ทําให้การใช้ นวัตกรรมทางการเงินนี่สะดวกมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันและโลกในอนาคต อันนี้ยิ่งดีใหญ่เลย ภาพต่อไปท่านลองดูครับ นี่โทรศัพท์มือถือสารพัดยี่ห้อ ท่านทําพร้อมเพย์ (PromptPay) ท่านจะลงทะเบียนร้อยแปดจิปาถะ โอนเงิน เงินไหลเข้าไหลออก ฟินเทค (FinTech) ของท่าน อันนี้ประชาชนรากหญ้าก็มี พวกเราก็มีกันทุกคน ถ้าไม่มีบอกนะครับ เดี๋ยวผมซื้อให้เลย ในที่ประชุมแห่งนี้ก็ต้องใช้เพื่อความสะดวก ต่อไปภาพเป็นอย่างไรครับ บัตรเอทีเอ็ม (ATM) บัตรวีซ่า (VISA) สมาร์ตการ์ด (Smart Card) ร้อยแปดจิปาถะ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้ การปฏิรูปของท่านไปได้ดี แต่อย่างไรก็ตามทั้งหมดจะต้องมีความปลอดภัย ต่อไปภาพ เกือบสุดท้าย อันนี้ภาพบัตรประชาชน บัตรประชาชนปัจจุบันนี้ก้าวหน้ามากมีเลข ๑๓ หลัก ท่านต้องใช้เลข ๑๓ หลักเกาะยึดโยงไว้ เพราะเลขบัตรประชาชนแต่ละคนไม่ตรงกันเลย แล้วก็เป็นคนที่ออกแบบได้ดีมาก แต่เรื่องของความลับเขา เรื่องของความปลอดภัย ในการใช้ก็จําเป็นที่ท่านจะต้องออกแบบนวัตกรรมนี้ ผมอยากจะนําเสนอสัก ๒-๓ ข้อ ขอภาพต่อไปครับ
๑. ท่านต้องคิดสร้างนวัตกรรมความปลอดภัยทางการเงินให้แก่ประชาชน ประชาชนมีความรู้ตั้งแต่ดอกเตอร์จนถึงรากหญ้า มีความรู้ไม่เท่ากัน ท่านเห็นข่าว ๒-๓ วันนี้ไหมครับ คนมีความรู้ในกรุงเทพฯ แห่งหนึ่งจบดอกเตอร์ จบมาร้อยแปดจิปาถะ ถูกโกงเงินไป ๑,๔๐๐ ล้านบาท นี่ขนาดมีความรู้ครับ แล้วถ้าคนไม่มีความรู้ท่านจะทําอย่างไร อยู่ ๆ เงินเขามี ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อจะใช้ไปตลอดชีวิต เงินหมดไปแล้ว ท่านต้องออกแบบ นวัตกรรมความปลอดภัยเรื่องอย่างนี้ให้กับประชาชนทุกหมู่เหล่า
๒. ให้ความรู้เรื่องการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งคุณและโทษจากการใช้งาน ตั้งแต่นักเรียนระดับประถมเลย ครูบาอาจารย์ที่สอนอยู่ ในชั้นประถม ในชั้นมัธยม ในชั้นมหาวิทยาลัย และประชาชนทั่วไปอย่างทั่วถึงเสียก่อน ไม่ใช่ท่านเอาของดี ๆ มา แล้วก็ใช้ไม่เป็นเขาก็เสียหาย แล้วก็ยากจน ในที่สุดก็ต้องมาขอสวัสดิการจากรัฐ
๓. หน่วยงานของรัฐต้องมีการประชาสัมพันธ์ถึงกลเม็ดการฉ้อฉลของมิจฉาชีพ ทั้งหลาย ผมดีใจมากว่าเมื่อใดที่มีการโกงหน้า ๑ ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับออกมา แต่ไม่พอครับ ท่านประธาน ต้องบอกเลยว่าวิธีการโกง โกงอย่างไร การโกงเขาก็จะดูว่ามนุษย์โดยพื้นฐาน มีความโลภ อยากได้ใคร่ดี ดอกเบี้ยร้อยละ ๑ หรือไม่ถึง ๑ ไม่ไหว พอบอกว่าให้ดอกเบี้ย ร้อยละ ๑ ต่อปี พอให้ร้อยละ ๑ ร้อยละ ๒ ร้อยละ ๓ ต่อเดือนแห่กันไปฝาก ในที่สุดก็เป็นเหยื่อ ทุกวัน ๆ ขณะที่ผมยืนพูดก็อาจจะยังมีคนโกงกันอยู่ ขอประทานโทษนะครับ ท่านไพบูลย์พูด ผมรู้จักว่าท่านมีฝีมือ คนเก่งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามคิดอะไรให้รอบคอบก็จะเป็นผลประโยชน์ ต่อชาติบ้านเมืองต่อประชาชนอย่างยิ่ง ไม่ว่าท่านสถิตย์ ท่านสมชัย ท่านกอบศักดิ์ ผมเชื่อ และศรัทธา นี่พูดด้วยความสัตย์นะครับ ว่าท่านอยากจะทําอะไรให้กับชาติบ้านเมืองที่ดี ที่เร็ว และสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ ขอฝากไว้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านไม่รอบคอบ ก็จะเป็นเหยื่อของคนขี้โกงเสมอ แล้วก็ในทุกที่ เพราะฉะนั้นผมก็กราบเรียนท่านมา ด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ท่านนําเสนอนี้เป็นประโยชน์ต่อชาติในอนาคตอย่างยิ่ง อย่างมหาศาล การทํามาค้าขายจะต้องทันเขา ทันเวลา ทันสถานการณ์ และรวดเร็ว แต่อย่างไรก็ตาม ท่านจะต้องคิดถึงเรื่องความปลอดภัยของการใช้ในทุกหมู่เหล่า รวมทั้งความเสถียรของการใช้ ติด ๆ ดับ ๆ ก็จะไม่เกิดประโยชน์ ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานที่เห็นท่านกรรมาธิการ จดยุกยิก ๆ นะครับ คิดว่าอาจจะเป็นประโยชน์ แล้วตอบผมหน่อยก็แล้วกันว่าท่านทําอย่างไร ผมดูในนี้ท่านยังไม่ได้ดีไซน์ (Design) ออกแบบว่าท่านทําอย่างไรถึงจะเสถียร ทําอย่างไร ถึงจะมีความปลอดภัย ท่านพูดไปโลกพระจันทร์แล้ว แต่วิธีการที่จะไปโลกพระจันทร์ เป็นอย่างไร ผมก็จบพอดีเลยครับท่านประธาน
เรียนว่าเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) นี้เป็น ๑ ใน ๒๗ วาระปฏิรูป เร่งด่วนที่ท่านนายกรัฐมนตรีกําหนดต้องทําให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นพื้นฐานที่ท่านสุรินทร์กังวล แล้วเรามียุทธศาสตร์ดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) ๒๐ ปีแล้ว ตั้งกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีทั้งเป้าหมาย วิสัยทัศน์ วัดผลได้ วางโพซิชัน (Position) ประเทศใหม่ แล้วก็กฎหมาย ระเบียบ กฎกระทรวง ตลอดจนภาคบังคับให้ทุกส่วนราชการในประเทศนี้จะต้องขับเคลื่อนไปสู่ การเป็นอีดีพาร์ตเมนต์ (e-Department) เป็นดิจิทัลดีพาร์ตเมนต์ (Digital Department) ก็ขับเคลื่อนไปไกล ก็สอดคล้องกับข้อเสนอที่ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเสนอเรื่องฟินเทค (FinTech) ก็เป็นซับเซ็ต (Subset) หนึ่งของดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) ของเรา เพียงแต่ต้องการให้อัปเดต (Update) ว่าขณะนี้แม่น้ํา ๕ สาย โดย ป.ย.ป. เราขับเคลื่อนไปมากแล้ว เพราะฉะนั้นข้อเสนอปฏิรูปก็จะต้องอัปเดต (Update) ข้อมูลเหล่านี้ บางทีภาคเอกชนก็ตาม ไม่ทันเพราะไม่ได้เข้ามาดูข้อกฎหมาย กฎ ระเบียบ กฤษฎีกา พระราชบัญญัติ นโยบาย การขับเคลื่อน เหมือนอย่างที่บอกว่าเรามีอีทีดีเอ (ETDA) มา ๑๖ ปีแล้ว เรามีกฎหมาย ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์มา ๑๐ กว่าปีแล้ว ฉะนั้นอีซิกเนเจอร์ (e-Signature) มีแล้ว ก็จะตอบโจทย์ได้เยอะมากทีเดียวก็ต้องอัปเดต (Update) ให้ทันต่อการขับเคลื่อนของ ป.ย.ป. และเป้าหมายสําคัญคือ ๒๗ วาระเร่งด่วน เพราะฉะนั้นเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) เป็น ๑ ใน ๒๗ วาระเร่งด่วนต้องเสร็จในปีนี้ ก็ช่วยเสริมทางกรรมาธิการ เพราะว่าผมอยู่ใน ป.ย.ป. ก็จะต้องพยายามอัปเดต (Update) มันไม่เหมือนรายงาน ปฏิรูปในช่วงแรก ๆ ของเรา ตอนนี้เป็นช่วงเร่งรัด ๑ ปี ในปี ๒๕๖๐ ต่อไปขอเชิญ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องการปฏิรูป ระบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงินของท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจของท่านสถิตย์ที่เคารพนะครับ ซึ่งท่านก็ได้ผลักดันการปฏิรูปในด้านเศรษฐกิจ รู้สึกว่าจํานวนเรื่องจะมากที่สุดในบรรดาทุกคณะกรรมาธิการ และแต่ละเรื่องก็มีประโยชน์ แล้วก็เป็นเรื่องที่มองไปสู่อนาคต แล้วก็มองไปทางกว้างให้ครอบคลุมพี่น้องประชาชน ในทุกภาคส่วน ทุกระดับชั้น สําหรับเรื่องที่ได้นําเสนอในเช้าวันนี้ผมคิดว่ามีความสําคัญยิ่ง ผมก็คงจะขึ้นมากล่าวสนับสนุนในการที่ทางคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจได้นําเสนอเรื่องนี้ ก่อนที่เราจะตก อันนี้ไม่ใช่ตกรถไฟนะครับ ตกรถไฟความเร็วสูงเลย ซึ่งไม่มีทางรอดเลย ถ้าตกรถไฟความเร็วสูง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะไปไวมาก เรื่องของฟินเทค ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (FinTech Financial Technology) สําหรับบ้านเราอาจจะได้ยินมาสัก ๒-๓ ปี ก็เกิดขึ้นมามีคนมาเรียกฟินเทค (FinTech) ก็อาจจะสัก ๑๐ ปี ถ้าเราไปดูข้อมูลในกูเกิล (Google) ก็จะเห็นว่าอย่างในสหรัฐอเมริกามีบริษัทสตาร์ตอัป (Startup) กว่า ๒๐๐ แห่ง ที่ทํางานเรื่องนี้แล้วก็ร่ํารวยกันไปมหาศาล ในยุโรปใช้เงินไปแล้วร่วม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะพัฒนาทางด้านฟินเทค (FinTech) ในบ้านเราก็มีนะครับ เมื่อสักครู่มีบางท่าน บอกว่าเราต้องไปยืมเขา เอาเทคโนโลยีเขามา อย่างในตลาดหลักทรัพย์ของเรามีหลายบริษัท ที่ให้บริการในด้านของฟินเทค (FinTech) อย่างเช่นจิตตะ (Jitta) เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าไป ในเว็บไซต์ (Web Site) ของจิตตะ (Jitta) เราก็สามารถที่จะไปดูว่าหุ้นไหนที่มันน่าซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ เขาจะให้ข้อมูลอย่างละเอียดของหุ้นทุกตัวที่มีอยู่ในตลาดนั่นก็เป็นฟินเทค (FinTech) ในรูปแบบหนึ่ง คือเป็นการใช้เทคโนโลยี ใช้นวัตกรรมมาแอปพลาย (Apply) ในด้านของ ตลาดหลักทรัพย์ ทําให้ผู้ที่ใช้โปรแกรมเหล่านี้จะได้เปรียบ จะได้มีการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะการตัดสินใจในการลงทุนของนักธุรกิจไม่ว่าจะลงทุนเป็นรูปแบบของบริษัทหรือลงทุน ในตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดในอนาคต ถ้าเรามีเครื่องมือเหล่านี้ที่เรียกว่าฟินเทค (FinTech) มาช่วยก็จะทําให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุมีผล แล้วก็มีโอกาสที่จะได้กําไร หรือโอกาสที่จะขาดทุนน้อยกว่าคนอื่นที่ตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูล ผมดีใจที่อ่านรายงานนี้ และเห็นชื่อสมาคมฟินเทค (FinTech) แห่งประเทศไทยเพิ่งตั้งขึ้น ก็ทันสมัยทันกับเหตุการณ์ แล้วก็มีการเปิดหลักสูตรต่าง ๆ ที่จะนํามาพัฒนาบุคลากรด้านภาคธุรกิจของเราให้มี ความเข้าใจเรื่องของฟินเทค (FinTech) เพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของฟินเทค (FinTech) ผมคิดว่า อย่างที่ท่านไพบูลย์ ซึ่งท่านไพบูลย์เป็น สปช. กับพวกเรามา แล้วก็ยังเป็นเพื่อนรักของผม รู้จักกันมาเรียนมาด้วยกัน ท่านก็ได้ขยายความที่ท่านอาจารย์สมชัยกูรู (Guru) ในด้านนี้กรุณาให้ข้อมูลไว้แล้ว ได้อย่างกว้างขวาง ผมเชื่อว่าพวกเราก็คงจะมึนตกเก้าอี้ไปหลายคน ท่านมาด้วยเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็คงยากที่ใครจะรู้จักคําว่าบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งมันเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเขาเรียกว่าเวิล์ด นัมเบอร์ วัน (World Number One) เลยในขณะนี้ ถึงแม้จะยังไม่นําไปสู่ภาคการใช้จริงหรืออิมพลีเมนเทชัน (Implementation) มากนัก แต่ในอนาคตรับรองว่าบล็อกเชน (Blockchain) จะมาแรงกว่าอินเตอร์เน็ตที่เราใช้อยู่ เมื่อเช้าก็เพิ่งอ่านบทความว่าสวีเดนกําลังทดลองใช้บล็อกเชน (Blockchain) ในการที่จะลงทะเบียน หรือในการซื้อขายที่ดิน มีการศึกษาเรื่องเหล่านั้น เพราะบล็อกเชน (Blockchain) จะพูดถึงเงิน ที่ไม่มีตัวตน ไม่ใช่มาร์ค ไม่ใช่ปอนด์ ไม่ใช่บาท ไม่ใช่ดอลลาร์ เป็นเงินในจินตนาการ เป็นเงิน ที่อยู่ในโลกของดิจิทัลคือบิตคอยน์ (Bitcoin) บิตคอยน์ (Bitcoin) ตอนออกมาใหม่ ๆ คนก็ไม่ค่อยอยากเชื่อกลัวจะเหมือนแชร์ลูกโซ่บ้านเรา แต่วันนี้บิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งอยู่ใน ส่วนหนึ่งของบล็อกเชน (Blockchain) ก็เป็นที่ยอมรับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ต่อไปมือเราก็จะไม่ต้องไปเปื้อนสตางค์ไม่ต้องล้างมือแล้ว เพราะว่าเงินอยู่ในโลกของดิจิทัล ในเรื่องของบล็อกเชน (Blockchain) ก็อย่างที่ท่านไพบูลย์ได้กรุณาให้ข้อมูลกับพวกเราว่า จะเป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดที่จะต้องเข้ามาแทนหลาย ๆ อย่าง มาแทนตัวกลางที่เรา เรียกว่าอินเทอร์มีเดียรี (Intermediary) ศัพท์ตัวนี้อาจจะยากนิดหนึ่ง แต่เป็นตัวกลาง อาจจะต้องหายไปอย่างที่ท่านพูดถึงพวกสาขาแบงก์ต่าง ๆ ก็จะไม่มีใครต้องออกไปให้เสียเวลา อีกแล้วเพราะเวลาจะเป็นของที่มีค่าที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าใครใช้เทคโนโลยีได้ทันกว่าคนอื่น มากกว่าคนอื่นก็สามารถที่จะชนะคนอื่น มีผู้อภิปรายในห้องนี้รู้สึกกรรมาธิการบางคณะ บอกว่าเราเป็นอันดับ ๒ ในอาเซียน (ASEAN) รองจากสิงคโปร์ แต่ผมคิดว่าท่านไพบูลย์พูดถูก หรือท่านอาจารย์สมชัยพูดก็ไม่รู้ ว่ามาเลเซียเขาไปไกลกว่าเราเยอะในด้านของเทคโนโลยี ด้านของฟินเทค (FinTech) ด้านต่าง ๆ ซึ่งในอดีตเราเคยพูดถึงว่าประเทศจะไปได้อาร์แอนด์ดี (R&D) ต้องเป็นอันดับ ๑ ถึงจะทําให้ประเทศพัฒนาไปได้ แต่วันนี้มันไกลไปว่า อาร์แอนด์ดี (R&D) แอปพลิเคชัน (Application) ของอาร์แอนด์ดี (R&D) คือแอปพลิเคชัน (Application) นําไปสู่การใช้ในด้านฟินเทค (FinTech) หรือในด้านอื่น ๆ ผมได้อภิปรายในที่นี้เมื่อ สัก ๒ สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงเรื่องแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) ซึ่งหมายถึงการนําคน ๒ กลุ่ม มาเจอกันแล้วก็ทําธุรกิจ ซึ่งแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) ก็หมายถึงการที่เรามีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เราพูดถึงพอร์ทัล (Portal) หรือแพลตฟอร์ม (Platform) เราก็จะสามารถ สร้างธุรกิจขึ้นมาอูเบอร์ (Uber) นําเจ้าของแท็กซี่กับคนที่ต้องการใช้แท็กซี่ อาลีบาบา (Alibaba) สุดยอดนะครับ แล้วก็รวมถึงแม้แต่เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของแมตซ์เมคเกอร์ (Matchmakers) ซึ่งตอนนี้เขาก็มาตั้งสถาบันอยู่มาเลเซียคนที่ออกแบบในเรื่องนี้แล้วก็ พัฒนาบุคลากรที่นั่น เรียกว่าอาเซียน เทคโนโลยี อินสทิทิวต์ (ASEAN Technology Institute) เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่ตื่นตัว เราไม่เดินหน้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนแล้ว จะตกรถไฟความเร็วสูงเลย เพราะฉะนั้นผมดีใจมากที่กรรมาธิการได้นําเรื่องนี้มา ถึงแม้วันนี้ ข้อเสนออาจยังกว้างมากเพราะมีเรื่องที่ต้องทําเยอะเหลือเกินที่จะทําให้เราไปสู่สังคม ของฟินเทค (FinTech) ได้ ที่ท่านเสนอมา ๔ ด้าน แต่ละด้านก็มีรายละเอียดอีกมากมาย ที่ผมมอง ๆ ดูที่สําคัญก็แน่นอนคือในเรื่องของกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่แก้ กฎหมายไม่ปรับ ให้รองรับสิ่งเหล่านี้ได้ก็ไปไม่ได้ แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอง หรือว่าตลาดหลักทรัพย์เอง กระทรวงการคลังเอง ก็ต้องดูเรื่องกฎหมายที่จะให้รองรับการพัฒนาด้านฟินเทค (FinTech) อีกด้านหนึ่งคือด้านของบุคลากร ฮิวแมนรีซอร์ซ (Human Resource) ฮิวแมนรีซอร์ซ (Human Resource) เป็นปัจจัยที่สําคัญ คนไทยที่สนใจฟินเทค (FinTech) ที่เก่ง ๆ อย่างท่านไพบูลย์มีเยอะแต่ก็จํากัดวงอยู่ในกลุ่มพวกบริษัททางด้านตลาดหลักทรัพย์ ทางด้านการเงิน ด้านการลงทุน แต่ถ้าคนทั่วไปที่จะไปใช้บริการเหล่านี้ที่จะมีความรู้ ความเข้าใจหรือที่จะเลือกใช้บริการอาจจะยังมีไม่มากเพียงพอ แล้วก็ที่จุดอ่อนที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นภาครัฐในด้านของดิจิทัล อันนี้เป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่เลยจากดิจิทัลไปด้วยเมื่อเราพูดถึงฟินเทค (FinTech) เมื่อเดือนที่แล้ว ผมก็ไปงานเปิดโครงการซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นประธาน คือโครงการพัฒนาดิจิทัล ฮิวแมน รีซอร์ซ (Digital Human Resource) คือสร้างดิจิทัลคาแพบิลิตี (Digital Capability) หรือขีดความสามารถดิจิทัลให้กับข้าราชการ และนักศึกษา ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าไว้ ๑๕,๐๐๐ คน ครึ่งหนึ่งจะเป็นข้าราชการจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ อีกครึ่งหนึ่งเป็นนักศึกษา เป็นความร่วมมือของ ๓ ฝ่าย คือ ก.พ. คือ สคช. สคช. คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งจะเป็นผู้ทํามาตรฐานด้านดิจิทัลซึ่งทําไว้แล้วแต่จะมาใช้ ในการทดสอบ แล้วอีกอันหนึ่งก็คือสํานักงานอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาล ซึ่งจะทําหน้าที่ ในการให้ความรู้ ถ้าใครยังไม่ควอลิไฟ (Qualify) ก็ไปเข้าหลักสูตรการอบรม เพราะฉะนั้นใน อนาคตคนที่จะก้าวหน้าขึ้นไปในตําแหน่งต่าง ๆ อาจจะทุก ๆ ตําแหน่งด้วย ก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นไปจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของดิจิทัล แล้วก็จะต้องเลยไปถึงแอปพลิเคชัน (Application) ของดิจิทัลไปสู่เรื่องอย่างฟินเทค (FinTech) เหล่านี้ เราได้เปิดตัวพร้อมเพย์ (PromptPay) เมื่อปีที่แล้ว วันนี้เขาก็แค่เงียบ ๆ ไป ผมไม่แน่ใจว่ามีคนไทยกี่คนที่ไป ลงทะเบียนแล้วก็ที่จะใช้ หรือแม้แต่ภาครัฐเองก็ยังไม่ได้นํามาใช้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น การกระตุ้นให้คนไทยก้าวเข้าสู่โลกของฟินเทค (FinTech) เป็นเรื่องที่ยากมากเป็นเรื่องที่ จะต้องใช้ความพยายาม ใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่จะช่วยกันในการดําเนินการเหมือนกับ ข้อเสนอของทางกรรมาธิการที่ครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การพัฒนาในด้านของ เทคโนโลยีที่นํามาใช้ในด้านการเงิน ความจริงก็ไม่ใช่จํากัดอยู่แค่ฟินเทค (FinTech) อย่างที่ ท่านกรรมาธิการได้พูดถึงแล้ว เพราะฟินเทค (FinTech) ก็นําไปใช้ในธุรกิจต่าง ๆ ธุรกิจหนึ่ง ที่ใช้กันมากที่สุดคือธุรกิจในด้านประกันภัย แล้วก็ธุรกิจในด้านของการซื้อขาย ซื้อตรง ขายตรง อย่างที่เราเห็น หรือโลจิสติกส์ (Logistics) การส่งสินค้าต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ จึงเรียกว่านวัตกรรมที่มีความสําคัญยิ่งที่นําประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ตามเป้าประสงค์ของทางรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะฉะนั้น ผมก็ขอสนับสนุนความพยายาม แล้วก็ความคิดริเริ่มของกรรมาธิการที่จะให้มีการพัฒนา ในด้านต่าง ๆ ส่วนรายละเอียดนั้นก็คงจะต้องว่ากัน แล้วก็คงจะต้องช่วยกันในทุกภาคส่วน ขอขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านต่อไป รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ ดิฉันคิดว่าในเรื่องนี้มีทั้งความจําเป็นที่จะต้องเข้าใจ เรียนรู้ ความจําเป็นที่จะต้องทําความพร้อมให้กับประเทศของเราในเรื่องนี้ แล้วก็ ความระมัดระวังที่จะต้องดําเนินการด้วยภายในเวลาอันเดียวกัน เพราะว่าอย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับมัน เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องเผชิญกับมัน อย่างมีความพร้อม มีความรู้ และมีความระมัดระวังด้วย สิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนเสนอ ต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ก็คือเราควรจะต้องคอนซิเดอร์ (Consider) เรื่องต่อไปนี้อย่างเร่งด่วนแล้วก็ให้ความสําคัญกับมัน อันนั้นก็คือความพร้อมของประชาชน จะทําให้ประชาชนเขาเข้าใจในเรื่องนี้ พร้อมที่จะก้าวเข้ามาเป็นเพลเยอร์ (Player) ในเรื่องนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง เพราะตราบใดที่ความรู้ในเรื่องของฟินเทค (FinTech) ยังอยู่ในวงแคบเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญ ทางด้านการเงิน ยิ่งระดับความรู้ห่างกันเท่าไร โอกาสที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเสียเปรียบ ในเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น ถ้าเผื่อว่าเขายังไม่พร้อม ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทย ยังมีบุคคลเป็นจํานวนมากที่มีความเฉลียวฉลาดทางด้านเทคโนโลยี แต่มีความต่ําในด้านของ คุณธรรมความดี เพราะฉะนั้นโอกาสที่ข้อมูลจะถูกแฮก (Hack) โอกาสที่จะฉ้อฉลเกิดขึ้นได้เสมอ แล้วในอดีตอย่างเรื่องของฟินเทค (FinTech) ตัวอย่างบริการการเงินแบบใหม่ด้วยฟินเทค (FinTech) ที่ท่านนําเสนอ เช่นในเรื่องของการระดมทุนจากคนจํานวนมาก คลาวด์ฟันดิง (Cloud Funding) โดยไม่ผ่านตัวกลาง เรื่องของการกู้เงินระหว่างประชาชนกันเอง เพียร์ทูเพียร์ เลนดิง (Peer-to-Peer Lending) อะไรทํานองนี้ ทั้งหลายที่ท่านยกตัวอย่างเป็นความสะดวก เป็นสิ่งที่ควรจะพัฒนาให้เกิดขึ้นและทําให้ทําธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้มีการฉ้อโกงกันง่ายขึ้น ยิ่งถ้าเผื่อว่าท่านจะทํากฎหมายให้สิ่งเหล่านี้เอื้ออํานวย ให้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในสมัยนี้ อันนั้นก็เท่ากับเปิดช่องให้มีการฉ้อโกงกันได้มากเท่านั้น ท่านก็คงจะเห็นว่าทุกวันนี้ในขณะที่ประเทศไทยเจริญเป็นอันดับที่เท่าไรของโลกอะไรทํานองนี้ การฉ้อโกงก็ยังเกิดขึ้นอย่างมากมายและขยายกลุ่มกว้างขึ้น ถ้าเผื่อการฉ้อโกงผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ คงจะไม่ได้สร้างความเสียหายเป็นรายบุคคล แต่คงจะเป็นกลุ่มของบุคคล แล้วก็ขยายมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนเป็นสิ่งที่จําเป็น และดิฉันคิดว่าเรื่องของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ที่คณะกรรมาธิการ เคยเสนอในการปฏิรูปไว้ก็เป็นสิ่งจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทําให้เกิดขึ้นสําหรับประชาชน คนไทยเช่นเดียวกัน โดยมีเอทิคัลคอนซิเดอเรชัน (Ethical Consideration) อย่างเข้มแข็ง ประกอบกันไปด้วย ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีผู้รู้ที่ปราศจากจริยธรรมมากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งก็มีผู้กล่าวไปแล้ว แต่ดิฉันคิดว่ามีความสําคัญและจําเป็นที่จะต้อง พัฒนาให้เกิดขึ้นก่อนที่เราจะอิมพลีเมนต์ (Implement) ระบบอันนี้อย่างเต็มที่ นั่นก็คือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) ก็ดีใจที่รัฐบาลเห็นความสําคัญในเรื่องนี้ ดิฉันคิดว่าข้อมูล หลายอย่างที่มีอยู่ในประเทศไทยมีประโยชน์ ก็อยากจะเสนอให้ใช้ตัวเลข ๑๓ หลัก ของเราให้เป็นประโยชน์ในการที่จะแอ็กเซส (Access) ถึงข้อมูลเหล่านั้น แล้วบางครั้ง การเติมข้อมูลบางอย่างเข้าไปในบัตรประชาชนจะช่วยให้มีนวัตกรรมหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น ในเรื่องของน้ําหนัก ในเรื่องของส่วนสูง ในเรื่องความยาวของแขนขาคนไทย อะไร ทํานองนี้ อันนี้มีประโยชน์มากสําหรับอุตสาหกรรมเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มอะไรต่าง ๆ พวกนี้ หรือแอ็กเซสเซอรี (Accessory) อันอื่น ๆ อันนี้ถ้าเผื่อทําให้แอ็กเซส (Access) ได้อย่างง่ายขึ้น โดยไม่ผิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวอะไรพวกนี้ก็จะเกิดนวัตกรรม สามารถที่จะให้ประชาชน ทั่วไปสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นจากข้อมูลที่เขามีอยู่นอกไปจากความชอบในอาหาร หรือว่า ความชอบในบางเรื่อง
ข้อสุดท้าย อาจจะเป็นการระแวงที่มากเกินไปเพราะว่าดูหนังนักสืบ หรืออะไรมาก แต่คิดว่าน่าจะมีบริบทของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกับเศรษฐกิจ บริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในต่างประเทศที่คิดค้นแอปพลิเคชันอินโนเวชัน (Application Innovation) ใหม่ ๆ เขาจะทําด้วยความบริสุทธิ์ใจของเขาอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ หรือว่ามีบงการทางด้านการเมืองอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง การที่จะใช้เทคโนโลยีทางด้านวิชาการ เพื่อที่จะขยายอิทธิพลของการยึดครองทางด้านเศรษฐกิจก็มีความเป็นไปได้สูง ในขณะนี้ คงจะยาก แล้วก็เป็นการไม่ฉลาดที่ใช้กําลังทหารหรืออาวุธเข้าไปยึดครองประเทศ แต่อาจจะทําได้ โดยการยึดครองทางเศรษฐกิจ ถ้าหากว่าเมื่อไรระบบต่าง ๆ เป็นอันเดียวกันข้อมูลทั้งหลาย ใช้เชื่อมกันได้ แม้กระทั่งเคอร์เรนซี (Currency) ถ้าพยายามทําให้เป็นเคอร์เรนซี (Currency) กลางแล้วก็ใช้ด้วยกันทั้งหมด บางทีการยึดโดยการทรานสเฟอร์ (Transfer) หรือการครอบคลุม ก็อาจจะง่ายเข้า แล้วเราก็มัวแต่ตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เขาป้อนมา เพราะฉะนั้น ก็อยากจะให้มีการสกรีน (Screen) มีการศึกษา มีการวิเคราะห์อย่างชัดเจนว่ามีเบื้องหน้า เบื้องหลังอย่างไรบ้าง แล้วก็ข้อเสียของมันด้วยถ้าเราจะรับระบบเหล่านั้นมาทั้งระบบ โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองก่อน ขอบคุณค่ะ
มีสมาชิกท่านใดที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของคณะกรรมาธิการ ไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ได้ชี้แจงต่อสมาชิกครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ในฐานะประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๑๕๓ ผมขอขอบคุณท่านสมชัย ฤชุพันธุ์ ท่านไพบูลย์ นลินทรางกูร ในการนําเสนอ รายงาน เรื่อง การปฏิรูปการรองรับนวัตกรรมทางการเงิน และขอขอบคุณท่านกษิต ภิรมย์ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ที่ได้กรุณาแสดงความคิดเห็นและให้ข้อแนะนําที่เป็นประโยชน์
ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านได้กรุณาแนะนําให้คํานึงถึงเรื่องของดิจิทัลโซไซตี (Digital Society) และดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) ซึ่งเป็นพื้นฐานหลักในการดําเนินการ เรื่องต่าง ๆ รวมถึงเรื่องการเงิน ในยุคของดิจิทัล ท่านกังวลในเรื่องของความรู้ทางด้านดิจิทัลว่า เมื่อก้าวเข้าไปสู่โลกดิจิทัล ก้าวเข้าไปสู่ไฟแนนเชียล (Financial) นวัตกรรมทางด้านการเงิน หรือฟินเทค ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (FinTech Financial Technology) แล้ว จะทําให้มี คนที่อยู่ข้างหลังตามทันหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้หลายท่านก็ได้กังวลด้วยเช่นเดียวกัน อยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกคนว่า ในการปฏิรูปของ คณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจนั้นมีอีกเรื่องหนึ่งที่ได้นําเสนอ และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ได้กรุณาให้ความเห็นชอบไปแล้ว ก็คือการปฏิรูปการให้ความรู้ทางด้านการเงิน เรื่องนั้นเอง จะเป็นเรื่องที่ทําควบคู่ไปกับการให้ความรู้ทางด้านไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) หรือฟินเทค (FinTech) ในขณะที่มีการเผยแพร่และปฏิรูปการให้ความรู้ ทางด้านการเงิน ก็จะนําและทําการเผยแพร่ความรู้ในเรื่องของไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ควบคู่กันไป ท่านกษิตเป็นห่วงในเรื่องของการที่จะมีผู้มีความรู้ ความชํานาญเข้ามาร่วมในการสร้างสรรค์ นวัตกรรมทางการเงิน หรือเทคโนโลยีทางการเงินในประเทศไทย อยากเรียนว่าในข้อเสนอ การปฏิรูปนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ได้เสนอคือการดึงดูดทักษะที่จําเป็นจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัล ทักษะที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทาง ด้านการเงิน โดยให้สิทธิพิเศษทั้งในเรื่องของวีซ่า (Visa) ในเรื่องของใบอนุญาตการทํางาน ในเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางด้านภาษีต่าง ๆ เป็นต้น แล้วนอกจากนั้นก็ยังมีโปรแกรม การบ่มเพาะธุรกิจและนวัตกรรมทางด้านการเงิน ซึ่งจะส่งเสริมให้ผู้ที่มีทักษะได้เข้ามาร่วม และมีบทบาทในการพัฒนาไฟแนนเชียล (Financial) หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ในประเทศไทยมากขึ้น
ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ได้มีข้อเสนอที่สอดคล้องกับข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ได้นําเสนอไปแล้ว ก็คือการให้มีศูนย์ข้อมูลกลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญมาก เพราะว่าข้อมูลต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องสําคัญในการที่จะทําให้การขับเคลื่อน เรื่องนวัตกรรมทางด้านการเงิน หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงินนี้พัฒนาและเติบโตไปได้ จึงได้มีข้อเสนอในเรื่องของการสร้างศูนย์รวมฐานข้อมูลความรู้และนวัตกรรมเป็นหนึ่ง ในข้อเสนอของการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการดังที่ได้นําเสนอไปแล้ว ท่านได้เสนอให้มีเรื่องของ บิ๊กดาต้า (Big Data) ซึ่งก็เป็นเรื่องเดียวกัน ก็คือตามที่ท่านไพบูลย์ นลินทรางกูร ได้นําเสนอ บิ๊กดาต้า (Big Data) จะเข้ามามีบทบาทสําคัญที่ไม่เพียงแต่ในเรื่องของธุรกรรมทางด้านการเงิน แต่ธุรกรรมทุกประเภท เพราะข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านใช้ผ่านทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) ข้อมูลต่าง ๆ ที่ท่านใช้ในการทําธุรกรรมทางด้านการเงิน หรือธุรกรรม ทางด้านอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่ถูกนําเข้าไปอยู่ในข้อมูลขนาดใหญ่ของภาครัฐก็ดี ขององค์กรธุรกิจก็ดี ด้วยเหตุนี้ข้อเสนอหนึ่งก็คือการทําให้ข้อมูลกลางขนาดใหญ่นี้ได้เป็นข้อมูลกลางที่มีความสําคัญ ในการดําเนินการ ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางด้านการเงิน แต่เป็นธุรกรรม อื่น ๆ ที่ให้ความสะดวกและเป็นประโยชน์กับประชาชนด้วย เช่นเดียวกัน ท่านได้เป็นห่วง เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยทางการเงิน เป็นห่วงว่าทําอย่างไรที่จะช่วยป้องกันการฉ้อฉล ทางด้านการเงินดังที่ได้กราบเรียนตั้งแต่ตอนนั้นว่าควบคู่กันไปกับการปฏิรูปในเรื่องของ ระบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงิน คือการปฏิรูปการให้ความรู้ทางด้านการเงิน เพราะฉะนั้นจะควบคู่กันไประหว่างไฟแนนเชียนลิเทอเรซี (Financial Literacy) กับดิจิทัล ลิเทอเรซี (Digital Literacy) ซึ่งจะทําให้ความรู้เหล่านี้เป็นเกราะกําบังที่สําคัญในการทําให้ การขับเคลื่อนนวัตกรรมทางด้านการเงิน หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงินให้ทันกับโลก ที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะเดียวกันมีเกราะป้องกันความปลอดภัยให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งก็มีข้อเสนอ เกี่ยวกับการสร้างความสมดุลระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลกับนวัตกรรมทางด้านการเงินด้วย เช่นเดียวกัน
ขอขอบคุณ ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ได้กรุณาให้กําลังใจ และสนับสนุนการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการทางด้านเศรษฐกิจมาตลอดในทุกครั้ง ที่มีการนําเสนอการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจ ท่านก็มักจะให้กําลังใจและให้ข้อแนะนํา ที่เป็นประโยชน์มาตลอด ท่านได้กรุณาอธิบายเพิ่มเติมจากที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอ ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน (Blockchain) และบิตคอยน์ (Bitcoin) ผมอยากเสริม ท่านพลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ว่าบล็อกเชน (Blockchain) นั้นเป็นชุดข้อมูล ที่ต่อเชื่อมซึ่งกันและกัน และชุดข้อมูลเหล่านี้เป็นชุดข้อมูลที่ทําให้ผู้ใช้ข้อมูลสามารถแสดงตน สามารถทําธุรกรรม สามารถแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ในการทําธุรกรรมนั้น ๆ ผ่านทางชุดข้อมูลที่เป็นห่วงโซ่ออกไปหลายทอด การมีบล็อกเชน (Blockchain) นี้เอง ทําให้สามารถที่จะมีสกุลเงินที่ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งพิมพ์ออกมาหรือสร้างขึ้นมา สกุลเงินนั้นคือบิตคอยน์ (Bitcoin) ที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้กล่าว ซึ่งเป็น สกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์ เป็นสกุลเงินกลางที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกันซึ่งกันและกันได้โดยที่ ไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นผู้อนุมัติพิมพ์หรือออกเงินเหล่านั้นออกมา อนาคตของ สกุลเงินอิเล็กทรอนิกส์กําลังก้าวเข้ามา และกําลังจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้เรียนต่อที่ประชุมนั้นเป็นเรื่องสําคัญ และเป็นส่วนหนึ่ง ที่สําคัญในการนําไปสู่การปฏิรูประบบรองรับนวัตกรรมทางด้านการเงิน ข้อเสนอต่าง ๆ ที่ได้นําเสนอไปนั้นเพื่อจะได้สร้างบรรยากาศ สภาพแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้าง กฎเกณฑ์ทางกฎหมาย การดึงดูดผู้ที่มีทักษะเข้ามาร่วมงาน การเผยแพร่ให้ความรู้ กับบุคลากรเพื่อที่จะทําให้การรองรับนวัตกรรมทางด้านการเงินได้เดินหน้าและพัฒนาต่อไป
ท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ได้กรุณาสนับสนุน และท่านก็ได้ตั้งข้อสังเกตให้ระมัดระวังความพร้อมของประชาชนในเรื่องของไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) ซึ่งทางด้านความพร้อมของประชาชนนั้นกระผมได้กราบเรียนไปแล้วว่า จะทําควบคู่ไปกับเรื่องการปฏิรูปการให้ความรู้ทางด้านการเงิน ส่วนเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) นอกเหนือจากที่ทางคณะกรรมาธิการได้เสนอแล้ว ท่านประธาน ในที่ประชุมก็ยังได้กล่าวถึงเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การดําเนินงานของรัฐบาลในเรื่องนี้ ที่จะต้องทําควบคู่ไปกับการพัฒนาทางด้านดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) โดยสรุป ผมอยากเรียนว่าขณะนี้โลกและภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเพื่อนบ้านที่ได้พัฒนา เรื่องนี้อย่างก้าวไกลเช่นสิงคโปร์และมาเลเซียได้เดินหน้าไปมากแล้วในเรื่องของนวัตกรรม ทางการเงิน ในเรื่องของเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ในเรื่องของที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) แท้ที่จริงแล้วก็คือเรื่องของไฟแนนเชียล (Financial) ที่นําเทคโนโลยีมาใช้ในการทําธุรกรรม ธุรกรรมทางด้านการเงินก็คือธุรกรรม ที่เกี่ยวกับการให้ยืมเงิน ธุรกรรมเกี่ยวกับการโอนเงิน ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องต่าง ๆ ที่อํานวยความสะดวกในการทําการค้าหรือทําธุรกิจ แต่เดิมนั้นการทําธุรกรรมเหล่านี้เป็นการทําธุรกรรมด้วยกระดาษ การทําธุรกรรมเหล่านี้ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปจึงเปลี่ยนมาเป็นการทําธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เปลี่ยนมาเป็นการทําธุรกรรมทางดิจิทัล แท้ที่จริงแล้วทุกอย่างเป็นธุรกิจเดิมเพียงแต่ นําเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการทําธุรกรรม จึงเป็นธุรกรรมที่เรียกว่าเทคโนโลยีทางด้าน การเงิน หรือไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) นี้เองจะเป็นสิ่งสําคัญที่ทําให้ประชาชนโดยทั่วไปเข้าถึงการเงิน ได้มากขึ้น ทั้งเข้าถึงสถาบันการเงินที่มีอยู่ ทั้งเข้าถึงระหว่างกันเองในการให้กู้ยืมระหว่างกัน ทั้งเข้าถึงสถาบันการเงินในการโอนเงิน และทั้งโอนเงินกันเองระหว่างกัน เทคโนโลยีทางด้านการเงินนี้เองที่ทําให้สถาบันการเงิน จะต้องปฏิวัติตัวเองขนานใหญ่ด้วยการนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารกิจการทางด้าน การเงิน การนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการบริหารทางด้านการเงินนี้เอง นอกเหนือจาก การก้าวทันโลกก้าวทันภูมิภาคแล้วก็ยังสามารถลดต้นทุนในการทําธุรกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กับธุรกรรมทางด้านการเงินอย่างมากมายมหาศาล นี่จะเป็นคําตอบว่าทําไมดอกเบี้ยเงินฝาก ร้อยละ ๑ ดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ ๕ ถึงร้อยละ ๗ เพราะว่าปัจจุบันสถาบันการเงินมีค่าใช้จ่าย เป็นจํานวนมากที่ทําอยู่ในโลกของกระดาษ ที่ทําอยู่ในระบบธุรกิจแบบเดิม แต่ถ้าเมื่อใดก็ตาม ที่สถาบันการเงินก้าวเข้ามาทําธุรกิจโดยคํานึงถึงเทคโนโลยี โดยคํานึงถึงดิจิทัลเทคโนโลยี โดยก้าวเข้ามาสู่ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) เมื่อไร ต้นทุนของสถาบันการเงินก็จะต่ําลง และเมื่อต่ําลงความจําเป็นที่ช่องว่างระหว่างดอกเบี้ยเงินกู้กับดอกเบี้ยเงินฝากที่ยังกว้างอยู่ ปัจจุบันนั้นก็จะมีความจําเป็นน้อยลง ก็จะยิ่งค่อย ๆ ลดน้อยลงไป ควบคู่กันไปไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Financial Technology) หรือเทคโนโลยีทางด้านการเงิน หรือนวัตกรรม ทางด้านการเงินเปิดโอกาสให้บุคคลต่อบุคคลสามารถทําธุรกรรมต่อกันและกันได้โดยไม่ต้องพึ่ง สถาบันการเงินที่เป็นตัวกลาง ยิ่งสถาบันการเงินปรับปรุงตัวเองได้ช้าเท่าไร การทําธุรกรรม ระหว่างกันผ่านทางไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ก็จะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) จึงเป็นคําตอบที่ทําให้ ลดภาระต้นทุนของสถาบันการเงิน ที่ทําให้สถาบันการเงินมีคู่แข่งที่ทุกคนสามารถทําธุรกรรม ทางการเงินได้โดยไม่ต้องผ่านธนาคาร ทุกคนสามารถที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ โดยผ่านทางเทคโนโลยี จากเดิมที่จะต้องมีพนักงานให้คําปรึกษาทางด้านการลงทุน ต่อไปนี้ การให้คําปรึกษาทางด้านการลงทุนสามารถให้คําปรึกษาได้โดยคอมพิวเตอร์ โดยหุ่นยนต์ ที่เรียกว่าโรโบแอดไวเซอร์ (Robo-advisor) ต่อไปนี้การสั่งซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ไม่จําเป็นที่จะต้องโทรศัพท์ไปสั่งแล้วก็ให้พนักงานของบริษัทสั่งซื้อให้ หรือแม้กระทั่ง พัฒนามาถึงการสั่งซื้อออนไลน์ (Online) ด้วยตัวเอง ณ วันนี้มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่สามารถสั่งซื้อสั่งขายให้โดยที่ไม่จําเป็นจะต้องเคาะซื้อเป็นรายครั้งเป็นรายตัวอีกต่อไป และในอนาคตการชําระราคาการซื้อขายหุ้น การชําระบัญชีต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งการรับฝาก ใบหุ้นต่าง ๆ ทั้งหลายก็สามารถที่จะเข้ามาอยู่ในระบบของนวัตกรรมทางด้านการเงิน หรือระบบไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ได้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปก็คือ ไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ก้าวเข้ามาแล้ว เป็นไปแล้ว เราจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องก้าวตามและเป็นไปตาม อย่างน้อยที่สุดต้องตามให้ทัน ดีกว่านั้นก็คือล้ําหน้าคนอื่น วันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจจึงได้เสนอข้อมูล และเสนอแนวทางในการปฏิรูปนโยบายที่สําคัญต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน เพื่อได้กรุณาให้ความเห็นชอบ ผมหวังว่าทุกท่านคงจะเห็นความสําคัญของเรื่องนี้และเห็นว่า ประเทศไทยควรจะก้าวตามเป็นอย่างน้อยกับโลกและภูมิภาคนี้ในการนําเทคโนโลยี ทางด้านการเงินและนวัตกรรมทางด้านการเงินมาเป็นส่วนที่สําคัญของการพัฒนา เศรษฐกิจของไทย เพราะฉะนั้นการปฏิรูปการรองรับนวัตกรรมทางด้านการเงินจึงเป็นเรื่องสําคัญ และฝากความสําคัญนี้ไว้กับสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ท่านสมาชิก ที่อภิปรายแล้วก็มีข้อสงสัยจะซักถามเพิ่มเติม เชิญท่านกษิต ภิรมย์ และท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ต้องขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการแล้วก็กรรมาธิการในการชี้แจงทั้งหลาย คือผมไม่ได้มีประเด็นปัญหาใด ๆ กับข้อเสนอนี้ ก็เห็นด้วยในหลักการ แต่ที่ผมมีความห่วงใย ๓ ประการ และยังไม่ได้คําตอบที่แน่ชัด ที่ท่านประธานกรรมาธิการชี้แจงว่าเราจะเปิดให้ ทางต่างชาติ บุคลากรของต่างชาติเข้ามาทําธุรกิจเหมือนกับว่าให้สิทธิพิเศษบีโอไอ (BOI) อันนั้นเป็นเรื่องเอกชนจะเข้ามาผมไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ที่ผมห่วงใยก็คือผมเห็นว่า ณ วันนี้ บุคลากรในราชการไทย ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วก็แวดวงวิชาการนั้นมีจํานวนจํากัด ในเรื่องฟินเทค (FinTech) หรือจะเรียกว่าดิจิทัลไฟแนนซ์ (Digital Finance) หรือว่าดิจิทัล อีโคโนมี (Digital Economy) ผมก็ได้เสนอว่าแล้วเราคิดอย่างไรในการที่จะเอาบุคลากร จากต่างประเทศเข้ามา แล้วก็จากองค์กรระหว่างประเทศจะเป็นบรัสเซลส์อะกรีเมนต์ (Brussels Agreement) ที่เมืองบรัสเซลส์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โออีซีดี (OECD) ไอทียู (ITU) เวิลด์แบงก์ (World Bank) ไอเอ็มเอฟ (IMF) เอดีบี (ADB) ยูเอ็นดีพี (UNDP) ผมเสนอว่าเราควรจะต้องมีผู้ชํานาญการจากต่างประเทศเข้ามาช่วยหรือไม่ ผมคิดว่าสิงคโปร์ เขาไม่มีอะไรเลย คนเขาก็มีน้อยมาก เหมือนกับเขาซื้อคนเข้ามาเพราะว่าพลังเงินมหาศาล เราก็มีคนแต่ว่าอยากจะได้ผู้ชํานาญการมาช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็ง ช่วยวางระบบ ช่วยคิด ช่วยอะไรต่าง ๆ ก็คือช่วยพัฒนาบุคลากรของไทยระดับต่าง ๆ ทั้งในแง่นโยบายทางด้าน โอเปอเรชัน (Operation) การปฏิบัติการ ตรงนี้ต่างหากที่ผมคิดว่าน่าจะทํา เพราะผมก็เพิ่ง พูดว่าเมื่ออาทิตย์ที่แล้วก็เพิ่งจะมีประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เวิลด์แบงก์ (World Bank) ไอเอ็มเอฟ (IMF) มีอะไรที่จะถ่ายทอดได้ แล้วก็ขอความร่วมมือ จากองค์การระหว่างประเทศ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ เพราะว่าคนของเราไม่พอ แวดวงวิชาการมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็ไม่ได้มีรายการเรียนการสอนให้เป็นกิจจะลักษณะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญว่าเราจะสร้างคนอย่างไร
ประการที่ ๒ ผมเป็นห่วงเรื่องดิจิทัลซิติเซน (Digital Citizen) ผมก็เสนอเป็น ความคิดว่าเราจะขอให้รัฐบาลสั่งให้กรมประชาสัมพันธ์ แล้วก็วิทยุโทรทัศน์ของรัฐ ผมขอเสนอ สถานีหนึ่ง ๑ ชั่วโมงหรือ ๒ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แล้วก็เอาบุคลากรชํานาญการจาก กระทรวงการคลังหรือธนาคารชาติให้ความรู้กับประชาชนทุกวันต่อไปนี้ว่าเขาควรจะวางตัว อย่างไร เขามีสิทธิอย่างไร เขาจะได้รับการบริการอย่างไร เขาจะมีบัตรไอที (IT) ประจําตัวไหม ที่จะทําได้ทุกสิ่งทุกอย่าง ต่อไปนี้เขาจะรับบําเหน็จบํานาญอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ทุกอย่างนี้ จะไปด้วยระบบดิจิทัล ต้องสอนคน เป็นเรื่องที่สําคัญ เราไม่ใช่ประเทศสิงคโปร์ ไม่ใช่ฮ่องกง เมืองแค่ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนมันง่าย และคนเขามีการศึกษา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ของเรามันไม่ใช่ แล้วการสร้างคนเป็นเรื่องที่ต้องเริ่มดําเนินการเพื่อจะได้รองรับเทคโนโลยี สมัยใหม่ได้
ประการที่ ๓ ผมก็เสนอว่าจะมีหลาย ๆ หน่วยงานมาประสานกัน มีคณะกรรมการ ผมไม่เชื่อการทํางานแบบนี้อยู่ในแวดวงราชการมานานครับ ผมก็เสนอว่า เอาธนาคารชาติเป็นแกนไหม หรือถ้าเผื่อไม่พอใจธนาคารชาติ สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังไหม ขอหน่วยงานอันนี้เป็นหน่วยงานหลัก ส่วนจะไปประสานงานกันอย่างไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าในการทํางานของระบบราชการไทยถ้าเผื่อไม่มีเจ้ามือเจ้าภาพแล้ว ไม่ค่อยจะเคลื่อน แล้วในเมื่อธนาคารชาติเขามีคณะทํางานเรื่องฟินเทค (FinTech) แล้วก็ สร้างจากตรงนี้ให้ธนาคารชาติเป็นแกน ผมอยากจะฟังข้อคิดเห็นว่าเอาด้วยกับไม่เอาด้วยกับ ข้อเสนอของผมหรืออยากจะได้กระทรวงการคลังผมก็ไม่ได้มีปัญหา ต้องเริ่มจากที่ไหน สักแห่งหนึ่งให้เป็นกิจจะลักษณะ ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ แต่ว่าอยากจะให้การทํางานนั้น มีความชัด มีการจัดระดับความสําคัญ เราจะได้รู้ทิศทางว่าไปที่ไหน อย่างไร เราจะได้วิ่งไปด้วยกัน อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญไม่มีข้อเถียงเลยว่าระบบดิจิทัลต้องมาอยู่กับชีวิตของพวกเราไปอีกนาน และเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา แต่มาเตรียมฐานให้พร้อมเป็นเรื่องเป็นราว แม้กระทั่งเรื่องกฎหมาย ก็ถามว่าที่กรมสนธิสัญญา กระทรวงการต่างประเทศมีคนไหม สํานักงานอัยการสูงสุดมีคนไหม กระทรวงยุติธรรมมีกี่คนที่รู้เรื่องกฎหมายต่าง ๆ เหล่านี้ เราส่งคนไปฝึกอบรมไปเรียนหรือยัง ที่ลอนดอน สคูล ออฟ อีโคโนมิก (London School of Economic) หรือที่ไหนก็ตาม หรือจะไปที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด หรือที่มหาวิทยาลัยเยล และเราได้พูดกับกูเกิล (Google) กับแอปเปิล (Apple) พวกนี้อย่างไรว่าจะร่วมมือกันอย่างไร เราจะเก็บภาษีไหมครับ เขามาขายของที่เมืองไทย หรือว่าอาลีบาบา (Alibaba) เขาขายของฟรีไม่ต้องเสียภาษี จะต้องวางกฎเกณฑ์กันอย่างไร ไม่อย่างนั้นบริษัทแอดเวอร์ไทส์เมนต์ (Advertisement) ของเราทั้งหมดตายลูกเดียวครับ สู้ไม่ได้ มันต้องช่วยกันคิดแล้วก็มาช่วยกันทํา แล้วก็ต้องรู้ว่าใครทํา อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมอยากจะให้เสนอจาก สปท. ไปที่รัฐบาลให้ชัด สเปซิฟิก (Specific) ว่าอะไรอยู่ที่ไหน ใครจะทํา จะได้ช่วยรัฐบาลให้เขาสั่งการได้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน
เชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ
ท่านประธานครับ ผมก็ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการ ที่มีเรื่องดี ๆ มาให้เราลับสมองเสมอ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะให้รอบคอบ ที่ท่านทําทั้งหมด ต้องดีไซน์ (Design) ระบบเสียก่อน เมื่อดีไซน์ (Design) ออกแบบระบบนวัตกรรมที่ท่าน จะทําให้ก้าวหน้า ให้ปลอดภัย เหมาะสมกับประเทศ รวมทั้งเรื่องที่ ๒ ที่ตามมาก็คือว่า บุคลากรอย่างที่ท่านกษิตพูดเมื่อสักครู่นี้ ระบบคน และผมอยากจะบอกท่านว่าประเทศไทย ไม่ใช่มีเฉพาะกรุงเทพฯ หรืออีอีซี (EEC) ประเทศไทย ๗๖ ล้านคนกระจายอยู่ทั่วประเทศ คําถามที่ผมถามและท่านยังไม่ได้ตอบ ผมอยากให้ท่านพ่วงไปให้ชัดเจนว่าเราจะดูแลระบบ ไฟฟ้าของเราให้เสถียรอย่างไร ผมถามว่าที่ท่านบอกบิ๊กดาต้า (Big data) หรือจะอะไรก็ตาม ไฟแนนเชียลฟินเทค (Financial FinTech) ก็ตาม ขณะที่ท่านกําลังจะโอนเงินจากกรุงเทพฯ ไปลงทุน สมมุติที่แม่ฮ่องสอน ไฟฟ้าที่โน่นดับแล้วทําอย่างไรครับ โอนไม่ได้ ซื้อหุ้นไม่ได้ ร้อยแปดจิปาถะ ผมอยากจะให้ไปพร้อม ๆ กันทั้งระบบ ทั้งคน และระบบไฟฟ้าที่จะรองรับ การทํางานของท่าน ทั้งหมดนี้ผมเห็นด้วยกับท่านเลย แต่ท่านตอบให้ผมสบายใจนิดหนึ่งเถอะครับ เพราะว่าไฟฟ้าดับ ๆ ติด ๆ เครื่องก็พังมาเยอะแล้ว การไฟฟ้า ๒-๓ แห่ง ก็ไม่ได้ชดใช้อะไร กว่าจะชดใช้ก็บอกว่าดับเมื่อไร อย่างไร ต้องพิสูจน์ ฟังท่านนิดหนึ่ง ขอบคุณครับ
มีสมาชิกท่านใดจะซักถามอีกไหมครับ เชิญท่านชูชัยครับ
อันที่จริงผมไม่ได้อภิปรายนะครับ จริง ๆ แล้วจะลงชื่อ อภิปรายเพื่อสนับสนุนเรื่องที่น่ายินดีและน่าชื่นชมแต่ลงไม่ทันครับท่านประธาน แต่ผม ขออนุญาตสัก ๑-๒ นาทีครับ
ขออนุญาตท่านอย่างนี้ครับ ประเด็นเรามีกติกาว่าเมื่อปิดอภิปรายแล้วก็จะให้ เฉพาะสมาชิกที่อภิปรายได้ซักถาม แต่ว่ากรณีที่จะฝากข้อสังเกตได้ครับ เดี๋ยวพอเราลงมติ เช่นว่าเรารับรายงานนี้แล้วผมจะอนุญาตท่านชูชัย ศุภวงศ์ ได้ฝากข้อสังเกตตอนนั้นให้มากกว่า ๑-๒ นาทีด้วยครับ
ผมจะตั้งข้อสังเกตตอนนี้ได้เลยไหมครับ จากคําชี้แจงครับ
เราเอาตามข้อบังคับดีกว่าครับ
ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญกรรมาธิการชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอขอบพระคุณท่านกษิต ภิรมย์ ที่ได้กรุณาเน้นย้ําในสิ่งที่ ท่านได้เสนอ ในส่วนที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรนั้นขอเรียนว่าได้มีการนําเสนอเรื่องนี้ อยู่ในหน้า ๑๗ และหน้า ๑๘ ซึ่งเป็นการพัฒนาบุคลากรด้านนวัตกรรมทางด้านการเงิน แต่ขอนําข้อเสนอของท่านที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรในวงราชการและวิชาการไปปรับปรุง เพิ่มเติม ส่วนในเรื่องของการประชาสัมพันธ์เช่นเดียวกัน ข้อเสนอของท่านที่ให้มีหน่วยงาน ของรัฐในการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้โดยตรง ซึ่งสอดคล้องกับเรื่องของการให้ความรู้ ทางด้านการเงินที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้นําเสนอไว้ และข้อเสนอของท่านที่ให้มีหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย หรือสํานักงานเศรษฐกิจการคลังนั้น คณะกรรมาธิการจะได้นําไปปรับปรุงเพิ่มเติม เห็นด้วยกับข้อเสนอของท่านว่าในระบบภาครัฐนั้น จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหน่วยงาน ที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อน และประกอบด้วยหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอ ของท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ในเรื่องของการพัฒนาบุคลากรนั้นผมได้เรียนตอบไปแล้ว ในส่วนที่ได้ตอบข้อแนะนําของท่านกษิต ภิรมย์ ส่วนที่ท่านได้มีข้อเสนอว่า แม้ว่าการดําเนินการ ในเรื่องของไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) หรือนวัตกรรมทางด้าน การเงินจะดําเนินการไปได้ด้วยดี แต่ถ้าระบบไฟฟ้าไม่เสถียรจะทําอย่างไร ผมก็ขอเรียนว่า ผมจะนําความข้อนี้ ข้อเสนอข้อนี้ของท่านไปกราบเรียนยังคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานเพื่อพิจารณาต่อไป ขอบคุณครับ
ขอขอบคุณทางคณะกรรมาธิการนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่องการปฏิรูประบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงินเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเรารอนะครับ สมาชิกยังเปิดประตูเข้ามากันอีก ๒-๓ ท่าน เรียบร้อยทุกท่านแล้ว เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ มีผู้เข้าประชุม ๑๖๓ ท่าน เป็นอันว่ามีผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุมครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป ระบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงินหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ คณะกรรมาธิการจะได้นํา ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับ ข้อ ๖๐ ครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ข้างหลังใช้สิทธิลงคะแนน เรียบร้อยไหมครับเจ้าหน้าที่ สรุปว่าเรียบร้อยแล้วใช่ไหมครับ ท่านสมาชิกเรียบร้อยแล้ว ขอปิดการลงคะแนน ถ้าอย่างนั้นเจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๖๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๐ เกือบทําลายสถิติเหมือนกันนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่องการปฏิรูประบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงินแล้ว ก่อนที่กรรมาธิการจะลุกนะครับ บังเอิญมีสมาชิกสงวนการตั้งข้อสังเกตไว้ ๑ ท่าน คือท่านชูชัย ศุภวงศ์ เชิญท่านครับ ไม่ใช้สิทธินะครับ เดี๋ยวส่งเป็นเอกสารมาก็แล้วกัน เป็นอันว่าจบการพิจารณารายงานของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจแล้วนะครับ ขอขอบคุณประธานคณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ และผู้มาชี้แจง ทุกท่านครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. ....
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภา ได้พิจารณาแล้วจึงอนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ จํานวน ๒ ท่าน คือ ๑. นายศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อํานวยการสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ๒. นายณัฐวรรธน์ สุขวงศ์ตระกูล ผู้เชี่ยวชาญ อาวุโส สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ โดยที่คณะกรรมาธิการจะมีรายชื่อผู้นําเสนอ และชี้แจงดังต่อไปนี้ครับ ๑. พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน อดีตปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ มีฉายาว่ายงยุทธยุทธศาสตร์นะครับ ๒. นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน ประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ อดีตเลขาธิการ ก.พ. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๓. นายอนุสิษฐ คุณากร เลขานุการ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน รองประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปโครงสร้างองค์กรภาครัฐ คนที่สอง อดีตเลขาธิการ สภาความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อท่านประธานคณะกรรมาธิการพร้อมแล้วขอเชิญ ท่าน พันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิก สปท. ทุกท่าน กระผม ยงยุทธ สาระสมบัติ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน วันนี้มาขอโอกาสนําเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการในเรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการ แผ่นดินและการบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กราบเรียนท่านประธานว่าต้องขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจเพิ่งเสนอไปเมื่อสักครู่ได้ให้ข้อมูลซึ่งเป็นประโยชน์เกี่ยวเนื่องกับเรื่องที่ คณะกรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดินจะเสนอในวันนี้ ท่านทั้งหลายคงทราบว่า ในโลกปัจจุบันข้อมูลมีความสําคัญ การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมมีความสําคัญที่มาใช้ ประกอบในการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน ซึ่งเป็นไปตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ข (๑) และ (๒) วันนี้ถึงแม้ว่าเพื่อนสมาชิกจะอยู่กันไม่มากนัก แต่ก็เชื่อว่าเราจะได้รับข้อแนะนํา ข้อคิดเห็นเพื่อทําให้รายงานมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผมจะขออนุญาตท่านประธานเพื่อให้ท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร เป็นผู้นํากราบเรียนท่าน ในรายละเอียด ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร
เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ เรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างที่ท่านประธานยงยุทธได้เรียนเมื่อสักครู่นะคะว่า ทางกรรมาธิการ ด้านเศรษฐกิจมีการนําเสนอไปส่วนหนึ่งแล้ว จริง ๆ ในการทํางานเรื่องนี้เนื่องจากแนวคิด เรื่องโอเพน (Open) และคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) เราก็ทราบว่าทางกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจได้มีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ การดําเนินการในเรื่องนี้เราก็เชิญผู้รู้คือกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจมาร่วมทํางานเรื่องนี้ด้วย ก็คือ ดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล นะคะ ดิฉันขอนําเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับ การดําเนินการเรื่องนี้
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ประแรก เรื่องหลักการ และเหตุผล ต้องยอมรับว่าการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน และภาคธุรกิจเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลให้ความสําคัญ โดยคํานึงถึงความคุ้มค่าในเชิงภารกิจ ความมีประสิทธิภาพ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การนําระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมาช่วยในการดําเนินงาน
ประการที่ ๒ จําเป็นจะต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้การบริการนั้น สามารถตอบสนองตามความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วท่ามกลางความหลากหลาย และความซับซ้อนของเศรษฐกิจและสังคม
ประการที่ ๓ ดูจากการจัดอันดับของประเทศในการทําธุรกิจซึ่งต้องการ ความรวดเร็วคล่องตัวนั้น ปรากฏว่าเราได้อยู่ลําดับ ๔๙ จาก ๑๙๐ ประเทศ
ประการที่ ๔ ภาครัฐทั่วโลกตระหนักถึงผลอันเกิดจากการเปิดเผยข้อมูล ภาครัฐที่ต้องการลดปัญหาด้านคอร์รัปชัน ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและพัฒนาบริการภาครัฐ ให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นส่วนหนึ่ง ของการบริหารจัดการภารกิจภาครัฐหรือสร้างกลไกที่เรียกว่า รัฐบาลดิจิทัล
ขอนําเรียนว่าสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นอย่างไรบ้าง ประการแรก ถ้ามองดูในเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภาคประชาชน และภาคธุรกิจของไทยแล้ว เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีจํานวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ที่สูง แต่ส่วนใหญ่ในการใช้จะบอกว่าเหมือนไม่เป็นทางการ และติดตามข่าวจากเพื่อนฝูงมากกว่า ใช้ในเรื่องของการทํางาน ปี ๒๕๕๗ มีตัวเลขว่าผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ๙๘.๖ ล้านเลขหมาย ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ๒๘ ล้านคน ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ถึง ๑๘ ล้านคน
ประการที่ ๒ แม้ว่าจะนําเทคโนโลยีมาใช้แต่ก็ยังไม่สามารถบริการประชาชน ได้เร็วขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก ในเรื่องดัชนีชี้วัดระดับความยากง่ายของการประกอบธุรกิจ ของประเทศไทย ปรากฏว่าผลการจัดอันดับตรงนี้ระดับความยากง่ายเราอยู่ลําดับที่ ๔๙ จาก ๑๙๐ ประเทศลดจากปีที่ผ่านมา ๒๓ อันดับ นี่ก็ถือว่าเป็นสาเหตุสําคัญในเรื่อง ขั้นตอนการดําเนินงาน กระบวนการทํางาน การขาดความเชื่อมโยง แล้วก็การบริการ ที่อาจจะยังไม่ชัดเจนนะคะ
ประการที่ ๓ เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศกับการพัฒนารัฐบาล ดิจิทัล เรื่องนี้เราก็เป็นที่ทราบกันนะคะว่าได้มีการจัดทําร่างแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) แล้วเราก็มี การพัฒนาเพื่อไปสู่รัฐบาลที่เชื่อมโยงให้เป็นรัฐบาลเปิด เป็นสิ่งที่สําคัญว่าการดําเนินงานนั้น จะต้องตั้งอยู่บนฐานรากของความมั่นคง ปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และสร้างกลไกรวมทั้ง ในเชิงการกําหนดนโยบายมาตรฐานด้านกฎหมาย มาตรฐานทางเทคนิค แล้วก็กลไกติดตาม ตรวจสอบการรับมือกับภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในทุกรูปแบบ ณ ขณะนี้ระบบเครือข่ายที่ใช้ สําหรับเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันอาจจะแบ่งเป็น ๒ ระดับ ระดับแรก เป็นเครือข่าย สารสนเทศกลางของภาครัฐ ณ ขณะนี้รัฐบาลเองก็ให้หน่วยงานหนึ่งเป็นหลักในการดําเนินงาน เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นศูนย์ข่ายสารสนเทศกลาง ของภาครัฐ นโยบาย โครงการต่าง ๆ ในการที่จะไปพัฒนาเครือข่าย ณ ขณะนี้รัฐบาล ก็ให้หน่วยงานนี้เป็นเจ้าของเรื่องเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่เราทราบอยู่ นอกจากที่มีระบบกลางของประเทศส่วนหนึ่งแล้ว เรามีเครือข่ายสารสนเทศภายในหน่วยงาน ระดับกระทรวง ระดับกรม ยกตัวอย่างเฉพาะหน่วยงานขนาดใหญ่ อย่างเช่น ระบบศูนย์ ข้อมูลกลางของกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ นี่ถือว่าเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ของหน่วยงานภาครัฐ
ประการต่อมา มีการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ปี ๒๕๔๖ มีการจัดตั้งศูนย์บริการร่วม ตามพระราชบัญญัติอํานวยความสะดวก ปี ๒๕๕๘
ปัญหาที่เป็นอยู่ขณะนี้ก็คงจะยอมรับว่าปัญหาการขาดการเชื่อมโยงข้อมูล ภายในหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน ปัญหาตรงนี้เกิดจากการจัดเก็บข้อมูลภายในหน่วยงาน ของรัฐมีระบบจัดเก็บที่แตกต่างกัน ขาดการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน มาตรฐานการจัดเก็บแตกต่างกัน ตรงนี้จะส่งผลให้การเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงาน ทําได้ยากมาก ล่าช้า ซ้ําซ้อน แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณ ซึ่งปัญหาเรื่องเครือข่ายนั้น เนื่องจากการใช้ระบบงานของระบบกลางยังไม่สามารถที่จะไปเชื่อมโยงหรือว่าเป็นฐานหลัก ให้กับหน่วยงานของภาครัฐโดยทั่วไป
ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล หน่วยงานภาครัฐ ยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และบุคลากรโดยทั่วไปยังขาดความรู้ และทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แม้จะมีการผลักดันให้เป็น วช. ที่เราเรียกว่า วิชาชีพเฉพาะ มีนักวิชาการคอมพิวเตอร์โดยตรงสําหรับสายงานนี้ แต่องค์ความรู้ ที่ผู้ปฏิบัติงานมีความหนักแน่น มีความรู้ลึกรู้จริงก็อาจจะต้องมีการพัฒนาต่อไป
ปัญหาต่อไปก็คือปัญหาความด้อยประสิทธิภาพของการดําเนินงานภาครัฐ ในการให้บริการประชาชน ตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการมอบอํานาจเพื่อจะลดขั้นตอน ในการติดต่อราชการของประชาชนก็เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมายเรื่องการมอบอํานาจ ทําอย่างไรที่จะอํานวยความสะดวกให้ประชาชนมากที่สุด
ปัญหาอีกส่วนหนึ่งก็คือเกิดจากทัศนคติในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการให้บริการประชาชน ส่วนใหญ่ข้าราชการก็ยังอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ตรงส่วนนี้ คงจะต้องใช้เวลา ยังไม่เห็นความสําคัญในการที่จะบอกว่าให้บริการประชาชน เป็นหลักก่อน ส่วนใหญ่เรามักจะพูดกันว่าประชาชนต้องมาก่อนก็คือมารอข้าราชการก่อน
ประการต่อมา ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการขอจัดสรรงบประมาณดําเนินโครงการ ของภาครัฐ เรื่องงบประมาณก็เป็นเรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง เราเชิญทางสํานักงบประมาณ มาหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ สํานักงบประมาณเองก็มีความพยายามอย่างมากที่จะหาวิธีการ ให้การจัดสรรเครื่องมือหรือระบบทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ให้เกิดประโยชน์หรือมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะดําเนินการในส่วนนี้ได้
ในแง่กฎหมายและกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง ประการแรก ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใน ๒๗ วาระ แต่ถ้าดูกฎหมายหลัก กฎหมายแม่ ก็คือกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ปี ๒๕๖๐ นี้ มาตรา ๓๕๘ ด้านบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะ (๒) ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นระบบ ข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องนี้ ก็ตรงตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด โดยเฉพาะ (๒) อย่างมาก ๆ ส่วนอื่นก็เป็นกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ปี ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติการอํานวย ความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ปี ๒๕๕๘ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การมอบอํานาจ พ.ศ. ๒๕๕๐ และขณะนี้ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การมอบอํานาจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ อีกส่วนหนึ่งก็คือตัวนโยบายของรัฐบาลเอง รัฐบาลเองก็ต้องการที่จะกระจายอํานาจ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้โดยรวดเร็ว ประหยัด และสะดวก เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องสําคัญในการที่จะไปสู่การดําเนินการ ต่อไป ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกอันหนึ่งที่คิดว่าสมควรจะต้องหยิบยกมาดูประกอบด้วยก็คือ แผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ของแผนกระทรวงดีอี (DE) พูดว่า ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องนี้ก็จะสอดรับแล้วก็ ตรงประเด็นกับการดําเนินการ ไม่ว่าในระดับสูง ในระดับกระทรวง หรืออะไรต่าง ๆ ที่ผ่านมา ก็จะสอดรับทุกระดับนะคะ
ประการต่อมาก็เรื่องระบบเครือข่ายสื่อสารกลางเพื่อเชื่อมโยงหน่วยงาน ภาครัฐก็คือระบบรัฐบาลดิจิทัล ที่อยากจะให้เห็นก็คือพัฒนาระบบเครือข่ายกลางเพื่อใช้เป็น ระบบเครือข่ายหลักของหน่วยงานภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนการบูรณาการข้อมูล การทํางาน และการให้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรม
ประการต่อมาคือเรื่อง ๔.๐ เราก็จะพูดแต่เรื่อง ๔.๐ ไปที่ไหนเราบอกว่าตอนนี้ ประเทศไทยจะต้องเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพราะฉะนั้นจุดนี้เป็นจุดที่สําคัญ เป็นรากฐานที่จะต้องมาวางระบบเรื่องนี้เพื่อก้าวไปข้างหน้าต่อไป เพราะฉะนั้นภาครัฐ จะต้องพัฒนาการดําเนินงานให้เข้าสู่วิธีการทางดิจิทัล
เรื่องที่สําคัญก็คือแนวคิดเรื่องคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ตราบใดที่ระบบโดยรวมของหน่วยงานภาครัฐแต่ละหน่วยงาน หรือระบบ หลังบ้านของทุกหน่วยงานถ้าไม่เชื่อมต่อกัน การส่งถ่ายข้อมูลที่จําเป็นในเรื่องการบริการ ก็ไม่สามารถดําเนินการได้เต็มที่ สภาพที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ก็จะเป็นสภาพไซโลอยู่ แต่ถ้าเรา เอาไซโลนั้นมาเชื่อมด้านข้างให้ทะลุถึงกัน แนวคิดเรื่องคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ก็จะเกิดขึ้น การให้บริการประชาชนในเรื่องต่าง ๆ การไปติดต่อ การอํานวยการ ให้บริการในเรื่องต่าง ๆ ก็สามารถที่จะอํานวยความสะดวกได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องถือเอกสาร หรือจัดเอกสารไปมากมายก่ายกอง เพราะใช้บัตรประชาชนก็สามารถไปติดต่อได้นะคะ
เรื่องกรอบการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ ก็เป็นตัวชี้วัด ที่สําคัญว่าประเทศไทยเราเรื่องการอํานวยความสะดวกในเรื่องนี้อยู่ระดับไหน เป็นความจําเป็น ที่เราจะต้องมาดูทั้งขั้นตอน ระยะเวลาในการบริการ การอํานวยความสะดวก เพราะฉะนั้น เกณฑ์ตรงนี้ ความง่าย ความรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายและกฎ ระเบียบเป็นเรื่องที่สําคัญ
อีกส่วนหนึ่งที่มาดูประกอบก็คือการปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐด้วยระบบ ลีนแมเนจเมนต์ (Lean Management) ตรงนี้เพื่อที่จะให้ผู้รับบริการของภาครัฐนั้น ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ต้นทุนที่ต่ําลง แล้วในกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างอื่นก็คือ การยกระดับมาตรฐานบริการร่วมไปสู่ศูนย์ราชการสะดวก เพราะฉะนั้นจากประเด็น สภาพปัญหาที่นําเรียนมาทั้งหมดนั้น ทางคณะกรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดิน ก็เสนอประเด็นในการปฏิรูปเป็น ๒ ด้านหลัก
ด้านแรก เป็นการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐเพื่อการบริหาร ราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน มีหัวข้อเรื่องอะไรบ้าง อันที่ ๑ ก็ต้องมีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเรื่องนี้เป็นหลัก อันที่ ๒ ต้องมีการตรากฎหมายว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล อันที่ ๓ จะต้องพัฒนากลไกหลักและกลไกรองในการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายข้อมูลของหน่วยงาน ภาครัฐ อันที่ ๔ การพัฒนาคุณภาพกําลังคนภาครัฐด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อันที่ ๕ ระบบจัดสรรงบประมาณในการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะต้องได้รับการพิจารณา ให้เหมาะสมด้วย
ด้านที่ ๒ การพัฒนากลไกภาครัฐในการดําเนินงานเพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน และการบริการประชาชนตลอดจนภาคธุรกิจ แน่นอนค่ะ การก้าวไปทุกอย่างจะต้องมีจังหวะ ในการก้าว เราไม่สามารถที่จะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที เพราะฉะนั้นประการแรก จะต้องมีการสํารวจความพร้อมของระบบการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ ภาครัฐ อีเซอร์วิส (e-Service) ในปัจจุบัน ซึ่งเราก็ยอมรับว่าบางหน่วยมีก้าวหน้าไประดับหนึ่ง แต่บางหน่วยเพิ่งเริ่มบริการ ที่ผ่านมาเราคงจะได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ไปเปิดในเรื่องการทําธุรกรรมระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับกรมที่ดิน นั่นก็เป็นก้าวหนึ่ง ในเรื่องการบริการประชาชน ประการที่ ๒ ปรับปรุงระบบการต่อใบอนุญาตเพื่อลดขั้นตอน ที่เกินความจําเป็น ประการที่ ๓ ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการมอบอํานาจ ประการที่ ๔ การเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลในระดับจังหวัดด้วย นี่คือประเด็นปฏิรูปที่เป็น ๒ ประเด็นใหญ่ สําหรับรายละเอียดในข้อเสนอแต่ละเรื่อง ๆ ดิฉันขอให้ท่านอนุสิษฐ คุณากร เป็นคนนําเสนอค่ะ
ขอเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ และกรรมาธิการทุกท่านครับ ผม อนุสิษฐ คุณากร สปท. ลําดับที่ ๑๘๓ สําหรับข้อเสนอในการปฏิรูปหลังจากที่ท่านเบญจวรรณ และท่านประธานกรรมาธิการยงยุทธ ได้กรุณานําเรียนถึงสาระสําคัญความจําเป็นของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน ในระยะเวลาที่ผ่านมาจะเห็นว่าพัฒนาการของประเทศเราดูเหมือนน่าจะเดินไปได้ด้วยดี ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่หลากหลายทีเดียว มีการพัฒนาในเรื่องของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ มาเป็นระยะเวลาเกือบ ๒๐ ปี แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตผมคิดว่าหลายอย่างด้วยความจําเป็น หรือข้อจํากัดในเรื่องงบประมาณก็ดี หรือแม้กระทั่งองค์ความรู้ในเรื่องของอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัลของประเทศก็ดี สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เราไม่สามารถทํางานในลักษณะการบูรณาการ ของการทํางานในภาครัฐเข้าด้วยกัน ฉะนั้น ณ วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือแต่ละกระทรวง แต่ละกรม ก็พยายามพัฒนาในระบบดิจิทัลหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต่างคนต่างทําหน้าที่ ต่างคนต่างทํางาน จนในท้ายที่สุดเมื่อปีที่แล้วรัฐบาลเองก็ได้มีความพยายามในการจัดตั้ง คณะกรรมการบูรณาการข้อมูลภาครัฐระดับชาติขึ้นมา โดยมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีท่านรองนายกรัฐมนตรีอีกหลายท่านเป็นประธานคณะบูรณาการในแต่ละด้าน ต้องเรียนว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือการเชื่อมโยงระบบข้อมูลเข้าด้วยกันของหน่วยงานต่าง ๆ ต่างเป็นอุปสรรค ซึ่งกันและกัน แต่แน่นอนครับ ในหลายส่วนงานก็สามารถที่จะนําข้อมูลที่มีอยู่เดิมนั้นสามารถ พัฒนาการเชื่อมโยงไปได้บ้าง แต่ในท้ายที่สุดก็จะมีอุปสรรค เพราะว่าการดําเนินการ เรื่องเหล่านี้เราไม่ได้ทํางานลักษณะที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นไปในมาตรฐานเดียวกัน และมีระบบทั้งเครือข่ายการเชื่อมโยงที่มีเครือข่ายหลัก เครือข่ายรองที่ชัดเจน ระบบของ การรวบรวมข้อมูลที่อยู่ในแพลตฟอร์ม (Platform) ที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ จึงเกิดประเด็นว่าถึงเวลาที่รัฐบาลไทยจําเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งส่วนหนึ่งจะต้องให้ความสําคัญต่อการบูรณาการในเรื่องของดิจิทัลเข้าด้วยกันเพื่อตอบโจทย์ การพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งเมื่อเช้านี้เองเราเห็นความสําคัญ เรามองภาพว่าภาคธุรกิจ กําลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แต่ในขณะเดียวกันท่านสมาชิกหลายท่านก็มีข้อสงสัย มีข้อท้วงติงว่าถ้าวิ่งไปอย่างนั้นในตัวแบ็กออฟฟิศ (Back Office) ที่เป็นหน่วยงานของรัฐเอง เราจะสามารถซัปพอร์ต (Support) เราจะดูแลผลประโยชน์ของชาติในส่วนที่เป็นดิจิทัล ได้อย่างไร ดังนั้นข้อเสนอในวันนี้จึงเป็นข้อเสนอที่จะนําไปสู่การตอบโจทย์การทํางานในเรื่อง ของดิจิทัล ในส่วนของกรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดิน ขออนุญาตเรียนว่าข้อเสนอ ที่เป็น ๒ ประการหลักนั้น คือ
ประการแรก เป็นเรื่องของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการบริหาร ราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน โดยมีประเด็นที่เป็นสาระสําคัญ ๔-๕ ประเด็น
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ประเด็นแรก ที่เป็นองค์ประกอบย่อย เรื่องหลักการในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศก็คือ จําเป็นที่จะต้องมีการกําหนด องค์กรรับผิดชอบหลักในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทั้งการให้บริการประชาชน และการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญที่ได้เรียนให้กรรมาธิการทราบแล้วว่า เราทํางานในลักษณะต่างคนต่างทํา ถึงแม้ในขณะนี้จะมีความพยายามในการประสานงาน การทํางานในการให้บริการประชาชนบางเรื่องก็สามารถดึงงานของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ เข้ามาทํางานด้วยกันได้บ้าง แต่ระยะยาวในความยั่งยืนนั้นคิดว่าการที่ไม่เปลี่ยนแปลง กระทรวงและกรมต่าง ๆ ให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล อันนั้นในท้ายที่สุดความยั่งยืนของระบบ การทํางานเหล่านี้ก็จะมีอุปสรรคอย่างมาก อันนี้เป็นประการแรกที่จําเป็นจะต้องมี การกําหนดองค์กร
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนของการกําหนดองค์กรนั้น ต้องขออนุญาตเรียนว่าสิ่งที่ จะเกิดขึ้นต่อมาก็คือในเรื่องของการตรากฎหมายว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล การตรากฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ขณะนี้ถึงแม้ว่าเราจะมีกระทรวงดีอี (DE) ซึ่งได้กําหนดยุทธศาสตร์ ที่สําคัญประการหนึ่งก็คือการแปรสภาพที่จะทําให้งานทางด้านเทคโนโลยีเหล่านี้บังเกิดขึ้น ต่อรัฐบาล ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ของกระทรวงดีอี (DE) ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานนั้น กําหนดไว้ชัดว่าจะต้องปรับสภาพรัฐบาลให้เป็นรัฐบาลดิจิทัลให้ได้ ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ จึงเป็นสาระสําคัญที่ได้กําหนดภารกิจไว้ค่อนข้างชัดเจน มีความรับผิดชอบ
สาระสําคัญของร่างในข้อเสนอการปฏิรูป ผมขออนุญาตโดยสรุปครับ จะต้องมีการจัดทําแผนระดับชาติเพื่อวางกรอบในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล จะต้องมีการปฏิรูป การทํางานและการให้บริการด้วยระบบดิจิทัล จะต้องมีการทํางานในลักษณะที่เป็น อิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นดิจิทัลมากขึ้น ๆ ในหลาย ๆ เรื่อง แม้กระทั่งเมื่อเช้านี้เองในเรื่องของ นวัตกรรม ท้ายที่สุดนอกเหนือจากภาคเอกชนแล้ว ภาครัฐจะต้องซัปพอร์ต (Support) ในเรื่องของความเชื่อมั่นระหว่างประเทศว่าเมื่อรัฐบาลเปิดตัวให้มีการเชื่อมโยงในระบบดิจิทัล ระหว่างประเทศ ความเชื่อมั่นระหว่างประเทศอยู่ที่ไหน เวิลด์แบงก์ (World Bank) ในการที่จะ เข้ามาดําเนินการประเมินประเทศไทยว่าสามารถประกอบธุรกิจได้อย่างง่ายหรือไม่ อันดับ ที่เราตกลงไปนั้นสาเหตุก็คือความยากลําบากของการทํางานในลักษณะที่เป็นอีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of doing business) ระดับของการเท่าเทียมกันทางกฎหมาย การเข้าถึงข้อมูล ต่าง ๆ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การมีศูนย์ข้อมูลที่เป็นข้อมูลกลาง ทั้งเป็นข้อมูลในเชิงของสถิติ ซึ่งเป็นข้อมูลในลักษณะที่เป็นสแททิสติก (Statistic) ข้อมูลที่ไดนามิก (Dynamic) ข้อมูล ที่จะต้องมีการทํางานในลักษณะที่เป็นอินเตอร์แอ็กทิฟ (Interactive) คือแลกเปลี่ยนข้อมูล กันได้โดยทันที ควรจะบริหารจัดการข้อมูลอย่างไร ควรจะมีมาตรฐานอย่างไร ความมั่นคง ปลอดภัยและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ซึ่งถูกบรรจุอยู่ใน ร่างกฎหมายฉบับนี้ การติดตามการประเมินผล แม้กระทั่งในเรื่องของการมีบทกําหนดโทษ ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐงดเว้นหรือฝ่าฝืนข้อกําหนดในกฎหมายฉบับนี้ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วการผลักดันการทํางานในลักษณะของการที่จะทําให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล เป็นแบ็กออฟฟิศ (Back Office) ที่มีประสิทธิภาพนั้น จําเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวความคิด ปรับเปลี่ยนวิธีการทํางานของภาครัฐไปอย่างพลิก ต้องถือว่าถ้าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้รับ การอนุมัติเราเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลที่จะเป็นรัฐบาลดิจิทัลนั้นจะมีทางเดิน อย่างมั่นคงครับ
ประเด็นที่ ๓ ทําอย่างไรจะมีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลหน่วยงานของรัฐ เข้าด้วยกัน การบูรณาการและการเชื่อมโยงข้อมูลของรัฐนั้นจะต้องมีมาตรฐานที่มีความชัดเจน อย่างไร การบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลของรัฐนั้น ในระบบของฐานข้อมูลที่จะนํามาใช้ ในการเชื่อมโยง ควรจะมีการออกแบบระบบอย่างไร ข้อมูลทั่วไปเป็นข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณชนได้ ข้อมูลที่มีความสําคัญจะต้องมีการจัดเก็บ ในลักษณะใด หรือข้อมูลที่จําเป็นต้องปกปิดไม่สามารถเปิดเผยได้จะต้องมีการดําเนินการ ในลักษณะไหนนะครับ
ประเด็นที่ ๔ เรื่องของการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศหรือการที่จะ ทําให้เป็นรัฐบาลดิจิทัล ที่สําคัญก็คือเรื่องกําลังคนภาครัฐจําเป็นจะต้องจัดการให้มี แผนการบริหารหรือการพัฒนาคุณภาพกําลังคนภาครัฐในเรื่องของดิจิทัลหรือเทคโนโลยี สารสนเทศ
ประเด็นที่ ๕ นําไปสู่เรื่องของการจัดสรรงบประมาณ ผมเชื่อว่า ณ ที่นี้ คงทราบว่าการของบประมาณที่ผ่านมาต่างคนต่างขอ ต่างกระทรวงต่างทํางาน ถึงแม้ จะมีคณะอนุกรรมาธิการทางด้านสารสนเทศอยู่ในสภาแห่งนี้ แต่ในการพิจารณา จากคณะอนุกรรมาธิการที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเราไม่ได้พิจารณาในเชิงระบบของการบูรณาการ แต่เป็นการพิจารณาในลักษณะความต้องการของหน่วยงานจะไปต่อยอดสิ่งที่หน่วยงานนั้น ๆ ดําเนินการ ขณะนี้มีหน่วยงานที่ดําเนินการไปแล้วประสบความสําเร็จ เชื่อว่าประสบความสําเร็จ ผมใช้คําว่า เชื่อว่า ครับ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย ข้อมูลของกรมสรรพากร ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเชื่อว่าประสบความสําเร็จ แต่แท้ที่จริงแล้วความสําเร็จที่เราคาดหวังนั้นในท้ายสุดยังเชื่อมโยง ยังทํางานกันอย่างไม่เต็มที่ ระบบความมั่นคงเองในเรื่องของการตรวจสอบบริเวณชายแดน การเข้าออก ระบบของวีซ่า (Visa) การจัดทําพาสปอร์ต (Passport) เรื่องการกระทําความผิดทางกฎหมาย ใครมีคดีอาชญากรรมอยู่ตรงไหนบ้าง เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลคงจะต้องนํามาพิจารณา แล้วก็บรรจุไว้ในร่างกฎหมาย
ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปที่สําคัญในประการที่ ๒ เป็นเรื่องของการพัฒนา กลไกภาครัฐเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน ตลอดจนภาคธุรกิจ เอกชนนั้นได้รับประโยชน์จากการบริหารจัดการในเรื่องนี้ ก็คือประเด็นเมื่อมีกฎหมาย ออกมาแล้ว หรือแม้กระทั่งก่อนที่จะมีกฎหมายออกมานั้น จําเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบ หรือว่าสํารวจความพร้อมของระบบ เราลงทุนกันไปเยอะมากครับ หลายกระทรวง หลายกรม ได้ดําเนินการในเรื่องนี้ไปมากทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันการทํางานร่วมกันในอนาคต ก็จะต้องมีการสํารวจความพร้อม สํารวจสิ่งที่มีอยู่ว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีการทบทวนอย่างไร แม้กระทั่งกฎหมายที่เราเคยใช้ในการให้บริการประชาชนหรือบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอํานาจก็ดี พระราชบัญญัติในเรื่องของการอํานวยความสะดวก ก็ดี ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่จําเป็นจะต้องมีการทบทวนเพื่อให้มีการสอดคล้องต้องกัน ระหว่างร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้การปรับปรุงในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน และการให้บริการประชาชนที่มีลักษณะทําให้เกิดรัฐบาลดิจิทัลในอนาคตได้ ฉะนั้นข้อเสนอ ของกระผมในส่วนนี้ก็มีแต่เพียงเท่านี้ ก็ขออนุญาตนําเรียนว่าในเรื่องของการกําหนด ระยะเวลาปฏิรูปในเรื่องนี้ทางกรรมาธิการได้กําหนดไว้ว่าในช่วง ๑ ปีแรกนั้น ใน ๖ เดือน จะพยายามผลักดันให้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัลเกิดขึ้น สําหรับ ๖ เดือนหลัง ก็มีการเตรียมการเพื่อให้ทุกส่วนราชการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเชื่อมโยงข้อมูล ระหว่างหน่วยงานภาครัฐเข้าด้วยกัน ซึ่งเราคิดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ในหมวดว่าด้วยการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๖๐ ภายใต้รัฐธรรมนูญชุดนี้ ก็คือมาตรา ๒๕๘ ข้อ ข (๑) ในเรื่องของการประยุกต์เทคโนโลยี และ (๒) ในเรื่องของการเชื่อมโยง ข้อมูลข่าวสาร ข้อมูลหน่วยงานของรัฐเข้าด้วยกันทุกส่วนราชการ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านประธานกรรมาธิการครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ อยากจะกราบเรียนท่านประธานเพิ่มเติมอีกสักนิดเดียวว่าระหว่าง การทํางานของคณะกรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดินในเรื่องนี้ โดยเฉพาะ คณะอนุกรรมาธิการที่ท่านเบญจวรรณเป็นผู้รับผิดชอบร่วมด้วยกับกรรมาธิการอื่น ๆ เราได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือเพื่อให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์ที่สุด เท่าที่จะกระทําได้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะกรรมาธิการด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้มีโอกาส ไปพบท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุเพื่อไปหารือเรื่องวาระสําคัญ หรือวาระเร่งด่วน ๔ วาระ ของ ๒๗ วาระที่ทางคณะกรรมาธิการรับผิดชอบอยู่ก็ได้กราบเรียนหารือท่านในเรื่องนี้ ซึ่งก็ได้ความว่ารัฐบาลก็ทําอยู่ รัฐบาลเห็นด้วย แล้วก็เป็นการสนับสนุนการดําเนินงาน ที่ฝ่ายรัฐบาลดําเนินการอยู่ ฉะนั้นที่สําคัญกว่าก็คือว่าการสนับสนุนของท่าน สปท. ทุกท่าน ก็จะทําให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ทางกรรมาธิการได้นําเสนอรายงานแล้วนะครับ ก่อนท่านสมาชิกจะอภิปราย แสดงความคิดเห็นขอกรรมาธิการยืนยันตัวเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) นิดหนึ่งเพราะว่า มีตัวเลขบางประการที่ผมตรวจสอบดูแล้วจะก่อให้เกิดความสับสน ก็คือในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ภาพฉายที่ ๑ ๑.๓ การจัดอันดับประเทศเพื่อการทําธุรกิจอีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of doing business) ในปี ๒๕๖๐ ปรากฏว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ ๔๖ จาก ๑๙๐ ประเทศ แต่ว่าในภาพฉายหน้า ๓ หัวข้อสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ของประเทศไทยในปัจจุบันท่านอ้างอิงดัชนีชี้วัดอีส ออฟ ดูอิง บิซิเนส (Ease of doing business) ก็คงจะมาจากฐานเดียวกัน แต่ท่านใช้ตัวเลขอย่างนี้ครับ ผลการจัดอันดับดัชนีชี้วัดระดับ ความง่ายของการประกอบธุรกิจของไทยในปี ๒๕๕๙ อยู่ในลําดับที่ ๔๙ จาก ๑๙๐ ประเทศ อันนี้ข้อมูลถูกใช่ไหมครับ แต่ว่าท่านนําทั้งปี ๒๕๕๙ ปี ๒๕๖๐ ก็แสดงว่าปีที่ผ่านมาดีขึ้น ดีขึ้น ๓ อันดับถูกไหม ท่านจะเติมข้อความอย่างไรก็ตาม ท่านประธานก็ลองปรับปรุงดูแล้วกันครับ ก่อนอื่นขอเชิญท่านสมาชิกที่รับประทานอาหารอยู่ข้างนอกช่วยกรุณาเข้ามาติดตาม การประชุมนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรก ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ วันนี้ตั้งแต่เช้ามีแต่เรื่องดี ๆ ทําให้ผมเลยยังไปรับประทานข้าวไม่ได้ต้องเฝ้าติดตาม เรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ดีอีกและทันสมัยมากเลย กฎหมายรัฐธรรมนูญเพิ่งคลอดเมื่อต้นเดือนนี้ และผลที่แจกเราก็ได้รับมาแล้วทุกคน พอเปิดไปดูในรายงานของท่านผมเปิดดูในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ มาตรา ๒๕๗ มาตรา ๒๕๘ ทันสมัยอย่างไร ทันสมัยก็คือเขาบอกไว้เลยว่า จะต้องจัดทําข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและบริการประชาชนทันสมัยมากนะครับ กฎหมายรัฐธรรมนูญบอกไว้อย่างนี้เลย แล้วยังบอกต่อไปว่าต้องไม่ทําให้คนมีความเหลื่อมล้ํา ให้เกิดความสงบสุข เป็นธรรม ที่ท่านทําทั้งหลายนี้นะครับ ที่ท่านกรรมาธิการพูดผมคิดว่า อยู่ในนี้หมดเลย และบอกเลยว่าเพื่อความสามัคคีปรองดอง ผมมีความรู้สึกเป็นปลื้มว่า ท่านกรรมาธิการนําเรื่องนี้เข้าสู่สภาเป็นเวลาที่เหมาะสมจริง ๆ แล้วต้องรีบผลักดันให้คลอดไป โดยเร็ว แต่ผมก็มีข้อสังเกตหลายประการอยากจะนําเรียน แล้วผมก็ขออนุญาตเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) อีกเล็กน้อย
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ภาพแรกครับ อันนี้ชื่อ ผ่านไปครับ ท่านเห็นไหม คุณป้าคนหนึ่งใส่เสื้อคอกระเช้าอยู่ในครัวก็เล่นคอมพิวเตอร์ได้ นี่อิเล็กทรอนิกส์ ก็ตรงกับ ที่ท่านกําลังจะทําให้รัฐบาลเป็นรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ผมเสียดายมากผมเกิดเร็วไป ปีนี้ อายุ ๗๐ ปีแล้ว ไม่รู้ว่ากว่าท่านทําเสร็จอีกกี่ปีผมจะได้รับบริการที่ท่านกําลังทํา และรัฐบาล ก็กําลังเร่งรัดในการทํางานเรื่องนี้อยู่ โดยเฉพาะรัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ ท่านดูภาพ ต่อไปสิครับ เมื่อสักครู่นี้คุณป้าทําครัวเสร็จเตรียมให้ลูกหลานมารับประทานก็ทําคอมพิวเตอร์ ไปด้วย อันนี้เป็นอย่างไรครับ เด็กหนุ่มเด็กสาวก็ใช้คอมพิวเตอร์ เมื่อเช้าผมได้นําคอมพิวเตอร์ รูปแบบต่าง ๆ ให้ท่านไปแล้ว ทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ ท่านครับ ตัวเลขของท่านปี ๒๕๕๗ มี ๙๘ ล้านเครื่อง บัดนี้ ๑๐๐ กว่าล้านเครื่องแล้ว ต้องไปดูตัวเลขที่ กสทช. ต่อไปครับ กดคอมพิวเตอร์อยู่ที่ไหนก็ได้ ตื่นมาก็กดได้ ผมไม่แน่ใจ บางคนเล่นมาก ๆ กลางคืนละเมอ ขึ้นมากดหรือเปล่า ภาพต่อไปครับ อันนี้ท่านพูดถึงบริการเบ็ดเสร็จ ผมบอกว่าให้ดูเลย ยังเหลือนะครับ อยู่ริมแม่น้ําเจ้าพระยา นี่คือศาลากลางจังหวัดนนทบุรี สมัยก่อนเป็น ศูนย์การบริการของรัฐบาลหรือว่าของจังหวัด ปัจจุบันนี้แยกกันไปอยู่ ผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่ศาลากลาง หน่วยงานต่าง ๆ ก็ไปอยู่ที่โน่นที่นี่ ระบบการติดต่อสื่อสารก็ยังไม่ค่อยดี แต่ท่านกําลังจะทําอยู่ ผมก็ชื่นชม ภาพต่อไปครับ ทําเนียบรัฐบาล ไม่มีใครไม่รู้จัก ผมนํามาให้ พ่อแม่พี่น้องทั่วประเทศได้ชมว่านี่ทําเนียบรัฐบาล ศักดิ์สิทธิ์ สวยงาม ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นั่งอยู่ที่นี่ ถามว่าผมพูดทําไม เพราะมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ใช้หมายเลขทั่วประเทศ เบอร์เดียวกัน ๑๑๑๑ คือบําบัดทุกข์ได้จริง อะไรตอบไม่ได้ พอร้องมาปุ๊บตอบ ๒-๓ วัน ตอบทันที นี่ก็เป็นเรื่องที่ดีในยุคปัจจุบันตามรัฐธรรมนูญว่าเลย ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่าขอชื่นชม แล้วก็จะชื่นชมต่อไปเมื่อท่านทําสําเร็จแล้ว วันนี้เอาสัก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของความชื่นชม ท่านดูต่อไปครับ ศูนย์ดํารงธรรม นี่จังหวัดราชบุรี มีเรื่องอะไร ไปที่ศูนย์ดํารงธรรม แก้ไขให้เรียบร้อยเบ็ดเสร็จ มีทั้งตํารวจ ทหาร พลเรือนอยู่ที่นี่ ภายใต้ การกํากับของกระทรวงมหาดไทย ของรัฐบาล ท่านดูภาพสุดท้าย ท่านเคยไปไหมครับ ท่านขึ้นรถ ลงเรือตรงหน้าตึก ๑ บ่อย ๆ นี่คือศูนย์ของ สปท. เรา มีหมดเลยคอมพิวเตอร์ ร้อยแปดจิปาถะ ประชาชนติดต่อโดยเว็บไซต์ (Web Site) อะไร ผมนํามาก็เพื่อให้รู้ว่า สปท. ทํางานอย่างมีประสิทธิภาพและมีเครื่องมือให้ท่านกดได้ ชมได้ ติได้ ผมกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการด้วยความเคารพก็คือว่า เราจะทําให้ทั้งประเทศไทย เป็นอีเซอร์วิส (e-Service) ท่านต้องนึกถึงประชาชนคนเดินดินว่าเขาได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร บริการของรัฐดีหรือยัง คําถามอันดับแรกก็คือว่าข้อมูลของรัฐบาลในกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ๒๐ กระทรวงทันสมัยหรือยัง ถ้ายังไม่ทันสมัยกดเข้าไปเว็บเพจ (Webpage) แช่อยู่ อย่างนี้เป็นปี ข้อมูลตั้งแต่โน่น ปี ๒๕๕๐ หรือปี ๒๕๐๐ ก็แย่นะครับ ต้องทันสมัย รวดเร็ว แต่ว่าที่ศูนย์บริการของรัฐบาลเร็วมากผมเคยกดเข้าไปดูแล้ว ผมอยากจะเสนออย่างนี้ครับว่า
ข้อ ๑ การบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ต้องสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผมไปโรงพยาบาลของรัฐเป็นประจําเพราะไม่มีเงินไปโรงพยาบาลของเอกชน พออายุมากผิวหนังก็แห้ง ไปสถาบันโรคผิวหนัง ไปโรงพยาบาลราชวิถี ท่านครับ ผมต้องตื่น แต่เช้าไปกดบัตรหกโมงเช้า พอครบ ๒๐๐ คน ๓๐๐ คนเขาก็ปิด แล้วก็ไปขึ้นอีกทีหนึ่ง ตอนสักประมาณ ๙ โมง เพื่อวัดอะไรร้อยแปดจิปาถะของร่างกาย แล้วจะพบหมอก็ประมาณ ๙ โมงครึ่ง คําถามต่อไปว่าท่านทําให้ผมเห็นก่อนที่ผมจะสิ้นชีวิตได้ไหม แล้วประชาชน ก็จะชื่นชมท่าน ท่านลองใช้ระบบจองการพบหมอในโรงพยาบาลของรัฐด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ก่อนได้ไหมครับ เพราะการเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นเรื่องทุกขเวทนา โดยเฉพาะการเจ็บป่วย ท่านไปดูสิครับ โรงพยาบาลของรัฐ ไม่ว่าจะโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลของรัฐก็แล้วกันทั่วประเทศ เจ็ดโมงเช้าท่านไปดูได้เลย จิ้งจกตกไม่ถึงพื้น คือป่วยมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นท่านให้เขาเข้าข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ว่า จองขอพบหมอแล้วเขาจะได้มาตรงเวลา เช่นลําดับที่เท่าไร แล้วบอกเขาเลยว่าคุณมาเวลานี้ ไม่ต้องคอยนาน ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ใช่มาแล้วก็ยังพบหมอไม่ได้ ครบ ๓๐๐ คนแล้ว รับได้แค่นี้โรคผิวหนัง อันนี้ก็ต้องเห็นใจ หมอไม่พอ ได้ไหมครับ ผมว่าไม่ยากเลย อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุขนั่งอยู่ที่นี่ ท่านทําเรื่องนี้ก่อนได้ไหม รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เอาเรื่องเจ็บป่วยก่อนเลย เอาโรงพยาบาลของรัฐ จองคิวโดยไม่ต้องเดินไปด้วยตนเอง จะมีกุศลมหาศาลและประหยัดการเดินทางของประชาชน จริงหรือไม่จริงพ่อแม่พี่น้อง ที่ฟังผมจะเป็นพยานได้ ยกเว้นคนที่ร่ํารวยมีเงินมาก ๆ ก็ไปโรงพยาบาลเอกชน
ข้อ ๒ เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกภาคส่วนต้องมีความรู้ ความเข้าใจในระบบ อิเล็กทรอนิกส์ ท่านต้องอบรมเขานะครับ ใช้เป็นไหม บริการเป็นไหม ที่ให้ข้อมูลไปแม่นตรงไหม ไม่ใช่เขาเอาข้อมูลที่ท่านให้ไปแล้วก็ผิด ๆ ถูก ๆ
ข้อ ๓ เจ้าหน้าที่ต้องสามารถบริการประชาชนได้ตลอดเวลาราชการ ตั้งแต่ ๘ โมงครึ่ง ไม่ใช่ ๘ โมงครึ่งกดไปยังแช่นิ่ง ก็ต้องพัฒนา ที่มีอยู่ขณะนี้ยังไม่ต้องมี พระราชบัญญัติ แต่พระราชบัญญัติทั้งหมดนี่ผมเห็นด้วยท่านออกแบบดีมาก มีกรรมการ ๑๓ ท่าน เป็นของรัฐ ๗ ท่าน มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิ ๖ ท่าน ๑๓ ท่าน ตัวเลขลักกี้นัมเบอร์ (Lucky Number) ก็คิดว่าจะดีในอนาคต
ข้อ ๔ ข้อมูลพื้นฐานที่อยู่ในคลังข้อมูล หรือเรียกภาษาอังกฤษทั่วไปว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ต้องให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอันนี้ เหมือนกับกฎหมาย รัฐธรรมนูญกําหนดไว้เลย ต้องเป็นธรรม ทั่วถึง ได้ทุกคนตลอดเวลา ไม่ใช่ ๔ โมงครึ่งปิด ประชาชนเขากลับไปถึงบ้านก็กดไม่ได้ สัก ๑ นาทีได้ไหมครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ฝากไปยังกรรมาธิการ คิดว่าทําได้ แล้วผมคิดว่าก่อนที่จะสิ้นสุดสมาชิกภาพของ สปท. อีกไม่เกิน ๑๐๐ วัน สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดก็คือว่าคนป่วยของประเทศไทยเมื่อป่วยแล้ว เขาต้องได้พบหมอ เมื่อไม่สามารถจะรักษาได้เลย เนื่องจากป่วยวิกฤตแล้วต้องสิ้นชีวิตก็ขอให้ เขาสิ้นชีวิตอย่างมีเกียรติ อย่างมีศักดิ์ศรี คืออ้อมกอดของหมอและพยาบาลจะได้ไหมครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจํา หลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมมองไปที่เอกสารหน้า ๔๗ ข้อ ๑๐ ว่าด้วยหน่วยงานรับผิดชอบ ก็ระบุไว้คือสํานักงาน ก.พ.ร. และสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ก็ทําให้เกิดความคิดว่าทําไม สปท. จึงจะไม่เสนอต่อรัฐบาลมอบให้ ๒ หน่วยงานดังกล่าว แล้วก็อาจจะเพิ่มสํานักงาน ก.พ. สํานักงบประมาณมาร่วมกันจัดทําแผนแม่บทว่าด้วย การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์สําหรับการบริหารบ้านเมืองของหน่วยราชการทั้งระดับกลาง แล้วก็ท้องถิ่น แล้วก็อยากจะขอให้ใช้เวลาประมาณสัก ๖ เดือนให้ทําแผนแม่บทหรือว่า มาสเตอร์แพลน (Master Plan) ให้แล้วเสร็จ ระหว่างนี้จะให้มีการดําเนินการเรื่องพระราชบัญญัติ ที่เสนอมาเรื่องรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ก็ว่าไปนะครับ แต่ผมคิดว่าการจะมีการใช้อิเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีแผนเสียก่อนว่าจะเอาอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับหน่วยราชการทั้งส่วนกลางและท้องถิ่น อย่างไรต้องมีมาสเตอร์แพลน (Master Plan) ก่อนครับ นั่นเป็นประเด็นที่ ๑ ที่อยากจะฝากไว้ แล้วก็เป็นหน้าที่ของสํานักงาน ก.พ.ร. ที่ต้องพัฒนา ปรับปรุงระบบราชการ ณ วันนี้เปเปอร์เวิร์ก (Paper Work) ใช้เอกสารกระดาษในระบบราชการก็จะค่อยหายไป จะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาแทน ก.พ.ร. ต้องทันสมัย ต้องตื่นตัว ที่จริงควรจะต้องทํามาตั้งหลายปีแล้ว ก็ขอ เป็นมติได้ไหมครับ ขอเสนอต่อคณะกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่าต้องมอบให้ ก.พ.ร. ทํางานเสียก่อน เอามาสเตอร์แพลน (Master Plan) มาดู ประสานกับสํานักงาน ก.พ. สํานักงบประมาณ แล้วก็สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีเอกสารมีเนื้อก่อนนะครับ ส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของการใช้ที่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้เป็นระบบร่างใน พ.ร.บ. ผมคิดว่าเป็น งานเทคนิคนะครับ ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องมี ๓ คณะกรรมการหรือหน่วยงานซ้ําซ้อน คณะกรรมการระดับชาติ ท่านนายกรัฐมนตรีลงมาถึงท่านรองนายกรัฐมนตรี มันงาน อิเล็กทรอนิกส์นะครับ มันงานเทคนิค ก็เป็นเรื่องของการเอาเทคนิคที่เราต้องซื้อจากต่างประเทศ เขามาสวมอยู่หรือมารองรับระบบราชการ หรือว่าการบริหารราชการแผ่นดินของไทย ไม่จําเป็นที่จะต้องเอาระดับการเมืองหรือว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มา เรามีสํานักงานรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ระดับเจ้าหน้าที่แล้ว ผมคิดว่าก็อยู่ในวิสัยที่จะรองรับงานต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แล้วก็ทํางานใกล้ชิดกับบริษัทเอกชนที่เขาเรียกว่าเป็นผู้ขายหรือว่าซัปพลายเออร์ (Supplier) แล้วก็ติดตามดูด้วยว่าระบบอะไรที่จะดี ระหว่างนี้ขอคําสั่งของ คสช. รัฐบาลได้ไหมว่า จะให้มีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานอย่างไร จะสั่งไปที่สํานักงบประมาณได้ไหม อย่างน้อยงบประมาณไม่ใช่ปี ๒๕๖๐ ปี ๒๕๖๑ แต่ละหน่วยงานอยากจะไปซื้อ ระบบคอมพิวเตอร์อะไรพวกนี้ให้มีการประสานงานกันก่อนที่สํานักงบประมาณ แล้วก็สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อจะใช้ระบบเดียวกันไม่ใช่ต่างคนต่างซื้อ ต่างประมูล จัดจ้างเหล่านี้ จะได้ปูทางไปได้ของการบูรณาการ อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญนะครับ แล้วในขณะเดียวกันก็อยากจะเสนอต่อรัฐบาล คสช. ให้สั่งไปแต่ละหน่วยงานที่ประสบความสําเร็จ มาก ๆ กระทรวงมหาดไทยที่อยู่ในเอกสาร กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการต่างประเทศ นิดหน่อย แล้วก็ กทม. ว่าต้องปรับปรุงอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาเพื่อจะเติมให้เต็ม แล้วก็หน่วยงาน อื่น ๆ ที่จะต้องบริการประชาชนโดยเฉพาะการออกใบอนุญาตอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ มีอะไร ที่จะต้องเติมให้เต็ม ก็จะได้เอางบประมาณปี ๒๕๖๑ มาเติมให้เต็มได้ แล้วอะไรที่ซ้ําซ้อนกันอยู่ อย่างเช่นระหว่าง ตม. กับกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กับเครื่องมือที่จะดูหลักฐาน ของนิ้วมันใช้กันคนละนิ้วครับ มีประเทศไหนที่หน่วยงานหนึ่งใช้นิ้วชี้ อีกหน่วยงานหนึ่ง ใช้นิ้วโป้ง หน่วยงานหนึ่งพึ่งการช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา อีกหน่วยงานหนึ่ง เป็นตัวของตัวเอง ต่าง ๆ เหล่านี้ต้องขจัดไปเสียให้หมดแล้วต้องใช้ระบบเดียวกัน แล้วก็ไม่ใช่ ต่างคนต่างซื้อจัดจ้าง ไม่ใช่ เรามี พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างแล้ว มีสํานักงบประมาณ มีสํานักงาน รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์แล้วต้องบูรณาการ แล้วก็มีแผนแม่บทที่จะทําโดยสํานักงาน ก.พ.ร. เป็นสําคัญ ผมว่าต้องทําตรงนี้ก่อนแล้ว พ.ร.บ. ถึงจะมารองรับ แต่ว่า พ.ร.บ. ที่ว่านี้ให้มันเล็กนิดหนึ่ง ได้ไหมครับ พ.ร.บ. เป็นเรื่องของเทคนิค แล้วผมก็หวาดกลัวทุกครั้งที่ต้องมีนายกรัฐมนตรี มาเป็นประธาน การเมืองก็เข้ามาแทรกครับ ให้เป็นงานระดับข้าราชการที่จะต้องทํา เรื่องของเทคนิคก็เป็นเรื่องของเทคนิคไป เราก็จะได้หนีเรื่องประเด็นปัญหาการเมืองเข้ามา แทรกแซงอะไรต่าง ๆ เดี๋ยวระบบการจัดซื้อจัดจ้างก็จะมากันอีก อํานาจการเมืองเข้ามา เราก็พยายามที่จะแก้ไข เราต้องการปฏิรูป เราต้องการที่จะต่อสู้กับการทุจริตคอร์รัปชัน อย่าเปิดช่อง อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ผมขอเสนอแค่นี้ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปเชิญดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล อดีตผู้อํานวยการ สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
เรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ผมต้องขอชื่นชมและขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่นําวาระนี้เข้ามาในสภา และเร่งผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน การบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการช่วยพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปนี้อย่างเป็นรูปธรรม แล้วเป้าหมายของวาระที่เราเสนอวันนี้ กับเป้าหมายของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจนั้นก็อยู่ที่ จุดเดียวกัน เพราะว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ได้มองเห็นว่าการไปสู่สังคมแล้วก็เศรษฐกิจดิจิทัลนั้น ภาคสังคม ภาคประชาชนไปได้เร็วมาก แล้วบริการของธุรกิจนั้นก็เกิดขึ้นได้เร็ว เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปบริการของภาครัฐเริ่มจะเป็น คอคอดที่ทําให้การพัฒนาประเทศนั้นยังเป็นแบบเดิม ๆ อยู่ ผมใคร่ขอยกสัก ๒-๓ ประเด็น ที่จําเป็นจะต้องแลกเปลี่ยนกับท่านสมาชิก เราได้พูดถึงอิเล็กทรอนิกส์ เราได้พูดถึงรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ แล้วเราก็ซื้อครุภัณฑ์ลงทุนทางด้านไอที (IT) ไปค่อนข้างเยอะ แต่ที่ผ่านมานั้น หน่วยราชการก็ทําอิเล็กทรอนิกส์เพื่อทดแทนกระดาษ และเมื่อใช้อิเล็กทรอนิกส์แล้ว ก็ปรินต์ (Print) ใส่กระดาษมาแล้ว มอบให้ประชาชน แล้วให้ประชาชนนั้นเอาไปยื่นให้กับ หน่วยราชการอื่น ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ นั้นหน่วยราชการด้วยกันเองเขาไปแบบดิจิทัล คือการเดินทางของอิเล็กทรอนิกส์ไปทางระบบสื่อสาร ไปทางเครือข่าย ไม่ใช่ไปทางกระดาษ เพราะฉะนั้นความหมายของคําว่าคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) นั้นจึงมีความหมายลึกซึ้งมาก นั่นก็คือว่าหน่วยราชการเชื่อมต่อกันด้วยสาย ไม่ใช่เชื่อมต่อกัน ด้วยกระดาษ แล้วก็ให้เป็นภาระประชาชนที่วิ่งไปเอากระดาษเพื่อจะส่งให้กับหน่วยราชการอื่น พร้อมกับต้องเซ็นสําเนาถูกต้องรองรับเอกสารที่ออกโดยภาครัฐ
อันที่ ๒ เป็นสิ่งซึ่งผมคิดว่าเรายังมีปัญหาอยู่ นั่นก็คือการบริหารจัดการ ของภาครัฐส่วนใหญ่ก็มักจะพูดกันถึงข้อมูล เป็นห่วงเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) กลัวระบบจะถูกแฮก (Hack) นะครับ แต่ว่าการทํางานของข้าราชการภาครัฐเองหลายคน ใช้ไลน์ (Line) ใช้อีเมล์ (e-Mail) ฟรีของต่างประเทศ แล้วบางครั้งก็ส่งเอกสารราชการที่กําลัง เตรียมเพื่อการประชุม เอกสารคุยกันภายใน หารือกันภายใน ท่านอาจจะรู้หรือไม่รู้ว่าข้อมูล ที่เราส่งกันคุยกันมันวิ่งไปเก็บในเซิร์ฟเวอร์ (Server) ต่างประเทศ แล้วก่อนที่เราจะเปิดบัญชี ใช้ไลน์ (Line) หรือใช้ฟรีอีเมล์ (e-Mail) ไม่ว่าจะเป็นยาฮู (Yahoo) จีเมล์ (Gmail) หรือฮอตเมล์ (Hotmail) เจ้าของระบบได้เขียนไว้แล้วว่าให้เราตกลงข้อมูลที่เราส่งไปเขาสามารถก๊อบปี้ได้ เขาสามารถเอาไปจัดรูปแบบหรือวิเคราะห์เพื่อจะเสียบโฆษณาตามความเหมาะสม คือเขาอ่านเอกสารเราได้หมดทุกฉบับ เพราะฉะนั้นซีเคียวริตี (Security) ที่เราแสวงหา จะต้องควบคู่กับพฤติกรรมของเราด้วย ผมขอเรียนยืนยันว่าประเด็นที่เราจําเป็นจะต้อง พัฒนาระบบรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นขั้นต่อไปเป็นรัฐบาลดิจิทัลนั้นน่าจะเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการปฏิรูปประเทศที่สําคัญมาก ๆ หากไม่ดําเนินการแล้วเราก็คงจะไม่สามารถทําอย่างอื่น ได้แน่นอน ตัวอย่างเช่นกรณีของการพัฒนาเรื่องไฟแนนเชียลเทคโนโลยี (Financial Technology) ที่เราพูดคุยกันเมื่อเช้าวันนี้ ซึ่งก็จะมีประเด็นผู้ที่ให้บริการทางด้านการเงินจะต้องเชื่อมต่อกับภาครัฐ อย่างน้อยเรื่องไอเดนทิตี (Identity) หรือว่าเอกลักษณ์ของประชาชนว่าคนนั้นคือใคร หรือว่าบ้านเขาอยู่ที่ไหน เขาจะ เปิดบัญชีก็จะต้องมีเควายซี (KYC) หรือโนว์ ยัวร์ คัสตอมเมอร์ (Know Your Customer) ทุกอย่างมีโอกาสที่จะเชื่อมโยงภาครัฐ ภาครัฐเองก็จะต้องเริ่มเปิดเผยข้อมูล เพราะว่าจะต้อง มีธุรกรรมที่ให้ประชาชนเอาไปดําเนินการ ตัวอย่างเช่น ทะเบียนราษฎร์กับทะเบียนบ้าน เราก็ทราบดีว่าอยู่ที่กรมการปกครอง แต่ก็มีทะเบียนที่ดินอยู่ที่กรมที่ดิน ทะเบียนนิติบุคคล อยู่ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ทะเบียนผู้ร้ายหรือทะเบียนอาชญากรอยู่ที่กองทะเบียนประวัติ อาชญากร สํานักงานตํารวจแห่งชาติ หรือแม้กระทั่งทะเบียนของผู้ที่ต้องโทษก็อยู่ที่ กรมราชทัณฑ์ ข้อมูลเหล่านี้หากว่าจะต้องวิ่งไปเอาเอกสารที่เป็นกระดาษก็ยังเป็นภาระต่อไป ที่ทําให้เราไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้ แต่อย่างไรก็ดีปัญหาทางด้านเทคโนโลยีจริง ๆ แล้ว แก้ไขไม่ยากนะครับ แต่ที่สําคัญก็คือปัญหาเรื่องกติกาแล้วก็การจัดการ ซึ่งจําเป็นจะต้อง ตราเป็นพระราชบัญญัติออกมา ตัวอย่างเช่นเมื่อสักครู่ได้มีการอภิปรายถึงนิ้วมือก็ควรจะต้อง มีมาตรฐานทางเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องว่าจะเลือกใช้นิ้วไหน เพื่อทําอะไร แต่จริง ๆ แล้ว ก็ยังมีกติกาอื่น ๆ อีกเยอะ ซึ่งเราก็จะเห็นได้ว่าในเอกสารที่แจกให้กับสมาชิกทุกท่าน มีภาคผนวก ง ภาคผนวก ง นั้นมีคําสั่ง คสช. ๒๑/๒๕๖๐ ใช้มาตรา ๔๔ ซึ่งมีการสั่งการ ให้หน่วยราชการปฏิบัติ ซึ่งผมคิดว่าในข้อ ๑๗ ขออนุญาตอ่านนะครับ ในกรณีที่กฎหมาย กฎ หรือระเบียบใดที่กําหนดให้ผู้ขอรับอนุมัติ อนุญาต หรือใบอนุญาต หรือผู้ยื่นขอจดทะเบียน หรือจดแจ้ง ผู้แจ้งต้องใช้เอกสารที่ทางราชการออกให้แก่ผู้นั้นเพื่อประกอบการพิจารณา หรือดําเนินการ ให้เป็นหน้าที่ของผู้มีอํานาจอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต รับจดทะเบียน รับจดแจ้งหรือรับแจ้งนั้นจะต้องดําเนินการให้หน่วยงานที่ออกเอกสารเช่นว่านั้นส่งข้อมูล หรือสําเนาเอกสารดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาหรือดําเนินการ ในกรณีที่ผู้มีอํานาจ ดังกล่าวประสงค์จะได้สําเนาเอกสารนั้นจากผู้ขอรับอนุมัติ อนุญาต หรือใบอนุญาต หรือผู้ยื่นขอจดทะเบียน หรือจดแจ้ง หรือผู้แจ้ง ให้ผู้มีอํานาจนั้นเป็นผู้จัดทําสําเนาเอกสาร ดังกล่าวเอง เพื่อประโยชน์แห่งการนี้ ห้ามมิให้เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทําสําเนา ดังกล่าวจากผู้ขอรับอนุมัติ อนุญาต หรือใบอนุญาต หรือผู้ยื่นขอจดทะเบียนจดแจ้ง หรือผู้แจ้ง เพราะฉะนั้นสาระสําคัญของข้อนี้ก็คือเป็นการปฏิรูปที่ค่อนข้างแรง แล้วก็เป็น คําสั่งมาตรา ๔๔ ที่ลดภาระของประชาชนแล้วก็ลดค่าธรรมเนียมในการจดสําเนา ซึ่งจะเป็น ตัวชี้วัดตัวหนึ่งที่ยกระดับเรื่องความยากง่ายของการทําธุรกิจในประเทศไทยให้ดีขึ้น แต่อย่างไรก็ดีหน่วยงานภาครัฐจํานวนมากที่ใช้ระบบอยู่อาจจะยังขาดแรงกระตุ้น หรือความช่วยเหลือที่จะทําให้กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นไปได้อย่างแท้จริง จึงจําเป็น ที่จะต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้นมา กระผมใคร่ขออภิปรายสนับสนุนว่าควรจะเร่ง ให้ตราร่างพระราชบัญญัตินี้ออกมาโดยเร็ว โดยร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่ได้เพิ่มหน่วยงาน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ให้เป็นสํานักงานรัฐบาล ดิจิทัล
ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนก็คือเรื่องพลังของการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ ข้อมูลภาครัฐจํานวนมากเป็นข้อมูลซึ่งทิ้งไว้ในหิ้ง ทําให้เป็นภาระแล้วก็ไม่เกิดประโยชน์ ตัวอย่างเช่น การเปิดเผยข้อมูลเพื่อทําให้ประชาชนช่วยตรวจสอบการใช้เงินของภาครัฐ ซึ่งเกิดขึ้นแล้ว กรมบัญชีกลางได้เปิดเผยผลการจัดซื้อจัดจ้างของงบประมาณแผ่นดินที่ผ่านมา ปี ๒๕๕๘ กับปี ๒๕๕๗ ทุกรายการ ทุกอําเภอ ทุกกรม ก็จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าไป ตรวจสอบได้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างนั้นเป็นธรรมหรือเปล่า หรือว่าการสร้างสื่อสัมพันธ์ระหว่าง รัฐกับชุมชน ข้อมูลต่าง ๆ ที่หลาย ๆ ประเทศเขาทํา แล้วก็เกิดประโยชน์มาก ๆ กับชุมชนโดยที่ไม่เป็นค่าใช้จ่ายภาครัฐเลย ตัวอย่างเช่น การประกาศตําแหน่งของประปาหัวแดงลงบนแผนที่ ประปาหัวแดงคือหัวประปาใหญ่ ๆ สําหรับใช้ตอนที่ไฟไหม้เปิดออกมาก็ต่อท่อสําหรับดับไฟได้เลย ข้อมูลพวกนี้เป็นข้อมูลสาธารณะ ถ้าหากว่าปักไว้บนแผนที่ประชาชนก็ใช้ประโยชน์ได้ หรือตําแหน่งถังดับเพลิงสาธารณะ ตัวอย่างอีกอันหนึ่งก็คือบรรดาสนามกีฬาต่าง ๆ ของกรมพลศึกษาเวลาที่จะเปิดปิดให้กับ ประชาชนเข้าใช้บริการ ถ้าเปิดเผยทางออนไลน์ (Online) แล้วให้ประชาชนจองได้ก็จะเป็น การใช้ประโยชน์ทรัพย์สินของภาครัฐกับประชาชนมากขึ้น การประกาศรับสมัครงานของ ภาครัฐทางออนไลน์ (Online) ซึ่งล้วนแล้วแต่เกิดประโยชน์ หรือเวลาเกิดภัยพิบัติก็สามารถ ประกาศความร่วมมือในการรับบริจาคสิ่งของ บริจาคแรงงาน บริจาคการขนส่ง รวมทั้ง การประกาศว่าชุมชนไหนต้องการอะไร ในจังหวะใด แล้วก็ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยแมตช์ (Match) ข้อมูลที่มีประโยชน์แล้วก็ควรจะเปิดอย่างยิ่งก็คือข้อมูลพยากรณ์อากาศแบบแม่นยํา ตัวอย่างเช่นการพยากรณ์ที่ลงเป็นพื้นที่ในระดับอําเภอแล้วก็ทําให้เอกชนนั้นสามารถ สร้างแอปพลิเคชัน (Application) ขึ้นมาแล้วก็สร้างประโยชน์ให้กับคนทั่วราชอาณาจักร แต่ว่ามีข้อมูลที่ดีกว่าเดิมในระดับอําเภอเป็นต้น หรือการสร้างเว็บไซต์ (Web Site) สําหรับ รับแจ้งปัญหาสําหรับชุมชน ซึ่งในหลายประเทศก็มีทําขึ้น ตัวอย่างเช่นการแจ้งการขาดแคลน บริการอินเทอร์เน็ต (Internet) ความเร็วสูง ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นข้อมูลสําคัญในการทําบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ต (Broadband Internet) ทั่วประเทศแทนที่ข้อมูลเหล่านี้จะเก็บอยู่ในฐานข้อมูล ที่คนเข้าถึงไม่ได้และประชาชนตรวจสอบไม่ได้ ทั้งหมดนี้ก็จะเป็นประเด็นสนับสนุนที่ผม ใคร่ขออภิปรายเพื่อให้สภานั้นให้การอนุมัติแล้วก็ผลักดันให้เกิดพระราชบัญญัติรัฐบาลดิจิทัล โดยเร็วครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคม อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ กระผมเห็นด้วยกับข้อเสนอการปฏิรูปการบริหาร ราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. .... แต่ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าเป็นครั้งแรกที่ผมจะคิดอะไร ประหลาด ๆ ผมเห็นด้วย แต่สักครู่เดี๋ยวเวลาลงมติผมจะกดว่า ไม่เห็นด้วย เพื่อให้บันทึกเป็น ประวัติศาสตร์เอาไว้ เห็นด้วย กับรายงานนี้แต่จะกดว่า ไม่เห็นด้วย ขอเชิญทุกท่านรับฟังว่า ผมคิดอะไรประหลาด ๆ ผมคิดว่า สปท. เราไม่มีหน้าที่ที่จะต้องไปเสนอคําว่า รัฐบาลดิจิทัล ไม่จําเป็นเลยครับ รัฐบาลเขาทําอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศเรียกร้องมาทั้งหมด ก็คืออยู่ในหน้าปกรายงานฉบับนี้อยู่แล้ว การบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือการบริการประชาชนด้วยดิจิทัล ความจริงผมมีประชุมคณะอนุกรรมาธิการคณะอื่น ผมไม่ไปประชุม ผมต้องการอภิปรายเรื่องนี้ให้ได้ ถ้าผมหิวข้าวผมก็อยากจะรับประทานข้าว ไม่ใช่ผมหิวข้าวแล้วท่านเอาก๋วยเตี๋ยวมาให้ผมก็รับประทานไม่ลง ต้องพูดตรง ๆ แบบนี้ พอผมอ่านเข้าไปในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องรัฐบาลดิจิทัลแล้วผมบอกว่าไม่จําเป็นเลย คล้ายกับที่ท่านกษิต ภิรมย์ อภิปรายไปนี้ ผมผิดหวังครับ ผิดหวังเลยเพราะพออ่านไปปุ๊บ บอกว่าต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยระบบดิจิทัล ต้องมีรัฐบาลดิจิทัล ต้องมีคณะกรรมการ รัฐบาลดิจิทัล ผมไม่สนใจครับ ผมสนใจปากท้องของการบริการประชาชน เมื่อดูในร่าง พ.ร.บ. นี้ โครงสร้างการบริหาร ตามร่าง พ.ร.บ. นี้มีอะไรบ้าง บอกว่านายกรัฐมนตรีรักษาการ แต่พอไปดูในคณะกรรมการ รัฐบาลดิจิทัล รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมว่าวิธีการยกร่างกฎหมายมาตรา ๔ อาจจะมีปัญหานิดหนึ่ง ปกติเขาก็จะเขียนว่าให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการตามพระราชบัญญัติ มีครับ มีหลาย พ.ร.บ. ที่เขาเขียนกันแบบนี้ ท่านเขียนว่า เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ว่าข้างในไม่มีชื่อนายกรัฐมนตรีอยู่เลย มีแต่รองนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นไร มาดูเรื่องของโครงสร้างรัฐบาลดิจิทัล ผมบอกว่าผมไม่สนใจว่าจะมีรัฐบาลดิจิทัล เขามีของเขามีอยู่แล้ว แต่ผมต้องการการบริการประชาชนแบบดิจิทัล ผมไม่ต้องการให้มี คณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล แล้วพอลองเปิดไปดูอีกมีอะไร มีคณะกรรมการสํานักงานรัฐบาล ดิจิทัล ผมก็ไม่สนใจครับ ตอนแรกผมก็คิดว่าคณะกรรมการสํานักงานรัฐบาลดิจิทัลไปนั่งอยู่ที่ สํานักนายกรัฐมนตรี แล้วรัฐมนตรีในมาตรา ๒๔ หมายถึงรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ แต่ว่าท่านหมายถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เอาละ ไม่ว่าอะไรกัน แต่ผมเปิดไปเปิดแล้วลงมาไม่ถึงพี่น้องประชาชนหรอก มีแต่รองนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานสั่งการ มีผู้เชี่ยวชาญในการบริหารราชการแผ่นดิน ผมไม่เห็นว่ามีความจําเป็นเลย ผมไปเปิดดูพระราชบัญญัติอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ เทียบเคียงนะครับ พอดีท่านเป็นคนก๊อบปี้มาให้เอง พระราชบัญญัติ อํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ เปิดไปเลยครับ ไม่มีคณะกรรมการเลย ไม่มีใครเป็นประธานเลย แต่เขายังทําได้ แล้วก็ชงทุกเป้าเลย อํานวยความสะดวก ทุกวันนี้เข้าไปติดต่องานราชการที่เคยรอ ๑ ปี เคยรอ ๖ เดือน ตอนนี้ เขาปิดประกาศขึ้นป้ายว่าเรื่องนี้ไม่เกิน ๑๐ วัน เรื่องนี้ไม่เกิน ๑๕ วัน เรื่องนี้ไม่เกิน ๓๐ วัน ชอบครับ รู้แล้วว่าถ้าเราจะไปขอเรื่องนี้เขาต้องทําให้เราไม่เกิน ๓๐ วัน แบบนั้นชอบครับ แต่ทีนี้ถามว่าไหน ๆ ท่านจะยกร่างพระราชบัญญัติอํานวยความสะดวกประชาชนแบบดิจิทัล ต้องชกให้ตรงเป้าเลยนะครับ อย่าไปสนใจว่าจะมีรัฐบาลดิจิทัลหรือไม่ เพราะเขาบอกแล้วว่า เขามีของเขาอยู่แล้ว อย่าไปสนใจว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จะต้องมานั่งทํางานตรงนี้ ของเขามีอยู่แล้ว แต่ทีนี้ผมอยากจะให้ชกตรงเป้าเลยก็คือบอกไปว่า ตามพระราชบัญญัตินี้หน่วยงานระดับกรม อย่างน้อยที่สุดราชการก็คือระดับกรมจะต้องมีแผน จะต้องมีขั้นตอนในการดําเนินการประกาศใช้การบริการประชาชนด้วยระบบดิจิทัลภายในกี่ปี ภายในกี่เดือน และต้องติดประกาศอะไรและนํามาใช้ให้เป็นรูปธรรม นี่คือสิ่งที่ต้องการนะครับ ไม่ต้องไปสนใจหรอกว่ารัฐบาลเขาจะมีปัญหาเรื่องเน็ตเวิร์ก (Network) เรื่องเซฟตี (Safety) เรื่องซีเคียวริตี (Security) เขาทําของเขาอยู่แล้วสุดยอดเก่งด้วย ส่ง พ.ร.บ. แบบนี้เข้าไป เชยเปล่า ๆ ครับ นั่นคือเราจะช่วยรัฐบาล ช่วยกันออก พ.ร.บ. เหมือนกับจะเป็นคู่แฝดก็ได้ พ.ร.บ. อํานวยความสะดวกบริการประชาชนแบบดิจิทัลคู่แฝดกับ พ.ร.บ. พ.ศ. ๒๕๕๘ พ.ร.บ. การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ คิดว่าผมเรียนเสนอ แบบนี้ ตรงไปตรงมาไม่ต้องเกรงใจ ผมเห็นเหลือเกินว่าหน่วยงานราชการของไทยเรา อย่างน้อยที่สุดระดับกรมต้องเอาระบบดิจิทัลออกมาบริการประชาชนให้ได้ เอาละครับ ทีนี้จะขอยกตัวอย่างว่าผมมีความขมขื่นขนาดไหน เมื่อวันก่อนย้ายสํานักงานของผมจากถนนหนึ่ง ไปอีกถนนหนึ่งแล้วก็ไปขอมิเตอร์ไฟฟ้าใหม่ เดินขึ้นไปที่สํานักงานการไฟฟ้านครหลวงเขต ๑ ต้องเข้าไป ๕ รอบ สวัสดีครับ มาขอมิเตอร์ใหม่แล้วเราก็กรอก เขาบอกว่าเอากลับไปได้ ผมก็ตามเรื่องต่อ แล้วอย่างไรต่อ เขาบอกว่าคุณต้องไปยื่นเรื่องให้คณะกรรมการตรวจระบบภายใน ไปตรวจที่ตึกใหม่แล้วกลับ แล้วเสร็จหรือยัง เขาบอกว่าคุณต้องไปยื่นเรื่องการออกแบบใหม่ กลับมาไปอีกรอบหนึ่ง คุณต้อง ไปขอแผนกปักเสา ต้องปักเสาเพิ่ม เข้าไป ๕ รอบ อันนี้รู้สึกขัดกับ พ.ร.บ. อํานวยความสะดวก อย่างสิ้นเชิง แต่มันยังไม่เกี่ยวกับดิจิทัล ผมจะขออนุญาตเล่าเกี่ยวกับเรื่องดิจิทัลอย่างไร และผมขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ยกในหน้า ๒๓ ตัวชี้วัดการสํารวจของหน่วยงานอะไรจําไม่ได้ ฝรั่งเขากําหนดใช่ไหมครับ มีด้วยกัน ๑๐ ข้อ คือต้องชกตรงเป้าแบบนี้ การอํานวยความสะดวก อันนี้ธนาคารโลกเขาต้องการ การอํานวยความสะดวกเรื่องสาธารณูปโภคของประเทศไทย ผมไม่รู้ว่าจะลําดับที่เท่าไรของโลก โดยเฉพาะเรื่องระบบไฟฟ้า หลาย ๆ ท่านคงทราบดีว่า กระทรวงพลังงานมีนโยบายส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานทดแทน ยกตัวอย่าง ติดตั้งไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านก็ได้ อาคารพาณิชย์ที่เขาเรียกว่าโซลาร์รูฟ (Solar Roof) ต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงานราชการอย่างน้อย ๕ หน่วยงาน วิ่งเข้าวิ่งออก ๕ หน่วยงาน ถือเอกสารไปเป็นปึ๊งเลย เป็นรถบรรทุกเลยครับ เริ่มต้นพอเราจะปูแผงบนหลังคา น้ําหนักมันเพิ่มใช่ไหมครับ เอาละต้องขออนุญาตดัดแปลงอาคาร ต้องไปขออนุญาต ที่เทศบาลหรือ อบต. เขาบอกว่าต้องขอแบบดรอว์อิง (Drawing) ขนาดเอ ๑ (A1) ยาวเป็นเมตร ๕ ชุด ถ้าเป็นกรณีบ้าน แบบดรอว์อิง (Drawing) มันเล็ก แต่พอเป็นอาคารขนาดใหญ่ ๑ ชุด มี ๕๐ ใบ ขอเอ ๑ (A1) ๕ ชุด เอาละ ๕ ชุดก็ส่ง พอส่งไปเสร็จแล้วอย่างไรครับ ๒ เดือนผ่านไป เขาบอกว่าอาจารย์ดุสิตมารับได้ ผมบอกว่าขอบคุณครับ ก็ไปรับแบบอนุญาตเขาเรียก อ. ๑ กระดาษเอ ๔ (A4) ๑ ใบ แล้วเขาบอกว่าเอากลับไปด้วยเอ ๑ (A1) ๔ ชุดเมื่อสักครู่นี้ เขาขอไป ๕ ชุด เอากลับมา ๔ ชุด ผมจะเป็นลมพับตาย ส่งไป ๕ ชุด เอ ๑ (A1) ๕ ชุด ชุดละ ๕๐ ใบ ก็ ๒๐๐ กว่าใบ เขาบอกว่าไม่ใช้แล้วขอคืน คือต้องใช้ดิจิทัล พอไปอีก หน่วยงานหนึ่ง ขออนุญาตผลิตพลังงานควบคุม ต้องไปยื่นที่กระทรวงพลังงาน เขาก็มีเอกสารอีก เป็นร้อย ๆ หน้า แล้วเขาก็ไปตรวจสถานที่ก็เป็นเอกสาร เขาไม่ขออะไรเลยที่เป็นดิจิทัล พอไปหน่วยงานของการไฟฟ้าก็ส่งเอกสารอีกครับ ซ้ํากันเหมือนของเดิม ต้องมีอะไรบ้าง ต้องมีวงจรไฟฟ้า มีรูปแผนผัง รูปแบบการติดตั้งเหมือนกันหมดเป๊ะ แล้วยังต้องเสียเงินให้กับ วิศวกรหรือสถาปนิกเซ็นซ้ํากันทั้งหมด ๕ ครั้ง เขาบอกว่าเซ็นครั้งหนึ่งขอชาร์จ (Charge) ๓๐,๐๐๐ บาท ๕ ครั้งก็คือ ๑๕๐,๐๐๐ บาท แล้วเนื้อหาเหมือนกันหมดเลย ก็ต้องเซ็นจริงด้วย ก๊อบปี้ไม่ได้ด้วย มีหน่วยงานหนึ่งที่ผมกราบขอบพระคุณเลยที่ก้าวหน้าไปแล้วคือสํานักงาน คณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน อันนี้เขาให้เริ่มส่งเป็นดิจิทัลแล้ว การที่จะติดตั้งโซลาร์รูฟ (Solar Roof) ได้ต้องเกี่ยวข้องกับ ๕ หน่วยงาน เมื่อสักครู่นี้เทศบาลเอาเอกสาร เอ ๑ (A1) ไปเป็นร้อย ๆ หน้า ใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุมก็เอกสาร การไฟฟ้าก็เอกสาร การไฟฟ้านี้ สุดจะโหดเลยครับ ผมขอติดตั้งโซลาร์ (Solar) อะไรสักอย่างหนึ่งที่อําเภอหาดใหญ่ แล้วผู้ลงทุน อยู่กรุงเทพฯ ผู้ออกแบบ ผู้ก่อสร้างอยู่กรุงเทพฯ เขาบอกว่าต้องไปยื่นเอกสารที่จังหวัดยะลา เพราะอะไรครับ อําเภอหาดใหญ่ขึ้นอยู่กับเขตภาคใต้ จังหวัดยะลา ติดตั้งที่อําเภอหาดใหญ่ จะต้องบินไปยื่นที่จังหวัดยะลา ถามว่ายื่นที่กรุงเทพฯ ได้ไหม เขาบอกว่าไม่ได้ มอบอํานาจให้ จังหวัดยะลาไปเรียบร้อยแล้ว ก็เหมือนกันคนที่จะติดตั้งโซลาร์ (Solar) อยู่ที่จังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต ยื่นที่กรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ ต้องไปยื่นที่ไหนครับจังหวัดกระบี่ จังหวัดภูเก็ต หรือเปล่าครับ ไม่ใช่ ต้องไปยื่นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช แปลกประหลาดไหมล่ะครับ ตรงนี้เขาไม่ยอมเอาระบบดิจิทัลออกมาใช้งาน เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าท่านต้องชกตรงเป้าให้ได้ บริการประชาชนต้องให้ถึงประชาชนให้ได้ ทุกวันนี้ประชาชนที่ต้องการจะทราบว่า มิเตอร์ไฟฟ้าของตัวเองกินไฟไปแล้วกี่หน่วย มี ๒ การไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง คือการไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าภูมิภาค ต้องชื่นชมการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่าเขาก้าวหน้าไปมาก ท่านเชื่อไหมครับ ถ้าท่านเป็นผู้บริหารบริษัทนั่งอยู่ที่สํานักงานใหญ่กรุงเทพฯ ท่านมีโรงงานอยู่ที่ชลบุรีสามารถ เปิดคอมพิวเตอร์ดูผ่านทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้ว่าโรงงานที่อยู่ที่ชลบุรีนั้น เดือนนั้นเดือนนี้ กินไฟฟ้าไปกี่หน่วยสามารถดูออนไลน์ (Online) ย้อนหลังได้ แต่การไฟฟ้านครหลวง ยังทําไม่ได้ ก็ไม่รู้อย่างไร ในอนาคตทั้ง ๒ การไฟฟ้าเขากําลังของบประมาณเป็นแสนล้านบาท จากรัฐบาลเพื่อไปทําระบบที่เรียกว่าสมาร์ตกริด (Smart Grid) หรือว่าระบบโครงข่ายอัจฉริยะ ทางด้านไฟฟ้า ก็หวังว่าระบบดิจิทัลจะต้องเอามาใช้กับระบบไฟฟ้าให้ได้ มีอีกเรื่องหนึ่ง ที่ขมขื่นมาก คือการเก็บเงินที่พี่น้องประชาชนทั่วประเทศเข้าโครงการโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) คือขายไฟฟ้าคืนให้กับการไฟฟ้าตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ขีดเส้นใต้นะครับ ขายไฟฟ้าตามนโยบายกระทรวงพลังงาน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรานั้นคือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงซึ่งอยู่กับกระทรวงมหาดไทย ค่าไฟฟ้าที่จะ เก็บได้เดือนหนึ่งอาจจะ ๕๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ทุกวันนี้ต้องวิ่งเข้าวิ่งออก จ้างวินมอเตอร์ไซค์ไปกลับเพื่อขอเงินเป็นรายเดือนไปรับเงินค่าไฟฟ้า ๕๐๐ บาท ต้องยื่น ใบแจ้งหนี้ไปกลับรอบหนึ่ง ต้องไปยื่นขอรับเงินอีกรอบหนึ่ง ตรงนี้ก็คือการบริการประชาชน ด้วยระบบดิจิทัลยังไปไม่ถึง แค่โอนเงินนั้นเข้าบัญชีของผู้ลงทุนก็จบ ตอนนี้การไฟฟ้านครหลวง เริ่มแล้ว เริ่มมีการโอนเงินแบบออนไลน์ (Online) แล้ว ผมถึงบอกแบบนี้นะครับ มันต้องลงไป ในรายละเอียด ขึ้นไปอยู่บนยอดภูเขาระดับรัฐบาลแล้ว ผมไม่สนใจนะครับ อยากจะชกให้ตรงเป้า ท่านอาจจะไปปรับร่าง พ.ร.บ. นี้นิดหนึ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นการบริการประชาชนแบบดิจิทัล ตามเจตนารมณ์ แล้วอะไรที่เกี่ยวกับรัฐบาลไม่ต้องไปยุ่งมากนัก ชกให้ถูกเลยว่า จะบริการประชาชน แล้วต้องบังคับไปในร่าง พ.ร.บ. นี้เลยว่าหน่วยงานระดับกรมอย่างน้อย ๑๐ ด้าน ที่อยู่ตามเวิลด์แบงก์ (World Bank) อะไรเมื่อสักครู่นี้ใส่เข้าไปเลยครับ จะต้องบริการประชาชนด้านดิจิทัลอะไรบ้าง ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ลําดับต่อไปเชิญท่าน พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย อดีตที่ปรึกษา วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติค่ะ
เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ก่อนอื่น ผมต้องขอชื่นชมกับผลงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน การบริหารราชการแผ่นดินที่นําเสนอการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับ บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ในหมวดการปฏิรูปและนโยบายของรัฐบาลไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ที่ให้มีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ ในการบริหารราชการแผ่นดินและการจัดทําบริการสาธารณะเพื่ออํานวยความสะดวกให้กับ ประชาชน ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์มาก แต่ยังมีเรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งไม่อยู่ในเรื่องนี้ก็คือการคุ้มครองความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ ที่ต้องใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นเครื่องมือหลักในการดําเนินงาน ซึ่งผมขออภิปรายเสริมในเรื่องนี้ครับ ท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ สิทธิพื้นฐานของมนุษย์ที่จะได้รับความช่วยเหลือ เมื่อตนเองและครอบครัวอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยหรืออยู่ในสถานการณ์ที่วิกฤต ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินเป็นบริการที่รัฐต้องจัดให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ทันต่อเวลา และมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ที่วิกฤตต่อชีวิต มีรายงาน การศึกษาจากใบมรณบัตรพบว่าผู้เจ็บป่วยฉุกเฉินที่ต้องเสียชีวิตอยู่ภายนอกโรงพยาบาล มีจํานวนประมาณ ๖๐,๐๐๐ คนต่อปี เป็นผู้เสียชีวิตอยู่ที่บ้านรวมกับเสียชีวิตระหว่างนําส่ง โรงพยาบาล ถ้าระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินมีประสิทธิภาพสามารถรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน จากประชาชนเชื่อมต่อให้ศูนย์รับแจ้งและสั่งงานของหน่วยปฏิบัติงานช่วยฉุกเฉินได้ทุกด้าน ทําให้มีหน่วยปฏิบัติการออกปฏิบัติงานช่วยประชาชนในที่เกิดเหตุได้ทั่วถึง ทันต่อเวลา และมีประสิทธิภาพ จะช่วยชีวิตประชาชนได้ถึงร้อยละ ๕๐ เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่มีการช่วยฉุกเฉินที่ดีที่สุด สามารถช่วยชีวิตได้ร้อยละ ๕๐ ของประชาชน ที่เสียชีวิตอยู่ภายนอกโรงพยาบาลปีละ ๖๐,๐๐๐ คน เป็นการช่วยชีวิตได้ประมาณ ๓๐,๐๐๐ คน ต่อปี เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็คุ้มค่ามากที่สุดครับ ข้อเท็จจริงสําหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ระบบการรับแจ้งเหตุฉุกเฉินจากสาเหตุต่าง ๆ มาจากทางโทรศัพท์ที่มีหมายเลขของหน่วยงาน ที่ออกปฏิบัติการช่วยฉุกเฉินที่มีจํานวนมากกว่า ๓๐ หมายเลข จากปัญหาของหลายเบอร์ หลายหน่วยงานไม่อยู่ในภาวะฉุกเฉินทําให้ประชาชนเกิดการสับสนจําเบอร์ไม่ได้ เสียเวลา หรือล่าช้าในการที่จะติดต่อขอความช่วยเหลือ สรุปแล้วระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินในปัจจุบัน ยังมีปัญหาอีกหลายประการ เช่น การขาดประสิทธิภาพจากเครื่องมือในระบบสารสนเทศ และการสื่อสารไม่ทันสมัย ไม่สามารถบอกตําแหน่งของที่เกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่มีข้อมูลของผู้แจ้ง และข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล ไม่มีเครื่องมือที่จะมาช่วยในระบบการประสานงานการปฏิบัติการ ช่วยเหลือจากหน่วยปฏิบัติการด้านต่าง ๆ เพื่อบูรณาการงานช่วยเหลือร่วมกันและยังไม่เป็น มาตรฐานสากล ไม่มีระบบเชื่อมโยงกับระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินระหว่างประเทศ ทําให้คนไทย ไปต่างประเทศมีปัญหาแจ้งเหตุฉุกเฉินลําบาก ชาวต่างประเทศมาประเทศไทยก็แจ้งเหตุฉุกเฉิน ลําบากด้วยเช่นกัน นอกนั้นก็ยังไม่มีระบบเครื่องมือที่จะมาช่วยติดตามการปฏิบัติงานการ ช่วยฉุกเฉิน ไม่มีระบบการประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนางานและการประชาสัมพันธ์งาน ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติเป็นคําตอบที่จะตอบสนองการช่วยเหลือประชาชน จากเหตุฉุกเฉิน เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในปัจจุบันมีความพร้อมที่จะ นํามาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและทันต่อเวลา ขาดอย่างเดียวเท่านั้นคือการบริหารจัดการ ผมเห็นว่าแนวทางการปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัลที่จะทําให้มีผลคุ้มครอง ความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ ที่มีกระทรวงดิจิทัลเป็นหลักในการดําเนินงาน อยากจะเสนอให้คณะกรรมาธิการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้พิจารณาเรื่องนี้เพื่อประชาชน บรรจุเรื่องนี้อยู่ใน แผนยุทธศาสตร์และในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล ที่จะให้มีผลในการจัดตั้ง ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินให้เป็นผลสําเร็จ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ลําดับต่อไปเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อํานวยการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ค่ะ
คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ท่านกรรมาธิการ และสมาชิกทุกท่าน แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกหมายเลข ๑๐๖ ขออนุญาตขึ้นต้นที่ตัวอย่างนะคะ เพราะว่า จากการทํางานใน ๒ บทบาท ประเทศไทยควรจะมีเรื่องนี้มานานแล้ว ก็เป็นลักษณะ ของการเติมเต็มมากกว่า เรื่องแรกก็จะเป็นตัวอย่างให้เห็นว่าจากการทํางานเรื่องนิรนาม เราพบเรื่องของคนต่างชาติที่เสียชีวิต หมายความว่าไม่ใช่คนไทยที่เป็นแรงงาน แต่เรา สามารถวิเคราะห์ได้ว่าไม่ใช่คนที่เข้าเมืองถูกกฎหมาย แต่การแชร์ข้อมูลนั้นประกอบไปด้วย อะไรบ้าง ฐานลายพิมพ์นิ้วมือไปแชร์ที่ไหน ที่ไม่ได้อภิปรายในหัวข้อที่แล้วก็เพราะว่า ไม่ได้อยู่เฉพาะเรื่องของแรงงาน สําคัญที่สุดก็คือเรามักพบว่าเขาเป็นแรงงานที่เสียชีวิต ขณะปฏิบัติงาน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าจะสงสัยในข้อมูลว่าบริษัทอะไรที่ชอบใช้แรงงานประเภทนี้ ต่อไปตึกเหล่านี้จะเป็นเช่นไร อันนี้เป็นหนึ่งตัวอย่างที่จะเป็นข้อเสนอในท่อนสรุป ในส่วนที่ ๒ ที่เป็นตัวอย่างอีก ๑ เรื่องที่คิดว่าสนับสนุนการจัดทําระบบฐานข้อมูลในเชิงบูรณาการแล้วก็ ให้ใช้ประโยชน์สูงสุด ยกตัวอย่างของกรณีคาร์บอมบ์ (Car Bomb) เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าสิ่งที่ได้ก็คือดีเอ็นเอ (DNA) ของผู้ประกอบไปตรงกับบุคคลที่เคยถูกจับกุมในปี ๒๕๕๑ สิ่งที่เราได้จากในปี ๒๕๕๑ ก็คือเขามีทีมประกอบระเบิดประกอบไปด้วยใครบ้าง สไตล์ (Style) ประกอบระเบิดเป็นอย่างไร ทําในพื้นที่ใดบ้าง แต่สิ่งที่เราไม่รู้เลยก็คือเขาไม่ถูกฟ้อง และเมื่อเขาถูกจับกุมในครั้งนี้เมื่อไม่มีระบบฐานข้อมูลเราจะไม่รู้ว่าเขาพัฒนาการทําระเบิด ไปเป็นแบบใด ในข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเพียงเพื่อจะนําเข้าสู่สิ่งที่ให้สมบูรณ์ ก็จะเห็นได้ว่า ข้อแรกเลยก็คือประเภทของข้อมูล ส่วนใหญ่เราจะพูดเรื่องเศรษฐกิจ มีผู้เพิ่มเติมเรื่องสุขภาพ อย่างน้อยวันนี้ก็มี ๒ ท่านแล้ว หมอ ๑ ท่าน และไม่ใช่หมอ ๓ ท่าน มีข้อมูลอีกหลาย ๆ เรื่อง แต่บางทีข้อมูลเหล่านี้ มันไม่ได้อยู่ที่หน่วยนั้นค่ะ จากตัวอย่างยกให้ฟังก็คือนิรนาม อาจฟังว่า เป็นเรื่องนิติวิทยาศาสตร์ แต่จริง ๆ แล้วอาจจะไปอิงเรื่องอื่นซึ่งยกมาเพียงเรื่องเดียวนะคะ จริง ๆ แล้วอีก ๑ เรื่องที่เราเห็นว่าเป็นภาพสะท้อนสังคมไทยเพียงแต่ไม่ได้รวมข้อมูลก็คือ ทารกที่ถูกฆ่าตั้งแต่กําเนิด ซึ่งประเทศไทยไม่มีวันจับได้เพราะว่าไม่มีใครบอก ทางเดียว ที่จะจับเขาได้คือฐานข้อมูลดีเอ็นเอ (DNA) อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ ๑ อยากฝากก็คือขอให้ท่านคํานึงถึงประเภทของข้อมูล ขอให้มีความหลากหลายเพื่อจะให้เกิด การใช้ได้มีประโยชน์กับประเทศ สิ่งที่จะเป็นประเด็นในเรื่องประเภทของข้อมูลนอกจาก ไปติดที่เรื่องการหวงข้อมูลมากกว่า
ประเด็นที่ ๒ อยากจะฝากก็คงเป็นเรื่องของระบบปฏิบัติการ ระบบปฏิบัติการ ในภาพใหญ่ หลายท่านพูดไปแล้วคือระบบไอที (IT) เราจะเห็นได้ว่าความล้มเหลวของไอที (IT) ที่พยายามจะผลักดันมาเป็นเรื่องง่าย ๆ ก็คือที่อยู่ใน ๑ ประเด็นของพีเอ็มคิวเอ (PMQA) ก็คือข้อที่ให้ใช้ระบบไอที (IT) บริหารข้อมูลบุคคลที่เป็นโนว์เลดจ์แมเนจเมนต์ (Knowledge Management) ปรากฏว่าทุกหน่วยงานพยายามขอซอฟต์แวร์ (Software) จาก ก.พ. ที่จะเป็นซอฟต์แวร์ (Software) กลาง ไม่ต้องไปนั่งจ้างทําใหม่เพื่อจะบันทึกข้อมูลรายบุคคล ที่ไม่ใช่ดีพลีต (Deplete) ปรากฏว่าก็ไม่มีซอฟต์แวร์ (Software) ตัวนี้ เพราะฉะนั้นระบบ ที่ว่านั้นเป็นเรื่องของซอฟต์แวร์ (Software) ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซึ่งต้องคํานึงให้กว้าง และที่พูดถึงยังไม่รวมถึงระบบข้อมูลลายพิมพ์นิ้วมือนะคะ ในกระทรวงยุติธรรมมี ๔ หน่วยงาน สตช. มีอีก ๒ หน่วยงาน นอก สตช. ก็ยังมีอีกที่กระทรวงมหาดไทย ทั้ง ๓ กระทรวงคุยกัน ไม่ได้ด้วยซอฟต์แวร์ (Software) ทําอย่างไรที่จะให้ทํางานคู่กันได้ เพราะนั่นเป็นเรื่องระบบ ในเรื่องแรก แต่สิ่งที่เป็นเรื่องระบบก็คือการป้อนข้อมูลเข้า การแชร์ข้อมูลว่าจะทําอย่างไร ยังไม่รวมถึงการใช้ข้อมูล แชร์กับใช้ไม่เหมือนกันนะคะ เราพูดถึงการป้อนค่ะ เรื่องป้อน ก็เป็นเรื่องยากเพราะว่าต้องใช้ระบบไอที (IT) ขณะนี้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ต้องทํา เรื่องระบบนิรนามทั้งประเทศก็ต้องไปจัดจ้างทําระบบเอง ซึ่งถ้าว่าไปแล้วควรจะไปแพ็กเกจ (Package) นี้ค่ะ เพราะว่าควรจะเป็นเรื่องระบบข้อมูลใหญ่ของประเทศ รวมทั้งการแชร์ ซึ่งมักจะติดที่บอกว่าอันนี้แชร์ไม่ได้ ซึ่งตรงนี้จะต้องข้ามปัญหานี้ให้ได้ ซึ่งจะเป็นข้อเสนอ ในข้อ ๔ แต่สิ่งสําคัญที่สุดที่ไม่ค่อยได้พูดถึงคือเรามีระบบฐานข้อมูลกลาง แต่เราขาดซึ่งคน ที่วิเคราะห์เป็น คนที่วิเคราะห์และใช้ข้อมูลเป็นไม่ง่ายค่ะ เมื่อสัปดาห์ก่อนที่ได้เห็น คณะกรรมาธิการนําเข้าก็ได้ฟังว่าต่อไป ก.พ. จะกําหนดคุณสมบัติของผู้บริหารที่เป็นข้าราชการ ที่จะต้องสามารถใช้ข้อมูลที่เราถือเป็นหัวข้อหนึ่งในไอดีพี (IDP) คือแผนพัฒนารายบุคคล ที่เรียกว่าประมวลผล ถ้าข้าราชการหรือผู้ใช้ไม่มีคุณสมบัติในการประมวลผลข้อมูลก็จะนิ่ง เป็นตะกอนไม่สามารถแปลมาเป็นประโยชน์ได้สูงสุด แต่สิ่งสําคัญที่สุดก็คือในเรื่องของ การกําหนดการเข้าถึงซึ่งข้อมูล ซึ่งตรงนี้คาดว่าคณะทํางานคงทราบอยู่แล้ว
ประเด็นที่ ๓ ก็คงจะตรงกับท่านเบญจวรรณพอดี ก็คือพอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ก็จะไปพูดถึงเรื่องกระทรวงดิจิทัล แล้วก็จะไปพูดถึงหน่วยงาน กรอบอัตรากําลังนี่ยากค่ะ ประเทศไทยเป็นอะไรที่นักอะไรก็เป็นนักอันนั้น วิศวกรมาบรรจุเป็นนักนิติวิทยาศาสตร์ไม่ได้ แปลกมากค่ะ แต่จบวัสดุศาสตร์มาเป็นนักนิติวิทยาศาสตร์ได้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น คนที่ทําหน้าที่วิเคราะห์ข้อมูลยากมากที่จะกําหนดว่าเขาคือใคร อีก ๑ ในส่วนที่เป็น กรอบอัตรากําลังก็คือเราจะเห็นได้ว่าบางข้อมูลจําเป็นต้องมีอัตรากําลังของบุคลากร ทางเทคนิค โดยเฉพาะก็คือที่เรียกว่าข้อมูลเอกลักษณ์บุคคลหรืออัตลักษณ์บุคคล ซึ่งเป็น เรื่องฟิงเกอร์ปรินต์ (Fingerprint) หรือเป็นเรื่องของดีเอ็นเอ (DNA) ผู้เชี่ยวชาญทั้ง ๒ อันนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ได้เป็นตําแหน่งข้าราชการธรรมดาก็เป็นเรื่องกรอบอัตรากําลัง
ประเด็นที่ ๔ ซึ่งเป็นข้อสุดท้ายที่อยากจะฝากก็คือเห็นองค์ประกอบ เรื่องคณะกรรมการ ทราบว่ามันติดค่ะ ไม่ว่าจะตั้งนายกรัฐมนตรี ตั้งปลัดกระทรวง ตั้งรัฐมนตรี ก็มอบทั้งนั้น พอมอบแล้วก็ไม่ต่อเนื่อง เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องยากมากสําหรับการขับเคลื่อนงาน ทุก ๆ เรื่อง แต่มีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งเราอยากเห็น ซึ่งอาจจะไม่ต้องอยู่ใน พ.ร.บ. คณะทํางาน ที่สามารถทําให้ขับเคลื่อนได้จริงจัง เพราะระบบฐานข้อมูลกลางน่าจะเป็นประโยชน์ที่ดีมาก ๆ สําหรับประเทศไทย ล่าสุดได้ฟังมาจากของประเทศออสเตรเลียเขาเอาฐานข้อมูลอาชญากรรม และข้อมูลทุก ๆ อย่างไปเป็นเนชันนัลดาต้าเบส (National Database) เป็นบิ๊กดาต้า (Big Data) เลย ซึ่งเอามารวมกันไว้ ประเทศจีนเองก็เอาเป็นบิ๊กดาต้า (Big Data) ยกตัวอย่าง ดีเอ็นเอ (DNA) ของจีน อาจจะยกไปเป็นเรื่องแคบ เพียงแต่ให้เห็นว่าใช้ประโยชน์ได้สูงสุด เขาได้ทําการเก็บแล้วก็เอาไปติดตามในเรื่องของการเข้าตรวจค้นการค้าประเวณี สามารถ แก้ปัญหาเรื่องการขโมยเด็ก หรือค้าแรงงานมนุษย์ ค้าเด็กได้ อะไรอีกหลาย ๆ เรื่องเลย ซึ่งอยู่ที่ระบบการมองข้อมูลใหญ่ ซึ่งข้อสุดท้ายนี่คือคณะกรรมการ หรือคณะทํางาน หรือการเตรียมงาน คือไม่มีความเห็น เพราะว่าถ้าไม่ตั้งคนสูงสุดมันก็เรียกประชุมยาก เพราะระบบราชการไทยเป็นอย่างนั้น แต่ตั้งทีไรก็ไม่เคยมาเอง คือมอบ เมื่อมอบก็มักจะไม่ได้เกิดประโยชน์สูงสุด ก็คงจะฝากไว้ว่าเพื่อให้การดําเนินการนี้ มีอุปสรรค ให้น้อยที่สุด ในส่วนที่ได้ปฏิบัติงานด้านการบริหารฐานข้อมูลความมั่นคง ๑๐ ปีในภาคใต้ จริง ๆ แล้วประเทศไทยนําในเรื่องนี้ อยากจะเรียนให้ทราบว่าเนคเทค (NECTEC) สวทช. ได้มีคณะวิจัยคณะหนึ่งคิดซอฟต์แวร์ (Software) ที่จะบูรณาการข้อมูลทั้งหมด ๓ ฐาน ๔ ฐาน ข้อมูลดีเอ็นเอ (DNA) ข้อมูลซักถาม ข้อมูลสถานที่ก่อเหตุ อย่างน้อยก็เป็นต้นกําเนิด ซึ่งคิดว่าท่านอนุสิษฐก็คงจะได้ทราบในเรื่องนี้ดีไม่จําเป็นต้องซื้อซอฟต์แวร์ (Software) ต่างประเทศ ก็คงเป็นข้อเสนอแนะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. ลําดับที่ ๑๑๐ ครับ ที่จริงเราต้องยอมรับว่ายุคสมัยปัจจุบันนี้ ในเรื่องของดิจิทัลเป็นเรื่องที่มีความสําคัญเป็นอย่างมากนะครับ อันนี้เป็นทิศทางของโลก ของประเทศต่าง ๆ ที่เราไม่สามารถปฏิเสธได้ แล้วคิดว่ารัฐบาลเองก็กําลังดําเนินการอยู่แล้ว ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งการออกกฎหมายฉบับนี้ก็คงจะเป็นการยืนยันอะไรได้มากขึ้น ซึ่งผมจะมีความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อ ในเรื่องของดิจิทัลผมอาจจะแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน เพื่อจะ ให้ง่ายในเรื่องของความยุติธรรมตรงนี้
ส่วนแรก คือดิจิทัลที่เป็นส่วนของการบริการภาครัฐ ซึ่งตรงนี้กระทบกับ ประชาชนโดยตรง ซึ่งผมคิดว่าขณะนี้หลายหน่วยงานเอง หรือราชการเองก็พยายามทําตรงนี้ ให้มากขึ้น ก็มีหลายส่วนที่ประสบความสําเร็จ หลายส่วนยังไม่ได้ดําเนินการ หลายส่วนกําลัง ทําบ้างแต่ยังไม่สําเร็จมากนัก ที่เราได้มีการพูดกันอยู่และคิดว่ามักจะยกเป็นตัวอย่างเสมอ ก็คือของกรมการขนส่งทางบกอันหนึ่ง ซึ่งก็เห็นชัดเจน ขณะนี้ไปทําใบขับขี่แป๊บเดียวก็เสร็จ เรื่องการทําบัตรประจําตัวประชาชนของกรมการปกครองก็เช่นเดียวกัน เรื่องของการทํา หนังสือเดินทางไปต่างประเทศ รวมทั้งเรื่องที่ดิน ซึ่งเราก็มีการพูดถึงตรงนี้อยู่ เมื่อก่อนนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็มีการทําแผนที่ให้ประชาชนดูว่าพื้นที่ไหนจะปลูกอะไรได้ ส่วนนี้ผมคิดว่าเป็นส่วนที่เริ่มจะเห็นชัดเจนว่าดิจิทัลเมื่อเข้ามาสู่การบริการประชาชน แล้วสามารถจะให้การบริการที่รวดเร็ว แล้วก็เห็นผลได้อย่างชัดเจน ผมคิดว่าอยากให้ตรงนี้ เป็นตัวอย่างให้มากยิ่งขึ้น อาจจะมีอีก ๒-๓ เรื่องที่คิดว่าถ้าทําได้ดีต่อไปก็จะเป็นประโยชน์ เรื่องของศูนย์ดํารงธรรมก็ดี ซึ่งเป็นศูนย์ที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ของประชาชน อันนี้ก็เป็น เรื่องหนึ่งของการบริการเช่นเดียวกัน ศูนย์ดํารงธรรมได้มีการเน้นกันมากในรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งกระทรวงมหาดไทยเองก็มีการจัดบุคลากรต่าง ๆ ผมคิดว่าถ้าเราใส่ไอที (IT) เข้าไปตรงนี้ อาจจะมีผลที่ทําให้การตอบสนองหรือข้อร้องเรียนอะไรต่าง ๆ จะมีการทําที่ทันสมัยมากขึ้น
อีกอันหนึ่งที่สําคัญมากคือการติดต่อราชการ เมื่อสักครู่นี้ทางท่านสมาชิก หลายท่านก็ได้มีการพูดเหมือนกันว่ายังมีหน่วยราชการหลายหน่วยที่การติดต่อราชการแล้ว ยังเป็นแบบเดิม ผมคิดว่าตรงนี้ถ้าเราหยิบยกให้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลจะดําเนินการ หรือที่ สปท. จะศึกษาก็เป็นประโยชน์ เพราะเรื่องเหล่านี้อาจจะไม่จําเป็นต้องเป็นกฎหมายก็ได้ เราไม่จําเป็นต้องรอถึงขั้นนั้น เรื่องการติดต่อทางธุรกิจก็ดี เอกสารต่าง ๆ ที่ได้ ผมว่าถ้าตรงนี้ ทําได้จะทําให้ระบบดิจิทัลเป็นประโยชน์กับประชาชนจริง ๆ สามารถลดเวลา ลดขั้นตอน ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น รวมทั้งการดําเนินการ ไม่จําเป็นต้องไปที่ออฟฟิศก็ได้ สามารถ ทําตรงนี้ก็ได้ ถ้าเราทําตรงนี้ได้เพิ่มมากขึ้น จะมีความชัดเจนมากขึ้น อันนี้คือการบริการภาครัฐ โดยการพัฒนาเรื่องนี้
ส่วนที่ ๒ เรื่องดิจิทัลที่เห็นในกฎหมายนี้ก็ได้มีการเขียนไว้ ก็คือความสัมพันธ์ ระหว่างส่วนราชการที่ใช้ดิจิทัลด้วยกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องยอมรับว่า อาจจะทําได้แต่ไม่ง่ายนัก เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาการเติบโตทางเทคโนโลยี ได้มีการดําเนินการกันไปแล้ว หน่วยราชการหลายหน่วยก็ดําเนินการทําฐานข้อมูลกัน เรียบร้อยแล้ว ได้ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง สมบูรณ์บ้าง ไม่สมบูรณ์บ้าง อันนี้ก็ว่ากันไปตามหน่วยงานนั้น แต่ข้อจํากัดของราชการเรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อนมาก ผมว่าจะลําบากมากกว่าเรื่องแรกเสียอีก เมื่อสักครู่ท่านคุณหญิงหมอพรทิพย์ได้พูดแล้ว ผมคิดว่าเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส่วนราชการเอง ผมเรียนว่าเป็นหน่วยที่มีความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ มีตัวมีตน มีความรู้สึกที่ไม่ค่อยอยากแชร์ ข้อมูลให้ใคร ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ผมว่าอันนี้เป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยราชการ ตั้งแต่ส่วนกลางกับส่วนกลาง ส่วนกลางถึงจังหวัด ตรงนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มากและคิดว่าหลายเรื่อง ผมยกตัวอย่างข้อมูลในส่วนของอาชญากรรม ข้อมูลในส่วนของกระบวนการยุติธรรม ข้อมูล ในส่วนของด้านความมั่นคง ข้อมูลในเรื่องของอาชีพพื้นฐานและประชาชน ข้อมูลเหล่านี้ มีอยู่หลาย ๆ กระทรวง แล้วขณะนี้ความจําเป็นในการทํางานของภาคราชการไม่สามารถทํา หน่วยใดหน่วยหนึ่งได้ ต้องร่วมกัน อันดับแรกคือการร่วมกันด้วยฐานข้อมูล ขณะนี้ปรากฏว่า หลายหน่วยมีการเก็บข้อมูลแบบเดียวกัน มีการซ้ําซ้อนกัน แต่เก็บกันคนละที่เอาต์พุต (Output) ออกมาเหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้าง แต่คนที่ลําบากมากที่สุดคือคนที่คีย์ (Key) ข้อมูลในระดับพื้นฐานเท่านั้น เขาต้องคีย์ (Key) ข้อมูลไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เรื่องนี้เป็น เรื่องที่ใหญ่มาก ผมคิดว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมา ประเด็นเรื่องนี้จะมีอํานาจในการแก้ไข หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ผมคิดว่าถ้าเราปล่อยแบบนี้ไว้ สภาพของข้อมูลในส่วนราชการ ก็จะกลายเป็นเกาะแก่งกันต่าง ๆ ไม่สามารถรวบรวมกันได้เลย แล้วต่างหน่วยก็ต่างไปหากัน เกิดความซ้ําซ้อน เกิดการเสียเวลา เสียงบประมาณต่าง ๆ มีอํานาจอะไรที่เข้าไปจัดการตรงนี้ และใครเป็นเจ้าภาพในแต่ละเรื่อง ตรงนี้ถ้าเป็นมติ ครม. หรือเป็นกฎหมายได้ก็จะเป็นประโยชน์ ส่วนนี้คือส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ
ส่วนที่ ๓ ระบบดิจิทัลที่นําไปสู่การปรับวิธีคิดและพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐเอง ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ก็ไม่ได้ง่ายนัก เราเคยพูดกันตลอดเวลาว่าหน่วยราชการมีความทันสมัย หรือไม่ทันสมัยดูกันง่าย ๆ ถ้าเราไปดูตัวเลขงบประมาณ ผมคิดว่าตัวเลขงบประมาณ ในการซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ คอมพิวเตอร์ก็ดี วางระบบข้อมูลอาจจะมากขึ้นทุกปี แต่สิ่งที่ ราชการไม่ได้ลดลงไปเลยคือเอกสารก็ยังมากอยู่เช่นเดิม เรามีคอมพิวเตอร์อยู่บนโต๊ะเรียบร้อย ขณะเดียวกันเราก็มีแฟ้มจํานวนมากอยู่บนโต๊ะเช่นเดียวกัน เราก็ยังทํางานอยู่ ๒ อันนี้ ฉะนั้นวิธีคิดตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ซึ่งเราจําเป็นจะต้องเข้าไปดําเนินการให้ได้ และมีส่วน ที่ทําให้อันแรกหรือ ๒ อันแรกประสบผลสําเร็จหรือไม่ ยิ่งถ้าอยู่ในท้องถิ่นที่ห่างไกล สภาพตรงนี้ยิ่งชัดเจนมากขึ้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการปรับวิธีคิดและพฤติกรรมต่าง ๆ เป็นเรื่องที่สําคัญมาก ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ราชการมีลักษณะเป็นออฟฟิศที่ไม่มีเปเปอร์ (Paper) เลย อันนี้เป็นตัวชี้วัดว่าเราจะเป็นดิจิทัลได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้วนะครับ แต่ถ้า ยังมีแฟ้มเต็มอยู่ขณะนี้เป็นเรื่องยากมาก เราไม่สามารถปรับวิธีคิดให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี สมัยใหม่ไปได้ เราก็เลยเดินทางไปควบคู่กันแบบนี้ เพราะฉะนั้นการปรับ การอบรมอะไร ต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากขึ้น ผมจะมีข้อเสนออยู่ ๒-๓ ประเด็นก็คงอาจจะ เล็ก ๆ น้อย ๆ
เรื่องแรก ก็คือความจําเป็นในการปรับข้อมูลของจังหวัดหรือของพื้นที่ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก ในทิศทางอนาคตการพัฒนาประเทศจริง ๆ แล้วไม่ใช่อยู่ที่ การวางแผนจากส่วนกลาง แต่อยู่ที่การทําให้จังหวัดหรือพื้นที่มีความเข้มแข็ง ถ้าเราสามารถ ที่จะทําให้จังหวัดหรือพื้นที่มีความเข้มแข็งได้ ตรงนั้นผมคิดว่าเป็นรากฐานของประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราควรทําขณะนี้ก็คือทําให้ข้อมูลของจังหวัด ข้อมูลของพื้นที่มีความเข้มแข็ง ถูกต้อง และสามารถใช้วางแผนได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ ผมคิดว่าถ้าเราเสนอตรงนี้ได้เป็นเรื่องที่ดี ที่จริงขณะนี้คงมีกระบวนการ ทํามาอยู่แล้ว ถามว่าขณะนี้ข้อมูลจังหวัดมีไหม มี แต่เราได้ดูเรื่องประสิทธิภาพ หรือความถูกต้อง สมบูรณ์ ความทันสมัย การปรับ หรือระบบได้อย่างมากพอแล้วหรือยัง ตรงนี้อาจจะยัง เราปรับปรุงอีกนิดหนึ่งผมคิดว่าจะทําให้การวางแผนของจังหวัดสมบูรณ์ มากขึ้น และการกระจายอํานาจจะเห็นได้ชัดขึ้น ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่อยากเสนอไว้
เรื่องที่ ๒ การทําดิจิทัลแล้วให้ประชาชนเห็นว่าเขาได้ประโยชน์ ตรงนี้ ที่มีความสําคัญ ผมเห็นข้อมูลอันหนึ่งของสหรัฐอเมริกาเขามีข้อมูลที่ว่าสถิติข้อมูล สถิติ อาชญากรรม สถิติไฟไหม้ สถิติอะไรต่าง ๆ ทั้งหลายที่เกิดขึ้น เขาจะคีย์ (Key) ข้อมูลลงไป แล้วก็ระบุเป็นพิกัดแผนที่ แล้วประชาชนที่อยู่บ้านช่องห้องหอแถวไหนสามารถกดบ้าน ของตัวไปได้แล้วสามารถดูได้เลยว่าบ้านของตัวขณะนี้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีอาชญากรรม มากน้อยแค่ไหน ใครอยากจะไปซื้อบ้านที่ไหนขอดูข้อมูลพื้นฐานตรงนี้ได้เลยว่าข้อมูล บริเวณบ้านที่เขาสนใจไปซื้อมีสภาพเป็นอย่างไร มีอาชญากรรมไหม มีการลักลอบไหม มียาเสพติดหรือเปล่าอะไรต่าง ๆ สิ่งนี้ทําให้ประชาชนเห็นว่าเขาจะอยู่ตรงไหนได้ อะไรสําคัญ ผมว่าที่เราทําแล้วเป็นประโยชน์กับประชาชนจับต้องได้แล้วง่าย ๆ ตรงนี้จะเป็นไปได้นะครับ
สุดท้ายในร่าง พ.ร.บ. นี้รัฐบาลมีการจัดตั้งสํานักงานใหม่ขึ้นมา สํานักงานใหม่ ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเราพูดถึงภารกิจในเรื่องของการผลักดันประเทศให้เดินไปแบบดิจิทัล จริง ๆ มีภาระที่ยากมาก ที่ไม่ง่ายนัก ก็หวังว่าสํานักงานนี้สามารถที่จะจัดตั้งแล้วก็สามารถ แบกรับหน้าที่นี้ ซึ่งก็คงเป็นเรื่องของ ก.พ. ก็ดี ก.พ.ร. ก็ดี จะจัดระบบการบริหารจัดการ อย่างไร ทั้งค่าตอบแทน ค่าอะไรต่าง ๆ ที่ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้นแล้วก็ให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องใหญ่จริง ๆ ก็ขออนุญาตฝากเป็นข้อสังเกตเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขออนุญาตอภิปรายให้ข้อคิดเห็นในวาระปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินได้เสนอเพื่อที่จะเป็นข้อมูลประกอบ ที่จริงผมก็คิดว่าหลาย ๆ ท่านทั้ง ๕ ท่าน ที่ได้อภิปรายก็ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อเสนอเพิ่มเติมว่าค่อนข้างจะเห็นด้วยกับแนวทางในการที่เรา จะต้องทําให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่สื่อสารกันด้วยอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ควรจะทําให้มี ความครอบคลุมในหลาย ๆ ด้าน เมื่อเช้าเราพูดกันในเรื่องของฟินเทค (FinTech) เราพูดถึง เรื่องบิ๊กดาต้า (Big Data) ผมคิดว่าเท่าที่ฟังเพื่อน ๆ สปท. อภิปรายแล้วอันนี้จะเป็น บิ๊กเกสต์ดาต้า (Biggest Data) คือจะมีข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับพี่น้องประชาชนตั้ง ๕๐-๖๐ ล้านคน แล้วด้านต่าง ๆ มากมาย ตัวเลขต่าง ๆ หมายเลขบัตรต่าง ๆ พอทุกคนเห็นเรื่องนี้ ก็ฝากความหวังไว้ที่กรรมาธิการชุดนี้กับเรื่องการปฏิรูปในเรื่องนี้ คือเผอิญไปอ่าน ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. .... แล้วมีคําถาม ก็คงจะไม่อภิปรายอะไรเพิ่มเติม นอกจากจะตั้งคําถามสัก ๓-๔ คําถามแล้วท่านกรรมาธิการได้ชี้แจงเพิ่มเติมเพื่อทํา ความเข้าใจนะครับ เพราะว่าตัวร่าง พ.ร.บ. ไม่ยาวนัก ประเด็นแรก ในหมวด ๔ ท่านกําหนดให้มีคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลขึ้นที่ว่ามี ๑๓ คน มีรองนายกรัฐมนตรี ที่บริหารราชการแผ่นดินมาเป็นประธานกรรมการ ท่านก็บอกว่าให้กรรมการชุดนี้เป็นกรรมการ เฉพาะด้านภายใต้คณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พอมาตรา ๒๐ ท่านก็พูดถึงอํานาจหน้าที่ต่าง ๆ อันนั้นก็เป็นในเรื่องของคณะกรรมการที่เรียกว่าคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล ต่อมา ในหมวด ๕ ท่านตั้งสํานักงานขึ้นมาแล้ว เรียกว่าสํานักงานรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งตัวสํานักงานนี้ ในมาตรา ๒๒ ท่านก็พยายามเขียนว่าให้มีสํานักงานรัฐบาลดิจิทัลเป็นหน่วยงานกลาง ทําหน้าที่อํานวยการเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการดําเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนารัฐบาล ดิจิทัล
สํานักงานรัฐบาลดิจิทัลเป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล และไม่เป็น ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือรัฐวิสาหกิจ ตามกฎหมายและวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น ก็มีความพยายามที่จะตั้งหน่วยงาน ไม่ให้เป็นอะไรเลย ทั้งหมดที่มีอยู่ไม่เอาทั้งนั้น ส่วนราชการปกติก็ไม่เอา รัฐวิสาหกิจ ก็ไม่เอา องค์การมหาชนที่เขาเพิ่งมีพระราชบัญญัติขึ้นมาเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วก็ไม่เอา จะขอเอาเป็นเอกเทศ ก็เลยอยากจะถามว่าจะไปเหมือนกับอะไร แล้วทําไมไม่เอารูปแบบ ที่มีอยู่แล้ว เพราะสํานักงานรัฐบาลดิจิทัลก็ไม่ได้มาจากที่ไหน ก็มาจากสํานักงานรัฐบาล อิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ซึ่งจัดตั้งเมื่อปี ๒๕๕๔ ที่ยกเลิกอันนั้นแล้วโอนมาเป็นอันนี้ ทําไมถ้าจะคงความเป็นองค์การมหาชนอยู่ผมว่าก็มีอิสระดีในการทํางาน ทั้งการบริหาร งบประมาณ การออกระเบียบของตนเอง ยืดหยุ่นอ่อนตัวกว่ารัฐวิสาหกิจด้วยซ้ําไป แต่พอเขียนลอย ๆ ขึ้นมาอย่างนี้ก็เลยจะสงสัยในรูปแบบที่ท่านอยากให้เป็นว่าหน้าตา เป็นอย่างไร
อีกคําถามหนึ่งก็มาในหมวดเดียวกัน ยังอยู่ในหมวด ๕ มาตรา ๒๔ เมื่อสักครู่ ท่านมีคณะกรรมการใหญ่ อันนั้นเรียกว่าคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล แล้วท่านก็มามี สํานักงานรัฐบาลดิจิทัล คณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลไม่ได้มากํากับสํานักงานรัฐบาลดิจิทัล ท่านตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกคณะหนึ่งเรียกว่าคณะกรรมการสํานักงานรัฐบาลดิจิทัล แล้วท่านก็ให้มีคนหนึ่งซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมาเป็นประธาน รูปแบบของกรรมการชุดนี้ เหมือนรูปแบบของกรรมการในองค์การมหาชน คือเป็นบุคคลที่สรรหาขึ้นมาไม่ใช่ข้าราชการประจํา แล้วก็มาทําหน้าที่เป็นประธาน ภายใต้บอร์ด (Board) นั้นก็มีปลัดกระทรวงดิจิทัล มีเลขาธิการกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจต่าง ๆ และมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๔-๖ คน ก็จะเป็นกรรมการประมาณสัก ๙ คน มีเลขานุการเข้ามาอีกก็เป็น ๑๐ คนอะไรอย่างนี้ โดยประมาณ นี่ก็คือรูปแบบของกรรมการองค์การมหาชนอยู่แล้ว แม้แต่คุณสมบัติ ท่านก็เขียนเหมือนเลยอายุไม่เกิน ๗๐ ปี เพราะปกติรัฐวิสาหกิจท่านให้อายุ ๖๕ ปี ตัวบอร์ด (Board) อันนี้เขาให้อายุ ๗๐ ปี ที่ผมสงสัยแล้วก็หยิบประเด็นนี้ขึ้นมา เพราะว่า ในมาตรา ๒๕ ถ้าพูดถึงคุณสมบัติโอเค (Okay) ในมาตรา ๒๖ ก็พูดถึงเรื่องการแต่งตั้งต่าง ๆ แล้วก็มาพูดถึงอํานาจหน้าที่ ผมรวมอํานาจหน้าที่ของกรรมการชุดนี้ซึ่งกํากับดูแลสํานักงาน รัฐบาลดิจิทัลแทบจะไม่ต่างจากอํานาจหน้าที่ของกรรมการรัฐบาลดิจิทัลอีกบอร์ด (Board) หนึ่ง แล้วในนี้ไม่ได้เขียนรีเลชันชิป (Relationship) เลย ไม่มีความสัมพันธ์เลยว่าบอร์ด (Board) ของสํานักงานต้องไปฟังคนนั้นหรือเปล่า แล้วก็ตั้งมาจากคนละที่ด้วย จึงทําให้เกิดความสงสัยว่า เวลาทํางานจริง ๆ บอร์ด (Board) แรกที่ว่าเป็นบอร์ด (Board) ใหญ่ทําอะไร ไม่ได้มาสั่งบอร์ด (Board) ที่ ๒ นี้เลยซึ่งเป็นบอร์ด (Board) ของสํานักงาน ถ้าเป็นผมก็จะเสนอให้ตัด คณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลทิ้งไปเลยในหมวด ๔ ไม่มีความจําเป็น แล้วก็เอาคณะกรรมการ สํานักงานดิจิทัลไปทําหน้าที่เป็นกรรมการเฉพาะด้านภายใต้คณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเลยก็จบกัน ก็เลยฝากเป็นข้อสังเกต ผมอาจจะไม่ถูกหรอก เพราะว่าไม่เหมือนพวกท่านที่ศึกษามาเป็นเดือน เพียงแต่ว่าอ่านแล้วก็สะดุดนิดหน่อย ก็มีเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ ผมจะลงคะแนนสนับสนุนนะครับ
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครืองาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมได้อ่านเอกสารอย่างคร่าว ๆ เร็ว ๆ แล้วก็ ค่อนข้างจะมีเวลาจํากัด เดิมทีก็ไม่ได้คิดจะอภิปราย แต่หลังจากที่ได้ฟังทุกท่านแล้วคิดว่า มีประเด็นที่อยากจะเติมเต็ม แต่ต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการ ท่านสบายใจได้นะครับ ผมเห็นด้วยทั้งหมด และผมจะลงมติเห็นด้วยในรายงานฉบับนี้ ของท่านกรรมาธิการ ประเด็นที่สมาชิกท่านอื่นได้แสดงความเห็นไว้นั้นมากมาย หลายประเด็น หลากหลาย ล้วนอยู่ในสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านได้ศึกษาเอาไว้แล้วทั้งสิ้น ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ทางกรรมาธิการท่านศึกษาเอาไว้นั้น คงได้จากข้อมูลต่าง ๆ ทั้งในงาน ที่ท่านทําอยู่คือเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดินในโค้งสุดท้ายของ สปท. นี้ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญในโค้งนี้ มาได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา แล้วก็ดีครับที่มา ผมยังนึกว่า เราจะปฏิรูปทั้งทีแล้วเราไม่ได้ทําเรื่องนี้ในยุคไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ก็คงจะ เสียเปล่า เท่าที่ฟังดูงานอิเล็กทรอนิกส์หรืองานดิจิทัลจะเกี่ยวข้องกับระบบราชการทั้งหมด แบ่งออกเป็นหมวดใหญ่ ๆ ได้ ๓ หมวด เท่าที่ผมฟังนะครับ ผมสรุปประเด็นได้ ประเด็นแรก คือเรื่องของการบริหารงาน ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของการบริการ บริการใครล่ะครับ ก็คือบริการประชาชน บริการพวกเรากันเอง บริการส่วนราชการด้วยกัน และประเด็นที่ ๓ คือการประสานงาน โดยสรุปก็คือบริหารงาน บริการ และการประสานงาน ทั้งหมดนี้เป็น สิ่งที่งานอิเล็กทรอนิกส์หรืองานดิจิทัลจําเป็นต้องเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น จริง ๆ แล้ว งานเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบดิจิทัลก็แล้วแต่ ศัพท์สมัยก่อนเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วเรายังไม่ใช้คําว่าดิจิทัลมากนักในงานดิจิทัลของ การบริหารงาน เราใช้คําว่าอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี (E) จึงมีอีกัฟเวิร์นเมนต์ (e-Government) อีบิซิเนส (e-Business) อีอีโคโนมิก (e-Economic) อีเรเฟอร์รัล (e-Referral) อีไลบรารี (e-Library) อะไรเยอะเต็มไปหมด ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ๑๐ กว่าปีมาแล้วที่ เรามุ่งมั่นที่จะให้เป็นระบบดิจิทัลหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์จนเข้าสู่ยุคที่ท่านนายกรัฐมนตรี ใช้คําว่าไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นั้น ผมเห็นด้วยกับสมาชิกท่านหนึ่งที่ได้อภิปรายไป แม้จะไม่เห็นด้วยเป็นบางประเด็น สิ่งที่ผมเห็นด้วยแล้วก็มีความสําคัญและมีความจําเป็น อย่างยิ่งที่จะฝากท่านกรรมาธิการช่วยไปพิจารณานะครับ อาจจะเพิ่มเติมหรือปรับแก้ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของท่าน คือท่านช่วยกรุณามุ่งเน้นในสิ่งที่เป็นบริการประชาชน ให้มากขึ้น ให้เข้าถึงประชาชนให้มากขึ้น งานบริการประชาชนนั้นมีมากมายเกือบทุกกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีอยู่หลากหลาย สิ่งที่ผมจะใช้เวลานี้พูด ผมเป็นแพทย์จะพูดเฉพาะประเด็น ที่เกี่ยวข้องกับทางการแพทย์ด้วยเวลาอันน้อยนิดอันนี้คืองานบริการสาธารณสุข ซึ่งบอกเลยว่า เป็นความจําเป็น เป็นความทุกข์ยาก เป็นความลําบากของประชาชนที่เผชิญอยู่เวลานี้ ถ้าระบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบดิจิทัลไม่เข้าไปถึงประชาชนอย่างจริงจัง อย่างแท้จริงแล้ว ความทุกข์ยากลําบากนี้ก็ยังจะต้องเผชิญกันอยู่ต่อไป ผมจะใช้คําว่าอีฮอสพิทัล (e-Hospital) ครั้งก่อนในวาระเรื่องของการเตรียมการปฏิรูปเพื่อเข้าสู่สังคมสูงวัย ผมได้อภิปรายเกริ่นไว้แล้ว คือเรื่องความทุกข์ยากลําบากของผู้สูงวัยในการเข้าใช้บริการสาธารณสุขในโรงพยาบาล ต่าง ๆ ผมจะไม่พูดซ้ํา แต่จะขยายความ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) นั้น ในบางเรื่อง บางสาขาไปไม่ถึงนั่นหรอกครับ ไม่ถึง ๔.๐ แค่ ๐.๔ ยังไม่ถึง ๑ ด้วยซ้ํา ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ คือระบบการเข้าพบหรือการเข้าใช้บริการในสถานพยาบาล ท่านคงได้ยินโจ๊ก แต่ผมไม่ขํา ผมระอาแล้วผมเศร้าใจด้วยซ้ํา ที่ผมบอกว่าไปไม่ถึง ๔.๐ แค่ ๐.๔ ท่านเคยได้ยินใช่ไหมครับ ต้องเอารองเท้าไปวางเพื่อจองคิวหรือแย่งคิวไว้ตั้งแต่ตีห้า จองคิววางรองเท้าไว้หน้าประตู ห้องตรวจหน้าโรงพยาบาลด้วยซ้ํา รองเท้าวางอยู่ประมาณ ๑๐๐ คู่ พอประตูโรงพยาบาล เปิดหกโมงเช้า ทุกคนเจ้าของรองเท้าหยิบรองเท้าของตัวเองเข้าประตูโรงพยาบาลไปวางคิว ไว้ที่หน้าห้องทําเวชระเบียนหน้าห้องทําบัตร เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย มีรูป มีคําบอกเล่า ญาติเราที่เคยไปเราก็ได้รับคําบอกเล่าอยู่อย่างนั้น สังคมปี ๒๕๖๐ ยังเป็นอยู่ อย่างนี้ นี่จะเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ได้อย่างไรถ้าท่านไม่เอาอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัลเข้ามาใช้ นี่ครับคือสิ่งที่จะเข้าถึงประชาชน ให้ประชาชนได้ใช้บริการอย่างแท้จริง การที่คนในครอบครัว สมาชิกในครอบครัวจะต้องไปตรวจโรค ไปรักษาโรคที่โรงพยาบาลใด โรงพยาบาลหนึ่งในเวลานี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ ของครอบครัวนั้น เตรียมการไว้เลยครับ ใครมีหน้าที่เอารองเท้าไปวาง ใครมีหน้าที่เอาคุณแม่ คุณยายลงจากรถ ใครมีหน้าที่ เอาคุณแม่ คุณยายไปรับประทานอาหารกลางวันเมื่อตรวจเสร็จแล้ว ใครมีหน้าที่ไปรับยา เป็นเรื่องใหญ่มาก ๆ เพราะฉะนั้นผมจะไม่พูดเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัลเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องอะไรอย่างอื่น ผมเอาปัญหาพื้น ๆ ของชาวบ้านที่เผชิญอยู่อย่างนี้จริง ๆ ถามว่า กฎหมายฉบับนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่ แก้ได้ครับ ท่านเพียงไปเพิ่มประโยค หรือเพิ่มบางวรรคในอํานาจหน้าที่ของสํานักงานอะไรของท่านให้มีหน้าที่ในการประสานดูแล บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมไม่ระบุว่าเป็นกระทรวงใด ว่าเป็นกระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานใด แต่พูดในภาพรวมกว้าง ๆ ว่าต้องบูรณาการงานในลักษณะนี้ให้สามารถ ก่อประโยชน์ให้ถึงประชาชนได้อย่างแท้จริง นี่คือปัญหา ไม่อยากจะใช้คําว่า รากหญ้า เป็นปัญหาพื้น ๆ ๑ ในปัจจัย ๔ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ประชาชนต้องเผชิญอยู่จริง ๆ ท่านต้องแก้ปัญหานี้ให้ได้ ไหน ๆ จะไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ไหน ๆ จะแก้ปัญหา ช่วยกรุณาแก้ปัญหานี้ให้ได้ ทางรายละเอียดมีครับ ต้องใช้เวลา เพราะเขาศึกษามาพอสมควร และในคณะกรรมาธิการด้านสาธารณสุขเราก็ได้มีการคุยเรื่องนี้อยู่บ้างพอสมควร ในเรื่องทาง การแพทย์ยังมีอีก เมื่อสักครู่นี้บอกว่าเอารองเท้าไปจองคิว ดิจิทัลจะช่วยได้อย่างไร ก็คือ มีอีแอปพอยต์เมนต์ (e-Appointment) จริง ๆ เรื่องนี้นั้นโรงพยาบาลเอกชนเขาทํากัน มานานแล้ว เพียงแค่ท่านมีวัน เดือน ปีเกิด เพียงแค่มีบัตรเลข ๑๓ ตัว บัตรประชาชน หรือเลขอื่น ๆ ที่ท่านได้จากโรงพยาบาลเป็นโค้ด (Code) ในวันทําบัตร ในวันทําทะเบียน ท่านสามารถโทรศัพท์เข้าไป ระบบตอบรับอัตโนมัติจะมีให้ท่านบอกเลขนี้ ทันทีที่ได้เลขนั้น ระบบคอมพิวเตอร์หรืออิเล็กทรอนิกส์จะสามารถบอกคิวของท่านได้ว่าท่านจะไปโรงพยาบาลนี้ ในเวลาประมาณเท่าไร จะเป็นคิวที่ประมาณเท่าไร ไม่ต้องเอารองเท้าไปวาง กรุณาทําระบบนี้ ให้เกิด ประสานกับกระทรวงสาธารณสุขที่จะให้ระบบนี้เกิด จะใช้งบประมาณอย่างไร ๑,๐๐๐ ล้านบาท กี่พันล้านบาท ทําเถอะครับ นี่คือความทุกข์ยากของประชาชน อีแอปพอยต์เมนต์ (e-Appointment) โรงพยาบาลเอกชนเขาทํามานานแล้ว ระบบเทเลเมดิซีน (Telemedicine) นั้น ก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการแพทย์มานานพอสมควร มีพัฒนาการมามาก ทุกวันนี้การอ่านผล เอกซเรย์แพทย์ไม่จําเป็นต้องอยู่หน้าตู้เอกซเรย์ที่ห้องตรวจเอกซเรย์อีกแล้ว แพทย์อยู่ที่บ้านทันที ที่เอกซเรย์ด้วยระบบที่เรียกว่าดิจิทัลเอกซเรย์ ภาพ ความละเอียด ชัดเจน ชัดแจ่ม จะส่งไปยังบ้านของแพทย์ผู้มีหน้าที่อ่านเอกซเรย์ ขับรถอยู่สามารถเปิดดูได้จากไอแพด (iPad) สามารถรู้ วินิจฉัยได้อย่างทันท่วงที เรียลไทม์ (Real Time) ประหยัดค่าใช้จ่าย ในการจ้างแพทย์ ประหยัดเวลาในการประสานติดต่อแพทย์ ข้อมูลเหล่านี้ก็จะถูกส่งจาก โรงพยาบาลไปยังแพทย์ จากแพทย์ไปสู่แพทย์ผู้ตรวจ แล้วก็ได้รับการวินิจฉัยและการรักษา อย่างทันท่วงที สิ่งนี้โรงพยาบาลเอกชนทําแล้ว ถามว่าโรงพยาบาลรัฐบาลทําแล้วหรือยัง ผมเรียนเป็นคําถามที่จะฝากไว้ว่าถ้ายังไม่มี เพราะขณะนี้แพทย์เอกซเรย์มีจํานวนจํากัด ไม่ได้มีครบในสถานพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป งบประมาณที่จะต้องใช้กรุณาใช้ เพราะทุกวันนี้มีคดีฟ้องร้องที่เกิดปัญหาในการอ่านวินิจฉัย แพทย์ทั่วไปที่ไม่ได้เป็นแพทย์ เอกซเรย์อ่านผลเอกซเรย์แล้ว ภายหลังโลกมันพัฒนา ผลสุดท้ายเกิดการฟ้องร้องว่า ที่ผ่านฟิล์มเอกซเรย์นั้นไม่ได้อ่านโดยแพทย์เอกซเรย์ ไม่ได้อ่านโดยรังสีแพทย์ เป็นการอ่าน โดยกุมารแพทย์ทั่วไป เพราะฉะนั้นเขาบอกว่าคําร้อง คําฟ้องบอกว่าอ่านอาจจะผิดพลาดได้ ผลสุดท้ายคําวินิจฉัยของศาลออกมาว่าแพทย์โรงพยาบาลมีความผิด เพราะฉะนั้น ท่านจะวางระบบให้รังสีแพทย์เป็นผู้อ่านเอกซเรย์ท่านต้องพัฒนาระบบอีเอกซเรย์ (e-X-ray) ให้เกิดขึ้นในโรงพยาบาลรัฐบาลทุกแห่งให้ได้
ประเด็นถัดมาท่านประธาน ท่านคงเคยได้ยินเรื่องของผู้เจ็บป่วยอุบัติเหตุ ฉุกเฉินหรือโรคร้ายแรงต่าง ๆ ไปรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งซึ่งอาจจะอยู่ต่างจังหวัด แพทย์จะขอข้อมูล ขอประวัติการรักษาว่าเคยไปรักษาที่โรงพยาบาลไหนบ้าง คนไข้อุบัติเหตุ ฉุกเฉินมอเตอร์ไซค์ล้มที่จังหวัดลําปางแจ้งให้ญาติไปเอาประวัติรักษาที่โรงพยาบาลภูมิพลมา ว่าเคยเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรบ้าง คนไข้แอดมิต (Admit) อยู่ ญาติต้องนั่งรถไฟ นั่งรถทัวร์ จากจังหวัดลําปางลงมาที่กรุงเทพฯ ไปโรงพยาบาลภูมิพล ผมยกตัวอย่าง สมมุตินะครับ หรือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราชก็แล้วแต่ เพียงเพื่อไปขอประวัติการรักษา ว่าเคยรักษาที่โรงพยาบาลนี้ด้วยโรคอะไร แพทย์จะได้รักษาได้ถูก มีโรคอะไรที่จะต้อง ผ่าตัดสมองแล้วอันตรายไหม เลือดจะออกไหลไม่หยุดไหม รอประวัติ รอข้อมูลอีก ๓ วัน กว่าที่จะได้ประวัตินั้น คนไข้รอผ่าตัดอยู่ที่ลําปาง อีเมดิซีน (e-Medicine) ต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องเข้ามาช่วยตรงนี้ได้ อย่านึกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก ญาติเราจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเมื่อไรไม่รู้ เขาอาจจะไปเจ็บป่วยร้ายแรงเข้าโรงพยาบาล เข้าไอซียู (ICU) ที่หาดใหญ่แพทย์บอกว่า ขอประวัติ เคยเป็นเบาหวาน เคยเป็นความดันอะไรไหม คนไข้เคยรักษาอยู่อุดรธานี ญาติจะต้องไปที่โรงพยาบาลอุดรธานีเพื่อเอาประวัติไปให้แพทย์ที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ ถามว่าถูกกาละ ถูกเหตุผลไหม เพราะฉะนั้นอีเมดิซีน (e-Medicine) จึงเข้ามาเกี่ยวข้องตรงนี้ ท่านจึงจะต้องบันดาลสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นให้ได้ ผมดูในร่างกฎหมายของท่านเร็ว ๆ ในหมวด ๓ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ แล้วก็มาตรา ๑๗ ขออนุญาตเสนอแนะท่านกรรมาธิการครับ มาตรา ๑๗ ในวรรคสอง ท่านเขียนเรื่องของข้อมูล ส่วนบุคคลและข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เขียนครอบคลุมไว้ในมาตรานี้ แต่ขออภัยครับ ท่านเขียนเอาไว้อยู่ในวรรคเดียวกัน ผมขออนุญาตเรียนเสนอ ข้อมูลส่วนบุคคล และข้อมูลที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศนั้นมีรายละเอียด มีความอ่อนไหว ต่อวิธีการพิจารณาแตกต่างกัน ท่านมาเขียนไว้ในวรรคเดียวกันแล้วก็อยู่ในมาตราเดียวกัน ขอความกรุณาไปแยกข้อมูลส่วนบุคคลให้มีรายละเอียดมากมายหลายอย่างหลายประการ เป็นคนละมาตราหรือคนละวรรคก็ได้ อันนี้ขออนุญาตเสนอแนะ ท่านเขียนรวมไว้ ก็เป็นประเด็น ผมใช้เวลาเกินมาพอสมควร ยังมีประเด็น ผมพูดคนสุดท้ายใช่ไหมครับ ท่านประธาน
ใช่ค่ะ
ไม่เป็นไรครับ ก็ใช้เวลาพอสมควร ก็ขอขอบคุณทางกรรมาธิการ อย่างไรก็แล้วแต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ แต่ถ้าเรา จะปฏิรูปเรื่องนี้ผมว่าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เวลานี้มีพระราชบัญญัติ อํานวยความสะดวก พ.ศ. ๒๕๕๘ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พระราชบัญญัติข้อมูล ส่วนบุคคลและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราจะทําเรื่องนี้ให้ศักดิ์สิทธิ์ ให้มีประโยชน์จริง ๆ มีการดัดแปลงเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยให้ประโยชน์ไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง ผมจึงขออนุญาต เรียนฝากทางกรรมาธิการ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกจะอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ดิฉันขอปิดการอภิปรายนะคะ แล้วเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการตอบค่ะ เรียนเชิญค่ะ รวมทั้งข้อเสนอที่ดีมาก เกือบทุกข้อเสนอเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในร่างพระราชบัญญัติที่เสนอมาเนื่องจากว่ากฎหมายฉบับนี้ยังไม่มี เป็นกฎหมายที่ร่างขึ้น ใหม่ และในการร่างนั้นก็ได้มีการสอบถาม เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ายังไม่สมบูรณ์ ข้อแนะนําของท่านก็จะเป็นประโยชน์ในการที่เราไปพิจารณาทําให้ ๑. ร่างกฎหมายนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ๒. ให้รายงานนี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน
ท่านประธานรับข้อเสนอทั้งหมดไปนะคะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัลแล้ว ท่านสุรินทร์มีประเด็นเกี่ยวกับที่ท่าน ได้อภิปรายไปแล้วหรือเปล่าคะ
ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่ยังค้างคาใจอยู่ นิดเดียว ผมคิดว่าทั้งหมดทั้งเล่มนี้รวมทั้งเพื่อน ๆ พี่ ๆ อภิปรายไปเป็นข้อดีทั้งนั้น รวมทั้ง ที่ท่านประธานกรรมาธิการรับทั้งหมดไป แต่ผมยังไม่มั่นใจว่าจะคลอดเร็วหรือไม่คลอด ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ ก่อนที่เรื่องนี้จะถึงปลายอุโมงค์ ผมกราบเรียนท่านประธานไปว่ายังไม่ต้องใช้ อิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายฉบับนี้ แค่ให้ประชาชนคนไทยที่เดือดร้อนเจ็บป่วยอยู่ทั่วประเทศ ไปโรงพยาบาลของรัฐโดยใช้โทรศัพท์มือถือจองคิวโดยไม่ต้องมาก่อนได้ไหม เพราะมาแล้ว พบหมอบ้าง ไม่พบหมอบ้าง ค่าใช้จ่ายมันเยอะ ถ้าเขาไม่ป่วยมาก เป็นหวัดจะออกมาก่อน แต่ถ้าเขาป่วยแบบวิกฤตก็ให้มาเลยแล้วก็ต้องรักษาได้ไหมครับ ซึ่งผมคิดว่าถ้าท่านกรรมาธิการ รับอย่างนี้ไปแล้วช่วยทําคู่ขนานไปกับเรื่องนี้ผมว่าจะเป็นกุศลต่อท่านกรรมาธิการ รวมทั้ง สปท. ทุกท่านด้วย ขอบคุณครับ
ท่านประธานคะ กรุณารับไปนะคะ
จะรับไป ประสานครับ ความจริงอย่างนี้ ทราบมาจากท่านเบญจวรรณว่าประชุม ป.ย.ป. ครั้งสุดท้ายก็ให้ ความสําคัญกับเรื่องนี้นะครับ แล้วอย่างที่ผมกราบเรียนจริง ๆ ก็ไม่อยากจะพูดถึง เมื่อวันพุธที่แล้วกรรมาธิการก็ไปพบท่านรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบเรื่องนี้ ท่านก็เห็น ความสําคัญท่านก็บอกว่าให้รีบดําเนินการมา เพราะเรื่องนี้ทางรัฐบาลก็ทําอยู่ด้วย ถ้าเรา ส่งไปก็จะทําให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านดุสิตค่ะ ประเด็นในส่วนที่อภิปรายไปแล้วนะคะ
ครับ กระผม ดุสิต เครืองาม เมื่อสักครู่เวลา แนะนําตัวเองผมพูดลิ้นแข็งไปนิดหนึ่ง ศาสดาบ้าง ขออนุญาตแก้เป็น ศาสตราจารย์นะครับ ท่านประธานครับ คือเมื่อสักครู่ตอนอภิปรายครั้งแรกผมบอกว่าเห็นด้วยกับรายงานฉบับนี้ แต่จะขออนุญาตกดว่าไม่เห็นด้วย ผมอยากจะขออนุญาตเปลี่ยนใจอยากจะขอกดว่าเห็นด้วย แต่ว่าเพื่อความสบายใจผมขอใช้สิทธิตรงนี้เรียนถาม ถ้าเป็นไปได้ฝากคณะกรรมาธิการ ช่วยตอบขยายความสักนิดหนึ่งว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ หรือแนวคิดที่เรียกว่ารัฐบาลดิจิทัล มีความแตกต่างกับสิ่งที่รัฐบาลกําลังทําอยู่ตรงนี้ในประเด็นอะไรบ้าง ยกตัวอย่าง ๒-๓ ข้อ แค่นี้ผมจะได้สบายใจเลยครับ ขอบพระคุณครับ
เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ประการแรก กฎหมายฉบับนี้ยังไม่เคยมี ฉะนั้นเนื้อหาอาจจะยังไม่รัดกุม เราจะไปดูให้รัดกุม ประการที่ ๒ ระหว่างที่ท่านทั้งหลายอภิปรายผมนึกขึ้นมา เดี๋ยวต้องไป หารือในชั้นกรรมาธิการ แทนที่จะชื่อว่าร่างพระราชบัญญัติรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ เป็น ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการแผ่นดินและบริการประชาชนด้วยระบบ อิเล็กทรอนิกส์จะได้หรือไม่ตรงนี้ก็จะสอดคล้องกับหลายท่านที่อภิปรายว่าอยากจะให้ สิ่งที่เราทําไปสู่ประชาชนมากขึ้น เน้นประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะท่านหนึ่งขออนุญาต ไม่เอ่ยนามท่าน ที่พูดถึงว่าตรงนี้ต้องเน้นในเรื่องของการบริหาร การบริการ และการประสานงาน เราจะรับไปดู เดี๋ยวผมจะลองไปดูในรายละเอียดอีกครั้ง ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านดุสิตค่ะ
ขอบพระคุณครับ ผมขอใช้สิทธิอีกนิดหนึ่ง คือผมยังติดใจประเด็นในร่างพระราชบัญญัตินี้มีคําว่า คณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล คือโครงสร้างของคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลก็ดี หรือว่าอํานาจหน้าที่ก็ดี แตกต่างกับสิ่งที่ รัฐบาลกําลังบริหารหรือที่กระทรวงดิจิทัลเขากําลังบริหารอยู่ตรงนี้อย่างไรบ้าง ขอสัก ๒-๓ ประเด็น ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านอนุสิษฐค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน และกรรมาธิการครับ ผมขออนุญาต จริง ๆ แล้วโดยสรุปผมเชื่อว่ากรรมาธิการชุดเราทั้งหมด ประเด็นหลักการของประเทศที่จะทําให้รัฐบาลเป็นรัฐบาล ๔.๐ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) หรือการจะถูกตรวจสอบจากรัฐบาลต่างประเทศเป็นเรื่องที่สําคัญครับ เราไม่เคยทํางาน ในลักษณะที่จะต้องมาบูรณาการกันในเรื่องของระบบดิจิทัลอย่างที่ท่านกรรมาธิการ หลายท่านได้มีข้อเสนอ หลายเรื่องเราเชื่อมโยงกันไม่ได้ หลายเรื่องเราบริหารราชการไม่ได้ เกิดความเสียหายอย่างมากมาย ถ้าเราจะนําประเด็นของเคสสตัดดี (Case Study) ต่าง ๆ เอามาพูดกันนั้นจะเป็นประเด็นการไม่บูรณาการในระบบที่เป็นดิจิทัลอย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างที่ท่านดุสิตได้กรุณานําเรียน ต้องขออนุญาตเรียนว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วเป็นเรื่องใหม่ที่ประเทศต้องเปลี่ยนระบบการทํางาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่นําภาษีของประชาชนไปลงทุนแล้วต่างคนต่างทําผลสุดท้าย เชื่อมโยงกันไม่ได้ ถึงแม้รัฐบาลชุดนี้พยายามที่จะทําให้เกิดการเชื่อมโยงกันผ่าน ก.พ.ร. มีการมอบหมายให้นําระบบการอํานวยความสะดวกให้เกิดขึ้นให้ได้ แต่ในแท้ที่จริง การเชื่อมโยงการบูรณาการด้วยระบบดิจิทัลของเรากันเองมีอุปสรรคด้วยตัวมันเอง จากโครงสร้างของการตั้งงบประมาณ การบริหารในเรื่องดิจิทัลของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ไม่ได้ทํางานร่วมกัน คนที่ได้ประโยชน์ ผมขออนุญาตเรียน บริษัทคอมพิวเตอร์ บริษัทที่เขียนโปรแกรม ถ้าเรายังคิดว่าต่างคนต่างทําบริษัทเหล่านี้จะมีความสุขมาก เพราะเขามีความสามารถเฉพาะด้านในแต่ละด้านของตัวเองแล้วก็พยายามไปเปิดบิด (Bid) กับรัฐบาล แต่ในท้ายที่สุดเราลงทุนอย่างมหาศาลแล้วล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ผมขออนุญาต ย้อนหลังไปในเรื่องของระบบจีไอเอส (GIS) ผมคิดว่าเราเสียหายไปเป็นหมื่น ๆ ล้านบาท เป็นแสน ๆ ล้านบาท แล้วระบบเหล่านั้นถูกซุกถูกซ่อนไว้ในระบบราชการ อันนี้เป็นประเด็น ที่สําคัญ
ประเด็นที่ ๒ ผมขออนุญาตเรียนความแตกต่างว่าที่ท่านสุรินทร์ได้ ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ท่านได้นํารูปขึ้นไว้บนหน้าจอถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย ผู้เฒ่าผู้แก่ เด็กเล็ก แม้กระทั่งเด็กที่ยังพูดไม่เป็นขณะนี้ใช้จอดิจิทัลเพื่อจะพูดคุยกับปู่ย่าตายาย ประเด็นถามว่าการบริหารราชการแผ่นดินของเรากําลังจะเตรียมการในเรื่องเหล่านี้ เพื่ออนุชน เพื่อเยาวชนในรุ่นหลัง ๆ อย่างไร ฉะนั้นสิ่งที่เป็นข้อเสนอในวันนี้ไม่ได้เพียงแค่ เรื่องของการบริการประชาชนเท่านั้น แต่เห็นด้วยว่าประเด็นที่ประชาชนจะได้รับ ณ วันนี้มันจะไปต่อยอดที่ทําให้ระบบราชการต้องเปลี่ยน เราจะไม่ได้ปล่อยให้ราชการ ต่างคนต่างทํา ต่างคนต่างของบประมาณ ต่างคนต่างไปสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) ของตัวเองแล้วผลสุดท้ายเชื่อมกันไม่ได้ เมดิคัล อีเมอร์เจนซี เรสพอนส์ ทีม (Medical Emergency Response Team) เทเลเมดิคัล (Telemedical) เทเลเมดิซีน (Telemedicine) ประเด็นคือเราได้แค่นั้น แต่ถ้าเราจะไปเชื่อมโยงกับระบบอื่น ๆ ไปไม่ถึง ระบบความมั่นคง ของประเทศ เราเอาคนเข้ามาในประเทศไทย เรามีระเบิดที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบบ ข้อมูลขนส่งของเราผมขออนุญาตเรียนว่าในระยะที่มีการขโมยรถแล้วไปประกอบระเบิด มีการแจ้งรถหายครับ แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดูแลความปลอดภัยในเรื่องรถหายไม่รู้ เป็นเรื่องตลกมาก รถหายจังหวัดนี้แล้วไปก่อระเบิดจังหวัดนี้ แทนที่ข้อมูลถ้าเชื่อมโยงกัน จะรู้ได้ทันที ฉะนั้นสิ่งที่ผมขออนุญาตได้นําเรียนแล้วก็ชี้แจงต่อที่ประชุมครับว่าสาระสําคัญของ การเสนอแนะครั้งนี้เป็นการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และในเรื่องนี้ถูกบรรจุไว้ใน ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ในยุทธศาสตร์ที่ ๖ ในขณะเดียวกันแผนดิจิทัลของประเทศที่มี ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้กําหนดยุทธศาสตร์ในเรื่องของรัฐบาลดิจิทัลให้เกิดขึ้น ฉะนั้นข้อเสนอในวันนี้เป็นข้อเสนอทั้งในเรื่องของการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งในเรื่องของ การให้บริการประชาชนด้วยระบบดิจิทัลครับ ขอบพระคุณครับ
ท่านดุสิตยังไม่ได้รับคําตอบหรือคะ เชิญค่ะ
ก็ได้บ้างนะครับ แต่ว่าก็ยังคาใจอยู่ ผมขอ อนุญาต ใช้เวลาซักซ้อมเพื่อความเข้าใจนิดหนึ่งครับท่านประธาน น่าจะเป็นประเด็น ที่เป็นประโยชน์ คือในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เขียนไว้ว่า คณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีที่กํากับจุด จุด จุด เป็นประธาน แล้วในมาตรา ๑๙ วรรคสี่เขียนว่า คณะกรรมการตามวรรคหนึ่งเป็นคณะกรรมการเฉพาะด้านภายใต้คณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการเฉพาะด้าน ตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกําหนด หมายความว่า เรากําลังเขียนว่าคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลเป็นคณะกรรมการเฉพาะด้านภายใต้ คณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติ มีสิทธิที่จะเขียนแบบนี้หรือครับ อยู่ดี ๆ ไปปวารณาตัวว่า ตัวเองเป็นคณะกรรมการเฉพาะด้าน ใน พ.ร.บ. ที่ใหญ่กว่านั้นเขาอนุญาตให้ท่านเข้าไปเป็น คณะกรรมการเฉพาะด้านหรือนี่ข้อสงสัย แล้วพอไปดูมาตรา ๒๐ อํานาจและหน้าที่ของ คณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล (๔) บอกว่า คณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลมีอํานาจหน้าที่เสนอแนะ ต่อคณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติ ผมก็ไปเปิดดู คณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติ มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็เลยงงขึ้นมาอีก คล้าย ๆ กับที่ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ได้อภิปรายเมื่อสักครู่นี้ ถ้าเป็นผมนะครับ ผมก็จะเขียนอะไรหลาย ๆ อย่างว่าคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลที่หมายถึง ใน พ.ร.บ. นี้คงจะต้องขออนุมัติหรือว่าส่งไปให้คณะกรรมการดิจิทัลแห่งชาติให้ความเห็นชอบ เรื่องอะไรบ้างจุด จุด จุด มิฉะนั้นแล้วก็ยังงงว่าคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัลจะใหญ่กว่า คณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธานเสียอีก ก็จะเกิดความงุนงงขึ้นมา หรืออย่าง เมื่อคราวที่คณะกรรมาธิการด้านพลังงานเรายกร่าง พ.ร.บ. เรื่องการส่งเสริมพลังงานทดแทน เสนอให้มีคณะกรรมการส่งเสริมพลังงานทดแทนขึ้นมาคณะหนึ่ง แล้วเราก็บอกว่าเรื่องนี้ ๆ ต้องเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ความเห็นชอบก่อนไปดําเนินการจุด จุด จุด มิฉะนั้นแล้วก็จะเกิดเป็น ๒ แท่งขึ้นมา แท่งนี้จะใหญ่กว่านายกรัฐมนตรีหรือเปล่า มันก็จะเกิดความขัดแย้งกันขึ้นมา หรือหมายความว่า ไม่ได้ทําตามนโยบายของแท่งที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานขึ้นมา ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณค่ะ เชิญท่านสุรินทร์ค่ะ
ท่านประธานครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ สมาชิก สปท. ๑๗๓ ผมคิดว่าเรื่องที่เราพูดกันเป็นนิมิตหมายที่ดี และใน ๕๖ มาตรา ผมอ่านแล้วผ่าน ๆ แต่ยังไม่ละเอียดมากนัก ผมก็มีความรู้สึกว่าผู้ร่างมีเจตนารมณ์ที่จะ ทําให้การบริการภาครัฐที่มีต่อประชาชนดียิ่งขึ้นและมีการบูรณาการของทุกหน่วยงาน และยิ่งไปอ่านในกลาง ๆ เหตุผลของท่านในการเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็บอกว่า จะทําให้เกิดประสิทฺธิภาพและอํานวยความสะดวกแก่ประชาชนซึ่งมีความพร้อมใช้งาน ใช้เทคโนโลยีอยู่แล้วได้ทําต่อไป ผมคิดว่าคนร่างนี่เก่งและมีเป้าชัดเจนว่าบริการประชาชน เป็นตัวตั้งหรือเรียกว่าเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทีนี้พอเราคิดว่าทั้งหมดจะทําให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ารวมทั้งการรับบริการทั้งหลาย ใน ๒๐ กระทรวงตกกับประชาชน แต่พอเราไปใช้ชื่อร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล นี่เราทําให้รัฐบาลหรือ รัฐบาลไม่เป็นดิจิทัลหรือ หรืออย่างไร ถ้าถามผม ถ้าผมบันดาลได้ จะเขียนใหม่ว่าเป็นร่างพระราชบัญญัติบริการประชาชนด้วยระบบดิจิทัล ถ้าผมเป็น ประชาชนฟังอย่างนี้แล้วผมจะชื่นใจว่า สปท. คุยกันมาตั้งครึ่งวันเขาจะบริการเราให้สะดวก ต่อไปมีโทรศัพท์อันเดียวสามารถที่จะรับบริการได้ ไม่ว่าจะถามเรื่องผังเมือง ไม่ว่าจะถาม เรื่องโฉนดที่ดินราคากลางเท่าไร ร้อยแปดจิปาถะ จะดีกว่าไหมครับ อันนี้ไม่ใช่เอาประชาชน เป็นศูนย์กลางแล้ว ชื่อเป็นเรื่องรัฐบาล ผมอยากเสนอท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า อยากเห็นเราให้เกียรติทําอะไรเพื่อประชาชน แล้วท่านก็เสนอมาทั้งหมดทําเพื่อประชาชน ทั้งสิ้นเลย เปลี่ยนชื่อสักหน่อยได้ไหมครับ แล้วก็เปลี่ยนไส้ ในอะไรที่เป็นรัฐบาลดิจิทัล ก็ไปปรับปรุงเสียหน่อยซึ่งยังมีเวลา ก็เสนอมาด้วยความเคารพครับ
ท่านสุรินทร์คะ เมื่อสักครู่รู้สึกท่านประธานกรรมาธิการจะได้เสนอแก้ไขไปแล้ว เดี๋ยวจะให้ท่านประธานกรรมาธิการยืนยันอีกทีหนึ่งนะคะ เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ
ขอบคุณท่านประธานครับ ผมขออนุญาต คารวะท่านประธานกรรมาธิการ ถ้าท่านจะเปลี่ยนชื่อร่างกฎหมายฉบับนี้จริงอย่างที่ ท่านประธานในที่ประชุมได้ว่าไว้ก็ขอบพระคุณ ก็คงเป็นไปตามที่ผมได้อภิปรายว่าเจตนา ทั้งหมดของทางกรรมาธิการด้วยเหตุผล ๓ ประการ ประการแรก คือต้องการให้งานดิจิทัล เป็นงานเพื่อการบริหารราชการที่มีประสิทธิภาพ ประการที่ ๒ คือเพื่อการบริการประชาชน ให้มีคุณภาพ และประการที่ ๓ ก็คือการประสานงาน แต่ผมค่อนข้างจะกังวลว่าเรื่องนี้เราจะรอ กฎหมายฉบับนี้อย่างเดียวคงไม่ได้ ผมขออนุญาตฝากทางกรรมาธิการแล้วก็เป็นคําถามด้วยครับ เพราะผมได้พูดเรื่องบริการไว้มากพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการทางสาธารณสุข ซึ่งจําเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปปรับแก้อย่างเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ระบบบริการ ประชาชนในวงการสาธารณสุขนั้นเป็นเช่นนี้มาตั้งแต่ผมเกิดก็ว่าได้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า ท่านจะแยกเรื่องบริการประชาชนที่ขับเคลื่อนออกมาจากกฎหมายฉบับนี้ทั้งหมด คงจะไม่รอกฎหมายฉบับนี้เกิดถึงจะไปคิดเรื่องการบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือระบบดิจิทัล ถ้ามีสิ่งใด เมื่อไร อย่างไรที่จะสามารถขับเคลื่อนได้เลยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ท่านช่วยกรุณาหาแนวทาง ผมจะยกตัวอย่าง ผมนั่งอยู่กับท่านอภินันท์ได้หารือกันว่า ยกตัวอย่างเรื่องการไปติดต่อสถานที่ราชการแล้วไม่ต้องใช้บัตรประจําตัวประชาชน สําเนาทะเบียนบ้านนั้นไม่ได้ออกตามกฎหมายฉบับไหน เป็นมติคณะรัฐมนตรีออกมา เพราะฉะนั้นเชื่อว่ามีอีกหลายเรื่องที่สามารถแก้ปัญหาให้เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ เพื่อการบริการประชาชนด้วยการบริหารราชการปกติธรรมดา ไม่ต้องออกเป็นกฎหมาย มาตราไหน หรือร่างกฎหมายฉบับใด เป็นมติคณะรัฐมนตรี หรือส่วนราชการนั้น ๆ ที่จะเร่งรัด ปฏิรูปหน่วยงานของตัวเอง เช่นกระทรวงสาธารณสุขเป็นต้น ทําอย่างไรที่จะให้ประชาชน เข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีคุณภาพ ไม่ต้องเอารองเท้าไปวางหน้าโรงพยาบาล แล้วก็ไม่ต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าไปกันทั้งบ้านเพื่อไปพาลุงมา ยายมี ยายแม้นไปโรงพยาบาล แล้วต้องไปจองคิว ในที่สุดก็รับการรักษาและกลับบ้าน ๒ ทุ่มเป็นต้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่า มีสิ่งใดที่สามารถขับเคลื่อนสู่การปฏิรูปโค้งสุดท้ายนี้ได้ผมว่าจะเป็นสิ่งที่ดี อย่าไปฝากผีฝากไข้ ไว้กับกฎหมายฉบับนี้ฉบับเดียว มีหลายเรื่องที่สามารถออกในรูปแบบของการบริหารราชการได้ ขอฝากทางกรรมาธิการครับ
ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกจะเพิ่มเติมประเด็นที่จะถามกรรมาธิการอีกไหมคะ เฉพาะประเด็นที่จะอภิปรายไปแล้วและจะถามกรรมาธิการ เชิญท่านประธานกรรมาธิการค่ะ
ขอบพระคุณ ท่านประธาน และขอบพระคุณท่านสมาชิกอีกครั้งหนึ่งนะครับ นอกจากที่ท่านอภิปรายแล้วโดยหลักการ สปท. ของเราท่านสามารถแปรญัตติได้ ท่านสามารถที่จะเสนอข้อแนะนําซึ่งผมคิดว่าเป็นความกรุณาของท่านที่จะส่งข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อทําให้รายงานหรือร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สําหรับชื่อ ร่างพระราชบัญญัติอย่างที่ผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้ว ผมจะรับไปดูว่าชื่ออะไร ชื่ออย่างไรที่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น กราบเรียนเพิ่มเติมครับ ผมถามว่าในชั้นอนุกรรมาธิการของ เราได้เชิญกฤษฎีกาหรือไม่ ก็ปรากฏว่าเชิญเหมือนกันนะครับ แต่ทางนั้นคงมีภารกิจไม่ได้มา แต่พรุ่งนี้จะมีผู้อํานวยการของกฤษฎีกามาพบผมที่นี่ ผมก็จะเล่าเรื่องนี้ว่าลองดูที่จะให้รับไป แล้วผู้ใหญ่ทางกฤษฎีกาก็ประสานอะไรกันอยู่ เดี๋ยวจะให้ทางนั้นเขามาช่วยเพื่อดูให้กฎหมาย ฉบับนี้มีความรัดกุมยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณครับ
เรียนเพิ่มเติมว่าคงจะไม่ได้รอกฎหมายฉบับนี้ฉบับเดียวนะคะ เรามี ผู้อํานวยการสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์อยู่ที่นี่ ซึ่งท่านก็ยืนยันว่ารัฐบาลได้พยายามทํา ทุกอย่างคู่ขนานกันไป ไม่ได้รอเฉพาะกฎหมายฉบับนี้นะคะ ท่านสมาชิกมีประเด็น ข้อสงสัยอีกไหมคะ เพราะฉะนั้นถือว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โดยโปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ มีสมาชิกยังทยอยเข้ามาอยู่นะคะ ใกล้ที่ไหนนั่งที่นั่นได้เลยค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมาชิกแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านที่เข้ามาใหม่ มีสมาชิกท่านใด ยังไม่แสดงตนบ้างไหมคะ เจ้าหน้าที่ดูที่บัตรให้ด้วยว่ากดได้ไหม เชิญค่ะ ไมโครโฟนไม่ติดด้วย ใช่ไหมคะ เจ้าหน้าที่ดูให้หน่อยค่ะ
ผม สปท. ศิริชัย ไม้งาม ขอใช้สิทธิแสดงตนครับ
แสดงตนนะคะ ขอบคุณค่ะ เพิ่มอีก ๑ ท่าน ขอให้เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ
ผม อัครินทร์ เลิศกิจชัยศิริ หมายเลข ๑๙๒ ครับ
เจ้าหน้าที่คะ เพิ่งอยู่ในขั้นแสดงตนนะคะ อันนี้ที่จอขึ้นอะไรมาคะ จํานวน ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๕๑ ท่าน และมีผู้แสดงตนอีก ๒ ท่าน เป็น ๑๕๓ ท่าน เป็นอันว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป การบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่าง พระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. .... หรือไม่
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดยังใช้สิทธิไม่ได้ หรือยังไม่ได้ใช้สิทธิบ้างไหมคะ ท่านใช้สิทธิ ได้ครบถ้วนแล้วนะคะ ขอปิดการลงคะแนน ขอทราบผลคะแนนค่ะเจ้าหน้าที่ มีผู้เข้าร่วม ประชุม ๑๕๒ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน และการบริการประชาชนด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ และร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาล ดิจิทัล พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ และท่านผู้มาชี้แจงด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างการพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ
การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด ประสงค์ที่จะหารือที่ประชุมหรือไม่คะ เชิญท่านกษิตค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗ ขอเวลาสัก ๑-๒ นาที ท่านประธานครับ ผมได้เคยอภิปรายและเป็นข้อเสนอว่า มีความเป็นไปนอกสภา สปท. เป็นมติ ครม. เป็นคําสั่ง คสช. ซึ่งเกี่ยวโยงกับการทํางาน ของเราในเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย แล้วผมก็อยากจะขอทราบข้อมูลอันนี้ผ่านทาง ท่านประธานไปที่รัฐบาลมีข่าวว่าได้มีการจัดที่ดิน ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ไร่รอบ ๆ สนามบินอู่ตะเภา เพื่อเป็นเขตอีอีซี (EEC) อีโคโนมิกคอร์ริดอร์ (Economic Corridor) แล้วก็จะให้มีการลงทุน อย่างมหาศาลที่ให้เป็นศูนย์กลางเรื่องการบินพร้อมกับการขยายลานบินด้วย ขณะที่เราก็จะมี การขยายลานบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ อยู่ดี ๆ ที่ดินเป็นพัน ๆ ไร่จะนําไปใช้เพื่อการส่งเสริม เศรษฐกิจและการลงทุนอย่างไร เป็นที่ดินของใคร แล้วมีการทําการศึกษาความเป็นไปได้ ที่เรียกว่าพรีฟีซิบิลิตีสตัดดี (Pre-feasibility Study) มากน้อยแค่ไหน แล้วใครจะมาลงทุน ต้องมีการทาบทามเสียก่อนว่ามีบริษัทเครื่องบินซ่อมเครื่องบินกี่แห่ง เขาสนอกสนใจอย่างไร มีเงื่อนไขอย่างไรเราถึงไปจัดสถานที่ให้ ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ไปจัดที่ดินที่เป็นของหลวง แล้วก็เหมือนกับ เคาะก๋วยเตี๋ยวเรียกลูกค้าให้ลงมาที่นี่ มันดูรวบรัดนะครับ แล้วเราก็พูดกันในเรื่องของ การเชื่อมโยงในอาเซียน (ASEAN) ในลุ่มแม่น้ําโขง เราพูดถึงอีสต์ เวสต์ นอร์ท เซาท์ คอร์ริดอร์ (East-West North-South Corridor) แล้วเราก็พูดกันเขตอีอีแซด (EEZ) ๑๒ แห่ง ๑๒ จังหวัด แล้วจู่ ๆ ก็มีการตัดสินใจ หรือจะได้ตัดสินใจหรือกําลังจะตัดสินใจไปแล้วเกี่ยวกับสถานภาพ ของสนามบินอู่ตะเภา มันสําคัญกับเรื่องของการปฏิรูป ของการพัฒนาเศรษฐกิจ เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องไอที (IT) ทั้งหลายพัวพันกันไปหมด แล้วการที่เราจะเป็นฮับ (Hub) ศูนย์กลางทางด้านการบินระหว่างประเทศรวมทั้งการซ่อมบํารุงต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วก็การส่งเสริม การลงทุนด้วย เป็นโครงการใหญ่โตใช้เงินหลายหมื่นล้านบาทจะมาจากที่ไหน อย่างไร ผมอยากจะขอฝากท่านประธานเพื่อช่วยสอบถามรัฐบาลและถ้าเผื่อเอาข้อมูลเหล่านี้ มาให้เราทราบ การทํางานจะได้คู่ขนานไปกับการที่จะปฏิรูปประเทศไทยที่ สปท. ด้วย ขอขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณค่ะท่านกษิต ดิฉันจะนําเรียนท่านประธานนะคะ แล้วหาข้อมูล มาให้ท่าน สมาชิกท่านอื่นมีประเด็นที่จะหารือเรื่องอื่นอีกไหมคะ ถ้าไม่มี วันนี้หมดระเบียบวาระ การประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกที่มาประชุมทุกท่าน และขอปิดประชุมค่ะ