เลิศรัตน์ สนับสนุนปฏิรูปเศรษฐกิจ ผลักดันฟินเทคเติบโตอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๕ เมษายน ๒๕๖๐

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือเรื่องการปฏิรูประบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงิน โดยเฉพาะฟินเทคและบล็อกเชน พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับตัวเพื่อไม่ให้ตกขบวนการพัฒนาทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัล

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้ให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องการปฏิรูป ระบบการรองรับนวัตกรรมทางการเงินของท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจของท่านสถิตย์ที่เคารพนะครับ ซึ่งท่านก็ได้ผลักดันการปฏิรูปในด้านเศรษฐกิจ รู้สึกว่าจํานวนเรื่องจะมากที่สุดในบรรดาทุกคณะกรรมาธิการ และแต่ละเรื่องก็มีประโยชน์ แล้วก็เป็นเรื่องที่มองไปสู่อนาคต แล้วก็มองไปทางกว้างให้ครอบคลุมพี่น้องประชาชน ในทุกภาคส่วน ทุกระดับชั้น สําหรับเรื่องที่ได้นําเสนอในเช้าวันนี้ผมคิดว่ามีความสําคัญยิ่ง ผมก็คงจะขึ้นมากล่าวสนับสนุนในการที่ทางคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจได้นําเสนอเรื่องนี้ ก่อนที่เราจะตก อันนี้ไม่ใช่ตกรถไฟนะครับ ตกรถไฟความเร็วสูงเลย ซึ่งไม่มีทางรอดเลย ถ้าตกรถไฟความเร็วสูง เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่จะไปไวมาก เรื่องของฟินเทค ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (FinTech Financial Technology) สําหรับบ้านเราอาจจะได้ยินมาสัก ๒-๓ ปี ก็เกิดขึ้นมามีคนมาเรียกฟินเทค (FinTech) ก็อาจจะสัก ๑๐ ปี ถ้าเราไปดูข้อมูลในกูเกิล (Google) ก็จะเห็นว่าอย่างในสหรัฐอเมริกามีบริษัทสตาร์ตอัป (Startup) กว่า ๒๐๐ แห่ง ที่ทํางานเรื่องนี้แล้วก็ร่ํารวยกันไปมหาศาล ในยุโรปใช้เงินไปแล้วร่วม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในการที่จะพัฒนาทางด้านฟินเทค (FinTech) ในบ้านเราก็มีนะครับ เมื่อสักครู่มีบางท่าน บอกว่าเราต้องไปยืมเขา เอาเทคโนโลยีเขามา อย่างในตลาดหลักทรัพย์ของเรามีหลายบริษัท ที่ให้บริการในด้านของฟินเทค (FinTech) อย่างเช่นจิตตะ (Jitta) เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าไป ในเว็บไซต์ (Web Site) ของจิตตะ (Jitta) เราก็สามารถที่จะไปดูว่าหุ้นไหนที่มันน่าซื้อวันนี้ พรุ่งนี้ เขาจะให้ข้อมูลอย่างละเอียดของหุ้นทุกตัวที่มีอยู่ในตลาดนั่นก็เป็นฟินเทค (FinTech) ในรูปแบบหนึ่ง คือเป็นการใช้เทคโนโลยี ใช้นวัตกรรมมาแอปพลาย (Apply) ในด้านของ ตลาดหลักทรัพย์ ทําให้ผู้ที่ใช้โปรแกรมเหล่านี้จะได้เปรียบ จะได้มีการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะการตัดสินใจในการลงทุนของนักธุรกิจไม่ว่าจะลงทุนเป็นรูปแบบของบริษัทหรือลงทุน ในตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดในอนาคต ถ้าเรามีเครื่องมือเหล่านี้ที่เรียกว่าฟินเทค (FinTech) มาช่วยก็จะทําให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุมีผล แล้วก็มีโอกาสที่จะได้กําไร หรือโอกาสที่จะขาดทุนน้อยกว่าคนอื่นที่ตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูล ผมดีใจที่อ่านรายงานนี้ และเห็นชื่อสมาคมฟินเทค (FinTech) แห่งประเทศไทยเพิ่งตั้งขึ้น ก็ทันสมัยทันกับเหตุการณ์ แล้วก็มีการเปิดหลักสูตรต่าง ๆ ที่จะนํามาพัฒนาบุคลากรด้านภาคธุรกิจของเราให้มี ความเข้าใจเรื่องของฟินเทค (FinTech) เพิ่มมากขึ้น ในเรื่องของฟินเทค (FinTech) ผมคิดว่า อย่างที่ท่านไพบูลย์ ซึ่งท่านไพบูลย์เป็น สปช. กับพวกเรามา แล้วก็ยังเป็นเพื่อนรักของผม รู้จักกันมาเรียนมาด้วยกัน ท่านก็ได้ขยายความที่ท่านอาจารย์สมชัยกูรู (Guru) ในด้านนี้กรุณาให้ข้อมูลไว้แล้ว ได้อย่างกว้างขวาง ผมเชื่อว่าพวกเราก็คงจะมึนตกเก้าอี้ไปหลายคน ท่านมาด้วยเทคโนโลยี ใหม่ ๆ ถ้าเราไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวก็คงยากที่ใครจะรู้จักคําว่าบล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งมันเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นเขาเรียกว่าเวิล์ด นัมเบอร์ วัน (World Number One) เลยในขณะนี้ ถึงแม้จะยังไม่นําไปสู่ภาคการใช้จริงหรืออิมพลีเมนเทชัน (Implementation) มากนัก แต่ในอนาคตรับรองว่าบล็อกเชน (Blockchain) จะมาแรงกว่าอินเตอร์เน็ตที่เราใช้อยู่ เมื่อเช้าก็เพิ่งอ่านบทความว่าสวีเดนกําลังทดลองใช้บล็อกเชน (Blockchain) ในการที่จะลงทะเบียน หรือในการซื้อขายที่ดิน มีการศึกษาเรื่องเหล่านั้น เพราะบล็อกเชน (Blockchain) จะพูดถึงเงิน ที่ไม่มีตัวตน ไม่ใช่มาร์ค ไม่ใช่ปอนด์ ไม่ใช่บาท ไม่ใช่ดอลลาร์ เป็นเงินในจินตนาการ เป็นเงิน ที่อยู่ในโลกของดิจิทัลคือบิตคอยน์ (Bitcoin) บิตคอยน์ (Bitcoin) ตอนออกมาใหม่ ๆ คนก็ไม่ค่อยอยากเชื่อกลัวจะเหมือนแชร์ลูกโซ่บ้านเรา แต่วันนี้บิตคอยน์ (Bitcoin) ซึ่งอยู่ใน ส่วนหนึ่งของบล็อกเชน (Blockchain) ก็เป็นที่ยอมรับเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้น ต่อไปมือเราก็จะไม่ต้องไปเปื้อนสตางค์ไม่ต้องล้างมือแล้ว เพราะว่าเงินอยู่ในโลกของดิจิทัล ในเรื่องของบล็อกเชน (Blockchain) ก็อย่างที่ท่านไพบูลย์ได้กรุณาให้ข้อมูลกับพวกเราว่า จะเป็นเทคโนโลยีทันสมัยที่สุดที่จะต้องเข้ามาแทนหลาย ๆ อย่าง มาแทนตัวกลางที่เรา เรียกว่าอินเทอร์มีเดียรี (Intermediary) ศัพท์ตัวนี้อาจจะยากนิดหนึ่ง แต่เป็นตัวกลาง อาจจะต้องหายไปอย่างที่ท่านพูดถึงพวกสาขาแบงก์ต่าง ๆ ก็จะไม่มีใครต้องออกไปให้เสียเวลา อีกแล้วเพราะเวลาจะเป็นของที่มีค่าที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าใครใช้เทคโนโลยีได้ทันกว่าคนอื่น มากกว่าคนอื่นก็สามารถที่จะชนะคนอื่น มีผู้อภิปรายในห้องนี้รู้สึกกรรมาธิการบางคณะ บอกว่าเราเป็นอันดับ ๒ ในอาเซียน (ASEAN) รองจากสิงคโปร์ แต่ผมคิดว่าท่านไพบูลย์พูดถูก หรือท่านอาจารย์สมชัยพูดก็ไม่รู้ ว่ามาเลเซียเขาไปไกลกว่าเราเยอะในด้านของเทคโนโลยี ด้านของฟินเทค (FinTech) ด้านต่าง ๆ ซึ่งในอดีตเราเคยพูดถึงว่าประเทศจะไปได้อาร์แอนด์ดี (R&D) ต้องเป็นอันดับ ๑ ถึงจะทําให้ประเทศพัฒนาไปได้ แต่วันนี้มันไกลไปว่า อาร์แอนด์ดี (R&D) แอปพลิเคชัน (Application) ของอาร์แอนด์ดี (R&D) คือแอปพลิเคชัน (Application) นําไปสู่การใช้ในด้านฟินเทค (FinTech) หรือในด้านอื่น ๆ ผมได้อภิปรายในที่นี้เมื่อ สัก ๒ สัปดาห์ที่แล้วพูดถึงเรื่องแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) ซึ่งหมายถึงการนําคน ๒ กลุ่ม มาเจอกันแล้วก็ทําธุรกิจ ซึ่งแมตช์เมกเกอร์ (Matchmakers) ก็หมายถึงการที่เรามีแพลตฟอร์ม (Platform) ที่เราพูดถึงพอร์ทัล (Portal) หรือแพลตฟอร์ม (Platform) เราก็จะสามารถ สร้างธุรกิจขึ้นมาอูเบอร์ (Uber) นําเจ้าของแท็กซี่กับคนที่ต้องการใช้แท็กซี่ อาลีบาบา (Alibaba) สุดยอดนะครับ แล้วก็รวมถึงแม้แต่เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของแมตซ์เมคเกอร์ (Matchmakers) ซึ่งตอนนี้เขาก็มาตั้งสถาบันอยู่มาเลเซียคนที่ออกแบบในเรื่องนี้แล้วก็ พัฒนาบุคลากรที่นั่น เรียกว่าอาเซียน เทคโนโลยี อินสทิทิวต์ (ASEAN Technology Institute) เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ถ้าเราไม่ตื่นตัว เราไม่เดินหน้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชนแล้ว จะตกรถไฟความเร็วสูงเลย เพราะฉะนั้นผมดีใจมากที่กรรมาธิการได้นําเรื่องนี้มา ถึงแม้วันนี้ ข้อเสนออาจยังกว้างมากเพราะมีเรื่องที่ต้องทําเยอะเหลือเกินที่จะทําให้เราไปสู่สังคม ของฟินเทค (FinTech) ได้ ที่ท่านเสนอมา ๔ ด้าน แต่ละด้านก็มีรายละเอียดอีกมากมาย ที่ผมมอง ๆ ดูที่สําคัญก็แน่นอนคือในเรื่องของกฎหมาย ถ้ากฎหมายไม่แก้ กฎหมายไม่ปรับ ให้รองรับสิ่งเหล่านี้ได้ก็ไปไม่ได้ แม้แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยเอง หรือว่าตลาดหลักทรัพย์เอง กระทรวงการคลังเอง ก็ต้องดูเรื่องกฎหมายที่จะให้รองรับการพัฒนาด้านฟินเทค (FinTech) อีกด้านหนึ่งคือด้านของบุคลากร ฮิวแมนรีซอร์ซ (Human Resource) ฮิวแมนรีซอร์ซ (Human Resource) เป็นปัจจัยที่สําคัญ คนไทยที่สนใจฟินเทค (FinTech) ที่เก่ง ๆ อย่างท่านไพบูลย์มีเยอะแต่ก็จํากัดวงอยู่ในกลุ่มพวกบริษัททางด้านตลาดหลักทรัพย์ ทางด้านการเงิน ด้านการลงทุน แต่ถ้าคนทั่วไปที่จะไปใช้บริการเหล่านี้ที่จะมีความรู้ ความเข้าใจหรือที่จะเลือกใช้บริการอาจจะยังมีไม่มากเพียงพอ แล้วก็ที่จุดอ่อนที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นภาครัฐในด้านของดิจิทัล อันนี้เป็นแอปพลิเคชัน (Application) ที่เลยจากดิจิทัลไปด้วยเมื่อเราพูดถึงฟินเทค (FinTech) เมื่อเดือนที่แล้ว ผมก็ไปงานเปิดโครงการซึ่งมีท่านรองนายกรัฐมนตรี พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง เป็นประธาน คือโครงการพัฒนาดิจิทัล ฮิวแมน รีซอร์ซ (Digital Human Resource) คือสร้างดิจิทัลคาแพบิลิตี (Digital Capability) หรือขีดความสามารถดิจิทัลให้กับข้าราชการ และนักศึกษา ซึ่งในปีนี้ตั้งเป้าไว้ ๑๕,๐๐๐ คน ครึ่งหนึ่งจะเป็นข้าราชการจากกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ อีกครึ่งหนึ่งเป็นนักศึกษา เป็นความร่วมมือของ ๓ ฝ่าย คือ ก.พ. คือ สคช. สคช. คือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งจะเป็นผู้ทํามาตรฐานด้านดิจิทัลซึ่งทําไว้แล้วแต่จะมาใช้ ในการทดสอบ แล้วอีกอันหนึ่งก็คือสํานักงานอิเล็กทรอนิกส์ของรัฐบาล ซึ่งจะทําหน้าที่ ในการให้ความรู้ ถ้าใครยังไม่ควอลิไฟ (Qualify) ก็ไปเข้าหลักสูตรการอบรม เพราะฉะนั้นใน อนาคตคนที่จะก้าวหน้าขึ้นไปในตําแหน่งต่าง ๆ อาจจะทุก ๆ ตําแหน่งด้วย ก็ค่อย ๆ พัฒนาขึ้นไปจะต้องมีความเข้าใจในเรื่องของดิจิทัล แล้วก็จะต้องเลยไปถึงแอปพลิเคชัน (Application) ของดิจิทัลไปสู่เรื่องอย่างฟินเทค (FinTech) เหล่านี้ เราได้เปิดตัวพร้อมเพย์ (PromptPay) เมื่อปีที่แล้ว วันนี้เขาก็แค่เงียบ ๆ ไป ผมไม่แน่ใจว่ามีคนไทยกี่คนที่ไป ลงทะเบียนแล้วก็ที่จะใช้ หรือแม้แต่ภาครัฐเองก็ยังไม่ได้นํามาใช้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้น การกระตุ้นให้คนไทยก้าวเข้าสู่โลกของฟินเทค (FinTech) เป็นเรื่องที่ยากมากเป็นเรื่องที่ จะต้องใช้ความพยายาม ใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่จะช่วยกันในการดําเนินการเหมือนกับ ข้อเสนอของทางกรรมาธิการที่ครอบคลุมในประเด็นต่าง ๆ ที่จะช่วยให้การพัฒนาในด้านของ เทคโนโลยีที่นํามาใช้ในด้านการเงิน ความจริงก็ไม่ใช่จํากัดอยู่แค่ฟินเทค (FinTech) อย่างที่ ท่านกรรมาธิการได้พูดถึงแล้ว เพราะฟินเทค (FinTech) ก็นําไปใช้ในธุรกิจต่าง ๆ ธุรกิจหนึ่ง ที่ใช้กันมากที่สุดคือธุรกิจในด้านประกันภัย แล้วก็ธุรกิจในด้านของการซื้อขาย ซื้อตรง ขายตรง อย่างที่เราเห็น หรือโลจิสติกส์ (Logistics) การส่งสินค้าต่าง ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ จึงเรียกว่านวัตกรรมที่มีความสําคัญยิ่งที่นําประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ตามเป้าประสงค์ของทางรัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะฉะนั้น ผมก็ขอสนับสนุนความพยายาม แล้วก็ความคิดริเริ่มของกรรมาธิการที่จะให้มีการพัฒนา ในด้านต่าง ๆ ส่วนรายละเอียดนั้นก็คงจะต้องว่ากัน แล้วก็คงจะต้องช่วยกันในทุกภาคส่วน ขอขอบพระคุณครับ