พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ หารือถึงความจำเป็นในการเตรียมความพร้อมของประชาชนต่อการพัฒนาฟินเทค โดยเน้นย้ำความสำคัญของความรู้ทางการเงิน จริยธรรม และการป้องกันการฉ้อโกงในยุคดิจิทัล พร้อมเสนอให้ยกระดับไซเบอร์ซีเคียวริตี้และการใช้ข้อมูลจากเลขบัตรประชาชน 13 หลักเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงข้อมูลอย่างปลอดภัยและสร้างนวัตกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ขณะเดียวกันเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและวิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมืองจากการนำเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามาใช้ เพื่อป้องกันการถูกครอบงำในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ ดิฉันคิดว่าในเรื่องนี้มีทั้งความจําเป็นที่จะต้องเข้าใจ เรียนรู้ ความจําเป็นที่จะต้องทําความพร้อมให้กับประเทศของเราในเรื่องนี้ แล้วก็ ความระมัดระวังที่จะต้องดําเนินการด้วยภายในเวลาอันเดียวกัน เพราะว่าอย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องเผชิญกับมัน เพราะฉะนั้นเราควรจะต้องเผชิญกับมัน อย่างมีความพร้อม มีความรู้ และมีความระมัดระวังด้วย สิ่งที่ดิฉันอยากจะเรียนเสนอ ต่อท่านประธานผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ ก็คือเราควรจะต้องคอนซิเดอร์ (Consider) เรื่องต่อไปนี้อย่างเร่งด่วนแล้วก็ให้ความสําคัญกับมัน อันนั้นก็คือความพร้อมของประชาชน จะทําให้ประชาชนเขาเข้าใจในเรื่องนี้ พร้อมที่จะก้าวเข้ามาเป็นเพลเยอร์ (Player) ในเรื่องนี้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง เพราะตราบใดที่ความรู้ในเรื่องของฟินเทค (FinTech) ยังอยู่ในวงแคบเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญ ทางด้านการเงิน ยิ่งระดับความรู้ห่างกันเท่าไร โอกาสที่ประชาชนส่วนใหญ่จะเสียเปรียบ ในเรื่องนี้ก็มีมากขึ้น ถ้าเผื่อว่าเขายังไม่พร้อม ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทย ยังมีบุคคลเป็นจํานวนมากที่มีความเฉลียวฉลาดทางด้านเทคโนโลยี แต่มีความต่ําในด้านของ คุณธรรมความดี เพราะฉะนั้นโอกาสที่ข้อมูลจะถูกแฮก (Hack) โอกาสที่จะฉ้อฉลเกิดขึ้นได้เสมอ แล้วในอดีตอย่างเรื่องของฟินเทค (FinTech) ตัวอย่างบริการการเงินแบบใหม่ด้วยฟินเทค (FinTech) ที่ท่านนําเสนอ เช่นในเรื่องของการระดมทุนจากคนจํานวนมาก คลาวด์ฟันดิง (Cloud Funding) โดยไม่ผ่านตัวกลาง เรื่องของการกู้เงินระหว่างประชาชนกันเอง เพียร์ทูเพียร์ เลนดิง (Peer-to-Peer Lending) อะไรทํานองนี้ ทั้งหลายที่ท่านยกตัวอย่างเป็นความสะดวก เป็นสิ่งที่ควรจะพัฒนาให้เกิดขึ้นและทําให้ทําธุรกิจได้รวดเร็วขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็เปิดโอกาสให้มีการฉ้อโกงกันง่ายขึ้น ยิ่งถ้าเผื่อว่าท่านจะทํากฎหมายให้สิ่งเหล่านี้เอื้ออํานวย ให้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าในสมัยนี้ อันนั้นก็เท่ากับเปิดช่องให้มีการฉ้อโกงกันได้มากเท่านั้น ท่านก็คงจะเห็นว่าทุกวันนี้ในขณะที่ประเทศไทยเจริญเป็นอันดับที่เท่าไรของโลกอะไรทํานองนี้ การฉ้อโกงก็ยังเกิดขึ้นอย่างมากมายและขยายกลุ่มกว้างขึ้น ถ้าเผื่อการฉ้อโกงผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ คงจะไม่ได้สร้างความเสียหายเป็นรายบุคคล แต่คงจะเป็นกลุ่มของบุคคล แล้วก็ขยายมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมให้แก่ประชาชนเป็นสิ่งที่จําเป็น และดิฉันคิดว่าเรื่องของไฟแนนเชียลลิเทอเรซี (Financial Literacy) ที่คณะกรรมาธิการ เคยเสนอในการปฏิรูปไว้ก็เป็นสิ่งจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องทําให้เกิดขึ้นสําหรับประชาชน คนไทยเช่นเดียวกัน โดยมีเอทิคัลคอนซิเดอเรชัน (Ethical Consideration) อย่างเข้มแข็ง ประกอบกันไปด้วย ไม่อย่างนั้นเราก็จะมีผู้รู้ที่ปราศจากจริยธรรมมากขึ้น
อีกเรื่องหนึ่งก็มีผู้กล่าวไปแล้ว แต่ดิฉันคิดว่ามีความสําคัญและจําเป็นที่จะต้อง พัฒนาให้เกิดขึ้นก่อนที่เราจะอิมพลีเมนต์ (Implement) ระบบอันนี้อย่างเต็มที่ นั่นก็คือ ไซเบอร์ซีเคียวริตี (Cybersecurity) ก็ดีใจที่รัฐบาลเห็นความสําคัญในเรื่องนี้ ดิฉันคิดว่าข้อมูล หลายอย่างที่มีอยู่ในประเทศไทยมีประโยชน์ ก็อยากจะเสนอให้ใช้ตัวเลข ๑๓ หลัก ของเราให้เป็นประโยชน์ในการที่จะแอ็กเซส (Access) ถึงข้อมูลเหล่านั้น แล้วบางครั้ง การเติมข้อมูลบางอย่างเข้าไปในบัตรประชาชนจะช่วยให้มีนวัตกรรมหลายอย่างเกิดขึ้น เช่น ในเรื่องของน้ําหนัก ในเรื่องของส่วนสูง ในเรื่องความยาวของแขนขาคนไทย อะไร ทํานองนี้ อันนี้มีประโยชน์มากสําหรับอุตสาหกรรมเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มอะไรต่าง ๆ พวกนี้ หรือแอ็กเซสเซอรี (Accessory) อันอื่น ๆ อันนี้ถ้าเผื่อทําให้แอ็กเซส (Access) ได้อย่างง่ายขึ้น โดยไม่ผิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวอะไรพวกนี้ก็จะเกิดนวัตกรรม สามารถที่จะให้ประชาชน ทั่วไปสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นจากข้อมูลที่เขามีอยู่นอกไปจากความชอบในอาหาร หรือว่า ความชอบในบางเรื่อง
ข้อสุดท้าย อาจจะเป็นการระแวงที่มากเกินไปเพราะว่าดูหนังนักสืบ หรืออะไรมาก แต่คิดว่าน่าจะมีบริบทของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยกับเศรษฐกิจ บริษัทต่าง ๆ ที่อยู่ในต่างประเทศที่คิดค้นแอปพลิเคชันอินโนเวชัน (Application Innovation) ใหม่ ๆ เขาจะทําด้วยความบริสุทธิ์ใจของเขาอย่าง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรือไม่ หรือว่ามีบงการทางด้านการเมืองอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง การที่จะใช้เทคโนโลยีทางด้านวิชาการ เพื่อที่จะขยายอิทธิพลของการยึดครองทางด้านเศรษฐกิจก็มีความเป็นไปได้สูง ในขณะนี้ คงจะยาก แล้วก็เป็นการไม่ฉลาดที่ใช้กําลังทหารหรืออาวุธเข้าไปยึดครองประเทศ แต่อาจจะทําได้ โดยการยึดครองทางเศรษฐกิจ ถ้าหากว่าเมื่อไรระบบต่าง ๆ เป็นอันเดียวกันข้อมูลทั้งหลาย ใช้เชื่อมกันได้ แม้กระทั่งเคอร์เรนซี (Currency) ถ้าพยายามทําให้เป็นเคอร์เรนซี (Currency) กลางแล้วก็ใช้ด้วยกันทั้งหมด บางทีการยึดโดยการทรานสเฟอร์ (Transfer) หรือการครอบคลุม ก็อาจจะง่ายเข้า แล้วเราก็มัวแต่ตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เขาป้อนมา เพราะฉะนั้น ก็อยากจะให้มีการสกรีน (Screen) มีการศึกษา มีการวิเคราะห์อย่างชัดเจนว่ามีเบื้องหน้า เบื้องหลังอย่างไรบ้าง แล้วก็ข้อเสียของมันด้วยถ้าเราจะรับระบบเหล่านั้นมาทั้งระบบ โดยไม่ผ่านการกลั่นกรองก่อน ขอบคุณค่ะ