เบญจวรรณ ชี้ปัญหาดิจิทัลรัฐ ชูปฏิรูปบริการ-เชื่อมข้อมูล-พัฒนาบุคลากร

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๕ เมษายน ๒๕๖๐

เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือการปฏิรูปการบริหารราชการและการให้บริการประชาชนผ่านระบบดิจิทัล โดยเน้นความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดขั้นตอน ป้องกันการทุจริต และรองรับความซับซ้อนของสังคมยุคปัจจุบัน พร้อมชี้ปัญหาการขาดเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน บุคลากรด้านดิจิทัลที่ไม่เพียงพอ และความล้าสมัยในการให้บริการ จึงเสนอให้มีการพัฒนาระบบเครือข่ายกลางของรัฐ กฎหมายรัฐบาลดิจิทัล การบูรณาการข้อมูล และการพัฒนาบุคลากร เพื่อผลักดันรัฐบาลดิจิทัลและยกระดับบริการสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพตามเป้าหมายไทยแลนด์ 4.0

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศและเพื่อนสมาชิกทุกท่าน ดิฉัน เบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ เรื่องการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ อย่างที่ท่านประธานยงยุทธได้เรียนเมื่อสักครู่นะคะว่า ทางกรรมาธิการ ด้านเศรษฐกิจมีการนําเสนอไปส่วนหนึ่งแล้ว จริง ๆ ในการทํางานเรื่องนี้เนื่องจากแนวคิด เรื่องโอเพน (Open) และคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) เราก็ทราบว่าทางกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจได้มีการศึกษาเรื่องนี้อยู่ การดําเนินการในเรื่องนี้เราก็เชิญผู้รู้คือกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจมาร่วมทํางานเรื่องนี้ด้วย ก็คือ ดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล นะคะ ดิฉันขอนําเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับ การดําเนินการเรื่องนี้

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ประแรก เรื่องหลักการ และเหตุผล ต้องยอมรับว่าการบริหารราชการแผ่นดินและการให้บริการประชาชน และภาคธุรกิจเป็นนโยบายที่ทุกรัฐบาลให้ความสําคัญ โดยคํานึงถึงความคุ้มค่าในเชิงภารกิจ ความมีประสิทธิภาพ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การนําระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารมาช่วยในการดําเนินงาน

ประการที่ ๒ จําเป็นจะต้องมีการปรับปรุงประสิทธิภาพให้การบริการนั้น สามารถตอบสนองตามความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วท่ามกลางความหลากหลาย และความซับซ้อนของเศรษฐกิจและสังคม

ประการที่ ๓ ดูจากการจัดอันดับของประเทศในการทําธุรกิจซึ่งต้องการ ความรวดเร็วคล่องตัวนั้น ปรากฏว่าเราได้อยู่ลําดับ ๔๙ จาก ๑๙๐ ประเทศ

ประการที่ ๔ ภาครัฐทั่วโลกตระหนักถึงผลอันเกิดจากการเปิดเผยข้อมูล ภาครัฐที่ต้องการลดปัญหาด้านคอร์รัปชัน ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและพัฒนาบริการภาครัฐ ให้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่จะต้องนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นส่วนหนึ่ง ของการบริหารจัดการภารกิจภาครัฐหรือสร้างกลไกที่เรียกว่า รัฐบาลดิจิทัล

ขอนําเรียนว่าสถานการณ์ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศไทยในปัจจุบัน เป็นอย่างไรบ้าง ประการแรก ถ้ามองดูในเรื่องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในภาคประชาชน และภาคธุรกิจของไทยแล้ว เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีจํานวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ที่สูง แต่ส่วนใหญ่ในการใช้จะบอกว่าเหมือนไม่เป็นทางการ และติดตามข่าวจากเพื่อนฝูงมากกว่า ใช้ในเรื่องของการทํางาน ปี ๒๕๕๗ มีตัวเลขว่าผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ ๙๘.๖ ล้านเลขหมาย ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ๒๘ ล้านคน ใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ถึง ๑๘ ล้านคน

ประการที่ ๒ แม้ว่าจะนําเทคโนโลยีมาใช้แต่ก็ยังไม่สามารถบริการประชาชน ได้เร็วขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิมมากนัก ในเรื่องดัชนีชี้วัดระดับความยากง่ายของการประกอบธุรกิจ ของประเทศไทย ปรากฏว่าผลการจัดอันดับตรงนี้ระดับความยากง่ายเราอยู่ลําดับที่ ๔๙ จาก ๑๙๐ ประเทศลดจากปีที่ผ่านมา ๒๓ อันดับ นี่ก็ถือว่าเป็นสาเหตุสําคัญในเรื่อง ขั้นตอนการดําเนินงาน กระบวนการทํางาน การขาดความเชื่อมโยง แล้วก็การบริการ ที่อาจจะยังไม่ชัดเจนนะคะ

ประการที่ ๓ เศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศกับการพัฒนารัฐบาล ดิจิทัล เรื่องนี้เราก็เป็นที่ทราบกันนะคะว่าได้มีการจัดทําร่างแผนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคมเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ดิจิทัลไทยแลนด์ (Digital Thailand) แล้วเราก็มี การพัฒนาเพื่อไปสู่รัฐบาลที่เชื่อมโยงให้เป็นรัฐบาลเปิด เป็นสิ่งที่สําคัญว่าการดําเนินงานนั้น จะต้องตั้งอยู่บนฐานรากของความมั่นคง ปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และสร้างกลไกรวมทั้ง ในเชิงการกําหนดนโยบายมาตรฐานด้านกฎหมาย มาตรฐานทางเทคนิค แล้วก็กลไกติดตาม ตรวจสอบการรับมือกับภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในทุกรูปแบบ ณ ขณะนี้ระบบเครือข่ายที่ใช้ สําหรับเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐในปัจจุบันอาจจะแบ่งเป็น ๒ ระดับ ระดับแรก เป็นเครือข่าย สารสนเทศกลางของภาครัฐ ณ ขณะนี้รัฐบาลเองก็ให้หน่วยงานหนึ่งเป็นหลักในการดําเนินงาน เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ สํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นศูนย์ข่ายสารสนเทศกลาง ของภาครัฐ นโยบาย โครงการต่าง ๆ ในการที่จะไปพัฒนาเครือข่าย ณ ขณะนี้รัฐบาล ก็ให้หน่วยงานนี้เป็นเจ้าของเรื่องเป็นหลัก แต่อย่างไรก็ตามในสถานการณ์ที่เราทราบอยู่ นอกจากที่มีระบบกลางของประเทศส่วนหนึ่งแล้ว เรามีเครือข่ายสารสนเทศภายในหน่วยงาน ระดับกระทรวง ระดับกรม ยกตัวอย่างเฉพาะหน่วยงานขนาดใหญ่ อย่างเช่น ระบบศูนย์ ข้อมูลกลางของกระทรวงมหาดไทยและจังหวัด ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ นี่ถือว่าเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ของหน่วยงานภาครัฐ

ประการต่อมา มีการจัดตั้งศูนย์บริการร่วมตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ปี ๒๕๔๖ มีการจัดตั้งศูนย์บริการร่วม ตามพระราชบัญญัติอํานวยความสะดวก ปี ๒๕๕๘

ปัญหาที่เป็นอยู่ขณะนี้ก็คงจะยอมรับว่าปัญหาการขาดการเชื่อมโยงข้อมูล ภายในหน่วยงานภาครัฐด้วยกัน ปัญหาตรงนี้เกิดจากการจัดเก็บข้อมูลภายในหน่วยงาน ของรัฐมีระบบจัดเก็บที่แตกต่างกัน ขาดการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกัน มาตรฐานการจัดเก็บแตกต่างกัน ตรงนี้จะส่งผลให้การเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงาน ทําได้ยากมาก ล่าช้า ซ้ําซ้อน แล้วก็สิ้นเปลืองงบประมาณ ซึ่งปัญหาเรื่องเครือข่ายนั้น เนื่องจากการใช้ระบบงานของระบบกลางยังไม่สามารถที่จะไปเชื่อมโยงหรือว่าเป็นฐานหลัก ให้กับหน่วยงานของภาครัฐโดยทั่วไป

ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพบุคลากรภาครัฐด้านดิจิทัล หน่วยงานภาครัฐ ยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญไม่เพียงพอ และบุคลากรโดยทั่วไปยังขาดความรู้ และทักษะพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ แม้จะมีการผลักดันให้เป็น วช. ที่เราเรียกว่า วิชาชีพเฉพาะ มีนักวิชาการคอมพิวเตอร์โดยตรงสําหรับสายงานนี้ แต่องค์ความรู้ ที่ผู้ปฏิบัติงานมีความหนักแน่น มีความรู้ลึกรู้จริงก็อาจจะต้องมีการพัฒนาต่อไป

ปัญหาต่อไปก็คือปัญหาความด้อยประสิทธิภาพของการดําเนินงานภาครัฐ ในการให้บริการประชาชน ตรงนี้ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องการมอบอํานาจเพื่อจะลดขั้นตอน ในการติดต่อราชการของประชาชนก็เกี่ยวข้องกับตัวกฎหมายเรื่องการมอบอํานาจ ทําอย่างไรที่จะอํานวยความสะดวกให้ประชาชนมากที่สุด

ปัญหาอีกส่วนหนึ่งก็คือเกิดจากทัศนคติในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ในการให้บริการประชาชน ส่วนใหญ่ข้าราชการก็ยังอาจจะเป็นการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ตรงส่วนนี้ คงจะต้องใช้เวลา ยังไม่เห็นความสําคัญในการที่จะบอกว่าให้บริการประชาชน เป็นหลักก่อน ส่วนใหญ่เรามักจะพูดกันว่าประชาชนต้องมาก่อนก็คือมารอข้าราชการก่อน

ประการต่อมา ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการขอจัดสรรงบประมาณดําเนินโครงการ ของภาครัฐ เรื่องงบประมาณก็เป็นเรื่องที่สําคัญอีกเรื่องหนึ่ง เราเชิญทางสํานักงบประมาณ มาหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ สํานักงบประมาณเองก็มีความพยายามอย่างมากที่จะหาวิธีการ ให้การจัดสรรเครื่องมือหรือระบบทั้งฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ให้เกิดประโยชน์หรือมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะดําเนินการในส่วนนี้ได้

ในแง่กฎหมายและกรอบแนวคิดที่เกี่ยวข้อง ประการแรก ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ใน ๒๗ วาระ แต่ถ้าดูกฎหมายหลัก กฎหมายแม่ ก็คือกฎหมาย รัฐธรรมนูญที่ประกาศใช้ปี ๒๕๖๐ นี้ มาตรา ๓๕๘ ด้านบริหารราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะ (๒) ให้มีการบูรณาการฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เป็นระบบ ข้อมูลเพื่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องนี้ ก็ตรงตามที่รัฐธรรมนูญกําหนด โดยเฉพาะ (๒) อย่างมาก ๆ ส่วนอื่นก็เป็นกฎหมาย ที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย หลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ปี ๒๕๔๖ พระราชบัญญัติการอํานวย ความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ปี ๒๕๕๘ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การมอบอํานาจ พ.ศ. ๒๕๕๐ และขณะนี้ก็มีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกาว่าด้วย การมอบอํานาจ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙ อีกส่วนหนึ่งก็คือตัวนโยบายของรัฐบาลเอง รัฐบาลเองก็ต้องการที่จะกระจายอํานาจ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะได้โดยรวดเร็ว ประหยัด และสะดวก เพราะฉะนั้นตรงจุดนี้ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องสําคัญในการที่จะไปสู่การดําเนินการ ต่อไป ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกอันหนึ่งที่คิดว่าสมควรจะต้องหยิบยกมาดูประกอบด้วยก็คือ แผนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในยุทธศาสตร์ที่ ๔ ของแผนกระทรวงดีอี (DE) พูดว่า ปรับเปลี่ยนภาครัฐสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล เพราะฉะนั้นการศึกษาเรื่องนี้ก็จะสอดรับแล้วก็ ตรงประเด็นกับการดําเนินการ ไม่ว่าในระดับสูง ในระดับกระทรวง หรืออะไรต่าง ๆ ที่ผ่านมา ก็จะสอดรับทุกระดับนะคะ

ประการต่อมาก็เรื่องระบบเครือข่ายสื่อสารกลางเพื่อเชื่อมโยงหน่วยงาน ภาครัฐก็คือระบบรัฐบาลดิจิทัล ที่อยากจะให้เห็นก็คือพัฒนาระบบเครือข่ายกลางเพื่อใช้เป็น ระบบเครือข่ายหลักของหน่วยงานภาครัฐที่จะช่วยสนับสนุนการบูรณาการข้อมูล การทํางาน และการให้บริการได้อย่างเป็นรูปธรรม

ประการต่อมาคือเรื่อง ๔.๐ เราก็จะพูดแต่เรื่อง ๔.๐ ไปที่ไหนเราบอกว่าตอนนี้ ประเทศไทยจะต้องเป็นไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) เพราะฉะนั้นจุดนี้เป็นจุดที่สําคัญ เป็นรากฐานที่จะต้องมาวางระบบเรื่องนี้เพื่อก้าวไปข้างหน้าต่อไป เพราะฉะนั้นภาครัฐ จะต้องพัฒนาการดําเนินงานให้เข้าสู่วิธีการทางดิจิทัล

เรื่องที่สําคัญก็คือแนวคิดเรื่องคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ตราบใดที่ระบบโดยรวมของหน่วยงานภาครัฐแต่ละหน่วยงาน หรือระบบ หลังบ้านของทุกหน่วยงานถ้าไม่เชื่อมต่อกัน การส่งถ่ายข้อมูลที่จําเป็นในเรื่องการบริการ ก็ไม่สามารถดําเนินการได้เต็มที่ สภาพที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้ก็จะเป็นสภาพไซโลอยู่ แต่ถ้าเรา เอาไซโลนั้นมาเชื่อมด้านข้างให้ทะลุถึงกัน แนวคิดเรื่องคอนเนกเตดกัฟเวิร์นเมนต์ (Connected Government) ก็จะเกิดขึ้น การให้บริการประชาชนในเรื่องต่าง ๆ การไปติดต่อ การอํานวยการ ให้บริการในเรื่องต่าง ๆ ก็สามารถที่จะอํานวยความสะดวกได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องถือเอกสาร หรือจัดเอกสารไปมากมายก่ายกอง เพราะใช้บัตรประชาชนก็สามารถไปติดต่อได้นะคะ

เรื่องกรอบการจัดอันดับความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ ก็เป็นตัวชี้วัด ที่สําคัญว่าประเทศไทยเราเรื่องการอํานวยความสะดวกในเรื่องนี้อยู่ระดับไหน เป็นความจําเป็น ที่เราจะต้องมาดูทั้งขั้นตอน ระยะเวลาในการบริการ การอํานวยความสะดวก เพราะฉะนั้น เกณฑ์ตรงนี้ ความง่าย ความรวดเร็ว ค่าใช้จ่ายและกฎ ระเบียบเป็นเรื่องที่สําคัญ

อีกส่วนหนึ่งที่มาดูประกอบก็คือการปรับปรุงกระบวนงานภาครัฐด้วยระบบ ลีนแมเนจเมนต์ (Lean Management) ตรงนี้เพื่อที่จะให้ผู้รับบริการของภาครัฐนั้น ได้รับความสะดวก รวดเร็ว ต้นทุนที่ต่ําลง แล้วในกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างอื่นก็คือ การยกระดับมาตรฐานบริการร่วมไปสู่ศูนย์ราชการสะดวก เพราะฉะนั้นจากประเด็น สภาพปัญหาที่นําเรียนมาทั้งหมดนั้น ทางคณะกรรมาธิการด้านบริหารราชการแผ่นดิน ก็เสนอประเด็นในการปฏิรูปเป็น ๒ ด้านหลัก

ด้านแรก เป็นการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศภาครัฐเพื่อการบริหาร ราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน มีหัวข้อเรื่องอะไรบ้าง อันที่ ๑ ก็ต้องมีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเรื่องนี้เป็นหลัก อันที่ ๒ ต้องมีการตรากฎหมายว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล อันที่ ๓ จะต้องพัฒนากลไกหลักและกลไกรองในการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายข้อมูลของหน่วยงาน ภาครัฐ อันที่ ๔ การพัฒนาคุณภาพกําลังคนภาครัฐด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ อันที่ ๕ ระบบจัดสรรงบประมาณในการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็จะต้องได้รับการพิจารณา ให้เหมาะสมด้วย

ด้านที่ ๒ การพัฒนากลไกภาครัฐในการดําเนินงานเพื่อการบริหารราชการแผ่นดิน และการบริการประชาชนตลอดจนภาคธุรกิจ แน่นอนค่ะ การก้าวไปทุกอย่างจะต้องมีจังหวะ ในการก้าว เราไม่สามารถที่จะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือได้ทันที เพราะฉะนั้นประการแรก จะต้องมีการสํารวจความพร้อมของระบบการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์ ภาครัฐ อีเซอร์วิส (e-Service) ในปัจจุบัน ซึ่งเราก็ยอมรับว่าบางหน่วยมีก้าวหน้าไประดับหนึ่ง แต่บางหน่วยเพิ่งเริ่มบริการ ที่ผ่านมาเราคงจะได้ทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์ ท่านรองนายกรัฐมนตรี ไปเปิดในเรื่องการทําธุรกรรมระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากับกรมที่ดิน นั่นก็เป็นก้าวหนึ่ง ในเรื่องการบริการประชาชน ประการที่ ๒ ปรับปรุงระบบการต่อใบอนุญาตเพื่อลดขั้นตอน ที่เกินความจําเป็น ประการที่ ๓ ปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการมอบอํานาจ ประการที่ ๔ การเชื่อมโยงเครือข่ายข้อมูลในระดับจังหวัดด้วย นี่คือประเด็นปฏิรูปที่เป็น ๒ ประเด็นใหญ่ สําหรับรายละเอียดในข้อเสนอแต่ละเรื่อง ๆ ดิฉันขอให้ท่านอนุสิษฐ คุณากร เป็นคนนําเสนอค่ะ